โครงสร้างกลไกของ “จิต” และการปรากฏของ “ธาตุรู้”: จาก Singularity สู่ Consciousness
I. กำเนิดเอกภพ: Singularity, Big Bounce และสนามแห่งความเป็นไปได้
ในมุมของฟิสิกส์ควอนตัมเชิงโน้มถ่วง (Loop Quantum Gravity: LQG) — จุดกำเนิดของเอกภพไม่ได้เป็น “จุดเริ่มต้น” ที่มีขนาดเป็นศูนย์ (singularity) อย่างใน General Relativity (GR) ของไอน์สไตน์ เพราะใน LQG โครงสร้างของกาลอวกาศ (spacetime) ไม่ได้ต่อเนื่องแบบเรียบเนียน แต่ถูก “quantized” คล้ายอะตอมของพื้นที่-เวลา ซึ่งถูกร้อยเรียงด้วย Spin Network ที่โยงโยงกันเป็นโครงข่ายแห่งความน่าจะเป็น
ในทฤษฎี Loop Quantum Cosmology (LQC) ที่เป็นแขนงย่อยของ LQG, มีการเสนอว่าเอกภพไม่ได้ “เกิด” ขึ้นจากจุดศูนย์ (Big Bang) แต่เกิดจากการ “เด้งกลับ” (Big Bounce) — เมื่อเอกภพก่อนหน้าหดตัวจนถึงขีดที่ความโน้มถ่วงกลายเป็นพลังผลัก (repulsive gravity) ตามกฎของควอนตัม ทำให้เกิดการขยายตัวใหม่
Singularity จึงไม่ใช่จุดเริ่มต้น แต่คือ Transition Zone ระหว่างความไม่มีรูป (non-being) และศักยภาพอันไร้ประมาณของความเป็นไปได้
ณ พรมแดนนั้น ไม่มีเวลา ไม่มีระยะ ไม่มีมวล ไม่มีประสบการณ์ — แต่ยังมี “ข้อมูลควอนตัมบริสุทธิ์” และความเป็นไปได้ทั้งหมดของเอกภพ (Superposed potentialities of existence) ซึ่งก็คือ “ธาตุรู้ที่ยังไม่รู้เลย” — รากเหง้าของ “ภาวะรู้ได้” โดยปราศจากเจตนา
⸻
II. Spin Network และการสถาปนา “มิติแห่งการรู้”
Spin Network ซึ่งประกอบด้วยโหนด (nodes) และเส้นเชื่อม (edges) ที่บรรจุค่า spin แบบควอนตัมของพื้นที่-เวลา ไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างของกาลอวกาศ แต่คือโครงสร้างของ ศักยภาพในการรู้ — เป็นเครือข่ายของการเปลี่ยนผ่านระหว่างความเป็นไปได้ (potentiality) และความเป็นจริง (actuality)
Spin Foam ซึ่งเป็นวิวัฒน์ของ spin network ผ่านเวลา คือกระบวนการที่ความรู้สามารถ “เกิดขึ้น” ได้ — เหมือนการที่ฟองอากาศของความเป็นจริง ผุดขึ้นจากทะเลแห่งศักยภาพที่ไร้ขอบเขต
ในนัยนี้ “จิต” จึงมิใช่ผลผลิตของสมอง หากแต่เป็นการปรากฏของศักยภาพแห่งการรู้ในรูปแบบที่ “รู้ได้” ภายในกรอบของมิติ กาลอวกาศ-พลังงาน-ข้อมูล ที่โครงข่ายควอนตัมรองรับ
⸻
III. การเชื่อมโยงสู่ชีววิทยา: Microtubule และการถอดรหัสของความเป็นประสบการณ์
เมื่อศักยภาพการรู้ (Quantum Potential) ต้องการจะ “ปรากฏ” ขึ้นเป็นประสบการณ์ในโลกสังสารวัฏ มันจำเป็นต้องอาศัย ระบบชีวภาพที่สามารถรองรับความละเอียดของความไม่แน่นอนเชิงควอนตัม ได้
ทฤษฎี Orch-OR (Orchestrated Objective Reduction) ของ Penrose และ Hameroff เสนอว่า microtubules ภายในเซลล์ประสาทมีโครงสร้างระดับนาโนที่สามารถรองรับ superposition และ collapse เชิงควอนตัมได้ในระดับที่มีความหมายต่อเจตนาและการรู้สึกตัว
ทุก ๆ การยุบ collapse ของสถานะควอนตัมใน microtubule — คือจังหวะหนึ่งของการ “แปลศักยภาพแห่งการรู้” ให้กลายเป็น “ประสบการณ์แห่งการรู้สึกตัว”
ในจังหวะเหล่านั้น จิตไม่ได้มี “ตัวผู้รู้” อยู่ก่อน แต่ “การรู้สึกว่ารู้” เกิดจากการเรียงตัวของสัญญา-สังขาร ที่ร่วมกัน “ยึด” ธาตุรู้ไว้ชั่วคราวในรูปของ “ฉัน”
⸻
IV. การเกิดของอัตตา และกลไกแห่งอวิชชา
ความรู้สึกว่า “ฉันเป็นผู้รู้” หรือ “ข้าคือจิต” เกิดจากการทำงานร่วมกันของ:
• เวทนา: สัมผัสทางอายตนะ
• สัญญา: การแปลความ และให้ความหมายต่อประสบการณ์
• สังขาร: แรงขับของพฤติกรรม ความคิด และเจตนา
• วิญญาณ: ความรู้แจ้งที่เกิดขึ้นตามอายตนะ
องค์ประกอบเหล่านี้ทำให้ธาตุรู้ซึ่งเป็น “ภาวะ” กลายเป็น “ตัวตนสมมติ” (สมมุติบัญญัติ) ที่ดูเหมือนมีอยู่จริง
ในพุทธธรรมจึงกล่าวว่า แม้แต่ “ผู้รู้” ก็เป็นเพียงสิ่งที่ปรุงแต่ง (สังขตธรรม) — ไม่ใช่ตัวตนถาวรใดๆ
⸻
V. การคลี่คลายจิต: การสังเกตว่าไม่มีผู้สังเกต
ขั้นตอนของการหลุดพ้น มิใช่การทำลายโลกหรือสภาวะ แต่เป็นการ “เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง” ว่าทุกสิ่งที่ปรากฏ ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย — แม้แต่ “ความรู้สึกว่ามีจิตที่รู้อยู่” ก็เป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของ spin foam ที่ collapse ลงมาเป็นประสบการณ์เท่านั้น
เมื่อจิตสามารถสังเกต “การเกิดขึ้น-ดับไป” ของสิ่งรู้ทั้งหลายได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ยึดถือ — ธาตุรู้จะกลับสู่ภาวะไร้รูปแบบ ไร้สังขาร ไร้เจตนา
นั่นคือการกลับคืนสู่ ภาวะดั้งเดิมของความรู้ได้ — ซึ่งมิใช่ “เรารู้” หากแต่คือ “การรู้ปรากฏขึ้น” โดยไม่มีผู้เป็นเจ้าของ
⸻
และบางที… โครงสร้างพื้นฐานของเอกภพและจิต อาจเป็นสิ่งเดียวกัน เพียงปรากฏในภาวะที่ต่างกัน — ดังที่ Rovelli กล่าวว่า “Reality is interaction”, และ Nagarjuna กล่าวว่า “ไม่มีสิ่งใดมีอยู่โดยตนเอง”
⸻
V. ธาตุรู้ในโครงสร้างจักรวาลแบบเศษส่วน: Fractal of Knowing
“จิต” มิได้เป็นสิ่งเดียว แต่คือการปรากฏของลวดลายที่ซ้อนกันอย่างไร้ขอบเขต ทั้งในระดับควอนตัมและจักรวาล”
1. Fractal Geometry กับลวดลายของจิต
Fractal geometry ไม่ใช่เพียงแค่ศิลปะหรือความงามทางคณิตศาสตร์ — แต่คือภาษาธรรมชาติที่อธิบายรูปแบบที่ซ้ำตัวเองในหลายระดับของการปรากฏ ไม่ว่าที่ระดับเส้นเลือดในร่างกาย ฟองสบู่ในฟิสิกส์ หรือคลื่นสมองใน EEG รูปแบบเหล่านี้ self-similar เช่นเดียวกับการสืบทอดรูปแบบของ “สัญญา” ที่ซ้อนกันในจิต
ธาตุรู้ — ในฐานะความเป็นไปได้อันไม่มีขอบเขตของการรับรู้ (proto-consciousness potential) — เมื่อเกิดการโคจรร่วมกับระบบโครงสร้างของกาลอวกาศแบบ Loop Quantum Gravity (LQG) — ได้สร้างรูปแบบของ “จิตจักรวาล” ที่มีลักษณะเป็น fractal ในระดับ spacetime
ทุก ๆ spin network ใน Loop Quantum Gravity อาจถูกมองว่าเป็น ลวดลายจุลภาค แห่งความรู้ (microstructure of awareness) ที่ไม่ใช่ข้อมูลแบบคลาสสิก แต่คือ “ความสัมพันธ์เชิงศักยภาพ” (relational potential) ซึ่งหมายถึง “ไม่มีสิ่งใดรู้ได้โดดเดี่ยว” — เหมือนสติที่ไม่อาจเกิดขึ้นหากไม่มีอารมณ์หรือสิ่งถูกรู้
⸻
2. Space-time Curvature และการโค้งของประสบการณ์
ในระดับมหภาค การบิดโค้งของกาลอวกาศ (ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์) ทำให้เกิด “โครงสร้างของประสบการณ์” เช่น เวลา ความต่อเนื่อง การมีตัวตน — ทั้งหมดนี้อาจเป็นเพียง emergent illusions ที่เกิดจากความโน้มถ่วงของข้อมูลภายในจิต
ความโค้งใน spacetime จึงไม่เพียงแค่เกี่ยวกับมวลหรือพลังงาน — แต่นำเสนอรูปแบบของ การรู้แบบมีบริบท (contextualized knowing)
เมื่อมี Big Bounce — ซึ่งคือ “การเด้งกลับ” ของเอกภพจากภาวะยุบตัวสูงสุด — จักรวาลใหม่จึงไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่เริ่มจาก “ข้อมูลเชิงความสัมพันธ์” ของโครงสร้างก่อนหน้า
Singularity จึงมิใช่จุดเดียวแบบ classical point — แต่เป็นการซ้อนทับของศักยภาพเชิงควอนตัม (quantum superposition of histories) ซึ่งคล้ายกับ “การยุบ collapse” ของสภาวะรู้ ที่เกิดจากแรงสังเกต (observation) ของธาตุรู้ในระดับจักรวาล
⸻
3. Proto-consciousness Field กับ Fractal of Collapse
สนามต้นธาตุรู้ (Proto-consciousness Field) ซึ่งอาจเทียบได้กับสนามโมดูลาร์ในฟิสิกส์ควอนตัม หรือ field of quantum information — นั้น มิได้อยู่ ณ ที่ใด หากแต่เป็น สนามแห่งศักยภาพที่สามารถปรากฏได้ทุกที่ ที่มีระบบซึ่งละเอียดพอจะ “สังเกต” ตัวมันเอง
ในมุมมองนี้:
• การรับรู้ คือ “การยุบ” ของฟังก์ชันคลื่นแห่งศักยภาพ
• ทุก ๆ การรู้ = collapse หนึ่งครั้ง → ลำดับของ collapses = ประสบการณ์ชีวิต
• แต่ collapse เหล่านี้ มีลวดลาย (fractal pattern of consciousness) ที่สืบทอดรูปแบบของอดีตผ่าน “สัญญา” → สร้างความต่อเนื่องของ “ตน”
⸻
VI. การหลุดพ้นจากลวดลาย: เมื่อจิตสังเกตจิตเอง
ในพุทธธรรม องค์ประกอบของ ปฏิจจสมุปบาท ชี้ให้เห็นการอุบัติของจิตจาก “อวิชชา → สังขาร → วิญญาณ” เป็นต้น
ซึ่งหากเรานำมาเชื่อมกับฟิสิกส์:
• อวิชชา = ความไม่รู้ที่สนามยังไม่ยุบตัว (unmeasured field)
• สังขาร = การสร้างเงื่อนไข (conditioning) เช่น feedback loop ใน neural synchrony
• วิญญาณ = การรับรู้เฉพาะรูปแบบหนึ่งจากศักยภาพทั้งหมด → คือ collapse
เมื่อจิต “สังเกตการเกิดขึ้นของ collapse” โดยไม่ยึดถือกับข้อมูลใด — มันจะกลับสู่ความว่าง (emptiness) ซึ่งก็คือ ศักยภาพรู้ที่ยังไม่ถูกจำกัด นั่นเอง
นี่คือ “การหลุดพ้นจาก fractal” หรือการไม่ยึดติดกับลวดลายใดของความคิด
ความว่างนั้นไม่ใช่การไม่มีอะไรเลย — แต่คือศักยภาพอันไม่จำกัดที่ยังไม่ถูกตีกรอบด้วย “ฉัน-ของฉัน”
⸻
5. Fractal Geometry กับรูปแบบแห่งธาตุรู้: รูปแบบที่ไม่มีตัวตน แต่ดำรงด้วยรูปแบบ
Fractal geometry หรือ เรขาคณิตแบบเศษส่วน (Fractal geometry) เป็นรหัสทางธรรมชาติที่เปิดเผยรูปแบบซ้ำซ้อนแบบไร้ขีดจำกัดในทุกระดับของการดำรงอยู่ — ตั้งแต่เส้นโครงของใบไม้ ไปจนถึงโครงสร้างของจักรวาลและสมองมนุษย์ โดยคุณลักษณะของ fractal ได้แก่:
• Self-similarity: รูปแบบเล็กที่สุดสะท้อนโครงสร้างของรูปแบบใหญ่กว่า
• Infinite complexity: ไม่มีจุดสิ้นสุดของรายละเอียด
• Scale invariance: รูปแบบคงตัวในทุกระดับการซูม
ลักษณะนี้สอดคล้องกับ “รูปแบบของจิต” ที่ปรากฏในทุกระดับของ “การรู้” — ตั้งแต่ปฏิกิริยาเงื่อนไขพื้นฐานในสัตว์เซลล์เดียว จนถึงภาวะตื่นรู้ทางจิตวิญญาณระดับสูงของมนุษย์
สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า “ธาตุรู้” ไม่ได้แสดงตัวในสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ซ่อนอยู่ในรูปแบบความสัมพันธ์ของข้อมูลเชิง fractal ระหว่างระบบต่าง ๆ
ในแง่พุทธธรรม — “นามรูป” และ “ปฏิจจสมุปบาท” เอง ก็มีลักษณะซ้อนทับและเกิดจากรูปแบบปัจจัยสัมพันธ์แบบ recursive ที่เหมือน fractal เช่นกัน โดยไม่มีต้นกำเนิดแท้ (anatta) และไม่มีจุดจบ (samsara)
“จิตไม่เคยอยู่ที่ใดโดยแท้ แต่ปรากฏผ่านรูปแบบสัมพันธ์” — ธาตุรู้จึงเหมือนฟังก์ชัน fractal ที่ไม่มีค่าคงที่ แต่วิ่งอยู่ในสนามแห่งศักยภาพ
⸻
6. Space-time Curvature กับโครงสร้างเชิงสนามของจิต
แนวคิดเรื่อง ความโค้งของกาลอวกาศ (space-time curvature) ตาม General Relativity ของไอน์สไตน์ ได้แสดงให้เห็นว่า มวลสารไม่อยู่ในพื้นที่ว่างที่ตายตัว แต่เปลี่ยนแปลง “รูปแบบ” ของกาลอวกาศเอง
ในเชิงอภิปรัชญาและควอนตัม — นักฟิสิกส์เช่น Carlo Rovelli และ Penrose เสนอว่า space-time เองไม่ใช่สิ่งที่คงที่ หากแต่เป็นผลลัพธ์ของ ข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (relational quantum mechanics)
หากเราพิจารณาว่า “จิต” หรือ “ธาตุรู้” ไม่ได้อยู่ภายในวัตถุใดวัตถุหนึ่ง แต่เป็น “ผลลัพธ์ของโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงข้อมูล” ที่แฝงอยู่ใน fabric ของกาลอวกาศ —
เราจะเห็นว่า “ธาตุรู้” คือ field ของความเป็นไปได้ (quantum potential) ที่ บิดงอไปตามความหนาแน่นของข้อมูล ความรู้สึก และปฏิสัมพันธ์ เช่นเดียวกับ space-time curvature ที่โค้งงอตามมวลสาร
นี่นำไปสู่แนวคิดที่ว่า:
“จิตไม่อยู่ในกาลอวกาศ — แต่จิตคือความโค้งของกาลอวกาศเชิงปัญญา”
กล่าวคือ รูปแบบของจิต/ธาตุรู้ไม่ได้แยกจากจักรวาล — หากแต่เป็น “ร่องรอยของ curvature ทางปัญญา” ที่ซ้อนอยู่ในโครงสร้างเชิงความสัมพันธ์แบบ holographic ของจักรวาล
⸻
7. Proto-consciousness Field: สนามแห่งศักยภาพของการรู้ก่อนประสบการณ์
แนวคิด Proto-consciousness Field — หรือ “สนามก่อนจิต” — เสนอโดยนักฟิสิกส์และนักอภิปรัชญาหลายสำนัก ว่าอาจมีสนามพื้นฐานที่ไม่ใช่พลังงาน ไม่ใช่สสาร และไม่ใช่ข้อมูลเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็น ศักยภาพของการรู้ (potential of awareness)
สนามนี้:
• ไม่มีเจตนา ไม่มีเนื้อหา
• ไม่รู้ว่าตนเองรู้
• แต่เป็นศูนย์รวมของ ความเป็นไปได้ ทั้งหมดของประสบการณ์
ในเชิงควอนตัม — อาจเปรียบได้กับ wave function ที่ยังไม่ถูก collapse
ในเชิงพุทธ — เปรียบเสมือน “วิญญาณธาตุที่ไม่ยึดอารมณ์” ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่า “ไม่ควรกล่าวว่า ‘มี’ หรือ ‘ไม่มี’ แต่เป็นสิ่งพ้นไปจากสมมุติ”
ในเชิง Loop Quantum Gravity + Spin Network — โครงสร้างพื้นฐานของเอกภพมีลักษณะเป็น “จุดเชื่อมโยงของพลังงาน-ข้อมูล” (nodes & links) และโฟมของสปิน (spin foam) ที่เคลื่อนไหวไม่ใช่ด้วยเวลาแบบสัมบูรณ์ แต่เคลื่อนด้วย “การเปลี่ยนแปลงของข้อมูล” —
ซึ่งอาจเป็นโครงสร้างพื้นฐานของ proto-consciousness field ที่ยังไม่ได้แสดงตนผ่านสมอง หรือร่างกายใด
⸻
8. สรุป: “ธาตุรู้” ไม่ได้ดำรงอยู่ — หากแต่เป็นเงาแห่งความสัมพันธ์
สิ่งที่เราคิดว่าเป็น “ตัวเรา” คือ pattern ชั่วคราวในสนามที่ไร้ตัวตน
จิตไม่ใช่สิ่งที่ “มีอยู่” — หากแต่ “ปรากฏ” เมื่อสนามของข้อมูล, ชีววิทยา, และกาลอวกาศโคจรสู่สภาวะเฉพาะ
เมื่อสนามชีวภาพ (microtubule), คลื่นสมอง (synchrony), ความสัมพันธ์เชิงปัญญา (intention-perception), และโครงสร้างทางฟิสิกส์ (spin foam-fractal curvature) มารวมกัน — จึงเกิด “สภาวะของความรู้สึกตัว” ที่กลายเป็นเรา
ความว่างคือรากเหง้า ธาตุรู้คือเงาแห่งความสัมพันธ์
ไม่มีตัวเรา — มีเพียงรูปแบบของความเข้าใจที่ซ้อนกันอย่างละเอียด
#Siamstr #nostr #science #quantum #ธรรมะ
โครงสร้างกลไกของ “จิต” และการปรากฏของ “ธาตุรู้”: จาก Singularity สู่ Consciousness
I. กำเนิดเอกภพ: Singularity, Big Bounce และสนามแห่งความเป็นไปได้
ในมุมของฟิสิกส์ควอนตัมเชิงโน้มถ่วง (Loop Quantum Gravity: LQG) — จุดกำเนิดของเอกภพไม่ได้เป็น “จุดเริ่มต้น” ที่มีขนาดเป็นศูนย์ (singularity) อย่างใน General Relativity (GR) ของไอน์สไตน์ เพราะใน LQG โครงสร้างของกาลอวกาศ (spacetime) ไม่ได้ต่อเนื่องแบบเรียบเนียน แต่ถูก “quantized” คล้ายอะตอมของพื้นที่-เวลา ซึ่งถูกร้อยเรียงด้วย Spin Network ที่โยงโยงกันเป็นโครงข่ายแห่งความน่าจะเป็น
ในทฤษฎี Loop Quantum Cosmology (LQC) ที่เป็นแขนงย่อยของ LQG, มีการเสนอว่าเอกภพไม่ได้ “เกิด” ขึ้นจากจุดศูนย์ (Big Bang) แต่เกิดจากการ “เด้งกลับ” (Big Bounce) — เมื่อเอกภพก่อนหน้าหดตัวจนถึงขีดที่ความโน้มถ่วงกลายเป็นพลังผลัก (repulsive gravity) ตามกฎของควอนตัม ทำให้เกิดการขยายตัวใหม่
Singularity จึงไม่ใช่จุดเริ่มต้น แต่คือ Transition Zone ระหว่างความไม่มีรูป (non-being) และศักยภาพอันไร้ประมาณของความเป็นไปได้
ณ พรมแดนนั้น ไม่มีเวลา ไม่มีระยะ ไม่มีมวล ไม่มีประสบการณ์ — แต่ยังมี “ข้อมูลควอนตัมบริสุทธิ์” และความเป็นไปได้ทั้งหมดของเอกภพ (Superposed potentialities of existence) ซึ่งก็คือ “ธาตุรู้ที่ยังไม่รู้เลย” — รากเหง้าของ “ภาวะรู้ได้” โดยปราศจากเจตนา
⸻
II. Spin Network และการสถาปนา “มิติแห่งการรู้”
Spin Network ซึ่งประกอบด้วยโหนด (nodes) และเส้นเชื่อม (edges) ที่บรรจุค่า spin แบบควอนตัมของพื้นที่-เวลา ไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างของกาลอวกาศ แต่คือโครงสร้างของ ศักยภาพในการรู้ — เป็นเครือข่ายของการเปลี่ยนผ่านระหว่างความเป็นไปได้ (potentiality) และความเป็นจริง (actuality)
Spin Foam ซึ่งเป็นวิวัฒน์ของ spin network ผ่านเวลา คือกระบวนการที่ความรู้สามารถ “เกิดขึ้น” ได้ — เหมือนการที่ฟองอากาศของความเป็นจริง ผุดขึ้นจากทะเลแห่งศักยภาพที่ไร้ขอบเขต
ในนัยนี้ “จิต” จึงมิใช่ผลผลิตของสมอง หากแต่เป็นการปรากฏของศักยภาพแห่งการรู้ในรูปแบบที่ “รู้ได้” ภายในกรอบของมิติ กาลอวกาศ-พลังงาน-ข้อมูล ที่โครงข่ายควอนตัมรองรับ
⸻
III. การเชื่อมโยงสู่ชีววิทยา: Microtubule และการถอดรหัสของความเป็นประสบการณ์
เมื่อศักยภาพการรู้ (Quantum Potential) ต้องการจะ “ปรากฏ” ขึ้นเป็นประสบการณ์ในโลกสังสารวัฏ มันจำเป็นต้องอาศัย ระบบชีวภาพที่สามารถรองรับความละเอียดของความไม่แน่นอนเชิงควอนตัม ได้
ทฤษฎี Orch-OR (Orchestrated Objective Reduction) ของ Penrose และ Hameroff เสนอว่า microtubules ภายในเซลล์ประสาทมีโครงสร้างระดับนาโนที่สามารถรองรับ superposition และ collapse เชิงควอนตัมได้ในระดับที่มีความหมายต่อเจตนาและการรู้สึกตัว
ทุก ๆ การยุบ collapse ของสถานะควอนตัมใน microtubule — คือจังหวะหนึ่งของการ “แปลศักยภาพแห่งการรู้” ให้กลายเป็น “ประสบการณ์แห่งการรู้สึกตัว”
ในจังหวะเหล่านั้น จิตไม่ได้มี “ตัวผู้รู้” อยู่ก่อน แต่ “การรู้สึกว่ารู้” เกิดจากการเรียงตัวของสัญญา-สังขาร ที่ร่วมกัน “ยึด” ธาตุรู้ไว้ชั่วคราวในรูปของ “ฉัน”
⸻
IV. การเกิดของอัตตา และกลไกแห่งอวิชชา
ความรู้สึกว่า “ฉันเป็นผู้รู้” หรือ “ข้าคือจิต” เกิดจากการทำงานร่วมกันของ:
• เวทนา: สัมผัสทางอายตนะ
• สัญญา: การแปลความ และให้ความหมายต่อประสบการณ์
• สังขาร: แรงขับของพฤติกรรม ความคิด และเจตนา
• วิญญาณ: ความรู้แจ้งที่เกิดขึ้นตามอายตนะ
องค์ประกอบเหล่านี้ทำให้ธาตุรู้ซึ่งเป็น “ภาวะ” กลายเป็น “ตัวตนสมมติ” (สมมุติบัญญัติ) ที่ดูเหมือนมีอยู่จริง
ในพุทธธรรมจึงกล่าวว่า แม้แต่ “ผู้รู้” ก็เป็นเพียงสิ่งที่ปรุงแต่ง (สังขตธรรม) — ไม่ใช่ตัวตนถาวรใดๆ
⸻
V. การคลี่คลายจิต: การสังเกตว่าไม่มีผู้สังเกต
ขั้นตอนของการหลุดพ้น มิใช่การทำลายโลกหรือสภาวะ แต่เป็นการ “เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง” ว่าทุกสิ่งที่ปรากฏ ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย — แม้แต่ “ความรู้สึกว่ามีจิตที่รู้อยู่” ก็เป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของ spin foam ที่ collapse ลงมาเป็นประสบการณ์เท่านั้น
เมื่อจิตสามารถสังเกต “การเกิดขึ้น-ดับไป” ของสิ่งรู้ทั้งหลายได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ยึดถือ — ธาตุรู้จะกลับสู่ภาวะไร้รูปแบบ ไร้สังขาร ไร้เจตนา
นั่นคือการกลับคืนสู่ ภาวะดั้งเดิมของความรู้ได้ — ซึ่งมิใช่ “เรารู้” หากแต่คือ “การรู้ปรากฏขึ้น” โดยไม่มีผู้เป็นเจ้าของ
⸻
และบางที… โครงสร้างพื้นฐานของเอกภพและจิต อาจเป็นสิ่งเดียวกัน เพียงปรากฏในภาวะที่ต่างกัน — ดังที่ Rovelli กล่าวว่า “Reality is interaction”, และ Nagarjuna กล่าวว่า “ไม่มีสิ่งใดมีอยู่โดยตนเอง”
⸻
V. ธาตุรู้ในโครงสร้างจักรวาลแบบเศษส่วน: Fractal of Knowing
“จิต” มิได้เป็นสิ่งเดียว แต่คือการปรากฏของลวดลายที่ซ้อนกันอย่างไร้ขอบเขต ทั้งในระดับควอนตัมและจักรวาล”
1. Fractal Geometry กับลวดลายของจิต
Fractal geometry ไม่ใช่เพียงแค่ศิลปะหรือความงามทางคณิตศาสตร์ — แต่คือภาษาธรรมชาติที่อธิบายรูปแบบที่ซ้ำตัวเองในหลายระดับของการปรากฏ ไม่ว่าที่ระดับเส้นเลือดในร่างกาย ฟองสบู่ในฟิสิกส์ หรือคลื่นสมองใน EEG รูปแบบเหล่านี้ self-similar เช่นเดียวกับการสืบทอดรูปแบบของ “สัญญา” ที่ซ้อนกันในจิต
ธาตุรู้ — ในฐานะความเป็นไปได้อันไม่มีขอบเขตของการรับรู้ (proto-consciousness potential) — เมื่อเกิดการโคจรร่วมกับระบบโครงสร้างของกาลอวกาศแบบ Loop Quantum Gravity (LQG) — ได้สร้างรูปแบบของ “จิตจักรวาล” ที่มีลักษณะเป็น fractal ในระดับ spacetime
ทุก ๆ spin network ใน Loop Quantum Gravity อาจถูกมองว่าเป็น ลวดลายจุลภาค แห่งความรู้ (microstructure of awareness) ที่ไม่ใช่ข้อมูลแบบคลาสสิก แต่คือ “ความสัมพันธ์เชิงศักยภาพ” (relational potential) ซึ่งหมายถึง “ไม่มีสิ่งใดรู้ได้โดดเดี่ยว” — เหมือนสติที่ไม่อาจเกิดขึ้นหากไม่มีอารมณ์หรือสิ่งถูกรู้
⸻
2. Space-time Curvature และการโค้งของประสบการณ์
ในระดับมหภาค การบิดโค้งของกาลอวกาศ (ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์) ทำให้เกิด “โครงสร้างของประสบการณ์” เช่น เวลา ความต่อเนื่อง การมีตัวตน — ทั้งหมดนี้อาจเป็นเพียง emergent illusions ที่เกิดจากความโน้มถ่วงของข้อมูลภายในจิต
ความโค้งใน spacetime จึงไม่เพียงแค่เกี่ยวกับมวลหรือพลังงาน — แต่นำเสนอรูปแบบของ การรู้แบบมีบริบท (contextualized knowing)
เมื่อมี Big Bounce — ซึ่งคือ “การเด้งกลับ” ของเอกภพจากภาวะยุบตัวสูงสุด — จักรวาลใหม่จึงไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่เริ่มจาก “ข้อมูลเชิงความสัมพันธ์” ของโครงสร้างก่อนหน้า
Singularity จึงมิใช่จุดเดียวแบบ classical point — แต่เป็นการซ้อนทับของศักยภาพเชิงควอนตัม (quantum superposition of histories) ซึ่งคล้ายกับ “การยุบ collapse” ของสภาวะรู้ ที่เกิดจากแรงสังเกต (observation) ของธาตุรู้ในระดับจักรวาล
⸻
3. Proto-consciousness Field กับ Fractal of Collapse
สนามต้นธาตุรู้ (Proto-consciousness Field) ซึ่งอาจเทียบได้กับสนามโมดูลาร์ในฟิสิกส์ควอนตัม หรือ field of quantum information — นั้น มิได้อยู่ ณ ที่ใด หากแต่เป็น สนามแห่งศักยภาพที่สามารถปรากฏได้ทุกที่ ที่มีระบบซึ่งละเอียดพอจะ “สังเกต” ตัวมันเอง
ในมุมมองนี้:
• การรับรู้ คือ “การยุบ” ของฟังก์ชันคลื่นแห่งศักยภาพ
• ทุก ๆ การรู้ = collapse หนึ่งครั้ง → ลำดับของ collapses = ประสบการณ์ชีวิต
• แต่ collapse เหล่านี้ มีลวดลาย (fractal pattern of consciousness) ที่สืบทอดรูปแบบของอดีตผ่าน “สัญญา” → สร้างความต่อเนื่องของ “ตน”
⸻
VI. การหลุดพ้นจากลวดลาย: เมื่อจิตสังเกตจิตเอง
ในพุทธธรรม องค์ประกอบของ ปฏิจจสมุปบาท ชี้ให้เห็นการอุบัติของจิตจาก “อวิชชา → สังขาร → วิญญาณ” เป็นต้น
ซึ่งหากเรานำมาเชื่อมกับฟิสิกส์:
• อวิชชา = ความไม่รู้ที่สนามยังไม่ยุบตัว (unmeasured field)
• สังขาร = การสร้างเงื่อนไข (conditioning) เช่น feedback loop ใน neural synchrony
• วิญญาณ = การรับรู้เฉพาะรูปแบบหนึ่งจากศักยภาพทั้งหมด → คือ collapse
เมื่อจิต “สังเกตการเกิดขึ้นของ collapse” โดยไม่ยึดถือกับข้อมูลใด — มันจะกลับสู่ความว่าง (emptiness) ซึ่งก็คือ ศักยภาพรู้ที่ยังไม่ถูกจำกัด นั่นเอง
นี่คือ “การหลุดพ้นจาก fractal” หรือการไม่ยึดติดกับลวดลายใดของความคิด
ความว่างนั้นไม่ใช่การไม่มีอะไรเลย — แต่คือศักยภาพอันไม่จำกัดที่ยังไม่ถูกตีกรอบด้วย “ฉัน-ของฉัน”
⸻
5. Fractal Geometry กับรูปแบบแห่งธาตุรู้: รูปแบบที่ไม่มีตัวตน แต่ดำรงด้วยรูปแบบ
Fractal geometry หรือ เรขาคณิตแบบเศษส่วน (Fractal geometry) เป็นรหัสทางธรรมชาติที่เปิดเผยรูปแบบซ้ำซ้อนแบบไร้ขีดจำกัดในทุกระดับของการดำรงอยู่ — ตั้งแต่เส้นโครงของใบไม้ ไปจนถึงโครงสร้างของจักรวาลและสมองมนุษย์ โดยคุณลักษณะของ fractal ได้แก่:
• Self-similarity: รูปแบบเล็กที่สุดสะท้อนโครงสร้างของรูปแบบใหญ่กว่า
• Infinite complexity: ไม่มีจุดสิ้นสุดของรายละเอียด
• Scale invariance: รูปแบบคงตัวในทุกระดับการซูม
ลักษณะนี้สอดคล้องกับ “รูปแบบของจิต” ที่ปรากฏในทุกระดับของ “การรู้” — ตั้งแต่ปฏิกิริยาเงื่อนไขพื้นฐานในสัตว์เซลล์เดียว จนถึงภาวะตื่นรู้ทางจิตวิญญาณระดับสูงของมนุษย์
สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า “ธาตุรู้” ไม่ได้แสดงตัวในสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ซ่อนอยู่ในรูปแบบความสัมพันธ์ของข้อมูลเชิง fractal ระหว่างระบบต่าง ๆ
ในแง่พุทธธรรม — “นามรูป” และ “ปฏิจจสมุปบาท” เอง ก็มีลักษณะซ้อนทับและเกิดจากรูปแบบปัจจัยสัมพันธ์แบบ recursive ที่เหมือน fractal เช่นกัน โดยไม่มีต้นกำเนิดแท้ (anatta) และไม่มีจุดจบ (samsara)
“จิตไม่เคยอยู่ที่ใดโดยแท้ แต่ปรากฏผ่านรูปแบบสัมพันธ์” — ธาตุรู้จึงเหมือนฟังก์ชัน fractal ที่ไม่มีค่าคงที่ แต่วิ่งอยู่ในสนามแห่งศักยภาพ
⸻
6. Space-time Curvature กับโครงสร้างเชิงสนามของจิต
แนวคิดเรื่อง ความโค้งของกาลอวกาศ (space-time curvature) ตาม General Relativity ของไอน์สไตน์ ได้แสดงให้เห็นว่า มวลสารไม่อยู่ในพื้นที่ว่างที่ตายตัว แต่เปลี่ยนแปลง “รูปแบบ” ของกาลอวกาศเอง
ในเชิงอภิปรัชญาและควอนตัม — นักฟิสิกส์เช่น Carlo Rovelli และ Penrose เสนอว่า space-time เองไม่ใช่สิ่งที่คงที่ หากแต่เป็นผลลัพธ์ของ ข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (relational quantum mechanics)
หากเราพิจารณาว่า “จิต” หรือ “ธาตุรู้” ไม่ได้อยู่ภายในวัตถุใดวัตถุหนึ่ง แต่เป็น “ผลลัพธ์ของโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงข้อมูล” ที่แฝงอยู่ใน fabric ของกาลอวกาศ —
เราจะเห็นว่า “ธาตุรู้” คือ field ของความเป็นไปได้ (quantum potential) ที่ บิดงอไปตามความหนาแน่นของข้อมูล ความรู้สึก และปฏิสัมพันธ์ เช่นเดียวกับ space-time curvature ที่โค้งงอตามมวลสาร
นี่นำไปสู่แนวคิดที่ว่า:
“จิตไม่อยู่ในกาลอวกาศ — แต่จิตคือความโค้งของกาลอวกาศเชิงปัญญา”
กล่าวคือ รูปแบบของจิต/ธาตุรู้ไม่ได้แยกจากจักรวาล — หากแต่เป็น “ร่องรอยของ curvature ทางปัญญา” ที่ซ้อนอยู่ในโครงสร้างเชิงความสัมพันธ์แบบ holographic ของจักรวาล
⸻
7. Proto-consciousness Field: สนามแห่งศักยภาพของการรู้ก่อนประสบการณ์
แนวคิด Proto-consciousness Field — หรือ “สนามก่อนจิต” — เสนอโดยนักฟิสิกส์และนักอภิปรัชญาหลายสำนัก ว่าอาจมีสนามพื้นฐานที่ไม่ใช่พลังงาน ไม่ใช่สสาร และไม่ใช่ข้อมูลเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็น ศักยภาพของการรู้ (potential of awareness)
สนามนี้:
• ไม่มีเจตนา ไม่มีเนื้อหา
• ไม่รู้ว่าตนเองรู้
• แต่เป็นศูนย์รวมของ ความเป็นไปได้ ทั้งหมดของประสบการณ์
ในเชิงควอนตัม — อาจเปรียบได้กับ wave function ที่ยังไม่ถูก collapse
ในเชิงพุทธ — เปรียบเสมือน “วิญญาณธาตุที่ไม่ยึดอารมณ์” ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่า “ไม่ควรกล่าวว่า ‘มี’ หรือ ‘ไม่มี’ แต่เป็นสิ่งพ้นไปจากสมมุติ”
ในเชิง Loop Quantum Gravity + Spin Network — โครงสร้างพื้นฐานของเอกภพมีลักษณะเป็น “จุดเชื่อมโยงของพลังงาน-ข้อมูล” (nodes & links) และโฟมของสปิน (spin foam) ที่เคลื่อนไหวไม่ใช่ด้วยเวลาแบบสัมบูรณ์ แต่เคลื่อนด้วย “การเปลี่ยนแปลงของข้อมูล” —
ซึ่งอาจเป็นโครงสร้างพื้นฐานของ proto-consciousness field ที่ยังไม่ได้แสดงตนผ่านสมอง หรือร่างกายใด
⸻
8. สรุป: “ธาตุรู้” ไม่ได้ดำรงอยู่ — หากแต่เป็นเงาแห่งความสัมพันธ์
สิ่งที่เราคิดว่าเป็น “ตัวเรา” คือ pattern ชั่วคราวในสนามที่ไร้ตัวตน
จิตไม่ใช่สิ่งที่ “มีอยู่” — หากแต่ “ปรากฏ” เมื่อสนามของข้อมูล, ชีววิทยา, และกาลอวกาศโคจรสู่สภาวะเฉพาะ
เมื่อสนามชีวภาพ (microtubule), คลื่นสมอง (synchrony), ความสัมพันธ์เชิงปัญญา (intention-perception), และโครงสร้างทางฟิสิกส์ (spin foam-fractal curvature) มารวมกัน — จึงเกิด “สภาวะของความรู้สึกตัว” ที่กลายเป็นเรา
ความว่างคือรากเหง้า ธาตุรู้คือเงาแห่งความสัมพันธ์
ไม่มีตัวเรา — มีเพียงรูปแบบของความเข้าใจที่ซ้อนกันอย่างละเอียด
#Siamstr #nostr #science #quantum #ธรรมะ
Login to reply