คุณเคยปฏิเสธคนอื่นและ
รู้สึกผิดหรือกังวลใจไหมครับ?
.
ยกตัวอย่างเช่น
เพื่อนร่วมงานขอให้คุณช่วยทำรายงานให้
แต่คุณก็ปฏิเสธเพราะตัวคุณเองก็งานล้นมืออยู่แล้ว
ซึ่งการปฏิเสธนั้นมันทำให้คุณรู้สึกผิดต่อเพื่อนร่วมงาน
อีกทั้งยังกังวลใจด้วยว่าเพื่อนร่วมงานจะมองว่าคุณ “เห็นแก่ตัว”
เป็นต้น
.
นี่คือประสบการณ์ของหลายๆคนครับ
.
แต่เมื่อเวลาผ่านไป หลายคนก็พบว่า
ความรู้สึกผิดหรือความกังวลจากการปฏิเสธคนอื่น
มันไม่ได้เข้มข้นเหมือนเดิมอีกแล้ว
.
ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้พวกเขาเริ่มสงสัยว่า
พวกเขากำลังกลายเป็น “คนไม่ดี” หรือเปล่า
.
เพราะมีแต่ “คนไม่ดี” เท่านั้นที่จะไม่แคร์คนอื่น
จนไม่ค่อยรู้สึกผิดหรือกังวลแบบนี้
.
แต่ในความเป็นจริงแล้ว
ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หมายความว่า
พวกเขากำลังกลายเป็น “คนไม่ดี” เสมอไป
.
มันเป็นไปได้ว่า พวกเขายังคงแคร์
ความต้องการของคนอื่นอยู่แหละครับ
แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็เริ่มแคร์
ความต้องการของตัวเองด้วยเช่นกัน
.
ซึ่งการให้ความสำคัญกับ
ความต้องการของตัวเองนั้น
มันไม่ใช่เรื่องที่แย่หรือ
เรื่องที่ทำให้เป็น “คนไม่ดี” แต่อย่างใด
.
ไม่เช่นนั้น คนที่เราตอบปฏิเสธไป
ก็ต้องเป็น “คนไม่ดี” เหมือนกัน
เพราะการที่เขามาขอ
ความช่วยเหลือจากเรานั้น
มันก็สะท้อนว่าเขาให้ความสำคัญ
กับความต้องการของตัวเขาเอง
.
ฉะนั้น เวลาที่เราเห็นตัวเองปฏิเสธคนอื่น
โดยที่เราไม่ได้รู้สึกแย่เหมือนเมื่อก่อน
เราอย่าเพิ่งรีบด่วนสรุปว่าเรากำลังกลายเป็น “คนไม่ดี” เลยครับ
.
เพราะในความเป็นจริงแล้ว
นี่อาจจะเป็นสัญญาณว่าเรากำลังเติบโตขึ้นอีกขั้น
(ด้วยการเรียนรู้ที่จะฟังเสียงความต้องการของตัวเองมากขึ้น
ไม่ใช่แค่เสียงความต้องการของคนอื่นอย่างเดียว) ก็เป็นได้ครับ!
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.68.3.518
https://psycnet.apa.org/doi/10.3758/BF03328637
#จิตวิทยา #siamstr
คุณเคยปฏิเสธคนอื่นและ
รู้สึกผิดหรือกังวลใจไหมครับ?
.
ยกตัวอย่างเช่น
เพื่อนร่วมงานขอให้คุณช่วยทำรายงานให้
แต่คุณก็ปฏิเสธเพราะตัวคุณเองก็งานล้นมืออยู่แล้ว
ซึ่งการปฏิเสธนั้นมันทำให้คุณรู้สึกผิดต่อเพื่อนร่วมงาน
อีกทั้งยังกังวลใจด้วยว่าเพื่อนร่วมงานจะมองว่าคุณ “เห็นแก่ตัว”
เป็นต้น
.
นี่คือประสบการณ์ของหลายๆคนครับ
.
แต่เมื่อเวลาผ่านไป หลายคนก็พบว่า
ความรู้สึกผิดหรือความกังวลจากการปฏิเสธคนอื่น
มันไม่ได้เข้มข้นเหมือนเดิมอีกแล้ว
.
ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้พวกเขาเริ่มสงสัยว่า
พวกเขากำลังกลายเป็น “คนไม่ดี” หรือเปล่า
.
เพราะมีแต่ “คนไม่ดี” เท่านั้นที่จะไม่แคร์คนอื่น
จนไม่ค่อยรู้สึกผิดหรือกังวลแบบนี้
.
แต่ในความเป็นจริงแล้ว
ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หมายความว่า
พวกเขากำลังกลายเป็น “คนไม่ดี” เสมอไป
.
มันเป็นไปได้ว่า พวกเขายังคงแคร์
ความต้องการของคนอื่นอยู่แหละครับ
แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็เริ่มแคร์
ความต้องการของตัวเองด้วยเช่นกัน
.
ซึ่งการให้ความสำคัญกับ
ความต้องการของตัวเองนั้น
มันไม่ใช่เรื่องที่แย่หรือ
เรื่องที่ทำให้เป็น “คนไม่ดี” แต่อย่างใด
.
ไม่เช่นนั้น คนที่เราตอบปฏิเสธไป
ก็ต้องเป็น “คนไม่ดี” เหมือนกัน
เพราะการที่เขามาขอ
ความช่วยเหลือจากเรานั้น
มันก็สะท้อนว่าเขาให้ความสำคัญ
กับความต้องการของตัวเขาเอง
.
ฉะนั้น เวลาที่เราเห็นตัวเองปฏิเสธคนอื่น
โดยที่เราไม่ได้รู้สึกแย่เหมือนเมื่อก่อน
เราอย่าเพิ่งรีบด่วนสรุปว่าเรากำลังกลายเป็น “คนไม่ดี” เลยครับ
.
เพราะในความเป็นจริงแล้ว
นี่อาจจะเป็นสัญญาณว่าเรากำลังเติบโตขึ้นอีกขั้น
(ด้วยการเรียนรู้ที่จะฟังเสียงความต้องการของตัวเองมากขึ้น
ไม่ใช่แค่เสียงความต้องการของคนอื่นอย่างเดียว) ก็เป็นได้ครับ!
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.68.3.518
https://psycnet.apa.org/doi/10.3758/BF03328637
#จิตวิทยา #siamstr
Login to reply
Replies (1)
เห็นด้วย 100% ครับ
🙏🏻