9shrek's avatar
9shrek 2 years ago
วันนี้มีเรื่องสนุกๆมาเล่าให้ฟัง ผมรู้จักกับอาจารย์ท่านนึง ท่านสอนวิชาเทอโมไดนามิกส์(วิชาที่ผมสอบตก) เราจะเรียนด้วยกันทุกบ่ายวันพฤหัส //ตอนที่ทุกคนนั่งในห้องรออาจารย์มาสอน อยู่ๆอาจารย์ก็เดินเข้ามาแล้วเปิดว่า “ มีใครเห็นข่าวมั้ย ที่นักวิทยาศาสตร์ต่างประเทศออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่างๆให้ความสำคัญเรื่องโลกร้อน ก่อนที่โลกจะเลยจุดหวนกลับมั้ย(ถ้าผ่านจุดหวนกลับที่ว่าเราจะไม่มีโลกที่อากาศดีอีกต่อไป โลกที่แปรปรวนคือปลายทางถัดไป) “ หลังจากอาจารย์พูดจบผมคิดในใจว่า “ อาจารย์ต้องมาเรียกร้องให้เราช่วยกันแน่ เพราะเราเป็นนักศึกษา เราเป็นคนรุ่นใหม่ “ หลังจากนั้นอาจารย์ก็ได้เขียนกระดานหน้าห้องเป็น รูปด้านล่าง (อันนี้ผมวาดเอง อาจจะผิดพลาดต้องขออภัยล่วงหน้าตรงนี้เลย) มันเป็นรูปของ การที่เราหยิบเอา ดวงอาทิตย์ และ โลก เข้าไปในระบบ แล้วเราก็สนใจแค่โลกกับดวงอาทิตย์ เราจะเรียกว่า system boundary มันเหมือนเป็นการตีกรอบว่าเราจะเอาวัตถุอะไรบ้างมาคิดในระบบนี้(เอาแค่ที่เราสนใจไรงี้) จากรูป ด้านนอกกรอบคือไม่มีอะไรเลย(ส่วนที่จักรวาลยังขยายตัวไปไม่ถึง) ส่วนด้านในคือจักรวาลของเรา สมมติให้มีแค่ดวงอาทิตย์กับโลก มองง่ายๆคือเหมือนเราเอาโลกกับดวงอาทิตย์ลงไปไวในน้ำแก้วเดียวกัน จากกฎข้อที่หนึ่งของเทอโมไดนามิกส์คือพลังงานจะไม่หายไปไหน ไม่เกิดใหม่ แค่จะเปลี่ยนรูป(หรือที่ผมมองแบบอย่างง่ายสุดคือย้ายที่) สมมติเรามีดวงอาทิตย์ที่ร้อนมากหย่อนลงในน้ำแก้วเดียวกันที่มีโลกอุณหภูมิน้อยๆเมื่อเทียบกับดวงอาทิตย์ มันจะเหมือนเราเอาเหล็กก้อนกลมร้อนๆจุ่มลงในน้ำที่มีเหล็กกลมอีกก้อน ตอนแรกน้ำบริเวณรอบๆจะร้อนก่อน แล้วค่อยๆร้อนจนหมดทั้งแก้ว แต่ในแก้วน้ำไม่ได้มีแค่เหล็กที่ร้อน มีเหล็กอีกก้อนด้วย น้ำจะถ่ายเทพลังงาน(ความร้อน)ไปให้เหล็กอีกก้อน(โลก) จนสุดท้ายทั้งอุณหภูมิของน้ำ ดวงอาทิตย์ และโลก จะเท่ากันในที่สุด ไปเข้ากับกฎเทอโมไดนามิกส์ข้อที่ศูนย์(อาจารย์บอกว่า “ที่เรียกว่ากฎข้อที่ศูนย์คือจริงๆเป็นข้อหนึ่งแต่ลืมเขียนตั้งแต่แรก เลยเอามาเป็นข้อศูนย์แทน” ผมแบบ “ห๊ะ5555 มีงี้ด้วยแฮะ”) กฎข้อที่ศูนย์ของเทอโมไดนามิกส์คือการที่วัตถุ A และ B อุณหภูมิเท่ากัน และอุณหภูมิของ B และ C ก็เท่ากันด้วย แปลว่าอุณหภูมิของ A เท่ากับ C (ขออนุญาตอธิบายแบบเข้าใจง่าย) เลยเป็นการที่สุดท้ายแล้วทั้ง 3 วัตถุในกรอบระบบที่เราคิดขึ้นมา(ในแก้วน้ำ) คือเหล็กที่ร้อน(ดวงอาทิตย์) น้ำในแก้ว และเหล็กอีกลูก(โลก) ทั้ง 3 จะอุณหภูมิเท่ากันเพราะดวงอาทิตย์ทำการปล่อยความร้อนตลอดเวลา เอาง่ายๆคือโลกกับดวงอาทิตย์จะต้องร้อนเท่ากันในวันใดวันนึง ถ้ามีดาวในระบบสุริยะเยอะก็จะช่วยกันหารค่าความร้อนเฉยๆ หลังจากนั้นอาจารย์บอกกับพวกเราในห้องว่า “ ผมว่าจริงๆแล้วเราไม่ได้มีจุดหวนกลับมาตั้งแต่แรกหรอก แค่มีคนบางกลุ่มมองเห็นการใช้ประโยชน์จากการที่โลกร้อนมาหาผลกำไรเท่านั้น ” มุมมองที่อาจารย์มองเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนก็แอบน่าคิดน่าเอามาแบ่งปัน ถูกผิดยังไงขออภัยด้วยนะครับ #siamstr #zap #nostr image

Replies (5)

ชอบมากเลยครับ เห็นภาพที่ชัดเจนด้วย ถ้าซูมออกไปขยาย time frame กว้าง ๆ จะเห็นว่าบนโลกเองมันมีวัฏจักรร้อนเย็นสลับกันระหว่างยุคน้ำแข็ง ยุคอบอุ่น พอซูมเขาไปในกรอบเวลาแคบ ๆ ในยุคสมัยปัจจุบันเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมาแล้วเห็นว่าอุณหภูมิมันเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี แล้วมาบอกว่าเป็นเพราะมนุษย์เผ่าเชื้อเพลิงฟอสซิล ทำอุตสาหกรรมหนัก เผ่าทรัพยากรโลกอย่างน้ำสะอาด บลา ๆ แล้วมันอดคิดไม่ได้ว่า จริง ๆ แล้วโลกมันก็ร้อนขึ้นจริง ๆ นั่นแหละ เพียงแค่ว่ามันเป็นวัฏจักรของมัน สิ่งที่มนุษย์ทำอาจจะไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับโลกขนาดนั้น (หรือถ้าลองตัดตัวแปรอย่างมนุษย์ ลบมนุษย์ออกไปจากโลกแล้วพบว่ามันก็ยังคงร้อนขึ้น จะบอกว่ามันร้อนขึ้นเพราะว่าฝีมือมนุษย์อยู่อีกหรือเปล่า) หรือจริง ๆ narrative เรื่องโลกร้อนมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อซ้อนเงินเฟ้อในรูปของ คาร์บอนเครดิต และเอาไว้ใช้ในการกดหัวประเทศกำลังพัฒนาไม่ให้สามารถเข้าถึงพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ชาติมหาอำนาจได้ใช้มันเพื่อพัฒนาประเทศของพวกเขาจนมันเติบโตและยิ่งใหญ่กว่าชาติอื่น ๆ ไปได้นานแล้ว และกดไม่ให้ประเทศที่จำเป็นจะต้องเขาถึงแหล่งพลังงานประสิทธิภาพสูงเพื่อพัฒนาประเทศให้ทันกับชาติมหาอำนาจ ให้ไปเสียเวลาและทรัพยากรในการผลิตเอาพลังงานทางเลือก (ประสิทธิภาพต่ำ) อย่างโซล่าเซลล์ กังหันลม มาใช้แทนและจะไม่มีวันที่จะตามทันชาติมหาอำนาจได้ เอาจริง ๆ ถ้าโลกร้อนเป็นเรื่องจริงในมิติที่เป็นเพราะฝีมือของมนุษย์แล้วพวกเราร่วมมือกันหยุดสภาวะนี้ได้จริง ๆ เรื่องสมมติ ถ้าเกิดสมมติว่ามันเกิดเหตุการณ์ Solar Flare ที่ดวงอาทิตย์เกิดการปะทุปลดปล่อยพลังงานความร้อนสูงมายังโลก ในช่วงเวลาที่ซีกโลกที่เป็นกลางวันจะมีพื้นที่ที่อุณหภูมิจะสูงขึ้นเฉียบพลัน อาจจะทำลายสิ่งมีชีวิตในซีกโลกกลางวันทิ้งทั้งหมด และหลังจากนั้นไอน้ำร้อนในมหาสมุทรจะก่อตัวเป็นพายุที่เต็มไปด้วยละอองน้ำร้อน พัดเข้าสู่ซีกโลกกลางคืนภายในไม่กี่ชม. มนุษย์จะรับมือกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้นี้ยังไง? มนุษย์ที่เก่งกาจสามารถที่จะหยุดภาวะโลกร้อนได้จะหยุดเหตุการณ์การปะทุของดวงอาทิตย์ได้ยังไง? เขียนมาให้อ่านอีกนะครับ เรื่องแนวนี้ผมชอบมาก ๆ เลย Zap โลด :)
เหมือนเอาเนื้อที่ seal มา defroze ในถ้วยน้ำแล้วรออุณหภูมิทั้งหมดมันเย็นเท่ากัน และเมื่อเนื้อหายแข็งแล้วก็เอาไปจี่ไฟกินได้พลังงานที่ดีต่อสุขภาพ
อธิบายแบบ simple เข้าใจโคตรง่ายเลยครับ ขอบคุณมากที่นำความรู้มาแชร์^_^
โลกร้อนคือความปกติ แต่โลกร้อนเร็วขึ้นมาจากผลของการพิมพ์เงิน เพราะการพิมพ์เงินทำให้มนุษย์มีเงินไปพัฒนาอย่างก้าวกระโดด อย่างเกินความจำเป็น และไม่แพร่กระจายเทคโนโลยี ซึ่งผลของการพัฒนามันไปจมอยู่แค่ไม่กี่ประเทศที่มีอำนาจ โดยหลังจากประเทศเหล่านั้นพัฒนาแล้วด้วยความชิบหายของโลก ก็สร้างกฏ โดยเอาเรื่องโลกร้อนซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาอย่างเกินเหตุ ซึ่งมาจากการพิมพ์เงิน มากดขี่ประเทศที่ด้อยกว่า ว่าห้ามพัฒนานะ โลกมันร้อน