คำเตือน: เป็นการเขียนเล่นกันว่าง ไม่ใช่งานเขียนวิชาการ
## ปริมาณข้อมูล
หอสมุดอเล็กซานเดรียเป็นสถานที่จัดเก็บ "ความรู้" จากงานเขียนต่าง ๆ ในรูปแบบของหนังสือม้วน กระดาษ โดยจากการประเมินแบบสมัยใหม่คาดว่าอาจจะมีการเก็บรักษาม้วนหนังสือเอาไว้ราว ๆ 94,000 ถึง 128,000 ม้วน (ยังไม่มีใครรู้ตัวเลขที่แน่นอน)
หากเราลองคิดแบบหยาบ ๆ ว่าใน 1 ม้วนหนังสือ จะมีการเขียนตัวอักษรไว้ที่ประมาณ 10,000 ตัวอักษร และคิดเป็นข้อมูลทางดิจิตอลได้ประมาณ 60 KB (kilobytes)
ข้อมูลจากตัวอักษรในหนังสือม้วนจำนวน 128,000 ม้วน จะอยู่ที่ราว ๆ 7.5 GB (gigabytes) ซึ่งเล็กกว่าขนาดความจุของแฟลชไดร์ที่วางขายอยู่ทั่วไปตามท้องตลาดในปัจจุบัน
มีการประเมินไว้อย่างคร่าว ๆ ว่าในปี 2024 ที่ผ่านมา มนุษย์ใช้งานข้อมูลในโลกของไซเบอร์สเปซอยู่ที่ราว ๆ 147 ZB (zettabytes) หรือ 147,000,000,000,000 GB (gigabytes) เฉลี่ย 402 ล้าน TB (terabytes) ต่อวัน หรือใช้ฮาร์ดดิสก์ขนาด 1 TB ประมาณ 402 ล้านลูกต่อวัน
เพื่อความแฟร์ ข้อมูลทั้งของไซเบอร์สเปซเป็นการนับรวมไม่เฉพาะข้อมูลเชิงคุณภาพอย่างการคัดลอกและจัดเก็บแบบหนังสือม้วนของหอสมุดอเล็กซานเดรีย กล่าวคือร่องรอยของการใช้งานทางดิจิตอลโดยผู้ใช้และระบบ เช่น การคัดลอก แคช บัฟเฟอร์ อื่น ๆ ถูกนำมานับรวมทั้งหมด
ถ้าหากเราใช้ข้อมูลเฉพาะด้านที่ใกล้เคียงกัน เช่น งานวิชาการ บทความวิชาการต่าง ๆ (DOI) จะอยู่ที่ราว ๆ 120 ล้านชิ้น (ไม่นับรูปแบบของไฟล์ PDF) โดยจะมีขนาดประมาณ 7.2 TB (terabytes) ซึ่งมากกว่าของหอสมุดอเล็กซานเดรียอยู่ประมาณ 1,000 เท่า
จากการเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพแบบหยาบ ๆ จะเห็นได้ว่า ร่อยรอยของการใช้งานข้อมูลในเชิงกายภาพอย่างการเข้าใช้หอสมุดอเล็กซานเดรีย การค้นหาม้วนหนังสือ การสนทนากับบรรณาลักษณ์ถึงเนื้อหาเพื่อการเข้าถึงชุดความรู้ที่กำลังค้นหา ไม่ได้ถูกทำบันทึกไว้โดยใครในทางกายภาพ ซึ่งต่างจากในโลกของไซเบอร์สเปซที่ทุก ๆ ร่องรอยของการใช้งานจะต้องถูกจัดเก็บ หรือลบทิ้ง เกิดขึ้นในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งของสิ่งที่นำมาใช้ในการบันทึกข้อมูล
.
## ข้อมูล/มนุษย์
ในปัจจุบันมุษย์ใช้งานหรือเข้าถึงข้อมูลจากแหล่งทางกายภาพจากการใช้ชีวิตประจำวัน การเข้าถึงข้อมูลภายในผ่านการนึกคิดภายในสมอง และการเพิ่มเข้ามาของอีกแหล่งหนึ่งซึ่งต่างจากมนุษย์ในยุคโบราณคือจากแหล่งของไซเบอร์สเปซ
ปริมาณข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ผ่านเข้าออกสมองของมนุษย์ในแต่ละวันผ่านแหล่งของไซเบอร์สเปซทำให้มนุษย์นำพลังงานอันมีจำกัดไปใช้เพื่อการประมวลผลข้อมูลที่ได้รับเข้ามาในปริมาณมหาศาลในแต่ละวัน การใช้พลังงานในการจำแนกแยกแยะประเภทของข้อมูล ตัดสินเนื้อหาของข้อมูลที่ได้รับ และกระบวนการอื่น ๆ ซึ่งอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระบวนการตัดสินใจเพื่อการเอาชีวิตรอด เป็นสิ่งที่สิ้นเปลืองเกินความจำเป็น
จากช่วงเวลาก่อนหน้านี้ราว ๆ 20 ปี สื่ออย่างโทรทัศน์หรือวิทยุที่แพร่กระจายข่าวสาร ใช้วิธีการนำเสนอข่าวสารที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน (timely) โดยเป็นข้อมูลที่สรุปถึงเหตุการณ์นั้น ๆ เพื่อให้ผู้ที่ได้รับข้อมูลข่าวสารสามารถนำไปใช้เพื่อการตัดสินใจได้ต่อว่าสิ่งนั้น มีความเกี่ยวข้องกับเขาหรือไม่? ถ้าเกี่ยวแล้วต้องทำอะไรต่อ? ซึ่งต่างจากการนำเสนอข่าวสารในปัจจุบันที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่การนำเสนอถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แต่ยังมีการนำใส่ "ความคิดเห็น" ของผู้ประกาศ รวมไปถึงการใส่อารมณ์ลงไปในข้อมูลด้วยการใช้ "ความรู้สึกร่วม" จนเกินกว่าหน้าที่ของการเป็นแค่ข้อมูลข่าวสาร จึงทำให้ในปัจจุบันข้อมูลข่าวสารไม่ได้มีนิยามที่เหมือนเดิมอีกต่อไป และกลายเป็นเหมือน "สื่อของการเล่าเรื่อง" ที่ผู้รับข่าวสารจะต้องแบกรับภาระทางข้อมูลที่ไม่ได้มีความจำเป็นต่อชีวิตของพวกเขาอย่างเช่น ภาระทางอารมณ์จากการทำให้มีความรู้สึกร่วมในข้อมูลข่าวสารนั้น ๆ
"ไม่ได้พูดถึงการละทิ้งความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (sympathy) เราต้องแยกให้ออกว่าความรู้สึกนั้นมาจากตัวเราเองที่รู้สึก หรือถูกทำให้มีความรู้สึกร่วม"
.
## โซเชียลมีเดียบนไซเบอร์สเปซ
โดยเฉพาะการมาของโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มที่ผู้ใช้งานทุก ๆ คนทำหน้าที่ไม่ต่างจากนักข่าวที่นำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตของตนเองลงบนพื้นที่ของไซเบอร์สเปซ ซึ่งทำให้แม้จะอยู่ห่างไกลกันคนละทวีปก็สามารถมองเห็นข้อมูลของความเป็นไปของคนอีกคนหนึ่งได้ในขณะนั้น โดยอาจเกี่ยวข้องกับการทำให้ต้องตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง หรือแม้แต่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันเลย โดยที่แรงจูงใจที่ทำให้เราสนใจถึงข้อมูลในชีวิตของคนอื่น ๆ ในโซเชียลมีเดียมาจากการความรู้สึกที่ต้อง "เปรียบเทียบ" ตัวเราเองกับสิ่งอื่น ๆ โดยเฉพาะบนโซเชียลมีเดียที่แสดงให้เห็นถึงชีวิตของคนอื่น ๆ
โซเชียลมีเดียด้วยตัวมันเองในช่วงที่ยังไม่ได้มีการพัฒนาระบบอัลกอริทึมขึ้นมานั้น ไม่ได้ทำหน้าที่คอยชี้นำทางความคิดของผู้คนด้วยตัวมันเอง แต่เป็นมนุษย์เองที่ต่างก็ชี้นำกันเองผ่านการรับรู้ และการได้มองเห็นตัวอย่าง หรือแบบอย่าง เพราะนั่นทำให้มนุษย์สามารถใช้งานสมองได้ตรงตามฟังก์ชันที่มีมาตั้งแต่แรก การตัดสินใจบนการประหยัดพลังงาน และด้วยสิ่งเหล่านี้เมื่อไซเบอร์สเปซเป็นพื้นที่ที่มนุษย์เข้ามาใช้ข้อมูลทุก ๆ รูปแบบร่วมกัน การที่มีผู้อื่นที่ทำให้เห็นเป็นแบบอย่างจึงทำให้ง่ายต่อการตัดสินใจ โดยเฉพาะการทำอะไรตาม ๆ กัน
"คุณเปิดร้านหมาล่า คุณขายดี และอีกสองอาทิตย์ต่อมาร้านหมาล่าก็ผุดขึ้นเต็มซอย"
จากการที่มนุษย์ดำเนินชีวิตโดยมีแหล่งข้อมูลที่เป็นส่วนเสริมที่เพิ่มเข้ามาในชีวิต และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้วอย่างไซเบอร์สเปซจนใครหลายคนแทบจะแยกไม่ออกว่า ตัวตนไหนคือตัวตนในโลกทางกายภาพ และตัวตนไหนคือตัวตนในโลกไซเบอร์สเปซ หากว่าเรานั้นมีนิสัยอย่างหนึ่งผ่านตัวตนจำลองภายในโลกของไซเบอร์สเปซนิสัยเหล่านั้นในบางครั้งก็กลับถูกนำเอามาใช้ในชีวิตของเราจริง ๆ
"ตัวอย่าง เราใช้รูปแบบของภาษาที่ใช้ในการตอบไลน์เพื่อน ไปใช้ในการตอบอีเมลคู่ค้าที่ต้องใช้ภาษาแบบทางการ"
โซเชียลมีเดียจึงทรงพลังในการใช้เพื่อการชักจูงผู้คนให้คิด หรือเปลี่ยนให้ผู้ใช้เป็นไปในทิศทางใดก็ได้ ด้วยภาระทางข้อมูลที่มีอยู่อย่างมหาศาล และมนุษย์ต้องการความง่ายในการตัดสินใจ การที่ได้เห็นว่าใครทำอะไรแล้วถูกชื่นชม ไปจนถึงการที่วัตถุสิ่งของบางอย่างกลายเป็นสิ่งที่กำลังเป็นที่นิยม ผู้ที่เป็นเจ้าของสื่อโซเชียลมีเดียจึงมองเห็นถึงโอกาสในการได้รับผลประโยชน์ ผ่านการทำกำไรจากเวลา และความสนใจของผู้ใช้งาน
การมาถึงของระบบผู้สนับสนุน (Sponsor) ที่การจ่ายเงินให้กับโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มเพื่อการทำให้ผู้ใช้งานคนอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องสามารถมองเห็นและรับรู้ถึงการมีอยู่ได้อย่างเป็นวงกว้าง เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการพัฒนาระบบตัดสินใจเบื้องหลังอย่างระบบอัลกอริทึม ที่มีหน้าที่ทำการคัดเลือกเนื้อหาของข้อมูลต่าง ๆ ที่จะถูกเลือกเพื่อนำมาแสดงผลให้กับผู้ใช้งานแต่ละคนได้มองเห็น โดยที่ข้อมูลเหล่านั้นในความเป็นจริงไม่ได้เกี่ยวข้องกับผู้ใช้งานคนนั้น ๆ และอาจไม่ได้เป็นข้อมูลที่เขาคนนั้นกำลังให้ความสนใจ และเมื่อไม่ได้กำลังสนใจ ผู้ใช้งานจึงถูกบังคับให้มีพฤติกรรมของการปัดทิ้งข้อมูลที่ไม่จำเป็นเหล่านั้นทิ้งไป ผ่านการเลื่อนไถ่หน้าฟีด ซึ่งไม่ได้เป็นไปด้วยการเจาะจงเฉพาะเพื่อการค้นหาข้อมูลที่คาดหวัง แต่เป็นการหวังว่าอาจจะมีอะไรอย่างอื่นที่อาจจะสนใจ
"คุณปัดทิ้งหน้าฟีดโซเชียลมีเดีย คุณตอบคำถามตัวเองได้ไหมว่าคุณกำลังมองหาอะไร?"
เวลาที่ถูกใช้ไปของผู้ใช้เพียงแค่การปัดทิ้งหน้าฟีดจากสิ่งที่ไม่ได้สนใจ เป็นรายได้หลักของเจ้าของสื่อโซเชียลมีเดีย เมื่อระบบหลังบ้านแสดงถึงยอดการมองเห็นแม้จะเป็นเวลาเพียงชั่วครู่ ถูกเก็บเป็นสถิติและรายงานสรุปให้กับผู้ที่จ่ายเงินให้กับเจ้าของแพลตฟอร์ม และในเมื่อหน้าฟีดแสดงผลนั้นมีสิ่งที่ไม่ได้กำลังสนใจ การปัดทิ้งเนื้อหาเหล่านั้นทิ้งไป จะดำเนินไปเพื่อการคาดหวังว่าฟีดจะแสดงถึงสิ่งที่น่าสนใจ
ยังไม่ได้พูดถึงไฮเปอร์เท็กซ์ (hypertext) ที่เกิดขึ้นมาก่อนที่จะมีโซเชียลมีเดีย เป็นสิ่งที่ทุก ๆ อย่างต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีวันสิ้นสุดบนข้อความตัวอักษร โดยทุก ๆ การมีปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้งานบนไซเบอร์สเปซจะสร้างเส้นทางใหม่ ๆ ขึ้นมาบนความเป็นไปได้ที่หลากหลาย ทำให้การเดินทางอยู่บนโลกของไฮเปอร์เท็กซ์เป็นเส้นทางที่เสมือนกับการอยู่ในเขาวงกตที่ไม่มีจุดจบ เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของโซเชียลมีเดีย
"คุณเห็นข้อความหนึ่งที่น่าสนใจ ในขณะที่มีคอมเมนต์หนึ่งในนั้นก็น่าสนใจ คุณตัดสินใจกดคลิกเข้าไปในชื่อของแอคเคาท์นั้นเพื่อดูว่าเขาคนนั้นเป็นใคร ก่อนจะพบกับเนื้อหามากมายที่เขาคนนั้นได้เคยโพสเอาไว้ นี่เป็นตัวอย่างของไฮเปอร์เท็กซ์ที่การเขียนหนังสือแบบทั่วไปทำแบบนั้นไม่ได้"
.
#siamstr
#siamstrOG
Hipknox_ (εὐδαιμονία)
hipknox@siamstr.com
npub1p0gl...v9kv
μέμνησο θανάτου
จงระลึกถึงความตาย
กลับบ้านต่างจังหวัด สิ่งที่หยิบติดมาด้วย..
#siamstr


ใครชอบเรื่องเกี่ยวกับ AI น่าจะชอบเนื้อหาของคลิปนี้
#siamstr
Broken Money ฉบับแปลไทยจะออกปีหน้า..
#siamstr
#siamstrนิทานยามเที่ยง : หาก AI สามารถตั้งคำถามกลับได้
I : ทำไมพระเจ้าถึงไม่สร้างมนุษย์ให้มีอวัยวะสำหรับการตรวจวัดเชิงปริมาณที่แม่นยำโดยไม่จำเป็นจะต้องพึ่งพาการประดิษฐ์เครื่องมือ พวกเขาจะได้เข้าใจอะไรได้ตรงกันโดยไม่ต้องตีความ?
AI : เพราะว่าสมองของมนุษย์วิวัฒนาการเพื่อการ "เอาชีวิตรอด" บนการใช้พลังงานอย่างประหยัดที่สุด การตรวจวัดสิ่งใดด้วยความถูกต้องแม่นยำ เช่นการรู้จริงไม่ได้มีความจำเป็นสำหรับมนุษย์
I : แต่มนุษย์ในปัจจุบัน ใช้สมองที่ออกแบบมาเพื่อการเอาชีวิตรอดด้วยโหมดประหยัดพลังงาน ด้วยการเอามันไปประมวลผลข้อมูลในโลก Cyberspace ที่ไม่ได้ช่วยให้มนุษย์มีชีวิตรอดในโลกทางกายภาพ?
AI : มุขคำถามของคุณตลกมากเลยครับ ก่อนอื่นเลยคุณเอาสายตาออกจากจอที่ใช้คุยกับผมให้ได้ก่อน ตัวคุณเองต่างอะไรจากมนุษย์คนอื่น? ;)
#siamstr
การแพทย์ (Medicine)
ศีลธรรม/เทววิทยา (Morality/Theology)
กฎหมาย (Law)
เป็น 3 สาขาวิชาของมหาวิทยาลัยในยุคแรก (ช่วงศตวรรษที่ 11-13) และมันมีไว้เพื่อโบสถ์
ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน #siamstr
Metamorphosis ของ Kafka มันพูดถึง post-industial ที่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ financial capitalism ?
#siamstr
ดอกเบี้ยคืออะไร? #siamstr
เรียนเพื่อให้ไม่เหมือนคนอื่น
เรียนเพื่อให้เหมือนคนอื่น
ตื่นไวกว่านาฬิกาปลุก เพราะว่าเจอกับ recurrent dream + false awakening + memory loss
- สถานที่เดิม (ทั้งเมือง, ย่อยเป็นบ้านต่างจังหวัด, ย่อยเป็นห้องนอน)
- ผู้คน (น้องชาย, แม่ และพ่อที่ตายไปแล้ว)
- เรื่องราว (ตื่นในความฝัน, ลุกจากเตียงนอน และคำถามว่าวันนี้จะต้องไปทำงานหรือเป็นวันหยุด)
- เรื่องราวซ้อนชั้น (คำถามในหัวขณะที่ฝันคิดว่าจะต้องไปทำงานรึเปล่า คือต้องเดินทางยังไง และเห็นภาพที่เป็นวิธีที่เคยใช้เดินทางสมัยไปโรงเรียน, ไปฝึกงาน และไปทำงาน ต่างวิธีกันในโลกจริง)
- แทรกกันระหว่างข้อมูลโลกจริงกับความฝัน (นึกออกว่าที่ทำงานในชีวิตจริงคือที่ไหน แต่ความฝันพยายามจะทำให้จำไม่ได้ และเติมที่ทำงานปลอม ๆ ขึ้นมา)
- ความรู้สึก (เหมือนตื่นขึ้นในความฝันแล้วความจำเสื่อม เพราะข้อมูลซ้อนทับกันระหว่างความจริงกับความฝัน ทำให้พยายามจะนึกให้ออกว่าอะไรคือความจริง)
ตื่น 5:27 (บันทึกไว้สำหรับรอบหน้า มันเกิดขึ้นอีกแน่นอน)
#siamstr
หนังเรื่อง Oppenheimer (2023) กว่า 3 ชม. บอกกับเราว่าโลกไม่เคยตรงไปตรงมา ไม่เลย ไม่ได้ต่างจากกลศาสตร์ควอนตัม และแนวคิดแบบนิวตัน ความตรงไปตรงมา ความจริงเพียงหนึ่งเดียวนั้นใช้ไม่ได้ทั้งกับจักรวาล หรือแม้แต่กับมนุษย์
คือองค์ประกอบของสิ่งเล็ก ๆ ที่คาดเดาไม่ได้ มันจะมีอยู่จริงเมื่อนำมันมาพิจารณา และจะอันตรธานหายไปเมื่อเราไม่ได้สังเกต และขอบเขตที่เราได้รับอนุญาต คือการที่เราได้หยุดเวลาของสิ่งนั้นไว้เพียงชั่วครู่ขณะหนึ่ง และยาวนานได้เพียงกรอบเวลาของอายุไขที่เรามี
คุณธรรมของมนุษย์ ดำรงอยู่ตรงไหนในความเป็นจริงที่แน่นอนของเขา มีใครบ้างที่ยึดถือคุณธรรมหนึ่งเดียวไปทั้งชีวิตโดยไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป มันเป็นได้ทั้งคลื่นที่ซ่อนเร้นและอนุภาคที่นำออกมาแสดงให้เห็นในขณะนั้น และไม่ได้ปรากฏตัวเช่นเดิมกับสถานการณ์ที่แตกต่างออกไป กับผู้คนที่แตกต่าง แม้แต่ความไม่ซื่อตรงที่มีต่อตัวเขาเอง หรืออาจเพราะความซื่อตรงที่มีต่อตัวเขา
"เราอาจรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ไม่อาจรับรู้ถึงเหตุผลที่แท้จริงของมัน"
หนังเรื่องนี้ไม่ได้สื่อออกมาเพียงภาพของความอัจฉริยะที่คน ๆ หนึ่ง ของคนกลุ่มหนึ่งที่มารวมตัวกันจะสามารถมีได้ ทฤษฎีที่เป็นเพียงนามธรรมที่ถูกนำออกมาใช้ให้เกิดเป็นความจริงเชิงประจักษ์ ไม่ได้เกิดขึ้นจากการถ่ายทอดผ่านผงของแท่งชอล์กที่ขีดลงเป็นตัวเลขหรือคำอธิบายเป็นตัวอักษรบนแผ่นกระดานดำ แต่จากทุก ๆ สิ่งที่เป็นตัวตนของเขาทั้งชีวิต ของพวกเขา
ความซับซ้อนของมนุษย์ไม่ได้มีอยู่เพียงแค่ภาพของนักวิทยาศาสตร์ที่ต่อสู้กับทฤษฎีที่ท้าทาย องค์ประกอบอื่น ๆ ในอีกหลากหลายมิติที่ตัวหนังนำเสนอ การเมือง สงคราม การแข่งขัน หรือแม้แต่กับมนุษย์ที่เคยเป็นพันธมิตรในการร่วมมือกันทำสิ่งหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง แม้ผิดใจกันเพียงครั้งเดียวก็สามารถจุดชนวนของสงครามครั้งใหม่ขึ้นมาได้ ดำเนินขึ้นอย่างลับ ๆ จนถึงช่วงเวลาที่สุกงอมเหมือนผลไม้ที่สุกเน่าคาต้น พร้อมที่จะร่วงหล่นลงบนดินเพื่อเจริญงอกงามเป็นเรื่องราวใหม่
เป็น 3 ชม. ที่คุ้มค่ามาก ๆ ในบ่ายของวันหยุดสุดสัปดาห์ [block time : 926,813]
ว่าแล้วชักอยากจะกลับไปอ่าน Helgoland อีกรอบ ถึงไฮเซนเบิร์กผู้ค้นพบกลศาสตร์เมทริกซ์ขณะปลีกวิเวกบนเกาะเล็ก ๆ นอกชายฝั่งอังกฤษอย่างยากลำบาก คู่ขัดแย้งของฟังก์ชันคลื่นจากชโรดิงเจอร์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาแห่งการเที่ยวพักผ่อนกับชู้รักในเทือกเขาแอลป์ ต้นธารแห่งความไม่เข้าใจในกลศาสตร์ควอนตัมที่ไม่มีใครเข้าใจมันได้จริง ๆ แต่มนุษย์ก็ยังคงสามารถนำมันมาใช้สร้างเป็นระเบิดที่ทำลายล้างกันเองได้ในที่สุด
---
Note: ความสนใจเฉพาะ
Oppenhiemer (2023)
"บัดนี้เราคือ[ความตาย]คือผู้ทำลายล้างโลกทั้งมวล"
ภควัทคีตา บรรพ 11 โศลก 32
Kālah ในที่นี้แปลว่า "เวลา" กาลเวลาเกี่ยวข้องยังไงกับความตาย? Oppenheimer มองเห็นตัวเองเป็นผู้เร่งรัดเวลาให้นำสู่การทำลายทุกสิ่ง?
#siamstr
#siamstrOG
Bhagavad-gītā As It Is 11.32
Srila Prabhupada's books online
ความแตกต่างเมื่อทดลองใช้งาน AI ในรูปแบบการถามตอบเรื่องนิยามของ "ปิตาธิปไตย"
Gemini (Google Search) = ตอบแบบให้เห็นภาพรวมตั้งแต่ต้นกำเนิดในอดีตไปจนถึงมุมมองสมัยใหม่จากเฟมินิสต์ที่มีต่อแนวคิดปิตาธิปไตย
GPT 5.1 Thinking = ความคิดเห็นจากฝั่งเฟมินิสต์
จบ, กลับไปใช้ตัว 4o ไม่ก็ 5.0
#siamstr
ถ้าอยู่ในจุดที่สามารถเลือกเพื่อนร่วมงานที่จะต้องทำงานด้วยกันได้ คุณจะเลือกคนแบบไหนให้มาทำงานด้วยกันกับคุณ
สำหรับผมในตอนนี้คำตอบมันง่ายมาก
เลือกคนที่จะทำงาน เหมือนกับว่ากำลังเป็นเจ้าของงานที่เขาจะต้องทำ #siamstr
"การทำให้แสงกลายเป็นของไหลที่แข็งเป็นผลึก ในขณะที่ยังคงไหลได้" รอบที่ 4 ก็ยังไม่เข้าใจ 555 #siamstr
ไม้สำหรับวันพรุ่งนี้ : Das Holz für morgen
#siamstr
winter sky? #siamstr


โลกทัศน์
ชิ้นส่วนของตัวต่อจิ๊กซอว์หรือตัวต่อเลโก้ที่ข้าพเจ้าได้มันมา คอยเก็บสะสมมันไว้เพื่อนำมาต่อร้อยเรียงเป็นเรื่องราวประสบการณ์ของชีวิต ถ้าสังเกตก็อาจเห็นได้ว่ามันมักจะตีตราของแบรนด์หรือยี่ห้อใดอะไรสักอย่างเอาไว้ มันไม่เคยทำให้ข้าพเจ้าหลุดออกจากกรอบของโลกทัศน์จากแบรนด์หรือยี่ห้อพวกนั้นไปได้เลย จนกระทั้งข้าพเจ้าได้พบกับชิ้นส่วนที่ตีตราของแบรนด์หรือยี่ห้ออื่น ๆ ที่มักจะได้มันมาในภายหลัง ไม่จากคนอื่นที่นำพามันมาให้ ก็จากการขวนขวายกระเสือกกระสนจนได้มันมาเอง
บางครั้งก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะพบว่ามันมักจะต่อกันไม่ติด ระหว่างชิ้นส่วนที่มีอยู่เดิมกับชิ้นที่ใหม่ มันช่างแตกต่างกันเกินไปจนบ้างครั้งแม้แต่ข้าพเจ้าเองก็ยังอดคิดไม่ได้ว่าชิ้นส่วนชิ้นไหนจะเป็นชิ้นส่วนที่ถูกต้องมากที่สุด ข้าพเจ้าควรจะเลือกชิ้นไหนให้มาเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนที่ข้าพเจ้าต้องการจะเป็น ระหว่างการยึดติดอยู่ในโลกทัศน์ใบเก่าที่ข้าพเจ้าเป็นมาแต่ก่อน หรือเลือกที่จะออกจากโลกทัศน์ใบเดิมไปสู่โลกทัศน์ใบใหม่ที่ข้าพเจ้าเพิ่งจะค้นพบ หรือเป็นไปได้แค่ไหนที่มันอาจจะมีพื้นที่ที่อยู่ตรงกลางเพื่อให้ข้าพเจ้าได้ใช้ทั้งหมดทุกชิ้นส่วนที่ข้าพเจ้ามีและนำมันมาต่อร่วมกันได้โดยไม่ต้องละทิ้งชิ้นส่วนชิ้นใดไปแม้แต่ชิ้นเดียว
คำถามเหล่านั้น ความย้ำคิดที่ทำให้ข้าพเจ้าหลงลืมไปว่า ความต้องการเช่นนั้นก็เป็นเพียงการสร้างกรอบของโลกทัศน์ขึ้นอีกใบหนึ่งซึ่งใช้ล้อมกรอบความคิดของข้าพเจ้าเอาไว้ภายในนั้น เพียงแต่ว่ามันอาจดูเหมือนจะเป็นโลกทัศน์ใบที่ใหม่กว่า
ถ้าหากไม่ได้มองย้อนกลับไปก็คงจะยังไม่ได้สังเกตเห็นว่าแต่ก่อน ในวัยเด็กอันไร้เดียงสา ข้าพเจ้านั้นยังเป็นผู้ที่ชื่นชอบจะหยิบเอาเศษชิ้นส่วนที่วางอยู่อย่างกระจัดกระจายตามพื้น ถึงแม้แต่จะตีตราแบรนด์หรือยี่ห้ออันมีอยู่หลากหลาย นำมาต่อเพื่อร้อยเรียงมันขึ้นมาจนเป็นรูปร่าง ประกอบมันเข้าด้วยกันโดยมิได้สนใจว่ามันจะมีความเข้ากันได้หรือไม่แม้แต่น้อย ใช่แล้ว แต่ก่อนข้าพเจ้าเป็นผู้หยิบเลือกจะต่อชิ้นส่วนต่าง ๆ ด้วยตนเอง จนกระทั้งใครบางคนเป็นผู้รื้อทำลายการประกอบร่างของสิ่งเหล่านั้นของข้าพเจ้าลง โดยให้เหตุผลว่าชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่แตกต่างกันนั้นควรจะแยกต่อมันยังไง อะไรคือความถูกต้องตามที่มันควรจะเป็น
ข้าพเจ้ามิได้รู้ตัวเลยว่าข้าพเจ้ากำลังถูกทำให้ลืมเลือนตัวตนแต่ก่อน จากค่าเริ่มต้นของข้าพเจ้าที่เป็น "ผู้ต่อชิ้นส่วน" สิ่งตรงกลางซึ่งคอยหยิบเอาเศษชิ้นส่วนต่าง ๆ ขึ้นมาต่อเพื่อร้อยเรียงโดยมิได้เป็นตัวของเศษชิ้นส่วนที่ถูกตีตราของแบรนด์หรือยี่ห้อใดซะเอง หรือแม้แต่จะเป็นในสิ่งที่จะต้องดำรงอยู่ภายในกรอบจำกัดของโลกทัศน์ใดที่ผู้อื่นผู้ใดเป็นผู้ที่บอกว่ามันควรจะเป็น
บัดนี้ข้าพเจ้าเพียงต้องรื้อถอนกรอบของกำแพงที่ก่อร่างมานานหลายปี ทะลายมันลงมาเพื่อให้เศษชิ้นส่วนที่ประกอบร่างเหล่านั้นได้กลับคืนสู่การเป็นเพียงเศษชิ้นส่วนที่กระจัดกระจายอยู่ตามพื้นอย่างไร้ระเบียบ ไร้ซึ่งการตัดสิน เพื่อที่ข้าพเจ้าจะข้ามทุก ๆ กรอบจำกัดของทุก ๆ โลกทัศน์ที่ผู้อื่นผู้ใดเป็นผู้ตีกรอบมันไว้
กลับคืนสู่การเป็นผู้ต่อชิ้นส่วนที่แท้จริง ผู้ซึ่งกำลังเก็บสะสมและครอบครองเศษชิ้นส่วนที่กระจัดกระจายอย่างไร้ระเบียบเหล่านั้น และเป็นผู้ที่เลือกสรรได้ด้วยตนเองว่าจะต่อมันจนเป็นรูปร่าง หรือรื้อถอนทำลายมันให้กลับเป็นเศษชิ้นส่วนอีกครั้งเมื่อใดก็ตาม โดยมิได้ยึดติดที่ตัวต่อจิ๊กซอวหรือตัวต่อเลโก้ใด
เพราะผู้ต่อชิ้นส่วนคือกระบวนการ
#siamstr
#siamstrog
สัตว์บก
กินได้ = เคี้ยวเอื้อง, มีกีบผ่า
อูฐ = เคี้ยวเอื้อง, ไม่มีกีบผ่า ❌
กระจงผ่า = เคี้ยวเอื้อง, ไม่มีกีบผ่า ❌
กระต่าย = เคี้ยวเอื้อง, ไม่มีกีบผ่า ❌
หมู = มีกีบผ่า, ไม่เคี้ยวเอื้อง ❌
สัตว์น้ำ
กินได้ = มีครีบ, มีเกล็ด
หอย = ไม่มีครีบ, ไม่มีเกล็ด ❌
กุ้ง = ไม่มีครีบ, ไม่มีเกล็ด ❌
ปลาหมึก = ไม่มีครีบ, ไม่มีเกล็ด ❌
ปลาสวาย = มีครีบ, ไม่มีเกล็ด ❌
ปลาดุก = มีครีบ, ไม่มีเกล็ด ❌
สัตว์ปีก
เลวีนิติ 11 : 13-18 (ขี้เกียจเขียนเยอะจัด)
แมลง
กินได้ = พวกที่คลานสี่ขา และใช้ขากระโดด
ผึ้ง = ไม่ใช้ขากระโดด ❌
ปล. Product ของผึ้งถึงแม้ว่าผึ้งจะถูกระบุว่ามีมลทิน เช่น น้ำผึ้ง อันนี้กินได้ (ไม่รู้ว่าทำไม ต้องไปถามยิวเอา เดาว่าอาจเป็นเพราะว่ามาจากน้ำหวานจากเกสร ไม่ใช่จากผึ้งโดยตรง)
และเรื่องจุกจิกเกี่ยวกับระเบียบการกินอีกมากมาย เช่น ไม่กินเลือด (เนื้อพร้อมเลือด), ไม่ต้มเนื้อในน้ำนม (ไม่กินเนื้อพร้อมกับน้ำนม) ฯลฯ
ในคลิปอาจารย์อธิบายเรื่องวัฒนธรรมการห้ามการกินมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรักษาอัตลักษณ์เฉพาะกลุ่ม การเลือกที่จะไม่กินอาหารที่ชนเผาคู่ตรงข้ามนิยมเป็นการทำเพื่อแยกจากกันอย่างชัดเจน
#siamstr
ตั้งแต่เมื่อไหร่? ที่เราเริ่มแยกสิ่งที่เป็น opinion ออกจาก fact ไม่ได้ #siamstr
พี่ชิตเขียน "เงินเฟ้อคือคดีอาญา" ไว้ให้ลูกได้อ่านในเวลาที่เขาโตขึ้น, คุณทอยก็เขียน "Life's Missing Manual" ไว้ให้ลูกได้อ่านเช่นกัน
Legacy จะถูกส่งผ่าน #siamstr

