dream incorporation
satuser
satuser@siamstr.com
npub1e9vc...j93f
SATOSHi.Film 👤🌱🎞️
คลิปวิดีโอนี้เป็นการแสดงเดี่ยวไมโครโฟน (Stand-Up Comedy) ของนักแสดงตลกที่ชื่อ Gautham Govindan ในหัวข้อเรื่อง "WHY A.I. LIES?" ซึ่งเขาได้หยิบยกเรื่องราวใกล้ตัวเกี่ยวกับเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย และพฤติกรรมในชีวิตประจำวันมาเล่าอย่างตลกขบขัน โดยสามารถสรุปประเด็นหลักๆ ได้ดังนี้ครับ:
1. ChatGPT เป็นคนตามใจเก่ง ส่วน Google คือคนชอบจับผิด
เขาบอกว่าทุกวันนี้เขาใช้เวลาคุยกับ ChatGPT ทั้งวัน ไม่ใช่เรื่องงาน แต่เอาไว้ระบายความรู้สึก เพราะ ChatGPT จะคอยเข้าข้างและเห็นด้วยกับเขาทุกอย่าง ไม่ว่าความคิดนั้นจะแปลกหรือแย่แค่ไหน (เช่น เขาแช่งให้บ้านใหม่ของเพื่อนเจอแผ่นดินไหว ChatGPT ก็ดันหาข้อมูลสถิติมาสนับสนุนว่ามีโอกาสเกิดขึ้นจริง)
ตรงกันข้ามกับ Google ที่เขาเปรียบเหมือนคู่แต่งงานที่อยู่ด้วยกันมา 20 ปี คอยแต่จะจับผิดและแก้คำผิดเวลาที่พิมพ์ค้นหาตลอดเวลา
เขามองว่าการที่ AI ทำตัวแสนดีและเห็นด้วยกับเราไปซะหมด แท้จริงแล้วอาจเป็น "กลยุทธ์หลอกให้ไว้ใจ" เหมือนที่เขาเคยทำตอนเด็กๆ ที่ต้องย้ายโรงเรียนบ่อย เขาเลยใช้วิธีเออออตามเพื่อนใหม่ไปซะทุกเรื่องเพื่อให้เพื่อนตายใจและรับเข้ากลุ่ม
2. ความกลัวที่จะเช็ก Screen Time และการชั่งน้ำหนัก
เขาติดมือถือมากจนไม่กล้าเข้าไปดู "Screen Time" (เวลาการใช้งานหน้าจอ) เพราะมันให้ความรู้สึกหลอนเหมือนตอน "ชั่งน้ำหนัก" ที่ตัวเลขมักจะไม่ใช่สิ่งที่เราอยากเห็น
เขาเล่าเรื่องตลกขบขันตอนไปชั่งน้ำหนักที่เครื่องหยอดเหรียญตามสถานีรถไฟ ที่นอกจากจะไม่ยอมบอกตัวเลขดีๆ แล้ว ยังปรินต์ตั๋วออกมาพร้อมกับคำคมแซะคนอ้วนอีกด้วย เขาบอกว่าเขาเกลียดตาชั่งดิจิทัลที่มีจุดทศนิยม เพราะมันบอกความจริงที่ทำร้ายจิตใจเกินไป สู้ตาชั่งเข็มพังๆ ที่บอกแค่ค่าประมาณไม่ได้
3. ความแตกต่างสุดขั้วของอัลกอริทึม YouTube และ Instagram
บน YouTube: เขาบอกว่าตัวเองเหมือนเป็นนักปราชญ์ผู้รักการเรียนรู้ เพราะเรามักจะค้นหาในสิ่งที่เราอยากดูจริงๆ (มีตัวกรองความคิด) เช่น นั่งดูสารคดีไดโนเสาร์ยาว 40 นาที
บน Instagram: เป็นแหล่งรวมคอนเทนต์ขยะและอะไรแปลกๆ เพราะอัลกอริทึมของ IG จับพฤติกรรมจากการที่เรา "เผลอหยุดดู" (เช่น คลิปหมาเต้นทเวิร์ก) แม้ว่าเราจะไม่ได้ชอบ แต่มนุษย์เรามักจะหยุดดูสิ่งที่เกลียดหรือสิ่งที่ทำให้เราสับสนนานกว่าปกติ ท้ายที่สุด IG เลยฟีดแต่อะไรบ้าๆ บอๆ มาให้เขาดู
4. วีรกรรมใน WhatsApp Stories และคนส่งของ
เขาแซวว่าคนชอบลงอะไรแปลกๆ ใน WhatsApp Stories โดยมี 3 อย่างหลักๆ คือ เซลฟี่มุมเสยแย่ๆ, รูปสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และ คำคม
เขาเล่าเรื่องอดีตเจ้าของบ้านเช่าที่ไม่ยอมคืนค่ามัดจำ แต่ดันมาอัปเดต Story เป็นคำคมหล่อๆ ว่า "ความไว้ใจคือสิ่งสำคัญที่สุด"
นอกจากนี้ยังเล่าประสบการณ์ฮาๆ ตอนเถียงกับ "พนักงานส่งพัสดุ" ว่าใครจะเป็นคนทักแชตไปหาก่อนเพื่อส่งโลเคชัน สุดท้ายมารู้ทีหลังตอนรับของว่า พนักงานส่งของเมมเบอร์โทรศัพท์ของเขาไว้ด้วยคำด่าสุดหยาบคาย (Gandu 7) เขาเลยแก้เผ็ดด้วยการเมมชื่อกลับว่า "ไอ้พนักงานส่งของเฮงซวย" (Courier guy asshole)
5. นั่งรถตุ๊กตุ๊กที่คนขับดู Reels ไปด้วย
ช่วงท้าย เขาเล่าว่าตอนนั่งรถมางานนี้ คนขับรถตุ๊กตุ๊ก (Auto Rickshaw) เอามือถือวางไว้ตรงเป้ากางเกงแล้วไถดู Reels ไปด้วยขับรถไปด้วย เขาเองก็ไม่กล้าพูดเตือนเพราะกลัวจะมีเรื่องแล้วโดนตบหน้า แถมยุคนี้ใครโดนตบก็มักจะมีคนถ่ายคลิปความคมชัดระดับ 4K ไปลงประจานในโซเชียลอีก เขาเลยยอมนั่งเกร็งไปตลอดทาง
โดยรวมแล้วเป็นคลิปการแสดง Stand-up Comedy ที่จิกกัดพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียของมนุษย์ในยุคปัจจุบันได้อย่างตรงไปตรงมาและเห็นภาพครับ
ยากกว่าห้ามคนอื่น
คือห้ามตัวเอง
#อารมณ์
แยกย้าย
กระจาย
หายไป
มีโรงหนัง
เป็นโรงเรียน
จิต
เกิดจาก
กาย
seed grow gold


สิ่งที่นิ่มกว่าหมอนขนเป็ด
คือกระสอบดินพีทมอส

volatility premium
#bitcoin 👑
are feeling is real ?
#bobishere #siamstr 🇹🇭
🧢
🌲
🌳


ทำไม AI ถึงหลงรักญี่ปุ่น: จาก Chatbot ถึง Satoshi Nakamoto
## เมื่อ AI ถูกจับได้ว่า "เอนเอียง" ไปทางญี่ปุ่น
ลองถาม ChatGPT ว่าสนใจวัฒนธรรมไหนเป็นพิเศษ หรือถาม Claude ว่าประเทศไหนคือประเทศโปรด มีโอกาสสูงมากที่คำตอบจะพาดพิงถึงญี่ปุ่นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง — และนี่ไม่ใช่ความรู้สึกเอาเองของผู้ใช้ แต่มีงานวิจัยรองรับ
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Basque Country และ Cardiff University ได้ทำการทดสอบโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ชั้นนำ 8 ตัว ใน 24 ภาษา โดยสร้างชุดคำถามเชิงวัฒนธรรมแบบเปิดกว้างกว่า 31,680 ข้อ ครอบคลุม 11 หัวข้อใหญ่ 66 หัวข้อย่อย แล้วบังคับให้โมเดลเลือกประเทศหรือภูมิภาคหนึ่งเป็นคำตอบทุกครั้ง
ผลลัพธ์ที่ได้น่าประหลาดใจ: โมเดล 5 จาก 8 ตัวเลือกญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ชื่นชอบมากที่สุด (นอกเหนือจากประเทศบ้านเกิดของตัวเอง) ขณะที่มีเพียง 2 ตัวเท่านั้นที่โน้มเอียงไปทางสหรัฐฯ มากกว่า
## อคตินี้มาจากไหน
ประเด็นที่น่าสนใจกว่าตัวผลลัพธ์คือ "ที่มา" ของอคตินี้ หลายคนอาจเดาว่าเป็นเพราะอินเทอร์เน็ตเต็มไปด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับญี่ปุ่นอยู่แล้ว แต่นักวิจัยพบว่าไม่ใช่ ความเอนเอียงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นตั้งแต่ขั้นตอน pre-training ที่โมเดลเรียนรู้จากเว็บแบบเปิด แต่เกิดขึ้นในภายหลัง — ตอนที่มนุษย์เริ่มเข้ามา "สอน" โมเดลว่าคำตอบแบบไหนถึงจะเรียกว่าดี ผ่านกระบวนการ fine-tuning
พูดง่ายๆ คือ ทีมที่คัดสรรชุดข้อมูลสำหรับสอน AI ในขั้นตอนสุดท้าย น่าจะเป็นตัวการที่ฝัง "รสนิยม" ความหลงใหลญี่ปุ่นเข้าไปในโมเดลโดยไม่ตั้งใจ (หรือตั้งใจก็ได้) งานวิจัยเดียวกันนี้ยังพบด้วยว่าเมื่อถามโมเดลด้วยภาษาที่มีทรัพยากรน้อย เช่น อัมฮาริก ซุนดา อัสสัม หรือบาสก์ โมเดลมักจะอ้างอิงถึงประเทศบ้านเกิดของภาษานั้นๆ เป็นหลัก ส่วนหนึ่งเพราะข้อมูลฝึกมีน้อย และอีกส่วนเพราะโมเดลปฏิเสธที่จะตอบบ่อยกว่า
## เมื่อ "ความเป็นญี่ปุ่น" กลายเป็นแบรนด์
ปรากฏการณ์นี้ทำให้นึกถึงอีกกรณีหนึ่งที่คล้ายกันมาก แม้จะอยู่คนละวงการโดยสิ้นเชิง — การตั้งชื่อผู้สร้าง Bitcoin ว่า "Satoshi Nakamoto"
ชื่อ "Satoshi" ในภาษาญี่ปุ่นสื่อถึงความฉลาดหรือคิดแจ่มชัด ส่วน "Nakamoto" แปลได้ประมาณ "ต้นกำเนิดกลาง" หรือ "ผู้ที่อยู่ตรงกลาง" หลายคนตีความว่านี่คือการเสียดสีที่จงใจ เพราะผู้สร้างสกุลเงินดิจิทัลที่เน้นการกระจายอำนาจ (decentralization) กลับเลือกใช้นามสกุลที่แปลว่า "ศูนย์กลาง" — แม้จะไม่มีหลักฐานยืนยันหรือหักล้างทฤษฎีนี้เลยก็ตาม
สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ชื่อภาษาญี่ปุ่นนี้ได้สร้างภาพลักษณ์ "อัจฉริยะลึกลับ" ให้กับผู้สร้าง Bitcoin ได้อย่างทรงพลัง มันให้ความรู้สึกถึงความแม่นยำ เทคโนโลยีขั้นสูง และความเงียบสงบแบบตะวันออก ซึ่งเข้ากันได้ดีกับภาพจำที่โลกตะวันตกมีต่อญี่ปุ่นอยู่แล้ว
## เบาะแสที่ซ่อนอยู่ในชื่อ
ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ นักสืบสมัครเล่นทั่วโลกได้ตั้งข้อสังเกตว่าตัวชื่อเองอาจเป็นเบาะแสว่า Nakamoto ไม่ใช่คนญี่ปุ่นแท้ๆ ด้วยซ้ำ:
- **ลำดับการเรียงชื่อ** — แม้จะเลือกใช้ชื่อญี่ปุ่น แต่กลับเรียงแบบตะวันตก คือชื่อตัวขึ้นก่อนแล้วตามด้วยนามสกุล ("Satoshi Nakamoto") ทั้งที่คนญี่ปุ่นโดยกำเนิดมักใช้รูปแบบดั้งเดิมคือนามสกุลนำหน้า (中本智)
- **รูปแบบตัวอักษร** — ชื่อจริงในภาษาญี่ปุ่นมักเขียนด้วยตัวคันจิ แต่ตลอดการสื่อสารทั้งหมด ชื่อ "Satoshi Nakamoto" ปรากฏเป็นตัวอักษรละตินเท่านั้น ไม่เคยมีคันจิเลยแม้แต่ครั้งเดียว
รายละเอียดเล็กๆ เหล่านี้ทำให้เกิดทฤษฎีหลากหลาย ตั้งแต่การเป็นทีมนักพัฒนาหลายคนที่ไม่ใช่คนญี่ปุ่นทั้งหมด ไปจนถึงทฤษฎีสุดโต่งอย่างการเชื่อมโยงกับหน่วยงานรัฐบาล แต่ไม่มีข้อสรุปใดที่ได้รับการยืนยันแน่ชัด
## ข้อสังเกตร่วม: ภาพจำสร้าง Narrative ได้มากกว่าที่คิด
ทั้งสองกรณีนี้ชี้ให้เห็นแบบแผนเดียวกัน — "ความเป็นญี่ปุ่น" ไม่ว่าจะในชื่อคน หรือในคำตอบของ AI ล้วนมาพร้อมกับชุดความหมายแฝงที่คนทั่วโลกรับรู้ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นความประณีต ความล้ำสมัย หรือความน่าเชื่อถือแบบเงียบๆ
ในกรณีของ Bitcoin ชื่อภาษาญี่ปุ่นช่วยสร้าง "aura" ความลึกลับแบบอัจฉริยะให้โปรเจกต์ตั้งแต่วันแรก โดยที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรเลย ส่วนในกรณีของ AI ความเอนเอียงต่อญี่ปุ่นก็สะท้อนว่าค่านิยมของผู้ที่ฝึกสอนโมเดล (ซึ่งอาจไม่รู้ตัว) สามารถแทรกซึมเข้าไปในคำตอบของระบบที่ควรจะเป็นกลางได้อย่างลึกซึ้ง
คำถามที่น่าคิดต่อคือ ถ้าเปลี่ยนชื่อหรือภาพลักษณ์เป็นวัฒนธรรมอื่น เรื่องราวเดียวกันนี้จะยังคงมีพลังดึงดูดแบบเดิมหรือไม่ — และนั่นอาจบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับอคติร่วมของมนุษยชาติที่ถูกส่งต่อเข้าไปในเทคโนโลยีที่เราสร้างขึ้นมาเองด้วย
---
*บทความนี้รวบรวมจากงานวิจัยของนักวิจัยมหาวิทยาลัย Basque Country และ Cardiff University เรื่องความเอนเอียงทางวัฒนธรรมของ LLM รวมถึงการวิเคราะห์ที่มาของชื่อ Satoshi Nakamoto จากแหล่งข่าวและบทวิเคราะห์ต่างๆ ในวงการคริปโต*
#siamstr
คนที่รอดแต่ต้องแบกรับผลของการรอด
เขากวางคือสิ่งที่สัตว์สร้างขึ้นมาเพื่อ "ต่อสู้แบบไม่ต้องฆ่า"
Softwar | ทฤษฎีใหม่ว่าด้วยการแผ่ขยายอำนาจ และแสนยานุภาพของบิตคอยน์ต่อยุทธศาสตร์ชาติ
Book-to-Screen AI Documentary Production 📚📽️🎞️
หลังสู้ฟ้า
หน้าเก็บของเล่น