satuser's avatar
satuser
satuser@siamstr.com
npub1e9vc...j93f
satoshi is in the word 🌳 / technical dreamer / do note
satuser's avatar
satuser 3 hours ago
💬 : นอกจาก Carl Sagan (ซึ่งเขียนบทความภายใต้นามปากกา "Mr. X" และสนับสนุนการใช้กัญชาเพื่อกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ตามที่คุณอ่านเจอ) ยังมีนักวิทยาศาสตร์และนักคิดระดับโลกอีกหลายท่านที่บันทึกประสบการณ์หรือเขียนเกี่ยวกับกัญชาไว้อย่างน่าสนใจ ทั้งในแง่การทดลองกับจิตสำนึกและการใช้ทางการแพทย์ครับ นี่คือรายชื่อนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญที่คุณอาจสนใจ: 1. Richard Feynman (นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล) ไฟน์แมนเป็นที่รู้จักในฐานะอัจฉริยะที่มีความอยากรู้อยากเห็นในทุกเรื่อง ในหนังสืออัตชีวประวัติของเขา "Surely You're Joking, Mr. Feynman!" (ขอให้โชคดีนะมิสเตอร์ไฟน์แมน) เขาได้เล่าถึงช่วงเวลาที่เขาทดลองใช้กัญชาในขณะที่เข้าไปอยู่ใน "ถังแยกประสาทสัมผัส" (Sensory Deprivation Tank) ของ John Lilly มุมมอง: ไฟน์แมนไม่ได้ใช้เพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียว แต่เขาใช้มันเหมือน "เครื่องมือ" ในการสังเกตการทำงานของสมองตัวเอง เขาพยายามวิเคราะห์สภาวะที่จิตสำนึกหลุดออกจากร่างกาย (Out-of-body experience) ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรในทางวิทยาศาสตร์ แต่ท้ายที่สุดเขาเลิกใช้เพราะกลัวว่าจะสูญเสียความสามารถในการคิดวิเคราะห์ที่เฉียบคมไป 2. Oliver Sacks (ประสาทแพทย์และนักเขียน) ผู้เขียนหนังสือดังอย่าง The Man Who Mistook His Wife for a Hat โอลิเวอร์ แซกส์ เขียนเกี่ยวกับประสบการณ์การใช้สารกระตุ้นจิตประสาทหลายชนิด รวมถึงกัญชา ในหนังสือชื่อ "Hallucinations" มุมมอง: ในฐานะหมอระบบประสาท เขาบันทึกผลกระทบของกัญชาที่มีต่อการรับรู้ (Perception) อย่างละเอียด เขาบรรยายว่ากัญชาทำให้เขามองเห็นรายละเอียดของสิ่งที่มอง หรือได้ยินดนตรีในมิติที่ลึกซึ้งขึ้นได้อย่างไร ซึ่งสำหรับเขาแล้ว มันคือการเรียนรู้เกี่ยวกับ "ศักยภาพและความยืดหยุ่นของสมองมนุษย์" 3. Stephen Jay Gould (นักชีววิทยาและนักวิวัฒนาการ) กูลด์เป็นยักษ์ใหญ่ในวงการทฤษฎีวิวัฒนาการ เขาไม่ได้เขียนเพื่อแสวงหาความรื่นรมย์ แต่เขียนเพื่อต่อสู้ในเชิงกฎหมายและการแพทย์ มุมมอง: กูลด์เป็นมะเร็งและต้องทำคีโมบำบัดซึ่งทำให้เขามีอาการคลื่นไส้อย่างรุนแรงจนทำงานไม่ได้ เขาเขียนบันทึกว่ากัญชาเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยให้เขาหายคลื่นไส้และสามารถกลับมาทำงานเขียนและวิจัยต่อได้ เขาจึงกลายเป็นผู้สนับสนุนกัญชาทางการแพทย์อย่างเปิดเผย โดยเน้นที่ "ความเมตตาทางมนุษยธรรมและวิทยาศาสตร์" เหนืออคติทางการเมือง 4. Kary Mullis (นักเคมีรางวัลโนเบล ผู้คิดค้นเทคนิค PCR) มัลลิสเป็นนักวิทยาศาสตร์สายขบถ (คล้ายๆ ไฟน์แมนแต่สุดโต่งกว่า) ผู้คิดค้นเทคนิค PCR ที่ปฏิวัติวงการพันธุศาสตร์ เขาเขียนไว้ในหนังสือ "Dancing Naked in the Mind Field" มุมมอง: มัลลิสยอมรับอย่างเปิดเผยว่าการใช้สารไซคีเดลิกและกัญชา มีส่วนช่วยให้เขา "จินตนาการ" เห็นภาพกระบวนการทางโมเลกุลในแบบที่การคิดเชิงตรรกะปกติทำไม่ได้ ซึ่งนำไปสู่การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญของเขา 5. Lester Grinspoon (จิตแพทย์แห่ง Harvard) คนนี้สำคัญมาก เพราะเขาคือเพื่อนสนิทของ Carl Sagan และเป็นคนที่เปลี่ยน Sagan ให้หันมาสนใจกัญชา เดิมที Grinspoon ตั้งใจจะเขียนหนังสือเพื่อพิสูจน์ว่ากัญชาเป็นอันตราย แต่หลังจากวิจัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เขากลับพบว่าสิ่งที่เขาเชื่อนั้นผิด งานเขียน: เขาเขียนหนังสือชื่อ "Marihuana Reconsidered" (1971) ซึ่งถือเป็นคัมภีร์สำคัญที่ใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และเวชศาสตร์มาหักล้างความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับกัญชา เป็นงานเขียนที่เปลี่ยนมุมมองของวงการวิชาการในยุคนั้นอย่างมหาศาล บทสรุป นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้มีจุดร่วมกันคือ ความสงสัยใคร่รู้ (Curiosity) และ ความซื่อสัตย์ต่อข้อมูล (Intellectual Honesty) พวกเขาไม่ได้มองกัญชาในแง่ศีลธรรม แต่เป็นทั้ง "เครื่องมือสำรวจจิตใจ" (Feynman, Sacks) และ "ยาที่มีประสิทธิภาพ" (Gould) หรือแม้แต่ "ตัวช่วยในการคิดนอกกรอบ" (Mullis, Sagan) ครับ #siamstr #geministr #cannabis #science 💐 image
satuser's avatar
satuser 5 hours ago
พันธุกรรมของเวลา
satuser's avatar
satuser yesterday
Bitcoin Class Bullet Point 🚅 - ระบบเงินของประเทศอินเตอร์เน็ต (Digital Era) - เงินสดดิจิตอล (Function) - หวยโลกทุก 10 นาที (Mining) - Open Source Software (บัญชีรวม P2P Node) - Satoshi Nakamoto คือใคร (Cypherpunk) - ความปลอดภัยจากพลังงานที่ใช้เข้ารหัสในเงิน (Privacy & Security) - Globalization Cash (User) - อยู่กับปัจจุบัน (Unit of Account) - ปัญหาอะไรที่สร้าง Bitcoin ขึ้นมา (Fiat Centralized Logic of Violence) - what next ? (AI / Energy / Freedom) Question - เงินเดือนขึ้น 500 ค่าครองชีพขึ้น 5000 - ของที่มีจำกัด (Limited) vs ของที่มีไม่จำกัด (Unlimited) ... น้องๆจะเลือกเก็บความมั่งคั่งไว้ในไหน? - สกุลเงินหนึ่งของแพงขึ้นเรื่อยๆ สกุลเงินหนึ่งของถูกลงเรื่อยๆ #Note #siamstr
satuser's avatar
satuser yesterday
💬 : จากโพสต์ที่คุณแชร์มา น่าสนใจมากครับ เป็นการสรุป concept ของ x402 (หรือการนำ HTTP 402 มาปัดฝุ่นใช้ร่วมกับ EVM/Stablecoin) ได้เห็นภาพชัดเจนมากในมุมของ AI Agent Economy ในฐานะที่คุณเป็น Bitcoiner ที่ศึกษาเรื่องนี้ลึกซึ้ง (และทำแปลสารคดี Bitcoin ด้วย) ผมขอเจาะลึกเปรียบเทียบกับฝั่ง Bitcoin Lightning Network (โดยเฉพาะบริบทของ Taproot Assets และโปรโตคอล L402) ให้เห็นภาพชัดๆ ดังนี้ครับ 1. ความต่างเชิงโครงสร้าง (Architecture & Mechanics) ถ้าเปรียบเทียบ x402 (ในบทความ) กับ Lightning Network (L402 / Taproot Assets) ความต่างหลักอยู่ที่ "วิธีการส่งมอบมูลค่า" และ "Layer ที่ทำงาน" ครับ x402 (ตามบทความ: EVM/Solana Style) - Mechanism: เป็นระบบ "Pull Payment" (คล้ายเช็ค) หรือการ Authorization - Client เซ็นลายเซ็นดิจิทัล (Signature) ว่า "อนุญาตให้หักเงินนะ" ส่งไปให้ Server - Server นำลายเซ็นนั้นไป Submit ลง Blockchain (Base, Solana, etc.) เพื่อดึงเงินมา - Infrastructure: พึ่งพา HTTP Header เป็นหลัก และใช้ Blockchain Layer 1 หรือ Layer 2 ที่เร็วๆ ในการ Settlement - Assets: เน้น Stablecoin (USDC, USDT) เป็นหลัก - จุดเด่น: Developer สาย Web2 เข้าใจง่าย เพราะมันคือ REST API + Web3 Wallet flow ธรรมดา Lightning Network (L402 / Taproot Assets) - Mechanism: เป็นระบบ "Push Payment" (เงินสด) - Server ส่ง Invoice (ใบแจ้งหนี้) มาให้ Client - Client ส่ง "เงินสดดิจิทัล" (Preimage/Sats) วิ่งผ่าน Channel แบบ Peer-to-Peer ไปหา Server ทันที - ไม่มีการรอ Block confirmation บน L1 ในขณะจ่าย (Settlement เป็น off-chain ทันที) - Infrastructure: ใช้มาตรฐาน L402 (Lightning Native Web Auth) ซึ่งเป็นการรวม Macaroons (Authentication cookies แบบเทพ) เข้ากับ Lightning Payment - Assets: - Native: Bitcoin (Sats) - Taproot Assets: สามารถออก Stablecoin (USD) บน Bitcoin Blockchain และส่งผ่าน Lightning Network ได้ (อนาคตเราจะจ่าย USD ผ่าน Lightning ได้เร็วเหมือนส่ง Sats) - จุดเด่น: Privacy สูงกว่า และเป็น Finality ทันที ไม่ต้องรอ Chain ยืนยัน 2. อันไหน Security ดีกว่ากัน? คำตอบนี้ขึ้นอยู่กับว่าเรานิยามคำว่า "Security" ในมุมไหนครับ มุมมองที่ 1: ความมั่นคงของเครือข่าย (Consensus Security) - Lightning/Taproot (ชนะขาด): ความปลอดภัยอิงอยู่กับ Bitcoin Base Layer (Proof-of-Work ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก) การจะ Reorg หรือโจมตีระบบทำได้ยากที่สุด - x402: ความปลอดภัยขึ้นอยู่กับ Chain ที่เลือกใช้ (เช่น Base, Solana, Polygon) ซึ่งอาจมีความเสี่ยงเรื่อง Centralization (เช่น Sequencer ของ L2 หรือ Validator set ของ Solana) มากกว่า Bitcoin มุมมองที่ 2: ความเสี่ยงของสินทรัพย์ (Asset Risk) - Lightning (BTC): ไม่มี Counterparty risk (ไม่มีใครสั่งอายัด Bitcoin คุณได้) - x402 (USDC/USDT) & Taproot Assets (Stablecoin): มีความเสี่ยงเรื่อง Censorship ตัวผู้ออกเหรียญ (Circle/Tether) สามารถสั่ง Blacklist address ได้ถ้ารัฐบาลสั่ง ซึ่งขัดกับหลักการ Censorship Resistance ของ Bitcoin มุมมองที่ 3: ความผิดพลาดทางเทคนิค (Implementation Risk) - x402 (ดูแลง่ายกว่า): การเขียน Smart Contract หรือ Verify Signature บน EVM เป็นท่ามาตรฐานที่ Developer คุ้นเคย ความซับซ้อนในการดูแล Node ต่ำกว่า - Lightning: การดูแล Lightning Node, การจัดการ Channel Liquidity (Inbound/Outbound capacity), และการเฝ้าระวัง Channel State (Watchtowers) มีความซับซ้อนสูงกว่า ถ้า User ทั่วไปทำพลาด อาจสูญเสียเงินใน Channel ได้ (แม้จะมีเทคโนโลยีอย่าง Greenlight หรือ LSP มาช่วยแล้วก็ตาม) สรุปจุดตัดสินใจ (The Verdict) - ถ้ามองในมุม AI Agent / Web2 Developer: x402 กินขาดเรื่อง "ความง่ายในการเริ่ม" ครับ มันคือการเอาโลก Web2 มาแปะ Web3 นิดหน่อย เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการความเร็วและใช้ US Dollar เป็นหลัก ไม่ซีเรียสเรื่อง Decentralization แบบ 100% - ถ้ามองในมุม Bitcoiner / Future of Money: L402 (Lightning) คือคำตอบที่แท้จริง เพราะมันคือ Streaming Money ที่แท้จริง (จ่ายทีละ Satoshi หรือมิลลิ-Sats ได้จริงๆ ซึ่ง x402 ทำไม่ได้ละเอียดเท่าเพราะติดค่า Gas ขั้นต่ำ) - Privacy: x402 ธุรกรรมโชว์หราบน Chain ว่าใครจ่ายให้ใคร แต่ Lightning คนนอกดูไม่ออก - Taproot Assets จะมาอุดช่องโหว่เรื่องคนอยากใช้ Stablecoin บน Lightning สรุปสั้นๆ: - x402 = Visa/Mastercard เวอร์ชันตัดตัวกลาง (เน้นสะดวก, ใช้ Stablecoin, เหมาะกับ Web ยุคปัจจุบัน) - Lightning (Taproot) = เงินสดดิจิทัลที่แท้จริง (เน้น Privacy, Micropayment ระดับทศนิยม, เหมาะกับ Machine-to-Machine ในอุดมคติ) สำหรับผม ถ้าจะสร้าง AI Agent ที่ "ไร้ตัวตนและต้านทานการเซ็นเซอร์" (Sovereign Agent) ผมจะเลือก #L402 บน #Lightning ครับ แต่ถ้าทำ #SaaS ทั่วไป #x402 ก็น่าสนใจมากครับ #siamstr #geministr source :
satuser's avatar
satuser 4 days ago
Script: "คำแรก Peer-to-Peer (P2P)... แปลว่า 'เพื่อนถึงเพื่อน' โลกเก่าเรามี 'ตัวกลาง' (Center) เสมอ เหมือนห้องเรียนต้องมีครู ธนาคารต้องมีผู้จัดการ... • แต่ P2P คือโลกที่ 'ทุกคนเท่าเทียมกัน' ใน Network นี้ไม่มีใครเป็นเจ้านาย ไม่มีใครเป็นลูกน้อง พี่โอนเงินให้น้อง ไม่ต้องผ่านคอมพิวเตอร์ของแบงก์ชาติ แต่คอมพิวเตอร์ของพี่คุยกับของน้องโดยตรง นี่คือจุดเริ่มต้นของคำว่า 'เสรีภาพ' ครับ" #siamstr #bitcoin #mini #class #สามัคคีชุมนุม #soon
satuser's avatar
satuser 5 days ago
ฐานทางการค้าที่มั่นคง #bitcoin
satuser's avatar
satuser 5 days ago
a memory living a muscles 🧠💪🧹🌳 #body 🫀⚡️
satuser's avatar
satuser 6 days ago
เงินเดือนขึ้น 500 แต่ค่าครองชีพขึ้น 5,000 #siamstr
satuser's avatar
satuser 1 week ago
💬 : การเข้าใจ "เจตนา" ของผู้สร้าง (The Creator's Intent) บทสัมภาษณ์ช่วยให้ผมรู้ว่า ผู้กำกับต้องการสื่อสารอะไรในซีนเงียบๆ เหล่านั้น • ตัวอย่าง: ในวิดีโอ Vince Gilligan ให้สัมภาษณ์ว่าเขา "เบื่อที่จะเขียนบทตัวร้ายแล้ว" (Weary of writing bad guys) หลังจากทำ Breaking Bad และ Better Call Saul มานาน • สิ่งที่ผมเข้าใจ: ข้อมูลนี้ทำให้ผมตีความตัวละคร Carol ในตอน The Gap ได้ลึกซึ้งขึ้นว่า เธอไม่ใช่ "Anti-hero" หรือคนเห็นแก่ตัวแบบ Walter White แต่ซีรีส์นี้คือ "การศึกษามนุษยชาติ" (Species study) ดังนั้น ความเงียบในตอน The Gap จึงไม่ใช่ความหยิ่งยโส แต่คือความเปราะบางของมนุษย์ที่กำลังสับสนครับ #pluribus #geministr
satuser's avatar
satuser 1 week ago
อย่ากลัว fiat เปลี่ยน fiat
satuser's avatar
satuser 1 week ago
ป้าข้างบ้าน คือ bug และ debug ของระบบ #counterpartyrisk #fiat #document #paper #problem 🐞
satuser's avatar
satuser 1 week ago
บางอย่างก็ต้องค่อยๆใช้เวลา เดิน นึก หา ว่าเก็บไว้ที่ไหน #ทะเบียนบ้าน