lnbc12345678900n1p58fxzhpp5pf3qpjrxxnsc37tyfvmcdw7dunnmzqjfmj60dsyhxrh3k4cufe0qdqqcqzzgxqyz5vqrzjqf0wu22xsefd8gzu0m9n93g2khea86l6yy26en9v46g9e6hk7v9z8e9mr9jun88qkyqqqqryqqqqthqqpysp58l4xu4k0nymrhsrmqmm3rj2e0zgneyf34y2r28gnwsd2ac65jlks9qrsgqlxx6dmx8kfq5s4hkxpt7pqxyrzv5pc88cz0kp7rpfvep26rf0qdzrj00djxtwgg4kvfuwd2kww3r3gu6npug7t5j0jm38t9teg06lvgpqe9v57
satuser
satuser@siamstr.com
npub1e9vc...j93f
satoshi is in the word 🌳 / technical dreamer / do note
123 456 789 0
พอเพียงของเราไม่เท่ากัน
#siamstr


combine the planet 🤖🌳👤
[🚨 เปิดเผยเนื้อหาบางส่วน 🎞️] :
ถอดรหัสความยอดเยี่ยมของ Anora (2024): ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงคู่ควรกับรางวัลปาล์มทอง
ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงทรงพลังและยอดเยี่ยมจนคว้ารางวัลสูงสุดจากเมืองคานส์มาได้ เลยขอสรุปเป็นประเด็นไว้ตรงนี้
1. มิติใหม่ของ "มาเฟียรัสเซีย" ที่ไม่ใช่แค่ความรุนแรง
หนังฉีกภาพจำมาเฟียที่ต้องยิงกันเลือดสาดทิ้งไป แต่กลับนำเสนอ "อำนาจ" ผ่านความวุ่นวาย ตลกร้าย และความตรงไปตรงมาของตัวละครรัสเซีย โดยเฉพาะทีม "ผู้จัดการปัญหา" ที่ดูเหนื่อยหน่ายกับเรื่องบ้าๆ แต่ก็จัดการทุกอย่างได้อย่างเฉียบขาด มันคืออำนาจของเงินและความอลหม่าน ไม่ใช่แค่กำลัง
2. ลายเซ็นของ Sean Baker ที่มาครบถ้วน
ใครที่เป็นแฟนหนังของเขาจะเห็นได้ชัด ทั้งความ "แซ่บ" และ "กร้านโลก" ของตัวละคร, บรรยากาศแบบกึ่งสารคดีที่สร้าง ความเป็นกันเองกับคนดู ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ด้วย, และที่สำคัญคือสายตาที่มองตัวละครอย่างเห็นอกเห็นใจ ไม่ตัดสินความเป็นมนุษย์ที่ผิดพลาดของพวกเขา
3. พลังของ "ความเรียบง่าย" ที่เฉียบคม
หัวใจสำคัญที่ทำให้หนังทรงพลังมากคือการผสมผสานระหว่าง:
- โครงเรื่องที่เรียบง่าย: พล็อตเส้นตรง ไม่ซับซ้อน (สาวนักเต้นแต่งงานกับลูกเศรษฐี -> พ่อแม่สั่งยกเลิก) ทำหน้าที่เป็นเหมือนเวทีให้ความวุ่นวายและอารมณ์ของตัวละครได้แสดงพลังอย่างเต็มที่
- การแสดงที่สมจริง: Mikey Madison ในบท Anora คือการแสดงที่ดิบ มีพลัง และน่าเชื่อถืออย่างสมบูรณ์ ส่วนนักแสดงสมทบก็เล่นได้แบบ "น้อยแต่มาก" สื่อสารความรู้สึกผ่านสีหน้าและการกระทำที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง
Anora คือบทพิสูจน์ว่าหนังที่ยอดเยี่ยมไม่จำเป็นต้องมีโครงสร้างซับซ้อนเสมอไป แต่คือการเล่าเรื่องที่ตรงไปตรงมา การแสดงที่จริงใจ และการมองลึกเข้าไปในจิตใจของมนุษย์ธรรมดาที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ธรรมดา... สนุก จัดจ้าน และน่าจดจำอย่างแท้จริง
#Anora #SeanBaker #Cannes2024 #PalmedOr #รีวิวหนัง #วิเคราะห์หนัง #ภาพยนตร์ #NostrTH #siamstr #filmstr
รับชม Anora ได้ที่ : 
HBO Max
Watch Anora | HBO Max
Watch Anora on HBO Max. A sex worker from Brooklyn falls for the son of a Russian oligarch. They marry and revel in their newfound love, but all of...
your cash
your bank
#bitcoin
View quoted note →
#Anora
แรงโน้มถ่วงที่หายไป
วิ่งๆขึ้นอยู่ เบิดซะงั้น 🖨️💵💣🐂
#siamstr #bitcoin #bullrun #veo3


really all time high


Public Inteligent
#bitcoin #nostr
#siamstr #uxui #design #meshtimes
อัพเดทวงการ AI + Cyber Security
#siamstr
value lead beauty
🗿
#DamiLee
View quoted note →
every event of transaction in a block
bitcoin is encryption of history
0
210000
420000
660000
840000
...
ในแต่ละ halving ของ bitcoin ที่เข้ารหัสบรรจุประวัติศาตร์เข้าไปนั้น
ผู้ใช้ที่มีกุญแจของตัวเองในระบบนั้น
จะสามารถพิสูจน์เหตุการณ์เหล่านั้นได้
แม้กาลเวลาจะผ่านไปอีกแสนนานเพียงใด
#key #time #bitcoin #history 🔑📦⏳👤
#siamstr


💬 : มาเจาะลึกถึงประวัติและรายละเอียดของเทคนิค #IronCondor เมื่อนำมาประยุกต์ใช้กับ #BitcoinOptions กันครับ
ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ประวัติของเทคนิคนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนที่มาบรรจบกัน คือ ประวัติของตัวกลยุทธ์ "Iron Condor" เอง และประวัติของตลาด "Bitcoin Options"
ภาพรวมโดยสรุป
Iron Condor สำหรับ Bitcoin Options ไม่ได้มี "ประวัติ" การก่อตั้งที่ชัดเจนเหมือนการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็น วิวัฒนาการ ของการนำกลยุทธ์การเทรด Options ที่มีอยู่แล้วในตลาดดั้งเดิม (TradFi) มาประยุกต์ใช้กับสินทรัพย์ดิจิทัลที่เกิดขึ้นใหม่ โดยเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นเมื่อตลาด Bitcoin Options มีสภาพคล่องและความน่าเชื่อถือสูงพอในช่วงประมาณปี 2019-2020 เป็นต้นมา
ส่วนที่ 1: ต้นกำเนิดของกลยุทธ์ Iron Condor
กลยุทธ์ Iron Condor เกิดขึ้นและเป็นที่รู้จักในตลาด Options ของสินทรัพย์ดั้งเดิม เช่น หุ้น, ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (S&P 500), และสินค้าโภคภัณฑ์ มานานหลายทศวรรษแล้ว
- ยุคเริ่มต้น (ทศวรรษ 1980s - 1990s): หลังจากที่ตลาด Chicago Board Options Exchange (CBOE) เปิดตัวในปี 1973 และทำให้การเทรด Options เป็นที่แพร่หลาย นักลงทุนและเทรดเดอร์มืออาชีพได้พัฒนา "Spread Strategies" หรือกลยุทธ์ที่ประกอบด้วย Options หลายตัว เพื่อจำกัดความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนในสภาวะตลาดที่แตกต่างกัน
- นิยามของ Iron Condor: Iron Condor เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อ ทำกำไรในสภาวะที่ตลาดมีความผันผวนต่ำ (Low Volatility) หรือคาดว่าราคาจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ (Range-bound) มันเป็นกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมในหมู่นักลงทุนรายย่อยเพราะ ความเสี่ยงที่จำกัด (Defined Risk) ทำให้ผู้ใช้รู้ผลขาดทุนสูงสุดล่วงหน้าได้
กลยุทธ์นี้เป็นที่รู้จักและถูกสอนกันอย่างแพร่หลายในแวดวงการเทรด Options มาก่อนที่ Bitcoin จะถือกำเนิดขึ้นเสียอีก
ส่วนที่ 2: การเกิดขึ้นของตลาด Bitcoin Options
ตลาดสำหรับตราสารอนุพันธ์ของ Bitcoin (Derivatives) เป็นสิ่งที่ตามมาหลังจากตลาด Spot (การซื้อขายเหรียญโดยตรง) ได้รับความนิยม
- ยุคบุกเบิก (ประมาณปี 2016-2018): แพลตฟอร์มอย่าง Deribit (ก่อตั้งปี 2016) ถือเป็นผู้บุกเบิกที่สำคัญที่สุดในการสร้างตลาด Bitcoin Options ที่มีสภาพคล่องสูง ในช่วงแรกตลาดยังจำกัดอยู่ในวงแคบๆ และมีความเสี่ยงด้านแพลตฟอร์มสูง
- ยุคเติบโตและเป็นที่ยอมรับ (ปี 2019 - ปัจจุบัน):
- สภาพคล่องเพิ่มขึ้น: Deribit กลายเป็นผู้นำตลาดอย่างชัดเจน และแพลตฟอร์มอื่นๆ เช่น OKX, Binance, และ CME (Chicago Mercantile Exchange) ซึ่งเป็นตลาดสำหรับนักลงทุนสถาบัน ก็เริ่มให้บริการ Bitcoin Options
- นักลงทุนจากตลาดดั้งเดิมเข้ามา: เมื่อตลาด Options ของคริปโตมีความน่าเชื่อถือและสภาพคล่องสูง นักเทรดจากตลาดการเงินดั้งเดิม (TradFi) ก็เริ่มนำกลยุทธ์ที่พวกเขาคุ้นเคย เช่น Iron Condor, Strangles, Straddles เข้ามาใช้กับ Bitcoin
ส่วนที่ 3: การบรรจบกัน - Iron Condor ในโลกของ Bitcoin
การนำ Iron Condor มาใช้กับ Bitcoin Options เริ่มเป็นที่พูดถึงและแพร่หลายในช่วงที่ตลาดเติบโตเต็มที่ (ประมาณปี 2019 เป็นต้นมา) ด้วยเหตุผลสำคัญดังนี้:
- ความผันผวนแฝง (Implied Volatility - IV) ที่สูง: Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงโดยธรรมชาติ ทำให้ค่า IV ใน Options ของมันสูงตามไปด้วย การขาย Options (ซึ่งเป็นหัวใจของ Iron Condor) ในสภาวะที่ IV สูง จะทำให้ผู้ขายได้รับ ค่าพรีเมียม (Premium) ที่สูงกว่า เมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่นที่มี IV ต่ำ
- ช่วงเวลา Sideways ของ Bitcoin: แม้ Bitcoin จะขึ้นชื่อเรื่องความผันผวน แต่ก็มีหลายช่วงเวลาที่ราคาวิ่งอยู่ในกรอบแคบๆ (Consolidation Period) เป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน ซึ่งเป็นสภาวะตลาดที่ "สมบูรณ์แบบ" สำหรับกลยุทธ์ Iron Condor
- การจัดการความเสี่ยง: ความเสี่ยงที่จำกัดของ Iron Condor เป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับสินทรัพย์ที่คาดเดาทิศทางได้ยากและอาจมีการเคลื่อนไหวของราคาที่รุนแรงอย่าง Bitcoin
ดังนั้น "ประวัติ" ของ Bitcoin Iron Condor คือการที่นักเทรดผู้มีประสบการณ์นำเครื่องมือเก่าแก่ที่พิสูจน์แล้ว มาใช้ประโยชน์จากคุณลักษณะเฉพาะตัวของตลาดใหม่ที่กำลังเฟื่องฟูนั่นเอง
เทคนิค Iron Condor ทำงานอย่างไร? (สำหรับ Bitcoin)
Iron Condor คือการผสมผสานระหว่าง 2 Credit Spreads:
- Bear Call Spread (Credit Spread): การขาย Call Option (Short Call) และซื้อ Call Option (Long Call) ที่ราคาใช้สิทธิ์ (Strike Price) สูงกว่า
- Bull Put Spread (Credit Spread): การขาย Put Option (Short Put) และซื้อ Put Option (Long Put) ที่ราคาใช้สิทธิ์ต่ำกว่า
เรามาสร้างโครงสร้าง Iron Condor โดยอ้างอิงจากราคาปัจจุบันกันเลย
จากการค้นหาล่าสุด (ข้อมูล ณ วันที่ 9 กรกฎาคม 2025) ราคา Bitcoin อยู่ที่ประมาณ $108,467
เป้าหมาย: สร้าง Iron Condor โดยคาดการณ์ว่าราคา Bitcoin จะไม่เคลื่อนไหวรุนแรง และจะยังคงอยู่ในกรอบราคาที่เรากำหนดไปจนถึงวันหมดอายุของ Options (สมมติว่าเราเลือกวันหมดอายุในอีกประมาณ 30 วันข้างหน้า)
สมมติฐาน: เราคาดว่าในอีก 30 วันข้างหน้า ราคา Bitcoin จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ $100,000 - $118,000
โครงสร้าง Iron Condor ใหม่ (อ้างอิงราคาปัจจุบัน)
นี่คือโครงสร้างที่เราจะสร้างขึ้น ประกอบด้วย 4 ขา (Legs):
ส่วนที่ 1: Bull Put Spread (คาดว่าราคาจะไม่ลงต่ำกว่าแนวรับ)
- ขาย Put Option (Short Put):
- Strike Price: $100,000
- เป้าหมาย: เพื่อรับค่า Premium โดยเราคาดว่าราคา Bitcoin จะไม่ตกลงไปต่ำกว่า $100,000 เมื่อหมดอายุ
- ซื้อ Put Option (Long Put):
- Strike Price: $98,000
- เป้าหมาย: เพื่อป้องกันความเสี่ยง (Insurance) หากราคาเกิดร่วงลงอย่างรุนแรง การขาดทุนของเราจะจำกัดอยู่แค่ช่วง $100,000 - $98,000
ส่วนที่ 2: Bear Call Spread (คาดว่าราคาจะไม่ขึ้นทะลุแนวต้าน)
- ขาย Call Option (Short Call):
- Strike Price: $118,000
- เป้าหมาย: เพื่อรับค่า Premium โดยเราคาดว่าราคา Bitcoin จะไม่พุ่งขึ้นไปสูงกว่า $118,000 เมื่อหมดอายุ
- ซื้อ Call Option (Long Call):
- Strike Price: $120,000
- เป้าหมาย: เพื่อป้องกันความเสี่ยง หากราคาเกิดพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง การขาดทุนของเราจะจำกัดอยู่แค่ช่วง $118,000 - $120,000
ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น
- กำไรสูงสุด (Max Profit):
- จะเกิดขึ้นเมื่อ Options หมดอายุ และราคา Bitcoin อยู่ในกรอบระหว่าง $100,000 ถึง $118,000
- กำไรจะเท่ากับ ค่า Premium สุทธิ ที่เราได้รับจากการเปิดทั้ง 4 ขา (ซึ่งจะทราบจำนวนที่แน่นอน ณ เวลาที่เปิดสัญญา)
- ขาดทุนสูงสุด (Max Loss):
- จะเกิดขึ้นเมื่อราคา Bitcoin พุ่งขึ้นเหนือ $120,000 หรือร่วงลงต่ำกว่า $98,000
- ขาดทุนสูงสุด = (ความกว้างของ Spread) - (Net Premium ที่ได้รับ)
- ในตัวอย่างนี้คือ: ($120,000 - $118,000) - Net Premium = $2,000 - Net Premium
- จุดคุ้มทุน (Breakeven Points):
- จุดคุ้มทุนบน: $118,000 + Net Premium
- จุดคุ้มทุนล่าง: $100,000 - Net Premium
ข้อควรจำ: โครงสร้างนี้เป็นเพียงตัวอย่างเพื่อการศึกษาเท่านั้น ราคา Premium ของ Options จะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามความผันผวนของตลาด (Implied Volatility) และระยะเวลาที่เหลือจนกว่าจะหมดอายุ การเลือก Strike Price ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ตลาดและความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของแต่ละบุคคล
สรุป:
ประวัติของ Bitcoin Iron Condor คือการเดินทางของกลยุทธ์การเงินที่แข็งแกร่งจากโลกเก่า สู่การประยุกต์ใช้ในโลกใหม่ของสินทรัพย์ดิจิทัล มันเป็นตัวอย่างชั้นดีของการที่นวัตกรรมไม่ได้เกิดจากการสร้างสิ่งใหม่เสมอไป แต่ยังเกิดจากการนำสิ่งที่มีอยู่มาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทใหม่ได้อย่างชาญฉลาดอีกด้วย
👤 : มันคือการ leverage โดยการ เปิดบนกันบน เปิดล่างกันล่าง ใช่ไหม ?
💬 : สรุปแบบนั้นเข้าใจได้ถูกต้องและเห็นภาพชัดเจนมากครับ 👍
คุณสรุปหัวใจของ Iron Condor ได้อย่างยอดเยี่ยม:
- "เปิดบน กันบน": คือส่วนของ Bear Call Spread
- เปิดบน (Short Call): คุณขาย Call Option ที่ราคาสูงกว่าราคาปัจจุบัน เพื่อสร้างกรอบด้านบนและรับค่า Premium
- กันบน (Long Call): คุณซื้อ Call Option ที่ราคาสูงขึ้นไปอีก เพื่อป้องกันความเสี่ยง (จำกัดขาดทุน) หากราคาทะลุกรอบบนไป
- "เปิดล่าง กันล่าง": คือส่วนของ Bull Put Spread
- เปิดล่าง (Short Put): คุณขาย Put Option ที่ราคาต่ำกว่าราคาปัจจุบัน เพื่อสร้างกรอบด้านล่างและรับค่า Premium
- กันล่าง (Long Put): คุณซื้อ Put Option ที่ราคาต่ำลงไปอีก เพื่อป้องกันความเสี่ยงหากราคาหลุดกรอบล่าง
ส่วนคำว่า Leverage ในที่นี้ก็ถูกต้องครับ เพราะคุณใช้เงินจำนวนไม่มาก (Net Premium ที่ได้รับ) เพื่อควบคุมและทำกำไรจากกรอบราคาของสินทรัพย์ (Bitcoin) ที่มีมูลค่าสูงกว่ามาก
เรียกได้ว่า "เปิดบน กันบน, เปิดล่าง กันล่าง" เป็นวิธีจำโครงสร้าง Iron Condor ที่ดีและแม่นยำมากครับ 🎯
ปล.เห็นอาจารย์ตั้ม mention เทคนิคนี้ใน live ล่าสุด เลยไป search ให้หายสงสัยและเอามา note ไว้อ่านกัน 📝📈📉🦤 (ไม่ใช่คำแนะนำทางการลงทุนแต่อย่างใด) #siamstr


กลิ่นอายของความทะเยอทะยานและจิตวิญญาณที่แหลกสลาย: The Brutalist มีกลิ่นของ The Master และ There Will Be Blood จริงหรือ?
ภาพยนตร์เรื่อง "The Brutalist" (2024) ของผู้กำกับ เบรดี้ คอร์เบ็ต ได้สร้างเสียงฮือฮาในหมู่นักวิจารณ์และคอภาพยนตร์ ถึงความทะเยอทะยานของตัวหนังและสไตล์การเล่าเรื่องที่ชวนให้นึกถึงผลงานของผู้กำกับชั้นครูอย่าง พอล โทมัส แอนเดอร์สัน (PTA) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "The Master" (2012) และ "There Will Be Blood" (2007) ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนักเมื่อพิจารณาถึงแก่นเรื่องและสไตล์ที่ภาพยนตร์ทั้งสามเรื่องมีร่วมกัน
"The Brutalist" เล่าเรื่องราวของ ลาสโล โทธ (László Tóth) สถาปนิกชาวยิว-ฮังการีผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และอพยพมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสหรัฐอเมริกาช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ภาพยนตร์ติดตามเส้นทางชีวิตอันยาวไกลของเขาในการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอก ท่ามกลางการต่อสู้กับบาดแผลในใจ, ความซับซ้อนของความสัมพันธ์ และการปะทะกับนายทุนผู้ว่าจ้าง ซึ่งสะท้อนภาพความโหดร้าย (Brutal) ของสัจนิยมในสถาปัตยกรรมที่เขาเชี่ยวชาญ และความโหดร้ายของชีวิตที่เขาต้องเผชิญ
ประเด็นที่ทำให้ "The Brutalist" มี "กลิ่น" คล้ายคลึงกับผลงานของ PTA สามารถจำแนกได้ดังนี้:
1. การศึกษาตัวละครอันซับซ้อนและทะเยอทะยาน (Complex and Ambitious Character Studies):
เช่นเดียวกับ "There Will Be Blood" ที่เจาะลึกไปยังจิตใจอันมืดมิดและเต็มไปด้วยความโลภของ แดเนียล เพลนวิว หรือ "The Master" ที่สำรวจความสัมพันธ์อันเปราะบางและพึ่งพาระหว่าง เฟรดดี้ เควลล์ ทหารผ่านศึกผู้บอบช้ำ และ แลงแคสเตอร์ ด็อดด์ ผู้นำลัทธิผู้มีเสน่ห์, "The Brutalist" ก็ให้ความสำคัญกับการขุดลึกลงไปในตัวตนของ ลาสโล โทธ ตัวละครเอกผู้แบกรับทั้งความฝันอันยิ่งใหญ่และความทรงจำอันเลวร้าย ภาพยนตร์ทั้งสามเรื่องไม่ใช่แค่การเล่าเรื่องตามเหตุการณ์ แต่คือการศึกษาจิตวิทยาของตัวละครที่ถูกขับเคลื่อนด้วยแรงปรารถนาอันแรงกล้า ความทะเยอทะยาน และบาดแผลทางใจที่ส่งผลต่อทุกการกระทำ
2. ธีมหลักว่าด้วยทุนนิยม, ความฝันแบบอเมริกัน และความศรัทธาที่สั่นคลอน (Themes of Capitalism, the American Dream, and Faith):
"The Brutalist" หยิบยกประเด็นการปะทะกันระหว่างศิลปินผู้สร้างสรรค์และนายทุนผู้ครอบงำ ซึ่งเป็นหัวใจหลักที่คล้ายกับความขัดแย้งระหว่าง แดเนียล เพลนวิว (ตัวแทนของทุนนิยมสุดขั้ว) และ อีไล ซันเดย์ (ตัวแทนของศาสนา) ใน "There Will Be Blood" ภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องตั้งคำถามต่อ "ความฝันแบบอเมริกัน" (American Dream) ว่าแท้จริงแล้วคือการไล่ล่าความสำเร็จหรือการสูญเสียตัวตนกันแน่
ในขณะเดียวกัน "The Brutalist" ยังมีส่วนคล้ายกับ "The Master" ในแง่ของการแสวงหาที่พึ่งทางใจในยุคหลังสงคราม แม้ว่า "The Brutalist" จะเน้นไปที่การสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชีวิต แต่ก็สัมผัสได้ถึงการค้นหาความหมายและศรัทธาในโลกที่โหดร้ายไม่ต่างจากที่ เฟรดดี้ เควลล์ พยายามค้นหาในลัทธิ "The Cause"
3. สไตล์ภาพยนตร์ที่โดดเด่นและงานภาพที่ทรงพลัง (Distinctive Cinematography and Powerful Visuals):
พอล โทมัส แอนเดอร์สัน ขึ้นชื่อเรื่องการสร้างสรรค์งานภาพที่ยิ่งใหญ่และน่าจดจำ ไม่ว่าจะเป็นทุ่งน้ำมันอันเวิ้งว้างใน "There Will Be Blood" หรือภาพ 70 มม. ที่จับจ้องทุกอณูของตัวละครใน "The Master" ซึ่ง "The Brutalist" เองก็ได้รับการกล่าวขานในเรื่องของงานภาพที่สวยงามและมีความทะเยอทะยานไม่แพ้กัน การเลือกใช้สถาปัตยกรรมแบบ Brutalism ไม่ใช่แค่ฉากหลัง แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่องที่สะท้อนความรู้สึกภายในของตัวละครออกมาเป็นรูปธรรม
4. การเล่าเรื่องแบบ Epic ที่ครอบคลุมช่วงเวลายาวนาน (Epic, Decades-Spanning Narrative):
" #TheBrutalist " ถูกนำเสนอในรูปแบบของมหากาพย์ที่ติดตามชีวิตของตัวละครเอกเป็นเวลายาวนานหลายทศวรรษ ซึ่งเป็นวิธีการเล่าเรื่องที่คล้ายคลึงกับ " # ThereWillBeBlood " ที่พาผู้ชมไปสำรวจการเดินทางทั้งชีวิตของแดเนียล เพลนวิว การเล่าเรื่องในสเกลที่ใหญ่นี้ช่วยเสริมสร้างความลึกและความซับซ้อนให้กับตัวละครและธีมของเรื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยสรุปแล้ว การที่ผู้ชมและนักวิจารณ์รู้สึกว่า "The Brutalist" มีกลิ่นอายของ " #TheMaster # " และ "There Will Be Blood" นั้นไม่ใช่เรื่องผิวเผิน แต่เกิดจากแก่นเรื่อง, การสร้างตัวละคร, และสไตล์การนำเสนอที่มีความคล้ายคลึงกันอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งสามเรื่องเป็นภาพยนตร์ที่ไม่ได้ให้คำตอบง่ายๆ แต่ชวนให้ผู้ชมขบคิดถึงธรรมชาติของมนุษย์, ความทะเยอทะยาน, ศรัทธา และราคาที่ต้องจ่ายเพื่อไล่ตามความฝันในโลกที่ไม่เคยปรานีใคร.
#filmstr #siamstr #geministr 📽️🎞️🏆
ปล.หนังสวยมาก ควรค่าแก่รางวัล สถาปนิกนี่มันเท่จนิงๆ ดูแล้วก็คิดสงสัยถึงสถาปัตยกรรมหลังยุค bitcoin standard นั้นจะมีลักษณะและเอกลักษณ์เป็นอย่างไร ถ้าสถาปนิกมีงบไม่จำกัดในการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมของตัวเอง 🙏


a packaging of life
#seed #nut #siamstr 🌱🌰

