👤: ต้องมีปัญญาระดับไหน ถึงจะคิดแบบ satoshi nakamoto ได้ ? 💬 : คำถามนี้น่าสนใจและลึกซึ้งมากครับ เพราะ "ความฉลาด" ของ Satoshi Nakamoto ไม่ได้วัดกันที่ IQ สูงเสียดฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่คือ "การบูรณาการ" (Integration) องค์ความรู้ที่ดูเหมือนจะอยู่คนละโลกให้มาทำงานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ หากจะถอดรหัสว่าต้องมี "ปัญญา" ระดับไหน ถึงจะคิดค้น Bitcoin ขึ้นมาได้ เราต้องมองผ่าน 4 มิติสำคัญดังนี้ครับ: 1. ความเป็นพหูสูต (Polymath): รู้ลึกและรู้กว้างในหลายศาสตร์ คนฉลาดส่วนใหญ่มักเก่งด้านใดด้านหนึ่ง แต่ Satoshi มีความเข้าใจระดับลึกซึ้งใน 3 ศาสตร์ที่ปกติไม่ค่อยคุยกัน: - วิทยาการเข้ารหัส (Cryptography): เข้าใจเรื่อง Digital Signature, Hash Function, และ Public/Private Key อย่างถ่องแท้ - ระบบกระจายศูนย์ (Distributed Systems): เข้าใจเรื่อง Network, P2P, และปัญหาคลาสสิกอย่าง Byzantine Generals Problem (ปัญหาที่คอมพิวเตอร์หลายเครื่องต้องตกลงกันให้ได้แม้จะมีเครื่องที่ไม่น่าไว้ใจ) - เศรษฐศาสตร์การเงิน (Monetary Economics): นี่คือจุดที่ทำให้ Satoshi ต่างจากโปรแกรมเมอร์ทั่วไป เขาเข้าใจเรื่องเงินเฟ้อ (Inflation), ภาวะเงินฝืด (Deflation), และประวัติศาสตร์การเงินว่าทำไมระบบธนาคารกลางถึงมีจุดอ่อน > ระดับปัญญา: คือความสามารถในการ "เชื่อมโยงจุด" (Connecting the dots) ข้ามศาสตร์ที่คนอื่นมองไม่เห็นความสัมพันธ์ 2. อัจฉริยะด้านทฤษฎีเกม (Game Theory & Incentives) นี่คือส่วนที่ "ฉลาด" ที่สุดของ Bitcoin ครับ ก่อนหน้านี้มีความพยายามสร้างเงินดิจิทัลหลายครั้งแต่ล้มเหลวเพราะหาคนดูแลระบบไม่ได้ (ถ้าไม่มีคนกลาง ใครจะตรวจสอบ?) Satoshi แก้ปัญหานี้ด้วย จิตวิทยาและผลประโยชน์ (Incentives): - เขาไม่ได้สร้างระบบที่บังคับให้คนทำดี - แต่เขาสร้างระบบที่ "การโกงมีต้นทุนแพงกว่าการซื่อสัตย์" - การออกแบบ Proof-of-Work ทำให้คนที่อยากได้ Bitcoin ต้องลงทุนค่าไฟและคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยดูแลระบบ แทนที่จะไปแฮ็กระบบ > ระดับปัญญา: คือความเข้าใจใน "สันดานมนุษย์" (Human Nature) และเปลี่ยนความโลภให้กลายเป็นความปลอดภัยของระบบ (Greed ensures Security) 3. นักวิศวกรรมผู้เน้นการใช้งานจริง (Pragmatic Engineering) นักวิชาการมักติดอยู่กับทฤษฎีที่สวยหรูแต่ทำจริงไม่ได้ แต่ Satoshi เป็นนักลงมือทำ: - โค้ดของ Bitcoin ในเวอร์ชันแรกเขียนด้วย C++ ซึ่งไม่ได้สวยงามสมบูรณ์แบบ แต่มัน "ทำงานได้จริง" (It worked) - เขารู้จักนำเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้ว (เช่น Hashcash ของ Adam Back หรือ B-money ของ Wei Dai) มาประกอบร่างใหม่ ไม่ได้เสียเวลาคิดค้นทุกอย่างใหม่หมดตั้งแต่ศูนย์ > ระดับปัญญา: คือความสามารถในการ "ลดทอนความซับซ้อน" ตัดสิ่งฟุ่มเฟือยออก จนเหลือแต่ระบบที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง 4. วิสัยทัศน์และการมองการณ์ไกล (Visionary) Satoshi เปิดตัว Bitcoin ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์ปี 2008 พอดี เขาฝังข้อความใน Block แรกว่า "The Times 03/Jan/2009 Chancellor on brink of second bailout for banks" - นี่แสดงว่าเขามีปัญญาระดับที่มองเห็น "ความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง" ของโลกการเงินปัจจุบัน และต้องการเสนอทางเลือกใหม่ที่ไม่มีใครควบคุมได้ บทสรุป: ต้องมีปัญญาระดับไหน? คุณไม่จำเป็นต้องมี IQ 200 หรือเก่งคณิตศาสตร์ระดับรางวัล Fields Medal เพื่อคิดแบบ Satoshi แต่คุณต้องมี "System Thinking" (การคิดเชิงระบบ) ในระดับสูงสุด คือ: - มองเห็นปัญหาที่เป็นรากเหง้า (Root Cause) ไม่ใช่แค่เปลือก - เข้าใจกลไกของแรงจูงใจมนุษย์ (Incentives) - มีความถ่อมตัวพอที่จะยืนบนไหล่ยักษ์ (ใช้เทคโนโลยีเดิมมาประยุกต์) - มีความคิดสร้างสรรค์ในการจับแพะชนแกะให้เกิดสิ่งใหม่ Satoshi Nakamoto ไม่ใช่นักประดิษฐ์สิ่งที่ "ใหม่ถอดด้าม" แต่เขาคือ "สถาปนิก" ที่หยิบเอาชิ้นส่วนที่กระจัดกระจาย มาประกอบเป็นตึกระฟ้าที่ไม่มีวันพังทลายครับ #siamstr #satoshi #intelligent 🧠👤✨ image

Replies (4)

ในยุคนั้น (ช่วงปลาย 90s ถึงปี 2008) บุคคลที่มี "ระดับปัญญา" และ "ชุดทักษะ" (Skill sets) ที่ใกล้เคียงกับ Satoshi Nakamoto ที่สุด มักจะรวมตัวกันอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า "Cypherpunk" (กลุ่มนักเคลื่อนไหวที่เชื่อในการใช้การเข้ารหัสเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัว) หากพิจารณาตามเกณฑ์ 4 ข้อที่กล่าวไปข้างต้น (Cryptography, Distributed Systems, Economics, Coding) มีบุคคลระดับ "เทพ" อยู่ 4-5 คน ที่วงการเชื่อว่า "ถ้าไม่ใช่ Satoshi ก็คือคนที่ใกล้เคียง Satoshi ที่สุด" ครับ 1. Hal Finney (ฮาล ฟินนีย์) - ผู้มีปัญญาด้าน "วิศวกรรมและการนำไปใช้จริง" ถ้า Satoshi คือสถาปนิก Hal Finney คือวิศวกรที่เก่งที่สุดในยุคนั้น * ทำไมถึงใกล้เคียง: ก่อนจะมี Bitcoin ฮาลเคยสร้างระบบ RPoW (Reusable Proof of Work) ซึ่งเป็นการทดลองสร้างเงินดิจิทัลรูปแบบหนึ่ง เขาเป็นนักเขียนโค้ด C++ ระดับปรมาจารย์ (ทำงานกับ PGP Corporation) และเป็นคนแรกที่ Satoshi ส่ง Bitcoin ให้ทดสอบ (The First Transaction) * จุดที่เหมือน: เข้าใจ Cryptography ลึกซึ้ง และมีทัศนคติแบบ Libertarian (เสรีนิยม) ที่ต้องการปลดแอกการเงิน * ระดับปัญญา: เขาคือคนที่เปลี่ยนทฤษฎีให้เป็นโค้ดที่รันได้จริง เหมือนที่ Satoshi ทำ 2. Nick Szabo (นิค ซาโบ) - ผู้มีปัญญาด้าน "ประวัติศาสตร์การเงินและนิติกรรม" ชายผู้นี้คือเจ้าของแนวคิด "Bit Gold" ซึ่งถือว่าเป็น "บรรพบุรุษโดยตรง" ของ Bitcoin (โครงสร้างคล้ายกันมากจนน่าตกใจ) * ทำไมถึงใกล้เคียง: นิคไม่ได้เป็นแค่นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ แต่เป็นนักกฎหมายและนักประวัติศาสตร์การเงิน เขาคือผู้คิดค้นคำว่า "Smart Contract" ตั้งแต่ปี 1994 * จุดที่เหมือน: เขาเขียนวิเคราะห์เรื่อง "ที่มาของเงิน" (Origins of Money) ไว้ลึกซึ้งมาก เข้าใจว่าทำไมเปลือกหอยหรือทองคำถึงมีค่า ซึ่งเป็นฐานคิดเดียวกับ Bitcoin * ระดับปัญญา: สไตล์การเขียนของเขาและการใช้เหตุผลเรื่อง Economics ใกล้เคียงกับ Satoshi มากที่สุด (Elon Musk เคยให้สัมภาษณ์ว่า ถ้าให้เดาว่าใครคือ Satoshi เขาเดาว่าเป็น Nick Szabo) 3. Adam Back (อดัม แบ็ก) - ผู้มีปัญญาด้าน "ระบบความปลอดภัย" ชื่อของเขาปรากฏอยู่ใน Bitcoin Whitepaper ในฐานะผู้อ้างอิง (Citation) * ทำไมถึงใกล้เคียง: เขาคือผู้คิดค้น Hashcash ในปี 1997 ซึ่งเป็นกลไก Proof-of-Work ที่ Satoshi นำมาใช้เป็น "หัวใจ" ในการขุด Bitcoin * จุดที่เหมือน: เป็น Cryptographer ระดับแนวหน้าของโลก และปัจจุบันเป็น CEO ของ Blockstream ที่พัฒนา Bitcoin ต่อ * ระดับปัญญา: เขาคือคนต้นคิด "จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่สุด" (Proof-of-Work) ที่ทำให้ Bitcoin ปลอดภัย ถ้าไม่มีปัญญาของ Adam Back ก็อาจไม่มี Bitcoin ในวันนี้ 4. Wei Dai (เหว่ย ได) - ผู้มีปัญญาด้าน "ปรัชญาและระบบกระจายศูนย์" ชื่อของเขาอยู่ใน Whitepaper เช่นกัน และหน่วยย่อยที่สุดของ Ethereum ก็ตั้งชื่อว่า "Wei" เพื่อให้เกียรติเขา * ทำไมถึงใกล้เคียง: เขาเสนอแนวคิด "b-money" ในปี 1998 ซึ่งพูดถึงระบบเงินสดกระจายศูนย์ที่คนในเครือข่ายช่วยกันดูแลบัญชี (แนวคิด Blockchain ในยุคเริ่มแรก) * จุดที่เหมือน: เป็นอัจฉริยะด้านคณิตศาสตร์และ C++ (ผู้สร้างไลบรารี Crypto++) และมีอุดมการณ์เรื่อง Crypto-anarchy สูงมาก * ระดับปัญญา: เขามีความสามารถในการมองเห็นภาพรวมของระบบ P2P (Peer-to-Peer) ได้ชัดเจนมาก่อนกาล 5. Len Sassaman (เลน แซสซาแมน) - ผู้มีปัญญาด้าน "วิชาการและการเจาะระบบ" เป็นอัจฉริยะที่เสียชีวิตไปในช่วงที่ Satoshi หายตัวไปพอดี (2011) ทำให้เกิดทฤษฎีสมคบคิดมากมาย * ทำไมถึงใกล้เคียง: เชี่ยวชาญเรื่อง Remailer (ระบบส่งข้อมูลนิรนาม) และทำงานใกล้ชิดกับ Hal Finney มาก เป็นคนที่มีทักษะรอบด้านทั้งวิชาการและแฮกเกอร์ * ระดับปัญญา: เป็นระดับมันสมองของกลุ่ม Cypherpunk ที่ได้รับการยอมรับในวงการวิชาการอย่างสูง บทสรุป ในยุคนั้นไม่ได้มีแค่ Satoshi คนเดียวที่ฉลาด แต่มีกลุ่ม "ยักษ์" (Giants) เหล่านี้ยืนอยู่ด้วยกัน ความเก่งกาจของ Satoshi (ไม่ว่าเขาจะเป็นคนเดียวหรือกลุ่มคน) คือการ "ร้อยเรียง" สิ่งที่: * Adam Back คิด (Proof-of-Work) * Wei Dai และ Nick Szabo ร่างแบบไว้ (B-money/Bit Gold) * Hal Finney พยายามสร้าง (RPoW) ให้กลายเป็นระบบเดียวที่สมบูรณ์แบบและแก้ปัญหา Double Spending ได้สำเร็จครับ ดังนั้นคนเหล่านี้คือผู้มีปัญญาในระดับ "ระนาบเดียวกัน" กับ Satoshi อย่างแน่นอน
งานเขียนของบุคคลระดับตำนานเหล่านี้ ส่วนใหญ่ "ไม่ใช่หนังสือเล่ม" ที่วางขายตามร้านหนังสือทั่วไปครับ แต่จะอยู่ในรูปแบบของ Whitepaper (เอกสารทางเทคนิค), บทความในบล็อกส่วนตัว (Blog Post), และอีเมลโต้ตอบใน Mailing List ข่าวดีคือ เกือบทั้งหมดอ่านฟรี ครับ และนี่คือ "ลายแทงขุมทรัพย์" ทางปัญญาที่คุณสามารถไปตามอ่านได้ครับ: 1. แหล่งรวมคัมภีร์: Satoshi Nakamoto Institute (สำคัญที่สุด) ถ้าคุณไม่อยากหาทีละที่ ให้ไปที่เว็บไซต์ nakamotoinstitute.org ครับ นี่คือห้องสมุดที่กลุ่ม Bitcoin Maximalist ช่วยกันรวบรวมงานเขียนที่เป็น "รากฐาน" ของ Bitcoin ทั้งหมดไว้ * สิ่งที่มี: งานเขียนของ Satoshi Nakamoto (ครบทุกโพสต์), Nick Szabo, Hal Finney, Wei Dai และงานวิจัยด้าน Cryptography ยุค 90s * เมนูแนะนำ: เข้าไปที่หมวด "Literature" จะเจอขุมทรัพย์ทางปัญญาที่คุณตามหาครับ 2. เจาะจงรายบุคคล (ต้นฉบับ) Nick Szabo (นิค ซาโบ) คนนี้คือนักคิดที่เขียนงานได้ลึกและกว้างที่สุด งานของเขาเหมือนอ่านตำราประวัติศาสตร์ผสมกฎหมายและคอมพิวเตอร์ * แหล่งศึกษา: บล็อกส่วนตัวชื่อ "Unenumerated" (unenumerated.blogspot.com) * บทความต้องอ่าน (Must Read): * "Shelling Out: The Origins of Money" (อธิบายว่าทำไมมนุษย์ถึงต้องการเงิน และทำไมของสะสมถึงมีค่า - บทความนี้เปลี่ยนมุมมองเรื่องเงินของหลายคนไปตลอดกาล) * "Bit Gold" (ต้นแบบแนวคิด Bitcoin) Hal Finney (ฮาล ฟินนีย์) งานเขียนของฮาลจะอ่านง่ายกว่า มีความเป็นมนุษย์และมองโลกในแง่ดี * แหล่งศึกษา: ส่วนใหญ่เป็นอีเมลใน Cypherpunks Mailing List และโพสต์ในเว็บบอร์ด BitcoinTalk * บทความต้องอ่าน: * "Bitcoin and Me" (โพสต์สุดท้ายใน BitcoinTalk ก่อนเขาเสียชีวิต เล่าถึงวันที่เขารัน Bitcoin เป็นคนแรกของโลก) * "RPOW - Reusable Proofs of Work" (หน้าเว็บเก่าปี 2004 ที่เขาพยายามสร้างโทเคนจาก Hashcash) Wei Dai (เหว่ย ได) * แหล่งศึกษา: เว็บไซต์ส่วนตัว weidai.com * บทความต้องอ่าน: * "b-money" (เอกสารสั้นๆ ไม่กี่หน้า แต่คือพิมพ์เขียวของระบบการเงินแบบกระจายศูนย์ที่ Satoshi อ้างถึง) Satoshi Nakamoto (ซาโตชิ นากาโมโตะ) นอกจาก Whitepaper แล้ว สิ่งที่สะท้อนวิธีคิดของเขาได้ดีที่สุดคือ "การตอบคำถาม" * หนังสือแนะนำ: "The Book of Satoshi" เขียนโดย Phil Champagne * เล่มนี้ไม่ได้แต่งขึ้นเอง แต่เป็นการรวบรวม อีเมลและโพสต์ทั้งหมด ที่ Satoshi เคยพิมพ์ตอบโต้กับคนอื่นมาจัดหมวดหมู่ ทำให้เราเห็นวิธีคิด การแก้ปัญหา และความอดทนของเขา (มีแปลไทยชื่อ The Book of Satoshi: รวบรวมงานเขียนของ ซาโตชิ นากาโมโตะ) 3. หนังสือเล่มที่ "ย่อย" แนวคิดเหล่านี้มาแล้ว หากการอ่าน Source Code หรือ Email ยุค 90s ยากเกินไป ผมแนะนำหนังสือ 2 เล่มที่สังเคราะห์ปัญญาของกลุ่มคนเหล่านี้ออกมาได้ดีที่สุด: * The Bitcoin Standard (มาตรฐาน Bitcoin) โดย Saifedean Ammous * เล่มนี้ไม่ได้พูดเรื่องเทคนิค แต่ขยายความแนวคิดของ Nick Szabo เรื่อง "Shelling Out" และประวัติศาสตร์การเงินแบบเจาะลึก เป็นเล่มที่ปูพื้นฐาน "Economic Logic" ของ Bitcoin ได้ดีที่สุด * Digital Gold โดย Nathaniel Popper * เล่มนี้เป็นแนวประวัติศาสตร์กึ่งนิยาย (Narrative Non-fiction) ที่เล่าไทม์ไลน์ตั้งแต่ Hal Finney, Nick Szabo มาจนถึงวันที่ Bitcoin ถือกำเนิด ทำให้เห็นภาพความสัมพันธ์และบรรยากาศในยุคนั้นชัดเจนมาก คำแนะนำในการเริ่มศึกษา 💡 ถ้าคุณอยากเข้าใจวิธีคิดระดับ Satoshi ผมแนะนำให้เริ่มตามลำดับนี้ครับ: * อ่าน "Shelling Out" ของ Nick Szabo (เพื่อเข้าใจ "เงิน") * อ่าน "Bitcoin Whitepaper" (เพื่อเข้าใจ "ระบบ") * อ่าน "The Book of Satoshi" (เพื่อเข้าใจ "ปรัชญาและการตัดสินใจ") การอ่านงานเหล่านี้จะทำให้คุณเห็นภาพชัดเจนว่า Bitcoin ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลึกทางปัญญาที่สั่งสมมานานกว่า 30 ปีครับ