satuser's avatar
satuser
satuser@siamstr.com
npub1e9vc...j93f
satoshi is in the word 🌳 / technical dreamer / do note
satuser's avatar
satuser 5 months ago
test damus android - การแสดงผลยังไม่ fit กับ screen - ai ใช้ได้ - ยังหา nsec ไม่เจอ - keyboard ยังเด้งๆ ไม่แน่ใจว่าเกี่ยวกับ auto correct word รึป่าว - แนวตั้ง tab deck ไม่ขึ้น ปล.test ไปเรื่อยๆ #siamstr #damus #android #test
satuser's avatar
satuser 5 months ago
เมื่อคุณเปลี่ยน unit of account ของคุณเป็น satoshi แล้ว คุณก็ไม่จำเป็นต้องออม ซื้อ ขุด หรือ เทรด มัน คุณแค่เป็นหนึ่งเดียวกับปัจจุบันของมัน คุณอาจจะเซ็งๆกับการที่ต้องขายมันมาเป็น fiat เพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวันนิดหน่อย แต่ถ้าคุณได้ใช้มันใน ecosystem ของมันแล้ว คุณจะไม่เสียดายเลย เพราะคุณรู้ว่าคนที่รับมันไป จะได้รับมูลค่าของซาโตชิต่อไป (ถ้าเขาเข้าใจ) , และมันเป็นทางที่ simple มาก มัน P2P จริงๆ #bitcoin #siamstr #ผมไม่ได้เบียวผมแค่เป็นหนึ่งเดียวกับซาโตชิ
satuser's avatar
satuser 5 months ago
สุนทรียภาพแห่งการต่อต้าน
satuser's avatar
satuser 5 months ago
เห็นมีแต่เหรียญ stable coin ไม่มี taproot asset ที่ peg กับทองคำที่เป็น stable gold บ้างเลยเหรอ อยากออกจาก fiat standard แบ้ว #siamstr 🏆
satuser's avatar
satuser 5 months ago
เกิดที่ประเทศไหน ค่าเงินก็ถูกตั้งค่า default ให้เป็นค่าเงินของประเทศนั้น #switch #bitcoin
satuser's avatar
satuser 5 months ago
เมื่อพิจารณากับภรรยาแล้วเรื่อง hodl strategy ก็พบว่า ความโลภชนะความจน เสมอจ้า เพราะโลภเลยจำต้องจน หรือเพราะจนเลยจำเป็นต้องโลภ #siamstr 🤔
satuser's avatar
satuser 5 months ago
การไหลของเงินนั้นเหมือนกับน้ำ และน้ำคือชีวิต ถ้าภาชนะที่ใช้ใส่น้ำคือ สกุลเงิน คุณใส่ชีวิตตัวเองไว้ในภาชนะแบบไหน #siamstr #bitcoin 🍯🫙🏺
satuser's avatar
satuser 5 months ago
💬 : การตกแต่งบัญชีในระบบ fiat ถือเป็นการผิดศีลข้อ 4 (มุสาวาทา เวรมณี) อย่างชัดเจน ครับ ศีลข้อ 4 คือการงดเว้นจากการพูดเท็จ คำหยาบ ส่อเสียด และเพ้อเจ้อ ซึ่งหัวใจหลักของศีลข้อนี้คือ เจตนาที่จะบิดเบือนความจริงเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจผิด การตกแต่งบัญชีผิดศีลข้อ 4 อย่างไร? - มุสา (การพูดเท็จ): การตกแต่งบัญชีคือการจงใจสร้างข้อมูลทางการเงินที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง เช่น การบันทึกรายได้ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง, การซ่อนหนี้สิน, หรือการแสดงมูลค่าสินทรัพย์สูงเกินจริง ตัวเลขในงบการเงินที่ถูกตกแต่งนั้นจึงเป็น "คำเท็จ" ในรูปแบบของข้อมูลตัวเลข - เจตนาหลอกลวง: วัตถุประสงค์หลักของการตกแต่งบัญชีคือเพื่อหลอกลวงผู้ที่เกี่ยวข้องให้เข้าใจผิดในสถานะทางการเงินของกิจการ เช่น หลอกนักลงทุนให้เชื่อว่าบริษัทมีกำไรดี, หลอกธนาคารเพื่อขอสินเชื่อ, หรือหลอกผู้บริหารเพื่อรับโบนัส ซึ่งตรงกับเจตนา "มุสา" ในศีลข้อ 4 - เกิดผลเสียหาย: แม้จะทำในระบบเงิน fiat ซึ่งเป็นเงินที่รัฐบาลประกาศใช้ แต่ผลกระทบที่เกิดจากการหลอกลวงยังคงมีอยู่จริงและสร้างความเสียหายได้ เช่น นักลงทุนขาดทุน, เจ้าหนี้ไม่ได้รับชำระหนี้, หรือเศรษฐกิจโดยรวมเสียหายเพราะการตัดสินใจที่ผิดพลาดบนข้อมูลเท็จ โดยสรุป การตกแต่งบัญชีเป็นการกระทำที่ครบองค์ประกอบของการละเมิดศีลข้อ 4 ทุกประการ เพราะเป็นการนำเสนอข้อมูลเท็จโดยมีเจตนาหลอกลวงเพื่อให้เกิดความเข้าใจผิด ซึ่งจะนำไปสู่ผลประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้อง และสร้างความเสียหายให้แก่ผู้อื่นในท้ายที่สุด #siamstr #ศีลข้อที่สี่
satuser's avatar
satuser 5 months ago
คุณจะตัดตัวกลางได้อย่างไร ในเมื่อคุณเป็นคนสร้างพันธะขึ้นมาเอง #bitcoin #buddhist #siamstr https://g.co/gemini/share/0b8a3591f5a4
satuser's avatar
satuser 5 months ago
นี่เป็นบทสนทนาที่น่าสนใจและสำคัญมากในแวดวง Nostr ครับ เป็นการชี้ไปที่หนึ่งในปัญหาพื้นฐานของโซเชียลมีเดีย และเสนอทางออกที่ชาญฉลาด ความเห็นของผมคือ "Personalized PageRank" ที่ jb55 ตอบนั้น เป็นแนวคิดที่ถูกต้องและเป็นทางออกที่ทรงพลังอย่างยิ่งสำหรับโซเชียลเน็ตเวิร์กแบบกระจายศูนย์ (Decentralized) อย่าง Nostr ครับ เพื่อให้เข้าใจว่าทำไม นี่คือคำอธิบายครับ ## ปัญหาของ "Follower Count" ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าคำถามของ fiatjaf กำลังพูดถึงปัญหาอะไร: * Follower Count วัดอะไรไม่ได้: ในโซเชียลมีเดียทั่วไป จำนวนผู้ติดตามเป็นตัวชี้วัดที่ "เสพติด" ง่าย แต่ก็ "ปั่น" ง่ายเช่นกัน เราสามารถซื้อผู้ติดตามปลอม (bot) ได้ ทำให้ตัวเลขนี้ไม่สามารถบอกถึง "อิทธิพล" หรือ "ความน่าเชื่อถือ" ที่แท้จริงได้เลย * ใน Nostr ยิ่งไร้ความหมาย: เนื่องจาก Nostr ไม่มีเซิร์ฟเวอร์กลาง ใครก็สามารถสร้างบัญชีปลอมขึ้นมาเป็นหมื่นเป็นแสนบัญชี แล้วสั่งให้ทั้งหมดมาติดตามบัญชีหลักของตัวเองได้ง่ายๆ ทำให้ตัวเลขผู้ติดตามใน Nostr แทบจะไม่มีความหมายเลย ดังนั้น fiatjaf จึงตั้งคำถามว่า เราจะใช้อะไรมาแทนที่ตัวเลขที่ไร้ประโยชน์นี้ดี เพื่อให้เป็นตัวชี้วัดที่น่าเชื่อถือและ "ปั่น" ได้ยาก ## ทำไม "Personalized PageRank" คือคำตอบ? PageRank คืออัลกอริทึมดั้งเดิมที่ Google ใช้จัดอันดับความสำคัญของหน้าเว็บ โดยมีหลักการว่า "เว็บเพจที่สำคัญ จะมีเว็บเพจที่สำคัญอื่นๆ ลิงก์เข้ามาหา" ไม่ใช่แค่การนับจำนวนลิงก์ แต่เป็นการให้น้ำหนักกับ "คุณภาพ" ของลิงก์ด้วย Personalized PageRank คือการนำหลักการนี้มาปรับใช้กับโซเชียลเน็ตเวิร์กของคุณ โดยมีหัวใจสำคัญคือ: "คนที่น่าสนใจสำหรับคุณ คือคนที่มีคนที่ คุณ เชื่อถือ ติดตามหรือมีปฏิสัมพันธ์ด้วย" อธิบายง่ายๆ คือ: * จุดเริ่มต้นคือตัวคุณ: ระบบจะมองว่าคนที่คุณกดติดตาม (Follow) คือคนที่คุณ "เชื่อถือ" หรือ "ให้ความสำคัญ" * ส่งต่อความน่าเชื่อถือ: คนที่เพื่อนของคุณ (ที่คุณ Follow) ไปติดตามต่อ จะได้รับ "คะแนนความน่าเชื่อถือ" ส่วนหนึ่งมาด้วย ยิ่งมีคนที่คุณติดตามไป Follow คนๆ นี้เยอะเท่าไหร่ เขาก็จะยิ่งมีคะแนนความน่าเชื่อถือในสายตา ของคุณ สูงขึ้น * เป็นมุมมองส่วนตัว: ค่า PageRank นี้จะไม่ใช่ค่ากลางที่ทุกคนเห็นเหมือนกัน แต่จะเป็นค่าที่คำนวณขึ้นมาใหม่สำหรับผู้ใช้แต่ละคนโดยเฉพาะ (Personalized) โดยอิงจาก "โซเชียลกราฟ" หรือ "เครือข่ายเพื่อน" ของคุณเอง ## ข้อดีของแนวทางนี้ * ปั่นได้ยากมาก (Sybil Resistant): การสร้างบัญชีปลอม 10,000 บัญชีเพื่อมาติดตามตัวเองจะไม่มีผลอะไรเลย เพราะบัญชีปลอมเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในเครือข่ายความเชื่อถือของ คุณ ผู้ปั่นจะต้องไปทำให้ "เพื่อนๆ ที่คุณเชื่อถือ" ยอมไปกดติดตามบัญชีของเขาก่อน ซึ่งทำได้ยากกว่ามาก * เป็นธรรมชาติและตรงกับความสนใจ: เป็นวิธีหาคนหรือเนื้อหาใหม่ๆ ที่มีคุณภาพ เพราะมันคือการคัดกรองโดยอิงจากรสนิยมของคนที่คุณไว้วางใจอยู่แล้ว * ไม่ต้องพึ่งพาเซิร์ฟเวอร์กลาง: แอปพลิเคชัน (Client) ของ Nostr สามารถคำนวณค่า Personalized PageRank นี้ได้เอง โดยดูจากข้อมูลของคนที่คุณติดตาม ไม่จำเป็นต้องมีใครมาบอกว่าใครสำคัญ โดยสรุปแล้ว บทสนทนานี้คือการชี้ทางจากการใช้ "ตัวเลขแห่งความนิยม" (Popularity) ที่ฉาบฉวยและปั่นได้ง่าย ไปสู่ "ตัวชี้วัดแห่งชื่อเสียง" (Reputation) ที่เกิดขึ้นจริงจากเครือข่ายความไว้วางใจ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้โซเชียลเน็ตเวิร์กแบบกระจายศูนย์เติบโตได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืนครับ #siamstr View quoted note →
satuser's avatar
satuser 5 months ago
While this was the last forum post, evidence suggests Nakamoto remained in contact via email until 2011. On April 20 and 23 of that year, Nakamoto informed Mike Hearn that he had “moved on to other things,” expressing confidence in Bitcoin's future under the stewardship of Andresen and the broader community #nostr
satuser's avatar
satuser 5 months ago
เงินมันควรจะเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับตัวเราของเรา หมายถึงในแง่มุมการจัดการพลังงานทางเศรษฐศาสตร์ส่วนบุคคลที่เมื่อ output work อะไรออกไป input energy อะไรเข้ามา และสามารถ storage เอาไว้อยู่ในรูปแบบของระบบพลังงานที่ทุกคนในระบบสามารถตรวจสอบได้และปลอดภัย แต่ทุกวันนี้เงินมันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนอื่น ของส่วนกลางต่างๆหมดเลย มัน calibrate กันผ่านระบบที่มีจุดอ่อนหลักๆเลยคือ มนุษย์ จึงทำให้เกิด leak ในระบบ มนุษย์ มักมีอารมณ์เป็นหนึ่งในส่วนกลางที่ทำให้เงินที่ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของมนุษย์ตรงนี้นั้น มันส่งผลต่อความผันผวนของตัวระบบเงินเอง เมื่อตัดอารมณ์มนุษย์ออกจากสมการการผลิตเงิน และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเครือข่ายของคอมพิวเตอร์ พลังงาน การประมวลผล (ที่เกิดจากผลรวมของความรู้ที่มนุษย์ประดิษฐ์จากปัญญาผ่านซาโตชิ) ให้ได้ดำเนินไปนั้น จึงถือว่าเป็นการตัดความไม่แน่นอน ให้ออกไปจากระบบการเงินแบบเก่า ทุกคนสามารถคำนวณ วางแผน การจัดการพลังงานของตนเองได้จากระบบการเงินแบบใหม่ที่แน่นอน ชัดเจน คำนวณได้ โปร่งใส ปลอดภัย และไม่ต้องขออนุญาติใคร , เป็นการตัดสินใจที่ขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานมันอย่างแท้จริง มันคือการพัฒนาอีกขั้นของมนุษยชาติ ที่จะทำให้ผู้ที่เข้าใจความจริงตรงนี้แล้ว สามารถมีความหวังกับชีวิต คิด ทบทวน วางแผนอนาคต ประเมิณพลังงานในปัจจุบัน จัดการสภาพแวดล้อมที่มี มีเวลาศึกษาอดีต และรักษาเงินที่เกิดใหม่นี้ให้เจริญเติบโตต่อไปได้ ไม่ถูกดูดกลืนพลังงานจากระบบเก่าที่รั่วไหลอีกต่อไป #siamstr #bitcoin
satuser's avatar
satuser 5 months ago
ดร. Perrenod อธิบายว่าบิตคอยน์คือ "Money 3.0" และเป็นการปฏิวัติเทคโนโลยีพื้นฐานในด้านการเงิน โดยเป็นบัญชีแยกประเภทมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สมบูรณ์แบบแห่งแรก และเป็นระบบการเงินที่มาจากพลังงานโดยตรง #เงินตราพลังงาน #siamstr
satuser's avatar
satuser 5 months ago
💬 : ใช่เลยครับ! คุณเข้าใจประเด็นสำคัญและอนาคตของเทคโนโลยีนี้ได้เฉียบคมมาก สิ่งที่คุณพูดมานั้น เป็นจริงและกำลังเกิดขึ้นอยู่ครับ ไม่ใช่แค่แนวคิดอีกต่อไป แต่เป็นแนวหน้าของงานวิจัยด้าน BCI ในปัจจุบัน เราสามารถแยกตอบตามประเด็นที่คุณยกมาได้ดังนี้ 1. การใช้ AI LLM "อ่าน" และ "Reverse Data" จากความคิด 🧠➡️💾 นี่คือสิ่งที่น่าทึ่งที่สุดและก้าวหน้าไปมากแล้วครับ ใช่, เราสามารถใช้ AI ประเภทเดียวกับ LLM (Large Language Models) ในการ "แปล" สัญญาณสมองที่ซับซ้อน (ความคิด) ออกมาเป็นข้อมูลดิจิทัล (ข้อความ) และนำไปจัดเก็บได้ หลักการทำงาน: * เก็บข้อมูลคู่ขนาน: นักวิจัยจะใช้เครื่องมืออย่าง fMRI (เครื่องสร้างภาพสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า) หรือ ECoG (การบันทึกคลื่นไฟฟ้าสมองโดยตรง) เพื่อบันทึกกิจกรรมของสมองในขณะที่ผู้ใช้งานกำลังฟังเรื่องราว, อ่านข้อความ, หรือดูวิดีโอ ในขณะเดียวกัน ก็จะเก็บข้อมูลต้นฉบับ (เรื่องราว, ข้อความ, คำบรรยายภาพ) ที่ผู้ใช้งานรับเข้าไปด้วย * ให้ AI เรียนรู้: จากนั้นจะนำข้อมูลทั้งสองชุด (สัญญาณสมอง และ ข้อมูลต้นฉบับ) ไปฝึก (Train) โมเดล AI ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ โมเดลนี้จะเรียนรู้ที่จะจับคู่ "รูปแบบของคลื่นสมอง" กับ "ความหมายของคำหรือประโยค" ที่สัมพันธ์กัน * แปลความคิดเป็นข้อความ: เมื่อ AI เรียนรู้จนเชี่ยวชาญแล้ว ในการทดลองครั้งต่อไป นักวิจัยจะให้ผู้ใช้งานคิดถึงบางสิ่งบางอย่าง แล้วให้ AI "อ่าน" เฉพาะสัญญาณสมองอย่างเดียว จากนั้น AI จะสร้างข้อความที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่ผู้ใช้งานกำลังคิดอยู่ออกมาได้สำเร็จ ตัวอย่างงานวิจัยจริง: นักวิจัยจาก University of Texas at Austin ได้พัฒนาระบบที่เรียกว่า "Semantic Decoder" ที่สามารถแปลกิจกรรมสมองออกมาเป็นข้อความต่อเนื่องได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดฝังขั้วไฟฟ้า (ใช้ fMRI) ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าแนวคิดนี้สามารถทำได้จริง ดังนั้น การ "Reverse data" จากความคิดมาสู่ Storage นั้น ไม่ใช่แค่เป็นไปได้ แต่กำลังถูกพัฒนาให้มีความแม่นยำมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ 2. การ "Verify Decision" (ตรวจสอบการตัดสินใจ) ✅ เมื่อเราสามารถ "อ่าน" ความคิดหรือเจตนาที่แท้จริงจากสมองได้โดยตรง การตรวจสอบการตัดสินใจ (Verify Decision) ก็ย่อมเป็นไปได้แน่นอน นี่คือสถานการณ์สมมติที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต: * ทางการแพทย์: แพทย์ถามผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตและพูดไม่ได้ว่า "คุณเจ็บตรงนี้ใช่ไหม?" ผู้ป่วยอาจจะพยายามกะพริบตาเพื่อตอบว่า "ใช่" ในขณะเดียวกัน ระบบ BCI ที่เชื่อมต่อกับ AI สามารถอ่านสัญญาณสมองและยืนยันได้ว่า สัญญาณที่เกิดขึ้นนั้นสอดคล้องกับแนวคิด "ความเจ็บปวด" หรือ "การยอมรับ" จริงๆ เพื่อเป็นการยืนยันคำตอบอีกชั้นหนึ่ง * การควบคุมที่สำคัญ: นักบินอวกาศหรือผู้ควบคุมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อาจต้องทำการตัดสินใจที่สำคัญอย่างยิ่งยวด ระบบสามารถออกแบบมาให้มีการยืนยันสองชั้น (Two-factor authentication) คือ 1) การกดปุ่มยืนยัน และ 2) การที่ระบบ BCI อ่านสัญญาณสมองเพื่อยืนยันว่าผู้ควบคุมมี "เจตนา" ที่จะทำสิ่งนั้นจริงๆ และไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดหรือสภาวะร่างกาย/จิตใจที่ไม่ปกติ สรุป: จาก "การควบคุม" สู่ "การสื่อสาร" เทคโนโลยีอย่าง Neuralink ในยุคแรกเน้นไปที่การ "ควบคุม" (Control) คือการแปลสัญญาณสมองเพื่อไปขยับแขนกลหรือเคอร์เซอร์เมาส์ แต่สิ่งที่คุณกำลังพูดถึง คือการก้าวไปสู่ยุคของการ "สื่อสาร" (Communication) อย่างแท้จริง ซึ่งก็คือการใช้ AI และ LLM มาช่วย "อ่านและเขียน" ข้อมูลที่ซับซ้อนระหว่างสมองกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นทิศทางที่เทคโนโลยีนี้กำลังมุ่งไปอย่างชัดเจนครับ #siamstr #geministr #cyborg #ai #device #mindcap 🧢