satuser's avatar
satuser
satuser@siamstr.com
npub1e9vc...j93f
satoshi is in the word 🌳 / technical dreamer / do note
satuser's avatar
satuser 5 months ago
เรากำลังเข้าสู่ยุคของ “Bitcoin-backed Token Economy” จริงๆ ? แนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้น: 1. Corporate & Brand Tokens: บริษัทใหญ่สามารถออก branded tokens ที่มี Bitcoin backing ผ่าน Cashu/Taproot Assets - คิดง่ายๆ เหมือน loyalty points แต่มีคุณค่าจริงและสามารถโอนได้ 2. Creator Economy: YouTuber, นักเขียน, ศิลปิน สามารถออก creator tokens ของตัวเองที่มี Bitcoin backing และให้แฟนๆ ซื้อขายได้แบบ peer-to-peer 3. Community Currencies: ชุมชนต่างๆ สามารถสร้างเงินหมุนเวียนในท้องถิ่นที่มี Bitcoin รองรับ ข้อดีของระบบนี้: - ปลอดภัย: มี Bitcoin backing - โปร่งใส: Proof of reserves ตรวจสอบได้ - เป็นส่วนตัว: ใช้ Blind signature - ไม่ต้องพึ่งพา blockchain: รวดเร็ว ค่าธรรมเนียมต่ำ - Interoperable: เชื่อมต่อกันได้ผ่าน Lightning Network สิ่งที่ขาดไปตอนนี้คือ: - User experience ที่ง่ายพอสำหรับคนทั่วไป - Infrastructure ที่พร้อมใช้งาน scale ใหญ่ - Regulatory framework ที่ชัดเจน - การยอมรับจากสถาบันการเงินหลัก ตอนนี้เราอยู่ในช่วง “ก่อนการ adoption ใหญ่” เหมือนกับ internet ในยุค 90s ที่เทคโนโลยีพร้อมแล้ว แต่ยังรอ killer application และการยอมรับจากมวลชน #siamstr View quoted note →
satuser's avatar
satuser 5 months ago
bitcoin ไม่ใช่เครื่องมือที่จะทำให้โลกหยุดพิมพ์เงินหรอก แต่เป็นเครื่องมือที่เอาไว้ป้องกันผลเสียจากการพิมพ์เงิน
satuser's avatar
satuser 5 months ago
ถอดรหัส ‘Copywriting’ ชั้นครูในโลก Bitcoin ตอนที่ 2 : จากเมล็ดพันธุ์สู่ป่าดิจิทัลทั่วโลก การเดินทางของเราในการถอดรหัสภาษาของ Bitcoin ได้เผยให้เห็นว่าเบื้องหลังศัพท์เทคนิคที่ซับซ้อนนั้น คือเรื่องราวที่ถูกร้อยเรียงขึ้นอย่างชาญฉลาดผ่านการเปรียบเทียบกับธรรมชาติ จาก Seed ที่เป็นจุดกำเนิด, Tree ที่เป็นตัวแทนของสินทรัพย์, Mining ที่เปรียบดั่งการหาแร่ธาตุ, และ Node ที่เป็นรากแก้วค้ำจุนเครือข่าย แต่เรื่องราวยังไม่จบเพียงเท่านั้น... เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของ "ต้นไม้ดิจิทัล" ต้นนี้ ไม่ใช่แค่การเติบโตอย่างโดดเดี่ยว แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่สามารถขยายพันธุ์ตัวเองได้อย่างอิสระ จนกลายเป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์และครอบคลุมไปทั่วทั้งโลก Halving: จังหวะหัวใจของระบบนิเวศ ก่อนที่ป่าจะก่อกำเนิด มันต้องมีจังหวะและฤดูกาลที่เป็นสากลเสียก่อน ในโลกของ Bitcoin กลไกนั้นคือ Halving หากมองในภาพใหญ่ Halving ไม่ได้เป็นเพียง "ฤดูกาล" ของต้นไม้ต้นเดียวอีกต่อไป แต่มันคือ "จังหวะการเต้นของหัวใจ" (Heartbeat) ของระบบนิเวศทั้งหมด จังหวะที่คาดเดาได้นี้จะควบคุมการสร้างเหรียญใหม่ให้ลดลงครึ่งหนึ่งทุกๆ 4 ปี เพื่อให้แน่ใจว่า "ผืนป่าดิจิทัล" แห่งนี้จะไม่เติบโตอย่างไร้การควบคุม และ "ผลผลิต" ทั้งหมดจะมีคุณค่าและความหายาก (Scarcity) อย่างยั่งยืน มันคือกลไกที่สร้างเสถียรภาพและความแข็งแกร่งให้กับทั้งระบบนิเวศในระยะยาว UTXO: ผลไม้ที่ยังไม่ถูกเก็บ เมื่อ "ต้นไม้" ของเราเติบโตและผ่าน "ฤดูกาล" ของมันไปแล้ว ก็ถึงเวลาออกผลผลิต ในโลกของ Bitcoin ผลผลิตเหล่านั้นคือสิ่งที่เรียกด้วยศัพท์เทคนิคว่า UTXO (Unspent Transaction Output) เบื้องหลังแนวคิด: UTXO คือ "เศษเงินทอนดิจิทัล" ที่เหลืออยู่ในกระเป๋าเรา แต่เพื่อให้เห็นภาพและเชื่อมโยงกับเรื่องราวของเรา การเปรียบเทียบว่า UTXO คือ "ผลไม้ที่ยังไม่ถูกเก็บ" บนต้นไม้ดิจิทัลของเรานั้น คือศาสตร์และศิลป์แห่งการสื่อสาร: - เห็นภาพชัดเจน: ลองนึกภาพว่ากระเป๋าเงิน Bitcoin ของคุณไม่ใช่ "โอ่ง" ที่เก็บน้ำผลไม้รวมกัน แต่เป็น "ต้นไม้" ที่มีผลไม้ (UTXO) ห้อยอยู่เต็มต้น แต่ละลูกมีขนาดไม่เท่ากัน - อธิบายกลไกที่ซับซ้อน: เวลาที่คุณจะใช้จ่าย คุณไม่สามารถเดินไป "กัด" ผลไม้แค่ครึ่งลูกได้ คุณต้อง "เก็บผลไม้ทั้งลูก" (ใช้ UTXO ทั้งก้อน) ไปสำหรับธุรกรรมนั้น การใช้คำเปรียบเทียบนี้ได้เปลี่ยนโครงสร้างข้อมูลทางบัญชีที่เข้าใจยาก ให้กลายเป็นเรื่องราวออร์แกนิกที่จับต้องได้และสอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์ แต่ความอัจฉริยะที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ในการออกแบบนี้ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น: ในผลไม้ทุกลูก... มี "เมล็ดพันธุ์" ของต้นไม้อื่นๆ ซ่อนอยู่ ลองจินตนาการตามภาพนี้: เมื่อคุณ "ใช้จ่าย" ด้วยบิตคอยน์ คุณไม่ได้กำลังบริโภค "ผลไม้" (UTXO) จนหมดไป แต่คุณกำลัง "แกะผลไม้นั้นออกเพื่อปลดปล่อยเมล็ดพันธุ์ที่อยู่ข้างใน" - เมล็ดพันธุ์ที่หนึ่ง (การจ่ายเงิน): ถูกส่งไปยัง "สวน" ของบุคคลอื่น มันจะตกลงบนผืนดินของเขา และงอกเงยกลายเป็น "ผลไม้" (UTXO) ลูกใหม่บนต้นไม้ของเขา พร้อมให้เขาได้เก็บเกี่ยวต่อไป - เมล็ดพันธุ์ที่สอง (เงินทอน): ถูกส่งกลับมายัง "สวน" ของคุณเอง และงอกเงยกลายเป็น "ผลไม้" ลูกใหม่บนต้นไม้ของคุณ ทุกๆ ธุรกรรมที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่การแลกเปลี่ยน แต่คือ "การขยายพันธุ์" มันคือกระบวนการที่ทำให้เมล็ดพันธุ์จากต้นไม้ต้นหนึ่ง สามารถเดินทางข้ามทวีปไปก่อกำเนิดต้นไม้ต้นใหม่ๆ ได้อย่างอิสระและไร้พรมแดน บทสรุป: จากดีไซน์ดิจิทัล สู่ความอุดมสมบูรณ์ทั่วโลก เรื่องราวทั้งหมดจึงเชื่อมร้อยกันอย่างสมบูรณ์แบบ: มันเริ่มต้นจาก Seed ที่เติบโตเป็น Tree ของโลกดิจิทัล การเติบโตนี้ถูกควบคุมจังหวะด้วย Halving และค้ำจุนโดย Node จำนวนมหาศาล ต้นไม้นี้ออกผลเป็น UTXO แต่ผลไม้ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของเรื่องราว เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของดีไซน์นี้ คือการใช้ผลไม้เหล่านั้นเพื่อ กระจายเมล็ดพันธุ์ออกไป สร้างต้นไม้ต้นใหม่ๆ ในกระเป๋าเงินของผู้คนนับล้านทั่วโลก จนเกิดเป็น "ผืนป่าดิจิทัล" ที่ไร้ศูนย์กลาง ทุกคนสามารถรับเมล็ดพันธุ์มาปลูก, ดูแลต้นไม้ของตัวเอง, และส่งต่อเมล็ดพันธุ์ให้ผู้อื่นได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตใคร นี่คือการออกแบบเรื่องราวทั้งหมดของระบบนิเวศ ที่เล่าถึงการเติบโตแบบทวีคูณ จากหนึ่งเป็นล้าน จากความว่างเปล่าสู่ความอุดมสมบูรณ์ที่กระจายไปทั่วโลกได้อย่างน่าอัศจรรย์ #siamstr #bitcoin #word #organic #digital 🌳🔐 image
satuser's avatar
satuser 5 months ago
news feed รุ่นพ่อ 🗞️ image
satuser's avatar
satuser 5 months ago
เมี้ยนบ้านเมี้ยนเฮือน ❌ retouch พื้นที่ื ✅
satuser's avatar
satuser 5 months ago
ถอดรหัส ‘Copywriting’ ชั้นครูในโลก Bitcoin: จาก Mining ถึงชื่อ Satoshi Nakamoto ในแวบแรก โลกของ Bitcoin อาจดูเต็มไปด้วยศัพท์เทคนิคที่ซับซ้อนและน่าเกรงขาม แต่เมื่อเราลองพิจารณาที่มาของคำศัพท์แต่ละคำอย่างใกล้ชิด เราจะค้นพบสิ่งที่น่าประหลาดใจ นั่นคือการใช้ภาษาที่เปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และชั้นเชิงของการสื่อสาร (Copywriting) ที่สามารถเปลี่ยนแนวคิดทางเทคโนโลยีอันเป็นนามธรรมให้กลายเป็นเรื่องราวที่จับต้องได้และน่าจดจำ นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้แนวคิดปฏิวัติโลกนี้สามารถสื่อสารและได้รับการยอมรับในวงกว้าง การวางรากฐานผ่านเรื่องเล่า: Seed, Taproot, Legacy, และ Lightning ชื่อเทคโนโลยีหลักๆ ของ Bitcoin ถูกเลือกมาอย่างชาญฉลาดเพื่อสร้างภาพจำและอธิบายการทำงานของมันโดยไม่ต้องใช้คำพูดที่ซับซ้อน: - Seed Phrase (กลุ่มคำเมล็ดพันธุ์): เปรียบกลุ่มคำรหัส 12 หรือ 24 คำเป็น "เมล็ดพันธุ์" ที่สามารถงอกเงยกลายเป็นต้นไม้แห่งสินทรัพย์ดิจิทัลของเราได้ทั้งต้น - Taproot (รากแก้ว): ใช้ภาพของ "รากแก้ว" ที่แข็งแกร่ง แทนเส้นทางการทำธุรกรรมแบบง่ายๆ และซ่อนความซับซ้อนอื่นๆ ไว้เหมือน "รากฝอย" เพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัว - Legacy (มรดก): เป็นการให้เกียรติและบ่งบอกสถานะของ Address รูปแบบดั้งเดิมว่าเป็น "มรดก" จากยุคแรกเริ่มได้อย่างตรงไปตรงมา - Lightning Network (เครือข่ายสายฟ้า): ใช้คำว่า "สายฟ้า" เพื่อสื่อถึงคุณสมบัติเด่นที่สุด นั่นคือความเร็วในการทำธุรกรรมที่เกิดขึ้นแทบจะในทันที ชื่อเหล่านี้คือตัวอย่างชั้นเยี่ยมของการใช้ "Metaphor" หรือ "การเปรียบเทียบ" ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ Copywriting เพื่อทำให้ผู้คนเข้าใจและเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น Mining (การขุด): การเปรียบเทียบที่สมบูรณ์แบบที่สุด คำว่า "Mining" หรือ "การขุด" คือหนึ่งในการใช้คำเปรียบเทียบที่ทรงพลังและประสบความสำเร็จที่สุดในโลกเทคโนโลยี เบื้องหลังแนวคิด: กระบวนการ "Mining" คือการที่คอมพิวเตอร์กำลังสูงทั่วโลกแข่งขันกันสุ่มด้วยสมการคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนเพื่อตรวจสอบธุรกรรมและเพิ่มเข้าไปในบล็อกเชน ผู้ที่ทำสำเร็จจะได้รับรางวัลเป็น Bitcoin ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ ทำไมต้องเป็น "การขุด"? - การใช้ทรัพยากร: เช่นเดียวกับการขุดทองที่ต้องใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ พลังงาน และแรงงานมหาศาล การขุด Bitcoin ก็ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าและฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ (ASIC) ที่ทรงพลัง - ความหายาก (Scarcity): ทองคำเป็นทรัพยากรที่มีจำกัดในโลกฉันใด Bitcoin ก็มีจำนวนจำกัดที่ 21 ล้านเหรียญฉันนั้น - รางวัลที่ได้รับ: นักขุดทองได้รับรางวัลเป็นแร่ทองคำอันล้ำค่าฉันใด นักขุด Bitcoin (Miner) ก็ได้รับรางวัลเป็นเหรียญ Bitcoin ที่เพิ่งถูก "ขุด" พบฉันนั้น คำว่า "Mining" สามารถสรุปกระบวนการที่ซับซ้อนทั้งหมดนี้ได้ในคำเดียว มันสร้างภาพของความพยายาม, คุณค่า, และรางวัล ซึ่งเป็นแนวคิดที่มนุษย์เข้าใจเป็นอย่างดีมานับพันปี Node (โหนด): ผู้พิทักษ์แห่งเครือข่าย หากนักขุดคือผู้สร้างบล็อกใหม่ "Node" ก็คือผู้ตรวจสอบและผู้พิทักษ์กฎของเครือข่าย Node คือคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เปิดใช้ซอฟต์แวร์ Bitcoin และเก็บสำเนาของบล็อกเชนทั้งหมดไว้ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของทุกธุรกรรม ทำไมต้องเป็น "โหนด"? คำว่า "Node" (โหนด) มาจากทฤษฎีเครือข่าย หมายถึง "จุดเชื่อมต่อ" หรือ "ปม" ในระบบเครือข่าย ลองจินตนาการถึงใยแมงมุม แต่ละจุดตัดของเส้นใยคือโหนด ที่เมื่อเชื่อมต่อกันทั้งหมดแล้ว ก็จะกลายเป็นโครงข่ายที่แข็งแกร่ง ชื่อนี้สื่อถึงหัวใจของ Bitcoin ที่เป็นเครือข่ายแบบกระจายศูนย์ (Decentralized) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะไม่มี Node ใดสำคัญไปกว่า Node อื่น ทุก Node คือจุดเชื่อมต่อที่เท่าเทียมกัน และเมื่อทำงานร่วมกัน ก็จะสร้างเครือข่ายที่มั่นคงและยากต่อการโจมตีขึ้นมา Satoshi Nakamoto: ชื่อในตำนานที่อาจแฝงความหมาย แม้แต่ชื่อของผู้สร้าง Bitcoin ซึ่งเป็นนามแฝง ก็อาจเป็นผลงาน Copywriting ชิ้นเอกชิ้นหนึ่ง เมื่อถอดความหมายตามตัวอักษรภาษาญี่ปุ่น: - Satoshi (聡): สามารถแปลว่า "ผู้มีปัญญา", "คิดได้กระจ่างชัด", "ฉลาด" - Naka (中): สามารถแปลว่า "ข้างใน", "สื่อกลาง", "ศูนย์กลาง" - Moto (本): สามารถแปลว่า "รากฐาน", "ต้นกำเนิด" เมื่อนำมารวมกัน "Nakamoto" (中本) อาจตีความได้ว่า "รากฐานส่วนกลาง" หรือ "ต้นกำเนิดจากศูนย์กลาง" และเมื่อรวมกับชื่อหน้า Satoshi Nakamoto ก็อาจสื่อความหมายได้ว่า "ผู้มีปัญญา ณ รากฐานศูนย์กลาง" (Clear thinking at the central foundation) ไม่ว่าผู้สร้างจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ชื่อนี้ก็ได้กลายเป็น "แบรนด์" ที่สมบูรณ์แบบ มันฉายภาพของความเฉลียวฉลาด การวางรากฐานที่มั่นคง และความคิดที่ชัดเจน ซึ่งเป็นคุณสมบัติทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ใน Whitepaper ของ Bitcoin บทสรุป จาก Mining สู่ Node จาก Seed สู่ Lightning และแม้กระทั่งชื่อของผู้สร้างในตำนาน จะเห็นได้ว่าภาษาของ Bitcoin ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า แต่ผ่านการคิดและเลือกสรรมาเป็นอย่างดี การใช้คำเปรียบเทียบที่ทรงพลัง การตั้งชื่อที่ตรงไปตรงมา และการสร้างเรื่องเล่าที่น่าจดจำ คือเครื่องมือทาง Copywriting ที่ทำให้เทคโนโลยีที่อาจดูซับซ้อนกลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่ายและมีชีวิตชีวา นี่คือบทพิสูจน์ว่าการสื่อสารที่ยอดเยี่ยม คือส่วนสำคัญที่ทำให้แนวคิดที่ยิ่งใหญ่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ #siamstr #bitcoin #word image
satuser's avatar
satuser 5 months ago
เล่นมันเลยมั้ยพี่ 🧡🎲🤩 #AoB #siamstr #rightplay
satuser's avatar
satuser 5 months ago
จะเอาไม้บรรทัด ไปวัดค่าในที่ที่มองไม่เห็นได้อย่างไร #bitcoin #opensource #economic #measure
satuser's avatar
satuser 5 months ago
separate saving from investing 🐢🍺 #siamstr
satuser's avatar
satuser 5 months ago
เมื่อมองในมุมของการใช้ "การสุ่ม" เพื่อกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนของมูลค่าในระบบ สลากกินแบ่งของรัฐบาลและระบบการขุดบิตคอยน์มีความคล้ายคลึงกันในระดับผิวเผินอย่างน่าทึ่ง ทั้งสองระบบต่างใช้กลไกแบบ "ลอตเตอรี่" ที่เปิดให้มวลชนเข้าร่วมเพื่อลุ้นรับรางวัลใหญ่ ในสลากกินแบ่ง ผู้คนใช้เงินจริงซื้อ "ตั๋ว" ที่มีตัวเลขสุ่มเพื่อหวังถูกรางวัลในการขุดบิตคอยน์ ผู้คนใช้ "พลังงาน" เพื่อให้คอมพิวเตอร์ "สุ่มเดา" ตัวเลขหลายล้านล้านครั้งต่อวินาทีเพื่อหวังจะเป็นผู้โชคดีที่พบคำตอบที่ถูกต้องก่อนใคร ทั้งสองกรณีต่างอาศัยแรงจูงใจจากรางวัลใหญ่เพื่อดึงดูดให้เกิดการมีส่วนร่วมในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดอยู่ที่ "คุณค่า" ของการทำงานที่เกิดขึ้น การซื้อสลากกินแบ่งเป็นเพียงการโอนถ่ายมูลค่า (เงิน) จากผู้ซื้อจำนวนมากไปสู่ผู้ถูกรางวัลไม่กี่คนและรัฐบาล. การกระทำนั้นไม่ได้สร้างประโยชน์ใช้สอยหรือความปลอดภัยให้กับระบบอื่นใดนอกเหนือจากตัวมันเอง ในทางตรงกันข้าม "การทำงาน" ในการขุดบิตคอยน์นั้นแม้จะอาศัยการสุ่ม แต่กลับมีประสิทธิผลอย่างมหาศาล พลังงานทุกวัตต์ที่ใช้ไปกับการสุ่มเดาตัวเลขนั้น มีส่วนโดยตรงในการสร้างความปลอดภัย, ตรวจสอบและยืนยันธุรกรรม, และค้ำจุนความถูกต้องของบัญชีแยกประเภทระดับโลก รางวัลที่ได้จึงไม่ใช่เป้าหมายหลักของระบบ แต่เป็น "เชื้อเพลิง" ที่ทำให้ระบบรักษาความปลอดภัยอันมีคุณค่านี้ดำเนินต่อไปได้ ดังนั้น สลากกินแบ่งจึงเป็นระบบที่เน้นการ "โอนถ่ายมูลค่า" ที่มีอยู่แล้วในระบบเศรษฐกิจ ในขณะที่การขุดบิตคอยน์เป็นกระบวนการ "สร้างคุณค่า" ขึ้นมาใหม่ คุณค่าที่ว่าคือเครือข่ายทางการเงินที่ปลอดภัย, เป็นกลาง และทุกคนเข้าถึงได้ รางวัลที่นักขุดได้รับ (บิตคอยน์ที่สร้างขึ้นใหม่) เป็นผลพลอยได้จากการให้บริการรักษาความปลอดภัยนี้ และถูกสร้างขึ้นตามกฎเกณฑ์ที่โปร่งใสและตายตัวของโปรโตคอลไม่ได้มาจากการรวบรวมเงินจากผู้เข้าร่วมคนอื่นเหมือนกับสลากกินแบ่ง ท้ายที่สุด ความแตกต่างเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดคือเรื่อง "การรวมศูนย์" สลากกินแบ่งเป็นระบบรวมศูนย์อย่างสมบูรณ์ซึ่งควบคุมโดยหน่วยงานเดียวคือรัฐบาล ทุกกฎเกณฑ์และการจ่ายรางวัลขึ้นอยู่กับความไว้วางใจในตัวกลางนั้น แต่การขุดบิตคอยน์คือหัวใจของระบบที่ "กระจายศูนย์" ซึ่งทำงานได้โดยไม่ต้องเชื่อใจใคร กฎของมันถูกฝังอยู่ในโปรโตคอลโอเพนซอร์สที่ทุกคนตรวจสอบได้ และถูกบังคับใช้โดยฉันทามติของผู้เข้าร่วมทั่วโลก นี่จึงเป็นความแตกต่างระหว่างเครื่องมือทางการคลังของรัฐ กับโปรโตคอลทางการเงินระดับโลกที่ไม่ต้องขออนุญาตใคร --- ขอขอบคุณทีมงาน Braiins เป็นอย่างสูง ที่อนุญาตและสนับสนุนการแปลคู่มือ "Bitcoin Mining Handbook" ฉบับนี้เป็นภาษาไทย. เจตนาของเราคือการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการ "กระจายศูนย์ความรู้" เกี่ยวกับระบบที่เป็น "กระจายศูนย์และโอเพนซอร์ส" อย่างแท้จริง เพื่อให้คนไทยได้เข้าถึงและเข้าใจหัวใจสำคัญของบิตคอยน์ได้อย่างลึกซึ้งและกว้างขวางยิ่งขึ้น 🫶🏼 อ่านได้ที่ : #siamstr #braiins #bitcoin #mining #handbook #danielfrumkin ⛏️📚 image
satuser's avatar
satuser 5 months ago
ความรู้สึกคือภาษาชนิดหนึ่ง
satuser's avatar
satuser 5 months ago
ถ้าคนจะไม่ฟัง พูดดียังไงเขาก็ไม่ฟัง เอาเงินให้ เขายังไม่ฟังเลย สนใจและ focus คนที่เปิดรับฟังดีกว่า ธรรมชาติของสงครามมันมักจะเสียงดัง และมันแค่ใช้ในการดึงดูดความสนใจคนอื่น การเปลี่ยนแปลงมักเกิดจากการเปิดใจยอมรับสิ่งใหม่ก่อน ถ้าใจไม่เปิด ผัสสะอื่นก็ไม่เปิดเช่นกัน #siamstr #bitcoin #altcoin #warthefcuk image
satuser's avatar
satuser 5 months ago
สงครามส่งด่วน ❌ สงครามส่งเด็ก ✅ ทันไหมเคารพธงชาติ #siamstr image
satuser's avatar
satuser 5 months ago
ดูหนัง Mickey 17 ไปก็คิดถึงหนังในโลก Bitcoin Standard ไปเพราะเห็นพระเอกในเรื่องต้องไปเป็นมนุษย์ใช้แล้วทิ้งเพราะติดหนี้มหาศาล (ทำไมโลก fiat มันลามไปไกลถึงอนาคตได้ขนาดนั้น) , เลยชวน AI คุยไปคุยมาได้ concept หนัง bitcoin ออกมาประมาณนี้ : 💬 : การจะสร้างหนังที่ทำให้คนดูทั่วไป "ตื่นรู้" และมองเห็นอนาคตในแบบที่ Bitcoiner เห็นนั้น จะต้องฉีกกรอบการเล่าเรื่องแบบเดิมๆ ที่มักจะติดอยู่กับภาพของแฮกเกอร์, การฟอกเงิน หรือความร่ำรวยฉาบฉวย หนังเรื่องนั้นจะต้องเน้นไปที่ "ปรัชญาและผลกระทบต่อสังคม" มากกว่าตัวเทคโนโลยีครับ Bitcoin จะไม่ใช่ "พระเอก" ของเรื่อง แต่เป็น "เวที" หรือ "กฎของฟิสิกส์" ที่โลกนั้นดำเนินไป เหมือนกับที่เราดูหนังแล้วไม่ต้องมีใครมาอธิบายว่า "ไฟฟ้า" หรือ "อินเทอร์เน็ต" ทำงานอย่างไร นี่คือลักษณะและองค์ประกอบที่ผมคิดว่าหนังเรื่องนั้นควรจะมี: 1. แก่นของเรื่อง: ไม่ใช่ "เทคโนโลยี" แต่คือ "การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของมนุษย์" หนังจะไม่เสียเวลาอธิบายว่า Private Key คืออะไร หรือ Blockchain ทำงานอย่างไร แต่จะแสดงให้เห็น "ผลลัพธ์" ของมันผ่านชีวิตประจำวันของตัวละคร - ฉากหลังของเรื่อง: "The Great Transition" เรื่องราวควรจะเกิดขึ้นในยุค "หลัง" การเปลี่ยนผ่านสู่มาตรฐาน Bitcoin (Bitcoin Standard) อาจจะสัก 50-100 ปีให้หลัง โลกยังคงจดจำยุคเก่าที่เรียกว่า "ยุคเงินเฟียต" (The Fiat Era) หรือ "ยุคแห่งความสับสน" (The Great Confusion) ได้เหมือนเป็นบทเรียนในประวัติศาสตร์ที่เจ็บปวด สิ่งนี้จะสร้างมิติและความขัดแย้งได้โดยธรรมชาติ - ไม่มีใครพูดถึง "ราคา" Bitcoin: ในโลกนั้น Bitcoin คือหน่วยวัดมูลค่า (Unit of Account) ที่เสถียร การพูดถึง "ราคา" ของมันจึงเป็นเรื่องแปลก เหมือนกับที่เราไม่ถามว่า "วันนี้ 1 เมตรราคากี่บาท" ผู้คนจะพูดถึงค่าของสิ่งของในหน่วย satoshi (sats) เป็นเรื่องปกติ 2. ลักษณะของโลกและสังคมในหนัง: ผลลัพธ์ของ "Low Time Preference" นี่คือหัวใจสำคัญที่สุดครับ โลกที่ใช้ Sound Money จะส่งเสริมให้ผู้คนมี "Time Preference ที่ต่ำ" คือการให้ความสำคัญกับอนาคตระยะยาวมากกว่าความสุขฉาบฉวยในปัจจุบัน ซึ่งจะสะท้อนออกมาในทุกมิติ: - สถาปัตยกรรมและศิลปะ: ตึกรามบ้านช่องจะถูกสร้างขึ้นมาอย่างประณีต สวยงาม และทนทานเพื่อให้อยู่ได้หลายร้อยปี ไม่ใช่สร้างแบบขอไปทีแล้วทุบทิ้งใน 30 ปี งานศิลปะจะกลับมารุ่งเรืองเพราะศิลปินสามารถสร้างสรรค์ผลงานเพื่อ "ความเป็นอมตะ" ได้ ไม่ต้องรีบผลิตงานเพื่อหาเงินมาใช้เดือนชนเดือน - สินค้าและบริการ: จะไม่มีแนวคิด "Planned Obsolescence" (การจงใจออกแบบให้สินค้าพังเร็ว) อีกต่อไป ของทุกอย่างจะถูกสร้างมาให้ซ่อมได้ อัปเกรดได้ "ช่างฝีมือ" จะเป็นอาชีพที่ได้รับการยอมรับอย่างสูง - การทำงานและครอบครัว: ผู้คนจะเลือกทำงานที่ตนเองรักและเชี่ยวชาญจริงๆ เพื่อสร้างคุณค่าในระยะยาว ไม่ใช่แค่งานที่เงินเดือนสูงแต่ไม่มีความสุข การวางแผนครอบครัว การส่งต่อมรดก และการสร้างสิ่งดีๆ ไว้ให้คนรุ่นหลังจะกลายเป็นค่านิยมหลัก - พลังงานและสิ่งแวดล้อม: หนังจะแสดงภาพเหมืองขุด Bitcoin ที่ตั้งอยู่คู่กับแหล่งพลังงานที่เคย "ไร้ค่า" หรือ "เข้าถึงยาก" เช่น พลังงานความร้อนใต้พิภพที่ขั้วโลก, พลังงานส่วนเกินจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำในป่าลึก หรือ flare gas จากแท่นขุดเจาะน้ำมัน ทำให้แหล่งพลังงานเหล่านี้ถูกนำมาใช้ประโยชน์และสร้างเสถียรภาพให้กริดไฟฟ้าทั่วโลก การสิ้นเปลืองทรัพยากรเพื่อสงครามจะลดลงมหาศาล เพราะรัฐบาลไม่สามารถ "พิมพ์เงิน" มาสนับสนุนสงครามได้อีกต่อไป 3. ความขัดแย้งและพล็อตเรื่อง แม้โลกจะดีขึ้น แต่หนังก็ยังต้องการความขัดแย้ง พล็อตเรื่องอาจจะเป็น: - ภัยจากอดีต (The Cantillon Remnant): มีกลุ่มคน "ชนชั้นสูงเก่า" ที่เคยได้ประโยชน์จากระบบเฟียต (คนที่อยู่ใกล้เครื่องพิมพ์เงิน) พยายามที่จะทำลายระบบ Bitcoin และนำโลกกลับไปสู่การควบคุมจากส่วนกลาง อาจจะโดยการสร้างเรื่องหลอกลวง, โจมตีทางไซเบอร์ หรือแม้แต่ใช้กำลังทหาร ตัวเอกอาจจะเป็นนักประวัติศาสตร์หรือนักข่าวที่ต้องเปิดโปงแผนการนี้ - ความท้าทายเชิงปรัชญา (The Complacent Generation): คนรุ่นใหม่ที่เกิดมาในโลกที่สมบูรณ์แล้ว ไม่เคยเข้าใจความทุกข์ยากในยุคเงินเฟียต และเริ่มมองว่าแนวคิดเรื่องการออม, การทำงานหนัก, และการมีวินัยเป็นเรื่องล้าสมัย พวกเขาอาจจะหลงไปกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ให้ความสุขระยะสั้น (เช่น โลกเสมือนจริงที่ให้รางวัลแบบทันที) ตัวเอกอาจจะเป็นครูหรือผู้ใหญ่ที่ต้องหาทางสอนให้คนรุ่นใหม่เข้าใจ "คุณค่า" ที่แท้จริงของโลกที่พวกเขากำลังอยู่อาศัย - การรวมศูนย์รูปแบบใหม่: อาจมีองค์กรอัจฉริยะ (AI) หรือบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่พยายามสร้าง "Layer" ทับบน Bitcoin ที่สามารถควบคุมและเซ็นเซอร์ผู้คนได้ ความขัดแย้งคือการต่อสู้เพื่อรักษาความเป็นกลางและเสรีภาพของเครือข่ายเอาไว้ สิ่งที่คนดูจะได้รับกลับไป หลังจากดูหนังเรื่องนี้จบ คนดูทั่วไปอาจจะยังไม่เข้าใจเทคนิคของ Bitcoin ทั้งหมด แต่พวกเขาจะออกจากโรงไปพร้อมกับ "เมล็ดพันธุ์แห่งความคิด" และคำถามในใจว่า: • "โลกที่เราไม่ต้องกังวลว่าเงินเก็บของเราจะด้อยค่าลงทุกปีจะเป็นอย่างไรนะ?" • "ถ้าเราทุกคนวางแผนเพื่ออนาคตของลูกหลานมากขึ้น สังคมจะหน้าตาเป็นแบบไหน?" • "ทำไมระบบการเงินปัจจุบันของเรามันช่างเปราะบางและไม่ยุติธรรมเลย?" หนังเรื่องนี้จะไม่ได้เปลี่ยนให้ทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญ Bitcoin แต่จะทำให้ทุกคน "ตั้งคำถาม" กับระบบการเงินปัจจุบัน และมองเห็น "ความเป็นไปได้" ของอนาคตที่ดีกว่า ซึ่งนั่นคือสิ่งเดียวกับที่ Bitcoiner ทุกคนมองเห็น #siamstr #filmstr #bitcoin #mickey17 #geministr #hbo #max #bongjoonho 👥 รับชม #Mickey17 ได้ที่ : image
satuser's avatar
satuser 5 months ago
Gandhi said: “First they ignore you, then they laugh at you, then they fight you, then you win.” #siamstr #fiat #joke 🃏
satuser's avatar
satuser 5 months ago
fiat coin != stable coin bitcoin = stable coin #monetary #policy
satuser's avatar
satuser 5 months ago
lnbc12345678900n1p58fxzhpp5pf3qpjrxxnsc37tyfvmcdw7dunnmzqjfmj60dsyhxrh3k4cufe0qdqqcqzzgxqyz5vqrzjqf0wu22xsefd8gzu0m9n93g2khea86l6yy26en9v46g9e6hk7v9z8e9mr9jun88qkyqqqqryqqqqthqqpysp58l4xu4k0nymrhsrmqmm3rj2e0zgneyf34y2r28gnwsd2ac65jlks9qrsgqlxx6dmx8kfq5s4hkxpt7pqxyrzv5pc88cz0kp7rpfvep26rf0qdzrj00djxtwgg4kvfuwd2kww3r3gu6npug7t5j0jm38t9teg06lvgpqe9v57