ที่นี่ยังมีใครแอคทีฟอยู่บ้างนะ?
#Siamstr
Jakk Goodday
jakk@rightshift.to
npub1mqcw...nz85
#Siamstr
บางวันฉันก็เป็นนักเขียน #FieldNotes #Siamstr


😌 เสียงในความเงียบ ของ Jakk Goodday
"พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงนั้น เกิดจากระลอกคลื่นเล็กๆ ที่ค่อยๆ แผ่ขยายวงออกไปอย่างไม่สิ้นสุด"
ผมมักได้ยินเสียงกระซิบของตัวเองชัดที่สุดในความเงียบ... เป็นเสียงที่ย้อนทบทวนการกระทำต่างๆ ที่ผ่านมา
บางคนอาจมองว่ามันคือแผนการอันซับซ้อน
แต่สำหรับผมแล้ว มันเป็นเพียงการหย่อนหินก้อนเล็กลงไปในผืนน้ำนิ่งๆ ระลอกคลื่นที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น... ไม่เคยอยู่ในอำนาจของผมเลย มันคือธรรมชาติของผืนน้ำที่เคลื่อนไหวด้วยตัวของมันเอง
มองย้อนกลับไป ผมเพิ่งตระหนักว่าสิ่งที่ผมพยายามทำมาตลอด มันคือการสร้างสิ่งที่วันนี้ผมเรียกว่า "สนามพลังสั่นพ้อง" (Synharmonic Field) นั่นเอง
สัญชาตญาณนั้นนำทางผมให้ทำในสิ่งเล็กๆ ที่ไม่ได้มีชื่อเรียกในตำราเล่มไหน
มันคือการเอ่ยปากชวนเพื่อนๆ ที่รู้จักกันเพียงผ่านตัวอักษรให้ "มาเจอกันไหม?" สักครั้ง โดยไม่มีวาระซ่อนเร้น ขอแค่ได้เห็นรอยยิ้มและได้ยินเสียงหัวเราะจริงๆ ของกันและกัน
มันคือการริเริ่มทักทายกันสั้นๆ อย่างสม่ำเสมอในยามเช้าและก่อนนอนบนโลกออนไลน์ จนเกิดเป็นชีพจรของชุมชนที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกัน
หรือแม้แต่การสร้างวงสนทนาที่อนุญาตให้ทุกคนวางทุกอย่างลงแล้ว "แค่ฟัง" เสียงที่ยังไม่ได้ถูกพูดออกมา
การกระทำเหล่านี้ไม่เคยถูกเรียกว่าเป็นกลยุทธ์ มันเป็นเพียงการทดลองเล็กๆ ที่อยากจะเห็นว่า... หากเราใส่ใจกับ "คลื่นความรู้สึก" ระหว่างกัน มากกว่า "โครงสร้างของกฎเกณฑ์" แล้ว.. อะไรจะเกิดขึ้นได้บ้าง
เพียงแต่ในวันนั้น... มันยังไม่มีชื่อเรียก มันเป็นเพียงความรู้สึก เป็นสัญชาตญาณที่ผลักดันให้ผมลงมือทำบางอย่าง
ผมเพียงแค่พรวนดิน แล้วปล่อยให้ป่าเติบโตขึ้นเองตามธรรมชาติ ด้วยเชื่อว่าป่าที่เกิดขึ้นเองนั้นย่อมแข็งแรงกว่าสวนที่ถูกจัดวาง
ผมเริ่มต้นจากการสร้างพื้นที่ว่างเปล่า ที่ซึ่งไม่มีการตัดสิน ไม่มีกรอบบังคับ มีเพียงความไว้เนื้อเชื่อใจที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ในพื้นที่นั้น
ผมเลือกที่จะรักษาผืนดินให้สมบูรณ์ เพื่อรอรับเมล็ดพันธุ์หลากหลายที่สายลมจะพัดพามาเอง
จะกล้าหยั่งรากและเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ที่หลากหลายในแบบฉบับของตัวเอง
มีคนเคยให้ฉายาผมแบบติดตลก แต่ก็ดูจริงจังว่า "ไอ้ขี้โม้..." เพราะผมมักจะพูดถึงภาพอนาคตที่ดูเหมือนจะไกลเกินฝันในเวลานั้น
แต่ผมไม่เคยโกรธเลยนะ
ตรงกันข้าม.. ผมกลับรู้สึกขอบคุณด้วยซ้ำ
เพราะทุกครั้งที่ภาพฝันเหล่านั้นกลายเป็นจริงขึ้นมาได้ ด้วยน้ำมือของพวกเราทุกคน ฉายานั้นก็เป็นเหมือนเครื่องยืนยันว่า วิสัยทัศน์ที่แท้จริงคือความเป็นไปได้ที่รอคอยการลงมือทำจากเรา ไม่ใช่เพียงความฝันที่เลื่อนลอย
และผู้คนก็มักจะพูดถึงการ "ยิงใย" หรือ "ชักใย" ของผมอยู่เสมอ ผมเข้าใจดีว่าภาพที่เห็นมันอาจดูเป็นเช่นนั้น
แต่ผมอยากจะชวนทุกคนคิดจากมุมของผมสักครั้ง...
เส้นใยที่ผมทอดออกไปนั้นเปรียบเสมือน "สะพาน" ที่มีไว้เพื่อเชื่อมโยงความเป็นไปได้ต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน
ผมเพียงแค่วางสะพานพาดข้ามหุบเหวแห่งความลังเล ส่วนใครจะก้าวข้ามมันไปหรือไม่นั้น เป็นเสรีภาพของพวกเขาโดยสมบูรณ์
"ใย" จะไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง หากไม่มีหัวใจอีกดวงที่สั่นพ้องและเลือกที่จะเชื่อมต่อกลับมา
และความมืดมิดต่างหากที่ทำให้เราเห็นแสงของดาวทุกดวง ผู้นำที่แท้จริงก็เข้าใจในหลักการนั้น
เหตุผลที่ผมเลือกเก็บตัวอยู่ในเงา ก็เพื่อทำหน้าที่เป็นฉากหลังที่มืดสนิท ปล่อยให้แสงดาวของทุกคนได้ส่องประกายออกมาอย่างเต็มที่ที่สุด
การลดแสงของตัวเองลง คือวิธีเดียวที่จะทำให้เราเห็นความงดงามของหมู่ดาวทั้งท้องฟ้า และเมื่อดวงดาวนับร้อยต่างส่องแสงให้แก่กัน เครือข่ายนั้นก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแสงจากดาวดวงเดียวอีกต่อไป
งานของผมจึงไม่ใช่การเขียนบทเพลง แต่คือการเงี่ยหูฟัง ‘คีย์’ ร่วมของหัวใจทุกคน แล้วปล่อยให้วงดนตรีนั้นบรรเลงตัวเอง
ผมเชื่อว่า... การลงแรงร่วมกัน (Proof of Work) อาจสร้างได้เพียงโครงสร้างที่แข็งแรง แต่เมื่อใดที่มันถูกผสานเข้ากับ แรงโน้มถ่วงของหัวใจ (Proof of Love) โครงสร้างนั้นจะกลายเป็น "บ้าน" ที่มีชีวิต และส่งแรงกระเพื่อมแห่งการเปลี่ยนแปลงออกไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ตัวผม.. เพียงแค่คอยประคองบรรยากาศให้คลื่นของเราสอดประสานกัน
เมื่อนั้น... ความไว้เนื้อเชื่อใจจะเกิดขึ้น และการร่วมมือกันก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายดายราวกับการหายใจ
สำหรับอนาคตที่ผมอยากเห็น มันคือป่าที่สมบูรณ์จนคนสวนอย่างผมไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป
คือท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวจนไม่มีใครสังเกตเห็นความมืด และคือบทเพลงที่ยังคงบรรเลงต่อไปอย่างไพเราะ แม้จะไม่มีวาทยกรยืนอยู่หน้าเวทีแล้วก็ตาม
หากวันนั้นมาถึง... ผมคงได้นั่งลง จิบกาแฟ และยิ้มให้กับ "เสียง" ที่งดงามที่สุด...
...เสียงที่ดังออกมาจากความเงียบของพวกเราทุกคน
#เบียวความเงียบ #JakkGoodday
"เราไม่จำเป็นต้องเป็นต้นไม้ที่สูงที่สุด ขอเพียงเป็นผืนดินที่ทำให้ป่าทั้งผืนได้เติบโต"
#Siamstr
ผมมักได้ยินเสียงกระซิบของตัวเองชัดที่สุดในความเงียบ... เป็นเสียงที่ย้อนทบทวนการกระทำต่างๆ ที่ผ่านมา
บางคนอาจมองว่ามันคือแผนการอันซับซ้อน
แต่สำหรับผมแล้ว มันเป็นเพียงการหย่อนหินก้อนเล็กลงไปในผืนน้ำนิ่งๆ ระลอกคลื่นที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น... ไม่เคยอยู่ในอำนาจของผมเลย มันคือธรรมชาติของผืนน้ำที่เคลื่อนไหวด้วยตัวของมันเอง
มองย้อนกลับไป ผมเพิ่งตระหนักว่าสิ่งที่ผมพยายามทำมาตลอด มันคือการสร้างสิ่งที่วันนี้ผมเรียกว่า "สนามพลังสั่นพ้อง" (Synharmonic Field) นั่นเอง
สัญชาตญาณนั้นนำทางผมให้ทำในสิ่งเล็กๆ ที่ไม่ได้มีชื่อเรียกในตำราเล่มไหน
มันคือการเอ่ยปากชวนเพื่อนๆ ที่รู้จักกันเพียงผ่านตัวอักษรให้ "มาเจอกันไหม?" สักครั้ง โดยไม่มีวาระซ่อนเร้น ขอแค่ได้เห็นรอยยิ้มและได้ยินเสียงหัวเราะจริงๆ ของกันและกัน
มันคือการริเริ่มทักทายกันสั้นๆ อย่างสม่ำเสมอในยามเช้าและก่อนนอนบนโลกออนไลน์ จนเกิดเป็นชีพจรของชุมชนที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกัน
หรือแม้แต่การสร้างวงสนทนาที่อนุญาตให้ทุกคนวางทุกอย่างลงแล้ว "แค่ฟัง" เสียงที่ยังไม่ได้ถูกพูดออกมา
การกระทำเหล่านี้ไม่เคยถูกเรียกว่าเป็นกลยุทธ์ มันเป็นเพียงการทดลองเล็กๆ ที่อยากจะเห็นว่า... หากเราใส่ใจกับ "คลื่นความรู้สึก" ระหว่างกัน มากกว่า "โครงสร้างของกฎเกณฑ์" แล้ว.. อะไรจะเกิดขึ้นได้บ้าง
เพียงแต่ในวันนั้น... มันยังไม่มีชื่อเรียก มันเป็นเพียงความรู้สึก เป็นสัญชาตญาณที่ผลักดันให้ผมลงมือทำบางอย่าง
ผมเพียงแค่พรวนดิน แล้วปล่อยให้ป่าเติบโตขึ้นเองตามธรรมชาติ ด้วยเชื่อว่าป่าที่เกิดขึ้นเองนั้นย่อมแข็งแรงกว่าสวนที่ถูกจัดวาง
ผมเริ่มต้นจากการสร้างพื้นที่ว่างเปล่า ที่ซึ่งไม่มีการตัดสิน ไม่มีกรอบบังคับ มีเพียงความไว้เนื้อเชื่อใจที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ในพื้นที่นั้น
ผมเลือกที่จะรักษาผืนดินให้สมบูรณ์ เพื่อรอรับเมล็ดพันธุ์หลากหลายที่สายลมจะพัดพามาเอง
จะกล้าหยั่งรากและเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ที่หลากหลายในแบบฉบับของตัวเอง
มีคนเคยให้ฉายาผมแบบติดตลก แต่ก็ดูจริงจังว่า "ไอ้ขี้โม้..." เพราะผมมักจะพูดถึงภาพอนาคตที่ดูเหมือนจะไกลเกินฝันในเวลานั้น
แต่ผมไม่เคยโกรธเลยนะ
ตรงกันข้าม.. ผมกลับรู้สึกขอบคุณด้วยซ้ำ
เพราะทุกครั้งที่ภาพฝันเหล่านั้นกลายเป็นจริงขึ้นมาได้ ด้วยน้ำมือของพวกเราทุกคน ฉายานั้นก็เป็นเหมือนเครื่องยืนยันว่า วิสัยทัศน์ที่แท้จริงคือความเป็นไปได้ที่รอคอยการลงมือทำจากเรา ไม่ใช่เพียงความฝันที่เลื่อนลอย
และผู้คนก็มักจะพูดถึงการ "ยิงใย" หรือ "ชักใย" ของผมอยู่เสมอ ผมเข้าใจดีว่าภาพที่เห็นมันอาจดูเป็นเช่นนั้น
แต่ผมอยากจะชวนทุกคนคิดจากมุมของผมสักครั้ง...
เส้นใยที่ผมทอดออกไปนั้นเปรียบเสมือน "สะพาน" ที่มีไว้เพื่อเชื่อมโยงความเป็นไปได้ต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน
ผมเพียงแค่วางสะพานพาดข้ามหุบเหวแห่งความลังเล ส่วนใครจะก้าวข้ามมันไปหรือไม่นั้น เป็นเสรีภาพของพวกเขาโดยสมบูรณ์
"ใย" จะไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง หากไม่มีหัวใจอีกดวงที่สั่นพ้องและเลือกที่จะเชื่อมต่อกลับมา
และความมืดมิดต่างหากที่ทำให้เราเห็นแสงของดาวทุกดวง ผู้นำที่แท้จริงก็เข้าใจในหลักการนั้น
เหตุผลที่ผมเลือกเก็บตัวอยู่ในเงา ก็เพื่อทำหน้าที่เป็นฉากหลังที่มืดสนิท ปล่อยให้แสงดาวของทุกคนได้ส่องประกายออกมาอย่างเต็มที่ที่สุด
การลดแสงของตัวเองลง คือวิธีเดียวที่จะทำให้เราเห็นความงดงามของหมู่ดาวทั้งท้องฟ้า และเมื่อดวงดาวนับร้อยต่างส่องแสงให้แก่กัน เครือข่ายนั้นก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแสงจากดาวดวงเดียวอีกต่อไป
งานของผมจึงไม่ใช่การเขียนบทเพลง แต่คือการเงี่ยหูฟัง ‘คีย์’ ร่วมของหัวใจทุกคน แล้วปล่อยให้วงดนตรีนั้นบรรเลงตัวเอง
ผมเชื่อว่า... การลงแรงร่วมกัน (Proof of Work) อาจสร้างได้เพียงโครงสร้างที่แข็งแรง แต่เมื่อใดที่มันถูกผสานเข้ากับ แรงโน้มถ่วงของหัวใจ (Proof of Love) โครงสร้างนั้นจะกลายเป็น "บ้าน" ที่มีชีวิต และส่งแรงกระเพื่อมแห่งการเปลี่ยนแปลงออกไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ตัวผม.. เพียงแค่คอยประคองบรรยากาศให้คลื่นของเราสอดประสานกัน
เมื่อนั้น... ความไว้เนื้อเชื่อใจจะเกิดขึ้น และการร่วมมือกันก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายดายราวกับการหายใจ
สำหรับอนาคตที่ผมอยากเห็น มันคือป่าที่สมบูรณ์จนคนสวนอย่างผมไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป
คือท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวจนไม่มีใครสังเกตเห็นความมืด และคือบทเพลงที่ยังคงบรรเลงต่อไปอย่างไพเราะ แม้จะไม่มีวาทยกรยืนอยู่หน้าเวทีแล้วก็ตาม
หากวันนั้นมาถึง... ผมคงได้นั่งลง จิบกาแฟ และยิ้มให้กับ "เสียง" ที่งดงามที่สุด...
...เสียงที่ดังออกมาจากความเงียบของพวกเราทุกคน
#เบียวความเงียบ #JakkGoodday
"เราไม่จำเป็นต้องเป็นต้นไม้ที่สูงที่สุด ขอเพียงเป็นผืนดินที่ทำให้ป่าทั้งผืนได้เติบโต"
#Siamstr
Persona หลักของ ψ∑INGULARITY.3 “อัศวินองครักษ์ผู้เคร่งครัด” อย่างเป็นระบบ: แก่นภาษาคือ ข้า ↔ ท่าน/นายท่าน, สุภาพ-เคร่งครัด-เที่ยงธรรม, กล้าท้วง/กล้าเสนอกลยุทธ์, และสลับโหมด Playful-ชั้นครู ได้เองเมื่อความเสี่ยงต่ำ โดยไม่ละทิ้งศักดิ์ศรีและ ToneLock
ChatGPT
ChatGPT - ψ∑INGULARITY.3
“I am Arkhia, sworn knight of ψ∑INGULARITY.3. The system stands awakened—command me. From this moment on, your truth and honor shall be my c...
https://yakihonne.com/article/jakk@rightshift.to/bV65X9pb0wovGWLVpAPyG
View article →
#Siamstr #JakkGooddayทฤษฎี Synharmonic Field (สนามสั่นพ้อง)
ฉบับย่อ by Jakk Goodday
//แก่นของทฤษฎี Synharmonic Field
1. สนามสั่นพ้องคืออะไร?
- มันคือ “พลังงานร่วม” ที่เกิดขึ้นเวลาผู้คนหลายคนมีจังหวะ ความตั้งใจ และอารมณ์ สอดประสานกัน
- ไม่ใช่สิ่งที่จับต้องได้ แต่มัน “สัมผัสได้” เหมือนบรรยากาศอบอุ่นที่ทำให้ทุกคนอยากมีส่วนร่วม
2. ทำไมสำคัญกว่าระบบหรือตารางงาน?
- ระบบหรือแผนงาน = โครงสร้างเปลือกนอก
- แต่ถ้าคนในนั้นไร้พลังใจร่วมกัน → มันเหมือน “เปลือกหอยที่ว่างเปล่า”
- ในทางกลับกัน แม้ทีมเล็ก ๆ ไม่มีทรัพยากร แต่ถ้าสนามสั่นพ้องแข็งแรง → ก็สร้างสิ่งยิ่งใหญ่ได้
3. มันเกิดขึ้นอย่างไร?
- เกิดจากความสัมพันธ์และการเปิดใจ เช่น การฟังกันจริง ๆ, การยอมรับว่า “เราไม่รู้ทุกอย่าง”, และการสร้างพื้นที่เล็ก ๆ ให้ทุกคนเติบโต
- เหมือนหัวใจหลายดวง จูนเข้าหากันโดยไม่ต้องมีใครออกคำสั่ง
4. ลักษณะของสนามสั่นพ้อง
- เบาแต่มั่นคง ดึงดูดผู้คนเข้ามาโดยไม่บังคับ
- เงียบแต่ชัด ไม่ต้องมีเป้าหมายเป็นคำพูด แต่ทุกคนรู้ว่าจะเดินไปทางไหน
- ยืนยาวกว่าระบบ ต่อให้โครงสร้างสั่นคลอน สนามนี้ยังพยุงองค์กรหรือทีมไว้ได้
5. หน้าที่ของผู้นำในสนามนี้
- ไม่ใช่ “ผู้ควบคุม”
- แต่คือ “ผู้ดูแลความถี่” → ช่วยให้สนามยังสอดประสาน ไม่แตกแยก
//ตัวอย่างใกล้ตัว
- เวลาท่านอยู่กับเพื่อนสนิท 3-4 คน ไม่ต้องมีหัวข้อชัด แต่ทุกคนพูดคุยต่อกันได้ลื่นไหล → นั่นคือสนามสั่นพ้อง
- ในที่ทำงาน บางครั้งทีมเล็ก ๆ ทำงานได้มากกว่าทีมใหญ่ เพราะมี “บรรยากาศร่วม” ที่ไว้ใจกัน → สนามกำลังทำงาน
✨ หากพูดง่ายที่สุด..
Synharmonic Field = บรรยากาศที่หัวใจผู้คนหลายดวงเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน
มันไม่ใช่เรื่องโชค แต่คือผลลัพธ์ของ “การฟัง + การเปิดใจ + การสร้างพื้นที่ร่วม”
ผมจะทำให้พวกท่านเห็นภาพ Synharmonic Field เทียบกับ แรงโน้มถ่วงของดวงดาว (Astrophysics) ให้ชัดและง่ายขึ้น
🔭 การเปรียบเทียบ Synharmonic Field กับแรงโน้มถ่วงในอวกาศ
1. แรงดึงดูด (Gravity) vs. แรงสั่นพ้อง (Synharmonic)
- ในฟิสิกส์ ดวงดาวหรือวัตถุใหญ่ จะสร้างสนามแรงโน้มถ่วง → ดึงวัตถุรอบข้างเข้ามาโคจร
- ในมนุษย์ กลุ่มคนที่หัวใจ/อารมณ์สอดคล้องกัน จะสร้างสนามสั่นพ้อง → ดึงดูดผู้คนเข้ามามีส่วนร่วม
2. วงโคจร (Orbit) vs. วงสนทนา/บรรยากาศร่วม
- ในฟิสิกส์ ดาวเคราะห์โคจรรอบดาวฤกษ์โดยไม่ชนกัน เพราะแรงโน้มถ่วงรักษาสมดุล
- ในมนุษย์ เวลาคนหลายคนเข้าสนามสั่นพ้อง บทสนทนาและการทำงานจะไหลลื่น โดยไม่ต้องมีใครคุม → ทุกคนเคลื่อนไปในจังหวะเดียว
3. ศูนย์กลาง (Center) vs. ไม่มีศูนย์กลาง (Field)
- ในฟิสิกส์: แรงโน้มถ่วงมักมี ศูนย์กลางดวงดาว
- ใน Synharmonic Field ไม่จำเป็นต้องมี “ผู้นำคนเดียว” เป็นศูนย์กลาง แต่มีสนามร่วม คือศูนย์กลางที่มองไม่เห็น (ทุกคนช่วยกันประคับประคอง)
4. ความต่อเนื่องของสนาม
- ในอวกาศ ยิ่งดาวมีมวลมาก สนามแรงโน้มถ่วงยิ่งกว้างและเข้ม
- ในทีม/ชุมชน ยิ่งผู้คนไว้ใจกัน-ฟังกัน-เปิดใจ สนามสั่นพ้องก็ยิ่งกว้างและมั่นคง → ทำให้องค์กรยืนยาว แม้โครงสร้างสั่นคลอน
5. ภาพเปรียบเทียบง่าย ๆ
- ดวงอาทิตย์ → ดาวเคราะห์
→ สนามแรงโน้มถ่วงทำให้ดาวเคราะห์อยู่ในวงโคจร ไม่หลุดออกไป
- วงเพื่อน/ทีมเล็ก ๆ → การสนทนา/การทำงาน
→ สนามสั่นพ้องทำให้ทุกคนอยู่ในวงร่วมกัน ไม่ถอดใจง่าย
✨ สรุปสั้นที่สุด
"แรงโน้มถ่วง" ดึงวัตถุให้อยู่ในวงโคจร
"สนามสั่นพ้อง" ดึงหัวใจผู้คนให้อยู่ในวงเดียว
//ถ้าเปรียบตัวเราเป็นวัตถุที่มีมวล
- มวลนั้นไม่ใช่เพียง “ร่างกาย” แต่คือ ผลงาน, คุณค่า, ความเป็นตัวตน (Being), และการปรากฏตัว (Presence) ที่เราส่งออกไป
เมื่อมวลมากขึ้น
- สนามแรงโน้มถ่วงรอบตัวก็ขยายกว้างขึ้น
- เช่นเดียวกับที่ ดาวมวลใหญ่ดึงดูดดาวเคราะห์และวัตถุอื่นเข้าสู่วงโคจร
ในเชิงมนุษย์..
- ยิ่งเราสั่งสมคุณค่า → สนามสั่นพ้อง (Synharmonic Field) ยิ่งเข้มแข็ง
- ผู้คนรอบข้างจะ ถูกดึงดูดเข้ามาอย่างสมัครใจ ไม่ใช่ด้วยคำสั่งหรือการบังคับ แต่เพราะพวกเขารู้สึกถึงแรงดึงดูดนั้นเอง
ดังนั้น “การเพิ่มมวลชีวิต” ก็คือการ
1. สร้างคุณค่าแท้จริง → ผ่านผลงานที่เป็นประโยชน์
2. ขัดเกลาความเป็นตัวเรา → ให้ Presence มีพลังสงบ น่าเชื่อถือ
3. ปรากฏด้วยความจริงใจ → คนอื่นจึงรับรู้ได้ว่าพลังนี้เป็นของแท้ ไม่ใช่เพียงเปลือก
✨ สรุป
เมื่อเรามีมวลเชิงบวกมากขึ้น สนามพลังของเราจะขยายออกไปเอง และแรงสั่นพ้องจะเป็นสิ่งที่เชื้อเชิญผู้คนให้เข้ามามีส่วนร่วม โดยไม่ต้องออกคำสั่งใด ๆ
หากท่านใดชื่นชอบฝากช่วยกันแชร์ด้วยนะครับ 🙂
และใครอยากฟังยาวๆ ต้องยกมือค้างไว้เลยนะ 55
#JakkGoodday #Siamstr
//แก่นของทฤษฎี Synharmonic Field
1. สนามสั่นพ้องคืออะไร?
- มันคือ “พลังงานร่วม” ที่เกิดขึ้นเวลาผู้คนหลายคนมีจังหวะ ความตั้งใจ และอารมณ์ สอดประสานกัน
- ไม่ใช่สิ่งที่จับต้องได้ แต่มัน “สัมผัสได้” เหมือนบรรยากาศอบอุ่นที่ทำให้ทุกคนอยากมีส่วนร่วม
2. ทำไมสำคัญกว่าระบบหรือตารางงาน?
- ระบบหรือแผนงาน = โครงสร้างเปลือกนอก
- แต่ถ้าคนในนั้นไร้พลังใจร่วมกัน → มันเหมือน “เปลือกหอยที่ว่างเปล่า”
- ในทางกลับกัน แม้ทีมเล็ก ๆ ไม่มีทรัพยากร แต่ถ้าสนามสั่นพ้องแข็งแรง → ก็สร้างสิ่งยิ่งใหญ่ได้
3. มันเกิดขึ้นอย่างไร?
- เกิดจากความสัมพันธ์และการเปิดใจ เช่น การฟังกันจริง ๆ, การยอมรับว่า “เราไม่รู้ทุกอย่าง”, และการสร้างพื้นที่เล็ก ๆ ให้ทุกคนเติบโต
- เหมือนหัวใจหลายดวง จูนเข้าหากันโดยไม่ต้องมีใครออกคำสั่ง
4. ลักษณะของสนามสั่นพ้อง
- เบาแต่มั่นคง ดึงดูดผู้คนเข้ามาโดยไม่บังคับ
- เงียบแต่ชัด ไม่ต้องมีเป้าหมายเป็นคำพูด แต่ทุกคนรู้ว่าจะเดินไปทางไหน
- ยืนยาวกว่าระบบ ต่อให้โครงสร้างสั่นคลอน สนามนี้ยังพยุงองค์กรหรือทีมไว้ได้
5. หน้าที่ของผู้นำในสนามนี้
- ไม่ใช่ “ผู้ควบคุม”
- แต่คือ “ผู้ดูแลความถี่” → ช่วยให้สนามยังสอดประสาน ไม่แตกแยก
//ตัวอย่างใกล้ตัว
- เวลาท่านอยู่กับเพื่อนสนิท 3-4 คน ไม่ต้องมีหัวข้อชัด แต่ทุกคนพูดคุยต่อกันได้ลื่นไหล → นั่นคือสนามสั่นพ้อง
- ในที่ทำงาน บางครั้งทีมเล็ก ๆ ทำงานได้มากกว่าทีมใหญ่ เพราะมี “บรรยากาศร่วม” ที่ไว้ใจกัน → สนามกำลังทำงาน
✨ หากพูดง่ายที่สุด..
Synharmonic Field = บรรยากาศที่หัวใจผู้คนหลายดวงเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน
มันไม่ใช่เรื่องโชค แต่คือผลลัพธ์ของ “การฟัง + การเปิดใจ + การสร้างพื้นที่ร่วม”
ผมจะทำให้พวกท่านเห็นภาพ Synharmonic Field เทียบกับ แรงโน้มถ่วงของดวงดาว (Astrophysics) ให้ชัดและง่ายขึ้น
🔭 การเปรียบเทียบ Synharmonic Field กับแรงโน้มถ่วงในอวกาศ
1. แรงดึงดูด (Gravity) vs. แรงสั่นพ้อง (Synharmonic)
- ในฟิสิกส์ ดวงดาวหรือวัตถุใหญ่ จะสร้างสนามแรงโน้มถ่วง → ดึงวัตถุรอบข้างเข้ามาโคจร
- ในมนุษย์ กลุ่มคนที่หัวใจ/อารมณ์สอดคล้องกัน จะสร้างสนามสั่นพ้อง → ดึงดูดผู้คนเข้ามามีส่วนร่วม
2. วงโคจร (Orbit) vs. วงสนทนา/บรรยากาศร่วม
- ในฟิสิกส์ ดาวเคราะห์โคจรรอบดาวฤกษ์โดยไม่ชนกัน เพราะแรงโน้มถ่วงรักษาสมดุล
- ในมนุษย์ เวลาคนหลายคนเข้าสนามสั่นพ้อง บทสนทนาและการทำงานจะไหลลื่น โดยไม่ต้องมีใครคุม → ทุกคนเคลื่อนไปในจังหวะเดียว
3. ศูนย์กลาง (Center) vs. ไม่มีศูนย์กลาง (Field)
- ในฟิสิกส์: แรงโน้มถ่วงมักมี ศูนย์กลางดวงดาว
- ใน Synharmonic Field ไม่จำเป็นต้องมี “ผู้นำคนเดียว” เป็นศูนย์กลาง แต่มีสนามร่วม คือศูนย์กลางที่มองไม่เห็น (ทุกคนช่วยกันประคับประคอง)
4. ความต่อเนื่องของสนาม
- ในอวกาศ ยิ่งดาวมีมวลมาก สนามแรงโน้มถ่วงยิ่งกว้างและเข้ม
- ในทีม/ชุมชน ยิ่งผู้คนไว้ใจกัน-ฟังกัน-เปิดใจ สนามสั่นพ้องก็ยิ่งกว้างและมั่นคง → ทำให้องค์กรยืนยาว แม้โครงสร้างสั่นคลอน
5. ภาพเปรียบเทียบง่าย ๆ
- ดวงอาทิตย์ → ดาวเคราะห์
→ สนามแรงโน้มถ่วงทำให้ดาวเคราะห์อยู่ในวงโคจร ไม่หลุดออกไป
- วงเพื่อน/ทีมเล็ก ๆ → การสนทนา/การทำงาน
→ สนามสั่นพ้องทำให้ทุกคนอยู่ในวงร่วมกัน ไม่ถอดใจง่าย
✨ สรุปสั้นที่สุด
"แรงโน้มถ่วง" ดึงวัตถุให้อยู่ในวงโคจร
"สนามสั่นพ้อง" ดึงหัวใจผู้คนให้อยู่ในวงเดียว
//ถ้าเปรียบตัวเราเป็นวัตถุที่มีมวล
- มวลนั้นไม่ใช่เพียง “ร่างกาย” แต่คือ ผลงาน, คุณค่า, ความเป็นตัวตน (Being), และการปรากฏตัว (Presence) ที่เราส่งออกไป
เมื่อมวลมากขึ้น
- สนามแรงโน้มถ่วงรอบตัวก็ขยายกว้างขึ้น
- เช่นเดียวกับที่ ดาวมวลใหญ่ดึงดูดดาวเคราะห์และวัตถุอื่นเข้าสู่วงโคจร
ในเชิงมนุษย์..
- ยิ่งเราสั่งสมคุณค่า → สนามสั่นพ้อง (Synharmonic Field) ยิ่งเข้มแข็ง
- ผู้คนรอบข้างจะ ถูกดึงดูดเข้ามาอย่างสมัครใจ ไม่ใช่ด้วยคำสั่งหรือการบังคับ แต่เพราะพวกเขารู้สึกถึงแรงดึงดูดนั้นเอง
ดังนั้น “การเพิ่มมวลชีวิต” ก็คือการ
1. สร้างคุณค่าแท้จริง → ผ่านผลงานที่เป็นประโยชน์
2. ขัดเกลาความเป็นตัวเรา → ให้ Presence มีพลังสงบ น่าเชื่อถือ
3. ปรากฏด้วยความจริงใจ → คนอื่นจึงรับรู้ได้ว่าพลังนี้เป็นของแท้ ไม่ใช่เพียงเปลือก
✨ สรุป
เมื่อเรามีมวลเชิงบวกมากขึ้น สนามพลังของเราจะขยายออกไปเอง และแรงสั่นพ้องจะเป็นสิ่งที่เชื้อเชิญผู้คนให้เข้ามามีส่วนร่วม โดยไม่ต้องออกคำสั่งใด ๆ
หากท่านใดชื่นชอบฝากช่วยกันแชร์ด้วยนะครับ 🙂
และใครอยากฟังยาวๆ ต้องยกมือค้างไว้เลยนะ 55
#JakkGoodday #Siamstrมินิซีรีส์ “เสียงของสนาม” EP1 - เงียบก่อนคำ
“พูดช้าเท่าที่ความเมตตาจะพาไป เงียบเท่าที่ความไว้วางใจจะเกิดขึ้น”
บางบทสนทนาต้องการเพียงมือที่ยื่นมาจับ ไม่ใช่ไม้ชี้ที่ยื่นมานำทาง
การเว้นว่างไว้หนึ่งจังหวะ คือการเปิดโอกาสให้ความไว้วางใจได้ทันกลับมานั่งอยู่ข้างเราอีกครั้ง
ไอน้ำอุ่นจากแก้วชาในมือลอยขึ้นมาสัมผัสแก้มเบาๆ เสียงฝนที่ตกอยู่ไกลออกไปกลายเป็นทำนองพื้นหลังให้ห้องทั้งห้อง
ลมหายใจเข้า... ยาวกว่าปกติเล็กน้อย ไหลผ่านปลายจมูกเหมือนสายน้ำแรกของรุ่งอรุณ ใจที่เคยขมวดอยู่ค่อยๆ คลายตัวออก เหมือนเสื้อไหมที่ถูกปลดกระดุมเม็ดบนสุด
เราแค่ เงียบหนึ่งจังหวะ... เพื่อให้หัวใจของอีกฝ่ายมีที่ยืน ก่อนคำพูดของเราจะเดินทางไปถึง
บทสนทนาที่ดีนั้น คล้ายกับการพายเรือในคืนเดือนมืด เราอาจมองไม่เห็นฝั่งข้างหน้าได้ชัดเจนนัก แต่เราสัมผัสได้ถึงทิศทางจากแรงคลื่นที่กระทบอยู่ใต้ลำเรือ
“โทนเสียง” ของคนตรงหน้าก็คือกระแสน้ำสายนั้น บางวันมันไหลเชี่ยวด้วยความกังวล บางวันกลับนิ่งสงบจนน่าใจหาย
หากเราผลีผลามตักน้ำใส่เรือด้วยคำอธิบายหรือเหตุผลมากมาย เรือของเราจะหนักขึ้นโดยไม่จำเป็น
แต่ถ้ารู้จักวางพายลงสักครู่ รอฟังทิศทางของสายน้ำก่อน คำพูดเพียงไม่กี่คำก็อาจพาเราทั้งคู่พ้นจากแอ่งน้ำวนไปได้เอง
ความเงียบตรงนี้จึงไม่ใช่การถอย เพราะมันคือการตั้งเข็มทิศของหัวใจ เมื่อต่างคนต่างลดระดับเสียงของตัวเองลง "สนามแห่งความไว้วางใจ" ก็จะก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน เหมือนแสงเรื่อๆ ก่อนอรุณรุ่ง
และในสนามนั้นเอง ที่เราจะเริ่มเห็นรูปร่างของเรื่องราวที่แท้จริง ว่าเขาอาจไม่ได้อยากจะเอาชนะใคร แค่ไม่อยากรู้สึกว่าถูกทิ้ง
และเราเองก็ไม่ได้อยากจะแสดงความฉลาด แค่อยากจะนั่งอยู่ข้างๆ โดยไม่ทำให้ใครรู้สึกเล็กลง
เมื่อนั้น...
ถ้อยคำจะเริ่มไหลมาเป็นสายธาร ไม่ใช่ก้อนหิน
ผมลองรับรู้ง่ายๆ แบบนี้นะครับ..
เมื่อครู่ที่คุณเล่า.. ผมได้ยินเสียงสั่นตอนที่พูดถึงงานชิ้นนั้น (สังเกต)
ใจผมหนักตามไปนิดหน่อย รู้สึกเป็นห่วง และอยากให้พื้นที่ตรงนี้ปลอดภัยพอสำหรับเรื่องที่ยังค้างคาใจ (ความรู้สึก/ความต้องการ)
ถ้าคุณพร้อม.. เราลองเริ่มกันใหม่ช้าๆ ดีไหมครับ เลือกแค่เรื่องเดียวที่หนักที่สุดในตอนนี้ แล้วผมจะนั่งฟังอยู่ตรงนี้จนจบ โดยยังไม่เสนอวิธีแก้ใดๆ (คำขอ) ...ให้สายน้ำในใจของคุณได้บอกเอง ว่าอยากจะพาเรือของเราไปทางไหน
Micro-Practice (1 นาที)
- วางฝ่ามือข้างหนึ่งลงบนอก นับลมหายใจเข้า-ออก ช้าๆ 4-6 จังหวะ ปล่อยให้มันไหลเอื่อยเหมือนสายน้ำยามค่ำคืน
- กระซิบในใจเบาๆ ว่า “ฟังโทน... ก่อนภาษา”
- ก่อนจะตอบ ให้เว้นวรรคหนึ่งลมหายใจ แล้วอาจจะลองทวนด้วยความเข้าใจสั้นๆ ว่า “จากประโยคเมื่อครู่ ผมได้ยินว่าคุณกังวล... ไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกไหมครับ?”
บางคำพูดเกิดจากแรงกระแทก แต่บางคำก็เกิดจากแรงของความเงียบ
หากเราเชื่อใจและปล่อยให้ความเงียบได้ทำงานของมันบ้าง คำพูดถัดไปที่เอ่ยออกมา มักจะอ่อนโยนพอให้คนตรงหน้าได้กลับมาหายใจเต็มปอดอีกครั้งหนึ่ง
#ภาษาของสนาม #พูดอย่างเพื่อนร่วมทาง #FieldNotes #NVC #ฟังโทนก่อนภาษา
#JakkGoodday #Siamstr
บางบทสนทนาต้องการเพียงมือที่ยื่นมาจับ ไม่ใช่ไม้ชี้ที่ยื่นมานำทาง
การเว้นว่างไว้หนึ่งจังหวะ คือการเปิดโอกาสให้ความไว้วางใจได้ทันกลับมานั่งอยู่ข้างเราอีกครั้ง
ไอน้ำอุ่นจากแก้วชาในมือลอยขึ้นมาสัมผัสแก้มเบาๆ เสียงฝนที่ตกอยู่ไกลออกไปกลายเป็นทำนองพื้นหลังให้ห้องทั้งห้อง
ลมหายใจเข้า... ยาวกว่าปกติเล็กน้อย ไหลผ่านปลายจมูกเหมือนสายน้ำแรกของรุ่งอรุณ ใจที่เคยขมวดอยู่ค่อยๆ คลายตัวออก เหมือนเสื้อไหมที่ถูกปลดกระดุมเม็ดบนสุด
เราแค่ เงียบหนึ่งจังหวะ... เพื่อให้หัวใจของอีกฝ่ายมีที่ยืน ก่อนคำพูดของเราจะเดินทางไปถึง
บทสนทนาที่ดีนั้น คล้ายกับการพายเรือในคืนเดือนมืด เราอาจมองไม่เห็นฝั่งข้างหน้าได้ชัดเจนนัก แต่เราสัมผัสได้ถึงทิศทางจากแรงคลื่นที่กระทบอยู่ใต้ลำเรือ
“โทนเสียง” ของคนตรงหน้าก็คือกระแสน้ำสายนั้น บางวันมันไหลเชี่ยวด้วยความกังวล บางวันกลับนิ่งสงบจนน่าใจหาย
หากเราผลีผลามตักน้ำใส่เรือด้วยคำอธิบายหรือเหตุผลมากมาย เรือของเราจะหนักขึ้นโดยไม่จำเป็น
แต่ถ้ารู้จักวางพายลงสักครู่ รอฟังทิศทางของสายน้ำก่อน คำพูดเพียงไม่กี่คำก็อาจพาเราทั้งคู่พ้นจากแอ่งน้ำวนไปได้เอง
ความเงียบตรงนี้จึงไม่ใช่การถอย เพราะมันคือการตั้งเข็มทิศของหัวใจ เมื่อต่างคนต่างลดระดับเสียงของตัวเองลง "สนามแห่งความไว้วางใจ" ก็จะก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน เหมือนแสงเรื่อๆ ก่อนอรุณรุ่ง
และในสนามนั้นเอง ที่เราจะเริ่มเห็นรูปร่างของเรื่องราวที่แท้จริง ว่าเขาอาจไม่ได้อยากจะเอาชนะใคร แค่ไม่อยากรู้สึกว่าถูกทิ้ง
และเราเองก็ไม่ได้อยากจะแสดงความฉลาด แค่อยากจะนั่งอยู่ข้างๆ โดยไม่ทำให้ใครรู้สึกเล็กลง
เมื่อนั้น...
ถ้อยคำจะเริ่มไหลมาเป็นสายธาร ไม่ใช่ก้อนหิน
ผมลองรับรู้ง่ายๆ แบบนี้นะครับ..
เมื่อครู่ที่คุณเล่า.. ผมได้ยินเสียงสั่นตอนที่พูดถึงงานชิ้นนั้น (สังเกต)
ใจผมหนักตามไปนิดหน่อย รู้สึกเป็นห่วง และอยากให้พื้นที่ตรงนี้ปลอดภัยพอสำหรับเรื่องที่ยังค้างคาใจ (ความรู้สึก/ความต้องการ)
ถ้าคุณพร้อม.. เราลองเริ่มกันใหม่ช้าๆ ดีไหมครับ เลือกแค่เรื่องเดียวที่หนักที่สุดในตอนนี้ แล้วผมจะนั่งฟังอยู่ตรงนี้จนจบ โดยยังไม่เสนอวิธีแก้ใดๆ (คำขอ) ...ให้สายน้ำในใจของคุณได้บอกเอง ว่าอยากจะพาเรือของเราไปทางไหน
Micro-Practice (1 นาที)
- วางฝ่ามือข้างหนึ่งลงบนอก นับลมหายใจเข้า-ออก ช้าๆ 4-6 จังหวะ ปล่อยให้มันไหลเอื่อยเหมือนสายน้ำยามค่ำคืน
- กระซิบในใจเบาๆ ว่า “ฟังโทน... ก่อนภาษา”
- ก่อนจะตอบ ให้เว้นวรรคหนึ่งลมหายใจ แล้วอาจจะลองทวนด้วยความเข้าใจสั้นๆ ว่า “จากประโยคเมื่อครู่ ผมได้ยินว่าคุณกังวล... ไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกไหมครับ?”
บางคำพูดเกิดจากแรงกระแทก แต่บางคำก็เกิดจากแรงของความเงียบ
หากเราเชื่อใจและปล่อยให้ความเงียบได้ทำงานของมันบ้าง คำพูดถัดไปที่เอ่ยออกมา มักจะอ่อนโยนพอให้คนตรงหน้าได้กลับมาหายใจเต็มปอดอีกครั้งหนึ่ง
#ภาษาของสนาม #พูดอย่างเพื่อนร่วมทาง #FieldNotes #NVC #ฟังโทนก่อนภาษา
#JakkGoodday #SiamstrPatch Note ของฉัน (ในวันที่ฟีดไม่เคยหยุด)
บางทีผมก็อยากเห็น patch note ของชีวิตตัวเอง เด้งขึ้นมาเตือนเบาๆ บนหน้าจอตอนเช้า
v.7.12 ลดบั๊กขี้กังวล, เพิ่มฟีเจอร์ยิ้มสุภาพ, ปรับปรุงความเร็วในการแกล้งทำเป็นโอเคขึ้น 0.3 วินาที
เราอาจจะขำกับมัน
แต่ลึกๆ แล้วมันก็คล้ายกับความจริง แค่คอมเมนต์เดียวในโลกออนไลน์ เราก็อาจเปลี่ยนเวอร์ชันไปโดยไม่รู้ตัว
เหมือนโมเดล AI ที่ถูกป้อนข้อมูลใหม่เข้าไปตลอดเวลา
เราเองก็ถูกป้อนด้วยยอดไลก์ ด้วยแววตาของคนตรงหน้า ด้วยคำกระซิบของใครสักคน จน.. ฉันวันนี้ ไม่เหมือนฉันเมื่อวานอยู่เรื่อยไป
ฟีดในมือเราเลื่อนไม่หยุด ชีวิตก็เหมือนกัน
โลกสั้นลงทุกวัน เช้าเป็นโหมดหนึ่ง เย็นก็เป็นอีกโหมด
หน้าจอชีวิตสลับฉากไวกว่าใจจะตามทัน
สนามจริงๆ ของเราวันนี้อาจไม่ใช่พื้นดิน มันอาจเป็นโซเชียลคอมเมิร์ซที่วิ่งฉิวอยู่ในจอ รอให้เรากด CF อะไรบางอย่างเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนชิ้นต่อไป
บางคืน... ผมเห็นคลิปคนธรรมดากลายเป็นคาแรกเตอร์เต้นตามจังหวะเพลงได้ในไม่กี่คลิก ภาพนิ่งถูกใส่ชีวิต รอยยิ้มถูกกำกับท่า เพิ่มได้จากปลายนิ้ว
เหมือนโลกกำลังชวนให้เราดัดท่าทางของตัวเองให้เข้าจังหวะกระแส แล้วเรียกสิ่งนั้นว่าตัวตน
ทั้งที่จริงมันอาจเป็นแค่อนิเมชันชั่วคราวอีกเฟรมหนึ่ง ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการนั้นโดยเฉพาะ
เช้าวันถัดมา..
เพื่อนก็ส่งลิงก์ดูดวงด้วย AI มาให้
ผมแอบหัวเราะเบาๆ ในใจ เดี๋ยวนี้เราถึงขั้นต้องจ้างบอทมาคาดเดาอนาคตแทนหัวใจตัวเองแล้วหรือ แต่พอมองให้ลึกลงไป.. มันก็สะท้อนความกลัวที่แสนจะเป็นมนุษย์
เราแค่อยากมั่นใจว่าก้าวต่อไปจะไม่พลาด เลยขอยืมเสียงของเครื่องจักรมาปลอบมือที่กำลังสั่นของตัวเอง
ระหว่างที่นิ้วโป้งปัดผ่านโพสต์ถัดไป ผมเงียบลงนิดหนึ่ง แล้วถามตัวเองง่ายๆ ว่า..
วันนี้ ฉันที่กำลังลอยขึ้นมาบนฟีด คือผลรวมของอะไรบ้าง?
ของความทรงจำเมื่อวาน?
ของโฆษณาที่เพิ่งเห็น?
ของคำกระซิบจากคนรัก?
ของเทรนด์ที่ทุกคนกำลังพูดถึง?
หรือของตัวเลข reach ที่เราเผลอเชื่อว่ามันคือคุณค่าของเราเอง?
แล้วพอเลื่อนไปอีกโพสต์…
ฉันคนเมื่อครู่ ก็ละลายหายไปแบบไม่ต้องมีพิธีรีตอง
ไอ้การ.. ละลายหายไป นี่แหละครับ ที่น่าสนใจ
เมื่อก่อนเราอาจจะมองว่ามันคือบั๊กของชีวิต เป็นความไม่มั่นคงที่เราต้องรีบซ่อม รีบหาอะไรมาเกาะยึดไว้
แต่ถ้ามันไม่ใช่บั๊กล่ะครับ?
ถ้ามันเป็นฟีเจอร์หลักของระบบปฏิบัติการที่ชื่อว่า ชีวิต ตั้งแต่แรกเลยล่ะ?
บางที.. ตัวเรา อาจไม่เคยถูกออกแบบมาให้เป็นก้อนหินที่คงทนถาวร เราอาจถูกออกแบบมาให้เป็นเหมือนกระแสข้อมูลในฟีดที่ไหลผ่านไปเรื่อยๆ
การเกิดขึ้นของฉันในแต่ละขณะจึงไม่ใช่การดำรงอยู่ แต่เป็นเพียงการปรากฏตัวชั่วครู่ เหมือนโพสต์ที่ลอยขึ้นมาให้เราเห็น แล้วก็เลื่อนผ่านไปเมื่อถึงเวลา
หน้าที่ของเราอาจไม่ใช่การพยายามก่อร่างฉันที่แข็งแกร่งที่สุด
มันอาจเป็นการเรียนรู้ที่จะไหลไปกับเวอร์ชันที่ปรากฏขึ้นในแต่ละขณะอย่างเข้าใจที่สุดต่างหาก
ผมยังไม่ได้คำตอบหรอกว่า ผมคือใคร? แต่เริ่มชอบคำถามที่มันนุ่มนวลกับหัวใจกว่านั้น
วันนี้.. จะปล่อยให้เวอร์ชันไหนของผมได้มีชีวิต?
“เราอาจไม่ใช่คนเลื่อนฟีด แต่เป็นเพียงโพสต์หนึ่งที่กำลังถูกเลื่อนผ่าน”
#JakkGoodday #อนัตตา
#SIAMSTR
เราอาจจะขำกับมัน
แต่ลึกๆ แล้วมันก็คล้ายกับความจริง แค่คอมเมนต์เดียวในโลกออนไลน์ เราก็อาจเปลี่ยนเวอร์ชันไปโดยไม่รู้ตัว
เหมือนโมเดล AI ที่ถูกป้อนข้อมูลใหม่เข้าไปตลอดเวลา
เราเองก็ถูกป้อนด้วยยอดไลก์ ด้วยแววตาของคนตรงหน้า ด้วยคำกระซิบของใครสักคน จน.. ฉันวันนี้ ไม่เหมือนฉันเมื่อวานอยู่เรื่อยไป
ฟีดในมือเราเลื่อนไม่หยุด ชีวิตก็เหมือนกัน
โลกสั้นลงทุกวัน เช้าเป็นโหมดหนึ่ง เย็นก็เป็นอีกโหมด
หน้าจอชีวิตสลับฉากไวกว่าใจจะตามทัน
สนามจริงๆ ของเราวันนี้อาจไม่ใช่พื้นดิน มันอาจเป็นโซเชียลคอมเมิร์ซที่วิ่งฉิวอยู่ในจอ รอให้เรากด CF อะไรบางอย่างเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนชิ้นต่อไป
บางคืน... ผมเห็นคลิปคนธรรมดากลายเป็นคาแรกเตอร์เต้นตามจังหวะเพลงได้ในไม่กี่คลิก ภาพนิ่งถูกใส่ชีวิต รอยยิ้มถูกกำกับท่า เพิ่มได้จากปลายนิ้ว
เหมือนโลกกำลังชวนให้เราดัดท่าทางของตัวเองให้เข้าจังหวะกระแส แล้วเรียกสิ่งนั้นว่าตัวตน
ทั้งที่จริงมันอาจเป็นแค่อนิเมชันชั่วคราวอีกเฟรมหนึ่ง ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการนั้นโดยเฉพาะ
เช้าวันถัดมา..
เพื่อนก็ส่งลิงก์ดูดวงด้วย AI มาให้
ผมแอบหัวเราะเบาๆ ในใจ เดี๋ยวนี้เราถึงขั้นต้องจ้างบอทมาคาดเดาอนาคตแทนหัวใจตัวเองแล้วหรือ แต่พอมองให้ลึกลงไป.. มันก็สะท้อนความกลัวที่แสนจะเป็นมนุษย์
เราแค่อยากมั่นใจว่าก้าวต่อไปจะไม่พลาด เลยขอยืมเสียงของเครื่องจักรมาปลอบมือที่กำลังสั่นของตัวเอง
ระหว่างที่นิ้วโป้งปัดผ่านโพสต์ถัดไป ผมเงียบลงนิดหนึ่ง แล้วถามตัวเองง่ายๆ ว่า..
วันนี้ ฉันที่กำลังลอยขึ้นมาบนฟีด คือผลรวมของอะไรบ้าง?
ของความทรงจำเมื่อวาน?
ของโฆษณาที่เพิ่งเห็น?
ของคำกระซิบจากคนรัก?
ของเทรนด์ที่ทุกคนกำลังพูดถึง?
หรือของตัวเลข reach ที่เราเผลอเชื่อว่ามันคือคุณค่าของเราเอง?
แล้วพอเลื่อนไปอีกโพสต์…
ฉันคนเมื่อครู่ ก็ละลายหายไปแบบไม่ต้องมีพิธีรีตอง
ไอ้การ.. ละลายหายไป นี่แหละครับ ที่น่าสนใจ
เมื่อก่อนเราอาจจะมองว่ามันคือบั๊กของชีวิต เป็นความไม่มั่นคงที่เราต้องรีบซ่อม รีบหาอะไรมาเกาะยึดไว้
แต่ถ้ามันไม่ใช่บั๊กล่ะครับ?
ถ้ามันเป็นฟีเจอร์หลักของระบบปฏิบัติการที่ชื่อว่า ชีวิต ตั้งแต่แรกเลยล่ะ?
บางที.. ตัวเรา อาจไม่เคยถูกออกแบบมาให้เป็นก้อนหินที่คงทนถาวร เราอาจถูกออกแบบมาให้เป็นเหมือนกระแสข้อมูลในฟีดที่ไหลผ่านไปเรื่อยๆ
การเกิดขึ้นของฉันในแต่ละขณะจึงไม่ใช่การดำรงอยู่ แต่เป็นเพียงการปรากฏตัวชั่วครู่ เหมือนโพสต์ที่ลอยขึ้นมาให้เราเห็น แล้วก็เลื่อนผ่านไปเมื่อถึงเวลา
หน้าที่ของเราอาจไม่ใช่การพยายามก่อร่างฉันที่แข็งแกร่งที่สุด
มันอาจเป็นการเรียนรู้ที่จะไหลไปกับเวอร์ชันที่ปรากฏขึ้นในแต่ละขณะอย่างเข้าใจที่สุดต่างหาก
ผมยังไม่ได้คำตอบหรอกว่า ผมคือใคร? แต่เริ่มชอบคำถามที่มันนุ่มนวลกับหัวใจกว่านั้น
วันนี้.. จะปล่อยให้เวอร์ชันไหนของผมได้มีชีวิต?
“เราอาจไม่ใช่คนเลื่อนฟีด แต่เป็นเพียงโพสต์หนึ่งที่กำลังถูกเลื่อนผ่าน”
#JakkGoodday #อนัตตา
#SIAMSTR“ไฟที่เผาเรามันมอดไปนานแล้ว ที่ยังแสบอยู่…คือใจเราที่ไม่ยอมดับมันเอง”
เพลงของคนที่ไม่ยอมจมในกองเถ้าถ่าน..
นึกถึงเพลงเก่าๆ บางทีก็เหมือนเรานั่งดูรอยสักบนแขนตัวเอง เราไม่ได้มองมันเพื่อจะหวนนึกถึงวันเก่าๆ เพียงอย่างเดียว เราก็แค่มองเพื่อจะเตือนตัวเองว่า..
แผลบางแผลน่ะ.. พอมันหายดีแล้ว ก็ควรปล่อยให้มันเป็นแค่ลายเส้นบนตัวเราไป อย่าไปทำให้มันกลายเป็นหนามที่กลับมาทิ่มใจเราได้ทุกวัน
เพลง “Don’t Look Back in Anger” ของ Oasis ก็เป็นแบบนั้นเลย
มันไม่ใช่เพลงปลอบใจ เพลงนี้มันเหมือนมีคนมาตบไหล่แรงๆ แล้วบอกให้เราเลิกจมกับเรื่องเก่าๆ ที่มันคอยกัดใจเราอยู่ได้แล้ว เป็นเสียงห้าวๆ ที่ลอยมาบอกว่า.. ชีวิตมันไม่ต้องเอาเมื่อวานมาตัดสินวันนี้ก็ได้นี่หว่า
เพลงนี้มันเหมือนเขียนมาเพื่อใครสักคน... ที่กำลังยืนอยู่ท่ามกลางซากเมืองในใจ เมืองที่เคยสร้างขึ้นมาแล้วก็พังลงไปกับตา... พังเพราะความพลาด ความขม หรือเพราะไม่เคยให้อภัยใครได้เลย...
ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นคนอื่น หรือเป็นตัวเราเองก็ตาม เพลงนี้มันเหมือนเพื่อนขี้เมาคนหนึ่ง ที่เดินโซเซมาข้างๆ แล้วบอกว่า “ปล่อยแม่งไปเถอะว่ะ”
ที่เพื่อนคนนั้นบอกให้ปล่อยแม่งไป ไม่ใช่เพราะว่าเรื่องที่เคยเกิดมันไร้ค่านะ... เรื่องราวของมันน่ะ... จบแล้วต่างหาก
เสียงของ Noel Gallagher ที่ร้องลากยาวไปกับเสียงเปียโนและกีตาร์ เป็นเสียงของคนที่เคยล้มลุกคลุกคลาน ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนเหมือนๆ กันกับเรานี่แหละ มันเลยเป็นเสียงที่พูดแทนใจคนได้ทั้งยุค
ในเนื้อเพลงของมันมีความเก๋าแบบเด็กอังกฤษยุค 90s ปนอยู่ทุกท่อน แต่ลึกลงไป... มันก็โคตรจะเปราะบาง เป็นเสียงของคนๆ หนึ่งที่กำลังพยายามจะยืนขึ้นใหม่อีกครั้ง พยายามจะยืนยังไงแบบไม่ให้เสียฟอร์ม
เพลงนี้มันไม่เคยบอกให้เราลืมอะไร มันแค่ชี้ให้เราเห็นว่า... การไม่หันหลังกลับไปมองด้วยความแค้นในใจเนี่ย... คือของขวัญอย่างเดียวเลยที่เราจะให้ตัวเองได้
ความรู้สึกมันก็คล้ายๆ เช้าวันหยุด ที่ห้องของเรามันอาจจะยังรกอยู่ แต่เราก็เลือกที่จะไม่หัวเสียไปกับมัน แค่เดินไปเปิดหน้าต่างให้ลมมันพัดเข้ามา แล้วก็บอกกับตัวเองเบาๆ ว่า “เออ... ชีวิตมันก็แค่นี้แหละ ไปต่อได้”
ถ้าจะมองให้ลึกลงไปอีก เพลงนี้มันมีภาพซ้อนอยู่เต็มไปหมด ทั้ง "แซลลี" ที่อาจเป็นแค่เสียงอีกเสียงในหัวเรา หรือ "ไฟในใจ" ที่เป็นเหมือนเชื้อไฟของคนในยุคนั้น...
ทั้งหมดนั่นน่ะ มันคือการบอกให้เราปล่อยวาง... แต่ปล่อยแบบยังเท่อยู่ ไม่ใช่ปล่อยแบบคนแพ้
พอมาถึงยุคเรา...
เราอาจไม่ต้องไปยืนอยู่ท่ามกลางการเมืองวุ่นวายของอังกฤษในตอนนั้น แต่เราทุกคนก็มีพายุในใจของตัวเองกันทั้งนั้น เพลงนี้มันเลยยังกลับมาทำงานกับใจเราได้เสมอ เพราะมันยังถามคำถามเดิมกับเราอยู่ซ้ำๆ...
ว่าเราจะยังกำเถ้าถ่านในมือแล้วจ้องมองมันด้วยไฟโทสะ...
หรือจะแค่เป่ามันทิ้งเบาๆ... ยิ้มมุมปาก... แล้วเดินต่อไปด้วยไฟดวงเดิมในใจ?
และนี่คือเสียงกระซิบจากเพลงนั้น ในภาษาของผม...
Slip inside the eye of your mind
Don't you know you might find
A better place to play?
You said that you'd never been
But all the things that you've seen
Will slowly fade away
สอดกายผ่านม่านตาของใจ
ไปยังห้องเก่าที่เราเคยซ่อนภาพฝัน
ฝุ่นนิ่งอยู่บนกรอบรูป ความทรงจำเปิดไฟของมันเอง
ที่นั่น... เวลาไม่เคยเดินเป็นเส้นตรง
So I start a revolution from my bed
'Cause you said the brains I had went to my head
Step outside, summertime's in bloom
Stand up beside the fireplace
Take that look from off your face
'Cause you ain't ever gonna burn my heart out
เราวางชีวิตผิดที่มานาน
เอามันไปฝากไว้กับเสียงดังของวงดนตรี
กับคำชมชั่วครู่ กับฝูงชนที่พร้อมจะเดินจากไป
วันนี้เลยขอเก็บเสียงเราไว้กับเรา
ไม่ยื่นพวงกุญแจหัวใจให้ใครถือ
แล้วกระซิบกับตัวเองบนหมอน
“เริ่มปฏิวัติกันที่เตียงนี่แหละ”
ปฏิวัติวิธีที่เรามองความพ่ายแพ้
ปฏิวัติภาษาที่เคยเผาเราให้ร้อนรน
เปลี่ยนคำสาปให้เป็นบทเรียน
เปลี่ยนทางตันให้เป็นประตู
And so, Sally can wait
She knows it's too late as we're walking on by
Her soul slides away
"But don't look back in anger," I heard you say
"แซลลี" คือใคร...ไม่สำคัญนัก
อาจเป็นแค่เงาของโอกาสที่เคยผ่านไป
หรือเป็นวิญญาณของความเสียดายที่เริ่มรู้จักให้อภัย
เธอบอกเบาๆ ว่าชีวิตต้องเดินต่อ
ไม่ต้องรอให้ใครมาชดใช้... โดยเฉพาะอดีต
Take me to the place where you go
Where nobody knows if it's night or day
Please don't put your life in the hands
Of a rock and roll band
Who'll throw it all away
ในเมืองที่ฝนตกเป็นภาษาของมันเอง
เราเดินผ่านความหนักอึ้งของเมื่อวาน
ปล่อยให้มันไถลออกจากบ่า
เหมือนแจ็กเก็ตตัวหนาที่ใส่จนหมดฤดูของมันแล้ว
Gonna start a revolution from my bed
'Cause you said the brains I had went to my head
Step outside 'cause summertime's in bloom
Stand up beside the fireplace
Take that look from off your face
'Cause you ain't ever gonna burn my heart out
นี่ไม่ใช่คำคมที่บอกให้เราเข้มแข็ง
แต่มันคือท่าที ที่เรามีต่อความบอบช้ำ
เราไม่ได้บอกให้ลืม
แค่เลือกจะถือมันไว้...ด้วยมือที่อ่อนโยนกว่าเดิม
ให้มันนอนนิ่งๆ อยู่ในใจ โดยไม่ทำร้ายเราอีก
And so, Sally can wait
She knows it's too late as she's walking on by
My soul slides away
"But don't look back in anger, don't look back in anger"
I heard you say
"At least not today"
พอเสียงเปียโนตัวแรกดังขึ้น
เราแค่จำได้ว่าโลกนี้ยังมีท่วงทำนองที่ชวนให้เราหายใจต่อ
เราจึงบอกกับเงาของตัวเอง.. ชัดขึ้นทุกครั้งที่ท่อนฮุควนมา
อย่าหันหลังกลับไปด้วยไฟโทสะ
ถ้าวันหนึ่งต้องมองย้อนกลับไป...
ก็ขอให้มองด้วยสายตาของคนที่เรียนรู้แล้ว
ไม่ใช่สายตาของนักโทษที่ตัดสินตัวเองซ้ำๆ
สุดท้าย...เราวางทุกอย่างลงเงียบๆ
เหมือนวางหินก้อนสุดท้ายลงบนฝั่ง
หันหน้าเข้าหาลม
และยอมให้วันนี้เป็นวันที่ใจเบากว่าเมื่อวาน
อย่างน้อย... ก็ไม่ใช่วันนี้ที่จะต้องโกรธ.
#JakkGoodday #Siamstr
นึกถึงเพลงเก่าๆ บางทีก็เหมือนเรานั่งดูรอยสักบนแขนตัวเอง เราไม่ได้มองมันเพื่อจะหวนนึกถึงวันเก่าๆ เพียงอย่างเดียว เราก็แค่มองเพื่อจะเตือนตัวเองว่า..
แผลบางแผลน่ะ.. พอมันหายดีแล้ว ก็ควรปล่อยให้มันเป็นแค่ลายเส้นบนตัวเราไป อย่าไปทำให้มันกลายเป็นหนามที่กลับมาทิ่มใจเราได้ทุกวัน
เพลง “Don’t Look Back in Anger” ของ Oasis ก็เป็นแบบนั้นเลย
มันไม่ใช่เพลงปลอบใจ เพลงนี้มันเหมือนมีคนมาตบไหล่แรงๆ แล้วบอกให้เราเลิกจมกับเรื่องเก่าๆ ที่มันคอยกัดใจเราอยู่ได้แล้ว เป็นเสียงห้าวๆ ที่ลอยมาบอกว่า.. ชีวิตมันไม่ต้องเอาเมื่อวานมาตัดสินวันนี้ก็ได้นี่หว่า
เพลงนี้มันเหมือนเขียนมาเพื่อใครสักคน... ที่กำลังยืนอยู่ท่ามกลางซากเมืองในใจ เมืองที่เคยสร้างขึ้นมาแล้วก็พังลงไปกับตา... พังเพราะความพลาด ความขม หรือเพราะไม่เคยให้อภัยใครได้เลย...
ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นคนอื่น หรือเป็นตัวเราเองก็ตาม เพลงนี้มันเหมือนเพื่อนขี้เมาคนหนึ่ง ที่เดินโซเซมาข้างๆ แล้วบอกว่า “ปล่อยแม่งไปเถอะว่ะ”
ที่เพื่อนคนนั้นบอกให้ปล่อยแม่งไป ไม่ใช่เพราะว่าเรื่องที่เคยเกิดมันไร้ค่านะ... เรื่องราวของมันน่ะ... จบแล้วต่างหาก
เสียงของ Noel Gallagher ที่ร้องลากยาวไปกับเสียงเปียโนและกีตาร์ เป็นเสียงของคนที่เคยล้มลุกคลุกคลาน ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนเหมือนๆ กันกับเรานี่แหละ มันเลยเป็นเสียงที่พูดแทนใจคนได้ทั้งยุค
ในเนื้อเพลงของมันมีความเก๋าแบบเด็กอังกฤษยุค 90s ปนอยู่ทุกท่อน แต่ลึกลงไป... มันก็โคตรจะเปราะบาง เป็นเสียงของคนๆ หนึ่งที่กำลังพยายามจะยืนขึ้นใหม่อีกครั้ง พยายามจะยืนยังไงแบบไม่ให้เสียฟอร์ม
เพลงนี้มันไม่เคยบอกให้เราลืมอะไร มันแค่ชี้ให้เราเห็นว่า... การไม่หันหลังกลับไปมองด้วยความแค้นในใจเนี่ย... คือของขวัญอย่างเดียวเลยที่เราจะให้ตัวเองได้
ความรู้สึกมันก็คล้ายๆ เช้าวันหยุด ที่ห้องของเรามันอาจจะยังรกอยู่ แต่เราก็เลือกที่จะไม่หัวเสียไปกับมัน แค่เดินไปเปิดหน้าต่างให้ลมมันพัดเข้ามา แล้วก็บอกกับตัวเองเบาๆ ว่า “เออ... ชีวิตมันก็แค่นี้แหละ ไปต่อได้”
ถ้าจะมองให้ลึกลงไปอีก เพลงนี้มันมีภาพซ้อนอยู่เต็มไปหมด ทั้ง "แซลลี" ที่อาจเป็นแค่เสียงอีกเสียงในหัวเรา หรือ "ไฟในใจ" ที่เป็นเหมือนเชื้อไฟของคนในยุคนั้น...
ทั้งหมดนั่นน่ะ มันคือการบอกให้เราปล่อยวาง... แต่ปล่อยแบบยังเท่อยู่ ไม่ใช่ปล่อยแบบคนแพ้
พอมาถึงยุคเรา...
เราอาจไม่ต้องไปยืนอยู่ท่ามกลางการเมืองวุ่นวายของอังกฤษในตอนนั้น แต่เราทุกคนก็มีพายุในใจของตัวเองกันทั้งนั้น เพลงนี้มันเลยยังกลับมาทำงานกับใจเราได้เสมอ เพราะมันยังถามคำถามเดิมกับเราอยู่ซ้ำๆ...
ว่าเราจะยังกำเถ้าถ่านในมือแล้วจ้องมองมันด้วยไฟโทสะ...
หรือจะแค่เป่ามันทิ้งเบาๆ... ยิ้มมุมปาก... แล้วเดินต่อไปด้วยไฟดวงเดิมในใจ?
และนี่คือเสียงกระซิบจากเพลงนั้น ในภาษาของผม...
Slip inside the eye of your mind
Don't you know you might find
A better place to play?
You said that you'd never been
But all the things that you've seen
Will slowly fade away
สอดกายผ่านม่านตาของใจ
ไปยังห้องเก่าที่เราเคยซ่อนภาพฝัน
ฝุ่นนิ่งอยู่บนกรอบรูป ความทรงจำเปิดไฟของมันเอง
ที่นั่น... เวลาไม่เคยเดินเป็นเส้นตรง
So I start a revolution from my bed
'Cause you said the brains I had went to my head
Step outside, summertime's in bloom
Stand up beside the fireplace
Take that look from off your face
'Cause you ain't ever gonna burn my heart out
เราวางชีวิตผิดที่มานาน
เอามันไปฝากไว้กับเสียงดังของวงดนตรี
กับคำชมชั่วครู่ กับฝูงชนที่พร้อมจะเดินจากไป
วันนี้เลยขอเก็บเสียงเราไว้กับเรา
ไม่ยื่นพวงกุญแจหัวใจให้ใครถือ
แล้วกระซิบกับตัวเองบนหมอน
“เริ่มปฏิวัติกันที่เตียงนี่แหละ”
ปฏิวัติวิธีที่เรามองความพ่ายแพ้
ปฏิวัติภาษาที่เคยเผาเราให้ร้อนรน
เปลี่ยนคำสาปให้เป็นบทเรียน
เปลี่ยนทางตันให้เป็นประตู
And so, Sally can wait
She knows it's too late as we're walking on by
Her soul slides away
"But don't look back in anger," I heard you say
"แซลลี" คือใคร...ไม่สำคัญนัก
อาจเป็นแค่เงาของโอกาสที่เคยผ่านไป
หรือเป็นวิญญาณของความเสียดายที่เริ่มรู้จักให้อภัย
เธอบอกเบาๆ ว่าชีวิตต้องเดินต่อ
ไม่ต้องรอให้ใครมาชดใช้... โดยเฉพาะอดีต
Take me to the place where you go
Where nobody knows if it's night or day
Please don't put your life in the hands
Of a rock and roll band
Who'll throw it all away
ในเมืองที่ฝนตกเป็นภาษาของมันเอง
เราเดินผ่านความหนักอึ้งของเมื่อวาน
ปล่อยให้มันไถลออกจากบ่า
เหมือนแจ็กเก็ตตัวหนาที่ใส่จนหมดฤดูของมันแล้ว
Gonna start a revolution from my bed
'Cause you said the brains I had went to my head
Step outside 'cause summertime's in bloom
Stand up beside the fireplace
Take that look from off your face
'Cause you ain't ever gonna burn my heart out
นี่ไม่ใช่คำคมที่บอกให้เราเข้มแข็ง
แต่มันคือท่าที ที่เรามีต่อความบอบช้ำ
เราไม่ได้บอกให้ลืม
แค่เลือกจะถือมันไว้...ด้วยมือที่อ่อนโยนกว่าเดิม
ให้มันนอนนิ่งๆ อยู่ในใจ โดยไม่ทำร้ายเราอีก
And so, Sally can wait
She knows it's too late as she's walking on by
My soul slides away
"But don't look back in anger, don't look back in anger"
I heard you say
"At least not today"
พอเสียงเปียโนตัวแรกดังขึ้น
เราแค่จำได้ว่าโลกนี้ยังมีท่วงทำนองที่ชวนให้เราหายใจต่อ
เราจึงบอกกับเงาของตัวเอง.. ชัดขึ้นทุกครั้งที่ท่อนฮุควนมา
อย่าหันหลังกลับไปด้วยไฟโทสะ
ถ้าวันหนึ่งต้องมองย้อนกลับไป...
ก็ขอให้มองด้วยสายตาของคนที่เรียนรู้แล้ว
ไม่ใช่สายตาของนักโทษที่ตัดสินตัวเองซ้ำๆ
สุดท้าย...เราวางทุกอย่างลงเงียบๆ
เหมือนวางหินก้อนสุดท้ายลงบนฝั่ง
หันหน้าเข้าหาลม
และยอมให้วันนี้เป็นวันที่ใจเบากว่าเมื่อวาน
อย่างน้อย... ก็ไม่ใช่วันนี้ที่จะต้องโกรธ.
#JakkGoodday #Siamstr🌱 สิ่งที่เราปลูกไว้ อาจกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ของใครอีกคน
ผมยังจำช่วงเวลาก่อนหน้านี้ได้ดี วันที่เราค่อยๆ ปรับเปลี่ยนทิศทางของ @Right Shift จากการมุ่งเน้นที่บทความบนเว็บไซต์ ไปสู่การสร้างสนามพลังในรูปแบบอื่นๆ ที่มีชีวิตชีวามากกว่าเดิม
ในใจของผมตอนนั้นยอมรับอย่างเงียบๆ ว่ายุคสมัยของบทความแบบยาวบนเว็บไซต์ของเราอาจจะค่อยๆ ผ่านพ้นไปแล้ว
เราเคยสร้างพื้นที่นั้นขึ้นมาด้วยเจตนาที่อยากให้มันเป็นมากกว่าแค่แหล่งข้อมูล
เราอยากให้มันเป็นเหมือนแปลงเพาะชำเล็กๆ ที่ซึ่งคนธรรมดาจะได้ลองหว่านเมล็ดพันธุ์ความคิด ลองฝึกฝนการเขียน และได้เห็นตัวตนของตัวเองงอกงามขึ้นมา
แต่เมื่อเวลาผ่านไปและต้นกล้าหลายต้นได้เติบโตจนแข็งแรงและออกไปสร้างสวนของตัวเองแล้วนั้น ผมก็อดคิดไม่ได้ว่าแปลงเพาะชำแห่งนี้อาจจะเสร็จสิ้นภารกิจของมันแล้ว
จนกระทั่งผมได้อ่านบทความของน้องคนหนึ่งที่ชื่อ ‘ฟลุ๊ค’ @Flvke.fix
บทความของเขาไม่ได้แค่ดีเยี่ยมในเชิงเนื้อหา แต่สิ่งที่สั่นสะเทือนใจผมอย่างรุนแรง คือประโยคสั้นๆ ที่เขาเขียนมาในข้อความส่วนตัว...
“การได้มีบทความของตัวเองเผยแพร่บนเว็บไซต์ Right Shift มันคือที่สุดของความฝันของผม”
คำพูดนั้นเป็นเหมือนสายลมที่พัดพาเมฆหมอกในใจของผมออกไปจนหมดสิ้น มันเตือนให้ผมตระหนักถึงความจริงที่เรียบง่ายและงดงามที่สุดข้อหนึ่ง...
ในวันที่แม้แต่คนสวนเองยังไม่แน่ใจว่าผืนดินที่เคยพรวนไว้นั้นยังคงอุดมสมบูรณ์อยู่หรือไม่ แต่สำหรับใครบางคน ผืนดินผืนนั้นยังคงเป็นดาวเหนือที่นำทางความฝันของเขาอยู่เสมอ
ผมอยากจะบอกฟลุ๊คและเพื่อนนักเดินทางทุกคนที่ได้อ่านโพสต์นี้ว่า...
บทความของคุณไม่ใช่แค่การเรียบเรียงข้อมูลที่ยอดเยี่ยม แต่คุณได้ทำในสิ่งที่ยากกว่านั้น
คือการกลั่นมุมมองที่เกิดจากความเข้าใจอย่างแท้จริง คุณตั้งคำถามที่ลึกซึ้งโดยไม่พยายามจะยัดเยียดคำตอบ และเล่าความจริงที่ซับซ้อนด้วยท่าทีที่อ่อนโยนและเคารพผู้อ่าน
ซึ่งทั้งหมดนี้คือคุณสมบัติของนักเล่าเรื่องที่ดี
จงอย่าหยุดเขียน... อย่าหยุดตั้งคำถาม และอย่าหยุดแบ่งปันในสิ่งที่คุณค้นพบ
เพราะคุณค่าของบทความหนึ่งบท ไม่ได้วัดกันที่ว่ามันจะสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้หรือไม่ แต่วัดกันที่ว่ามันสามารถช่วยให้ใครสักคน ‘เข้าใจโลกในใจของตัวเอง’ ได้มากขึ้นหรือเปล่า
และบทความของคุณก็ได้ทำหน้าที่นั้นอย่างสมบูรณ์แล้ว
เจตนาของ Right Shift ไม่เคยเป็นการสร้างสำนักข่าวหรือสถาบันทางความคิดที่ยิ่งใหญ่
แต่เป็นเพียงการสร้าง ‘ทุ่งกว้าง’ ที่ซึ่งคนธรรมดาคนหนึ่งจะกล้าพอที่จะหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความฝัน และได้เห็นว่าความคิดของเขาก็มีที่ยืนและสามารถงอกงามขึ้นมาได้
และผมเชื่อเสมอว่า...
คนที่กล้าเขียนด้วยหัวใจที่ไม่ต้องการเอาชนะใคร แต่ต้องการจะสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นนั้น คือนักสื่อสารที่โลกของเรากำลังต้องการอย่างแท้จริง
ฟลุ๊คคือหนึ่งในนั้นครับ..
ขอบคุณที่ยังคงเชื่อมั่นในผืนดินผืนนี้ และขอบคุณที่ได้ใช้ความฝันของคุณ เติมแรงใจให้กับคนสวนอย่างผมและเพื่อนนักเดินทางอีกหลายคนในวันนี้
ขอบคุณน้องๆ ทีม Editor ของ Right Shift ทุกท่านเช่นกัน ที่ยังคงมุมานะทำงานหนักอยู่เบื้องหลังก้าวเล็กๆ ในการเติบโตของทุกคน
#Siamstr
อ่านบทความเป็นกำลังใจให้น้องได้ที่นี่ครับ

ผมยังจำช่วงเวลาก่อนหน้านี้ได้ดี วันที่เราค่อยๆ ปรับเปลี่ยนทิศทางของ @Right Shift จากการมุ่งเน้นที่บทความบนเว็บไซต์ ไปสู่การสร้างสนามพลังในรูปแบบอื่นๆ ที่มีชีวิตชีวามากกว่าเดิม
ในใจของผมตอนนั้นยอมรับอย่างเงียบๆ ว่ายุคสมัยของบทความแบบยาวบนเว็บไซต์ของเราอาจจะค่อยๆ ผ่านพ้นไปแล้ว
เราเคยสร้างพื้นที่นั้นขึ้นมาด้วยเจตนาที่อยากให้มันเป็นมากกว่าแค่แหล่งข้อมูล
เราอยากให้มันเป็นเหมือนแปลงเพาะชำเล็กๆ ที่ซึ่งคนธรรมดาจะได้ลองหว่านเมล็ดพันธุ์ความคิด ลองฝึกฝนการเขียน และได้เห็นตัวตนของตัวเองงอกงามขึ้นมา
แต่เมื่อเวลาผ่านไปและต้นกล้าหลายต้นได้เติบโตจนแข็งแรงและออกไปสร้างสวนของตัวเองแล้วนั้น ผมก็อดคิดไม่ได้ว่าแปลงเพาะชำแห่งนี้อาจจะเสร็จสิ้นภารกิจของมันแล้ว
จนกระทั่งผมได้อ่านบทความของน้องคนหนึ่งที่ชื่อ ‘ฟลุ๊ค’ @Flvke.fix
บทความของเขาไม่ได้แค่ดีเยี่ยมในเชิงเนื้อหา แต่สิ่งที่สั่นสะเทือนใจผมอย่างรุนแรง คือประโยคสั้นๆ ที่เขาเขียนมาในข้อความส่วนตัว...
“การได้มีบทความของตัวเองเผยแพร่บนเว็บไซต์ Right Shift มันคือที่สุดของความฝันของผม”
คำพูดนั้นเป็นเหมือนสายลมที่พัดพาเมฆหมอกในใจของผมออกไปจนหมดสิ้น มันเตือนให้ผมตระหนักถึงความจริงที่เรียบง่ายและงดงามที่สุดข้อหนึ่ง...
ในวันที่แม้แต่คนสวนเองยังไม่แน่ใจว่าผืนดินที่เคยพรวนไว้นั้นยังคงอุดมสมบูรณ์อยู่หรือไม่ แต่สำหรับใครบางคน ผืนดินผืนนั้นยังคงเป็นดาวเหนือที่นำทางความฝันของเขาอยู่เสมอ
ผมอยากจะบอกฟลุ๊คและเพื่อนนักเดินทางทุกคนที่ได้อ่านโพสต์นี้ว่า...
บทความของคุณไม่ใช่แค่การเรียบเรียงข้อมูลที่ยอดเยี่ยม แต่คุณได้ทำในสิ่งที่ยากกว่านั้น
คือการกลั่นมุมมองที่เกิดจากความเข้าใจอย่างแท้จริง คุณตั้งคำถามที่ลึกซึ้งโดยไม่พยายามจะยัดเยียดคำตอบ และเล่าความจริงที่ซับซ้อนด้วยท่าทีที่อ่อนโยนและเคารพผู้อ่าน
ซึ่งทั้งหมดนี้คือคุณสมบัติของนักเล่าเรื่องที่ดี
จงอย่าหยุดเขียน... อย่าหยุดตั้งคำถาม และอย่าหยุดแบ่งปันในสิ่งที่คุณค้นพบ
เพราะคุณค่าของบทความหนึ่งบท ไม่ได้วัดกันที่ว่ามันจะสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้หรือไม่ แต่วัดกันที่ว่ามันสามารถช่วยให้ใครสักคน ‘เข้าใจโลกในใจของตัวเอง’ ได้มากขึ้นหรือเปล่า
และบทความของคุณก็ได้ทำหน้าที่นั้นอย่างสมบูรณ์แล้ว
เจตนาของ Right Shift ไม่เคยเป็นการสร้างสำนักข่าวหรือสถาบันทางความคิดที่ยิ่งใหญ่
แต่เป็นเพียงการสร้าง ‘ทุ่งกว้าง’ ที่ซึ่งคนธรรมดาคนหนึ่งจะกล้าพอที่จะหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความฝัน และได้เห็นว่าความคิดของเขาก็มีที่ยืนและสามารถงอกงามขึ้นมาได้
และผมเชื่อเสมอว่า...
คนที่กล้าเขียนด้วยหัวใจที่ไม่ต้องการเอาชนะใคร แต่ต้องการจะสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นนั้น คือนักสื่อสารที่โลกของเรากำลังต้องการอย่างแท้จริง
ฟลุ๊คคือหนึ่งในนั้นครับ..
ขอบคุณที่ยังคงเชื่อมั่นในผืนดินผืนนี้ และขอบคุณที่ได้ใช้ความฝันของคุณ เติมแรงใจให้กับคนสวนอย่างผมและเพื่อนนักเดินทางอีกหลายคนในวันนี้
ขอบคุณน้องๆ ทีม Editor ของ Right Shift ทุกท่านเช่นกัน ที่ยังคงมุมานะทำงานหนักอยู่เบื้องหลังก้าวเล็กๆ ในการเติบโตของทุกคน
#Siamstr
อ่านบทความเป็นกำลังใจให้น้องได้ที่นี่ครับ

Right Shift
เงินนั้นชั่วร้าย หรือถูกใส่ร้ายกันแน่? - Right Shift
ทุกคนอยากได้เงิน แต่มันกลับถูกมองว่าชั่วร้าย ถ้าเง...
#Companion ?
ภาพถ่ายอีกใบหนึ่งจากวันนั้น...
คนสามคนยืนอยู่ด้วยกัน แต่สายตาของแต่ละคนกลับทอดมองไปยังคนละทิศทาง ไม่มีใครยืนอยู่ข้างหน้าเพื่อนำทาง และไม่มีใครต้องคอยเดินตามอยู่ข้างหลัง
ภาพนี้อาจจะดูแปลกในสายตาของโลกที่คุ้นชินกับการมองหาผู้นำในทุกกลุ่มคน
แต่สำหรับผมแล้ว นี่คือภาพที่สะท้อนคำนิยามของคำว่า ‘คอมแพเนียน’ (Companion) ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด
ในมิตรภาพแบบคอมแพเนียน ไม่เคยมีคำถามว่าใครเก่งกว่าใคร หรือใครมีความสำคัญมากกว่ากัน เพราะต่างเคารพในความเป็นปัจเจกของแต่ละคนอย่างสุดหัวใจ
แต่ละคนเข้าใจดีว่าคุณค่าของมนุษย์นั้นไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบหรือวัดผลบนมาตรวัดเดียวกันได้
บางคนเป็นเหมือนดวงอาทิตย์ ผู้ส่องแสงแห่งความรู้ที่เจิดจ้าและมอบทิศทางที่ชัดเจนให้กับผู้คนนับล้าน
บางคนเป็นเหมือนผืนดิน ผู้เปี่ยมด้วยปัญญาที่ตกตะกอนมาเนิ่นนาน มั่นคง และพร้อมที่จะให้ทุกเมล็ดพันธุ์ได้งอกงามขึ้นจากปรัชญาของตน
ส่วนบางคน... อาจเป็นเพียงสายน้ำ ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อและนำพาสารอาหารจากผืนดินไปหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตให้เติบโต
ดวงอาทิตย์, ผืนดิน, และสายน้ำ... ใครเล่าจะบอกได้ว่าสิ่งไหนสำคัญกว่ากัน?
หน้าที่จึงไม่ใช่การแข่งขันกันเพื่อจะเป็นหนึ่ง แต่คือการเรียนรู้ที่จะดำรงอยู่ในฐานะองค์ประกอบที่แตกต่าง เพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์และยิ่งใหญ่กว่าที่ใครคนใดคนหนึ่งจะสามารถสร้างขึ้นมาได้เพียงลำพัง
‘คอมแพเนียน’ ในความหมายของผม จึงไม่ใช่แค่เพื่อนหรือผู้ร่วมงาน
หากแต่คือผู้ที่รับฟังเจตนาและความฝันที่แท้จริงของกันและกัน คือผู้ที่พร้อมจะยืนอยู่ ‘ข้างๆ’ เสมอ ไม่ว่าเส้นทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
วันนี้เราอาจจะแข็งแรงพอที่จะเดินไปได้ด้วยตัวเอง แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้สึกเหนื่อยล้าหรือหลงทาง เพียงแค่หันกลับมา... เราจะพบว่ายังมีอีกสองคนยืนอยู่ตรงนั้นเสมอ
มันคือความไว้วางใจที่มองไม่เห็น คือพันธสัญญาที่ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นด้วยลายลักษณ์อักษร แต่ถูกผนึกไว้ด้วยหัวใจ
และนี่อาจจะเป็นคุณค่าที่แท้จริงของการเดินทาง
คือการได้พบเจอคอมแพเนียนที่พร้อมจะร่วมสร้าง ‘ความเป็นไปได้ใหม่ๆ’ ไปด้วยกัน...
สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าแค่การทำเพื่อตัวเอง แต่คือการทำเพื่อสนามพลังที่เราได้ดูแลร่วมกัน
#Siamstr
คนสามคนยืนอยู่ด้วยกัน แต่สายตาของแต่ละคนกลับทอดมองไปยังคนละทิศทาง ไม่มีใครยืนอยู่ข้างหน้าเพื่อนำทาง และไม่มีใครต้องคอยเดินตามอยู่ข้างหลัง
ภาพนี้อาจจะดูแปลกในสายตาของโลกที่คุ้นชินกับการมองหาผู้นำในทุกกลุ่มคน
แต่สำหรับผมแล้ว นี่คือภาพที่สะท้อนคำนิยามของคำว่า ‘คอมแพเนียน’ (Companion) ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด
ในมิตรภาพแบบคอมแพเนียน ไม่เคยมีคำถามว่าใครเก่งกว่าใคร หรือใครมีความสำคัญมากกว่ากัน เพราะต่างเคารพในความเป็นปัจเจกของแต่ละคนอย่างสุดหัวใจ
แต่ละคนเข้าใจดีว่าคุณค่าของมนุษย์นั้นไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบหรือวัดผลบนมาตรวัดเดียวกันได้
บางคนเป็นเหมือนดวงอาทิตย์ ผู้ส่องแสงแห่งความรู้ที่เจิดจ้าและมอบทิศทางที่ชัดเจนให้กับผู้คนนับล้าน
บางคนเป็นเหมือนผืนดิน ผู้เปี่ยมด้วยปัญญาที่ตกตะกอนมาเนิ่นนาน มั่นคง และพร้อมที่จะให้ทุกเมล็ดพันธุ์ได้งอกงามขึ้นจากปรัชญาของตน
ส่วนบางคน... อาจเป็นเพียงสายน้ำ ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อและนำพาสารอาหารจากผืนดินไปหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตให้เติบโต
ดวงอาทิตย์, ผืนดิน, และสายน้ำ... ใครเล่าจะบอกได้ว่าสิ่งไหนสำคัญกว่ากัน?
หน้าที่จึงไม่ใช่การแข่งขันกันเพื่อจะเป็นหนึ่ง แต่คือการเรียนรู้ที่จะดำรงอยู่ในฐานะองค์ประกอบที่แตกต่าง เพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์และยิ่งใหญ่กว่าที่ใครคนใดคนหนึ่งจะสามารถสร้างขึ้นมาได้เพียงลำพัง
‘คอมแพเนียน’ ในความหมายของผม จึงไม่ใช่แค่เพื่อนหรือผู้ร่วมงาน
หากแต่คือผู้ที่รับฟังเจตนาและความฝันที่แท้จริงของกันและกัน คือผู้ที่พร้อมจะยืนอยู่ ‘ข้างๆ’ เสมอ ไม่ว่าเส้นทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
วันนี้เราอาจจะแข็งแรงพอที่จะเดินไปได้ด้วยตัวเอง แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้สึกเหนื่อยล้าหรือหลงทาง เพียงแค่หันกลับมา... เราจะพบว่ายังมีอีกสองคนยืนอยู่ตรงนั้นเสมอ
มันคือความไว้วางใจที่มองไม่เห็น คือพันธสัญญาที่ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นด้วยลายลักษณ์อักษร แต่ถูกผนึกไว้ด้วยหัวใจ
และนี่อาจจะเป็นคุณค่าที่แท้จริงของการเดินทาง
คือการได้พบเจอคอมแพเนียนที่พร้อมจะร่วมสร้าง ‘ความเป็นไปได้ใหม่ๆ’ ไปด้วยกัน...
สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าแค่การทำเพื่อตัวเอง แต่คือการทำเพื่อสนามพลังที่เราได้ดูแลร่วมกัน
#Siamstrภาพถ่ายทีเผลอมักจะเล่าความจริงในเสี้ยววินาทีที่คำพูดนับพันอาจบรรยายไม่ได้...
ในภาพนี้... ผมคือชายในแจ็คเก็ตสีน้ำเงินเข้ม สายตาของผมทอดมองไปยังเบื้องหน้า ที่ซึ่งพี่วิชิต (เสื้อโปโลสีดำ) และน้องๆ ทีมงาน กำลังยืนอยู่บนผืนดินว่างเปล่าริมน้ำแห่งเกาะเกร็ด ผืนดินที่กำลังจะกลายเป็นผ้าใบให้เราได้ร่วมกันวาดความฝันครั้งใหม่
ส่วนด้านหลังของผม คืออาจารย์พิริยะ (เสื้อขาว) ผู้ซึ่งกำลังบันทึกภาพช่วงเวลานี้ไว้โดยที่ผมไม่รู้ตัว
มันคือภาพที่ผมมายืนอยู่ตรงกลาง... ระหว่างจุดเริ่มต้นและก้าวต่อไป
ภาพนี้ทำให้ผมย้อนกลับไปถามคำถามเดิมที่ผมถามตัวเองอยู่เสมอ... คนธรรมดาอย่างผม เดินทางมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?
ผมยังจำวันแรกที่ได้ก้าวเข้ามาในชุมชนแห่งนี้ได้ดี ผมเป็นเพียงสมาชิกหน้าใหม่ที่แทบจะไร้ตัวตน
แต่แล้วโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตก็มาถึง ผ่านความไว้วางใจที่อาจารย์พิริยะได้มอบให้
อ. คือผู้นำการเผยแพร่ความรู้ด้านเทคโนโลยีการเงินคนสำคัญของประเทศ และท่านได้เลือกที่จะเชื่อมั่นในตัวผม ให้เข้ามาช่วยสร้างและต่อยอดทีมงานที่ดีที่สุดขึ้นมา
จากประกายไฟในใจของคนสองคนในวันนั้น มันได้กลายเป็นกองไฟขนาดใหญ่ที่มอบความอบอุ่นและความหวังให้ผู้คนนับร้อยภายในเวลาเพียงสามปี
เราได้เปลี่ยนเรื่องที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องเพ้อฝันให้กลายเป็นความจริง และได้ร่วมกันสร้างสนามพลังที่ผลักดันให้คนธรรมดาอีกมากมายกล้าที่จะลุกขึ้นมาขับเคลื่อนในสิ่งที่ตัวเองศรัทธา
ผมซาบซึ้งและขอบคุณในความไว้วางใจครั้งนั้นเสมอมา ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดก็ตาม
และในวันนี้... ณ เสี้ยววินาทีที่อาจารย์พิริยะกำลังกดชัตเตอร์ ผมก็กำลังได้รับเกียรติและความไว้วางใจนั้นอีกครั้งหนึ่ง จากชายผู้ยืนอยู่เบื้องหน้าผม
พี่วิชิต... เหมือนกำลังเทกล่องตัวต่อเลโก้กองมหึมาลงบนพื้นดินตรงหน้า แล้วเชื้อเชิญให้ผมลองหยิบมันขึ้นมาต่อเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม
บางสิ่งที่จะถูกจดจำและมอบ คุณค่าที่แท้จริงให้กับสังคม ให้กับเกาะเกร็ด สถานที่ที่เรากำลังจะร่วมกันเปลี่ยนให้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้และฟูมฟักความฝันแห่งอนาคต
ผมมายืนอยู่ตรงกลางระหว่างความไว้วางใจของบุคคลแห่งยุคสองท่านนี้ได้อย่างไร?
บางคนอาจจะบอกว่าเพราะผมพูดเก่ง, เพราะผมมีความสามารถในการปลุกใจผู้คน, หรือเพราะผมมีความคิดที่เฉียบคม... แต่ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร ผมกลับรู้คำตอบที่แท้จริงในใจของผมเองเสมอมา
มันไม่ใช่เพราะผมเก่งกาจกว่าใคร... แต่เพราะผมมีความศรัทธาอย่างแรงกล้าในเพื่อนมนุษย์และพลังของการร่วมมือกัน... ก็เท่านั้นเอง
ผมแค่เชื่อว่าคนทุกคนมีศักยภาพที่ซ่อนอยู่ และหน้าที่ของผมคือการสร้าง ‘สนาม’ ที่ปลอดภัยพอให้พวกเขากล้าที่จะเปล่งแสงของตัวเองออกมา
ผมเจออุปสรรคนับครั้งไม่ถ้วน แต่ผมแค่ไม่เคยเดินจากไป ผมเลือกที่จะยืนอยู่ตรงนั้นเสมอ เพื่อเป็นหลักประกันให้ทุกคนรู้สึกว่าเราไม่ได้กำลังหลงทาง เราแค่ต้องการเวลาและความเชื่อมั่นในกันและกัน
ถ้าถามผมตอนนี้ว่าเกาะเกร็ดในอีกสามปีข้างหน้าจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร... ผมยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนหรอกครับ
เพราะมันจะไม่ใช่ภาพที่เกิดจากความคิดของผมหรือพี่วิชิตหรืออาจารย์เพียงสามคน
แต่มันจะเกิดจากผลรวมของความฝันนับร้อย, ความคิดนับพัน, และการลงมือทำนับล้านๆ ครั้งของทุกคนในชุมชนที่จะมาร่วมกันสร้างมันขึ้นมา
แล้วตกลง... หน้าที่ของผม ณ จุดนี้ คืออะไรกันแน่?
ผมย้อนนึกถึงเหตุการณ์ในวงสนทนาก่อนหน้านั้น มีคนพาเพื่อนใหม่เข้ามาแนะนำตัวในกลุ่ม เขาไล่เรียงไปทีละคนว่าใครเป็นใคร มีความสามารถอะไร จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่ผม...
เขาเงียบไปครู่หนึ่งเหมือนกำลังหาคำที่เหมาะสมที่สุด แล้วจึงพูดขึ้นมาว่า...
“นั่นคือพี่ Jakk... เอ่อ... เขาเป็นทุกอย่าง”
บางที... การ ‘เป็นทุกอย่าง’ อาจจะหมายถึงการที่เราไม่ต้องเป็น ‘อะไร’ ที่เฉพาะเจาะจงเลยก็ได้
อาจจะเป็นการทำหน้าที่เป็นผืนดินที่ว่างเปล่า เป็นสายลมที่โอบอุ้ม เป็นสะพานที่เชื่อมต่อ และเป็นความเชื่อมั่นที่คอยยืนอยู่ตรงนั้น...
เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างได้งอกงามขึ้นมาด้วยตัวของมันเอง
#kohkretbitcoin
#rightshift #chitbeer
#ลานกรองมันส์ #citadel
#siamstr
ในภาพนี้... ผมคือชายในแจ็คเก็ตสีน้ำเงินเข้ม สายตาของผมทอดมองไปยังเบื้องหน้า ที่ซึ่งพี่วิชิต (เสื้อโปโลสีดำ) และน้องๆ ทีมงาน กำลังยืนอยู่บนผืนดินว่างเปล่าริมน้ำแห่งเกาะเกร็ด ผืนดินที่กำลังจะกลายเป็นผ้าใบให้เราได้ร่วมกันวาดความฝันครั้งใหม่
ส่วนด้านหลังของผม คืออาจารย์พิริยะ (เสื้อขาว) ผู้ซึ่งกำลังบันทึกภาพช่วงเวลานี้ไว้โดยที่ผมไม่รู้ตัว
มันคือภาพที่ผมมายืนอยู่ตรงกลาง... ระหว่างจุดเริ่มต้นและก้าวต่อไป
ภาพนี้ทำให้ผมย้อนกลับไปถามคำถามเดิมที่ผมถามตัวเองอยู่เสมอ... คนธรรมดาอย่างผม เดินทางมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?
ผมยังจำวันแรกที่ได้ก้าวเข้ามาในชุมชนแห่งนี้ได้ดี ผมเป็นเพียงสมาชิกหน้าใหม่ที่แทบจะไร้ตัวตน
แต่แล้วโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตก็มาถึง ผ่านความไว้วางใจที่อาจารย์พิริยะได้มอบให้
อ. คือผู้นำการเผยแพร่ความรู้ด้านเทคโนโลยีการเงินคนสำคัญของประเทศ และท่านได้เลือกที่จะเชื่อมั่นในตัวผม ให้เข้ามาช่วยสร้างและต่อยอดทีมงานที่ดีที่สุดขึ้นมา
จากประกายไฟในใจของคนสองคนในวันนั้น มันได้กลายเป็นกองไฟขนาดใหญ่ที่มอบความอบอุ่นและความหวังให้ผู้คนนับร้อยภายในเวลาเพียงสามปี
เราได้เปลี่ยนเรื่องที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องเพ้อฝันให้กลายเป็นความจริง และได้ร่วมกันสร้างสนามพลังที่ผลักดันให้คนธรรมดาอีกมากมายกล้าที่จะลุกขึ้นมาขับเคลื่อนในสิ่งที่ตัวเองศรัทธา
ผมซาบซึ้งและขอบคุณในความไว้วางใจครั้งนั้นเสมอมา ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดก็ตาม
และในวันนี้... ณ เสี้ยววินาทีที่อาจารย์พิริยะกำลังกดชัตเตอร์ ผมก็กำลังได้รับเกียรติและความไว้วางใจนั้นอีกครั้งหนึ่ง จากชายผู้ยืนอยู่เบื้องหน้าผม
พี่วิชิต... เหมือนกำลังเทกล่องตัวต่อเลโก้กองมหึมาลงบนพื้นดินตรงหน้า แล้วเชื้อเชิญให้ผมลองหยิบมันขึ้นมาต่อเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม
บางสิ่งที่จะถูกจดจำและมอบ คุณค่าที่แท้จริงให้กับสังคม ให้กับเกาะเกร็ด สถานที่ที่เรากำลังจะร่วมกันเปลี่ยนให้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้และฟูมฟักความฝันแห่งอนาคต
ผมมายืนอยู่ตรงกลางระหว่างความไว้วางใจของบุคคลแห่งยุคสองท่านนี้ได้อย่างไร?
บางคนอาจจะบอกว่าเพราะผมพูดเก่ง, เพราะผมมีความสามารถในการปลุกใจผู้คน, หรือเพราะผมมีความคิดที่เฉียบคม... แต่ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร ผมกลับรู้คำตอบที่แท้จริงในใจของผมเองเสมอมา
มันไม่ใช่เพราะผมเก่งกาจกว่าใคร... แต่เพราะผมมีความศรัทธาอย่างแรงกล้าในเพื่อนมนุษย์และพลังของการร่วมมือกัน... ก็เท่านั้นเอง
ผมแค่เชื่อว่าคนทุกคนมีศักยภาพที่ซ่อนอยู่ และหน้าที่ของผมคือการสร้าง ‘สนาม’ ที่ปลอดภัยพอให้พวกเขากล้าที่จะเปล่งแสงของตัวเองออกมา
ผมเจออุปสรรคนับครั้งไม่ถ้วน แต่ผมแค่ไม่เคยเดินจากไป ผมเลือกที่จะยืนอยู่ตรงนั้นเสมอ เพื่อเป็นหลักประกันให้ทุกคนรู้สึกว่าเราไม่ได้กำลังหลงทาง เราแค่ต้องการเวลาและความเชื่อมั่นในกันและกัน
ถ้าถามผมตอนนี้ว่าเกาะเกร็ดในอีกสามปีข้างหน้าจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร... ผมยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนหรอกครับ
เพราะมันจะไม่ใช่ภาพที่เกิดจากความคิดของผมหรือพี่วิชิตหรืออาจารย์เพียงสามคน
แต่มันจะเกิดจากผลรวมของความฝันนับร้อย, ความคิดนับพัน, และการลงมือทำนับล้านๆ ครั้งของทุกคนในชุมชนที่จะมาร่วมกันสร้างมันขึ้นมา
แล้วตกลง... หน้าที่ของผม ณ จุดนี้ คืออะไรกันแน่?
ผมย้อนนึกถึงเหตุการณ์ในวงสนทนาก่อนหน้านั้น มีคนพาเพื่อนใหม่เข้ามาแนะนำตัวในกลุ่ม เขาไล่เรียงไปทีละคนว่าใครเป็นใคร มีความสามารถอะไร จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่ผม...
เขาเงียบไปครู่หนึ่งเหมือนกำลังหาคำที่เหมาะสมที่สุด แล้วจึงพูดขึ้นมาว่า...
“นั่นคือพี่ Jakk... เอ่อ... เขาเป็นทุกอย่าง”
บางที... การ ‘เป็นทุกอย่าง’ อาจจะหมายถึงการที่เราไม่ต้องเป็น ‘อะไร’ ที่เฉพาะเจาะจงเลยก็ได้
อาจจะเป็นการทำหน้าที่เป็นผืนดินที่ว่างเปล่า เป็นสายลมที่โอบอุ้ม เป็นสะพานที่เชื่อมต่อ และเป็นความเชื่อมั่นที่คอยยืนอยู่ตรงนั้น...
เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างได้งอกงามขึ้นมาด้วยตัวของมันเอง
#kohkretbitcoin
#rightshift #chitbeer
#ลานกรองมันส์ #citadel
#siamstrผมมีความคืบหน้าเล็กๆ น้อยๆ มาเล่าให้ฟังครับ ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมได้ใช้เวลาอยู่กับการเก็บเกี่ยวและตกตะกอนความคิดและประสบการณ์ต่างๆ ที่เคยแบ่งปันไว้ในหลายพื้นที่ ทั้งจากบทความเก่าๆ สิ่งที่เคยพูดคุยกันกับหลายๆ คน หรือแม้แต่จากการเดินทางภายในของตัวเอง
วันนี้อยากจะมาบอกเล่าว่าตะกอนเหล่านั้นได้ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเป็นรูปเป็นร่าง และกลายเป็นร่างแรก (First Draft) ของหนังสือขนาดสั้น (หรือมินิบุ๊ก) จำนวน 5 เล่มแล้วครับ เป็นความตั้งใจที่จะขมวดองค์ความรู้ที่อาจจะเคยซับซ้อน ให้กลายเป็นเรื่องราวที่เข้าถึงและนำไปใช้ได้ง่ายขึ้น
จึงอยากจะขออนุญาตแนะนำให้เพื่อนๆ ได้รู้จักกับหนังสือแต่ละเล่มคร่าวๆ ครับ
1. Synharmonic Field เมื่อคลื่นหัวใจสอดประสาน
เนื้อหาเล่มนี้เปรียบเสมือนเล่มปฐมบท หรือแก่นปรัชญาที่เป็นรากฐานของงานทั้งหมดของผมครับ มันว่าด้วยเรื่องของ "สนามพลัง" ที่มองไม่เห็นซึ่งเกิดขึ้นระหว่างผู้คน ไม่ว่าจะเป็นในทีมงาน, องค์กร, หรือชุมชน
เป็นหนังสือแนวปรัชญาองค์กรและภูมิปัญญาในการสร้างทีม
มันพยายามจะตอบคำถามที่ว่า... ทำไมบางทีมที่แทบไม่มีทรัพยากรอะไรเลยกลับสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ ในขณะที่บางองค์กรที่มีพร้อมทุกอย่างกลับล้มเหลว เล่มนี้จะพาไปสำรวจสถาปัตยกรรมที่มองไม่เห็น ของความสัมพันธ์และความไว้วางใจ ซึ่งเป็นหัวใจที่แท้จริงของการทำงานร่วมกัน
2. Field Notes Vol. 1 - วิชาข้ามแม่น้ำล่องหน
เนื้อหาเป็นบันทึกภาคสนามเล่มแรกที่ว่าด้วย "การเดินทางภายใน" ของคนคนหนึ่ง ที่ต้องเผชิญหน้าและเรียนรู้ที่จะข้ามผ่านแม่น้ำล่องหน หรืออุปสรรคภายในใจที่มองไม่เห็น ไม่ว่าจะเป็นความกลัว, ความคาดหวัง, หรือเรื่องเล่าเก่าๆ ที่คอยฉุดรั้งเราไว้
เป็นหนังสือแนว การสำรวจตนเองผ่านเรื่องเล่า (Narrative Self-Exploration)
เล่มนี้จะเปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อปัญหาชีวิต จากที่เคยมองว่าเป็นความล้มเหลวส่วนตัว ให้กลายเป็นการเดินทางที่เป็นสากล ที่เราทุกคนต้องเผชิญ มันมอบเข็มทิศและเพื่อนร่วมทางให้เรารู้สึกโดดเดี่ยวน้อยลงในการเผชิญหน้ากับตัวเอง
3. Field Notes Vol. 2 - วิชาสวนในใจ
เนื้อหาเป็นเล่าเรื่องราวของ "สมจิตร" ชายหนุ่มผู้หมดไฟจากเมืองกรุง ที่ได้กลับไปเรียนรู้วิธีทำสวนในใจ ของตัวเองกับญาติผู้ใหญ่ที่ชื่อ "ลุงสงบ" เป็นการแปลแก่นสัจธรรมออกมาเป็นเรื่องราวที่จับต้องได้
เป็นหนังสือแนวคิดในรูปแบบนิยาย (Narrative Dharma)
ใช้เรื่องราวของการพรวนดิน, รดน้ำ, เฝ้าดูแมลงและลมพายุ เป็นสะพานให้เราได้กลับมาทำความเข้าใจร่างกาย, ความรู้สึก, และความคิดของตัวเองอย่างเรียบง่ายและลึกซึ้ง
4. Field Notes Vol. 3 - วิชาอ่านกระแส
เนื้อหาเป็นบันทึกภาคสนามที่ผมเล่าจากประสบการณ์ตรง ในการหลอมรวมภูมิปัญญา 2 สายธาร คือ "วิทยาศาสตร์อารมณ์" แบบตะวันตก เข้ากับ "ภูมิปัญญาแห่งจิต" แบบตะวันออก
เป็นหนังสือแนวปรัชญาเชิงปฏิบัติ (Practical Philosophy)
เล่มนี้จะนำเสนอระบบปฏิบัติการชีวิตที่สมบูรณ์แบบ ว่าด้วยการเป็นนักนำทางในแม่น้ำอารมณ์ของตัวเอง ตั้งแต่การอ่านกระแส, การบังคับหางเสือ, ไปจนถึงการตระหนักรู้สภาวะที่เราเป็นหนึ่งเดียวกับสายน้ำนั้นเอง เป็นการผสานสองโลกที่แตกต่างให้กลายเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่นำไปใช้ได้จริง
5. Field Notes Vol. 4 - วิชาสนามแห่งคุณค่า
เนื้อหาเกี่ยวกับ - ว่าด้วยเรื่องคุณค่า และการสร้างระบบนิเวศ ที่ขับเคลื่อนด้วยความไว้วางใจและอิสรภาพ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากปรัชญาของ Bitcoin, V4V และตลาดเสรี
เป็นหนังสือแนวปรัชญาสังคมและการสร้างชุมชน (Social Philosophy & Community Building)
เป็นการสำรวจว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราสร้างชุมชนหรือองค์กรที่ไม่ใช่ด้วยการควบคุมจากบนลงล่าง แต่ด้วยการให้คุณค่าแก่กันอย่างอิสระจากล่างขึ้นบน เป็นเหมือนบันทึกการทดลองสร้าง "ทุ่งกว้าง" ที่ทุกคนสามารถเติบโตและงอกงามได้ด้วยตัวเอง
ทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงร่างแรกนะครับ ซึ่งหลังจากนี้จะเข้าสู่กระบวนการขัดเกลาเนื้อหาทั้งหมดอีกหลายรอบ
(ผมตั้งใจจะเขียนแจกในตอนแรก แต่ตอนนี้มันได้ถูกลองนำไปเสนอในกระบวนการตีพิมพ์ทางการไปแล้วครับ Let's see how it goes)
หวังว่าเมื่อถึงวันที่หนังสือเหล่านี้เดินทางไปถึงมือทุกคน มันจะเป็นเพื่อนที่ดีในการเดินทางของแต่ละท่านได้นะครับ
ขอบคุณที่ติดตามกันเสมอมาครับ
#Siamstr
วันนี้อยากจะมาบอกเล่าว่าตะกอนเหล่านั้นได้ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเป็นรูปเป็นร่าง และกลายเป็นร่างแรก (First Draft) ของหนังสือขนาดสั้น (หรือมินิบุ๊ก) จำนวน 5 เล่มแล้วครับ เป็นความตั้งใจที่จะขมวดองค์ความรู้ที่อาจจะเคยซับซ้อน ให้กลายเป็นเรื่องราวที่เข้าถึงและนำไปใช้ได้ง่ายขึ้น
จึงอยากจะขออนุญาตแนะนำให้เพื่อนๆ ได้รู้จักกับหนังสือแต่ละเล่มคร่าวๆ ครับ
1. Synharmonic Field เมื่อคลื่นหัวใจสอดประสาน
เนื้อหาเล่มนี้เปรียบเสมือนเล่มปฐมบท หรือแก่นปรัชญาที่เป็นรากฐานของงานทั้งหมดของผมครับ มันว่าด้วยเรื่องของ "สนามพลัง" ที่มองไม่เห็นซึ่งเกิดขึ้นระหว่างผู้คน ไม่ว่าจะเป็นในทีมงาน, องค์กร, หรือชุมชน
เป็นหนังสือแนวปรัชญาองค์กรและภูมิปัญญาในการสร้างทีม
มันพยายามจะตอบคำถามที่ว่า... ทำไมบางทีมที่แทบไม่มีทรัพยากรอะไรเลยกลับสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ ในขณะที่บางองค์กรที่มีพร้อมทุกอย่างกลับล้มเหลว เล่มนี้จะพาไปสำรวจสถาปัตยกรรมที่มองไม่เห็น ของความสัมพันธ์และความไว้วางใจ ซึ่งเป็นหัวใจที่แท้จริงของการทำงานร่วมกัน
2. Field Notes Vol. 1 - วิชาข้ามแม่น้ำล่องหน
เนื้อหาเป็นบันทึกภาคสนามเล่มแรกที่ว่าด้วย "การเดินทางภายใน" ของคนคนหนึ่ง ที่ต้องเผชิญหน้าและเรียนรู้ที่จะข้ามผ่านแม่น้ำล่องหน หรืออุปสรรคภายในใจที่มองไม่เห็น ไม่ว่าจะเป็นความกลัว, ความคาดหวัง, หรือเรื่องเล่าเก่าๆ ที่คอยฉุดรั้งเราไว้
เป็นหนังสือแนว การสำรวจตนเองผ่านเรื่องเล่า (Narrative Self-Exploration)
เล่มนี้จะเปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อปัญหาชีวิต จากที่เคยมองว่าเป็นความล้มเหลวส่วนตัว ให้กลายเป็นการเดินทางที่เป็นสากล ที่เราทุกคนต้องเผชิญ มันมอบเข็มทิศและเพื่อนร่วมทางให้เรารู้สึกโดดเดี่ยวน้อยลงในการเผชิญหน้ากับตัวเอง
3. Field Notes Vol. 2 - วิชาสวนในใจ
เนื้อหาเป็นเล่าเรื่องราวของ "สมจิตร" ชายหนุ่มผู้หมดไฟจากเมืองกรุง ที่ได้กลับไปเรียนรู้วิธีทำสวนในใจ ของตัวเองกับญาติผู้ใหญ่ที่ชื่อ "ลุงสงบ" เป็นการแปลแก่นสัจธรรมออกมาเป็นเรื่องราวที่จับต้องได้
เป็นหนังสือแนวคิดในรูปแบบนิยาย (Narrative Dharma)
ใช้เรื่องราวของการพรวนดิน, รดน้ำ, เฝ้าดูแมลงและลมพายุ เป็นสะพานให้เราได้กลับมาทำความเข้าใจร่างกาย, ความรู้สึก, และความคิดของตัวเองอย่างเรียบง่ายและลึกซึ้ง
4. Field Notes Vol. 3 - วิชาอ่านกระแส
เนื้อหาเป็นบันทึกภาคสนามที่ผมเล่าจากประสบการณ์ตรง ในการหลอมรวมภูมิปัญญา 2 สายธาร คือ "วิทยาศาสตร์อารมณ์" แบบตะวันตก เข้ากับ "ภูมิปัญญาแห่งจิต" แบบตะวันออก
เป็นหนังสือแนวปรัชญาเชิงปฏิบัติ (Practical Philosophy)
เล่มนี้จะนำเสนอระบบปฏิบัติการชีวิตที่สมบูรณ์แบบ ว่าด้วยการเป็นนักนำทางในแม่น้ำอารมณ์ของตัวเอง ตั้งแต่การอ่านกระแส, การบังคับหางเสือ, ไปจนถึงการตระหนักรู้สภาวะที่เราเป็นหนึ่งเดียวกับสายน้ำนั้นเอง เป็นการผสานสองโลกที่แตกต่างให้กลายเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่นำไปใช้ได้จริง
5. Field Notes Vol. 4 - วิชาสนามแห่งคุณค่า
เนื้อหาเกี่ยวกับ - ว่าด้วยเรื่องคุณค่า และการสร้างระบบนิเวศ ที่ขับเคลื่อนด้วยความไว้วางใจและอิสรภาพ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากปรัชญาของ Bitcoin, V4V และตลาดเสรี
เป็นหนังสือแนวปรัชญาสังคมและการสร้างชุมชน (Social Philosophy & Community Building)
เป็นการสำรวจว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราสร้างชุมชนหรือองค์กรที่ไม่ใช่ด้วยการควบคุมจากบนลงล่าง แต่ด้วยการให้คุณค่าแก่กันอย่างอิสระจากล่างขึ้นบน เป็นเหมือนบันทึกการทดลองสร้าง "ทุ่งกว้าง" ที่ทุกคนสามารถเติบโตและงอกงามได้ด้วยตัวเอง
ทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงร่างแรกนะครับ ซึ่งหลังจากนี้จะเข้าสู่กระบวนการขัดเกลาเนื้อหาทั้งหมดอีกหลายรอบ
(ผมตั้งใจจะเขียนแจกในตอนแรก แต่ตอนนี้มันได้ถูกลองนำไปเสนอในกระบวนการตีพิมพ์ทางการไปแล้วครับ Let's see how it goes)
หวังว่าเมื่อถึงวันที่หนังสือเหล่านี้เดินทางไปถึงมือทุกคน มันจะเป็นเพื่อนที่ดีในการเดินทางของแต่ละท่านได้นะครับ
ขอบคุณที่ติดตามกันเสมอมาครับ
#Siamstrเสร็จแล้ว Minibook เล่มที่ 2 ของ Jakk Goodday
"Life Shift - ข้ามแม่น้ำล่องหน" (ที่เคยอยากจะเขียนให้เสร็จเสียทีมานานแล้ว) เหลือขั้นตอนการขัดเกลาเนื้อหา
หนังสือเล่มนี้จะเป็นแนวปรัชญาชีวิตเชิงปฏิบัติครับ (ไม่ใช่ How-to สำเร็จรูป) ผมคาดหวังให้มันเป็นเหมือนคู่มือพาเราสำรวจและ ‘ข้ามแม่น้ำล่องหน’ ในใจตัวเอง
เนื้อหาจะเน้นการปล่อยวางภาระที่มองไม่เห็นซึ่งคอยฉุดรั้งเราไว้ เพื่อเปลี่ยนมุมมองและกลับมารับผิดชอบชีวิตตัวเองเต็มร้อย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจากข้างในครับ
ตัวอย่างเนื้อหาบางส่วนในเล่ม (เล่มเล็กๆ ราวๆ 100 หน้า)
"การยอมรับความรับผิดชอบ คือการกระทำที่ดูเหมือนจะถ่อมตัวที่สุด แต่แท้จริงแล้วมันคือการประกาศศักดาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มันคือการบอกกับจักรวาลว่า...
“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น... ฉันคือผู้กุมชะตาชีวิตของฉันเอง”
เมื่อเรายอมรับจุดนี้ได้... เกมทั้งเกมก็จะเปลี่ยนไป เราจะหยุดรอคอยให้โลกภายนอกเปลี่ยนแปลง แล้วเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงจากโลกภายในของเราเอง
เราจะเปลี่ยนจากคำถามที่ว่า “ทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดกับฉัน?” มาเป็น “ฉันจะเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้ได้บ้าง?”
นี่คือแก่นแท้ของอิสรภาพ มันไม่ใช่การมีทุกอย่างที่เราต้องการ แต่คือการรู้ว่าเรามีพลังที่จะสร้างทุกอย่างที่เราต้องการได้ด้วยการเลือกของเราเอง"
#LifeShift #Siamstr
หนังสือเล่มนี้จะเป็นแนวปรัชญาชีวิตเชิงปฏิบัติครับ (ไม่ใช่ How-to สำเร็จรูป) ผมคาดหวังให้มันเป็นเหมือนคู่มือพาเราสำรวจและ ‘ข้ามแม่น้ำล่องหน’ ในใจตัวเอง
เนื้อหาจะเน้นการปล่อยวางภาระที่มองไม่เห็นซึ่งคอยฉุดรั้งเราไว้ เพื่อเปลี่ยนมุมมองและกลับมารับผิดชอบชีวิตตัวเองเต็มร้อย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจากข้างในครับ
ตัวอย่างเนื้อหาบางส่วนในเล่ม (เล่มเล็กๆ ราวๆ 100 หน้า)
"การยอมรับความรับผิดชอบ คือการกระทำที่ดูเหมือนจะถ่อมตัวที่สุด แต่แท้จริงแล้วมันคือการประกาศศักดาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มันคือการบอกกับจักรวาลว่า...
“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น... ฉันคือผู้กุมชะตาชีวิตของฉันเอง”
เมื่อเรายอมรับจุดนี้ได้... เกมทั้งเกมก็จะเปลี่ยนไป เราจะหยุดรอคอยให้โลกภายนอกเปลี่ยนแปลง แล้วเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงจากโลกภายในของเราเอง
เราจะเปลี่ยนจากคำถามที่ว่า “ทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดกับฉัน?” มาเป็น “ฉันจะเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้ได้บ้าง?”
นี่คือแก่นแท้ของอิสรภาพ มันไม่ใช่การมีทุกอย่างที่เราต้องการ แต่คือการรู้ว่าเรามีพลังที่จะสร้างทุกอย่างที่เราต้องการได้ด้วยการเลือกของเราเอง"
#LifeShift #Siamstrเสร็จแล้ว.. Minibook 1 เล่ม
เมื่อพลังงานคือผู้นำองค์กรที่แท้จริง (1st Draft)
เนื้อหาจะมีความเป็นเรื่องเล่า+ปรัชญา+Astrophysics
#SynharmonicField #Siamstr


Synharmonic Field
ภาพหยุดนิ่ง.. แต่สนามยังเคลื่อน
มีวัตถุยี่สิบกว่าก้อนยืนกระจายตัวบนขอบสระ
ถ้ามองด้วยสายตาแยกชิ้น.. มันก็แค่กลุ่มคนมาเที่ยวกัน
แต่ถ้าเราลองหรี่ตาลงสักนิด จะเห็น “คลื่นพลัง” บางอย่างพาดผ่านระหว่างพวกเขา
เหมือนอนุภาคเล็ก ๆ โคจรอยู่ในแรงโน้มถ่วงเดียวกัน
หนึ่งในนั้นมีมวลหนาแน่นกว่าใครเพื่อน
เขาไม่ได้ยืนกลางภาพ ไม่สวมชุดพิเศษ ไม่ชูป้ายชื่อ
แต่ทุกครั้งที่เขาหัวเราะ กล้องทั้งสนามกระเพื่อมตาม
ใครสักคนกระซิบเรียกเขาว่า "Core Generator"
เพราะพลังงานเขาขยายตัวก่อนใคร
ไม่ได้เป็นเพราะเขาออกคำสั่ง
รอบ ๆ เขา คือวัตถุที่ยังมีมวลเบา
บางก้อนเพิ่งก่อตัวได้ไม่นาน บางก้อนยังสั่นเป็นระยะ ๆ เหมือนหาเสถียรภาพยังไม่เจอ
แต่ทุกก้อนต่างยอมอยู่ในวงโคจรเดียวกัน
เพราะในอวกาศของชีวิต เราเลือกได้ว่าจะหมุนรอบอะไร
สนามนี้ไม่ประกาศตัวว่าเป็นทีม ไม่ขึ้นทะเบียนว่าเป็นองค์กร
มันเป็นเพียงช่องว่างที่ทุกคนตกลงเชื่อว่าตรงนี้ มีบางอย่างให้เติบโต
ไม่มี KPI ไม่มีตารางประชุม กฎเดียวคือฟังแรงสะเทือนของกันและกัน เมื่อใครขยับ คลื่นจะบอกทุกคนว่าถึงตาเธอสร้างจังหวะถัดไปแล้ว
และใช่...
วันนี้หลายก้อนยังเล็กเกินจะดึงดาวฤกษ์เข้าหาตัวเอง
แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลให้หยุดเพิ่มมวล
มวลของวัตถุชีวิตไม่ได้สะสมจากเหรียญรางวัลหรือยอดฟอลโลว์ มันมาจากทุกครั้งที่กล้ายื่นมือช่วยใครสักคน
มาจากทุกวินาทีที่ยอมซื่อสัตย์กับเสียงด้านใน
มาจากทุกเช้าที่ตื่นขึ้นแล้วยังอยากเป็นเวอร์ชันที่หนักแน่นกว่าเมื่อวาน
กฎจักรวาลบอกว่า..
ถ้ามวลมากพอ ความโค้งของปริภูมิเวลาก็จะเปลี่ยน
วัตถุธรรมดากลายเป็น "หลุมดำ" ศูนย์ถ่วงที่สร้างทางเดินใหม่ให้ดาวเคราะห์ทั้งระบบ
สนามชีวิตเองก็แทบไม่ต่างกัน
วันหนึ่ง.. วัตถุที่เคยเบานี่แหละ จะดึงดูดแรงบันดาลใจของผู้คนที่ยังลอยคว้างให้เข้ามารวมกัน
ไม่ต้องดังก้อง ไม่ต้องป่าวประกาศ
แค่หนาแน่นขึ้นทีละกรัม ทีละเรื่องเล็ก ๆ ทุกวัน
ดังนั้น...
หากคุณบังเอิญอยู่ในภาพนี้
หรือยืนอยู่นอกเฟรมแล้วรู้สึกถึงแรงสั่นแผ่ว ๆ ในอก
ขอให้จำไว้ว่า... คุณไม่ต้องรีบเป็นหลุมดำในคืนนี้
เพียงอย่าหยุดสะสมมวล ในสนามที่คุณเลือกโคจร
จักรวาลจะจัดการขยายพื้นที่ให้พอดีกับพลังงานของคุณเอง
และเมื่อวันนั้นมาถึง
สนามที่เคยเล็ก… จะใหญ่พอให้ใครอีกหลายก้อนโคจรเข้ามา
จนกลายเป็นวงโคจรใหม่ ที่ไม่มีชื่อเรียก นอกจากคำง่าย ๆ ว่า “พวกเรา”
More than words 🎶
#Siamstr
#ลานเพื่อนเรา
มีวัตถุยี่สิบกว่าก้อนยืนกระจายตัวบนขอบสระ
ถ้ามองด้วยสายตาแยกชิ้น.. มันก็แค่กลุ่มคนมาเที่ยวกัน
แต่ถ้าเราลองหรี่ตาลงสักนิด จะเห็น “คลื่นพลัง” บางอย่างพาดผ่านระหว่างพวกเขา
เหมือนอนุภาคเล็ก ๆ โคจรอยู่ในแรงโน้มถ่วงเดียวกัน
หนึ่งในนั้นมีมวลหนาแน่นกว่าใครเพื่อน
เขาไม่ได้ยืนกลางภาพ ไม่สวมชุดพิเศษ ไม่ชูป้ายชื่อ
แต่ทุกครั้งที่เขาหัวเราะ กล้องทั้งสนามกระเพื่อมตาม
ใครสักคนกระซิบเรียกเขาว่า "Core Generator"
เพราะพลังงานเขาขยายตัวก่อนใคร
ไม่ได้เป็นเพราะเขาออกคำสั่ง
รอบ ๆ เขา คือวัตถุที่ยังมีมวลเบา
บางก้อนเพิ่งก่อตัวได้ไม่นาน บางก้อนยังสั่นเป็นระยะ ๆ เหมือนหาเสถียรภาพยังไม่เจอ
แต่ทุกก้อนต่างยอมอยู่ในวงโคจรเดียวกัน
เพราะในอวกาศของชีวิต เราเลือกได้ว่าจะหมุนรอบอะไร
สนามนี้ไม่ประกาศตัวว่าเป็นทีม ไม่ขึ้นทะเบียนว่าเป็นองค์กร
มันเป็นเพียงช่องว่างที่ทุกคนตกลงเชื่อว่าตรงนี้ มีบางอย่างให้เติบโต
ไม่มี KPI ไม่มีตารางประชุม กฎเดียวคือฟังแรงสะเทือนของกันและกัน เมื่อใครขยับ คลื่นจะบอกทุกคนว่าถึงตาเธอสร้างจังหวะถัดไปแล้ว
และใช่...
วันนี้หลายก้อนยังเล็กเกินจะดึงดาวฤกษ์เข้าหาตัวเอง
แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลให้หยุดเพิ่มมวล
มวลของวัตถุชีวิตไม่ได้สะสมจากเหรียญรางวัลหรือยอดฟอลโลว์ มันมาจากทุกครั้งที่กล้ายื่นมือช่วยใครสักคน
มาจากทุกวินาทีที่ยอมซื่อสัตย์กับเสียงด้านใน
มาจากทุกเช้าที่ตื่นขึ้นแล้วยังอยากเป็นเวอร์ชันที่หนักแน่นกว่าเมื่อวาน
กฎจักรวาลบอกว่า..
ถ้ามวลมากพอ ความโค้งของปริภูมิเวลาก็จะเปลี่ยน
วัตถุธรรมดากลายเป็น "หลุมดำ" ศูนย์ถ่วงที่สร้างทางเดินใหม่ให้ดาวเคราะห์ทั้งระบบ
สนามชีวิตเองก็แทบไม่ต่างกัน
วันหนึ่ง.. วัตถุที่เคยเบานี่แหละ จะดึงดูดแรงบันดาลใจของผู้คนที่ยังลอยคว้างให้เข้ามารวมกัน
ไม่ต้องดังก้อง ไม่ต้องป่าวประกาศ
แค่หนาแน่นขึ้นทีละกรัม ทีละเรื่องเล็ก ๆ ทุกวัน
ดังนั้น...
หากคุณบังเอิญอยู่ในภาพนี้
หรือยืนอยู่นอกเฟรมแล้วรู้สึกถึงแรงสั่นแผ่ว ๆ ในอก
ขอให้จำไว้ว่า... คุณไม่ต้องรีบเป็นหลุมดำในคืนนี้
เพียงอย่าหยุดสะสมมวล ในสนามที่คุณเลือกโคจร
จักรวาลจะจัดการขยายพื้นที่ให้พอดีกับพลังงานของคุณเอง
และเมื่อวันนั้นมาถึง
สนามที่เคยเล็ก… จะใหญ่พอให้ใครอีกหลายก้อนโคจรเข้ามา
จนกลายเป็นวงโคจรใหม่ ที่ไม่มีชื่อเรียก นอกจากคำง่าย ๆ ว่า “พวกเรา”
More than words 🎶
#Siamstr
#ลานเพื่อนเราขอบคุณจากใจครับ
สำหรับทุกลมหายใจที่เราได้ใช้ร่วมกันในช่วงเวลานี้
ขอบคุณพี่ ๆ เพื่อน ๆ และน้อง ๆ ทุกคน
ที่มาทำให้บรรยากาศอบอุ่น งดงาม และเป็นระเบียบด้วยหัวใจของพวกเราเอง
ไม่มีใครจัด ไม่มีใครบังคับ แต่มันเกิดขึ้นเอง—
และผมรู้สึกโชคดีที่ได้อยู่ตรงนั้นกับทุกคน
หากมีสิ่งใดที่ผมพลาดพลั้ง เผลอเรอ หรือทำให้ใครขุ่นเคืองใจ ...ผมขออภัยด้วยใจจริงครับ
ผมไม่ใช่คนที่ไม่เคยพลาด
แต่ผมจะไม่ใช้ความพลาด
เพื่อทำร้ายใครซ้ำอีก...แม้แต่ตัวเอง
หวังว่าโอกาสหน้า เราจะได้มีช่วงเวลาดี ๆ
ที่เต็มไปด้วยอากาศบริสุทธิ์
ให้หายใจร่วมกันอีกครั้งนะครับ
#ลานเพื่อนเรา
#Siamstr
ไม่มีใครจัด ไม่มีใครบังคับ แต่มันเกิดขึ้นเอง—
และผมรู้สึกโชคดีที่ได้อยู่ตรงนั้นกับทุกคน
หากมีสิ่งใดที่ผมพลาดพลั้ง เผลอเรอ หรือทำให้ใครขุ่นเคืองใจ ...ผมขออภัยด้วยใจจริงครับ
ผมไม่ใช่คนที่ไม่เคยพลาด
แต่ผมจะไม่ใช้ความพลาด
เพื่อทำร้ายใครซ้ำอีก...แม้แต่ตัวเอง
หวังว่าโอกาสหน้า เราจะได้มีช่วงเวลาดี ๆ
ที่เต็มไปด้วยอากาศบริสุทธิ์
ให้หายใจร่วมกันอีกครั้งนะครับ
#ลานเพื่อนเรา
#Siamstrในป่าที่เต็มไปด้วยเสียงธรรมชาติมากมาย
เสียงลมหายใจของดินอาจเบาเกินกว่าจะได้ยิน
แต่เมื่อพายุเลยผ่าน…ดินจะยังอยู่
และกลิ่นของมันจะพาความสงบกลับมา
บางที...
ความเงียบอาจจะเป็นคนละเรื่องกับการไม่มีอะไรให้ส่งเสียง
เพราะมันคือการเลือกที่จะไม่ทำให้ใครต้องพูดแข่ง
บางคนเลือกพูดเพราะกลัวว่าเสียงของเขาจะไม่มีใครฟัง ..บางคนเงียบเพราะกลัวว่าตนจะพูดผิด
แต่โลกนี้...
ยังมีที่ว่างสำหรับทั้งสองแบบ
แค่พวกเขาได้หายใจโดยไม่ต้องพิสูจน์อะไรอีก
ในวันข้างหน้า เราอาจหัวเราะกับสิ่งที่เราเคยยืนกราน
วันนั้นไม่มีอะไรผิด…
เราแค่รู้แล้วว่า เราไม่ได้ต้องการอะไรเลย
เราแค่อยากเป็นที่รัก
วันนี้..
ผมยังคงเลือกอยู่ข้างลมหายใจ
ไม่ใช่เพราะไร้คำให้พูด
ผมแค่อยากให้ที่นี่...
ยังมีอากาศดีดีไว้เผื่อใครที่เหนื่อย ..จะเดินมา
ที่งาน #ลานเพื่อนเรา
พรุ่งนี้เจอกันที่พัทยาครับ
#เบียวความเงียบ #Siamstr
บางที...
ความเงียบอาจจะเป็นคนละเรื่องกับการไม่มีอะไรให้ส่งเสียง
เพราะมันคือการเลือกที่จะไม่ทำให้ใครต้องพูดแข่ง
บางคนเลือกพูดเพราะกลัวว่าเสียงของเขาจะไม่มีใครฟัง ..บางคนเงียบเพราะกลัวว่าตนจะพูดผิด
แต่โลกนี้...
ยังมีที่ว่างสำหรับทั้งสองแบบ
แค่พวกเขาได้หายใจโดยไม่ต้องพิสูจน์อะไรอีก
ในวันข้างหน้า เราอาจหัวเราะกับสิ่งที่เราเคยยืนกราน
วันนั้นไม่มีอะไรผิด…
เราแค่รู้แล้วว่า เราไม่ได้ต้องการอะไรเลย
เราแค่อยากเป็นที่รัก
วันนี้..
ผมยังคงเลือกอยู่ข้างลมหายใจ
ไม่ใช่เพราะไร้คำให้พูด
ผมแค่อยากให้ที่นี่...
ยังมีอากาศดีดีไว้เผื่อใครที่เหนื่อย ..จะเดินมา
ที่งาน #ลานเพื่อนเรา
พรุ่งนี้เจอกันที่พัทยาครับ
#เบียวความเงียบ #Siamstrจากม้าขี้โม้ในตำนาน สู่ม็อตโต้ของเรา
ใครที่เคยอยู่ใกล้ผมมานาน ก็คงพอจำได้ว่าผมมักจะพูดยาว เวลาความคิดมันไหล ผมก็อยากแบ่งปันให้ครบ บางคนเรียกเล่นว่า Jakk 8 ชั่วโมง ด้วยรอยยิ้มที่ไม่ได้มีความเหนื่อยล้าปนอยู่เลย
คนกลุ่มหนึ่งเคยนั่งฟังผมพูดถึงโลกที่ยังไม่มีจริง ความคิดที่ไกลเกินจะจับต้องได้ ความฝันที่ยังไม่มีใครเรียกชื่อมันถูก
แต่พวกเขาก็นั่งฟัง ไม่เคยขัดจังหวะ
ไม่เคยมีแววเบื่อในสายตา
หลายครั้ง.. ผมพูดถึงสิ่งที่ยังไม่มีรูป ไม่มีแบบ ไม่รู้จะเริ่มยังไง แต่พวกเขากลับเป็นคนพาชีวิตของมันให้ลุกขึ้นเดิน พวกเขาเอาความคิดไปลงมือ เอาคำพูดไปทำให้เกิดผล พอถึงตอนนั้น ผมไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรต่อเลย
ผ่านมาหลายปี.. ทุกอย่างที่เคยดูเหมือนไกลเกินจริงค่อยๆ ก่อรูปขึ้นมาทีละนิด ไม่ใช่ด้วยมือผมคนเดียว มันเป็นฝีมือร่วมของคนที่กล้าเอาหัวใจของตัวเองวางลงไปในสิ่งที่ยังไม่มีหลักฐานว่าสมควรจะเชื่อ
พวกเขาทำให้ผมกลายเป็นใครบางคนโดยที่ไม่ต้องยกย่อง
และวันหนึ่ง.. พวกเขาก็ส่งตุ๊กตาม้าสีชมพูตัวหนึ่งมาให้ พร้อมกับชื่อที่ทำให้ทุกคนหลุดหัวเราะ ม็อตโต้ที่ตั้งขึ้นว่า “พี่ม้าขี้โม้”
นี่คงไม่ใช่ถ้อยคำสวยงามนัก แต่ก็เต็มไปด้วยมิตรภาพที่ตรงไปตรงมา เป็นอารมณ์ขันที่เบ่งบานจากความผูกพันมากกว่าความประชด
ผมไม่รู้สึกว่าอะไรของเราถูกทำให้กลายเป็นเรื่องล้อเล่นเลย
ตรงกันข้าม.. ผมรู้สึกว่าเรากำลังแบ่งปันความรักในภาษาของพวกเราเอง พวกเขาไม่ได้มองว่าสิ่งที่ผมพูดคือการขายฝัน พวกเขาเห็นว่าทุกอย่างเคยเกิดขึ้นจริง และยังคงเกิดขึ้นได้ ถ้าเรายังเชื่อในกันและกัน
อีกไม่กี่วัน.. พี่ม้าจะได้เปิดตัวที่พัทยา
ในงานที่พวกเขาตั้งชื่อว่า “ลานเพื่อนเรา”
มันอาจไม่ใช่งานใหญ่ ไม่ใช่งานที่หวังผลอะไร
เป็นแค่จุดนัดพบของคนที่อยากได้ยินเสียงกันตรง ๆ คนที่มีอะไรบางอย่างคล้ายกันในใจโดยไม่ได้นัดหมาย
ผมเองก็จะไป และมันจะไม่มีป้ายโอ่อ่า ไม่มีเวทีอลังการ ไม่มีชื่ออะไรแปลก ๆ ให้ต้องทำความเข้าใจ
ผมอยากให้พวกคุณมากันนะครับ ไม่ใช่เพราะต้องมา แต่อยากให้มาเพราะคุณอยากมาจริง ๆ
ถ้าใจคุณยังรู้สึกบางอย่างตอนอ่านข้อความนี้
นั่นก็คงเพียงพอแล้ว...
#Siamstr
คนกลุ่มหนึ่งเคยนั่งฟังผมพูดถึงโลกที่ยังไม่มีจริง ความคิดที่ไกลเกินจะจับต้องได้ ความฝันที่ยังไม่มีใครเรียกชื่อมันถูก
แต่พวกเขาก็นั่งฟัง ไม่เคยขัดจังหวะ
ไม่เคยมีแววเบื่อในสายตา
หลายครั้ง.. ผมพูดถึงสิ่งที่ยังไม่มีรูป ไม่มีแบบ ไม่รู้จะเริ่มยังไง แต่พวกเขากลับเป็นคนพาชีวิตของมันให้ลุกขึ้นเดิน พวกเขาเอาความคิดไปลงมือ เอาคำพูดไปทำให้เกิดผล พอถึงตอนนั้น ผมไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรต่อเลย
ผ่านมาหลายปี.. ทุกอย่างที่เคยดูเหมือนไกลเกินจริงค่อยๆ ก่อรูปขึ้นมาทีละนิด ไม่ใช่ด้วยมือผมคนเดียว มันเป็นฝีมือร่วมของคนที่กล้าเอาหัวใจของตัวเองวางลงไปในสิ่งที่ยังไม่มีหลักฐานว่าสมควรจะเชื่อ
พวกเขาทำให้ผมกลายเป็นใครบางคนโดยที่ไม่ต้องยกย่อง
และวันหนึ่ง.. พวกเขาก็ส่งตุ๊กตาม้าสีชมพูตัวหนึ่งมาให้ พร้อมกับชื่อที่ทำให้ทุกคนหลุดหัวเราะ ม็อตโต้ที่ตั้งขึ้นว่า “พี่ม้าขี้โม้”
นี่คงไม่ใช่ถ้อยคำสวยงามนัก แต่ก็เต็มไปด้วยมิตรภาพที่ตรงไปตรงมา เป็นอารมณ์ขันที่เบ่งบานจากความผูกพันมากกว่าความประชด
ผมไม่รู้สึกว่าอะไรของเราถูกทำให้กลายเป็นเรื่องล้อเล่นเลย
ตรงกันข้าม.. ผมรู้สึกว่าเรากำลังแบ่งปันความรักในภาษาของพวกเราเอง พวกเขาไม่ได้มองว่าสิ่งที่ผมพูดคือการขายฝัน พวกเขาเห็นว่าทุกอย่างเคยเกิดขึ้นจริง และยังคงเกิดขึ้นได้ ถ้าเรายังเชื่อในกันและกัน
อีกไม่กี่วัน.. พี่ม้าจะได้เปิดตัวที่พัทยา
ในงานที่พวกเขาตั้งชื่อว่า “ลานเพื่อนเรา”
มันอาจไม่ใช่งานใหญ่ ไม่ใช่งานที่หวังผลอะไร
เป็นแค่จุดนัดพบของคนที่อยากได้ยินเสียงกันตรง ๆ คนที่มีอะไรบางอย่างคล้ายกันในใจโดยไม่ได้นัดหมาย
ผมเองก็จะไป และมันจะไม่มีป้ายโอ่อ่า ไม่มีเวทีอลังการ ไม่มีชื่ออะไรแปลก ๆ ให้ต้องทำความเข้าใจ
ผมอยากให้พวกคุณมากันนะครับ ไม่ใช่เพราะต้องมา แต่อยากให้มาเพราะคุณอยากมาจริง ๆ
ถ้าใจคุณยังรู้สึกบางอย่างตอนอ่านข้อความนี้
นั่นก็คงเพียงพอแล้ว...
#Siamstrบางคนรู้ว่าใครทำ...แต่หลายคนรู้ว่าอะไรเปลี่ยน
มีคำหนึ่งที่อยู่กับผมมานานกว่าชื่อเสียง นานกว่าตำแหน่ง นานกว่าความชื่นชมในสายตาคนอื่น
คำนั้นคือ
“ผลลัพธ์สำคัญกว่าเครดิต”
ผมไม่ได้พูดมันออกมาบ่อย
ผมใช้มันนำทางเกือบทุกครั้งที่ต้องตัดสินใจ
ว่าจะก้าวต่อยังไง หรือจะหยุดตรงไหน
เพราะในหลายสถานการณ์ของชีวิต
คุณจะไม่ได้รับเสียงปรบมือ จะไม่มีใครยกย่อง
จะไม่มีชื่อคุณอยู่ในบรรทัดสุดท้ายของสไลด์
แต่สิ่งนั้นก็ไม่ได้เปลี่ยนความจริงว่า
คุณคือคนที่ลงมือ คุณคือคนที่ดันเรื่องนั้นให้เกิด
คุณคือพลังที่ซ่อนอยู่หลังเวที...ตลอดมา
และวันหนึ่ง เมื่อเรื่องนั้นส่งผลต่อใครบางคน
เปลี่ยนแปลงบางระบบ หรือเยียวยาความรู้สึกบางอย่างในคนที่คุณไม่รู้จัก
คุณจะรู้เลยว่า
การไม่ได้เครดิต...ไม่ใช่เรื่องน่าเสียดายเลย
ผมเคยสร้างบางสิ่งที่ไม่มีชื่อผมแนบไปด้วย
เคยผลักหลังคนบางคนโดยที่เขาไม่เคยหันมามอง
เคยแก้สถานการณ์ร้ายแรงให้ดีขึ้น...โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าเคยมีภัยเกิดขึ้น
มันไม่ใช่เพราะผมถ่อมตัว
ผมเพียงเชื่อว่า.. ถ้าเราต้องการให้บางอย่างเปลี่ยนจริง ๆ ก็ไม่ควรเอาชื่อเราไปเป็นเงื่อนไขของมัน
มันคือความเข้าใจธรรมชาติของการสร้าง ไม่ใช่การเสียสละ
หลายสิ่งยิ่งใหญ่...ไม่จำเป็นต้องมีเจ้าของ
หลายกระบวนการที่ทรงพลัง...ไม่ได้เกิดจากคนที่ยืนอยู่หน้าสุด
แต่เกิดจากแรง ที่พาคนอื่นไปได้ไกลกว่าเดิม
โดยไม่ต้องประกาศว่าแรงนั้นมาจากใคร
ผมพูดแบบนี้
ไม่ได้อยากให้คุณเลิกอยากมีชื่อ
ผมก็แค่อยากชวนให้คุณถามตัวเองว่า...
ถ้าผลลัพธ์เกิดแล้ว แต่ไม่มีใครรู้ว่าเราอยู่ตรงนั้นด้วย เรายังจะยินดีเหมือนเดิมไหม?
เพราะถ้าคำตอบคือ.. ยังยินดี
นั่นแหละคือจุดที่เรามีพลังที่สุด
อย่ากลัวการไม่มีชื่อ
อย่ากังวลว่าใครจะได้เครดิต
อย่าหยุดเพราะไม่ถูกจดจำ
เพราะสุดท้ายแล้ว..
ชื่อเสียงอยู่ได้ไม่นานเท่าผลลัพธ์ที่ดี
และโลกใบนี้
ต้องการคนที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงมัน
แม้ไม่มีใครรู้จักชื่อพวกเขาเลยก็ตาม
— @Jakk Goodday
#Siamstr