Right Shift's avatar
Right Shift
official@rightshift.to
npub1ejn7...97a5
Your everyday #Bitcoin Leading the Bitcoin education in Thailand. Host of the #BitcoinThailand building #Siamstr
Right Shift's avatar
Right Shift 1 year ago
เริ่มโหวตพร้อมกัน! 5 ทุ่มคืนนี้ (9 กย. 2024) สำรวจโปรเจกต์เจ๋ง ๆ ที่เข้าร่วมประกวด Right Shift #TBC2024 Grant ซึ่งล้วนมีเป้าหมายในการผลักดันการใช้งาน Bitcoin ในชีวิตประจำวัน image 1. กระเป๋าเงินและเครื่องมือ 1) lnwCash (โดย Pruk) : กระเป๋าเงิน Cashu แบบ open-source บน Nostr ที่เน้นความเป็นส่วนตัว ปรับแต่งได้หลากหลาย และรองรับการใช้งานบนอุปกรณ์ต่าง ๆ 2) LightningWork (โดย napatsorn.luc) : แพลตฟอร์มรับจ้างงานอิสระ ที่เน้นการจ่ายเงินรวดเร็วผ่าน Lightning Network ช่วยให้เปลี่ยนเวลาว่างเป็นรายได้อย่างง่ายดาย 3) BoltRing : NFC for Lightning Payment (โดย xyzy) : แหวน NFC สำหรับการจ่ายเงินผ่าน Lightning Network ที่ปลอดภัยและใช้งานซ้ำได้ไม่จำกัด 2. เกมและความบันเทิง 4) Bitcoin Greedy War Board Game ดินแดนหรรษาล่าขุมทรัพย์ (โดย toeng0966945736) : บอร์ดเกมสุดป่วน ที่จำลองการค้าขายและการผจญภัยในดินแดนซอมบี้ ผู้เล่นต้องสะสมสมบัติและเรียนรู้กลไกของ Bitcoin ไปพร้อม ๆ กัน 5) Hero of Satoshi (โดยคุณริท Ricther) : เกม 2D แนว RPG ที่สผสมความรู้ทางการเงินและโภชนาการเข้ากับการเล่นเกม เหมาะสำหรับเด็ก ๆ ที่จะได้เรียนรู้เรื่องเงินที่ดีไปพร้อม ๆ กับความสนุก 6) Age of Bitcoin Board Game (โดย BitToon) : บอร์ดเกมที่ให้ผู้เล่นดำผุดลึกเข้าไปในโลกของ Bitcoin ผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น Bitcoin (แนวคิด, กลไก, และประวัติศาสตร์), สัมผัสประสบการณ์จริง (ขุด Bitcoin, ซื้อขาย, วางแผน, ลุ้นโชค) สนุกกับกลไกหลากหลาย (Worker Placement, Deck-Building, การ์ดสุดป่วน) การเรียนรู้ ใช้เวลาเล่นประมาณ 90 นาที เหมาะสำหรับทุกคน แม้ไม่มีพื้นฐานมาก่อน 3. การศึกษาและสื่อ 7) Bitcoin Tree by Samakichumnum🌳 (คุณกาย Gu guy) : โปรเจกต์สร้างพื้นที่ open space & creative hub ที่จังหวัดนครพนม โดยมีเป้าหมายในการให้ความรู้เรื่อง Bitcoin และ Nostr แก่ชุมชนท้องถิ่น 8) A Beginner's Guide to the World of Bitcoin : Step-by-Step (โดยคุณเอ็ม chontit) : คู่มือสอน Bitcoin ตั้งแต่ระดับพื้นฐาน เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องการเงินมาก่อน ครอบคลุมตั้งแต่ความรู้เบื้องต้น การสร้างกระเป๋าเงิน ไปจนถึงการใช้งาน Lightning Network 9) Bitcoin for Wife (โดย saranpol) : เว็บไซต์ที่ให้ความรู้เรื่อง Bitcoin ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เน้นการสื่อสารกับคนที่อาจไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี เช่น ภรรยา, เด็ก, หรือพ่อแม่ 10) Translate Mastering Bitcoin 3rd Edition into Thai (โดย d5d1d6814a9a) : โปรเจกต์แปลหนังสือ Mastering Bitcoin ฉบับภาษาอังกฤษ เป็นภาษาไทย เพื่อให้คนไทยเข้าถึงความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับ Bitcoin ได้มากขึ้น 11) Bitcoin Script Essentials for Thai Developers (โดย Pruk) : โครงการสอน Bitcoin Script ซึ่งเป็นพื้นฐานในการพัฒนา smart contracts บน Bitcoin โดยเน้นเนื้อหาที่เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับนักพัฒนาชาวไทย 12) Siamstr’s CARTOON (โดยคุณแชมป์ Pigrock และคุณจิ๊บ khunjibna) : โปรเจกต์วาดการ์ตูนน่ารัก ๆ ที่เกี่ยวกับ Bitcoin และชุมชน Nostr เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มคนได้หลากหลายขึ้น โดยเฉพาะเด็ก ๆ 13) Bitcoiner : Next GenerationZ (โดย tineyandtide) : หนังสั้นเกี่ยวกับ Bitcoiner ที่ต้องหนี CIA เพราะประเทศ Lhaitand สั่งแบน Bitcoin และเขาต้องการปลดปล่อย Bitcoin 4. ธุรกิจและการใช้งานจริง 14) ทองอร่ามกรุ๊ป (โดย Pao Sawa) : ร้านอาหารญี่ปุ่น 3 รูปแบบ (บุฟเฟ่ต์, โอมากาเสะ, ไฟน์ไดนิ่ง) ที่รับชำระเงินด้วย Bitcoin และ Satoshi พร้อมแผนการทำ token ส่วนลดในอนาคต 15) ZapD (แซ่บดี, Zap Delivery) (โดย Wherostr team) : แอปพลิเคชันส่งอาหารบน Nostr ที่เน้นความเป็นธรรม โปร่งใส และปลอดภัย ให้ทั้งร้านอาหาร ผู้ส่งอาหาร และลูกค้า มีอิสระในการใช้งาน 16) NoTs (โดย Wherostr team) : โครงการ Nostr of Things ที่มุ่งเน้นการสร้างระบบ IoT แบบกระจายศูนย์ โดยใช้อุปกรณ์ Smart Home และ Sensor ที่เชื่อมต่อผ่าน Nostr 5. โครงสร้างพื้นฐาน 17) lightning network thailand (โดย aran.zion) : โปรเจกต์พัฒนา Lightning Network ในประเทศไทย เพื่อให้บริการเงินบาทดิจิทัล ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงสนับสนุน Bitcoin เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเงิน 18) Arise (โดยคุณ Sitt): เครื่องมือสำหรับการใช้งาน Bitcoin และอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ ผ่าน Terminal User Interface เหมาะสำหรับนักพัฒนา 6. ชุมชนและสังคม 19) Nong Chok Park (โดย NongChokPark) : โครงการสร้างและพัฒนาสวนสเก็ตบอร์ด ควบคู่ไปกับการให้ความรู้เรื่อง Bitcoin ในพื้นที่ชนบทของกรุงเทพฯ ภายใต้ร่มของชุมชน BOB Space 20) Resoar - แอปพลิเคชันจัดหางานสำหรับวัยเกษียณ (โดย Dconsoar) : แอปพลิเคชันจัดหางานสำหรับผู้สูงอายุ ที่เน้นงานระยะสั้น จ่ายเงินผ่าน Bitcoin ช่วยให้ผู้สูงอายุมีรายได้และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข 21) ZOOK⚡️กระปุกออมสุข กระปุกออม Sats (โดยคุณ Eddie Paradorn) : กระปุกออม Bitcoin ผ่าน Lightning Network ที่ใช้งานง่าย สนุก และช่วยให้คนรอบตัวเปิดใจ สนใจ และเริ่มเก็บ Bitcoin ได้ง่ายขึ้น ขอเชิญชวนทุกท่านเข้าไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และร่วมโหวตให้กับโปรเจกต์ที่ท่านชื่นชอบ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดัน Bitcoin Adoption ในไทย สามารถกดเข้าไปอ่านกติกาการโหวตและรายละเอียดของแต่ละโปรเจกต์ได้ที่ ลุยๆๆๆ 🔥 (รอเวลาก่อนนะ) #Siamstr
Right Shift's avatar
Right Shift 1 year ago
วันงานใกล้เข้าแล้ว เรามาเช็คความพร้อมกันดีกว่าครับทุกโคนนนน!! (ฝากแชร์ต่อกันเยอะๆ ด้วยนะครับ) image 1. งานเริ่มประมาณ 8.00 น. ทั้งสองวัน พยายามอย่าเอารถมาเอง เนื่องจากจะลำบากเรื่องที่จอด แนะนำขนส่งมวลชน (โดยเฉพาะ BTS เดินต่อนิดเดียว) รายละเอียดการเดินทางบนเว็บไซต์ 2. ตรวจเช็คและเตรียมบัตรมาให้พร้อม (ถ้ายังไม่ได้รีบติดต่อเพจ Right Shift) งานเรามีจัด 2-3 เวทีขนานกันตลอดทั้ง 2 วัน (Main Stage แอร์เย็นมาก.. เตือนไว้ก่อน) ดังนั้นเช็ค Agenda บนเว็บไซต์แล้ววางแผนมาก่อนล่วงหน้าดีๆ 3. Main Stage ไม่ต้องกลัวฟังไม่รู้เรื่อง เราจะมีทั้งซับไทย-อังกฤษขึ้นจอใหญ่ให้แบบเกือบๆ เรียลๆทม์ (ช่วยได้เกิน 70-80%) และมีบันทึกไว้ให้ดูย้อนหลังได้ในอนาคต 4. โซนบูธรอบนอกและโซนตลาดนัด สามารถชวนเพื่อนๆ ที่ไม่มีบัตรเข้ามาเดินช้อปปิ้งได้ (เตรียม Sat มากันเยอะๆ) แถมยังมีโซน CHIT CHAT ของพี่ชิตอีก (เตรียมขาตั้งกล้อง+แบตฯ มาอัดคลิปพี่ชิตปราศัยด้วย 🤣) 5. ปีนี้เรามีของกินขายภายในบริเวณงาน อาทิ.. เนื้อวัว, หมูปิ้งเฮียบอล, ขนมท็อฟฟี่เค้ก, ขนมคีโต, กาแฟ, เครื่องดื่มอื่นๆ (คุณก็รู้ว่าอะไร) และอื่นๆ รวมทั้งร้านรวงต่างๆ อีกเพียบในห้าง 6. โซนเด็ก (บ้านลูกบอล) ไม่มีสต๊าฟฟ์คอยช่วยดูแลน้องๆ ผู้ปกครองอาจจะต้องดูแลด้วยตัวท่านเอง (จริงๆ จะมีสต๊าฟฟ์ของ True 1 อัตรา แต่อาจจะไม่ได้รับฝากเลี้ยง) 7. เสื้อสวยๆ เรามีขายในงาน (แต่ก็ควรใส่เสื้อมาเองก่อนจากที่บ้านด้วย ห้ามเปลือยมา) เช่น เสื้อ Fix the Money และบู๊ธ Right Shift มีเสื้อลายพิเศษที่ไม่เคยให้ใครเห็นมาก่อนอีก 100-200 ตัวมาขายด้วย 8. สามารถใส่ชุดรับปริญญา, ชุดแต่งงาน, ชุดคอสเพลย์, ชุดหมีเนย ฯลฯ มาถ่ายรูปสวยๆ ที่บู๊ธของ New York Studio ได้ฟรี (เข้าคิวกันเอาเองเด้อ) และมีบู๊ธอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกเพียบ เยอะจัด 9. อย่ารีบเมาแฮงค์กันตั้งแต่คืนวันเสาร์ เพราะเช้าวันอาทิตย์จะมีเซอร์ไพรส์ (เซอร์ไพรส์ที่คิดว่ารู้กันอยู่แล้ว มันมีมากกว่านั้นอีกนะ) ไม่งั้นอาจจะพลาดโมเมนต์เจ๋งๆ ได้ 10. ถ้าเป็นไปได้ พยายามอย่าเอาหนังสือมาให้เซ็นต์ (อ. ตั๊มฝากบอกมา) กลัวจะผิดหวัง เพราะแต่ละคนอาจจะปลีกตัวในลักษณะนั้นลำบากสักหน่อย 🥹 นอกจากนี้ งานของเรายังมีสปีคเกอร์มากกว่า 50 ท่าน และผู้เข้าร่วมงานอีกมากกว่า 800 ท่าน ที่จะได้มาพบปะ ทำความรู้จักและแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์กัน ต่อให้ท่านพึ่งเริ่มศึกษาบิตคอยน์ หรือไม่เคยรู้เรื่องมาก่อนเลย ก็ยังจะได้รับประโยชน์จากงานอย่างเต็มอิ่มแน่นอน ทั้งสาระ แง่คิด เทคโนโลยี เพื่อนใหม่ๆ ฯลฯ มากมายรอเราอยู่ เตรียมฟิตร่างกาย ทาเล็บ ทำผม เตรียมใจ เตรียมคอ (เอ๊ะ!? ยังไง?) กันมาให้พร้อม พกเก้าอี้ภาคสนามมานั่งคุยกับบิตคอยเนอร์ (หยอกๆ) ปีหน้าเราอาจจะเว้นว่าง ดังนั้นปีนี้ เราจะร่วมปลดปล่อยความสุขกันให้เต็มที่ แล้วพบกันในอีก 6 วันข้างหน้าในงาน #TBC2024 ครับ 😍 #Siamstr
Right Shift's avatar
Right Shift 1 year ago
เสียงเครื่องบดกาแฟดังหึ่งๆ ปลุกหมูที่กำลังสัปหงกอยู่.. หมูสะดุ้ง รีบยกกาแฟเย็น (หวานน้อย) ขึ้นมาซด ก่อนจะบ่นอุบอิบ.. image "เฮ้อ...ตลาดคริปโทช่วงนี้แดงเถือกไปหมดเลย.." ฮันนี่แบดเจอร์ผู้มาดแมนในชุดเสื้อกล้ามโชว์กล้ามแขนแน่นๆ สวนกลับทันที.. "โถ่.. ไอ้หมูนักพนัน! มัวแต่ดูแต่กราฟ ชาร์ตไม่ขยับก็ร้องโอดโอย ไม่คิดจะศึกษา Whitepaper บ้างรึไง!?" หมูหน้ามุ่ย แต่ก็ยังเถียง "ฉันก็ถือบิตคอยน์นะเว้ย ไม่ได้ไปเล่นเหรียญนกเหรียญกาเหมือนคนอื่น" แบดเจอร์หัวเราะร่วน "ถือ? ฮ่าๆ! นายมัน Buy the Dip, Sell the Panic ชัดๆ พอราคาตกนิดหน่อยก็ขายทิ้งแทบไม่ทัน ถือตรงไหนฟระ!?" กิ้งก่าที่พรางตัวอยู่บนต้นไม้ปลอมใกล้ๆ ยกชาเขียวเย็นขึ้นจิบ มองพวกนั้นทะเลาะกันอย่างหน่ายๆ 'ดีนะ.. ที่ฉัน DCA สบายใจเฉยเลย..' กิ่งก่าคิดในใจ มดงานตัวน้อยที่เพิ่งเริ่มลงทุน มองแบดเจอร์ด้วยความกลัวปนอยากรู้อยากเห็น "พี่แบดเจอร์ครับ.. แล้วเราควรจะลงทุนในบิตคอยน์ยังไงถึงจะรวยครับ?" ปิรันย่าปรากฏตัวด้วยมาดเท่ พร้อมรอยยิ้มใจดี "ใจเย็นๆ น้องๆ" เขาเดินมานั่งข้างๆ หมู.. "การลงทุนในบิตคอยน์ มันไม่ใช่แค่การเก็งกำไร แต่มันคือการสะสม 'Sound Money' สินทรัพย์แห่งอนาคตต่่งหากล่ะ.." "Sound Money? มันคืออะไรอ่ะพี่" มดงานถามอย่างงงๆ "Sound Money คือเงินที่ดี มีเสถียรภาพ ไม่โดนรัฐบาลหรือธนาคารกลางควบคุม บิตคอยน์นี่แหละ.. ตัวอย่างชั้นดีเลย" ปิรันย่าอธิบายอย่างใจเย็น แบดเจอร์เสริมด้วยน้ำเสียงดุดัน "ที่สำคัญคือ มันมีจำนวนจำกัด! ไม่เหมือนเงินเฟียตที่พวกธนาคารกลางมันปั๊มกันสนุกมือ จนเงินเฟ้อกระจุยกระจาย!" หมูทำหน้าครุ่นคิด.. "ก็จริงนะ.. แต่การจะถือบิตคอยน์ยาวๆ มันก็ยากเหมือนกันนะ โดยเฉพาะตอนราคาตกหนักๆ ใจมันหล่นไปอยู่ตาตุ่มเลย" ปิรันย่าตบบ่าหมูเบาๆ "นั่นแหละ.. ที่เขาเรียกว่า 'Low Time Preference' การอดออม อดทนรอคอย ก็คือการให้คุณค่ากับอนาคตมากกว่าผลประโยชน์ระยะสั้น" "เหมือนกับการปลูกทุเรียน" แม่ไก่ที่พาลูกเจี๊ยบมาเดินเล่นพูดขึ้น "เราต้องดูแล รดน้ำ ใส่ปุ๋ย แม้จะใช้เวลานานกว่าจะได้กิน แต่ผลที่ได้มันคุ้มค่า อร่อย หอมหวาน" แบดเจอร์หัวเราะลั่น "ทุเรียนบ้านยายเธอสิ! บิตคอยน์มันคือ 'Honey Badger' แห่งโลกการเงินเว้ย! แข็งแกร่ง ไร้เทียมทาน ใครก็หยุดมันไม่ได้!" ทุกคนขำให้กับท่าทางโอเวอร์ของแบดเจอร์ ปิรันย่าจึงสรุป "ไม่ว่านายจะมองบิตคอยน์เป็นทุเรียน หรือฮันนี่แบดเจอร์ สิ่งสำคัญคือการศึกษาให้เข้าใจ แล้วลงทุนอย่างมีวินัย อย่าโลภ อย่าตกใจขายตอนราคาตก" 'เวลามีค่า.. ศึกษาบิตคอยน์' กิ้งก่าคิดในใจ.. หมูยิ้มแห้งๆ "คราวนี้ฉันเข้าใจแล้ว ขอบคุณมากนะปิรันย่าสุดหล่อ เสียงนุ่ม" "จำไว้!" แบดเจอร์ตะโกน "ไม่ใช่แค่ 'HODL' อย่างเดียว ต้อง 'Stack Sats' ด้วย! ซื้อแล้วซื้ออีก สะสมไปเรื่อยๆ แดกก่อนเก็บ พวกแกเข้าใจมั๊ย!?" 'แหกปากทำไมก่อน?’ กิ้งก่าคิดเงียบๆ ในใจ [เสียงเพลงในร้านกาแฟดังขึ้นอีกครั้ง ขณะที่แก๊งปิรันย่ายังคงถกเถียงกันอย่างออกรส] กิ้งก่าที่เปลี่ยนสีเป็นสีเดียวกับต้นไม้ปลอม ค่อยๆ ย่องลงมา มดงานเดินตามไปติดๆ ยังคงงงๆ กับเรื่องราวที่ได้ยิน "พี่กิ้งก่าครับ" มดงานถามเบาๆ "พี่กิ้งก่าคิดยังไงกับเรื่องนี้ครับ?" กิ้งก่าเหลืองมองซ้ายมองขวา ก่อนจะกระซิบ "ฉันเหรอ? ฉันก็แค่กิ้งก่าตัวหนึ่ง รู้จักเอาตัวรอดไปวันๆ ไม่ว่าตลาดจะขึ้นหรือลง ฉันก็อยู่ได้" มดงานพยักหน้าอย่างเข้าใจ "ขอบคุณครับพี่กิ้งก่า" [แสงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า บรรยากาศร้านกาแฟเริ่มเงียบสงบ] ปิรันย่ามองเพื่อนๆ ของเขาอย่างอบอุ่น.. "ไม่ว่าพวกนายจะเลือกเส้นทางไหน ขอให้จำไว้ว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเอง" ฮันนี่แบดเจอร์แสยะยิ้ม "และอย่าลืม! บิตคอยน์จะครองโลก!" เสียงหัวเราะดังลั่นขึ้นอีกครั้ง เป็นเสียงหัวเราะที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง ความฝัน และมิตรภาพ ที่พร้อมจะเติบโตไปพร้อมกับอนาคตของบิตคอยน์.. สุขสันต์วันอาทิตย์ครับ 😉 #Siamstr
Right Shift's avatar
Right Shift 1 year ago
เทคโนโลยีนี้จะทำให้การชำระเงินข้ามประเทศ ง่าย สะดวก และปลอดภัย ราวกับใช้พร้อมเพย์! image ในยุคที่ระบบเศรษฐกิจขยายตัวข้ามซีกโลก แต่การค้าขายยังเต็มไปด้วยขวากหนาม . การค้าขายระหว่างประเทศเปรียบเสมือนการเดินทางฝ่าดงหนาม พ่อค้าต้องเผชิญกับขั้นตอนอันแสนซับซ้อน เอกสารมากมาย กฎระเบียบที่วกวนราวกับเขาวงกต . จนการทำธุรกรรมระหว่างประเทศกลายเป็นเรื่องน่าปวดหัวเพราะทั้งช้าและแพง จากตัวกลางที่คอยดักหักหัวคิวหลายชั้นตลอดเส้นทาง . ยิ่งไปกว่านั้น เราเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้บริการและยอมโดนหักค่าธรรมเนียมจากตัวกลางเหล่านี้ สุดท้ายต้นทุนที่เกิดขึ้นก็ถูกผลักภาระไปให้กับผู้บริโภค . ขณะเดียวกัน อำนาจในการควบคุมระบบการเงิน กลับถูกผูกขาดโดยกลุ่มคนไม่กี่คนที่มีอำนาจเสกเงินตราออกมาจากความว่างเปล่า . จนท้ายที่สุดระบบการเงินสุดเน่าเฟะนี้ก็นำเราไปสู่ภาวะเงินเฟ้อ และความผันผวนทางเศรษฐกิจ ที่คอยกัดกร่อนความมั่งคั่งของผู้คน - - - - - แสงสว่างแห่งอิสรภาพที่ปลายฟ้า . ท่ามกลางความมืดมนของระบบการเงินแบบเก่า แสงสว่างแห่ง “บิตคอยน์” ได้สาดส่องเข้ามา ดุจดั่งรุ่งอรุณแห่งความหวัง . เริ่มจากการแก้ปัญหาเพียงหนึ่งข้อเท่านั้น คือการ “เอาตัวกลางออกไป” ทำให้ต้นทุนในการทำธุรกรรมในแต่ละครั้งบนเครือข่ายบิตคอยน์นั้น ถูกกว่าระบบธนาคารแบบเดิมหลายขุม . เสมือนสายลมแก่งเทพเจ้าที่พัดพาการค้าขายให้ล่องลอยไปอย่างราบรื่น ไร้ซึ่งแรงเสียดทาน - - - - - ก้าวข้ามขีดจำกัดสู่โลกใหม่แห่งการค้า . แต่ถึงแม้ บิตคอยน์ จะทรงพลังดุจอาวุธแห่งอนาคต แต่การใช้งานในชีวิตประจำวันยังคงเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องด้วยการทำธุรกรรมบนเครือข่ายบิตคอยน์ ยังจำเป็นต้องรอการยืนยันธุรกรรมขั้นต่ำ 10 นาที โดยเฉลี่ย . ทำให้เกิดความกังวลกับคนบางกลุ่มว่า บิตคอยน์จะกลายมาเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนที่รองรับเศรษฐกิจในสเกลระดับโลกได้หรือไม่ . @Neutron ที่เห็น Pain Point ตรงนี้ จึงเสนอตัวเข้ามาเชื่อมการใช้งานบิตคอยน์เข้ากับโลกแห่งการค้าขาย ด้วยเทคโนโลยี Lightning Network . ที่ทำให้การทำธุรกรรม บิตคอยน์ รวดเร็วรุนแรง ราวกับสายฟ้าฟาด ผ่านระบบที่ถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน แค่ปลายนิ้วสัมผัส เมื่อไร้ซึ่งตัวกลางแล้ว…นี่จะเป็นประตูสู่โอกาสในธุรกิจใหม่ๆ ที่ไร้พรมแดน ในแบบที่คุณเองก็คาดไม่ถึง - - - - - พบกับเทคโนโลยีการเงินสมัยใหม่ การเปิดม่านสู่ระบบเศรษฐกิจระบบโลก ในงาน #TBC2024 กับ Panel “Enabling บิตคอยน์ Lightning in Southeast Asia” นำโดย @npub18d4f...cpd8, Founder/CEO of NeutronPay แล้วพบกัน #Siamstr / @Tendou
Right Shift's avatar
Right Shift 1 year ago
BTC ECO SUMMIT unveils its 20th heavyweight guest! image Piriya Sambandaraksa @Piriya ⚡🟧, co-founder of @Right Shift (driving the burgeoning #Bitcoin community in Thailand), will be attending BTC ECO SUMMIT! The event will be held on September 18-19 at Marina Bay Sands in Singapore @token2049, co-hosted by BEVM and @UTXOmgmt, an investment fund under @BitcoinMagazine. 👉 Registration link: lu.ma/frcni6ux #BEVM #Bitcoin #Blockchain #BTCECOSUMMIT #token2049 #AntPool #BTCmining
Right Shift's avatar
Right Shift 1 year ago
บ้าน รถ การงาน มั่นคงจริงหรือ? หรือแค่ภาพลวงตาใน "ฟาร์มเวลามนุษย์"? คิดให้ดี.. ก่อนตกเป็นเหยื่อของระบบ.. image "ฟาร์มเวลามนุษย์" คือภาพสะท้อนอันน่าเศร้าของสังคมที่เราอาศัยอยู่ ความฝัน American Dream ในการมีบ้านเป็นของตัวเอง กลายเป็นกับดักหนี้สินที่ผูกมัดชีวิตคนรุ่นใหม่ ระบบเงินเฟ้อ (Inflation) คือเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการ "ทำนาบนหลังคน" ธนาคารเสกเงินจากอากาศ ปล่อยกู้ให้เราซื้อบ้าน ผูกมัดเราด้วยหนี้สินระยะยาว 30 ปี "ธนาคารไม่ได้มีเงินวางอยู่ 5 ล้านบาทในมือ... เงินที่เขาสร้างขึ้นมาเป็นตัวเลขในบัญชีของคุณ... เป็นหนี้ที่ธนาคารมีต่อคุณ" เราใช้ชีวิตแทบทั้งหมดทำงานหาเงินจ่ายดอกเบี้ยให้ธนาคาร เหมือนกับ "หนูปั่นจักร" ที่สร้างผลกำไรให้กับระบบ โดยที่พวกเขาแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย "โครงการขึ้นเป็นดอกเห็ด บ้านทั้งหลายมีขนาดเล็กลง เล็กลง เล็กลง... จากที่มันเคยดูเป็นบ้าน มันเริ่มดูเป็นรู" บ้านเล็กๆ เหล่านี้ เหมือนกับแคปซูลใน The Matrix ที่มนุษย์ถูกเลี้ยงไว้ เพื่อเป็นแบตเตอรี่ให้ระบบ AI ชีวิตเราถูกสูบพลังงานไปเลี้ยงระบบที่เราไม่รู้ตัว "ในปี 2020 ต้องทำงานถึง 7 ปี เพื่อที่จะเก็บเงินให้เพียงพอสำหรับเงินดาวน์.." หลายคนเลือกที่จะเช่าบ้าน เพราะซื้อไม่ไหว หรือมองว่าการเป็นเจ้าของไม่ใช่สิ่งจำเป็นอีกต่อไป "You own nothing and you be happy" นี่คืออนาคตที่เราต้องการจริงๆ หรือ? บิตคอยน์อาจเป็นทางออกจากฟาร์มเวลามนุษย์... บิตคอยน์มีจำนวนจำกัด ไม่สามารถพิมพ์เพิ่มได้เหมือนเงินเฟียต จึงเป็นสินทรัพย์ที่ทนทานต่อเงินเฟ้อ "Bitcoin is powered by chaos... ยิ่งเวลาผ่านไป ยิ่ง entropy มากเท่าไหร่ ยิ่ง appreciate ยิ่งมีมูลค่ามากขึ้นเท่านั้น" Bitcoin อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ปลดล็อก American Dream ให้คนรุ่นใหม่ และพาเราออกจาก "ฟาร์มเวลามนุษย์" "สักวันนึง.. เราอาจจะสามารถทำงานแล้วเก็บเงินมากพอที่จะซื้อบ้านได้ทั้งหลัง.. โดยไม่ต้องเป็นหนี้ใครก็ได้" ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราจะตื่นรู้ และศึกษาทางเลือกใหม่ๆ เพื่ออนาคตที่ดีกว่า? ... คลิปวิดีโอ "ฟาร์มเวลามนุษย์ฯ" คือกระจกสะท้อนสังคมที่ตีแผ่ความจริงอันเจ็บปวดเกี่ยวกับ American Dream และกับดักหนี้สินที่คนรุ่นใหม่กำลังเผชิญอยู่ ยอดวิวเกินครึ่งแสน คือเสียงสะท้อนของผู้คนจำนวนมากที่รู้สึก "relate" และ "โดนใจ" กับเนื้อหาที่ อ.พิริยะ นำเสนอ ช่วยชี้ให้เห็นถึงกลไกการทำงานของระบบเงินเฟ้อ และวิธีที่ธนาคารใช้ประโยชน์จากความฝันของผู้คนในการแสวงหากำไร อธิบายเรื่องราวซับซ้อนทางเศรษฐศาสตร์ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย สอดแทรกมุกตลก และภาพเปรียบเทียบที่ชัดเจน ทำให้เราสามารถเข้าใจเนื้อหาได้โดยไม่รู้สึกเบื่อ คลิปนี้ไม่ได้แค่ชี้นิ้วกล่าวโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง.. แต่เปิดโอกาสให้พวกเราได้ตั้งคำถามกับระบบเศรษฐกิจและมองหาทางเลือกใหม่ๆ ที่ดีกว่า #Siamstr ใครดูไปเกิน 1 รอบแล้วบ้างครับ...? ดูอีกสักรอบ..
Right Shift's avatar
Right Shift 1 year ago
เคยรู้สึกเหมือนกำลังเดินวนอยู่ในเขาวงกตกันมั้ยครับ? มองไปทางไหนก็เจอแต่กำแพง หาทางออกแทบไม่เจอ หมดหวัง ท้อแท้ อยากจะยอมแพ้.. image ลองอ่าน 7 บทเรียน ที่จะช่วยเปลี่ยนความคิดของเราให้กลายเป็นพลังบวก พร้อมจะลุยในทุกๆ อุปสรรคกันดูครับ.. 1. ยอมรับแล้วปล่อยวาง กับแก้วกาแฟแตกที่สอนให้รู้จักการเปลี่ยนแปลง เช้าวันหนึ่ง.. ผมเผลอทำแก้วกาแฟใบโปรดแตก ความรู้สึกแรกคือใจหายวูบ แก้วใบนี้ผมใช้มาเป็นสิบปี มันมีคุณค่าทางใจสุดๆ แต่ต่อให้ผมเสียใจ โกรธตัวเอง หรือพยายามต่อมันกลับคืนมากแค่ไหน แก้วก็แตกไปแล้วอยู่ดี.. ในที่สุด.. ผมก็เรียนรู้ว่า การจมปลักอยู่กับสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ มันไม่มีประโยชน์ เหมือนกับคำพูดของ Steve Jobs ที่ว่า.. "Sometimes life hits you in the head with a brick. Don't lose faith." "บางครั้งชีวิตก็ฟาดหัวคุณด้วยก้อนอิฐ จงอย่าสูญสิ้นศรัทธา" ทางเดียวที่จะเดินหน้าต่อได้ คือ ยอมรับความจริง แล้วหาทางออกใหม่ 2. เบี่ยงเบนเพื่อพักใจ ไม่ใช่หนีปัญหา เวลาเหนื่อยล้า ท้อแท้ ผมมักจะหาอะไรทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ เช่น แวะไปดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ ออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ ฯลฯ มันเหมือนกับการกดปุ่ม Pause ให้กับชีวิต เพื่อพักใจ เติมพลัง แล้วจึงค่อยกลับมาสู้ใหม่.. แต่สิ่งสำคัญก็คือเราต้องไม่ลืมว่า.. นั่นเป็นแค่การพักไม่ใช่การหนี พอดูจบ ฟังจบ เที่ยวจบ เราก็ควรต้องกลับมาเผชิญหน้ากับปัญหา และหาทางแก้ไข การพักใจไม่ใช่การแสดงความอ่อนแอ แต่เป็นการเตรียมพร้อม สำหรับการต่อสู้ครั้งต่อไป.. 3. เลือกที่จะมองโลกในแง่ดี ชีวิตมันก็เหมือนสวนดอกไม้ ที่มีทั้งดอกไม้สวยๆ และกิ่งไม้ หนาม ที่คอยทิ่มแทง เราเลือกได้ว่าจะมองดอกไม้หรือไปยุ่งกับหนาม ผมเคยไปเที่ยวทะเลแล้วเจอฝนตก รถติด ตอนนั้น ผมรู้สึกหงุดหงิดมาก แต่แล้วผมก็คิดได้ว่า ฝนตกก็ทำให้บรรยากาศโรแมนติกไปอีกแบบเหมือนกันนะ ส่วนรถติดก็ทำให้มีเวลาคุยเล่นกับตุ๊กตาหน้ารถมากขึ้น ก็ดีนะ.. การมองโลกในแง่ดี ก็เหมือนกับการสวมแว่นตาสีชมพู ที่ช่วยให้มองเห็นความสวยงามในทุกๆ สถานการณ์ 4. การแบ่งปัน คือพลังบวกที่ส่งต่อได้ เคยสังเกตกันมั้ยครับ? เวลาเราช่วยเหลือคนอื่น เรามักจะรู้สึกดี มีความสุข และมองเห็นคุณค่าในตัวเอง มันเหมือนกับการส่งต่อพลังบวกให้กับคนอื่น และสะท้อนกลับมาที่ตัวเรา ผมเคยช่วยเพื่อนทำงาน ทั้งที่ตัวเองก็ยุ่ง แต่พอเห็นเพื่อนยิ้มได้ผมเองก็พลอยรู้สึกยินดี และหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง การแบ่งปันไม่ใช่การให้ แต่คือการรับความสุขและพลังบวกกลับคืนมา 5. ความเครียดเป็นแค่ทางเลือก ความเครียด เป็นเหมือนกับปีศาจที่คอยกัดกินพลังใจของเรา แต่ข่าวดีคือ เราสามารถเลือกที่จะไม่ต้อนรับมันเข้ามาในชีวิตได้ ผมเคยเครียดมากจนนอนไม่หลับ ปวดหัว ไม่มีสมาธิทำงาน แต่พอได้ลองฝึกนั่งสมาธิ ผมก็ค้นพบว่า การฝึกให้จิตใจสงบ มันช่วยให้เรามองปัญหาอย่างใจเย็น และรับมือกับความวุ่นวายในชีวิตได้ดีขึ้น "จงฝึกฝนจิตใจให้สงบเหมือนผืนน้ำ ที่สะท้อนภาพ ท้องฟ้าได้อย่างชัดเจน แม้จะมีคลื่นลมแรงแค่ไหน" 6. มองตัวเองในแง่ขัน ชีวิตมันก็เหมือนหนังตลก อาจจะมีทั้งฉากฮาจริงๆ และฉากแป้ก เวลาทำผิดพลาด อย่าไปซีเรียสครับ อย่าเอาแต่โทษตัวเอง ให้ลองมองตัวเองในแง่ขันแล้วหัวเราะออกมา เหมือนกับ Charlie Chaplin ที่ล้มลุกคลุกคลาน แต่กลับสร้างเสียงหัวเราะให้กับคนดูทั่วโลกได้ "จงหัวเราะให้กับความผิดพลาดของตัวเอง แล้วเรียนรู้จากมันอย่างอารมณ์ดี" 7. เมตตากับตัวเองบ้าง ไม่มีใครเพอร์เฟ็กต์ ทุกคนล้วนทำผิดพลาดได้ อย่าด่าตัวเอง อย่าโทษตัวเอง ให้มองความผิดพลาดเป็นบทเรียน แล้วค่อยๆ เรียนรู้จากมัน เหมือนเวลาเราทำอาหารไหม้ แทนที่จะด่าตัวเอง เราก็บอกตัวเองว่า.. "ไม่เป็นไร คราวหน้าทำให้ดีกว่านี้" "ความเมตตา คือ ยาวิเศษ ที่ช่วยเยียวยาบาดแผลในใจได้ดีที่สุด" ความคิด คือ เข็มทิศที่นำทางชีวิต เลือกที่จะคิดบวก มองโลกในแง่ดี แล้วความสุขและความสำเร็จจะตามมาอย่างแน่นอนครับ.. — @Jakk Goodday #siamstr
Right Shift's avatar
Right Shift 1 year ago
เล่นอะไรกัน? 😂 #Siamstr
Right Shift's avatar
Right Shift 1 year ago
เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมบิตคอยน์ถึงปลอดภัย? ทำไมคนถึงยอมทุ่มเงิน ทุ่มเวลา ทุ่มพลังงานไปกับการขุดบิตคอยน์กันมากขนาดนี้? image คำตอบง่ายๆ ก็คือ "Proof of Work" หรือ "POW" นี่แหละครับ มันคือหัวใจสำคัญที่ทำให้บิตคอยน์แข็งแกร่งและน่าเชื่อถือ ในหนังสือได้อธิบายภาพการขุดบิตคอยน์ไว้ว่า มันเหมือนกับการเล่นล็อตเตอรี่ที่คุณต้องขุดตั๋วขึ้นมาเอง โดยใช้พลังงานจากคอมพิวเตอร์ งงใช่ไหม? ไม่ต้องห่วง.. ผมจะอธิบายให้ฟังแบบเห็นภาพ เข้าใจง่ายๆ ตามสไตล์ Inventing Bitcoin ลองนึกภาพ.. กล่องดนตรีที่บรรจุลูกเต๋าเอาไว้มากมายมหาศาล เยอะจนนับไม่ถ้วน เยอะเท่ากับจำนวนอะตอมในจักรวาลเลยก็ว่าได้ แต่ละด้านของลูกเต๋ามีตัวเลขที่ไม่ซ้ำกัน ตัวเลขเหล่านี้เราเรียกว่า "hash" แล้ว "hash" มันคืออะไรล่ะ? มันก็คือผลลัพธ์ที่ได้จากการนำเอาข้อมูลต่างๆ เช่น ข้อมูลธุรกรรม บิตคอยน์ มายำรวมกัน แล้วผ่านสูตรลับทางคณิตศาสตร์ ที่เรียกว่า "hash function" ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นตัวเลขที่ดูเหมือนสุ่มและมีความยาวคงที่ ทุกครั้งที่คนขุดบิตคอยน์ ก็เหมือนกับการหมุนกล่องดนตรีแล้วปล่อยให้ลูกเต๋าในกล่องกลิ้งไปมา คอมพิวเตอร์จะทำการสุ่มตัวเลขขึ้นมา แล้วเอาไปรวมกับข้อมูลธุรกรรม และเอาผลลัพธ์ที่ได้ ไปผ่าน hash function แต่การจะชนะล็อตเตอรี่บิตคอยน์ได้ hash ที่ได้จากลูกเต๋า ต้องน้อยกว่าเลขเป้าหมายที่ระบบบิตคอยน์กำหนดไว้ "เลขเป้าหมาย" นี้ มันจะถูกปรับขึ้นลงตามความยากง่ายในการขุดบิตคอยน์ ถ้ามีคนหมุนกล่องดนตรีเยอะ ระบบก็จะปรับให้เลขเป้าหมายเล็กลง ทำให้ยากขึ้น เหมือนกับการแข่งขันที่ดุเดือดมากขึ้น ถ้ามีคนหมุนกล่องดนตรีน้อย ระบบก็จะปรับให้เลขเป้าหมายใหญ่ขึ้น ทำให้ง่ายขึ้น เหมือนกับการแข่งขันที่ผ่อนคลายลง ทีนี้.. การหมุนกล่องดนตรีแต่ละครั้ง มันต้องใช้พลังงานไฟฟ้าในการคำนวณ ยิ่งหมุนเยอะ ยิ่งใช้พลังงานเยอะ และยิ่งยากที่จะชนะ นั่นหมายความว่า.. คนที่ขุดบิตคอยน์ ได้ต้องใช้พลังงานและเงินจำนวนมาก การคนที่ยอมทุ่มเทขนาดนี้ ก็เพราะว่ารางวัลของการชนะล็อตเตอรี่บิตคอยน์มันคุ้มค่ามาก เหมือนกับถูกล็อตเตอรี่รางวัลใหญ่นั่นแหละครับ นอกจากนี้.. ผู้ชนะยังได้สิทธิ์ในการบันทึกข้อมูลธุรกรรมลงในบล็อกเชน ซึ่งเปรียบเสมือนสมุดบัญชีที่บันทึกข้อมูลการทำธุรกรรมทั้งหมดของบิตคอยน์ แล้วทำไมต้องทำให้มันยากขนาดนั้น? ก็เพราะว่าถ้าใครๆ ก็ขุดบิตคอยน์ ได้ง่ายๆ ระบบมันก็จะไม่ปลอดภัยสิ! คนไม่ดี อาจจะใช้คอมพิวเตอร์จำนวนมากมาปลอมแปลงข้อมูล ขโมยบิตคอยน์หรือทำลายระบบได้ Proof of Work มันเลยเป็นเหมือนกำแพงที่แข็งแกร่ง ที่คอยป้องกันบิตคอยน์จากคนไม่ดี เพราะการจะทำลายกำแพงนี้คุณต้องใช้พลังงานมหาศาล ซึ่งมันไม่คุ้มค่าเอาซะเลย และ... Proof of Work ไม่ได้มีแค่ในโลกบิตคอยน์เท่านั้นนะครับ ในชีวิตจริงของเราก็มี Proof of Work ในอีกนัยยะหนึ่งด้วยเหมือนกัน มันคือ “บทพิสูจน์” ของการลงมือทำ การทำงานหนัก การสร้างคุณค่าให้กับตัวเองและคนรอบข้าง มันคือการทุ่มเทอย่างหนักหน่วง สั่งสมประสบการณ์และผลงานจนกลายเป็น "บทพิสูจน์" ที่จับต้องได้ ยกตัวอย่างเช่น.. นักกีฬา ที่ฝึกซ้อมหนักทุกวัน จนได้เหรียญทองโอลิมปิก เขาทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ และเวลา ผ่านการฝึกฝน การแข่งขัน และบาดแผลมากมายกว่าจะคว้าชัยชนะมาได้ เหรียญทอง คือ Proof of Work ที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความสำเร็จของเขา ศิลปิน ที่วาดรูปเป็นพันๆ ภาพ จนมีชื่อเสียงระดับโลก เขาสั่งสมฝีมือผ่านการลองผิดลองถูก การฝึกฝน และแรงบันดาลใจ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ผลงานศิลปะ คือ Proof of Work ที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณและความสามารถของเขา โปรแกรมเมอร์.. ที่เขียนโค้ดเป็นล้านๆ บรรทัด จนสร้างแอปพลิเคชั่น ที่เปลี่ยนแปลงโลก เขาใช้ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และความอดทนในการแก้ปัญหา และพัฒนาโปรแกรมจนสำเร็จ แอปพลิเคชั่น คือ Proof of Work ที่แสดงให้เห็นถึงความฉลาดและความมุ่งมั่นของเขา และอีกตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด.. ก็คือคนในภาพของโพสต์นี้นั่นเอง (เพื่อนๆ คิดว่า POW ของ อ.พิริยะ คืออะไรกันบ้างครับ? 😀) พวกเขาเหล่านี้ล้วนมี Proof of Work เป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จ มันไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ แต่มันคือ "บทพิสูจน์" ของการเดินทาง การต่อสู้ และการเติบโต Proof of Work มันเจ๋งมากเลยใช่ไหมล่ะครับ? ถ้าเพื่อนๆ อยากรู้ลึกกว่านี้ อยากรู้ว่า Proof of Work ในบิตคอยน์มันทำงานยังไง มันสร้างความปลอดภัยให้กับระบบได้ยังไง และมันเชื่อมโยงกับโลกของเราในรูปแบบไหน? ลองไปหาหนังสือ Inventing Bitcoin มาอ่านดูครับสิ รับรองว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน ปล. Proof of Work ในความหมายที่สองนี้ มันสามารถสร้างเป็น Legacy ส่งต่อกันได้ ถ้าอยากอ่านเรื่องนี้ ยกมือกันไว้ได้เลยฮะ 😉 — @Jakk Goodday / #Siamstr
Right Shift's avatar
Right Shift 1 year ago
ถ้าจะบอกว่าลึกๆ แล้ว เราทุกคน "เห็นแก่ตัว" คุณจะเชื่อไหม? image คำถามนี้อาจจะฟังดูแรง แต่ อดัม สมิธ บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์กลับมองว่า ความเห็นแก่ตัวเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมนุษย์ ที่ฝังรากลึกอยู่ในตัวเราแทบทุกคน เป็นแรงขับเคลื่อนพื้นฐาน ที่ผลักดันให้เราแสวงหาสิ่งต่างๆ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตัวเอง แต่... อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่า สมิธ กำลังบอกว่ามนุษย์เลวร้าย หรือเห็นแก่ได้เพียงอย่างเดียว ในหนังสือเล่มแรกของเขา "The Theory of Moral Sentiments" สมิธ ไม่ได้แค่ชี้ให้เห็นถึง "ความเห็นแก่ตัว" ในตัวมนุษย์ แต่เขาอธิบายอย่างละเอียดถึงความซับซ้อน และความขัดแย้ง ในธรรมชาติของมนุษย์ ที่ทำให้เราเป็นสัตว์สังคมที่มีทั้งด้านมืด และด้านสว่าง เขาเชื่อว่ามนุษย์ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยความเห็นแก่ตัวเพียงอย่างเดียว แต่ภายในจิตใจของเรายังมีความปรารถนาที่จะ "เป็นที่รัก" (loved) และ "เป็นคนที่คู่ควรกับการเป็นที่รัก" (lovely) รวมอยู่ด้วย เราต้องการการยอมรับ การชื่นชม และความรักจากคนรอบข้าง เพื่อที่จะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และรู้สึกว่าชีวิตของเรามีคุณค่า สมมติว่า.. นักเรียนคนหนึ่งอยากได้เกรดดีๆ เขาจะตั้งใจเรียน ทำการบ้าน สอบให้ได้คะแนนสูงๆ ไม่ใช่แค่เพื่ออวดเพื่อนหรือเอาชนะคนอื่น แต่เพราะเขาต้องการที่จะ "คู่ควร" กับเกรดดีๆ นั้น เขาต้องการให้คนอื่น "ยอมรับ" และ "ชื่นชม" ในความสามารถของเขา ความปรารถนา ที่จะเป็นที่รักและเป็นคนที่คู่ควรกับการเป็นที่รักนี่แหละ ที่ทำให้มนุษย์สามารถควบคุมความเห็นแก่ตัว และสร้างสังคมชที่น่าอยู่ขึ้นมาได้ สมิธ ไม่ได้บอกให้เราหลอกตัวเองว่าเราเป็นคนดี แต่เขาแนะนำให้มองตัวเองผ่านมุมมองของ "ผู้สังเกตการณ์ที่เป็นกลาง" (impartial spectator) ลองจินตนาการว่า มีคนกลางที่เป็นกลางยืนมองเราอยู่ตลอดเวลา คอยสังเกตการกระทำของเรา วิเคราะห์ความคิดของเรา และสะกิดเตือนสติ เมื่อเรากำลังจะทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เช่น กำลังจะโกงข้อสอบ "ผู้สังเกตการณ์ที่เป็นกลาง" ก็จะดังขึ้นในใจเราว่า... "เฮ้ย! อย่าทำแบบนั้น มันไม่แฟร์" ผู้สังเกตการณ์ที่เป็นกลางนี้ ก็คือมโนธรรมในใจเรานั่นเอง ที่คอยย้ำเตือนให้เราตระหนักถึงผลกระทบของการกระทำของเราต่อผู้อื่น และต่อสังคมโดยรวม การรู้จักตัวเอง ยอมรับข้อบกพร่อง และทำในสิ่งที่ถูกต้อง คือก้าวสำคัญ ที่จะทำให้เราคู่ควรกับการเป็นที่รัก และการได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง แล้ว "ผลประโยชน์ส่วนตน" (self-interest) มันเกี่ยวอะไรด้วยไหม? ในหนังสือเล่มที่สอง "The Wealth of Nations" สมิธ อธิบายว่าผลประโยชน์ส่วนตนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของระบบเศรษฐกิจ คนเราทำงาน ค้าขาย ทำธุรกิจ ก็เพราะต้องการเงิน ต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้น สมิธ เชื่อว่าระบบตลาดเสรี จะนำพาเราไปสู่สังคมที่เจริญรุ่งเรือง ตราบใดที่คนเรามีศีลธรรม และไม่เอาเปรียบผู้อื่น "มือที่มองไม่เห็น" (Invisible Hand) ที่สมิธกล่าวถึง จะทำงานได้ก็ต่อเมื่อมนุษย์ในระบบนั้น มีจริยธรรมคอยควบคุมความเห็นแก่ตัวของพวกเขา ถ้าทุกคน มุ่งแต่จะเอาเปรียบ โกง และทำลายซึ่งกันและกัน สังคมก็จะล่มสลาย สมิธ ยังเชื่ออีกว่า "ความสุขที่แท้จริง" ไม่ได้อยู่ที่เงินทอง แต่อยู่ที่สายสัมพันธ์ที่ดี การเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และการได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง เงินทอง ชื่อเสียง หรืออำนาจ อาจจะทำให้เรามีความสุขในระยะสั้น แต่ความสุขที่ยั่งยืน เกิดจากการที่เรารู้สึกเป็นที่รัก เป็นที่ยอมรับ และมีคุณค่าในสายตาของผู้อื่น แล้วสังคมที่ดีมันเกิดขึ้นได้อย่างไร? สมิธ เชื่อว่าสังคมมันถูกสร้างขึ้นจากการกระทำของทุกคน Russ Roberts ผู้เขียนหนังสือ "How Adam Smith Can Change Your Life" เรียกสิ่งนี้ว่า "ระเบียบที่เกิดขึ้นเอง" (emergent order) มันคือระเบียบที่ไม่ได้เกิดจากการออกแบบ หรือควบคุมจากส่วนกลาง แต่เกิดจากการที่ "ปัจเจกบุคคล" แต่ละคน ต่างเลือกที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าดีที่สุด เหมือนกับการจราจร ที่ไม่มีใครสั่งให้รถทุกคันต้องวิ่งไปทางเดียวกัน แต่ทุกคนเลือกที่จะทำ เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ เพื่อความปลอดภัย และความสะดวกสบาย ของทุกคน บนท้องถนน สังคมที่ดี ไม่จำเป็นต้องมีใครมาควบคุม แต่เกิดจาก "เสรีภาพ" ในการเลือก และตัดสินใจของแต่ละคน ภายใต้กรอบของศีลธรรมและ จริยธรรม เราทำดี เพราะต้องการเป็นที่รัก และต้องการเป็นคนที่คู่ควรกับความรักนั้น เมื่อคนส่วนใหญ่ทำดี สังคมก็จะดีขึ้นเองโดยไม่ต้องมีใครมาบังคับ สมิธ มองว่ามนุษย์มีทั้งด้านมืด และด้านสว่าง ด้านมืด คือ ความเห็นแก่ตัว ความอยากเอาชนะ ความอยากได้อยากมี ด้านสว่าง คือ ความอยากทำดี ความอยากเป็นที่รัก ความอยากมีคุณค่า และด้านสว่างนี่แหละ.. ที่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ การทำดีต่อคนรอบข้าง การช่วยเหลือผู้อื่น การยิ้มให้กับคนแปลกหน้า สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้อาจดูเหมือนไม่มีความหมาย แต่มัน "ทรงพลัง" เพราะมันทำให้ "ด้านสว่าง" ของเราและคนรอบข้างเปล่งประกายออกมา มันทำให้โลกนี้ อบอุ่น และน่าอยู่ยิ่งขึ้น ลองฝึกมองตัวเอง ผ่านมุมมองของ "ผู้สังเกตการณ์ที่เป็นกลาง" ดูนะครับ.. แล้วคุณจะเข้าใจตัวเองมากขึ้น และอย่าลืมทำดีในทุกๆ วัน รับรองว่าโลกนี้ จะน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะอย่างแน่นอนครับ.. — @SOUP #Siamstr
Right Shift's avatar
Right Shift 1 year ago
รายการพิเศษเจอกัน 2 ทุ่มนิดๆ เข้ามารอกันก่อนได้เลยครับชาว #Siamstr View live event →
Right Shift's avatar
Right Shift 1 year ago
เคยสงสัยไหมว่า ทำไมเศรษฐกิจถึงเป็นเรื่องซับซ้อนนัก? มาร่วมไขปริศนาเศรษฐศาสตร์ผ่านมุมมองที่แตกต่างระหว่างสำนักออสเตรียนและกระแสหลักกันครับ image ตลอด 3 EP ที่ผ่านมา JUST Economics ได้พาคุณดำดิ่งสู่โลกเศรษฐศาสตร์ที่น่าตื่นเต้น เราได้สัมผัสกับมุมมองที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมุมมองที่น่าสนใจและแตกต่างจากเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ซึ่งสำนักออสเตรียนให้ความสำคัญกับ "การกระทำของมนุษย์" และตั้งคำถามถึงบทบาทของรัฐ ในโพสนี้.. เราจะพาคุณไปสำรวจความแตกต่างที่น่าสนใจระหว่างเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนและเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก (หรือแนวคิดเคนเซียน) โดยอ้างอิงจากหนังสือ Principles of Economics ของ Saifedean Ammous หัวใจหลักของเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียน คือ การมองว่าระบบเศรษฐกิจเปรียบเสมือนละครเวทีขนาดใหญ่ที่ขับเคลื่อนด้วย "การกระทำของมนุษย์" ไม่ใช่เพียงแค่สมการหรือแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่เย็นชา สำนักคิดนี้เชื่อว่าการจะเข้าใจระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง เราต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจ "เหตุผล" และ "มูลค่า" ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจของแต่ละบุคคล ลองนึกภาพตามนะครับ.. เวลาที่เราเลือกซื้อสินค้าสักชิ้น การตัดสินใจของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ "มูลค่า" ที่เราให้กับสินค้านั้นๆ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากความชอบส่วนตัว สถานการณ์ในขณะนั้น และแม้กระทั่งความขาดแคลนของสินค้า นี่คือสิ่งที่เรียกว่า "มูลค่าอัตวิสัย (Subjective Value)" ดังที่ Carl Menger นักเศรษฐศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่เคยกล่าวไว้ว่า "มูลค่าไม่มีอยู่นอกเหนือจิตสำนึกของมนุษย์" ในทางกลับกัน.. เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก มักจะพยายามอธิบายระบบเศรษฐกิจด้วยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์และสมการ โดยมองว่า "มูลค่า" เป็นสิ่งที่วัดได้ สามารถกำหนดเป็นตัวเลขได้อย่างแม่นยำ อย่างไรก็ตาม Saifedean Ammous มองว่าแนวทางนี้อาจเป็นการ "Scientism" หรือการยึดติดกับวิธีการทางวิทยาศาสตร์มากเกินไป จนมองข้ามความซับซ้อนของการกระทำของมนุษย์ การใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ในทางเศรษฐศาสตร์ มักจะมาพร้อมกับสมการที่ไม่คงที่และถือเป็นการพยายามลดทอนความซับซ้อนของการกระทำของมนุษย์ให้เหลือเพียงตัวแปรที่วัดได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการทำงานของระบบเศรษฐกิจ เพราะในความเป็นจริงมนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจตามแบบจำลอง แต่ตัดสินใจตาม "เหตุผล" และ "มูลค่า" ที่ตนเองให้ อีกหนึ่งจุดที่แตกต่าง.. คือมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของรัฐ เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก มักจะมองว่ารัฐควรมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาในระบบเศรษฐกิจ เช่น การควบคุมราคา การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และการอุดหนุนราคา ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ John Maynard Keynes ที่เชื่อว่ารัฐบาลควรเข้ามาแทรกแซงเศรษฐกิจเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและสร้างงาน แต่เศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนมองว่า.. การแทรกแซงของรัฐในระบบตลาดเสรีมักจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ ตัวอย่างเช่น การกำหนดราคาสินค้าโดยรัฐอาจนำไปสู่การขาดแคลนสินค้า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอาจทำให้คนงานตกงาน และการอุดหนุนโดยรัฐอาจทำให้เกิดการผลิตและบริโภคที่มากเกินความจำเป็น ตัวอย่างผลกระทบจากการแทรกแซงของรัฐที่สำนักออสเตรียนมองว่าไม่พึงประสงค์ เช่น.. การควบคุมราคา - หากรัฐเข้ามาควบคุมราคาสินค้า เช่น การกำหนดเพดานราคา อาจทำให้เกิดภาวะสินค้าขาดแคลนได้ เพราะผู้ผลิตจะไม่มีแรงจูงใจในการผลิตสินค้าออกมาขายในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุน Robert Schuettinger และ Eamonn Butler ได้บันทึกไว้ในหนังสือ Forty Centuries of Wage and Price Control: How Not to Fight Inflation ว่าการควบคุมราคามักจะนำไปสู่ตลาดมืด ที่ผู้คนยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อให้ได้สินค้าที่ขาดแคลน การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ - การที่รัฐกำหนดค่าแรงขั้นต่ำ อาจส่งผลให้นายจ้างบางรายไม่สามารถจ่ายค่าแรงที่สูงขึ้นได้ ซึ่งอาจนำไปสู่การลดการจ้างงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มแรงงานไร้ฝีมือ หรือผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน อาจได้รับผลกระทบมากที่สุด การอุดหนุนสินค้า - การอุดหนุนของรัฐบาล เช่น การอุดหนุนสินค้าเกษตร อาจทำให้เกิดการผลิตและบริโภคสินค้ามากเกินความจำเป็น เพราะทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคไม่ได้ตัดสินใจตาม "มูลค่า" ที่แท้จริงของสินค้า ผลที่ตามมาคือ ทรัพยากรของประเทศอาจถูกจัดสรรไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียน เน้นย้ำถึงความสำคัญของ "เสรีภาพ" และ "ตลาดเสรี" ในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ โดยมองว่าการแทรกแซงของรัฐมักจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ ในขณะที่เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก มองว่ารัฐมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาตลาดและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การทำความเข้าใจมุมมองที่แตกต่างของทั้งสองสำนักคิด จะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมของระบบเศรษฐกิจได้อย่างรอบด้าน และสามารถวิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่าลืมติดตาม JUST Economics EP ต่อไปกันนะครับ เราจะพาคุณไปสำรวจโลกเศรษฐศาสตร์ที่น่าตื่นเต้น รับรองว่า สนุก เข้าใจง่าย และได้ความรู้แน่นปึ๊กอย่างแน่นอนครับ — @SOUP #Siamstr
Right Shift's avatar
Right Shift 1 year ago
## **Decentralized Private DMs** อนาคตที่น่าจับตาระบบแชทที่อาจเข้ามาแทนที่ Telegram หรือ Signal โดยไม่มีตัวกลาง image ระบบแชทเป็นหนึ่งในฟีเจอร์ที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในหมู่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วไปในยุคแรกๆ เพราะมันตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างลงตัว ทุกคนสามารถพูดคุยกับคนทั่วโลกแบบเรียลไทม์ได้ฟรีๆ แต่ระบบแชทไม่ได้มีดีแค่ความสนุกสนานเท่านั้น เรายังได้เห็นการใช้งานในเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ระบบแชทจึงมีความสำคัญทั้งในแง่ของความบันเทิงและการสร้างความเปลี่ยนแปลงในโลกแห่งความเป็นจริง แล้วอะไรล่ะที่ทำให้ระบบแชทมีความปลอดภัย? จริงๆ แล้ว ความปลอดภัยของระบบแชทมีอยู่ 2 ด้านคือ Private และ Confidential Private: บุคคลภายนอกไม่สามารถรับรู้ได้ว่ากำลังมีการสนทนากันอยู่เช่น ไม่สามารถรู้ได้ว่า A กับ B กำลังคุยอะไรกันอยู่ หรือทั้งสองคุยอยู่ในกลุ่มเดียวกันถ้าเป็นระบบที่ดีจะต้องมีการปกป้องข้อมูลไม่ให้รั่วไหล Confidential: ข้อมูลที่ส่งหากันจะต้องไม่สามารถถูกอ่านได้โดยบุคคลที่สาม เมื่อเราลองศึกษาระบบและโปรโตคอลต่าง ๆ ของระบบแชท รวมถึง NIP บน Nostr เราจะพบว่าทุกอย่างล้วนมีข้อแลกเปลี่ยน เป็นเรื่องปกติของงานวิศวกรรม แต่ในวงการนี้ยิ่งเห็นชัดเจน เราต้องยอมเสียอะไรบางอย่างเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีกว่ามา แต่ยังมีอีกเรื่องที่เราได้ยินบ่อย ๆ เมื่อเราเจาะลึกถึงการเข้ารหัสของระบบแชทก็คือ Forward Secrecy และ Post-Compromise Security Forward Secrecy: หากคีย์ถูกขโมยไป ข้อความในอดีตจะถูกถอดรหัสไม่ได้ Post-Compromise Security: หากคีย์ถูกขโมยไปจะมีวิธีการกู้คืนและใช้งานบัญชีเดิมต่อไปได้ ในอุดมคติ เราต้องการระบบแชทที่มีทั้ง Private, Confidential, Forward Secrecy, และ Post-Compromise Security ที่สามารถงานได้ทั้งแบบส่วนตัวและแบบกลุ่ม สามารถลบข้อความหรือปฏิเสธได้ว่าไม่เคยเข้าร่วมการสนทนานั้น ๆ ซึ่งมีความท้าทายอบ่างมากมีโปรโตคอลที่พยายามแก้ปัญหานี้ แต่ส่วนใหญ่ก็ต้องยอมแพ้ไป เพราะเป็นเรื่องยากที่จะสร้างระบบที่ทั้งปลอดภัยและสามารถลบร่องรอยได้ เราพอเข้าใจภาพรวมของระบบแชทแล้วงั้นเราลองมาดูระบบแชทของ Nostr กันบ้างดีกว่า ระบบแชทของ Nostr ในยุคแรกนั้นเรียบง่ายใช้การเข้ารหัสแบบง่ายๆ โดยใช้คีย์ของผู้ส่งและผู้รับมาสร้างคีย์ร่วมกัน ซึ่งหมายความว่ามีเพียงสองคนนั้นเท่านั้นที่สามารถถอดรหัสข้อความได้นั้นคือ Nip-04 ข้อดีเราสามารถดูประวัติการสนทนาย้อนหลังได้ทั้งหมด เพราะทุกอย่างถูกเก็บไว้ด้วยคีย์เดียวกัน ข้อเสียข้อความเหล่านี้ถูกเปิดเผยว่าใครคุยกับใครบ้าง หากคีย์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรั่วไหล ข้อมูลทั้งหมดจะตกอยู่ในอันตรายทันที หลายคนไม่ชอบ NIP-04 มองกันว่ามันอันตรายและมันแย่ไม่ควรใช้ อย่างไรก็ตามข้อถกเถียงนี้ทำให้เกิด NIP-44 ในเวลาต่อมาที่มีความปลอดภัยกว่าและยังมี Gift Wrapping เข้ามาเสริมเรื่องความเป็นส่วนตัว “Gift Wrapping” เป็นเทคนิคในการซ่อนข้อมูลโดยการห่อ Event ด้วย Event อีกทีหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นรู้ว่าใครกำลังคุยกับใคร Event ที่อยู่ภายในจะไม่ได้ถูกเซ็นชื่อจึงไม่สามารถเผยแพร่ไปบนรีเลย์ได้ ล่าสุดระบบแชทของ Nostr ได้ใช้ NIP-44 และ NIP-59 โดยใช้มาตรฐานการเข้ารหัสแบบใหม่และเทคนิค Gift Wrapping ทำให้ข้อมูลเมตาถูกซ่อนอย่างดี และข้อมูลถูกเข้ารหัสอย่างแน่นหนา เราสามารถดูประวัติการสนทนาย้อนหลังได้ และไม่มีใครรู้ว่าเรากำลังคุยกับใครอยู่ ระบบนี้ยังไม่มี Forward Secrecy และ Post-Compromise Security หากคีย์รั่วไหล ข้อมูลก็ยังหายอยู่ดี เป้าหมายของ Jeff คือสร้างระบบแชทบน Nostr ที่สามารถทดแทน Telegram, Signal หรือแอปแชทอื่นๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาเซิร์ฟเวอร์ส่วนกลางโดยใช้แบบใหม่ที่เรียกว่า Messaging Layer Security (MLS) ซึ่งใช้โครงสร้างแบบ Binary Tree ในการจัดการสมาชิกและสร้างระบบคีย์ที่ทำให้สมาชิกทุกคนมีข้อมูลเพียงพอสำหรับการเข้ารหัสและถอดรหัสข้อมูลภายในกลุ่ม ในปัจจุบันมีไลบรารี่ดี ๆ ที่ช่วยให้ Nostr client ไม่ต้องเขียนโค้ด MLS เองทั้งหมด ข้อดีของ MLS คือ ทำให้การจัดการกลุ่มขนาดใหญ่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รองรับทั้งแบบส่วนตัวและแบบกลุ่มมีForward Secrecy และ Post-Compromise Security ข้อความทุกข้อความถูกเข้ารหัสด้วยคีย์ที่ต่างกัน และมีการหมุนเวียนคีย์ทุกครั้งที่มีการส่งข้อความ ไม่มีการรั่วไหลของข้อมูลมีเพียง Event เดียวที่ถูกเผยแพร่บนรีเลย์โดยใช้ Ephemeral Key และ Group ID ซึ่งสามารถหมุนเวียนได้เช่นกัน ข้อเสียคือ MLS มันค่อนข้างซับซ้อนต้องอาศัยเครื่องมือที่ดีในเขียน Client นั้นเป็นสิ่งที่ Jeff พยายามพัฒนาอยู่ และต้องอาศัยความร่วมมือจากนักพัฒนา Nostr คนอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน อีกข้อเสียคือไม่สามารถดูประวัติการสนทนาย้อนหลังได้ หากไม่ได้บันทึกไว้ การพัฒนาครั้งนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากอาจตอบโจทย์ที่หลายคนตามหาในโลกที่ privacy ถูกมองว่าเรื่องอันตราย — @Notoshi⚡ #Siamstr
Right Shift's avatar
Right Shift 1 year ago
“ครั้งแล้วครั้งเล่า ประวัติศาสตร์ได้สอนเราว่า ไอ้ความเชื่อที่ว่า "เทคโนโลยีคือคำตอบสุดท้าย" เป็นความคิดที่โคตรจะอันตราย เมื่อตัดสินใจเลือกทางแสนสบาย.. สุดท้ายเราก็จะติดอยู่ในวังวนแห่งความล้มเหลวซ้ำซาก” image ข้อสรุปสั้นๆ ที่ผมได้ จากบทความอันยาวเหยียดจาก BitcoinMagazine ที่เพิ่งจะถูกเขียนไม่กี่วันก่อนที่ชื่อ A Manual Guide to Killing Bitcoin: The Eternal Return หรือในชื่อไทยคือ “คัมภีร์ฆ่าบิตคอยน์” - - - ปัญหาที่เจ้าเงินสุดที่รักของเรา คือ ปัญหาเรื่องการขยายขนาด (Scalability) ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมและปกป้องความเป็นส่วนตัวที่เพิ่มสูงขึ้น (เอ็งด้วย! ไอ้ Ordinals) สิ่งเหล่านี้มันกีดกันไม่ให้คนตัวเล็กเข้าถึงบิตคอยน์ได้ง่าย.. แม้จะเราจะมี Lightning network เข้ามาช่วยให้เราขยายจำนวนการทำธุรกรรมได้ แต่ "ผู้เขียนบทความ" ก็ยังย้ำว่า มันน่าขำ! ที่เรายกเอาเทคโนโลยีที่ยังไม่เสถียร ติดๆ ดับๆ บ้าง มาเป็นเหตุผลให้คนแห่เอาดอลลาร์มาถมใส่บิตคอยน์ พอมีข่าวประมาณว่า… “นักการเมืองเริ่มเอาสิ่งนี้มาเป็นนโยบาย” “BlackRock เปิด Spot Bitcoin ETF” “บลา ๆ ๆ …” เราก็เฮกันแล้วก็เข้าใจว่า "มันมาแน่...นี่คือชัยชนะของบิตคอยน์" "ฉันนี่มันเจ๋งจริงๆ ที่รู้จักมันก่อนใคร" ไม่เลย! นี่คือภาพลวงชัดๆ เพราะสุดท้าย.. ปัญหาเรื่องการขยายขนาด (Scalability) ของมันที่ยังไม่ถูกแก้ และมีแต่จะทำให้มันถูกรวมศูนย์ และต้องให้ตัวกลางเข้ามาแทรกแซงเหมือนกับที่เกิดขึ้นเทคโนโลยี Peer-to-peer ตัวอื่นๆ (อย่าง World Wide Web หรือ Napster) และวิธีที่จะทำลายบิตคอยน์มันง่ายมาก.. แค่หลับหูหลับตาอวยมัน เชื่อว่ามันเป็นอมตะ รอให้ผู้มีอำนาจเข้ามาเชิดชู ที่จะนำไปสู่การนำบิตคอยน์มาค้ำประกันการออกบิตคอยน์กระดาษ (เปรียบเทียบให้เห็นการพิมพ์เงินเฟียตกับทองคำ) สุดท้ายบิตคอยน์ก็จะตายไป.. ไม่ใช่เพราะว่ามันถูกทำลายหรือถูกทำให้หายไป แต่จะเป็นการใช้งานที่ผิดจากวัตถุประสงค์ที่มันได้ถือกำเนิดเกิดขึ้นมา.. นั่นคือ “Peer-to-peer electronic cash system” — เทนโด้ @Tendou ปล. ส่วนตัวผมมองว่าคนเขียนไม่ได้แซะบิตคอยน์ แต่แซะคนที่อวยบิตคอยน์แบบสุดลิ่มทิ่มประตู ก็นั่นแหละฮะ.. ทุกคนสามารถไป Verify เนื้อหากันด้วยตัวเองได้เลยนะครับ View article → ต้นฉบับจาก BitcoinMagazine #siamstr
Right Shift's avatar
Right Shift 1 year ago
มนุษย์ไม่ใช่หุ่นยนต์ เรา 'กระทำ' ด้วยเหตุผลและ 'คุณค่า' แต่ถูกจำกัดด้วย 'เวลา' - นี่คือหัวใจของเศรษฐกิจที่แท้จริง 🧡 image 3 EP ที่ผ่านมาของ JUST Economics เราได้ปูพื้นฐานเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนจากบทที่ 1-3 ของหนังสือ Principles of Economics โดย Saifedean Ammous ..เริ่มจาก EP ที่ 1 การกระทำของมนุษย์ (Human Action) เราได้เข้าใจว่า.. การกระทำของมนุษย์ (Human Action) คือหัวใจสำคัญ ตามที่ลุดวิก ฟอน มิเซส (Ludwig von Mises) ได้อธิบายไว้ในหนังสือ Human Action ของเขา มิเซสบอกว่า.. การกระทำคือการแสดงออกถึงเจตจำนงของเรา เราตั้งใจทำอะไรสักอย่างเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เป็นการตอบสนองต่อสิ่งเร้าและสภาพแวดล้อม และเป็นการปรับตัวของเราต่อโลกใบนี้ มนุษย์ไม่ใช่หุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมไว้ หรือสัตว์ที่ทำตามสัญชาตญาณ เราคิด เราเลือก และมีเหตุผล แม้ว่าผลลัพธ์ที่ออกมาดีหรือไม่ก็ตาม เราได้เรียนรู้ว่าการกระทำของมนุษย์เกิดจาก ความต้องการที่ยังไม่บรรลุผล ซึ่งเป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่ผลักดันให้เราไม่หยุดนิ่ง ไม่ว่าจะเป็นความหิว ความอยากได้อยากมี หรือความอยากรู้อยากเห็น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็น แรงจูงใจ ที่ทำให้เราคิด วางแผน และ ลงมือทำ ..การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Analysis) เป็นอีกหัวข้อสำคัญที่เราได้เรียนรู้ ฮานส์-เฮอร์มันน์ ฮ็อปเป่ (Hans-Hermann Hoppe) บอกว่า.. การวิเคราะห์เศรษฐกิจ มันเหมือนกับการไขคดีเลยล่ะ เราต้องแกะรอย หาหลักฐานและเชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกัน เศรษฐศาสตร์ไม่สามารถทดลองแบบวิทยาศาสตร์ได้ เพราะมนุษย์ ไม่ใช่ลูกตุ้ม แต่ละคนคิดไม่เหมือนกัน ตัดสินใจไม่เหมือนกัน การวิเคราะห์เศรษฐกิจแค่ตัวเลขอย่างเดียว อาจทำให้เราเข้าใจผิดได้ เพราะตัวเลขมันเหมือนเปลือกนอก.. เราต้องมองให้ลึกกว่านั้น ถึงจะเห็นแก่นแท้ของปัญหา ทีนี้แล้วอะไรล่ะที่เป็นตัวกำหนดการกระทำของมนุษย์? ..คำตอบอยู่ใน EP 2 คุณค่า (Value) ของสิ่งต่างๆ ไม่ได้ตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนมองว่ามันมีค่าแค่ไหน ตามที่ คาร์ล เมงเงอร์ (Carl Menger) ได้อธิบายไว้ในหนังสือ Principles of Economics ของเขา เมงเงอร์บอกว่า.. มูลค่าไม่มีอยู่นอกเหนือจิตสำนึกของมนุษย์ ใน EP นี้เรายังได้เรียนรู้ 'ทฤษฎีส่วนเพิ่ม' (Marginalism) ที่บอกว่า ความสุขที่เราได้จากการบริโภคของจะลดลงเรื่อยๆ ตามกฎของอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มที่ลดลง (Law of Diminishing Marginal Utility) เพราะยิ่งเรามีอะไรมากขึ้น.. ความสุขที่ได้รับจากสิ่งนั้นก็จะลดลงเรื่อยๆ ดังนั้น.. การเลือกใช้ทรัพยากรอย่างชาญฉลาด จึงเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนี้เรายังได้เรียนรู้ว่า "มูลค่า" เกิดจากหลายปัจจัย เช่น ความชอบ สถานการณ์ และ ความขาดแคลน ส่วน "ราคา" เป็นเพียง "ตัวเลข" ที่สะท้อนถึงการตกลงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ไม่ได้เป็นการวัดมูลค่าโดยตรง เหมือนกับที่บางคนยอมจ่ายแพงเพื่อซื้อกาแฟแบรนด์ดัง ทั้งๆ ที่กาแฟโบราณก็ให้รสชาติที่คล้ายคลึงกัน หรือบางคนเลือกซื้อเสื้อผ้ามือสอง ทั้งๆ ที่เสื้อผ้าใหม่ก็มีให้เลือกมากมาย เพราะ "มูลค่า" มันไม่ได้อยู่ที่ตัวสินค้าเอง แต่มันอยู่ที่ว่าเราคิดว่ามันมีค่าแค่ไหนต่างหากล่ะ.. แล้วทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของมนุษย์คืออะไร? คำตอบอยู่ใน EP 3 นั้นก็คือ เวลา (Time) ในหนังสือ The Ultimate Resource ของไซมอน เขาได้บอกว่า.. เวลา เป็นทรัพยากรที่ล้ำค่าที่สุด เพราะมันมีจำกัดและใช้ไปแล้วก็เรียกคืนไม่ได้ ดังนั้นทุกการตัดสินใจของเรา จึงมี "ต้นทุนค่าเสียโอกาส" แฝงอยู่ เนื่องจากเวลาเป็นสิ่งมีค่าและมีจำกัด เราจึงต้องหาวิธีใช้เวลาให้คุ้มค่า โดยอาศัยเทคโนโลยี การแบ่งงานกันทำ การลงทุน และการออมเพื่อความมั่นคงในอนาคต ระดับความเห็นแก่เวลา (Time Preference) ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของเรา มนุษย์มักจะให้คุณค่ากับความสุขในปัจจุบันมากกว่าความสุขในอนาคต เหมือนกับที่หลายคนเลือกที่จะรูดบัตรเครดิต ทั้งที่รู้ว่าต้องจ่ายดอกเบี้ยแพง เพราะความต้องการได้ของ ณ ตอนนั้น มันมีค่ามากกว่าภาระหนี้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนมองว่า.. การทำความเข้าใจระบบเศรษฐกิจต้องเริ่มต้นจากการศึกษาการกระทำของมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนการทำงานของระบบเศรษฐกิจ ที่เกิดจากเหตุผลและมูลค่าที่แต่ละคนให้กับสิ่งต่างๆ ในขณะที่เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก.. มักจะใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์และมองว่ารัฐควรมีบทบาทสำคัญในการควบคุมเศรษฐกิจ ซึ่งการแทรกแซงของรัฐในระบบเศรษฐกิจ มักจะนำไปสู่ปัญหาต่างๆ เช่น การกำหนดราคาสินค้ามักจะนำไปสู่การขาดแคลนของสินค้าจึงทำให้เกิดตลาดมืดขึ้น ส่วนการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอาจทำให้คนงานตกงาน และการอุดหนุนโดยรัฐอาจทำให้เกิดการผลิตและบริโภคที่มากเกินความจำเป็น เศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนจึงมองว่ารัฐควรมีบทบาทจำกัด ===================== เห็นไหมครับว่าทั้ง 3 EP มันเชื่อมโยงกัน.. เริ่มจากการกระทำที่ถูกขับเคลื่อนด้วยมูลค่าและถูกจำกัดด้วยเวลา ทั้งหมดนี้คือพื้นฐานสำคัญของเศรษฐศาสตร์ ที่ช่วยให้เรามองเห็นความลับเบื้องหลังของตัวเลขและทฤษฎี และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฝากติดตาม JUST Economics ใน EP ต่อไปกันด้วยนะครับ รับรองว่า สนุก เข้าใจง่าย และได้ความรู้แน่นปึก!! 🥰😍 — @SOUP #Siamstr
Right Shift's avatar
Right Shift 1 year ago
"นโยบายนี้เอง.. ก็คือการบังคับให้ผู้เสียภาษีต้องเลี้ยงดูคนอื่น โดยไม่คำนึงว่าเขาจะพยายามอย่างจริงจังที่จะเลี้ยงดูตัวเองหรือไม่.." image “...ต่อไปจะมีแค่ไม่กี่คนในระบบช่วยเหลือเยียวยา ที่จะมีรายชื่อยู่ในสถานะพร้อมเป็นลูกจ้าง และคนเหล่านี้ก็จะพบว่าตำแหน่งงานที่ “เหมาะสม” ในสายตาของพวกเขานั้นมีน้อยเหลือเกิน พวกเขาอาจตกลงเข้าร่วม “โครงการฝึกอบรม” ที่ได้รับการสนับสนุนเงินจากรัฐบาล โดยเฉพาะหากพวกเขาได้รับเบี้ยเลี้ยงเดือนละ 30 ดอลลาร์สำหรับการเข้าร่วมโครงการนี้ แต่พวกเขาส่วนใหญ่ก็จะเพียงแค่ทำแบบขอไปที และไม่ว่าในกรณีใด คุณภาพของโครงการฝึกอบรมที่บริหารจัดการโดยภาครัฐ จะเทียบไม่ได้เลยกับการฝึกอบรมทักษะที่จำเป็นด้วยระบบการฝึกหัดแบบดั้งเดิมในอุตสาหกรรมภาคเอกชน ที่แน่นอนที่สุดคือ.. โครงการใด ๆ ที่พยายามบังคับให้คนทำงานเพื่อแลกกับสวัสดิการ จะถูกประณามว่าเป็นการ “ใช้แรงงานทาส” และในที่สุดแล้วเงื่อนไขว่าต้องทำงานก็จะถูกยกเลิกไปอย่างเงียบ ๆ “ภาระภาษีจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะจ่ายสวัสดิการให้มากขึ้น จะเกิดความพยายามผลักภาระส่วนใหญ่ที่เพิ่มขึ้นนี้ ไปให้กับบริษัทหรือบุคคลที่มีรายได้สูง ซึ่งจะเป็นการขัดขวางและกัดกร่อนแรงจูงใจในการผลิต ซึ่งเป็นรากฐานของความกินดีอยู่ดีของทุกคน.. รายจ่ายภาครัฐจะพุ่งสูงขึ้นเร็วยิ่งกว่ารายได้จากการจัดเก็บภาษี นำไปสู่การขาดดุลเรื้อรัง เงินเฟ้อ และการทำลายอำนาจการซื้อของกรมธรรม์ประกันภัย เงินบำนาญ และเงินออมของประชาชน…" — ส่วนหนึ่งจากงานเขียนของ Henry Hazlitt ในหนังสือ Man vs. The Welfare State (1969) ที่ตอบโต้การนำเสนอนโยบาย "Negative Income Tax" โดย Milton Friedman ทำไมเขาจึงคิดว่านโยบาย Negative Income Tax ย้อนแย้งในตัวเอง? ทำไมมันจึงมีแนวโน้มจะสร้างปัญหาตามมา? ..และวิธีการต่อสู้กับปัญหาความยากจนที่ดีกว่าคืออะไร? อ่านฉบับเต็มได้ที่ 👇 https://mises.org/mises-daily/fallacies-negative-income-tax #siamstr
Right Shift's avatar
Right Shift 1 year ago
28 สิงหาคมของทุกปี วันที่โลกบิตคอยน์รำลึกถึง 'นักบุญ' Hal Finney หนึ่งในผู้บุกเบิก image ในวันที่แสงแดดยามเย็นค่อยๆ ลับขอบฟ้าของวันที่ 28 สิงหาคมของทุกปี ชุมชนบิตคอยน์ทั่วโลกจะร่วมกันจุดเทียนแห่งความทรงจำ รำลึกถึงบุคคลสำคัญผู้หนึ่ง ผู้ซึ่งได้ทิ้งร่องรอยไว้บนผืนทรายแห่งประวัติศาสตร์บิตคอยน์อย่างไม่อาจลบเลือน... เขาคือ Hal Finney นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และเป็นผู้รับการทำธุรกรรมบิตคอยน์ครั้งแรกจาก Satoshi Nakamoto ผู้สร้างบิตคอยน์ผู้ลึกลับ เรื่องราวของ Hal เริ่มต้นขึ้นอย่างเรียบง่าย.. เขาเป็นเด็กหนุ่มจากแคลิฟอร์เนีย ผู้หลงใหลในโลกของรหัสและคอมพิวเตอร์ เขาเริ่มต้นเส้นทางอาชีพด้วยการเป็นนักพัฒนาเกม สร้างสรรค์เกมดังในอดีตที่หลายคนอาจเคยสัมผัส เช่น Adventures of Tron และ Astrosmash แต่เบื้องหลังภาพของนักพัฒนาเกม Hal ยังมีความหลงใหลในโลกของการเข้ารหัส (Cryptography) ซ่อนอยู่ด้วย.. เขาเป็นสมาชิกคนสำคัญของกลุ่ม Cypherpunk กลุ่มคนที่เชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยีเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพในโลกดิจิทัลที่กำลังก่อตัวขึ้น ในปี 2004 Hal ได้สร้างระบบ Reusable Proof of Work (RPOW) ซึ่งเป็นเหมือนกุญแจดอกสำคัญที่ไขไปสู่โลกของบิตคอยน์ แม้ RPOW จะยังเป็นเพียงต้นแบบ แต่แนวคิดนี้ได้ปูทางไปสู่ระบบ Proof of Work ที่บิตคอยน์ใช้อยู่ในปัจจุบัน นี่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของ Hal ที่มีต่อเทคโนโลยีบล็อกเชนตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม เมื่อ Satoshi Nakamoto เปิดตัว Bitcoin ในปี 2008 Hal เป็นหนึ่งในคนกลุ่มแรกๆ ที่มองเห็นศักยภาพที่แท้จริงของมัน เขาไม่ใช่แค่เห็น แต่เขาเชื่อและเข้าใจมันอย่างลึกซึ้ง เขาเคยกล่าวว่า.. "บิตคอยน์ดูเหมือนจะเป็นความคิดที่มีอนาคตไกล" เขาเชื่อมั่นในระบบรักษาความปลอดภัยที่อิงจากพลังการประมวลผลของผู้เข้าร่วมเครือข่าย และมองเห็นคุณค่าของ "โทเคนที่ไม่สามารถปลอมแปลงได้" Hal ไม่ใช่แค่นักทฤษฎี เขาลงมือปฏิบัติจริงด้วยการเป็นหนึ่งในนักขุดบิตคอยน์คนแรกๆ ของโลก และที่สำคัญที่สุด เขาคือผู้รับการทำธุรกรรมบิตคอยน์ครั้งแรกจาก Satoshi Nakamoto ในวันที่ 12 มกราคม 2009 "Running bitcoin" เสียงกระซิบที่ดังก้องไปทั่วโลก ในวันที่ 10 มกราคม 2009 Hal ทวีตข้อความสั้นๆ ว่า "Running bitcoin" ทวีตนี้เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นยุคใหม่ของเงินตรา และเป็นเครื่องเตือนใจถึงบทบาทสำคัญของ Hal ในประวัติศาสตร์บิตคอยน์ ในปีเดียวกันนั้นเอง Hal ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค ALS โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่รักษาไม่หาย โรคร้ายนี้ค่อยๆ พรากความสามารถในการควบคุมร่างกายของเขาไปทีละน้อย แต่ไม่อาจพรากความมุ่งมั่นและจิตวิญญาณของนักสู้ไปจากเขาได้.. แม้ร่างกายจะถูกจำกัด แต่อุดมการณ์ของ Hal ไม่เคยถูกโรคร้ายพรากไป เขายังคงเขียนโค้ดบิตคอยน์ต่อไปด้วยความมุ่งมั่นโดยใช้ซอฟต์แวร์ติดตามดวงตา เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าแม้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด มนุษย์เราก็ยังสามารถสร้างสรรค์สิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ "My body may be stuck, but my mind is free.” Hal Finney เสียชีวิตในวันที่ 28 สิงหาคม 2014 ทิ้งไว้ซึ่งมรดกอันยิ่งใหญ่ให้กับวงการฯ เขาเป็นผู้บุกเบิก ผู้สร้างแรงบันดาลใจ และเป็นสัญลักษณ์ของความหวังในโลกดิจิทัล ทุกวันนี้ แม้ Hal จะจากไปแล้ว แต่จิตวิญญาณของเขายังคงอยู่กับเราทุกครั้งที่เราใช้บิตคอยน์หรือพูดถึงเทคโนโลยีบล็อกเชน เขาคือวีรบุรุษผู้ทำให้เรามองเห็นศักยภาพที่แท้จริงของเทคโนโลยีนี้ และถือเป็นแรงผลักดันให้เราสร้างโลกที่ดีกว่าเดิม.. 28 สิงหาคม วันที่เราจะไม่มีวันลืม.. ในวันครบรอบการจากไปของ Hal Finney ขอให้เราร่วมกันรำลึกถึงคุณูปการของเขา และสานต่อเจตนารมณ์ในการสร้างโลกที่เงินตราเป็นของทุกคนอย่างแท้จริง ปล. เรื่องราวของ Hal Finney สอนให้เรารู้ว่า ขีดจำกัดของร่างกายไม่สามารถจำกัดจินตนาการและความมุ่งมั่นของมนุษย์ได้ ขอให้เรื่องราวนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนครับ "Bitcoin seems to be a very promising idea. I like the idea of basing security on the assumption that the CPU power of honest participants outweighs that of the attacker. I hope it will succeed." (2008) — Hal Finney // เรียบเรียงโดย Jakk Goodday #siamstr
Right Shift's avatar
Right Shift 1 year ago
"ผู้คนมักเลือกความสะดวกสบายมากกว่าความเป็นส่วนตัว แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาจะเข้าใจถึงความสำคัญของมันก็ต่อเมื่อเจอกับปัญหานั่นแหละ" — Jack Dorsey image ภาพฝูงชนที่เต็มไปด้วยความคึกคัก เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วบริเวณ Noster Unconference ครั้งที่ 3 ณ เมืองริกา ประเทศลัตเวีย ไม่เพียงแต่เป็นงานรวมพลคนรัก Nostr แต่ยังเป็นเวทีที่ Jack Dorsey อดีตซีอีโอแห่ง Twitter ผู้ให้กำเนิด BlueSky และผู้สนับสนุนหลักของ Nostr ได้มาแบ่งปันวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของเขาด้วย Odell พิธีกรของงาน เริ่มบทสนทนาด้วยการกล่าวขอบคุณ Jack ที่ให้การสนับสนุน Nostr Unconference มาอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะพุ่งตรงเข้าสู่คำถามที่หลายคนต่างรอคอย.. "อะไรคือแรงผลักดันที่ทำให้คุณทุ่มเทให้กับ Nostr มากมายขนาดนี้?" Jack เล่าย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของอินเทอร์เน็ต ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยจิตวิญญาณของ Open Source ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เขามีวันนี้ได้ Nostr จึงเป็นเหมือนการตอบแทนบุญคุณ เป็นการส่งต่อจิตวิญญาณนั้นให้คงอยู่ต่อไป "Nostr คือ 'ทางเลือกใหม่' เป็นโลกที่ผู้ใช้งานไม่ถูกเอาเปรียบจากบริษัทยักษ์ใหญ่ และยังเป็นโลกที่ข้อมูลเป็นของผู้ใช้งานอย่างแท้จริง" Jack กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น.. และไม่ใช่แค่เรื่องของเสรีภาพเท่านั้น Jack ยังมองเห็นศักยภาพอันมหาศาลของ Nostr ในการเป็นแพลตฟอร์มแห่งอนาคต ที่ซึ่ง AI และ Bots จะถูกพัฒนาขึ้นอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นประโยชน์ต่อทุกๆ คน แต่เส้นทางสู่ความสำเร็จไม่ได้ถูกโรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบ.. Jack ยอมรับว่า Nostr และ Bitcoin ยังต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ตัวเอง แต่เขาก็เชื่อมั่นในอนาคต และพร้อมที่จะให้การสนับสนุน Nostr ต่อไป เมื่อ Odell ถามถึงประเด็นร้อนว่า Nostr จะมีผู้ใช้งานมากกว่า X ภายใน 5 ปีไหม คำตอบของ Jack อาจทำให้หลายคนประหลาดใจ.. "ผมไม่ได้โฟกัสที่จำนวนผู้ใช้งาน แต่โฟกัสที่ประโยชน์ใช้สอยของข้อมูล Nostr มีศักยภาพในการเป็นแพลตฟอร์มที่มีข้อมูลมากที่สุด เพราะทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้งานมันได้อย่างอิสระ" สิ่งที่ Jack ชื่นชมอย่างมากใน Nostr คือ Community ของนักพัฒนาที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและไร้ขีดจำกัด ซึ่งเป็นสิ่งที่ Twitter ไม่สามารถทำได้ในระบบปิด บทสนทนายิ่งเข้มข้นขึ้น เมื่อ Odell ถามถึงความเห็นเกี่ยวกับการที่ Elon Musk บังคับให้ผู้ใช้งาน X ต้องยืนยันตัวตน Jack เข้าใจในมุมของ Elon ในฐานะนักธุรกิจ แต่เขาไม่เห็นด้วยกับวิธีการนี้ เพราะยังมีอีกหลายวิธีในการจัดการ Bots และ Spam เช่น Proof of work และ Micropayment เป็นต้น "ผู้คนมักเลือกความสะดวกสบายมากกว่าความเป็นส่วนตัว แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาจะเข้าใจถึงความสำคัญของมันก็ต่อเมื่อเจอกับปัญหานั่นแหละ" Jack กล่าว.. Odell ยิงคำถามชวนคิดต่อไปอีกว่า บริษัทควรเข้าตลาดหลักทรัพย์ไหม? Jack มองว่าการเข้าตลาดหลักทรัพย์อาจทำให้บริษัทเติบโตเร็วขึ้น แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียการควบคุม เขาเชื่อในการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป ที่ซึ่งบริษัทสามารถรักษาคุณค่าและวิสัยทัศน์ของตัวเองไว้ได้ "ผมอยากเห็นบริษัทที่เติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่เติบโตเร็ว" Jack ทิ้งท้าย.. การสัมภาษณ์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เผยให้เห็นถึงอนาคตของ Nostr แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของ Jack Dorsey ที่จะสร้างโลกที่เปิดกว้าง โปร่งใส และเป็นประโยชน์ต่อทุกคน โลกที่ข้อมูลเป็นของผู้ใช้งานอย่างแท้จริง โลกที่เราทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ ลงหลุมต่ออย่างละเอียดได้ในคลิปด้านล่างนะครับ 😊 และถ้าคุณเริ่มอยากลองเปิดรับประสบการณ์บน Nostr วันนี้เรามีแอปที่พัฒนาโดยคนไทยที่จะให้คุณเริ่มต้นใช้งานได้ง่ายๆ แล้ว เพียงแค่ค้นหาชื่อแอป Wherostr แล้วลองติดตั้งมาใช้งานได้ทั้งแอนดรอยด์ และ iOS (Zap ได้แล้วด้วย 😍) — @Notoshi⚡ #Siamstr #Nostr #OnlyNips #Nostriga