*แก้ไข เมื่อกี๊ก๊อปหลุดไปสองย่อหน้า** *Nostr edit post ไม่ได้สินะ*** เมื่อปริมาณอุปทานเงินเพิ่มสูงขึ้นด้วยเงินเฟ้อ ผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์หากอัดตราคาจ้างไม่เปลี่ยนแปลง ในขณะที่ภาระหน้าที่ในการต่อรองขอขึ้นค่าจ้างเพียงเพื่อจะไล่ให้ทันอัตราเงินเฟ้อกลับตกเป็นของผู้รับจ้าง ผลของมันอาจไม่ได้เห็นได้ชัดนักในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (ลินเขียนผิดมั๊ง) ที่เงินเฟ้อขึ้นเพียงปีละไม่กี่ % แต่มันก็เป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นอยู่เบื้องหลังอยู่ตลอดเวลา ผู้คนมักจำเป็นต้องย้ายงานเพื่อที่จะได้รับค่าจ้างที่สูงขึ้น และเพื่อหลีกเลี่ยงการยึดติดระดับราคาค่าจ้างจากผู้ว่าจ้างเดิม ทั้งหมดนี้ก็เนื่องมาจากเงินเฟียตที่ค่อย ๆ เสื่อมค่าลงเรื่อย ๆ ปัญหาดังกล่าวจะปรากฎชัดเจนยิ่งขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา ยกตัวอย่างกรณีที่ IMF บอกอียิปต์ให้ลดค่าเงินลงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับดอลลาร์เพื่อแลกกับความช่วยเหลือทางสินเชื่อ ซึ่งรัฐบาลอียิปต์ก็ได้ทำเช่นนั้น ในตอนนี้ผู้รับจ้างชาวอียิปต์จำเป็นต้องพยายามต่อรองขอขึ้นค่าจ้าง เพื่อที่จะพยายามทวงคืนอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยสากลของรายได้ที่หายไป โดยพวกเขาแทบไม่มีทางประสบความสำเร็จเลยแม้แต่คนเดียว และเจ็ดปีหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว พวกเขาก็ทำแบบเดิมซ้ำอีกครั้ง แต่เมื่ออุปทานของเงินหดตัวลง ส่งผลให้หน่วยวัดมูลค่าของเงินมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ผู้รับค่าจ้างจะกลับกลายเป็นฝ่ายได้เปรียบในการต่อรอง หากเงินเดือนของพวกเขาคงที่อยู่ที่ระดับเดิมในขณะที่ราคาเฉลี่ยของสินค้าและบริการต่าง ๆ ลดลง มันก็จะเหมือนกับว่าพวกเขาได้รับการขึ้นเงินเดือน (ซึ่งมันก็สมเหตุสมผล เพราะพวกเขามีประสบการณ์การทำงานมากขึ้น) ภาระในการต่อรองค่าจ้างก็จะตกเป็นของผู้ว่าจ้าง ที่จะต้องหาเหตุผลมาโต้แย้งว่าค่าแรงควรจะลดลงตามราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ฉันคิดว่ายังมีน้อยคนที่จะเข้าใจถึงความสำคัญของสิ่งนี้ ถ้าหากผู้คนเข้าใจมันมากขึ้น ฉันคิดว่ากลุ่มผู้สนับสนุนแนวคิดทางการเมืองที่ให้ความสำคัญกับแรงงาน จะเริ่มหันมาให้ความสนใจเงินสร้างยากอันแข็งแกร่งมากขึ้นไม่มากก็น้อย View quoted note →

Replies (8)

ขอถามแบบคนเพิ่งเริ่มเรียนเศรษฐศาสตร์ นะครับอาจารย์ กรณีญี่ปุ่นที่เงินฝืดมาเป็นสิบๆปี ทำไมผู้คนที่นั่นยังคงไม่เอื้อมไม่ถึงที่อยู่อาศัยหรือปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตอยู่ดี หรือมันมีอะไรผิดพลาดตรงไหนหรือเปล่า
ญี่ปุ่นพิมพ์เงินหนักมากครับ พิมพ์จนพังทั้งประเทศ ญี่ปุ่นเป็นประเทศแรก ๆ ที่ใช้หลักการ Modern Money Theory ที่มองว่าเงินเป็นเพียงเครื่องมือของรัฐ ที่เราพูดกันว่าญี่ปุ่นเงินฝืด จริง ๆ แล้วเป็นเพียง mmt ระกษาระดับอุปทานเงินเอาไว้ให้คงที่ครับ โดยมีกระบวนการทำลายเงินผ่านระบบภาษีและพันธบัตร แต่ยังพิมพ์อยู่ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ประชาชนใช้จ่ายกันไปมาจะมีส่วนของเงินที่ถูกรัฐดูดเข้าเป็นภาษีเพื่อกำจัดแล้วผลิตใหม่มาใช้จ่ายโดยรัฐ แม้อุปทานเงินไม่ได้เพิ่มมากก็จริง (แต่ก็เพิ่มนะ) แต่ wealth และ productivity ของผู้คนก็ถูกดูดเข้าสู่รัฐตลอดเวลาเช่นกัน ผู้ประกอบการรายย่อยค่อย ๆ จนลงหรือล้มเลิกกิจการ ธุรกิจขนาดเล็กล้มตาย ครอบครัวไม่มีเงินเก็บ ผู้คนไม่มีลูกหลาน คนแก่ตัวคนเดียวไม่มีทายาทให้ส่งต่อทรัพย์สินจนทรัพย์สินจมไปกับรุ่น พังครับ หลังจากช่วงปี 80 ที่ imf เข้ามายึดครองระบบธนาคารและทำลายโครงสร้างทางสังคมเดิม ประเทษก็ได้ตายไปแล้วอย่างช้า ๆ
อย่างที่สองคือ การบอกว่าญี่ปุ่นเงินฝืดเป็นคำโกหกหน้าด้าน ๆ ครับ สิ่งที่ไม่เพิ่มคือ CPI แต่การวัดเงิรเฟ้อด้วย CPI นั้นหลงประเด็นโดยสิ้นเชิง CPI ไม่ใช่เครื่องมือวัดเงินเฟ้อ มันคือเครื่องมือวัดระดับรายได้ ส่วนเงินเฟ้อแค่ไหนลองดูกราฟอุปทานเงินญี่ปุ่นหลังจากที่ imf เข้ามายุ่มย่ามดู image
เบิกเนตรเลย ผมเริ่มสงสัยแล้วสิครับ ว่าทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่สอนกันในมหาลัยมันถูกต้องแล้วจริงเหรอ
ขอแจมในวงครับ ส่วนตัวคิดว่า both right and wrong ถ้าจะนิยามว่าสิ่งที่สอนในหลักสูตรทั่วโลกผิด ก็ผิดในมุมของ ออสเตรียน แต่ถ้ามองในเลนส์ของ เคนเซียน ก็นับว่าผิดไม่ได้ Root cause หลักๆคือ ณ ระบบปัจจุบัน มีผู้ได้ประโยชน์เพียงกลุ่มเล็กๆ บนระบบที่ไม่แฟร์ และคนที่ต้องการกฏที่แฟร์ พยายามจะผลักดันให้เกิดระบบที่ยุติธรรมมันยากครับ (เช่นการมีเงินที่ดี) เพราะการกระทำเหล่านี้ จะส่งผลให้ผู้คนกลุ่มเล็กๆเหล่านั้นสูญเสียความมั่งคั่งของตนเอง ดังนั้น การที่หลักสูตรต่างๆ สอนในสิ่งที่ผู้ได้ผลประโยชน์อยากให้สอน ก็นับว่าเป็น move ที่ "ถูก" ของเขาละครับ แค่ "ผิด" ที่ในเลนส์ประชาชนอย่างเราๆเท่านั้นเอง
การกดขี่แรงงานที่เลวร้ายที่สุดไม่ใช่การกำหนดค่าแรงขึ้นต่ำน้อยเกินไป แต่คือการเสกเงินเพิ่มเข้ามาในระบบต่างหาก การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้สูงที่สุดคือสิ่งไร้ประโยชน์หากราคาข้าวของเพิ่มสูงขึ้นตาม View quoted note → โน้ตคุณลิน อัลเดน ที่แปลโดย @Piriya ⚡🟧 (50% ของยอด Zap จะถูกแบ่งให้เจ้าของโน้ตโดยอัตโนมัติ) #Siamstr #SiamesBicoiners