satuser's avatar
satuser
satuser@siamstr.com
npub1e9vc...j93f
satoshi is in the word 🌳 / technical dreamer / do note
satuser's avatar
satuser 4 months ago
คนชอบ focus กับราคา bitcoin ที่มากขึ้นเรื่อยๆ มากกว่า focus ที่อำนาจในการจับจ่ายใช้สอยของมันที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับราคาสินค้าทั่วไปที่มันถูกลงเรื่อยๆในหน่วย satoshi #siamstr
satuser's avatar
satuser 4 months ago
พลังงานที่เสียไปในการตามหนี้ ไม่ได้ถือเป็น over supply ในความหมายทางเศรษฐศาสตร์ แต่จะพิจารณาเป็น ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) มากกว่า คำว่า Over Supply (อุปทานส่วนเกิน) หมายถึง ภาวะที่ปริมาณสินค้าหรือบริการในตลาดมีมากกว่าความต้องการซื้อ ซึ่งโดยทั่วไปจะหมายถึงตัวสินค้าหรือบริการที่ล้นตลาด แต่ "พลังงาน" หรือทรัพยากรที่ใช้ในการทวงหนี้ (เช่น เวลาของพนักงาน, ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน) ไม่ใช่สินค้าที่ล้นตลาดในลักษณะนั้น เหตุผลที่ถือเป็น "ต้นทุนค่าเสียโอกาส" ต้นทุนค่าเสียโอกาส คือ มูลค่าของทางเลือกที่ดีที่สุดที่เราต้องสละไปเมื่อเราตัดสินใจเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง การใช้ "พลังงาน" หรือทรัพยากรไปกับการตามหนี้ มีต้นทุนค่าเสียโอกาสดังนี้ เวลาและแรงงาน: เวลาที่พนักงานใช้ในการโทรศัพท์, ส่งเอกสาร, หรือดำเนินการทางกฎหมายเพื่อทวงหนี้ คือเวลาที่พวกเขาสามารถนำไปใช้ในกิจกรรมที่สร้างรายได้อื่นๆ ให้กับองค์กรได้ เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์, การหาลูกค้าใหม่, หรือการปรับปรุงบริการ เงิน: ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นระหว่างการทวงหนี้ เช่น ค่าโทรศัพท์, ค่าเดินทาง, หรือค่าธรรมเนียมทางกฎหมาย คือเงินที่บริษัทสามารถนำไปลงทุนในส่วนอื่นๆ ที่อาจสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่า พูดง่ายๆ ก็คือ พลังงานและทรัพยากรที่ทุ่มเทให้กับการตามหนี้ คือการสูญเสียโอกาสในการนำทรัพยากรเหล่านั้นไปสร้างประโยชน์หรือมูลค่าเพิ่มในทางอื่น ดังนั้น แม้จะเป็นการใช้พลังงานที่จำเป็นเพื่อรักษาสิทธิ์ของเจ้าหนี้ แต่มันคือต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการที่ลูกหนี้ไม่ชำระตามกำหนด และเป็นต้นทุนที่สะท้อนถึงโอกาสทางธุรกิจที่สูญเสียไป #siamstr #bitcoin #fixes
satuser's avatar
satuser 4 months ago
Unit of Work Proof of Account #Bitcoin #Peers
satuser's avatar
satuser 4 months ago
เด็กอย่างวิ่ง เพลงอย่างเดิน 🧪🧒🏻👶🏻👦🏻💊🫶🏻👹 👮🏻‍♀️👮🏻‍♂️👮🏼🚔🚨🍬🧡 #siamstr #wav #tualek #smallroom
satuser's avatar
satuser 4 months ago
ทัวร์โปแลนด์ ร่วมสมัย กัญชา ประวัติศาสตร์ ความเจ็บปวด ครอบครัว ยิว ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ความหลากหลาย #RealPain - ดูจบแล้วอยากจัดทริปทัวร์ประวัติศาสตร์สงครามและการเงิน แล้วพาครอบครัวไปเที่ยว #siamstr #filmstr เหมือน Kieran Culkin จาก Succession มา kick off การแสดงกับเรื่องนี้จนได้รางวัลนักแสดงชายสมทบอย่างควรค่า 🙏 costume ก็ดีเรื่องนี้ 🫶🏻 image
satuser's avatar
satuser 4 months ago
ซาโตชิดับกิเลศปีศาจด้วยโค้ดแบบกระจายศูนย์ เห็นสินค้าที่ค้าง stock แล้วอยากขายและ convert ให้หมดเป็น bitcoin แล้วใช้ชีวิตให้ lean ที่สุด #siamstr
satuser's avatar
satuser 4 months ago
Capital และ Capacity: รากศัพท์ที่เกี่ยวข้องกันอย่างน่าสนใจ คำว่า Capital และ Capacity แม้จะมีความหมายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงในปัจจุบัน แต่เมื่อสืบย้อนไปถึงรากศัพท์ภาษาละตินและภาษาอินโด-ยูโรเปียนดั้งเดิม (Proto-Indo-European) จะพบว่าทั้งสองคำมีจุดเริ่มต้นมาจากรากศัพท์ที่เกี่ยวข้องกันอย่างน่าทึ่ง ความสัมพันธ์ของทั้งสองคำนี้ไม่ได้เชื่อมโยงกันโดยตรง แต่มีต้นกำเนิดร่วมกันจากแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการ "จับ" หรือ "ถือ" ที่มาของคำว่า Capital คำว่า Capital มีรากศัพท์มาจากคำในภาษาละตินคือ "caput" ซึ่งมีความหมายตรงตัวว่า "ศีรษะ" หรือ "หัว" (head) คำว่า "caput" นี้เองมีที่มาจากรากศัพท์อินโด-ยูโรเปียนดั้งเดิม (PIE) คือ *kaput- ที่แปลว่า "ศีรษะ" ความหมายของ "capital" ที่หลากหลายในปัจจุบันล้วนพัฒนามาจากแนวคิดของ "ศีรษะ" ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดหรือเป็นจุดสูงสุดของร่างกาย เช่น: * เมืองหลวง (Capital city): เปรียบเสมือน "หัวเมือง" หรือศูนย์กลางการปกครอง * เงินทุน (Financial capital): แต่เดิมมาจากการนับจำนวน "หัว" ของปศุสัตว์ ซึ่งเป็นเครื่องแสดงความมั่งคั่ง ก่อนจะพัฒนามาเป็นความหมายของสินทรัพย์หรือเงินทุนหลัก * อักษรตัวใหญ่ (Capital letter): คืออักษรที่อยู่ "หัว" ประโยคหรือคำ * โทษประหารชีวิต (Capital punishment): ในอดีตมักหมายถึงการตัดศีรษะ (decapitation) ที่มาของคำว่า Capacity ในทางกลับกัน คำว่า Capacity มาจากคำในภาษาละตินคือ "capax" ซึ่งแปลว่า "สามารถที่จะถือหรือจุได้มาก" (able to hold much) คำคุณศัพท์นี้มีที่มาจากคำกริยา "capiō" ที่หมายถึง "การรับ, การเอา, การจับ, การถือ" (to take, to get, to seize, to hold) คำกริยา "capiō" นี้สืบย้อนไปได้ถึงรากศัพท์อินโด-ยูโรเปียนดั้งเดิม (PIE) คือ *kap- ซึ่งมีความหมายว่า "การคว้า, การจับ, การยึด" (to grasp, to seize) จากความหมายดั้งเดิมนี้ "capacity" จึงหมายถึงความสามารถในการ "รองรับ" หรือ "บรรจุ" บางสิ่งบางอย่างได้ ไม่ว่าจะเป็นในเชิงกายภาพ (ความจุของภาชนะ) หรือในเชิงนามธรรม (ความสามารถทางสติปัญญา) จุดเชื่อมโยงของรากศัพท์ แม้ว่า *kaput- (ศีรษะ) และ *kap- (การจับ) จะเป็นรากศัพท์คนละตัว แต่มีนักภาษาศาสตร์บางกลุ่มตั้งข้อสังเกตว่ารากศัพท์ *kaput- (ศีรษะ) เอง อาจมีวิวัฒนาการมาจาก *kap- (การจับ) อีกทอดหนึ่ง โดยมีแนวคิดว่า "ศีรษะ" อาจถูกมองในเชิงเปรียบเทียบว่าเป็นสิ่งที่ "ควบคุม" หรือ "จับ" ร่างกายส่วนที่เหลือไว้ หรืออาจมาจากคำที่หมายถึง "ภาชนะ" (*kap-ut- 'cup') ซึ่งก็เชื่อมโยงกลับไปที่แนวคิดของการ "ถือ" หรือ "บรรจุ" ดังนั้น แม้จะไม่ได้สืบทอดความหมายต่อกันโดยตรง แต่ Capital และ Capacity ก็มีรากเหง้ามาจากตระกูลแนวคิดเดียวกันในภาษาอินโด-ยูโรเปียนดั้งเดิมที่เกี่ยวข้องกับ การจับ การถือ และการเป็นหลัก นั่นเอง 🧠💪 วิดีโอนี้อธิบายถึงที่มาของคำว่า "capital" และคำอื่นๆ ที่มีรากศัพท์เกี่ยวข้องกับ "caput" ในภาษาละติน ซึ่งช่วยให้เข้าใจความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์ของคำศัพท์ได้ดียิ่งขึ้น Capital, Capitol, and Captain
satuser's avatar
satuser 4 months ago
Productive คือ สร้างโปรดัคออกมาเพื่อถีบให้ user ใช้งาน ด้วยตัวของโปรดัคเอง นึกถึงจุดเปลี่ยนที่ผู้คนเริ่มใช้ smartphone กันมากขึ้นหลังจากการมาของ iPhone และ Social Media ยังจินตนาการถึงโปรดัคของ Bitcoin ในแง่มุม Monetary Media ไม่ค่อยออก ว่าจะถูก design ออกมายังไงให้เกิด mass adoption #innovation #productive #mass #adoption #siamstr #monetarymedia 💬 : https://g.co/gemini/share/c5c80cd68a08
satuser's avatar
satuser 4 months ago
1. เครื่องตรวจสอบสถานะทางโภชนาการแบบเรียลไทม์ ยังไม่มีอุปกรณ์ที่สามารถทำทุกอย่างได้สมบูรณ์แบบในเครื่องเดียว เหมือนในเกมที่วัดค่า HP และสถานะต่างๆ ของร่างกายได้ตลอดเวลา แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ใกล้เคียงและกำลังพัฒนาไปในทิศทางนั้นอย่างรวดเร็วครับ เทคโนโลยีเหล่านี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบของ "เครื่องตรวจวัดแบบสวมใส่" (Wearable Sensors) ที่สามารถติดตามข้อมูลสุขภาพบางอย่างได้แบบเรียลไทม์ เทคโนโลยีที่มีอยู่และกำลังพัฒนา: - เครื่องตรวจวัดน้ำตาลในเลือดแบบต่อเนื่อง (Continuous Glucose Monitors - CGM): อุปกรณ์นี้เป็นที่นิยมในผู้ป่วยเบาหวาน สามารถวัดระดับน้ำตาลในเลือดได้ตลอด 24 ชั่วโมงผ่านเซ็นเซอร์ขนาดเล็กที่แปะไว้บนผิวหนัง ข้อมูลที่ได้จะช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจว่าอาหารที่ทานเข้าไปส่งผลต่อระดับน้ำตาลอย่างไร - เซ็นเซอร์วัดเหงื่อ (Sweat Sensors): เป็นเทคโนโลยีที่น่าจับตามองมาก นักวิจัยกำลังพัฒนาเซ็นเซอร์ในรูปแบบแผ่นแปะหรือสายรัดข้อมือที่สามารถวิเคราะห์ส่วนประกอบในเหงื่อเพื่อวัดระดับสารต่างๆ เช่น อิเล็กโทรไลต์ (โซเดียม, โพแทสเซียม), แลคเตท (บ่งบอกความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ), และสารบ่งชี้อื่นๆ ที่เกี่ยวกับภาวะโภชนาการและการขาดน้ำ - แอปพลิเคชันและ AI ด้านโภชนาการ: ปัจจุบันมีแอปพลิเคชันมากมายที่ใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพที่ผู้ใช้ป้อนเข้าไป (เช่น อาหารที่ทาน, การออกกำลังกาย) ร่วมกับข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่ (เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ, การนอนหลับ) เพื่อให้คำแนะนำด้านโภชนาการเฉพาะบุคคล ใครกำลังศึกษาเรื่องนี้? - บริษัทเทคโนโลยีสุขภาพ: บริษัทอย่าง Apple, Google (Fitbit), และ Samsung กำลังพัฒนาเซ็นเซอร์ในสมาร์ทวอทช์ให้มีความสามารถมากขึ้นเรื่อยๆ มีข่าวลือว่า Apple กำลังพยายามพัฒนาฟีเจอร์วัดระดับน้ำตาลในเลือดโดยไม่ต้องเจาะเลือดสำหรับ Apple Watch - สตาร์ทอัพและสถาบันวิจัย: มีสตาร์ทอัพจำนวนมากที่มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีนี้โดยเฉพาะ เช่น Levels Health ที่ใช้ CGM เพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจการตอบสนองของร่างกายต่ออาหาร หรือ Nutrino (ถูกซื้อโดย Medtronic) ที่ใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้คำแนะนำด้านอาหาร นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลกต่างก็มีห้องปฏิบัติการที่วิจัยและพัฒนาเซ็นเซอร์ชีวภาพ (Biosensors) สำหรับการตรวจวัดสุขภาพแบบเรียลไทม์ สรุป: แม้จะยังไม่มีเครื่องที่ทำได้ทุกอย่างเหมือนในจินตนาการ แต่การผสมผสานระหว่างอุปกรณ์สวมใส่ที่ทันสมัยกับ AI ที่ชาญฉลาด กำลังทำให้เราเข้าใกล้เป้าหมายนั้นมากขึ้นทุกทีครับ 2. การเปลี่ยนพลาสติกเป็นปุ๋ยด้วยจุลินทรีย์ แนวคิดในการใช้จุลินทรีย์ (Microbes) เช่น แบคทีเรียและเชื้อรา เพื่อย่อยสลายพลาสติกให้กลายเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อดินนั้น เป็นแนวทางที่ถูกต้องและมีนักวิทยาศาสตร์กำลังวิจัยอย่างจริงจัง แต่กระบวนการนี้มีความซับซ้อนและยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและพัฒนาเป็นส่วนใหญ่ครับ หลักการและความเป็นไปได้: - พลาสติกคือสารอินทรีย์: ในทางเคมี พลาสติกส่วนใหญ่จัดเป็น "สารประกอบอินทรีย์" (Organic Compounds) เพราะมีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบหลัก (เช่น โพลิเอทิลีน, โพลิโพรพิลีน) แต่โครงสร้างโมเลกุลของมันซับซ้อนและแข็งแรงมาก ทำให้จุลินทรีย์ในธรรมชาติโดยทั่วไปย่อยสลายได้ยากมากหรือใช้เวลานานนับร้อยปี - การค้นพบจุลินทรีย์ที่ "กิน" พลาสติกได้: นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญ นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบแบคทีเรียและเชื้อราสายพันธุ์พิเศษที่สามารถผลิตเอนไซม์เพื่อย่อยสลายพลาสติกบางชนิดได้ ตัวอย่างที่มีชื่อเสียงคือแบคทีเรีย Ideonella sakaiensis ที่ถูกค้นพบในปี 2016 ซึ่งสามารถย่อยสลายพลาสติก PET (ที่ใช้ทำขวดน้ำดื่ม) ได้ - กระบวนการ: แนวคิดของคุณที่ว่า "ปั่นพลาสติกให้ละเอียด แล้วผสมกับดินและจุลินทรีย์" นั้นถูกต้องตามหลักการครับ การทำให้พลาสติกมีขนาดเล็กลง (เป็นไมโครพลาสติก) จะช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวให้จุลินทรีย์และเอนไซม์เข้าทำงานได้ดีขึ้น ใครกำลังทำวิจัยด้านนี้? มีกลุ่มนักวิจัยและบริษัทสตาร์ทอัพหลายแห่งทั่วโลกที่กำลังศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ตัวอย่างเช่น: - Carbios: บริษัทจากฝรั่งเศสที่เป็นผู้นำด้านการรีไซเคิลพลาสติกด้วยเอนไซม์ พวกเขาพัฒนาเอนไซม์ที่มีประสิทธิภาพสูงในการย่อยสลายพลาสติก PET กลับไปเป็นสารตั้งต้นเพื่อนำไปผลิตพลาสติกใหม่ได้ - นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยต่างๆ: มหาวิทยาลัยทั่วโลกมีโครงการวิจัยเพื่อค้นหาและพัฒนาจุลินทรีย์สายพันธุ์ใหม่ๆ ที่สามารถย่อยสลายพลาสติกชนิดอื่นๆ ที่ย่อยสลายยากกว่า PET เช่น PE (โพลิเอทิลีน) และ PP (โพลิโพรพิลีน) - หนอนกินพลาสติก: มีการค้นพบว่าตัวอ่อนของแมลงบางชนิด เช่น หนอนแว็กซ์ (Waxworm) สามารถย่อยสลายพลาสติกได้ ซึ่งเกิดจากจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในลำไส้ของมัน นักวิจัยกำลังศึกษาจุลินทรีย์เหล่านี้เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ ความท้าทาย: - ประสิทธิภาพและความเร็ว: อัตราการย่อยสลายในปัจจุบันยังค่อนข้างช้า ไม่ทันต่อปริมาณขยะพลาสติกที่ผลิตออกมา - ชนิดของพลาสติก: จุลินทรีย์ที่ค้นพบมักจะย่อยพลาสติกได้เพียงชนิดเดียว ในขณะที่ขยะพลาสติกมีความหลากหลายมาก - ผลผลิตสุดท้าย: การย่อยสลายอาจไม่ได้สารที่เป็น "ปุ๋ย" ที่มีธาตุอาหารครบถ้วนเสมอไป อาจได้เป็นสารตั้งต้นทางเคมีหรือสารคาร์บอนอย่างง่ายที่ช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน แต่ยังต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณค่าทางโภชนาการต่อพืชจริงๆ สรุป: แนวคิดของคุณถูกต้องและเป็นทิศทางที่วงการวิทยาศาสตร์กำลังมุ่งไปครับ แม้จะยังไม่สามารถทำได้ในระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่การใช้พลังของจุลินทรีย์เพื่อเปลี่ยนพลาสติกให้กลับคืนสู่ธรรมชาติถือเป็นหนึ่งในความหวังที่สำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาวิกฤตขยะพลาสติกครับ #siamstr #geministr #แค่ถาม ♻️🩺🦠🦾🪴 image
satuser's avatar
satuser 4 months ago
การเลือกน้ำร้อน น้ำเย็น ตอนอาบน้ำ 🚿♨️🧊 คือตัวตัดสินฤดูกาลของพื้นที่ที่เราอยู่ ณ ตอนนั้น
satuser's avatar
satuser 4 months ago
Kinds of Kindness เป็นหนังตลก image
satuser's avatar
satuser 4 months ago
ปัญหาแม่งไปกองอยู่กับ คนป่วยจิตที่มีอำนาจ และเห็นแต่ตัวเอง มากกว่าคนอื่น ไม่พอ ยังใช้อำนาจที่มี บังคับกดดันให้คนอื่น ทำตามกติกาที่ตัวเองต้องการด้วย สังคมมันเลยค่อยๆล่มสลายมาถึงทุกวันนี้ #siamstr #fiat #mindset 🙃