กำลังจะมาแล้ว #BitcoinTalk 214 | Cash Privacy Freedom 910587
#Siamstr
View live event →
Right Shift
official@rightshift.to
npub1ejn7...97a5
Your everyday #Bitcoin Leading the Bitcoin education in Thailand. Host of the #BitcoinThailand building #Siamstr
มาแล้ว #BitcoinTalk 208 | บิตคอยน์แพงไป หรือคุณแค่ยังไม่เข้าใจ? 898431
#Siamstr
View live event →
Pre-order ปกแข็ง เปิดแล้วนะครับ
(มีการ์ด nfc + ลายเซ็น)
รุ่นปกแข็งนี้ ไม่มีวางจำหน่ายทั่วไป ไม่มีผลิตเพิ่ม
พรีได้ถึง 11 มิ.ย. นี้ครับ ใน Shopee มีส่วนลดเยอะมาก อย่าลืมใส่โค้ดกันนะครับ
ช่องทาง PRE-ORDER : THE BITCOIN STANDARD (ปกแข็ง) ที่นี่
Shopee :
https://s.shopee.co.th/2B2KopE21y
https://s.shopee.co.th/qWxEOZtGN
Lazada :
#Siamstr
ช่องทาง PRE-ORDER : THE BITCOIN STANDARD (ปกแข็ง) ที่นี่
Shopee :
https://s.shopee.co.th/2B2KopE21y
https://s.shopee.co.th/qWxEOZtGN
Lazada :

Lazada
Se-ed (ซีเอ็ด) : หนังสือ The Bitcoin Standard : ระบบการเงินทางเลือกใหม่ไร้ศูนย์กลาง (ปกแข็ง) (สินค้าสั่งจอง)
อ่านแล้วคันปาก! เราได้อะไรจาก "เงินเฟ้อคือคดีอาญา" | #สภายาส้ม EP64
มาเจอกัน 2 ทุ่ม
#Siamstr
View live event →
เราเดินทางมาถึงตอนที่ 200 กันแล้วเนื้อหาวันนี้น่าสนุกมาก
มานั่งรอชมพร้อมกันกับรายการ BitcoinTalk
#Siamstr
View live event →
คืนนี้เวลา 19:30 น. พี่พง @npub1en9m...ws53 จะพาเราไปสัมผัสกับชุมชนที่หลายคนอาจไม่เคยรู้จักมาก่อน📍 ห้วยผึ้ง จังหวัดกาฬสินธุ์ @OrangepillmasteR
มาดูกันว่าทำไมที่นี่ถึงถูกเรียกว่า "Bitcoin City"
กับวิถีชีวิตที่ทำให้คุณอยากเก็บกระเป๋าออกเดินทางทันที! 🚗💨
#Siamstr #RightShift #thailand #BitcoinCity
พี่ปกป้อง @npub1rrum...5deh ในฐานะคนที่มีประสบการณ์ในสายการเงินวาณิชธนกิจ จึงอยากออกมาแบ่งปันความรู้ในระบบการเงินให้กับพวกเราเหล่าบิตคอยเนอร์
หัวข้อในคืนนี้ เราจะพูดถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของหนึ่งในผู้ให้บริการกู้ยืมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่ทำให้หลายประเทศที่เคยเจริญ กลับตาลปัตรกลายเป็นประเทศที่ยากจน
กับ 2 Moderator สุดเฟี้ยว
🗿 ประธานซุป @SOUP
🗿 อิสระ @npub1z7k4...xre4
20.00 น. คืนนี้ ที่ #RightTalk #siamstr#RightTalk อีพีด่วน! สดพร้อมกันประเด็นผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ พรุ่งนี้ 18.00 น. (พฤหัสฯ ที่ 7 พย.) ที่แรก ที่เดือด ที่อันตราย! 💥 #siamstr 

วันนี้ 31 ตุลาคม 2024 ถือเป็นวันครบรอบ 16 ปี ของ #Bitcoin Whitepaper เอกสารที่ Satoshi Nakamoto เขียนขึ้นนั้น เปรียบเสมือนประกาศอิสรภาพทางการเงินฉบับใหม่ ที่ปลดปล่อยพวกเราจากพันธนาการของระบบเดิมๆ
Bitcoin Whitepaper คือ ผลงานวิชาการที่ผสมผสานศาสตร์หลากหลายแขนงเข้าด้วยกัน ทั้ง cryptography, เศรษฐศาสตร์, และวิทยาการคอมพิวเตอร์ ฯลฯ
1. แก้ปัญหา Double-Spending อย่างเหนือชั้น
ก่อนหน้า Bitcoin การสร้างระบบเงินสดอิเล็กทรอนิกส์เป็นเรื่องท้าทายมาก เพราะปัญหา Double-Spending หรือการใช้จ่ายเงินซ้ำซ้อน Satoshi แก้ปัญหานี้ด้วย Blockchain โดยให้ทุกคนในเครือข่ายร่วมกันตรวจสอบและยืนยันธุรกรรม ทำให้การโกงเป็นไปได้ยากมาก
2. Proof-of-Work หัวใจของความปลอดภัย
Proof-of-Work (PoW) คือ กลไกที่ใช้พลังงานในการคำนวณ เพื่อตรวจสอบธุรกรรม และสร้าง Bitcoin ใหม่ แม้จะถูกวิจารณ์เรื่องการใช้พลังงาน แต่ PoW ก็คือรากฐานสำคัญที่ทำให้ Bitcoin มีความปลอดภัยสูงสุด
3. Decentralization อำนาจอยู่ในมือประชาชน
Bitcoin ไม่มีใครควบคุม ไม่มีรัฐบาลหรือธนาคารกลางมาแทรกแซง อำนาจการตัดสินใจอยู่ในมือของทุกคนในเครือข่าย นี่คือสิ่งที่ทำให้ Bitcoin แตกต่างจากระบบการเงินแบบเดิมๆ
Bitcoin Whitepaper Day 2024
16 ปีผ่านไป Bitcoin พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเป็นมากกว่าแค่กระแสหรือของเล่นเด็กเนิร์ด มันคือเทคโนโลยีที่กำลังค่อยๆ เปลี่ยนโลก และยังคงพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
วันนี้.. ถือเป็นโอกาสดีที่เราจะร่วมกันศึกษา Bitcoin Whitepaper เพื่อทำความเข้าใจปรัชญาเบื้องหลัง และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติทางการเงินครั้งนี้
ซึ่งน้องหลาม Right Shift ก็ได้แปลไทยฉบับฉีกซองกินไว้ให้เราได้อ่านกันแล้ว
#Siamstr คุณเคยอ่าน Bitcoin Whitepaper แล้วหรือยัง?
https://rightshift.to/2024/kp/16920/
Bitcoin Whitepaper คือ ผลงานวิชาการที่ผสมผสานศาสตร์หลากหลายแขนงเข้าด้วยกัน ทั้ง cryptography, เศรษฐศาสตร์, และวิทยาการคอมพิวเตอร์ ฯลฯ
1. แก้ปัญหา Double-Spending อย่างเหนือชั้น
ก่อนหน้า Bitcoin การสร้างระบบเงินสดอิเล็กทรอนิกส์เป็นเรื่องท้าทายมาก เพราะปัญหา Double-Spending หรือการใช้จ่ายเงินซ้ำซ้อน Satoshi แก้ปัญหานี้ด้วย Blockchain โดยให้ทุกคนในเครือข่ายร่วมกันตรวจสอบและยืนยันธุรกรรม ทำให้การโกงเป็นไปได้ยากมาก
2. Proof-of-Work หัวใจของความปลอดภัย
Proof-of-Work (PoW) คือ กลไกที่ใช้พลังงานในการคำนวณ เพื่อตรวจสอบธุรกรรม และสร้าง Bitcoin ใหม่ แม้จะถูกวิจารณ์เรื่องการใช้พลังงาน แต่ PoW ก็คือรากฐานสำคัญที่ทำให้ Bitcoin มีความปลอดภัยสูงสุด
3. Decentralization อำนาจอยู่ในมือประชาชน
Bitcoin ไม่มีใครควบคุม ไม่มีรัฐบาลหรือธนาคารกลางมาแทรกแซง อำนาจการตัดสินใจอยู่ในมือของทุกคนในเครือข่าย นี่คือสิ่งที่ทำให้ Bitcoin แตกต่างจากระบบการเงินแบบเดิมๆ
Bitcoin Whitepaper Day 2024
16 ปีผ่านไป Bitcoin พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเป็นมากกว่าแค่กระแสหรือของเล่นเด็กเนิร์ด มันคือเทคโนโลยีที่กำลังค่อยๆ เปลี่ยนโลก และยังคงพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
วันนี้.. ถือเป็นโอกาสดีที่เราจะร่วมกันศึกษา Bitcoin Whitepaper เพื่อทำความเข้าใจปรัชญาเบื้องหลัง และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติทางการเงินครั้งนี้
ซึ่งน้องหลาม Right Shift ก็ได้แปลไทยฉบับฉีกซองกินไว้ให้เราได้อ่านกันแล้ว
#Siamstr คุณเคยอ่าน Bitcoin Whitepaper แล้วหรือยัง?
https://rightshift.to/2024/kp/16920/จากคำถาม "ใครอยู่แถวนี้บ้าง?" สู่ปรากฏการณ์ โปรโตคอล 101 ที่เติบโตอย่างออร์แกนิก KOP101 และสามัคคีชุมนุม คือบทพิสูจน์ "พลัง" ของคอมมูนิตี้บิตคอยน์ไทย
เชื่อไหมครับว่า แค่คำถามง่ายๆ อย่าง "ใครอยู่แถวนี้บ้าง?" สามารถจุดประกายให้เกิดปรากฏการณ์สุดเจ๋งในชุมชน Bitcoin ไทยได้
ผมกำลังพูดถึง โปรโตคอล 101 รูปแบบการพบปะกันแบบออแกนิกที่ไม่มีใครเป็นเจ้าภาพทางการ ไม่มีใครเป็นคนจัดตั้งระดับแบกงาน
แต่มันเกิดขึ้นจากความต้องการของสมาชิกในคอมมูนิตี้เองล้วนๆ
เรื่องราวเริ่มต้นจากสมาชิกคอมมูฯ เพียง 4 คน ที่โคราช ที่อยากเจอหน้าค่าตากันแบบตัวเป็นๆ แลกเปลี่ยนความรู้ พูดคุยเรื่องบิตคอยน์แบบไม่ต้องพิมพ์แชท
นัดแรกของพวกเขาจึงถูกเรียกว่า Korat101 ใครจะไปคิดว่า ไอเดียเล็กๆ นี้ จะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิด 101 ในพื้นที่อื่นๆ ตามมาอีกเพียบ!
โดยมีไทม์ไลน์คร่าวๆ ดังนี้
2023
ตุลาคม: Korat 101 ถือกำเนิดขึ้น นับเป็นจุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์ 101 ในไทย
ธันวาคม: East 101 เกิดขึ้นที่ชลบุรี
2024
มกราคม: North 101 เกิดขึ้นที่เชียงใหม่
เมษายน:
Halving Party จัดขึ้นที่นครพนมและเมืองทอง
KOP101 เกิดขึ้นที่นครพนม
มิถุนายน: Korat102 จัดขึ้นอีกครั้ง
กรกฎาคม: สุโขทัย101 เกิดขึ้น
(จำเวลาแน่ชัดไม่ได้): ฉะเชิงเทรา 101 เกิดขึ้น
จะเห็นได้ว่า 101 เกิดขึ้นในหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี สะท้อนให้เห็นถึงการตอบรับที่ดีจากคอมมูนิตี้ และไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเมืองใหญ่ แต่ยังขยายไปสู่จังหวัดอื่นๆ ด้วย
และนี่คือเรื่องราวที่น่าประทับใจเป็นพิเศษสำหรับผม (Jakk Goodday) ที่ยังไม่มีโอกาสเอ่ยถึงพวกเขาอย่างเป็นทางการมาก่อน..
KOP101 งาน Bitcoin Halving Party แห่งนครพนม ความประทับใจจากปรากฏการณ์ "ชุมชน" ที่ขับเคลื่อนด้วยใจ
มันคือปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงพลังของคอมมูนิตี้บิตคอยน์ไทยได้อย่างชัดเจน มันคือ 101 ที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจของคนในพื้นที่จริงๆ โดยมีคุณกาย (Satuser) และโปรเจค "สามัคคีชุมนุม" เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน
สิ่งที่ทำให้ KOP101 โดดเด่นและน่าประทับใจสำหรับผมคือ..
มันเกิดขึ้นจากความร่วมมือกันอย่างแท้จริง ไม่มีทีมงานจากส่วนกลาง ไม่มีสปอนเซอร์ใหญ่ๆ แต่เกิดจากการรวมตัวของชาวบิตคอยน์ในพื้นที่ ที่อยากจะสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน
โดยมีสมาชิกอย่างคุณจิ๊บ คุณแค็ท คุณมิค คุณฟลุค คุณเต้ คุณเจน คุณกายเจ้าบ้าน และอีกหลายท่านที่มาร่วมงาน (จำได้ไม่หมดครับ)
มีบรรยากาศที่อบอุ่นเป็นกันเอง ทุกคนมาด้วยใจที่เปิดกว้าง พร้อมที่จะแบ่งปัน ไม่ว่าจะเป็น Bitcoin Newbie หรือ OG ทุกคนเท่าเทียมกัน
เกิดกิจกรรมที่หลากหลาย ไม่ใช่แค่การนั่งฟังบรรยาย แต่ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่ช่วยสร้างสีสันและความสนุกสนาน เช่น การพูดคุยแบบ Open Mic การเรียนรู้ Nostr Protocol การกินสเต็ก ซดเครื่องดื่มคราฟต์และนมสด
มีการบอกเล่าประสบการณ์ที่ทรงพลัง รีวิวจากผู้เข้าร่วมงานล้วนเต็มไปด้วยความรู้สึก ความประทับใจ และสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของ 101 ได้อย่างชัดเจน (โน๊ตต่างๆ อยู่บนนอสเตอร์ ค้นหา #kop101)
นอกจากนี้ อีเว้นท์นี้ยังมีส่วนในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆ
KOP101 เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า การสร้าง 101 ไม่ใช่เรื่องยาก ใครๆ ก็สามารถทำได้ ขอแค่มีความตั้งใจและลงมือทำ
เรื่องที่ 2 ที่ผมอยากสดุดีพวกเขาคือ..
โปรเจค “สามัคคีชุมนุม” ที่เป็นมากกว่าแค่พื้นที่ ซึ่งคือหัวใจของ KOP101
สามัคคีชุมนุมที่คุณกายสร้างขึ้น ไม่ใช่แค่สถานที่จัดงาน แต่มันคือพื้นที่ที่หล่อหลอมให้เกิด KOP101 ขึ้นมา มันคือพื้นที่ที่เต็มไปด้วยพลังบวก ความคิดสร้างสรรค์ และการเรียนรู้
Open Space & Creative Hub สามัคคีชุมนุม เปิดกว้างสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ หรือคนต่างถิ่น
Homeschool & Community Learning เป็นพื้นที่สำหรับ Homeschool และมีกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆ
Bitcoin & Nostr Education คุณกายมีความตั้งใจที่จะเผยแพร่ความรู้เรื่อง Bitcoin และ Nostr ให้กับคนในชุมชน
พื้นที่สาธิต Bitcoin Node มี Node Miner Wallet ของจริงให้ผู้สนใจได้ศึกษา
ห้องสมุดและ Workshop มีหนังสือ บอร์ดเกม และ Workshop เกี่ยวกับ Bitcoin ศิลปะ และเทคโนโลยีต่างๆ
KOP101 และ สามัคคีชุมนุม คือบทพิสูจน์ว่าบิตคอยน์ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่มันคือเรื่องของ "คน"
มันคือเรื่องของการเชื่อมต่อ การแบ่งปัน และการสร้างชุมชน ผมขอสดุดีคุณกาย และทุกคนที่ร่วมสร้าง KOP101 ให้เกิดขึ้น พวกคุณได้สร้างปรากฏการณ์ที่น่าจดจำ และเป็นตำนานที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับบิตคอยเนอร์ทั่วประเทศครับ
ส่วนตัวผมคิดว่า Adoption ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องการถือครองหรือใช้งาน ไม่ใช่เพียงแค่การพัฒนาทางเทคโนโลยี แต่มันคือการนำเอา "เงิน" นี้ไปสร้างคุณค่าบางอย่าง ให้กับตัวเองและสังคมในแบบของตัวเอง
และนี่คือตัวอย่างที่น่ายกย่องครับ..
สุดท้าย.. ผมเชื่อว่า KOP101 จะเป็นจุดเริ่มต้นของ 101 อีกมากมายในประเทศไทย และจะช่วยขับเคลื่อนวงการบิตคอยน์ไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อไป
— Jakk Goodday 🙏
#Siamstr
เชื่อไหมครับว่า แค่คำถามง่ายๆ อย่าง "ใครอยู่แถวนี้บ้าง?" สามารถจุดประกายให้เกิดปรากฏการณ์สุดเจ๋งในชุมชน Bitcoin ไทยได้
ผมกำลังพูดถึง โปรโตคอล 101 รูปแบบการพบปะกันแบบออแกนิกที่ไม่มีใครเป็นเจ้าภาพทางการ ไม่มีใครเป็นคนจัดตั้งระดับแบกงาน
แต่มันเกิดขึ้นจากความต้องการของสมาชิกในคอมมูนิตี้เองล้วนๆ
เรื่องราวเริ่มต้นจากสมาชิกคอมมูฯ เพียง 4 คน ที่โคราช ที่อยากเจอหน้าค่าตากันแบบตัวเป็นๆ แลกเปลี่ยนความรู้ พูดคุยเรื่องบิตคอยน์แบบไม่ต้องพิมพ์แชท
นัดแรกของพวกเขาจึงถูกเรียกว่า Korat101 ใครจะไปคิดว่า ไอเดียเล็กๆ นี้ จะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิด 101 ในพื้นที่อื่นๆ ตามมาอีกเพียบ!
โดยมีไทม์ไลน์คร่าวๆ ดังนี้
2023
ตุลาคม: Korat 101 ถือกำเนิดขึ้น นับเป็นจุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์ 101 ในไทย
ธันวาคม: East 101 เกิดขึ้นที่ชลบุรี
2024
มกราคม: North 101 เกิดขึ้นที่เชียงใหม่
เมษายน:
Halving Party จัดขึ้นที่นครพนมและเมืองทอง
KOP101 เกิดขึ้นที่นครพนม
มิถุนายน: Korat102 จัดขึ้นอีกครั้ง
กรกฎาคม: สุโขทัย101 เกิดขึ้น
(จำเวลาแน่ชัดไม่ได้): ฉะเชิงเทรา 101 เกิดขึ้น
จะเห็นได้ว่า 101 เกิดขึ้นในหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี สะท้อนให้เห็นถึงการตอบรับที่ดีจากคอมมูนิตี้ และไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเมืองใหญ่ แต่ยังขยายไปสู่จังหวัดอื่นๆ ด้วย
และนี่คือเรื่องราวที่น่าประทับใจเป็นพิเศษสำหรับผม (Jakk Goodday) ที่ยังไม่มีโอกาสเอ่ยถึงพวกเขาอย่างเป็นทางการมาก่อน..
KOP101 งาน Bitcoin Halving Party แห่งนครพนม ความประทับใจจากปรากฏการณ์ "ชุมชน" ที่ขับเคลื่อนด้วยใจ
มันคือปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงพลังของคอมมูนิตี้บิตคอยน์ไทยได้อย่างชัดเจน มันคือ 101 ที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจของคนในพื้นที่จริงๆ โดยมีคุณกาย (Satuser) และโปรเจค "สามัคคีชุมนุม" เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน
สิ่งที่ทำให้ KOP101 โดดเด่นและน่าประทับใจสำหรับผมคือ..
มันเกิดขึ้นจากความร่วมมือกันอย่างแท้จริง ไม่มีทีมงานจากส่วนกลาง ไม่มีสปอนเซอร์ใหญ่ๆ แต่เกิดจากการรวมตัวของชาวบิตคอยน์ในพื้นที่ ที่อยากจะสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน
โดยมีสมาชิกอย่างคุณจิ๊บ คุณแค็ท คุณมิค คุณฟลุค คุณเต้ คุณเจน คุณกายเจ้าบ้าน และอีกหลายท่านที่มาร่วมงาน (จำได้ไม่หมดครับ)
มีบรรยากาศที่อบอุ่นเป็นกันเอง ทุกคนมาด้วยใจที่เปิดกว้าง พร้อมที่จะแบ่งปัน ไม่ว่าจะเป็น Bitcoin Newbie หรือ OG ทุกคนเท่าเทียมกัน
เกิดกิจกรรมที่หลากหลาย ไม่ใช่แค่การนั่งฟังบรรยาย แต่ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่ช่วยสร้างสีสันและความสนุกสนาน เช่น การพูดคุยแบบ Open Mic การเรียนรู้ Nostr Protocol การกินสเต็ก ซดเครื่องดื่มคราฟต์และนมสด
มีการบอกเล่าประสบการณ์ที่ทรงพลัง รีวิวจากผู้เข้าร่วมงานล้วนเต็มไปด้วยความรู้สึก ความประทับใจ และสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของ 101 ได้อย่างชัดเจน (โน๊ตต่างๆ อยู่บนนอสเตอร์ ค้นหา #kop101)
นอกจากนี้ อีเว้นท์นี้ยังมีส่วนในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆ
KOP101 เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า การสร้าง 101 ไม่ใช่เรื่องยาก ใครๆ ก็สามารถทำได้ ขอแค่มีความตั้งใจและลงมือทำ
เรื่องที่ 2 ที่ผมอยากสดุดีพวกเขาคือ..
โปรเจค “สามัคคีชุมนุม” ที่เป็นมากกว่าแค่พื้นที่ ซึ่งคือหัวใจของ KOP101
สามัคคีชุมนุมที่คุณกายสร้างขึ้น ไม่ใช่แค่สถานที่จัดงาน แต่มันคือพื้นที่ที่หล่อหลอมให้เกิด KOP101 ขึ้นมา มันคือพื้นที่ที่เต็มไปด้วยพลังบวก ความคิดสร้างสรรค์ และการเรียนรู้
Open Space & Creative Hub สามัคคีชุมนุม เปิดกว้างสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ หรือคนต่างถิ่น
Homeschool & Community Learning เป็นพื้นที่สำหรับ Homeschool และมีกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆ
Bitcoin & Nostr Education คุณกายมีความตั้งใจที่จะเผยแพร่ความรู้เรื่อง Bitcoin และ Nostr ให้กับคนในชุมชน
พื้นที่สาธิต Bitcoin Node มี Node Miner Wallet ของจริงให้ผู้สนใจได้ศึกษา
ห้องสมุดและ Workshop มีหนังสือ บอร์ดเกม และ Workshop เกี่ยวกับ Bitcoin ศิลปะ และเทคโนโลยีต่างๆ
KOP101 และ สามัคคีชุมนุม คือบทพิสูจน์ว่าบิตคอยน์ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่มันคือเรื่องของ "คน"
มันคือเรื่องของการเชื่อมต่อ การแบ่งปัน และการสร้างชุมชน ผมขอสดุดีคุณกาย และทุกคนที่ร่วมสร้าง KOP101 ให้เกิดขึ้น พวกคุณได้สร้างปรากฏการณ์ที่น่าจดจำ และเป็นตำนานที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับบิตคอยเนอร์ทั่วประเทศครับ
ส่วนตัวผมคิดว่า Adoption ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องการถือครองหรือใช้งาน ไม่ใช่เพียงแค่การพัฒนาทางเทคโนโลยี แต่มันคือการนำเอา "เงิน" นี้ไปสร้างคุณค่าบางอย่าง ให้กับตัวเองและสังคมในแบบของตัวเอง
และนี่คือตัวอย่างที่น่ายกย่องครับ..
สุดท้าย.. ผมเชื่อว่า KOP101 จะเป็นจุดเริ่มต้นของ 101 อีกมากมายในประเทศไทย และจะช่วยขับเคลื่อนวงการบิตคอยน์ไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อไป
— Jakk Goodday 🙏
#Siamstrเบื่อไหมกับการโดนตัดบทสนทนาเพราะเวลา Zoom หมด? 😩 มาลองของใหม่อย่าง Hivetalk ดูสิ 🚀
Hivetalk คืออะไร?
Hivetalk คือแอปวิดีโอคอลแบบเรียลไทม์ (ยูสเคสแบบ Zoom) บนเบราว์เซอร์ ฟรี! ไม่ต้องดาวน์โหลด ไม่ต้องติดตั้งปลั๊กอิน ไม่ต้องล็อกอิน ใช้งานง่ายสุดๆ คุย ส่งข้อความ แชร์หน้าจอ ได้หมดในที่เดียว
ทำไมต้อง #Hivetalk ?
1) ไม่จำกัดเวลา คุยได้ยาวๆ ไม่มีสะดุด ไม่เหมือนแอปอื่นๆ ที่ชอบตัดเวลาบทสนทนา
2) คุณภาพคมชัด วิดีโอและเสียงคุณภาพสูง คุยกันรู้เรื่อง แทบไม่มีดีเลย์ (จากประสบการณ์ที่แอดลองเองมาหลาย ชม.)
3) ใช้งานง่าย ใช้งานได้บนทุกเบราว์เซอร์และทุกแพลตฟอร์ม ไม่ต้องวุ่นวาย
4) ฟีเจอร์ครบครัน
- บันทึกการสนทนาได้ สร้างห้องไพรเวทได้
- แชร์หน้าจอ ไม่ว่าจะพรีเซนต์งาน หรือสอนออนไลน์ ก็ทำได้ง่ายๆ
- ไวท์บอร์ด ระดมสมอง สร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ ไปพร้อมกัน
- แชท คุยส่วนตัว หรือคุยกลุ่ม ก็ทำได้ในแอปเดียว
- ส่งไฟล์ แชร์ไฟล์เอกสาร รูปภาพ วิดีโอ ได้สะดวก รวดเร็ว
- ยกมือ แสดงความคิดเห็นได้อย่างเป็นระเบียบ ไม่ต้องแย่งกันพูด
- เบลอพื้นหลัง & เปลี่ยนพื้นหลัง เพิ่มความเป็นส่วนตัว และความสนุกในการใช้งาน
- โหมด Theatre ดูวิดีโอ YouTube พร้อมกันกับเพื่อนๆ ได้อารมณ์เหมือนอยู่ในโรงหนัง
- ดึงภาพจาก OBS มาได้
- มี Text-to-speech
5) อินทิเกรต Bitcoin Lightning ด้วย NWC สามารถ Zap บิตคอยน์ไลท์นิ่งให้กันได้ในคลิกเดียว!
- ใช้ Digital identity อย่าง Nostr account ได้ (ล็อกอินด้วยบัญชีนอสเตอร์ได้)
เรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว Hivetalk ก็ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากเลยนะ พวกเขาเข้าใจดีว่าข้อมูลส่วนบุคคลเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
- ความเป็นส่วนตัว ข้อมูลทั้งหมดจะอยู่แค่ระหว่างคุณกับผู้เข้าร่วมประชุมเท่านั้น Hivetalk ไม่เก็บรวบรวมหรือแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลใดๆ ทั้งสิ้น
- ความปลอดภัย - ด้วยเทคโนโลยี WebRTC สตรีมข้อมูลทั้งหมดจะถูกเข้ารหัสด้วย Secure Real-time Transport Protocol (SRTP) ทำให้มั่นใจได้ว่าการสนทนาของคุณจะปลอดภัย
อยากลองอะไรใหม่ๆ ที่อาจจะดีกว่าเดิมไหม? มาลอง Hivetalk กันครับ! 😉
ปล. Hivetalk ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นพัฒนา อาจจะพบบั๊กบางอย่างได้ และมีศักยภาพที่ตะพัฒนาให้ดีขึ้นได้อีก (ร่วมกันทดลองใช้งานเพื่อให้ข้อเสนอแนะแก่นักพัฒนา) อย่าลืมชวนเพื่อนๆ หลายๆ คนไปลองกันนะครับ
#Siamstr
Hivetalk คือแอปวิดีโอคอลแบบเรียลไทม์ (ยูสเคสแบบ Zoom) บนเบราว์เซอร์ ฟรี! ไม่ต้องดาวน์โหลด ไม่ต้องติดตั้งปลั๊กอิน ไม่ต้องล็อกอิน ใช้งานง่ายสุดๆ คุย ส่งข้อความ แชร์หน้าจอ ได้หมดในที่เดียว
ทำไมต้อง #Hivetalk ?
1) ไม่จำกัดเวลา คุยได้ยาวๆ ไม่มีสะดุด ไม่เหมือนแอปอื่นๆ ที่ชอบตัดเวลาบทสนทนา
2) คุณภาพคมชัด วิดีโอและเสียงคุณภาพสูง คุยกันรู้เรื่อง แทบไม่มีดีเลย์ (จากประสบการณ์ที่แอดลองเองมาหลาย ชม.)
3) ใช้งานง่าย ใช้งานได้บนทุกเบราว์เซอร์และทุกแพลตฟอร์ม ไม่ต้องวุ่นวาย
4) ฟีเจอร์ครบครัน
- บันทึกการสนทนาได้ สร้างห้องไพรเวทได้
- แชร์หน้าจอ ไม่ว่าจะพรีเซนต์งาน หรือสอนออนไลน์ ก็ทำได้ง่ายๆ
- ไวท์บอร์ด ระดมสมอง สร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ ไปพร้อมกัน
- แชท คุยส่วนตัว หรือคุยกลุ่ม ก็ทำได้ในแอปเดียว
- ส่งไฟล์ แชร์ไฟล์เอกสาร รูปภาพ วิดีโอ ได้สะดวก รวดเร็ว
- ยกมือ แสดงความคิดเห็นได้อย่างเป็นระเบียบ ไม่ต้องแย่งกันพูด
- เบลอพื้นหลัง & เปลี่ยนพื้นหลัง เพิ่มความเป็นส่วนตัว และความสนุกในการใช้งาน
- โหมด Theatre ดูวิดีโอ YouTube พร้อมกันกับเพื่อนๆ ได้อารมณ์เหมือนอยู่ในโรงหนัง
- ดึงภาพจาก OBS มาได้
- มี Text-to-speech
5) อินทิเกรต Bitcoin Lightning ด้วย NWC สามารถ Zap บิตคอยน์ไลท์นิ่งให้กันได้ในคลิกเดียว!
- ใช้ Digital identity อย่าง Nostr account ได้ (ล็อกอินด้วยบัญชีนอสเตอร์ได้)
เรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว Hivetalk ก็ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากเลยนะ พวกเขาเข้าใจดีว่าข้อมูลส่วนบุคคลเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
- ความเป็นส่วนตัว ข้อมูลทั้งหมดจะอยู่แค่ระหว่างคุณกับผู้เข้าร่วมประชุมเท่านั้น Hivetalk ไม่เก็บรวบรวมหรือแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลใดๆ ทั้งสิ้น
- ความปลอดภัย - ด้วยเทคโนโลยี WebRTC สตรีมข้อมูลทั้งหมดจะถูกเข้ารหัสด้วย Secure Real-time Transport Protocol (SRTP) ทำให้มั่นใจได้ว่าการสนทนาของคุณจะปลอดภัย
อยากลองอะไรใหม่ๆ ที่อาจจะดีกว่าเดิมไหม? มาลอง Hivetalk กันครับ! 😉
ปล. Hivetalk ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นพัฒนา อาจจะพบบั๊กบางอย่างได้ และมีศักยภาพที่ตะพัฒนาให้ดีขึ้นได้อีก (ร่วมกันทดลองใช้งานเพื่อให้ข้อเสนอแนะแก่นักพัฒนา) อย่าลืมชวนเพื่อนๆ หลายๆ คนไปลองกันนะครับ
#Siamstrวันงานใกล้เข้าแล้ว เรามาเช็คความพร้อมกันดีกว่าครับทุกโคนนนน!! (ฝากแชร์ต่อกันเยอะๆ ด้วยนะครับ)
1. งานเริ่มประมาณ 8.00 น. ทั้งสองวัน พยายามอย่าเอารถมาเอง เนื่องจากจะลำบากเรื่องที่จอด แนะนำขนส่งมวลชน (โดยเฉพาะ BTS เดินต่อนิดเดียว) รายละเอียดการเดินทางบนเว็บไซต์
2. ตรวจเช็คและเตรียมบัตรมาให้พร้อม (ถ้ายังไม่ได้รีบติดต่อเพจ Right Shift) งานเรามีจัด 2-3 เวทีขนานกันตลอดทั้ง 2 วัน (Main Stage แอร์เย็นมาก.. เตือนไว้ก่อน) ดังนั้นเช็ค Agenda บนเว็บไซต์แล้ววางแผนมาก่อนล่วงหน้าดีๆ
3. Main Stage ไม่ต้องกลัวฟังไม่รู้เรื่อง เราจะมีทั้งซับไทย-อังกฤษขึ้นจอใหญ่ให้แบบเกือบๆ เรียลๆทม์ (ช่วยได้เกิน 70-80%) และมีบันทึกไว้ให้ดูย้อนหลังได้ในอนาคต
4. โซนบูธรอบนอกและโซนตลาดนัด สามารถชวนเพื่อนๆ ที่ไม่มีบัตรเข้ามาเดินช้อปปิ้งได้ (เตรียม Sat มากันเยอะๆ) แถมยังมีโซน CHIT CHAT ของพี่ชิตอีก (เตรียมขาตั้งกล้อง+แบตฯ มาอัดคลิปพี่ชิตปราศัยด้วย 🤣)
5. ปีนี้เรามีของกินขายภายในบริเวณงาน อาทิ.. เนื้อวัว, หมูปิ้งเฮียบอล, ขนมท็อฟฟี่เค้ก, ขนมคีโต, กาแฟ, เครื่องดื่มอื่นๆ (คุณก็รู้ว่าอะไร) และอื่นๆ รวมทั้งร้านรวงต่างๆ อีกเพียบในห้าง
6. โซนเด็ก (บ้านลูกบอล) ไม่มีสต๊าฟฟ์คอยช่วยดูแลน้องๆ ผู้ปกครองอาจจะต้องดูแลด้วยตัวท่านเอง (จริงๆ จะมีสต๊าฟฟ์ของ True 1 อัตรา แต่อาจจะไม่ได้รับฝากเลี้ยง)
7. เสื้อสวยๆ เรามีขายในงาน (แต่ก็ควรใส่เสื้อมาเองก่อนจากที่บ้านด้วย ห้ามเปลือยมา) เช่น เสื้อ Fix the Money และบู๊ธ Right Shift มีเสื้อลายพิเศษที่ไม่เคยให้ใครเห็นมาก่อนอีก 100-200 ตัวมาขายด้วย
8. สามารถใส่ชุดรับปริญญา, ชุดแต่งงาน, ชุดคอสเพลย์, ชุดหมีเนย ฯลฯ มาถ่ายรูปสวยๆ ที่บู๊ธของ New York Studio ได้ฟรี (เข้าคิวกันเอาเองเด้อ) และมีบู๊ธอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกเพียบ เยอะจัด
9. อย่ารีบเมาแฮงค์กันตั้งแต่คืนวันเสาร์ เพราะเช้าวันอาทิตย์จะมีเซอร์ไพรส์ (เซอร์ไพรส์ที่คิดว่ารู้กันอยู่แล้ว มันมีมากกว่านั้นอีกนะ) ไม่งั้นอาจจะพลาดโมเมนต์เจ๋งๆ ได้
10. ถ้าเป็นไปได้ พยายามอย่าเอาหนังสือมาให้เซ็นต์ (อ. ตั๊มฝากบอกมา) กลัวจะผิดหวัง เพราะแต่ละคนอาจจะปลีกตัวในลักษณะนั้นลำบากสักหน่อย 🥹
นอกจากนี้ งานของเรายังมีสปีคเกอร์มากกว่า 50 ท่าน และผู้เข้าร่วมงานอีกมากกว่า 800 ท่าน ที่จะได้มาพบปะ ทำความรู้จักและแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์กัน
ต่อให้ท่านพึ่งเริ่มศึกษาบิตคอยน์ หรือไม่เคยรู้เรื่องมาก่อนเลย ก็ยังจะได้รับประโยชน์จากงานอย่างเต็มอิ่มแน่นอน ทั้งสาระ แง่คิด เทคโนโลยี เพื่อนใหม่ๆ ฯลฯ มากมายรอเราอยู่
เตรียมฟิตร่างกาย ทาเล็บ ทำผม เตรียมใจ เตรียมคอ (เอ๊ะ!? ยังไง?) กันมาให้พร้อม พกเก้าอี้ภาคสนามมานั่งคุยกับบิตคอยเนอร์ (หยอกๆ) ปีหน้าเราอาจจะเว้นว่าง ดังนั้นปีนี้ เราจะร่วมปลดปล่อยความสุขกันให้เต็มที่
แล้วพบกันในอีก 6 วันข้างหน้าในงาน #TBC2024 ครับ 😍 #Siamstr
1. งานเริ่มประมาณ 8.00 น. ทั้งสองวัน พยายามอย่าเอารถมาเอง เนื่องจากจะลำบากเรื่องที่จอด แนะนำขนส่งมวลชน (โดยเฉพาะ BTS เดินต่อนิดเดียว) รายละเอียดการเดินทางบนเว็บไซต์
2. ตรวจเช็คและเตรียมบัตรมาให้พร้อม (ถ้ายังไม่ได้รีบติดต่อเพจ Right Shift) งานเรามีจัด 2-3 เวทีขนานกันตลอดทั้ง 2 วัน (Main Stage แอร์เย็นมาก.. เตือนไว้ก่อน) ดังนั้นเช็ค Agenda บนเว็บไซต์แล้ววางแผนมาก่อนล่วงหน้าดีๆ
3. Main Stage ไม่ต้องกลัวฟังไม่รู้เรื่อง เราจะมีทั้งซับไทย-อังกฤษขึ้นจอใหญ่ให้แบบเกือบๆ เรียลๆทม์ (ช่วยได้เกิน 70-80%) และมีบันทึกไว้ให้ดูย้อนหลังได้ในอนาคต
4. โซนบูธรอบนอกและโซนตลาดนัด สามารถชวนเพื่อนๆ ที่ไม่มีบัตรเข้ามาเดินช้อปปิ้งได้ (เตรียม Sat มากันเยอะๆ) แถมยังมีโซน CHIT CHAT ของพี่ชิตอีก (เตรียมขาตั้งกล้อง+แบตฯ มาอัดคลิปพี่ชิตปราศัยด้วย 🤣)
5. ปีนี้เรามีของกินขายภายในบริเวณงาน อาทิ.. เนื้อวัว, หมูปิ้งเฮียบอล, ขนมท็อฟฟี่เค้ก, ขนมคีโต, กาแฟ, เครื่องดื่มอื่นๆ (คุณก็รู้ว่าอะไร) และอื่นๆ รวมทั้งร้านรวงต่างๆ อีกเพียบในห้าง
6. โซนเด็ก (บ้านลูกบอล) ไม่มีสต๊าฟฟ์คอยช่วยดูแลน้องๆ ผู้ปกครองอาจจะต้องดูแลด้วยตัวท่านเอง (จริงๆ จะมีสต๊าฟฟ์ของ True 1 อัตรา แต่อาจจะไม่ได้รับฝากเลี้ยง)
7. เสื้อสวยๆ เรามีขายในงาน (แต่ก็ควรใส่เสื้อมาเองก่อนจากที่บ้านด้วย ห้ามเปลือยมา) เช่น เสื้อ Fix the Money และบู๊ธ Right Shift มีเสื้อลายพิเศษที่ไม่เคยให้ใครเห็นมาก่อนอีก 100-200 ตัวมาขายด้วย
8. สามารถใส่ชุดรับปริญญา, ชุดแต่งงาน, ชุดคอสเพลย์, ชุดหมีเนย ฯลฯ มาถ่ายรูปสวยๆ ที่บู๊ธของ New York Studio ได้ฟรี (เข้าคิวกันเอาเองเด้อ) และมีบู๊ธอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกเพียบ เยอะจัด
9. อย่ารีบเมาแฮงค์กันตั้งแต่คืนวันเสาร์ เพราะเช้าวันอาทิตย์จะมีเซอร์ไพรส์ (เซอร์ไพรส์ที่คิดว่ารู้กันอยู่แล้ว มันมีมากกว่านั้นอีกนะ) ไม่งั้นอาจจะพลาดโมเมนต์เจ๋งๆ ได้
10. ถ้าเป็นไปได้ พยายามอย่าเอาหนังสือมาให้เซ็นต์ (อ. ตั๊มฝากบอกมา) กลัวจะผิดหวัง เพราะแต่ละคนอาจจะปลีกตัวในลักษณะนั้นลำบากสักหน่อย 🥹
นอกจากนี้ งานของเรายังมีสปีคเกอร์มากกว่า 50 ท่าน และผู้เข้าร่วมงานอีกมากกว่า 800 ท่าน ที่จะได้มาพบปะ ทำความรู้จักและแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์กัน
ต่อให้ท่านพึ่งเริ่มศึกษาบิตคอยน์ หรือไม่เคยรู้เรื่องมาก่อนเลย ก็ยังจะได้รับประโยชน์จากงานอย่างเต็มอิ่มแน่นอน ทั้งสาระ แง่คิด เทคโนโลยี เพื่อนใหม่ๆ ฯลฯ มากมายรอเราอยู่
เตรียมฟิตร่างกาย ทาเล็บ ทำผม เตรียมใจ เตรียมคอ (เอ๊ะ!? ยังไง?) กันมาให้พร้อม พกเก้าอี้ภาคสนามมานั่งคุยกับบิตคอยเนอร์ (หยอกๆ) ปีหน้าเราอาจจะเว้นว่าง ดังนั้นปีนี้ เราจะร่วมปลดปล่อยความสุขกันให้เต็มที่
แล้วพบกันในอีก 6 วันข้างหน้าในงาน #TBC2024 ครับ 😍 #Siamstrเคยรู้สึกเหมือนกำลังเดินวนอยู่ในเขาวงกตกันมั้ยครับ? มองไปทางไหนก็เจอแต่กำแพง หาทางออกแทบไม่เจอ หมดหวัง ท้อแท้ อยากจะยอมแพ้..
ลองอ่าน 7 บทเรียน ที่จะช่วยเปลี่ยนความคิดของเราให้กลายเป็นพลังบวก พร้อมจะลุยในทุกๆ อุปสรรคกันดูครับ..
1. ยอมรับแล้วปล่อยวาง กับแก้วกาแฟแตกที่สอนให้รู้จักการเปลี่ยนแปลง
เช้าวันหนึ่ง.. ผมเผลอทำแก้วกาแฟใบโปรดแตก ความรู้สึกแรกคือใจหายวูบ แก้วใบนี้ผมใช้มาเป็นสิบปี มันมีคุณค่าทางใจสุดๆ แต่ต่อให้ผมเสียใจ โกรธตัวเอง หรือพยายามต่อมันกลับคืนมากแค่ไหน
แก้วก็แตกไปแล้วอยู่ดี..
ในที่สุด.. ผมก็เรียนรู้ว่า การจมปลักอยู่กับสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ มันไม่มีประโยชน์ เหมือนกับคำพูดของ Steve Jobs ที่ว่า..
"Sometimes life hits you in the head with a brick. Don't lose faith."
"บางครั้งชีวิตก็ฟาดหัวคุณด้วยก้อนอิฐ จงอย่าสูญสิ้นศรัทธา"
ทางเดียวที่จะเดินหน้าต่อได้ คือ ยอมรับความจริง แล้วหาทางออกใหม่
2. เบี่ยงเบนเพื่อพักใจ ไม่ใช่หนีปัญหา
เวลาเหนื่อยล้า ท้อแท้ ผมมักจะหาอะไรทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ เช่น แวะไปดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ ออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ ฯลฯ
มันเหมือนกับการกดปุ่ม Pause ให้กับชีวิต เพื่อพักใจ เติมพลัง แล้วจึงค่อยกลับมาสู้ใหม่..
แต่สิ่งสำคัญก็คือเราต้องไม่ลืมว่า.. นั่นเป็นแค่การพักไม่ใช่การหนี พอดูจบ ฟังจบ เที่ยวจบ เราก็ควรต้องกลับมาเผชิญหน้ากับปัญหา และหาทางแก้ไข
การพักใจไม่ใช่การแสดงความอ่อนแอ แต่เป็นการเตรียมพร้อม สำหรับการต่อสู้ครั้งต่อไป..
3. เลือกที่จะมองโลกในแง่ดี
ชีวิตมันก็เหมือนสวนดอกไม้ ที่มีทั้งดอกไม้สวยๆ และกิ่งไม้ หนาม ที่คอยทิ่มแทง เราเลือกได้ว่าจะมองดอกไม้หรือไปยุ่งกับหนาม
ผมเคยไปเที่ยวทะเลแล้วเจอฝนตก รถติด ตอนนั้น ผมรู้สึกหงุดหงิดมาก แต่แล้วผมก็คิดได้ว่า ฝนตกก็ทำให้บรรยากาศโรแมนติกไปอีกแบบเหมือนกันนะ ส่วนรถติดก็ทำให้มีเวลาคุยเล่นกับตุ๊กตาหน้ารถมากขึ้น ก็ดีนะ..
การมองโลกในแง่ดี ก็เหมือนกับการสวมแว่นตาสีชมพู ที่ช่วยให้มองเห็นความสวยงามในทุกๆ สถานการณ์
4. การแบ่งปัน คือพลังบวกที่ส่งต่อได้
เคยสังเกตกันมั้ยครับ? เวลาเราช่วยเหลือคนอื่น เรามักจะรู้สึกดี มีความสุข และมองเห็นคุณค่าในตัวเอง
มันเหมือนกับการส่งต่อพลังบวกให้กับคนอื่น และสะท้อนกลับมาที่ตัวเรา
ผมเคยช่วยเพื่อนทำงาน ทั้งที่ตัวเองก็ยุ่ง แต่พอเห็นเพื่อนยิ้มได้ผมเองก็พลอยรู้สึกยินดี และหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง
การแบ่งปันไม่ใช่การให้ แต่คือการรับความสุขและพลังบวกกลับคืนมา
5. ความเครียดเป็นแค่ทางเลือก
ความเครียด เป็นเหมือนกับปีศาจที่คอยกัดกินพลังใจของเรา แต่ข่าวดีคือ เราสามารถเลือกที่จะไม่ต้อนรับมันเข้ามาในชีวิตได้
ผมเคยเครียดมากจนนอนไม่หลับ ปวดหัว ไม่มีสมาธิทำงาน
แต่พอได้ลองฝึกนั่งสมาธิ ผมก็ค้นพบว่า การฝึกให้จิตใจสงบ มันช่วยให้เรามองปัญหาอย่างใจเย็น และรับมือกับความวุ่นวายในชีวิตได้ดีขึ้น
"จงฝึกฝนจิตใจให้สงบเหมือนผืนน้ำ ที่สะท้อนภาพ ท้องฟ้าได้อย่างชัดเจน แม้จะมีคลื่นลมแรงแค่ไหน"
6. มองตัวเองในแง่ขัน
ชีวิตมันก็เหมือนหนังตลก อาจจะมีทั้งฉากฮาจริงๆ และฉากแป้ก เวลาทำผิดพลาด อย่าไปซีเรียสครับ อย่าเอาแต่โทษตัวเอง
ให้ลองมองตัวเองในแง่ขันแล้วหัวเราะออกมา เหมือนกับ Charlie Chaplin ที่ล้มลุกคลุกคลาน แต่กลับสร้างเสียงหัวเราะให้กับคนดูทั่วโลกได้
"จงหัวเราะให้กับความผิดพลาดของตัวเอง แล้วเรียนรู้จากมันอย่างอารมณ์ดี"
7. เมตตากับตัวเองบ้าง
ไม่มีใครเพอร์เฟ็กต์ ทุกคนล้วนทำผิดพลาดได้ อย่าด่าตัวเอง อย่าโทษตัวเอง ให้มองความผิดพลาดเป็นบทเรียน แล้วค่อยๆ เรียนรู้จากมัน
เหมือนเวลาเราทำอาหารไหม้ แทนที่จะด่าตัวเอง เราก็บอกตัวเองว่า.. "ไม่เป็นไร คราวหน้าทำให้ดีกว่านี้"
"ความเมตตา คือ ยาวิเศษ ที่ช่วยเยียวยาบาดแผลในใจได้ดีที่สุด"
ความคิด คือ เข็มทิศที่นำทางชีวิต เลือกที่จะคิดบวก มองโลกในแง่ดี แล้วความสุขและความสำเร็จจะตามมาอย่างแน่นอนครับ..
— @Jakk Goodday #siamstr
ลองอ่าน 7 บทเรียน ที่จะช่วยเปลี่ยนความคิดของเราให้กลายเป็นพลังบวก พร้อมจะลุยในทุกๆ อุปสรรคกันดูครับ..
1. ยอมรับแล้วปล่อยวาง กับแก้วกาแฟแตกที่สอนให้รู้จักการเปลี่ยนแปลง
เช้าวันหนึ่ง.. ผมเผลอทำแก้วกาแฟใบโปรดแตก ความรู้สึกแรกคือใจหายวูบ แก้วใบนี้ผมใช้มาเป็นสิบปี มันมีคุณค่าทางใจสุดๆ แต่ต่อให้ผมเสียใจ โกรธตัวเอง หรือพยายามต่อมันกลับคืนมากแค่ไหน
แก้วก็แตกไปแล้วอยู่ดี..
ในที่สุด.. ผมก็เรียนรู้ว่า การจมปลักอยู่กับสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ มันไม่มีประโยชน์ เหมือนกับคำพูดของ Steve Jobs ที่ว่า..
"Sometimes life hits you in the head with a brick. Don't lose faith."
"บางครั้งชีวิตก็ฟาดหัวคุณด้วยก้อนอิฐ จงอย่าสูญสิ้นศรัทธา"
ทางเดียวที่จะเดินหน้าต่อได้ คือ ยอมรับความจริง แล้วหาทางออกใหม่
2. เบี่ยงเบนเพื่อพักใจ ไม่ใช่หนีปัญหา
เวลาเหนื่อยล้า ท้อแท้ ผมมักจะหาอะไรทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ เช่น แวะไปดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ ออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ ฯลฯ
มันเหมือนกับการกดปุ่ม Pause ให้กับชีวิต เพื่อพักใจ เติมพลัง แล้วจึงค่อยกลับมาสู้ใหม่..
แต่สิ่งสำคัญก็คือเราต้องไม่ลืมว่า.. นั่นเป็นแค่การพักไม่ใช่การหนี พอดูจบ ฟังจบ เที่ยวจบ เราก็ควรต้องกลับมาเผชิญหน้ากับปัญหา และหาทางแก้ไข
การพักใจไม่ใช่การแสดงความอ่อนแอ แต่เป็นการเตรียมพร้อม สำหรับการต่อสู้ครั้งต่อไป..
3. เลือกที่จะมองโลกในแง่ดี
ชีวิตมันก็เหมือนสวนดอกไม้ ที่มีทั้งดอกไม้สวยๆ และกิ่งไม้ หนาม ที่คอยทิ่มแทง เราเลือกได้ว่าจะมองดอกไม้หรือไปยุ่งกับหนาม
ผมเคยไปเที่ยวทะเลแล้วเจอฝนตก รถติด ตอนนั้น ผมรู้สึกหงุดหงิดมาก แต่แล้วผมก็คิดได้ว่า ฝนตกก็ทำให้บรรยากาศโรแมนติกไปอีกแบบเหมือนกันนะ ส่วนรถติดก็ทำให้มีเวลาคุยเล่นกับตุ๊กตาหน้ารถมากขึ้น ก็ดีนะ..
การมองโลกในแง่ดี ก็เหมือนกับการสวมแว่นตาสีชมพู ที่ช่วยให้มองเห็นความสวยงามในทุกๆ สถานการณ์
4. การแบ่งปัน คือพลังบวกที่ส่งต่อได้
เคยสังเกตกันมั้ยครับ? เวลาเราช่วยเหลือคนอื่น เรามักจะรู้สึกดี มีความสุข และมองเห็นคุณค่าในตัวเอง
มันเหมือนกับการส่งต่อพลังบวกให้กับคนอื่น และสะท้อนกลับมาที่ตัวเรา
ผมเคยช่วยเพื่อนทำงาน ทั้งที่ตัวเองก็ยุ่ง แต่พอเห็นเพื่อนยิ้มได้ผมเองก็พลอยรู้สึกยินดี และหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง
การแบ่งปันไม่ใช่การให้ แต่คือการรับความสุขและพลังบวกกลับคืนมา
5. ความเครียดเป็นแค่ทางเลือก
ความเครียด เป็นเหมือนกับปีศาจที่คอยกัดกินพลังใจของเรา แต่ข่าวดีคือ เราสามารถเลือกที่จะไม่ต้อนรับมันเข้ามาในชีวิตได้
ผมเคยเครียดมากจนนอนไม่หลับ ปวดหัว ไม่มีสมาธิทำงาน
แต่พอได้ลองฝึกนั่งสมาธิ ผมก็ค้นพบว่า การฝึกให้จิตใจสงบ มันช่วยให้เรามองปัญหาอย่างใจเย็น และรับมือกับความวุ่นวายในชีวิตได้ดีขึ้น
"จงฝึกฝนจิตใจให้สงบเหมือนผืนน้ำ ที่สะท้อนภาพ ท้องฟ้าได้อย่างชัดเจน แม้จะมีคลื่นลมแรงแค่ไหน"
6. มองตัวเองในแง่ขัน
ชีวิตมันก็เหมือนหนังตลก อาจจะมีทั้งฉากฮาจริงๆ และฉากแป้ก เวลาทำผิดพลาด อย่าไปซีเรียสครับ อย่าเอาแต่โทษตัวเอง
ให้ลองมองตัวเองในแง่ขันแล้วหัวเราะออกมา เหมือนกับ Charlie Chaplin ที่ล้มลุกคลุกคลาน แต่กลับสร้างเสียงหัวเราะให้กับคนดูทั่วโลกได้
"จงหัวเราะให้กับความผิดพลาดของตัวเอง แล้วเรียนรู้จากมันอย่างอารมณ์ดี"
7. เมตตากับตัวเองบ้าง
ไม่มีใครเพอร์เฟ็กต์ ทุกคนล้วนทำผิดพลาดได้ อย่าด่าตัวเอง อย่าโทษตัวเอง ให้มองความผิดพลาดเป็นบทเรียน แล้วค่อยๆ เรียนรู้จากมัน
เหมือนเวลาเราทำอาหารไหม้ แทนที่จะด่าตัวเอง เราก็บอกตัวเองว่า.. "ไม่เป็นไร คราวหน้าทำให้ดีกว่านี้"
"ความเมตตา คือ ยาวิเศษ ที่ช่วยเยียวยาบาดแผลในใจได้ดีที่สุด"
ความคิด คือ เข็มทิศที่นำทางชีวิต เลือกที่จะคิดบวก มองโลกในแง่ดี แล้วความสุขและความสำเร็จจะตามมาอย่างแน่นอนครับ..
— @Jakk Goodday #siamstrเคยสงสัยไหมครับว่าทำไมบิตคอยน์ถึงปลอดภัย? ทำไมคนถึงยอมทุ่มเงิน ทุ่มเวลา ทุ่มพลังงานไปกับการขุดบิตคอยน์กันมากขนาดนี้?
คำตอบง่ายๆ ก็คือ "Proof of Work" หรือ "POW" นี่แหละครับ มันคือหัวใจสำคัญที่ทำให้บิตคอยน์แข็งแกร่งและน่าเชื่อถือ
ในหนังสือได้อธิบายภาพการขุดบิตคอยน์ไว้ว่า มันเหมือนกับการเล่นล็อตเตอรี่ที่คุณต้องขุดตั๋วขึ้นมาเอง โดยใช้พลังงานจากคอมพิวเตอร์
งงใช่ไหม? ไม่ต้องห่วง.. ผมจะอธิบายให้ฟังแบบเห็นภาพ เข้าใจง่ายๆ ตามสไตล์ Inventing Bitcoin
ลองนึกภาพ.. กล่องดนตรีที่บรรจุลูกเต๋าเอาไว้มากมายมหาศาล เยอะจนนับไม่ถ้วน เยอะเท่ากับจำนวนอะตอมในจักรวาลเลยก็ว่าได้ แต่ละด้านของลูกเต๋ามีตัวเลขที่ไม่ซ้ำกัน ตัวเลขเหล่านี้เราเรียกว่า "hash"
แล้ว "hash" มันคืออะไรล่ะ?
มันก็คือผลลัพธ์ที่ได้จากการนำเอาข้อมูลต่างๆ เช่น ข้อมูลธุรกรรม บิตคอยน์ มายำรวมกัน แล้วผ่านสูตรลับทางคณิตศาสตร์ ที่เรียกว่า "hash function" ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นตัวเลขที่ดูเหมือนสุ่มและมีความยาวคงที่
ทุกครั้งที่คนขุดบิตคอยน์ ก็เหมือนกับการหมุนกล่องดนตรีแล้วปล่อยให้ลูกเต๋าในกล่องกลิ้งไปมา คอมพิวเตอร์จะทำการสุ่มตัวเลขขึ้นมา แล้วเอาไปรวมกับข้อมูลธุรกรรม และเอาผลลัพธ์ที่ได้ ไปผ่าน hash function
แต่การจะชนะล็อตเตอรี่บิตคอยน์ได้ hash ที่ได้จากลูกเต๋า ต้องน้อยกว่าเลขเป้าหมายที่ระบบบิตคอยน์กำหนดไว้
"เลขเป้าหมาย" นี้ มันจะถูกปรับขึ้นลงตามความยากง่ายในการขุดบิตคอยน์
ถ้ามีคนหมุนกล่องดนตรีเยอะ ระบบก็จะปรับให้เลขเป้าหมายเล็กลง ทำให้ยากขึ้น เหมือนกับการแข่งขันที่ดุเดือดมากขึ้น
ถ้ามีคนหมุนกล่องดนตรีน้อย ระบบก็จะปรับให้เลขเป้าหมายใหญ่ขึ้น ทำให้ง่ายขึ้น เหมือนกับการแข่งขันที่ผ่อนคลายลง
ทีนี้.. การหมุนกล่องดนตรีแต่ละครั้ง มันต้องใช้พลังงานไฟฟ้าในการคำนวณ ยิ่งหมุนเยอะ ยิ่งใช้พลังงานเยอะ และยิ่งยากที่จะชนะ
นั่นหมายความว่า.. คนที่ขุดบิตคอยน์ ได้ต้องใช้พลังงานและเงินจำนวนมาก
การคนที่ยอมทุ่มเทขนาดนี้ ก็เพราะว่ารางวัลของการชนะล็อตเตอรี่บิตคอยน์มันคุ้มค่ามาก เหมือนกับถูกล็อตเตอรี่รางวัลใหญ่นั่นแหละครับ
นอกจากนี้.. ผู้ชนะยังได้สิทธิ์ในการบันทึกข้อมูลธุรกรรมลงในบล็อกเชน ซึ่งเปรียบเสมือนสมุดบัญชีที่บันทึกข้อมูลการทำธุรกรรมทั้งหมดของบิตคอยน์
แล้วทำไมต้องทำให้มันยากขนาดนั้น?
ก็เพราะว่าถ้าใครๆ ก็ขุดบิตคอยน์ ได้ง่ายๆ ระบบมันก็จะไม่ปลอดภัยสิ! คนไม่ดี อาจจะใช้คอมพิวเตอร์จำนวนมากมาปลอมแปลงข้อมูล ขโมยบิตคอยน์หรือทำลายระบบได้
Proof of Work มันเลยเป็นเหมือนกำแพงที่แข็งแกร่ง ที่คอยป้องกันบิตคอยน์จากคนไม่ดี เพราะการจะทำลายกำแพงนี้คุณต้องใช้พลังงานมหาศาล ซึ่งมันไม่คุ้มค่าเอาซะเลย
และ...
Proof of Work ไม่ได้มีแค่ในโลกบิตคอยน์เท่านั้นนะครับ ในชีวิตจริงของเราก็มี Proof of Work ในอีกนัยยะหนึ่งด้วยเหมือนกัน
มันคือ “บทพิสูจน์” ของการลงมือทำ การทำงานหนัก การสร้างคุณค่าให้กับตัวเองและคนรอบข้าง มันคือการทุ่มเทอย่างหนักหน่วง สั่งสมประสบการณ์และผลงานจนกลายเป็น "บทพิสูจน์" ที่จับต้องได้
ยกตัวอย่างเช่น..
นักกีฬา ที่ฝึกซ้อมหนักทุกวัน จนได้เหรียญทองโอลิมปิก เขาทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ และเวลา ผ่านการฝึกฝน การแข่งขัน และบาดแผลมากมายกว่าจะคว้าชัยชนะมาได้ เหรียญทอง คือ Proof of Work ที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความสำเร็จของเขา
ศิลปิน ที่วาดรูปเป็นพันๆ ภาพ จนมีชื่อเสียงระดับโลก เขาสั่งสมฝีมือผ่านการลองผิดลองถูก การฝึกฝน และแรงบันดาลใจ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ผลงานศิลปะ คือ Proof of Work ที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณและความสามารถของเขา
โปรแกรมเมอร์.. ที่เขียนโค้ดเป็นล้านๆ บรรทัด จนสร้างแอปพลิเคชั่น ที่เปลี่ยนแปลงโลก เขาใช้ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และความอดทนในการแก้ปัญหา และพัฒนาโปรแกรมจนสำเร็จ แอปพลิเคชั่น คือ Proof of Work ที่แสดงให้เห็นถึงความฉลาดและความมุ่งมั่นของเขา
และอีกตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด.. ก็คือคนในภาพของโพสต์นี้นั่นเอง (เพื่อนๆ คิดว่า POW ของ อ.พิริยะ คืออะไรกันบ้างครับ? 😀)
พวกเขาเหล่านี้ล้วนมี Proof of Work เป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จ มันไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ แต่มันคือ "บทพิสูจน์" ของการเดินทาง การต่อสู้ และการเติบโต
Proof of Work มันเจ๋งมากเลยใช่ไหมล่ะครับ?
ถ้าเพื่อนๆ อยากรู้ลึกกว่านี้ อยากรู้ว่า Proof of Work ในบิตคอยน์มันทำงานยังไง มันสร้างความปลอดภัยให้กับระบบได้ยังไง และมันเชื่อมโยงกับโลกของเราในรูปแบบไหน?
ลองไปหาหนังสือ Inventing Bitcoin มาอ่านดูครับสิ รับรองว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน
ปล. Proof of Work ในความหมายที่สองนี้ มันสามารถสร้างเป็น Legacy ส่งต่อกันได้ ถ้าอยากอ่านเรื่องนี้ ยกมือกันไว้ได้เลยฮะ 😉
— @Jakk Goodday / #Siamstr
คำตอบง่ายๆ ก็คือ "Proof of Work" หรือ "POW" นี่แหละครับ มันคือหัวใจสำคัญที่ทำให้บิตคอยน์แข็งแกร่งและน่าเชื่อถือ
ในหนังสือได้อธิบายภาพการขุดบิตคอยน์ไว้ว่า มันเหมือนกับการเล่นล็อตเตอรี่ที่คุณต้องขุดตั๋วขึ้นมาเอง โดยใช้พลังงานจากคอมพิวเตอร์
งงใช่ไหม? ไม่ต้องห่วง.. ผมจะอธิบายให้ฟังแบบเห็นภาพ เข้าใจง่ายๆ ตามสไตล์ Inventing Bitcoin
ลองนึกภาพ.. กล่องดนตรีที่บรรจุลูกเต๋าเอาไว้มากมายมหาศาล เยอะจนนับไม่ถ้วน เยอะเท่ากับจำนวนอะตอมในจักรวาลเลยก็ว่าได้ แต่ละด้านของลูกเต๋ามีตัวเลขที่ไม่ซ้ำกัน ตัวเลขเหล่านี้เราเรียกว่า "hash"
แล้ว "hash" มันคืออะไรล่ะ?
มันก็คือผลลัพธ์ที่ได้จากการนำเอาข้อมูลต่างๆ เช่น ข้อมูลธุรกรรม บิตคอยน์ มายำรวมกัน แล้วผ่านสูตรลับทางคณิตศาสตร์ ที่เรียกว่า "hash function" ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นตัวเลขที่ดูเหมือนสุ่มและมีความยาวคงที่
ทุกครั้งที่คนขุดบิตคอยน์ ก็เหมือนกับการหมุนกล่องดนตรีแล้วปล่อยให้ลูกเต๋าในกล่องกลิ้งไปมา คอมพิวเตอร์จะทำการสุ่มตัวเลขขึ้นมา แล้วเอาไปรวมกับข้อมูลธุรกรรม และเอาผลลัพธ์ที่ได้ ไปผ่าน hash function
แต่การจะชนะล็อตเตอรี่บิตคอยน์ได้ hash ที่ได้จากลูกเต๋า ต้องน้อยกว่าเลขเป้าหมายที่ระบบบิตคอยน์กำหนดไว้
"เลขเป้าหมาย" นี้ มันจะถูกปรับขึ้นลงตามความยากง่ายในการขุดบิตคอยน์
ถ้ามีคนหมุนกล่องดนตรีเยอะ ระบบก็จะปรับให้เลขเป้าหมายเล็กลง ทำให้ยากขึ้น เหมือนกับการแข่งขันที่ดุเดือดมากขึ้น
ถ้ามีคนหมุนกล่องดนตรีน้อย ระบบก็จะปรับให้เลขเป้าหมายใหญ่ขึ้น ทำให้ง่ายขึ้น เหมือนกับการแข่งขันที่ผ่อนคลายลง
ทีนี้.. การหมุนกล่องดนตรีแต่ละครั้ง มันต้องใช้พลังงานไฟฟ้าในการคำนวณ ยิ่งหมุนเยอะ ยิ่งใช้พลังงานเยอะ และยิ่งยากที่จะชนะ
นั่นหมายความว่า.. คนที่ขุดบิตคอยน์ ได้ต้องใช้พลังงานและเงินจำนวนมาก
การคนที่ยอมทุ่มเทขนาดนี้ ก็เพราะว่ารางวัลของการชนะล็อตเตอรี่บิตคอยน์มันคุ้มค่ามาก เหมือนกับถูกล็อตเตอรี่รางวัลใหญ่นั่นแหละครับ
นอกจากนี้.. ผู้ชนะยังได้สิทธิ์ในการบันทึกข้อมูลธุรกรรมลงในบล็อกเชน ซึ่งเปรียบเสมือนสมุดบัญชีที่บันทึกข้อมูลการทำธุรกรรมทั้งหมดของบิตคอยน์
แล้วทำไมต้องทำให้มันยากขนาดนั้น?
ก็เพราะว่าถ้าใครๆ ก็ขุดบิตคอยน์ ได้ง่ายๆ ระบบมันก็จะไม่ปลอดภัยสิ! คนไม่ดี อาจจะใช้คอมพิวเตอร์จำนวนมากมาปลอมแปลงข้อมูล ขโมยบิตคอยน์หรือทำลายระบบได้
Proof of Work มันเลยเป็นเหมือนกำแพงที่แข็งแกร่ง ที่คอยป้องกันบิตคอยน์จากคนไม่ดี เพราะการจะทำลายกำแพงนี้คุณต้องใช้พลังงานมหาศาล ซึ่งมันไม่คุ้มค่าเอาซะเลย
และ...
Proof of Work ไม่ได้มีแค่ในโลกบิตคอยน์เท่านั้นนะครับ ในชีวิตจริงของเราก็มี Proof of Work ในอีกนัยยะหนึ่งด้วยเหมือนกัน
มันคือ “บทพิสูจน์” ของการลงมือทำ การทำงานหนัก การสร้างคุณค่าให้กับตัวเองและคนรอบข้าง มันคือการทุ่มเทอย่างหนักหน่วง สั่งสมประสบการณ์และผลงานจนกลายเป็น "บทพิสูจน์" ที่จับต้องได้
ยกตัวอย่างเช่น..
นักกีฬา ที่ฝึกซ้อมหนักทุกวัน จนได้เหรียญทองโอลิมปิก เขาทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ และเวลา ผ่านการฝึกฝน การแข่งขัน และบาดแผลมากมายกว่าจะคว้าชัยชนะมาได้ เหรียญทอง คือ Proof of Work ที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความสำเร็จของเขา
ศิลปิน ที่วาดรูปเป็นพันๆ ภาพ จนมีชื่อเสียงระดับโลก เขาสั่งสมฝีมือผ่านการลองผิดลองถูก การฝึกฝน และแรงบันดาลใจ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ผลงานศิลปะ คือ Proof of Work ที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณและความสามารถของเขา
โปรแกรมเมอร์.. ที่เขียนโค้ดเป็นล้านๆ บรรทัด จนสร้างแอปพลิเคชั่น ที่เปลี่ยนแปลงโลก เขาใช้ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และความอดทนในการแก้ปัญหา และพัฒนาโปรแกรมจนสำเร็จ แอปพลิเคชั่น คือ Proof of Work ที่แสดงให้เห็นถึงความฉลาดและความมุ่งมั่นของเขา
และอีกตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด.. ก็คือคนในภาพของโพสต์นี้นั่นเอง (เพื่อนๆ คิดว่า POW ของ อ.พิริยะ คืออะไรกันบ้างครับ? 😀)
พวกเขาเหล่านี้ล้วนมี Proof of Work เป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จ มันไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ แต่มันคือ "บทพิสูจน์" ของการเดินทาง การต่อสู้ และการเติบโต
Proof of Work มันเจ๋งมากเลยใช่ไหมล่ะครับ?
ถ้าเพื่อนๆ อยากรู้ลึกกว่านี้ อยากรู้ว่า Proof of Work ในบิตคอยน์มันทำงานยังไง มันสร้างความปลอดภัยให้กับระบบได้ยังไง และมันเชื่อมโยงกับโลกของเราในรูปแบบไหน?
ลองไปหาหนังสือ Inventing Bitcoin มาอ่านดูครับสิ รับรองว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน
ปล. Proof of Work ในความหมายที่สองนี้ มันสามารถสร้างเป็น Legacy ส่งต่อกันได้ ถ้าอยากอ่านเรื่องนี้ ยกมือกันไว้ได้เลยฮะ 😉
— @Jakk Goodday / #Siamstrถ้าจะบอกว่าลึกๆ แล้ว เราทุกคน "เห็นแก่ตัว" คุณจะเชื่อไหม?
คำถามนี้อาจจะฟังดูแรง แต่ อดัม สมิธ บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์กลับมองว่า ความเห็นแก่ตัวเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมนุษย์ ที่ฝังรากลึกอยู่ในตัวเราแทบทุกคน
เป็นแรงขับเคลื่อนพื้นฐาน ที่ผลักดันให้เราแสวงหาสิ่งต่างๆ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตัวเอง
แต่... อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่า สมิธ กำลังบอกว่ามนุษย์เลวร้าย หรือเห็นแก่ได้เพียงอย่างเดียว
ในหนังสือเล่มแรกของเขา "The Theory of Moral Sentiments" สมิธ ไม่ได้แค่ชี้ให้เห็นถึง "ความเห็นแก่ตัว" ในตัวมนุษย์ แต่เขาอธิบายอย่างละเอียดถึงความซับซ้อน และความขัดแย้ง ในธรรมชาติของมนุษย์ ที่ทำให้เราเป็นสัตว์สังคมที่มีทั้งด้านมืด และด้านสว่าง
เขาเชื่อว่ามนุษย์ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยความเห็นแก่ตัวเพียงอย่างเดียว แต่ภายในจิตใจของเรายังมีความปรารถนาที่จะ "เป็นที่รัก" (loved) และ "เป็นคนที่คู่ควรกับการเป็นที่รัก" (lovely) รวมอยู่ด้วย
เราต้องการการยอมรับ การชื่นชม และความรักจากคนรอบข้าง
เพื่อที่จะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และรู้สึกว่าชีวิตของเรามีคุณค่า
สมมติว่า.. นักเรียนคนหนึ่งอยากได้เกรดดีๆ เขาจะตั้งใจเรียน ทำการบ้าน สอบให้ได้คะแนนสูงๆ ไม่ใช่แค่เพื่ออวดเพื่อนหรือเอาชนะคนอื่น แต่เพราะเขาต้องการที่จะ "คู่ควร" กับเกรดดีๆ นั้น
เขาต้องการให้คนอื่น "ยอมรับ" และ "ชื่นชม" ในความสามารถของเขา
ความปรารถนา ที่จะเป็นที่รักและเป็นคนที่คู่ควรกับการเป็นที่รักนี่แหละ ที่ทำให้มนุษย์สามารถควบคุมความเห็นแก่ตัว และสร้างสังคมชที่น่าอยู่ขึ้นมาได้
สมิธ ไม่ได้บอกให้เราหลอกตัวเองว่าเราเป็นคนดี แต่เขาแนะนำให้มองตัวเองผ่านมุมมองของ "ผู้สังเกตการณ์ที่เป็นกลาง" (impartial spectator)
ลองจินตนาการว่า มีคนกลางที่เป็นกลางยืนมองเราอยู่ตลอดเวลา คอยสังเกตการกระทำของเรา วิเคราะห์ความคิดของเรา และสะกิดเตือนสติ เมื่อเรากำลังจะทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
เช่น กำลังจะโกงข้อสอบ "ผู้สังเกตการณ์ที่เป็นกลาง" ก็จะดังขึ้นในใจเราว่า...
"เฮ้ย! อย่าทำแบบนั้น มันไม่แฟร์"
ผู้สังเกตการณ์ที่เป็นกลางนี้ ก็คือมโนธรรมในใจเรานั่นเอง ที่คอยย้ำเตือนให้เราตระหนักถึงผลกระทบของการกระทำของเราต่อผู้อื่น และต่อสังคมโดยรวม
การรู้จักตัวเอง ยอมรับข้อบกพร่อง และทำในสิ่งที่ถูกต้อง คือก้าวสำคัญ ที่จะทำให้เราคู่ควรกับการเป็นที่รัก และการได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง
แล้ว "ผลประโยชน์ส่วนตน" (self-interest) มันเกี่ยวอะไรด้วยไหม?
ในหนังสือเล่มที่สอง "The Wealth of Nations" สมิธ อธิบายว่าผลประโยชน์ส่วนตนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของระบบเศรษฐกิจ
คนเราทำงาน ค้าขาย ทำธุรกิจ ก็เพราะต้องการเงิน ต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้น
สมิธ เชื่อว่าระบบตลาดเสรี จะนำพาเราไปสู่สังคมที่เจริญรุ่งเรือง ตราบใดที่คนเรามีศีลธรรม และไม่เอาเปรียบผู้อื่น
"มือที่มองไม่เห็น" (Invisible Hand) ที่สมิธกล่าวถึง จะทำงานได้ก็ต่อเมื่อมนุษย์ในระบบนั้น มีจริยธรรมคอยควบคุมความเห็นแก่ตัวของพวกเขา
ถ้าทุกคน มุ่งแต่จะเอาเปรียบ โกง และทำลายซึ่งกันและกัน สังคมก็จะล่มสลาย
สมิธ ยังเชื่ออีกว่า "ความสุขที่แท้จริง" ไม่ได้อยู่ที่เงินทอง แต่อยู่ที่สายสัมพันธ์ที่ดี การเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และการได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง
เงินทอง ชื่อเสียง หรืออำนาจ อาจจะทำให้เรามีความสุขในระยะสั้น
แต่ความสุขที่ยั่งยืน เกิดจากการที่เรารู้สึกเป็นที่รัก เป็นที่ยอมรับ และมีคุณค่าในสายตาของผู้อื่น
แล้วสังคมที่ดีมันเกิดขึ้นได้อย่างไร?
สมิธ เชื่อว่าสังคมมันถูกสร้างขึ้นจากการกระทำของทุกคน Russ Roberts ผู้เขียนหนังสือ "How Adam Smith Can Change Your Life" เรียกสิ่งนี้ว่า "ระเบียบที่เกิดขึ้นเอง" (emergent order)
มันคือระเบียบที่ไม่ได้เกิดจากการออกแบบ หรือควบคุมจากส่วนกลาง แต่เกิดจากการที่ "ปัจเจกบุคคล" แต่ละคน ต่างเลือกที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าดีที่สุด
เหมือนกับการจราจร ที่ไม่มีใครสั่งให้รถทุกคันต้องวิ่งไปทางเดียวกัน แต่ทุกคนเลือกที่จะทำ เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ เพื่อความปลอดภัย และความสะดวกสบาย ของทุกคน บนท้องถนน
สังคมที่ดี ไม่จำเป็นต้องมีใครมาควบคุม แต่เกิดจาก "เสรีภาพ" ในการเลือก และตัดสินใจของแต่ละคน ภายใต้กรอบของศีลธรรมและ จริยธรรม
เราทำดี เพราะต้องการเป็นที่รัก และต้องการเป็นคนที่คู่ควรกับความรักนั้น
เมื่อคนส่วนใหญ่ทำดี สังคมก็จะดีขึ้นเองโดยไม่ต้องมีใครมาบังคับ
สมิธ มองว่ามนุษย์มีทั้งด้านมืด และด้านสว่าง
ด้านมืด คือ ความเห็นแก่ตัว ความอยากเอาชนะ ความอยากได้อยากมี
ด้านสว่าง คือ ความอยากทำดี ความอยากเป็นที่รัก ความอยากมีคุณค่า
และด้านสว่างนี่แหละ.. ที่ทำให้โลกนี้น่าอยู่
การทำดีต่อคนรอบข้าง การช่วยเหลือผู้อื่น การยิ้มให้กับคนแปลกหน้า สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้อาจดูเหมือนไม่มีความหมาย แต่มัน "ทรงพลัง" เพราะมันทำให้ "ด้านสว่าง" ของเราและคนรอบข้างเปล่งประกายออกมา
มันทำให้โลกนี้ อบอุ่น และน่าอยู่ยิ่งขึ้น
ลองฝึกมองตัวเอง ผ่านมุมมองของ "ผู้สังเกตการณ์ที่เป็นกลาง" ดูนะครับ.. แล้วคุณจะเข้าใจตัวเองมากขึ้น
และอย่าลืมทำดีในทุกๆ วัน รับรองว่าโลกนี้ จะน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะอย่างแน่นอนครับ..
— @SOUP #Siamstr
คำถามนี้อาจจะฟังดูแรง แต่ อดัม สมิธ บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์กลับมองว่า ความเห็นแก่ตัวเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมนุษย์ ที่ฝังรากลึกอยู่ในตัวเราแทบทุกคน
เป็นแรงขับเคลื่อนพื้นฐาน ที่ผลักดันให้เราแสวงหาสิ่งต่างๆ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตัวเอง
แต่... อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่า สมิธ กำลังบอกว่ามนุษย์เลวร้าย หรือเห็นแก่ได้เพียงอย่างเดียว
ในหนังสือเล่มแรกของเขา "The Theory of Moral Sentiments" สมิธ ไม่ได้แค่ชี้ให้เห็นถึง "ความเห็นแก่ตัว" ในตัวมนุษย์ แต่เขาอธิบายอย่างละเอียดถึงความซับซ้อน และความขัดแย้ง ในธรรมชาติของมนุษย์ ที่ทำให้เราเป็นสัตว์สังคมที่มีทั้งด้านมืด และด้านสว่าง
เขาเชื่อว่ามนุษย์ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยความเห็นแก่ตัวเพียงอย่างเดียว แต่ภายในจิตใจของเรายังมีความปรารถนาที่จะ "เป็นที่รัก" (loved) และ "เป็นคนที่คู่ควรกับการเป็นที่รัก" (lovely) รวมอยู่ด้วย
เราต้องการการยอมรับ การชื่นชม และความรักจากคนรอบข้าง
เพื่อที่จะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และรู้สึกว่าชีวิตของเรามีคุณค่า
สมมติว่า.. นักเรียนคนหนึ่งอยากได้เกรดดีๆ เขาจะตั้งใจเรียน ทำการบ้าน สอบให้ได้คะแนนสูงๆ ไม่ใช่แค่เพื่ออวดเพื่อนหรือเอาชนะคนอื่น แต่เพราะเขาต้องการที่จะ "คู่ควร" กับเกรดดีๆ นั้น
เขาต้องการให้คนอื่น "ยอมรับ" และ "ชื่นชม" ในความสามารถของเขา
ความปรารถนา ที่จะเป็นที่รักและเป็นคนที่คู่ควรกับการเป็นที่รักนี่แหละ ที่ทำให้มนุษย์สามารถควบคุมความเห็นแก่ตัว และสร้างสังคมชที่น่าอยู่ขึ้นมาได้
สมิธ ไม่ได้บอกให้เราหลอกตัวเองว่าเราเป็นคนดี แต่เขาแนะนำให้มองตัวเองผ่านมุมมองของ "ผู้สังเกตการณ์ที่เป็นกลาง" (impartial spectator)
ลองจินตนาการว่า มีคนกลางที่เป็นกลางยืนมองเราอยู่ตลอดเวลา คอยสังเกตการกระทำของเรา วิเคราะห์ความคิดของเรา และสะกิดเตือนสติ เมื่อเรากำลังจะทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
เช่น กำลังจะโกงข้อสอบ "ผู้สังเกตการณ์ที่เป็นกลาง" ก็จะดังขึ้นในใจเราว่า...
"เฮ้ย! อย่าทำแบบนั้น มันไม่แฟร์"
ผู้สังเกตการณ์ที่เป็นกลางนี้ ก็คือมโนธรรมในใจเรานั่นเอง ที่คอยย้ำเตือนให้เราตระหนักถึงผลกระทบของการกระทำของเราต่อผู้อื่น และต่อสังคมโดยรวม
การรู้จักตัวเอง ยอมรับข้อบกพร่อง และทำในสิ่งที่ถูกต้อง คือก้าวสำคัญ ที่จะทำให้เราคู่ควรกับการเป็นที่รัก และการได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง
แล้ว "ผลประโยชน์ส่วนตน" (self-interest) มันเกี่ยวอะไรด้วยไหม?
ในหนังสือเล่มที่สอง "The Wealth of Nations" สมิธ อธิบายว่าผลประโยชน์ส่วนตนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของระบบเศรษฐกิจ
คนเราทำงาน ค้าขาย ทำธุรกิจ ก็เพราะต้องการเงิน ต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้น
สมิธ เชื่อว่าระบบตลาดเสรี จะนำพาเราไปสู่สังคมที่เจริญรุ่งเรือง ตราบใดที่คนเรามีศีลธรรม และไม่เอาเปรียบผู้อื่น
"มือที่มองไม่เห็น" (Invisible Hand) ที่สมิธกล่าวถึง จะทำงานได้ก็ต่อเมื่อมนุษย์ในระบบนั้น มีจริยธรรมคอยควบคุมความเห็นแก่ตัวของพวกเขา
ถ้าทุกคน มุ่งแต่จะเอาเปรียบ โกง และทำลายซึ่งกันและกัน สังคมก็จะล่มสลาย
สมิธ ยังเชื่ออีกว่า "ความสุขที่แท้จริง" ไม่ได้อยู่ที่เงินทอง แต่อยู่ที่สายสัมพันธ์ที่ดี การเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และการได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง
เงินทอง ชื่อเสียง หรืออำนาจ อาจจะทำให้เรามีความสุขในระยะสั้น
แต่ความสุขที่ยั่งยืน เกิดจากการที่เรารู้สึกเป็นที่รัก เป็นที่ยอมรับ และมีคุณค่าในสายตาของผู้อื่น
แล้วสังคมที่ดีมันเกิดขึ้นได้อย่างไร?
สมิธ เชื่อว่าสังคมมันถูกสร้างขึ้นจากการกระทำของทุกคน Russ Roberts ผู้เขียนหนังสือ "How Adam Smith Can Change Your Life" เรียกสิ่งนี้ว่า "ระเบียบที่เกิดขึ้นเอง" (emergent order)
มันคือระเบียบที่ไม่ได้เกิดจากการออกแบบ หรือควบคุมจากส่วนกลาง แต่เกิดจากการที่ "ปัจเจกบุคคล" แต่ละคน ต่างเลือกที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าดีที่สุด
เหมือนกับการจราจร ที่ไม่มีใครสั่งให้รถทุกคันต้องวิ่งไปทางเดียวกัน แต่ทุกคนเลือกที่จะทำ เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ เพื่อความปลอดภัย และความสะดวกสบาย ของทุกคน บนท้องถนน
สังคมที่ดี ไม่จำเป็นต้องมีใครมาควบคุม แต่เกิดจาก "เสรีภาพ" ในการเลือก และตัดสินใจของแต่ละคน ภายใต้กรอบของศีลธรรมและ จริยธรรม
เราทำดี เพราะต้องการเป็นที่รัก และต้องการเป็นคนที่คู่ควรกับความรักนั้น
เมื่อคนส่วนใหญ่ทำดี สังคมก็จะดีขึ้นเองโดยไม่ต้องมีใครมาบังคับ
สมิธ มองว่ามนุษย์มีทั้งด้านมืด และด้านสว่าง
ด้านมืด คือ ความเห็นแก่ตัว ความอยากเอาชนะ ความอยากได้อยากมี
ด้านสว่าง คือ ความอยากทำดี ความอยากเป็นที่รัก ความอยากมีคุณค่า
และด้านสว่างนี่แหละ.. ที่ทำให้โลกนี้น่าอยู่
การทำดีต่อคนรอบข้าง การช่วยเหลือผู้อื่น การยิ้มให้กับคนแปลกหน้า สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้อาจดูเหมือนไม่มีความหมาย แต่มัน "ทรงพลัง" เพราะมันทำให้ "ด้านสว่าง" ของเราและคนรอบข้างเปล่งประกายออกมา
มันทำให้โลกนี้ อบอุ่น และน่าอยู่ยิ่งขึ้น
ลองฝึกมองตัวเอง ผ่านมุมมองของ "ผู้สังเกตการณ์ที่เป็นกลาง" ดูนะครับ.. แล้วคุณจะเข้าใจตัวเองมากขึ้น
และอย่าลืมทำดีในทุกๆ วัน รับรองว่าโลกนี้ จะน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะอย่างแน่นอนครับ..
— @SOUP #Siamstr## **Decentralized Private DMs**
อนาคตที่น่าจับตาระบบแชทที่อาจเข้ามาแทนที่ Telegram หรือ Signal โดยไม่มีตัวกลาง
ระบบแชทเป็นหนึ่งในฟีเจอร์ที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในหมู่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วไปในยุคแรกๆ เพราะมันตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างลงตัว ทุกคนสามารถพูดคุยกับคนทั่วโลกแบบเรียลไทม์ได้ฟรีๆ
แต่ระบบแชทไม่ได้มีดีแค่ความสนุกสนานเท่านั้น เรายังได้เห็นการใช้งานในเหตุการณ์สำคัญต่าง
ๆ ระบบแชทจึงมีความสำคัญทั้งในแง่ของความบันเทิงและการสร้างความเปลี่ยนแปลงในโลกแห่งความเป็นจริง
แล้วอะไรล่ะที่ทำให้ระบบแชทมีความปลอดภัย?
จริงๆ แล้ว ความปลอดภัยของระบบแชทมีอยู่ 2 ด้านคือ Private และ Confidential
Private: บุคคลภายนอกไม่สามารถรับรู้ได้ว่ากำลังมีการสนทนากันอยู่เช่น ไม่สามารถรู้ได้ว่า A กับ B กำลังคุยอะไรกันอยู่ หรือทั้งสองคุยอยู่ในกลุ่มเดียวกันถ้าเป็นระบบที่ดีจะต้องมีการปกป้องข้อมูลไม่ให้รั่วไหล
Confidential: ข้อมูลที่ส่งหากันจะต้องไม่สามารถถูกอ่านได้โดยบุคคลที่สาม
เมื่อเราลองศึกษาระบบและโปรโตคอลต่าง ๆ ของระบบแชท รวมถึง NIP บน Nostr เราจะพบว่าทุกอย่างล้วนมีข้อแลกเปลี่ยน เป็นเรื่องปกติของงานวิศวกรรม แต่ในวงการนี้ยิ่งเห็นชัดเจน เราต้องยอมเสียอะไรบางอย่างเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีกว่ามา
แต่ยังมีอีกเรื่องที่เราได้ยินบ่อย ๆ เมื่อเราเจาะลึกถึงการเข้ารหัสของระบบแชทก็คือ Forward Secrecy และ Post-Compromise Security
Forward Secrecy: หากคีย์ถูกขโมยไป ข้อความในอดีตจะถูกถอดรหัสไม่ได้
Post-Compromise Security: หากคีย์ถูกขโมยไปจะมีวิธีการกู้คืนและใช้งานบัญชีเดิมต่อไปได้
ในอุดมคติ เราต้องการระบบแชทที่มีทั้ง Private, Confidential, Forward Secrecy, และ Post-Compromise Security ที่สามารถงานได้ทั้งแบบส่วนตัวและแบบกลุ่ม สามารถลบข้อความหรือปฏิเสธได้ว่าไม่เคยเข้าร่วมการสนทนานั้น ๆ ซึ่งมีความท้าทายอบ่างมากมีโปรโตคอลที่พยายามแก้ปัญหานี้ แต่ส่วนใหญ่ก็ต้องยอมแพ้ไป เพราะเป็นเรื่องยากที่จะสร้างระบบที่ทั้งปลอดภัยและสามารถลบร่องรอยได้
เราพอเข้าใจภาพรวมของระบบแชทแล้วงั้นเราลองมาดูระบบแชทของ Nostr กันบ้างดีกว่า
ระบบแชทของ Nostr ในยุคแรกนั้นเรียบง่ายใช้การเข้ารหัสแบบง่ายๆ โดยใช้คีย์ของผู้ส่งและผู้รับมาสร้างคีย์ร่วมกัน ซึ่งหมายความว่ามีเพียงสองคนนั้นเท่านั้นที่สามารถถอดรหัสข้อความได้นั้นคือ Nip-04
ข้อดีเราสามารถดูประวัติการสนทนาย้อนหลังได้ทั้งหมด เพราะทุกอย่างถูกเก็บไว้ด้วยคีย์เดียวกัน
ข้อเสียข้อความเหล่านี้ถูกเปิดเผยว่าใครคุยกับใครบ้าง หากคีย์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรั่วไหล ข้อมูลทั้งหมดจะตกอยู่ในอันตรายทันที
หลายคนไม่ชอบ NIP-04 มองกันว่ามันอันตรายและมันแย่ไม่ควรใช้ อย่างไรก็ตามข้อถกเถียงนี้ทำให้เกิด NIP-44 ในเวลาต่อมาที่มีความปลอดภัยกว่าและยังมี Gift Wrapping เข้ามาเสริมเรื่องความเป็นส่วนตัว
“Gift Wrapping” เป็นเทคนิคในการซ่อนข้อมูลโดยการห่อ Event ด้วย Event อีกทีหนึ่ง
เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นรู้ว่าใครกำลังคุยกับใคร Event ที่อยู่ภายในจะไม่ได้ถูกเซ็นชื่อจึงไม่สามารถเผยแพร่ไปบนรีเลย์ได้
ล่าสุดระบบแชทของ Nostr ได้ใช้ NIP-44 และ NIP-59 โดยใช้มาตรฐานการเข้ารหัสแบบใหม่และเทคนิค Gift Wrapping ทำให้ข้อมูลเมตาถูกซ่อนอย่างดี และข้อมูลถูกเข้ารหัสอย่างแน่นหนา เราสามารถดูประวัติการสนทนาย้อนหลังได้ และไม่มีใครรู้ว่าเรากำลังคุยกับใครอยู่
ระบบนี้ยังไม่มี Forward Secrecy และ Post-Compromise Security หากคีย์รั่วไหล ข้อมูลก็ยังหายอยู่ดี
เป้าหมายของ Jeff คือสร้างระบบแชทบน Nostr ที่สามารถทดแทน Telegram, Signal หรือแอปแชทอื่นๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาเซิร์ฟเวอร์ส่วนกลางโดยใช้แบบใหม่ที่เรียกว่า Messaging Layer Security (MLS) ซึ่งใช้โครงสร้างแบบ Binary Tree ในการจัดการสมาชิกและสร้างระบบคีย์ที่ทำให้สมาชิกทุกคนมีข้อมูลเพียงพอสำหรับการเข้ารหัสและถอดรหัสข้อมูลภายในกลุ่ม
ในปัจจุบันมีไลบรารี่ดี ๆ ที่ช่วยให้ Nostr client ไม่ต้องเขียนโค้ด MLS เองทั้งหมด
ข้อดีของ MLS คือ ทำให้การจัดการกลุ่มขนาดใหญ่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รองรับทั้งแบบส่วนตัวและแบบกลุ่มมีForward Secrecy และ Post-Compromise Security ข้อความทุกข้อความถูกเข้ารหัสด้วยคีย์ที่ต่างกัน และมีการหมุนเวียนคีย์ทุกครั้งที่มีการส่งข้อความ ไม่มีการรั่วไหลของข้อมูลมีเพียง Event เดียวที่ถูกเผยแพร่บนรีเลย์โดยใช้ Ephemeral Key และ Group ID ซึ่งสามารถหมุนเวียนได้เช่นกัน
ข้อเสียคือ MLS มันค่อนข้างซับซ้อนต้องอาศัยเครื่องมือที่ดีในเขียน Client นั้นเป็นสิ่งที่ Jeff พยายามพัฒนาอยู่ และต้องอาศัยความร่วมมือจากนักพัฒนา Nostr คนอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน อีกข้อเสียคือไม่สามารถดูประวัติการสนทนาย้อนหลังได้ หากไม่ได้บันทึกไว้
การพัฒนาครั้งนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากอาจตอบโจทย์ที่หลายคนตามหาในโลกที่ privacy ถูกมองว่าเรื่องอันตราย
— @Notoshi⚡
#Siamstr
ระบบแชทเป็นหนึ่งในฟีเจอร์ที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในหมู่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วไปในยุคแรกๆ เพราะมันตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างลงตัว ทุกคนสามารถพูดคุยกับคนทั่วโลกแบบเรียลไทม์ได้ฟรีๆ
แต่ระบบแชทไม่ได้มีดีแค่ความสนุกสนานเท่านั้น เรายังได้เห็นการใช้งานในเหตุการณ์สำคัญต่าง
ๆ ระบบแชทจึงมีความสำคัญทั้งในแง่ของความบันเทิงและการสร้างความเปลี่ยนแปลงในโลกแห่งความเป็นจริง
แล้วอะไรล่ะที่ทำให้ระบบแชทมีความปลอดภัย?
จริงๆ แล้ว ความปลอดภัยของระบบแชทมีอยู่ 2 ด้านคือ Private และ Confidential
Private: บุคคลภายนอกไม่สามารถรับรู้ได้ว่ากำลังมีการสนทนากันอยู่เช่น ไม่สามารถรู้ได้ว่า A กับ B กำลังคุยอะไรกันอยู่ หรือทั้งสองคุยอยู่ในกลุ่มเดียวกันถ้าเป็นระบบที่ดีจะต้องมีการปกป้องข้อมูลไม่ให้รั่วไหล
Confidential: ข้อมูลที่ส่งหากันจะต้องไม่สามารถถูกอ่านได้โดยบุคคลที่สาม
เมื่อเราลองศึกษาระบบและโปรโตคอลต่าง ๆ ของระบบแชท รวมถึง NIP บน Nostr เราจะพบว่าทุกอย่างล้วนมีข้อแลกเปลี่ยน เป็นเรื่องปกติของงานวิศวกรรม แต่ในวงการนี้ยิ่งเห็นชัดเจน เราต้องยอมเสียอะไรบางอย่างเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีกว่ามา
แต่ยังมีอีกเรื่องที่เราได้ยินบ่อย ๆ เมื่อเราเจาะลึกถึงการเข้ารหัสของระบบแชทก็คือ Forward Secrecy และ Post-Compromise Security
Forward Secrecy: หากคีย์ถูกขโมยไป ข้อความในอดีตจะถูกถอดรหัสไม่ได้
Post-Compromise Security: หากคีย์ถูกขโมยไปจะมีวิธีการกู้คืนและใช้งานบัญชีเดิมต่อไปได้
ในอุดมคติ เราต้องการระบบแชทที่มีทั้ง Private, Confidential, Forward Secrecy, และ Post-Compromise Security ที่สามารถงานได้ทั้งแบบส่วนตัวและแบบกลุ่ม สามารถลบข้อความหรือปฏิเสธได้ว่าไม่เคยเข้าร่วมการสนทนานั้น ๆ ซึ่งมีความท้าทายอบ่างมากมีโปรโตคอลที่พยายามแก้ปัญหานี้ แต่ส่วนใหญ่ก็ต้องยอมแพ้ไป เพราะเป็นเรื่องยากที่จะสร้างระบบที่ทั้งปลอดภัยและสามารถลบร่องรอยได้
เราพอเข้าใจภาพรวมของระบบแชทแล้วงั้นเราลองมาดูระบบแชทของ Nostr กันบ้างดีกว่า
ระบบแชทของ Nostr ในยุคแรกนั้นเรียบง่ายใช้การเข้ารหัสแบบง่ายๆ โดยใช้คีย์ของผู้ส่งและผู้รับมาสร้างคีย์ร่วมกัน ซึ่งหมายความว่ามีเพียงสองคนนั้นเท่านั้นที่สามารถถอดรหัสข้อความได้นั้นคือ Nip-04
ข้อดีเราสามารถดูประวัติการสนทนาย้อนหลังได้ทั้งหมด เพราะทุกอย่างถูกเก็บไว้ด้วยคีย์เดียวกัน
ข้อเสียข้อความเหล่านี้ถูกเปิดเผยว่าใครคุยกับใครบ้าง หากคีย์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรั่วไหล ข้อมูลทั้งหมดจะตกอยู่ในอันตรายทันที
หลายคนไม่ชอบ NIP-04 มองกันว่ามันอันตรายและมันแย่ไม่ควรใช้ อย่างไรก็ตามข้อถกเถียงนี้ทำให้เกิด NIP-44 ในเวลาต่อมาที่มีความปลอดภัยกว่าและยังมี Gift Wrapping เข้ามาเสริมเรื่องความเป็นส่วนตัว
“Gift Wrapping” เป็นเทคนิคในการซ่อนข้อมูลโดยการห่อ Event ด้วย Event อีกทีหนึ่ง
เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นรู้ว่าใครกำลังคุยกับใคร Event ที่อยู่ภายในจะไม่ได้ถูกเซ็นชื่อจึงไม่สามารถเผยแพร่ไปบนรีเลย์ได้
ล่าสุดระบบแชทของ Nostr ได้ใช้ NIP-44 และ NIP-59 โดยใช้มาตรฐานการเข้ารหัสแบบใหม่และเทคนิค Gift Wrapping ทำให้ข้อมูลเมตาถูกซ่อนอย่างดี และข้อมูลถูกเข้ารหัสอย่างแน่นหนา เราสามารถดูประวัติการสนทนาย้อนหลังได้ และไม่มีใครรู้ว่าเรากำลังคุยกับใครอยู่
ระบบนี้ยังไม่มี Forward Secrecy และ Post-Compromise Security หากคีย์รั่วไหล ข้อมูลก็ยังหายอยู่ดี
เป้าหมายของ Jeff คือสร้างระบบแชทบน Nostr ที่สามารถทดแทน Telegram, Signal หรือแอปแชทอื่นๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาเซิร์ฟเวอร์ส่วนกลางโดยใช้แบบใหม่ที่เรียกว่า Messaging Layer Security (MLS) ซึ่งใช้โครงสร้างแบบ Binary Tree ในการจัดการสมาชิกและสร้างระบบคีย์ที่ทำให้สมาชิกทุกคนมีข้อมูลเพียงพอสำหรับการเข้ารหัสและถอดรหัสข้อมูลภายในกลุ่ม
ในปัจจุบันมีไลบรารี่ดี ๆ ที่ช่วยให้ Nostr client ไม่ต้องเขียนโค้ด MLS เองทั้งหมด
ข้อดีของ MLS คือ ทำให้การจัดการกลุ่มขนาดใหญ่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รองรับทั้งแบบส่วนตัวและแบบกลุ่มมีForward Secrecy และ Post-Compromise Security ข้อความทุกข้อความถูกเข้ารหัสด้วยคีย์ที่ต่างกัน และมีการหมุนเวียนคีย์ทุกครั้งที่มีการส่งข้อความ ไม่มีการรั่วไหลของข้อมูลมีเพียง Event เดียวที่ถูกเผยแพร่บนรีเลย์โดยใช้ Ephemeral Key และ Group ID ซึ่งสามารถหมุนเวียนได้เช่นกัน
ข้อเสียคือ MLS มันค่อนข้างซับซ้อนต้องอาศัยเครื่องมือที่ดีในเขียน Client นั้นเป็นสิ่งที่ Jeff พยายามพัฒนาอยู่ และต้องอาศัยความร่วมมือจากนักพัฒนา Nostr คนอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน อีกข้อเสียคือไม่สามารถดูประวัติการสนทนาย้อนหลังได้ หากไม่ได้บันทึกไว้
การพัฒนาครั้งนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากอาจตอบโจทย์ที่หลายคนตามหาในโลกที่ privacy ถูกมองว่าเรื่องอันตราย
— @Notoshi⚡
#Siamstr