กลิ่นอายของความทะเยอทะยานและจิตวิญญาณที่แหลกสลาย: The Brutalist มีกลิ่นของ The Master และ There Will Be Blood จริงหรือ?
ภาพยนตร์เรื่อง "The Brutalist" (2024) ของผู้กำกับ เบรดี้ คอร์เบ็ต ได้สร้างเสียงฮือฮาในหมู่นักวิจารณ์และคอภาพยนตร์ ถึงความทะเยอทะยานของตัวหนังและสไตล์การเล่าเรื่องที่ชวนให้นึกถึงผลงานของผู้กำกับชั้นครูอย่าง พอล โทมัส แอนเดอร์สัน (PTA) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "The Master" (2012) และ "There Will Be Blood" (2007) ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนักเมื่อพิจารณาถึงแก่นเรื่องและสไตล์ที่ภาพยนตร์ทั้งสามเรื่องมีร่วมกัน
"The Brutalist" เล่าเรื่องราวของ ลาสโล โทธ (László Tóth) สถาปนิกชาวยิว-ฮังการีผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และอพยพมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสหรัฐอเมริกาช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ภาพยนตร์ติดตามเส้นทางชีวิตอันยาวไกลของเขาในการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอก ท่ามกลางการต่อสู้กับบาดแผลในใจ, ความซับซ้อนของความสัมพันธ์ และการปะทะกับนายทุนผู้ว่าจ้าง ซึ่งสะท้อนภาพความโหดร้าย (Brutal) ของสัจนิยมในสถาปัตยกรรมที่เขาเชี่ยวชาญ และความโหดร้ายของชีวิตที่เขาต้องเผชิญ
ประเด็นที่ทำให้ "The Brutalist" มี "กลิ่น" คล้ายคลึงกับผลงานของ PTA สามารถจำแนกได้ดังนี้:
1. การศึกษาตัวละครอันซับซ้อนและทะเยอทะยาน (Complex and Ambitious Character Studies):
เช่นเดียวกับ "There Will Be Blood" ที่เจาะลึกไปยังจิตใจอันมืดมิดและเต็มไปด้วยความโลภของ แดเนียล เพลนวิว หรือ "The Master" ที่สำรวจความสัมพันธ์อันเปราะบางและพึ่งพาระหว่าง เฟรดดี้ เควลล์ ทหารผ่านศึกผู้บอบช้ำ และ แลงแคสเตอร์ ด็อดด์ ผู้นำลัทธิผู้มีเสน่ห์, "The Brutalist" ก็ให้ความสำคัญกับการขุดลึกลงไปในตัวตนของ ลาสโล โทธ ตัวละครเอกผู้แบกรับทั้งความฝันอันยิ่งใหญ่และความทรงจำอันเลวร้าย ภาพยนตร์ทั้งสามเรื่องไม่ใช่แค่การเล่าเรื่องตามเหตุการณ์ แต่คือการศึกษาจิตวิทยาของตัวละครที่ถูกขับเคลื่อนด้วยแรงปรารถนาอันแรงกล้า ความทะเยอทะยาน และบาดแผลทางใจที่ส่งผลต่อทุกการกระทำ
2. ธีมหลักว่าด้วยทุนนิยม, ความฝันแบบอเมริกัน และความศรัทธาที่สั่นคลอน (Themes of Capitalism, the American Dream, and Faith):
"The Brutalist" หยิบยกประเด็นการปะทะกันระหว่างศิลปินผู้สร้างสรรค์และนายทุนผู้ครอบงำ ซึ่งเป็นหัวใจหลักที่คล้ายกับความขัดแย้งระหว่าง แดเนียล เพลนวิว (ตัวแทนของทุนนิยมสุดขั้ว) และ อีไล ซันเดย์ (ตัวแทนของศาสนา) ใน "There Will Be Blood" ภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องตั้งคำถามต่อ "ความฝันแบบอเมริกัน" (American Dream) ว่าแท้จริงแล้วคือการไล่ล่าความสำเร็จหรือการสูญเสียตัวตนกันแน่
ในขณะเดียวกัน "The Brutalist" ยังมีส่วนคล้ายกับ "The Master" ในแง่ของการแสวงหาที่พึ่งทางใจในยุคหลังสงคราม แม้ว่า "The Brutalist" จะเน้นไปที่การสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชีวิต แต่ก็สัมผัสได้ถึงการค้นหาความหมายและศรัทธาในโลกที่โหดร้ายไม่ต่างจากที่ เฟรดดี้ เควลล์ พยายามค้นหาในลัทธิ "The Cause"
3. สไตล์ภาพยนตร์ที่โดดเด่นและงานภาพที่ทรงพลัง (Distinctive Cinematography and Powerful Visuals):
พอล โทมัส แอนเดอร์สัน ขึ้นชื่อเรื่องการสร้างสรรค์งานภาพที่ยิ่งใหญ่และน่าจดจำ ไม่ว่าจะเป็นทุ่งน้ำมันอันเวิ้งว้างใน "There Will Be Blood" หรือภาพ 70 มม. ที่จับจ้องทุกอณูของตัวละครใน "The Master" ซึ่ง "The Brutalist" เองก็ได้รับการกล่าวขานในเรื่องของงานภาพที่สวยงามและมีความทะเยอทะยานไม่แพ้กัน การเลือกใช้สถาปัตยกรรมแบบ Brutalism ไม่ใช่แค่ฉากหลัง แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่องที่สะท้อนความรู้สึกภายในของตัวละครออกมาเป็นรูปธรรม
4. การเล่าเรื่องแบบ Epic ที่ครอบคลุมช่วงเวลายาวนาน (Epic, Decades-Spanning Narrative):
" #TheBrutalist " ถูกนำเสนอในรูปแบบของมหากาพย์ที่ติดตามชีวิตของตัวละครเอกเป็นเวลายาวนานหลายทศวรรษ ซึ่งเป็นวิธีการเล่าเรื่องที่คล้ายคลึงกับ " # ThereWillBeBlood " ที่พาผู้ชมไปสำรวจการเดินทางทั้งชีวิตของแดเนียล เพลนวิว การเล่าเรื่องในสเกลที่ใหญ่นี้ช่วยเสริมสร้างความลึกและความซับซ้อนให้กับตัวละครและธีมของเรื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยสรุปแล้ว การที่ผู้ชมและนักวิจารณ์รู้สึกว่า "The Brutalist" มีกลิ่นอายของ " #TheMaster # " และ "There Will Be Blood" นั้นไม่ใช่เรื่องผิวเผิน แต่เกิดจากแก่นเรื่อง, การสร้างตัวละคร, และสไตล์การนำเสนอที่มีความคล้ายคลึงกันอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งสามเรื่องเป็นภาพยนตร์ที่ไม่ได้ให้คำตอบง่ายๆ แต่ชวนให้ผู้ชมขบคิดถึงธรรมชาติของมนุษย์, ความทะเยอทะยาน, ศรัทธา และราคาที่ต้องจ่ายเพื่อไล่ตามความฝันในโลกที่ไม่เคยปรานีใคร.
#filmstr #siamstr #geministr 📽️🎞️🏆
ปล.หนังสวยมาก ควรค่าแก่รางวัล สถาปนิกนี่มันเท่จนิงๆ ดูแล้วก็คิดสงสัยถึงสถาปัตยกรรมหลังยุค bitcoin standard นั้นจะมีลักษณะและเอกลักษณ์เป็นอย่างไร ถ้าสถาปนิกมีงบไม่จำกัดในการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมของตัวเอง 🙏

