เมื่อเทียบกับ
ยุคสมัยของพ่อแม่
ยุคสมัยของปู่ย่าตายาย
หรือยุคสมัยของทวด
.
ชีวิตของพวกเราทุกวันนี้
มีความสะดวกสบายสุดๆเลยครับ
.
การเดินทางของเราดีขึ้น
การติดต่อสื่อสารของเราดีขึ้น
การรักษาพยาบาลของเราดีขึ้น
.
หากบรรพบุรุษเราได้มาเห็นว่า
ชีวิตของเราทุกวันนี้เป็นอย่างไร
.
บรรพบุรุษเราคงจะคิดว่า
ชีวิตของเรามีความสุขน่าดู
.
แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น
.
ต่อให้ชีวิตของเราจะมี
ความสะดวกสบายมากขึ้นมหาศาล
เราก็ยังคงหนีความทุกข์ไม่พ้นอยู่ดี
.
เพราะมนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวเก่ง
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
ในสมัยที่การเดินทางยังลำบาก
สมองเราก็จะมองว่าการเดินเท้า
เป็นระยะเวลา 10 กิโลเมตรใน 1 วัน
คือเรื่องปกติและไม่ใช่เรื่องทุกข์อะไร
.
เราจะรู้สึกทุกข์ก็ต่อเมื่อมีเหตุ
ที่ทำให้เราต้องลำบากกว่า
การเดินเท้า 10 กิโลเมตรภายใน 1 วันเท่านั้น
.
แต่สำหรับทุกวันนี้
การเดินทางมีความสะดวกสบายมากขึ้น
สมองของเราก็เลยปรับตัวและมองว่า
การเดินทางด้วยรถยนต์ รถไฟ จักรยานยนต์คือเรื่องปกติแทน
.
ดังนั้น อะไรก็ตามที่ผิดไปจาก “ปกติ” ในยุคปัจจุบัน
(เช่น มีเหตุให้ต้องเดินทางด้วยเท้าเปล่า
เป็นระยะทาง 10 กิโลเมตรใน 1 วัน)
ก็จะสามารถสร้างความทุกข์ให้เราได้
.
เป็นต้น
.
หากมองดูเผินๆ การทำงานของสมองเรานี้
มันดู “หวังร้าย” กับเราเหมือนกันนะครับ
.
เพราะแทนที่มันจะปล่อยให้เรามีความสุข
มันกลับทำตัวเป็น “ก้างขวางคอ” และ
“หาเรื่อง” ทำให้เราเป็นทุกข์ซะอย่างนั้น
.
แต่จริงๆแล้ว สมองเราไม่ได้ “หวังร้าย” กับเราเลยครับ
.
ลองนึกดูนะครับว่า
หากสมองเราไม่มีความสามารถ
ในการปรับตัวให้เข้ากับ
บริบทต่างๆในชีวิตเราเลย
ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร
.
ใช่ครับ เราจะรู้สึกพึงพอใจกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น
.
แต่ในขณะเดียวกัน
หากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น
(เช่น รถที่เรากำลังขับ
ไม่สามารถเร่งความเร็ว
เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้)
.
เราก็จะไม่รู้ตัวเช่นกัน
(เพราะสมองเรายังคงมองว่า
ตราบใดที่เราเดินทางได้เร็วกว่า
10 กิโลเมตรภายใน 1 วัน
นั่นก็คือเรื่องที่ดีอยู่)
.
และพอเราไม่รู้ตัว เราก็จะไม่ได้ลงมือ
take action อย่างเหมาะสม
(เช่น ยังคงขับรถของเราต่อไป
ไม่รีบจอดข้างทางเพื่อเช็คว่าเกิดอะไรขึ้น)
ซึ่งอาจนำมาสู่ผลลัพธ์ที่อันตรายได้
(เช่น รถพังขณะที่กำลังขับอยู่บนทางด่วน)
.
ฉะนั้น อย่าโมโหที่สมองเรามีธรรมชาติการทำงานแบบนี้เลยครับ
.
และสำหรับคนที่อยากจะ “บริหารจัดการ”
ธรรมชาติของสมองตัวเองให้ “ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง”
.
(กล่าวคือ ยังคงความสามารถ
ในการปรับตัวเข้ากับบริบทในชีวิต
โดยไม่ให้ตัวเองเป็นทุกข์ง่ายเกินไป)
.
สิ่งหนึ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ก็คือ
การจงใจพาตัวเองไปเผชิญกับ
“ความยากลำบาก” ทีละเล็กทีละน้อยครับ
.
ยกตัวอย่างเช่น
แทนที่จะนั่งรถมอเตอร์ไซค์เข้าไปในซอย 1 กิโลเมตร
เราเลือกที่จะเดินเท้าในช่วง 1 กิโลเมตรนั้นเอง
เป็นต้น
.
หากเราทำแบบนี้ สมองเราก็จะคุ้นชิน
กับ “ความยากลำบาก” มากขึ้น
ทำให้เราสามารถ enjoy กับชีวิต
ในโลกยุคปัจจุบันได้โดยที่เราเองก็จะ
ไม่เป็นทุกข์ง่ายเกินไปเช่นกันครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1037/0003-066x.61.4.305
https://doi.org/10.1016/j.joep.2017.02.014
https://doi.org/10.1016/j.jenvp.2015.11.004
#จิตวิทยา #siamstr
Journaling Our Journey
npub1kmua...wk8n
ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ
เมื่อเทียบกับ
ยุคสมัยของพ่อแม่
ยุคสมัยของปู่ย่าตายาย
หรือยุคสมัยของทวด
.
ชีวิตของพวกเราทุกวันนี้
มีความสะดวกสบายสุดๆเลยครับ
.
การเดินทางของเราดีขึ้น
การติดต่อสื่อสารของเราดีขึ้น
การรักษาพยาบาลของเราดีขึ้น
.
หากบรรพบุรุษเราได้มาเห็นว่า
ชีวิตของเราทุกวันนี้เป็นอย่างไร
.
บรรพบุรุษเราคงจะคิดว่า
ชีวิตของเรามีความสุขน่าดู
.
แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น
.
ต่อให้ชีวิตของเราจะมี
ความสะดวกสบายมากขึ้นมหาศาล
เราก็ยังคงหนีความทุกข์ไม่พ้นอยู่ดี
.
เพราะมนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวเก่ง
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
ในสมัยที่การเดินทางยังลำบาก
สมองเราก็จะมองว่าการเดินเท้า
เป็นระยะเวลา 10 กิโลเมตรใน 1 วัน
คือเรื่องปกติและไม่ใช่เรื่องทุกข์อะไร
.
เราจะรู้สึกทุกข์ก็ต่อเมื่อมีเหตุ
ที่ทำให้เราต้องลำบากกว่า
การเดินเท้า 10 กิโลเมตรภายใน 1 วันเท่านั้น
.
แต่สำหรับทุกวันนี้
การเดินทางมีความสะดวกสบายมากขึ้น
สมองของเราก็เลยปรับตัวและมองว่า
การเดินทางด้วยรถยนต์ รถไฟ จักรยานยนต์คือเรื่องปกติแทน
.
ดังนั้น อะไรก็ตามที่ผิดไปจาก “ปกติ” ในยุคปัจจุบัน
(เช่น มีเหตุให้ต้องเดินทางด้วยเท้าเปล่า
เป็นระยะทาง 10 กิโลเมตรใน 1 วัน)
ก็จะสามารถสร้างความทุกข์ให้เราได้
.
เป็นต้น
.
หากมองดูเผินๆ การทำงานของสมองเรานี้
มันดู “หวังร้าย” กับเราเหมือนกันนะครับ
.
เพราะแทนที่มันจะปล่อยให้เรามีความสุข
มันกลับทำตัวเป็น “ก้างขวางคอ” และ
“หาเรื่อง” ทำให้เราเป็นทุกข์ซะอย่างนั้น
.
แต่จริงๆแล้ว สมองเราไม่ได้ “หวังร้าย” กับเราเลยครับ
.
ลองนึกดูนะครับว่า
หากสมองเราไม่มีความสามารถ
ในการปรับตัวให้เข้ากับ
บริบทต่างๆในชีวิตเราเลย
ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร
.
ใช่ครับ เราจะรู้สึกพึงพอใจกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น
.
แต่ในขณะเดียวกัน
หากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น
(เช่น รถที่เรากำลังขับ
ไม่สามารถเร่งความเร็ว
เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้)
.
เราก็จะไม่รู้ตัวเช่นกัน
(เพราะสมองเรายังคงมองว่า
ตราบใดที่เราเดินทางได้เร็วกว่า
10 กิโลเมตรภายใน 1 วัน
นั่นก็คือเรื่องที่ดีอยู่)
.
และพอเราไม่รู้ตัว เราก็จะไม่ได้ลงมือ
take action อย่างเหมาะสม
(เช่น ยังคงขับรถของเราต่อไป
ไม่รีบจอดข้างทางเพื่อเช็คว่าเกิดอะไรขึ้น)
ซึ่งอาจนำมาสู่ผลลัพธ์ที่อันตรายได้
(เช่น รถพังขณะที่กำลังขับอยู่บนทางด่วน)
.
ฉะนั้น อย่าโมโหที่สมองเรามีธรรมชาติการทำงานแบบนี้เลยครับ
.
และสำหรับคนที่อยากจะ “บริหารจัดการ”
ธรรมชาติของสมองตัวเองให้ “ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง”
.
(กล่าวคือ ยังคงความสามารถ
ในการปรับตัวเข้ากับบริบทในชีวิต
โดยไม่ให้ตัวเองเป็นทุกข์ง่ายเกินไป)
.
สิ่งหนึ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ก็คือ
การจงใจพาตัวเองไปเผชิญกับ
“ความยากลำบาก” ทีละเล็กทีละน้อยครับ
.
ยกตัวอย่างเช่น
แทนที่จะนั่งรถมอเตอร์ไซค์เข้าไปในซอย 1 กิโลเมตร
เราเลือกที่จะเดินเท้าในช่วง 1 กิโลเมตรนั้นเอง
เป็นต้น
.
หากเราทำแบบนี้ สมองเราก็จะคุ้นชิน
กับ “ความยากลำบาก” มากขึ้น
ทำให้เราสามารถ enjoy กับชีวิต
ในโลกยุคปัจจุบันได้โดยที่เราเองก็จะ
ไม่เป็นทุกข์ง่ายเกินไปเช่นกันครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1037/0003-066x.61.4.305
https://doi.org/10.1016/j.joep.2017.02.014
https://doi.org/10.1016/j.jenvp.2015.11.004
#จิตวิทยา #siamstr
หลายคนจะรู้สึกผิด
เวลาที่พวกเขาเห็นว่าตัวเอง
กำลังรู้สึกอิจฉาคนอื่น
.
ยกตัวอย่างเช่น
อิจฉาเพื่อนที่มีแฟนดี
อิจฉาน้องที่ได้รับการยอมรับจากคนในบ้าน
อิจฉาหัวหน้าที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน
เป็นต้น
.
พวกเขารู้สึกผิดเพราะพวกเขามองว่า
ความรู้สึกอิจฉาในใจพวกเขานั้น
มันคือ “หลักฐาน” ว่าพวกเขาเป็นคนไม่ดี
.
อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้มองแบบนั้นครับ
.
ผมมองว่าความรู้สึกอิจฉาดังกล่าว
มันคือ “เข็มทิศ” ที่ชี้ให้พวกเขาเห็นว่า
ตัวเองให้ความสำคัญกับอะไรมากกว่า
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
พวกเขาอิจฉาเพื่อนที่มีแฟนดี
เพราะการมีแฟนที่ดีคือเรื่องสำคัญสำหรับพวกเขา
.
พวกเขาอิจฉาน้องที่ได้รับการยอมรับจากคนในบ้าน
เพราะการได้รับการยอมรับจากครอบครัวคือเรื่องสำคัญสำหรับพวกเขา
.
พวกเขาอิจฉาหัวหน้าที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน
เพราะความสำเร็จในหน้าที่การงานคือเรื่องสำคัญสำหรับพวกเขา
.
เป็นต้น
.
การที่เรารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญสำหรับเรา
(ผ่านความรู้สึกอิจฉา) ไม่ได้ทำให้เราเป็นคนแย่เลยครับ
.
อันที่จริง นี่คือเรื่องดีด้วยซ้ำครับ
เพราะมันช่วย “ชี้นำ” ให้เรารู้ว่า
เราจะขยับชีวิตตัวเองไปในทิศทางไหนดี
.
ยกตัวอย่างเช่น
ขยับตัวเองไปในทิศทางที่จะเจอแฟนดีๆ
ขยับตัวเองในทิศทางที่จะได้รับการยอมรับจากครอบครัว
ขยับตัวเองในทิศทางที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
เป็นต้น
.
สิ่งที่จะ “ฟันธง” ว่าเราเป็นคนแย่คือ
สิ่งที่เรา “ลงมือทำ “เพื่อให้ได้มา
ซึ่งสิ่งที่สำคัญนั้นมากกว่าครับ
.
ยกตัวอย่างเช่น
อยากได้แฟนดีๆ ก็เลยยุแยงให้เพื่อนเลิกกับแฟน
อยากได้รับการยอมรับจากที่บ้าน ก็เลยใส่ร้ายป้ายสีน้อง
อยากประสบความสำเร็จในการทำงาน ก็เลยเลื่อยขาเก้าอี้หัวหน้า
เป็นต้น
.
ฉะนั้น อย่ารู้สึกผิดที่เรามีความอิจฉาอยู่ในใจเลยครับ
.
ถ้าเราจะรู้สึกผิดจริงๆ ขอให้เรารู้สึกผิด
กับ “การกระทำ” ของเรา (มากกว่า “ความรู้สึก” ของเรา) ครับ
อ้างอิง

SpringerLink
An Interdisciplinary Perspective on the Value of Envy - Review of Philosophy and Psychology
The public and scholars alike largely consider envy to be reprehensible. This judgment of the value of envy commonly results either from a limited ...
Frontiers | Validating the “Two Faces” of Envy: The Effect of Self-Control
SpringerLink
Appraisal patterns of envy and related emotions - Motivation and Emotion
Envy is a frustrating emotion that arises from upward social comparison. Two studies investigated the appraisals that distinguish benign envy (aime...
หลายคนไม่มีปัญหากับการรักคนอื่น
แต่พอเป็นเรื่องของการรักตัวเอง
.
…พวกเขากลับ “ไปไม่เป็น”
.
มันไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่อยากรักตัวเองนะครับ
แต่พวกเขาไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไงจริงๆ
.
สำหรับกรณีเช่นนี้ ผมมองว่า “ก้าวแรก”
ของการเริ่มต้นรักตัวเองคือการสังเกตดู
ช่วงเวลาที่พวกเขาอยู่กับคนที่พวกเขารัก
(เช่น ลูก แฟน พี่น้อง พ่อแม่)
.
สังเกตและลองตั้งคำถามดูครับว่า
“ถ้ามองในสายตาของคนนอก
คนนอกเขาจะรู้ได้ยังไงว่าฉันรักคนๆนี้?”
.
หนึ่งในคำตอบที่ทรงพลังมากที่สุดก็คือ…
.
แม้ในช่วงเวลาที่คนๆนี้
ทำตัว “ไม่น่ารัก” กับพวกเขา
แต่พวกเขาก็ยังคงรักคนๆนี้อยู่
.
และพวกเขาก็ไม่ได้รักคนๆนี้เพียงแค่ “ลมปาก” เท่านั้น
แต่พวกเขายังรักคนๆนี้ผ่าน “การกระทำ” ด้วย
.
ยกตัวอย่างเช่น
แม้ลูกจะใช้คำพูดตวาดเสียงดังใส่
แต่พอฝนเริ่มตกในนาทีต่อมา
พวกเขาก็ยังคงกางร่มบังฝนให้ลูกอยู่ดี
เป็นต้น
.
สำหรับคนที่อยากจะ “รักตัวเองให้เป็น”
แต่ไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นทำสิ่งนี้ได้ยังไง
.
การทำสิ่งดีๆให้ตัวเอง (แม้เราจะมองว่าตัวเอง “ไม่คู่ควร” กับสิ่งดีๆเหล่านี้ก็ตาม) ถือเป็น “ก้าวแรก” ที่ไม่เลวเลยครับ
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1080/15298860309032

Cambridge Core
Introducing compassion-focused therapy | Advances in Psychiatric Treatment | Cambridge Core
Introducing compassion-focused therapy - Volume 15 Issue 3
เคยไหมครับ?
.
เราเจอกับปัญหาในชีวิต
เราพยายามคิดๆๆๆๆอยู่นาน
แต่เราก็คิดไม่ออกเสียที?
.
(เช่น
จะเลิกกับแฟนดีไหม
จะเลือกสมัครงานที่ไหนดี
จะนำเสนอสินค้าให้ถูกใจลูกค้ายังไง
เป็นต้น)
.
ในสถานการณ์แบบนี้ เราจะทำยังไงดี?
.
สิ่งที่ผมกำลังจะบอกต่อไปนี้
อาจฟังดู “กำปั้นทุบดิน” หน่อยนะครับ
.
แต่ในสถานการณ์แบบนี้
สิ่งที่ดีที่สุดที่เราสามารถทำได้
คือการหยุดคิดครับ
.
หยุดคิดและพาตัวเองไปทำอย่างอื่น
.
ปล่อยให้ความคิดของเรา
ได้ล่องลอยแบบไร้จุดหมาย
โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าเราจะ “คิดออก” เมื่อไหร่
.
สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ
ในหลายๆครั้ง พอเราหยุดคิด
“คำตอบ” มันกลับโผล่เข้ามาในหัวเรา
อย่างง่ายดายซะอย่างงั้น
.
เพราะเมื่อเราหยุดใช้ความคิดอย่างหนักหน่วง
นั่นเท่ากับเรากำลัง “เปิดช่อง” ให้สมองส่วนอื่น
(ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของเรา)
ทำงานได้อย่างเต็มที่มากขึ้นนั่นเองครับ
.
แน่นอนครับว่าการทำแบบนี้
มันอาจไม่สามารถการันตีได้ว่า
เราจะคิดออกในท้ายที่สุด
.
แต่อย่างน้อย มันก็เป็นหนทางที่เรา
จะได้ใช้ “พลังสมอง” ของเรา
(ทั้งสมองส่วนที่เราควบคุมได้และควบคุมไม่ได้)
ในการขบคิดอย่างเต็มที่ที่สุดแล้วครับ
.
ฉะนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เราคิดอะไรไม่ออก
แทนที่เราจะพยายาม “เอาหัวชนกำแพง” ต่อไปเรื่อยๆ
การเก็บเรื่องนั้น “เข้าไปในลิ้นชัก” สักหน่อย
อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าก็ได้นะครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.3389/fpsyg.2016.01076
https://psycnet.apa.org/doi/10.1207/s15326934crj1601_13

arXiv.org
Honing Theory: A Complex Systems Framework for Creativity
This paper proposes a theory of creativity, referred to as honing theory, which posits that creativity fuels the process by which culture evolves t...
ทุกวันนี้ พ่อแม่หลายคนจะพูดแซวๆกันว่า
พวกเขาให้ tablet ช่วยเป็น “พี่เลี้ยง” ให้กับลูกของตัวเอง
.
(ถ้าเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะมี tablet
ทีวีก็ถือเป็น “พี่เลี้ยง” ประจำยุคสมัยนั้น)
.
แต่ไม่ว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะก้าวหน้าไปขนาดไหน
“พี่เลี้ยง” คนหนึ่งที่ช่วยดูแลลูกของหลายๆบ้านมาตลอด
(แต่อาจจะไม่ถูกพูดถึงบ่อยนัก) คือสัตว์เลี้ยงครับ
.
สัตว์เลี้ยงไม่เพียงแค่ตอบโจทย์เด็กๆ
ในด้านความสนุกสนานเท่านั้น
แต่ยังสามารถตอบโจทย์ในเรื่อง…
.
การสอนให้เด็กๆมีความรับผิดชอบ
(เช่น ต้องให้อาหารในทุกๆวัน)
มีความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น
(เช่น ต้อง “อ่านภาษากาย” ของสัตว์เลี้ยง
เพื่อจะได้รู้ว่าเขาไม่ชอบให้สัมผัสบริเวณไหน)
แถมยังช่วยเด็กๆในด้านอารมณ์ความรู้สึกอีกด้วย
(เช่น น้องหมาเดินมานอนหมอบใกล้ๆเวลารู้สึกเสียใจ)
.
ซึ่งในเรื่องของผลกระทบของสัตว์เลี้ยง
ที่มีต่ออารมณ์ความรู้สึกของเด็กๆนั้น
มันไม่ได้เป็นเพียงแค่ผลกระทบในระยะสั้นเท่านั้น
แต่มันยังสามารถส่งผลในระยะยาวจนถึงวัยผู้ใหญ่ได้เลยทีเดียว
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เด็กที่กอดสัตว์เลี้ยงบ่อยๆจะ “ซึมซับ” ความรู้สึกปลอดภัย
ความรู้สึกอบอุ่นที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น
ส่งผลให้เขามี “ต้นทุนทางใจ” ที่ช่วยให้
การสานสัมพันธ์กับคนอื่นเป็นไปได้ง่ายขึ้นในอนาคต
.
เด็กที่ใกล้ชิดกับสัตว์เลี้ยงมีแนวโน้มที่จะโตขึ้นมา
และมีความเข้าอกเข้าใจในผู้อื่นตอนที่เขาเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น
เพราะเขาคุ้นชินกับการเข้าใจความรู้สึกและ
ความต้องการของสัตว์เลี้ยง (ซึ่งสื่อสารด้วยคำพูดไม่ได้) มาเยอะ
ฉะนั้น พอเขามีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
(ซึ่งสื่อสารด้วยคำพูดได้) มันยิ่งง่ายขึ้นที่เขาจะ
เข้าใจความรู้สึกและความต้องการของผู้อื่น
.
เป็นต้น
.
ด้วยเหตุนี้
มันจึงไม่น่าแปลกใจที่ครอบครัวจำนวนมากจะพูดกับลูกว่า
สัตว์เลี้ยงภายในบ้านไม่ได้เป็นเพียงแค่สัตว์เลี้ยงเท่านั้น
แต่ยังเป็นเหมือนกับ “พี่” หรือ “น้อง” ของลูกอีกด้วยครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.3390/bs12040109
https://doi.org/10.3390/ijerph14030234
https://doi.org/10.3390/ani15081143
https://doi.org/10.3390/ijerph14050490
SpringerLink
Companion animals and child development outcomes: longitudinal and cross-sectional analysis of a UK birth cohort study - BMC Pediatrics
Background Research into the impact of social relationships on childhood and adolescent health and wellbeing has been largely limited to children&#...
The Impact of Petting and Building Relationships with Pets in Childhood on Future Personality Development
Relationships with pets for children are important in their stage of personality development. Interacting with pets for a long time will cause chil...
หลายคนกลัวที่จะรักใครสักคนอย่างเต็มที่
.
เพราะเมื่อพวกเขาทุ่มเทความรักอย่างเต็มที่
มันเปิดช่องให้พวกเขาเจ็บปวดได้เต็มที่เช่นกัน
.
พวกเขาต้องการปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวดนั้น
พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะไม่รักใครแบบ “ใส่สุด” อีก
.
มันเป็นการตัดสินใจที่ “ปลอดภัย” นะครับ
แต่มันก็ทำให้พวกเขา connect กับคนอื่นได้ยาก
.
และเมื่อพวกเขา connect กับคนอื่นได้ยาก
ความสัมพันธ์ก็มีโอกาสที่จะ “ไปรอด” น้อยลง
.
มันจึงยิ่งเป็นการตอกย้ำกับพวกเขาเข้าไปใหญ่ว่า
“นี่ไงล่ะ! ความรักมันเป็นเรื่องที่เจ็บปวดนะ!
ฉันยิ่งต้องปกป้องตัวเองให้เข้มเลยแหละ!”
.
มันทำให้พวกเขายิ่งไม่กล้ารักคนอื่นแบบ “ใส่สุด” มากขึ้น
พวกเขาจึง connect กับคนอื่นยากยิ่งกว่าเดิม
ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขา “ไปรอด” ยากเข้าไปอีก
.
พวกเขาก็เลยยิ่งอยากปกป้องตัวเองเข้าไปใหญ่!
.
ทั้งหมดนี้มันกลายเป็นเป็นวังวนความเจ็บปวด
(ที่มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่เจ้าตัว
พยายามปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวดนั้น)
.
“หนทาง” ที่จะออกจากวังวนนี้ได้คือ
การเลิกพยายามปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวด
และเริ่มต้น “ใส่สุด” กับความรักมากขึ้นทีละเล็กทีละน้อย
.
จริงอยู่ครับว่าการตัดสินใจเช่นนี้
มันอาจทำให้เราเจ็บปวดได้
.
แต่มันก็เปิดโอกาสให้เราสามารถ
connect กับคนอื่นได้อย่างเต็มที่ด้วย
.
และถ้าเราโชคดี เราก็อาจจะพบว่า
connection ที่เรามีกับคนอื่นนั้น
มัน “คุ้มค่า” กับความเสี่ยงที่จะเจ็บปวด…ก็เป็นได้
.
ในทางกลับกัน
หากเราเลือกที่จะปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวด
นอกจากเราจะไม่สามารถทำได้แล้ว
เรายังโดดเดี่ยวตัวคนเดียวอีกด้วย
.
เราอาจไม่มีสิทธิ์หลีกหนีจากความเจ็บปวดได้ก็จริง
แต่เรามีสิทธิ์เลือกได้ว่าเราจะอ้าแขนต้อนรับความโดดเดี่ยวหรือไม่ครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1038/s41598-025-24119-z
Frontiers | The Role of Relational Entitlement, Self-Disclosure and Perceived Partner Responsiveness in Predicting Couple Satisfaction: A Daily-Diary Study
เวลาที่หลายคนถูกคนอื่น “ล้ำเส้น”
(เช่น เอาเปรียบเรื่องการทำงาน
ใช้คำพูดล้อเลียนรูปร่างหน้าตา)
.
…พวกเขาไม่ชอบนะครับ
แต่พวกเขาก็ลังเลที่จะ “โต้กลับ”
(เช่น ปฏิเสธที่จะทำงานที่ถูกโยนมาให้
สื่อสารให้อีกฝ่ายรู้ว่าตัวเองไม่โอเคกับคำล้อเลียน)
.
เพราะพวกเขามองว่าการ “โต้กลับ” นั้น
มัน “รุนแรงเกินไป” หรือ “ไม่เหมาะสม”
.
แน่นอนครับว่า
การ “โต้กลับ” แบบ “รุนแรงเกินไป” นั้น
มันมีอยู่จริงและมันสามารถเกิดขึ้นได้
(เช่น “โต้กลับ” เมื่อถูกอีกฝ่ายโยนงาน
ให้เราทำด้วยการโยนงานเราให้อีกฝ่ายทำบ้าง
หรือการ “โต้กลับ” เมื่ออีกฝ่ายใช้คำล้อเลียนเรา
ด้วยการใช้คำด่าทอหยาบคายกลับไป)
.
แต่มันมีความแตกต่างระหว่าง
การ “โต้กลับ” แบบ “รุนแรงเกินไป” กับ
การ “โต้กลับ” แบบ “ยืนหยัดเพื่อตัวเอง” อยู่ครับ
.
การ “ยืนหยัดเพื่อตัวเอง” จะมุ่งเน้นให้อีกฝ่าย
หยุด “ล้ำเส้น” เรา (จากเดิมที่ “ล้ำเส้น” เรา)
ในขณะที่ถ้ามัน “รุนแรงเกินไป”
เราจะกลายเป็นคนที่ “ล้ำเส้น” อีกฝ่ายเสียเอง
.
นี่ถือเป็น “ไม้บรรทัด” ที่เราสามารถใช้วัดได้ว่า
เรากำลัง “รุนแรงเกินไป” หรือ “ไม่เหมาะสม” หรือเปล่า
.
หากการ “โต้กลับ” ของเราไม่ได้จบลง
ที่ตัวเราไป “ล้ำเส้น” อีกฝ่าย
(เพียงแค่ให้อีกฝ่ายหยุด “ล้ำเส้น” เรา) ล่ะก็
ขอให้มั่นใจได้ในเบื้องต้นเลยครับว่า
สิ่งที่เราได้ทำลงไปนั้นมันไม่ได้
“รุนแรงเกินไป” หรือ “ไม่เหมาะสม” แน่นอนครับ
อ้างอิง
Frontiers | The four pathways of assertiveness: a multidimensional framework for enhancing individual well-being

SpringerLink
Work-family practices and work-family relationship: the role of boundary management - BMC Public Health
Work-family practices are defined as instruments which are used to facilitate reconciliation between work and family. However, research regarding t...
ผมเชื่อว่าคนไทยเราคุ้นเคยกับ
เรื่อง “พ่อแม่รังแกฉัน” เป็นอย่างดี
.
มันคือเรื่องราวของพ่อแม่
ที่ตามใจลูกไปหมดทุกอย่าง
ส่งผลให้ลูก “เสียคน” ในท้ายที่สุด
.
“พ่อแม่รังแกฉัน” อาจจะเกี่ยวข้อง
กับการเลี้ยงลูกเป็นหลักก็จริง
แต่เราสามารถนำ “พ่อแม่รังแกฉัน”
มาต่อยอดในความสัมพันธ์อื่นๆได้ด้วย
.
ยกตัวอย่างเช่น
ในบริบทของการทำงาน หากเราเป็นหัวหน้าทีม
และเรารายล้อมไปด้วยคนที่ say yes กับเราไปหมด
(เหมือนพ่อแม่ที่ตามใจลูกไปหมด)
มันอาจส่งผลให้เรากลายเป็นหัวหน้าทีมที่แย่ได้
เป็นต้น
.
อีกหนึ่งแง่มุมที่ “พ่อแม่รังแกฉัน”
สามารถถูกนำมาต่อยอดได้
คือแง่มุมของการใช้ generative AI
(เช่น ChatGPT, Gemini) ในชีวิตของเราครับ
.
ทุกวันนี้ เวลาที่เราต้องการหาข้อมูล
หรือเวลาที่เรามีปัญหาส่วนตัวและต้องการคำปรึกษา
หลายคนเริ่มหันมาใช้ AI กันมากขึ้น
.
ซึ่งลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของ AI ก็คือ
มันมักจะ “อวย” หรือ “คล้อยตาม” เราเสียเยอะ
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ เรากำลังตกอยู่ในสถานการณ์
เดียวกันกับหัวหน้าที่รายล้อมไปด้วยคน
ที่พร้อมจะ say yes เต็มไปหมด (อย่างที่ผมกล่าวไว้ในข้างต้น) นั่นเอง!
.
แล้วเราจะรับมือกับสถานการณ์ “AI รังแกฉัน” นี้ยังไงดี?
.
หนึ่งในวิธีรับมือที่ง่ายที่สุดก็คือ
ทุกครั้งที่เราคุยกับ AI ให้เรา “ทิ้งท้าย” การพูดคุย
ด้วยการป้อนคำสั่งให้ AI วิพากษ์วิจารณ์
(หรือแม้กระทั่ง “ตั้งใจขยี้ช่องโหว่”)
ในทุกสิ่งที่เราคุยกันมาอย่างตรงไปตรงมาครับ
.
สิ่งที่ผมพิมพ์มานี้…อาจฟังดูน่ากลัวนะครับ
.
แต่ในที่สุดแล้ว ต่อให้ AI จะวิพากษ์วิจารณ์
“เนื้อหา” หนักขนาดไหน แต่นิสัย “ชอบอวย” ของ AI
ก็จะทำให้ AI เลือกใช้คำพูดที่ “ฟังง่าย” สำหรับเราอยู่ดี
.
อันที่จริง
หากจะเทียบกันระหว่าง “AI รังแกฉัน”
กับ “หัวหน้าที่เจอแต่คน say yes” ล่ะก็
สถานการณ์ “AI รังแกฉัน” ยังนับว่า
แก้ไขได้ง่ายกว่าพอสมควรเลยครับ
.
เพราะในกรณีของ AI นั้น
หากเราป้อนคำสั่งให้ AI วิพากษ์วิจารณ์
เจ้า AI ก็จะวิพากษ์วิจารณ์
(อย่างมีศิลปะในการใช้คำพูด)
.
แต่ในกรณีของหัวหน้านั้น
ต่อให้หัวหน้าจะบอกให้คนรอบตัว
วิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา
คนรอบตัวก็ใช่ว่าจะยอมคล้อยตามเสมอไป
.
หรือแม้ว่าคนรอบตัวจะยอมคล้อย
พวกเขาก็ใช่ว่าจะวิพากษ์วิจารณ์
ด้วยคำพูดที่ “ฟังง่าย” แบบ AI ได้!
.
ด้วยเหตุนี้
ผมจึงอยากเชิญชวนให้พวกเรา
หันมาป้องกันไม่ให้ “AI รังแก”
ด้วยการหมั่นป้อนคำสั่งให้ AI วิจารณ์
เราอย่างตรงไปตรงมาเสมอๆครับ
อ้างอิง

arXiv.org
To Trust or to Think: Cognitive Forcing Functions Can Reduce Overreliance on AI in AI-assisted Decision-making
People supported by AI-powered decision support tools frequently overrely on the AI: they accept an AI's suggestion even when that suggestion is wr...

arXiv.org
Human-AI Interactions in Public Sector Decision-Making: "Automation Bias" and "Selective Adherence" to Algorithmic Advice
Artificial intelligence algorithms are increasingly adopted as decisional aides by public bodies, with the promise of overcoming biases of human de...

arXiv.org
Explanations Can Reduce Overreliance on AI Systems During Decision-Making
Prior work has identified a resilient phenomenon that threatens the performance of human-AI decision-making teams: overreliance, when people agree ...
พวกเราหลายคนอยากได้รับการยอมรับจากคนอื่น
พวกเราหลายคนอยากพักผ่อน
พวกเราหลายคนอยากให้คนอื่นยื่นมือเข้ามาช่วย
.
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมรับได้
แบบเต็มปากเต็มคำว่า
ตัวเองมีความต้องการเหล่านี้
.
เพราะอะไร?
.
เพราะหลายคนตัดสินตัวเอง
พวกเขามองว่าความต้องการเหล่านี้
มัน “ไม่เหมาะสม” “ฟังดูเด็กน้อย” ฯลฯ
.
พวกเขาพยายามออกคำสั่งให้ใจตัวเองหยุดต้องการสิ่งเหล่านี้
.
และเมื่อพวกเขาพบว่า
พวกเขาไม่สามารถบังคับใจตัวเองได้
พวกเขาก็เลือกที่จะเมินเฉยต่อความต้องการเหล่านั้น
.
นี่ถือเป็น “ระเบิดเวลา” ครับ
.
เพราะไม่ว่าพวกเขาจะพยายามเมินเฉย
ต่อความต้องการตัวเองขนาดไหน
แต่ในที่สุดแล้ว ความต้องการดังกล่าวก็ไม่ได้หายไป
.
อันที่จริง ยิ่งพวกเขาไม่สนใจ
ความต้องการตัวเองมากเท่าไหร่
ความต้องการนั้นก็จะยิ่งพยายาม
“แสดงตัว” ออกมาในรูปแบบต่างๆ
(เช่น รู้สึกหงุดหงิด รู้สึกเหนื่อย รู้สึกเคว้งคว้าง) มากเท่านั้น
.
การ “แสดงตัว” ในช่วงแรกอาจจะ
ออกมาในรูปแบบที่ “เบา” สักหน่อย
(เช่น รู้สึกเหนื่อยล้าในบางวัน)
.
แต่หากพวกเขายังคงยืนยันที่จะ
เมินเฉยต่อความต้องการตัวเอง
การ “แสดงตัว” ก็จะเริ่มเพิ่มดีกรี
ความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ
(เช่น ไม่มีแรงที่จะทำอะไร แม้กระทั่งลุกจากเตียงนอน)
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากนำเสนอว่า
เราอย่าตัดสินความต้องการของตัวเองกันเลยครับ
.
ยอมรับการมีอยู่ของความต้องการตัวเอง
ตั้งใจฟังความต้องการดังกล่าว
และหาทางเติมเต็มความต้องการนั้นให้เป็นจริง
(เท่าที่จะทำได้ภายใต้ข้อจำกัดของชีวิต ณ ขณะนั้น) กันดีกว่าครับ
อ้างอิง
Frontiers | The predictive roles of self-compassion, perceived social support, and psychological flexibility in early maladaptive schemas among college students: an exploration based on latent profile analysis
Frontiers | An individual perspective on psychological safety: The role of basic need satisfaction and self-compassion
Relationships between emotional schemas, mindfulness, self-compassion and unconditional self-acceptance on the regulation of psychological needs
| Research in Psychotherapy: Psychopathology, Process and Outcome
จากประสบการณ์ที่ผมได้มีโอกาสพูดคุย
กับผู้ชายที่รับบท “คุณพ่อ” และ “สามี” มาหลายคน
สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ
.
พวกเขาจะมองว่า หน้าที่หลักของตัวเองคือ
“การเงิน” และ “ความปลอดภัย” ของครอบครัว
.
มันคือมุมมองสไตล์ “ช้างเท้าหน้า” ที่คนไทยเราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
.
ฉะนั้น
เราจึงเห็นพวกเขาทุ่มเทเวลาและพลังงาน
จำนวนมากไปกับเรื่องเหล่านี้
.
พวกเขาทำงานหนัก
เช็คว่าลูกนอนหลับดีไหมกลางดึก
ซ่อมประตูบ้านให้ใช้งานได้
ฯลฯ
.
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ดีนะครับ
(โดยเฉพาะเมื่อเราเทียบกับผู้ชาย
ที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว)
.
ปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ชาย (บางส่วน)
ที่มีความรับผิดชอบเหล่านี้ก็คือ
พวกเขาโฟกัสกับการทำหน้าที่ในเรื่อง
“การเงิน” และ “ความปลอดภัย”
มากจนไม่มีพื้นที่ให้กับสิ่งอื่นๆเลย
.
…รวมถึงความใกล้ชิดกับคนในครอบครัวด้วย
.
มันจึงทำให้ในบางครั้ง
ผู้ชายกลุ่มนี้ก็จะเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า
“นี่ฉันกำลังเหนื่อยไปเพื่ออะไร?”
.
พวกเขาเข้าใจในเชิงเหตุผลแหละครับว่า
พวกเขากำลังเหนื่อยเพื่อครอบครัวที่พวกเขารัก
.
แต่ด้วย “ระยะห่าง” ที่พวกเขามีกับครอบครัว
มันจึงเป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะสัมผัส
ถึง “ความรัก” ภายในครอบครัวนั้นได้
.
นี่คือจุดบอดของการยึดในหน้าที่และความรับผิดชอบ
เรื่อง “การเงิน” และ “ความปลอดภัย” มากเกินไป
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากที่จะเชิญชวนว่า…
.
การเป็น “สามี” หรือ “คุณพ่อ” ที่มี
ความรับผิดชอบนั้นเป็นเรื่องที่ดีครับ
.
แต่อย่าลืมเป็น “สามี” หรือ “คุณพ่อ”
ที่ใกล้ชิดกับสมาชิกภายในบ้านด้วยนะครับ
.
มันจะช่วยให้เรามีพลังที่จะ “สู้เพื่อครอบครัว” ได้อีกเยอะเลยล่ะครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.3390/children10081357
https://doi.org/10.1093/wbro/lkae009

Cambridge Core
Father’s involvement associated with rural children’s depression and anxiety: A large-scale analysis based on data from seven provinces in China | Cambridge Prisms: Global Mental Health | Cambridge Core
Father’s involvement associated with rural children’s depression and anxiety: A large-scale analysis based on data from seven provinces in Chin...
หนึ่งในความรู้สึกที่ “รับได้ยาก” มากที่สุดคือความรู้สึกอับอาย
.
มัน “รับได้ยาก” จนถึงขั้นที่คนไทยเรา
พูดกันบ่อยๆเลยครับว่า
“อายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี”
.
อย่างไรก็ตาม หากวันหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์คิดค้นยา
ที่สามารถกำจัดความรู้สึกอับอายให้หายไปได้ขึ้นมาล่ะก็…
.
ผมจะยังไม่แนะนำให้เราหยิบยานั้นมาทานครับ
.
เพราะความรู้สึกอับอายมีหน้าที่ที่สำคัญอยู่
.
มันช่วยให้เรารู้ว่าสิ่งที่เราได้พูดหรือทำไปนั้น
มันผิดพลาดตรงไหน มันจะปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นได้ยังไง
.
ฉะนั้น หากเราไม่สามารถรู้สึกอับอายได้
นั่นก็หมายความว่าเราไม่สามารถเรียนรู้และเติบโตได้เช่นกัน!
.
อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้กำลังเสนอให้เรา “กัดฟันทน”
กับความรู้สึกอับอายโดยไม่ทำอะไรเพิ่มนะครับ
.
แบบนั้น…ก็ไม่ดีเช่นกัน
.
ถ้าเราเพียงแค่ “กัดฟันทน” อยู่กับความรู้สึกอับอายเฉยๆ
ความรู้สึกอับอายนั้นก็จะเข้มข้นอยู่ในใจเราไปเรื่อยๆ
.
เพราะการ “กัดฟันทน” เฉยๆนั้นไม่ได้ช่วยให้เราเกิดการเรียนรู้
(ว่าความรู้สึกอับอายนั้นกำลังพยายามบอกอะไรกับเราอยู่)
.
สิ่งที่ผมต้องการจะนำเสนอก็คือ เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้สึกอับอาย
เราอย่าปฏิเสธมัน อย่าวิ่งหนีจากมัน อย่า “กัดฟันทน” อยู่กับมันเฉยๆ
.
…ให้เราตั้งคำถามกับมันด้วยความอยากรู้ว่า “เธออยากจะบอกอะไรกับฉัน” แทน
.
หลังจากที่เราได้ยินคำตอบจากมัน
และตั้งใจที่จะเอาคำตอบของมันไปปฏิบัติในอนาคตแล้ว
เราก็จะพบว่า ความรู้สึกอับอายนั้น
มันจะค่อยๆลดระดับความเข้มข้นในใจเราลงโดยอัตโนมัติเลยครับ
อ้างอิง
Frontiers | Understanding shame, guilt, embarrassment and pride: a systematic review of self-conscious emotions
Self Development and Self-Conscious Emotions on JSTOR
Michael Lewis, Margaret Wolan Sullivan, Catherine Stanger, Maya Weiss, Self Development and Self-Conscious Emotions, Child Development, Vol. 60, No...

PubMed
The Neural Signatures of Shame, Embarrassment, and Guilt: A Voxel-Based Meta-Analysis on Functional Neuroimaging Studies - PubMed
Self-conscious emotions, such as shame and guilt, play a fundamental role in regulating moral behaviour and in promoting the welfare of society. De...
เวลาที่หลายคนมีความรัก
พวกเขาคาดหวังให้อีกฝ่าย “ทุ่มเท”
ให้กับความรักนี้ในระดับที่เท่ากันกับตัวพวกเขาเอง
.
มันเป็นความคาดหวังที่ไม่น่าแปลกใจนะครับ
.
เพราะโดยทั่วไปแล้ว
เราคงไม่อยากเป็น “เดอะแบก”
ที่คอยให้ๆๆ (ส่วนแฟนก็คอยรับๆๆ)
อยู่ฝ่ายเดียวในความสัมพันธ์เท่าไหร่นัก
.
แต่ต่อให้เราไม่ใช่ “เดอะแบก” ในความสัมพันธ์
การคาดหวังให้อีกฝ่าย “ทุ่มเท” ในระดับที่พอๆกับเรานั้น
ก็ยังสามารถสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นได้…
.
…หากเรา “ล็อกเป้า” ไว้ในใจอย่างเหนียวแน่นว่า
เราอยากจะเห็นพฤติกรรมอะไรจากอีกฝ่ายบ้าง
.
เพราะมันอาจทำให้เรามองข้ามความ “ทุ่มเท” อื่นๆของอีกฝ่าย
(ที่ไม่ตรงกับสิ่งที่เรา “ล็อกเป้า” ไว้ในใจว่าอยากจะเห็น) ได้
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เราเคยเสนอตัวว่าจะช่วยแฟนทำงาน
เพราะตอนนั้นเราเห็นว่าแฟนกำลังป่วย
.
ฉะนั้น พอเรากำลังป่วย เราก็คาดหวัง
อยากให้แฟนเสนอตัวช่วยเราทำงานบ้าง
และพอแฟนไม่ได้ทำเช่นนั้น
มันก็ทำให้เรารู้สึกผิดหวังในตัวแฟน
.
มันทำให้เรามองว่าตัวเองเป็น “เดอะแบก”
ที่ “ทุ่มเท” ให้กับแฟนมากกว่าที่แฟน “ทุ่มเท” ให้กับเรา
.
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เรามองข้ามไปก็คือ…
.
แม้แฟนจะไม่ได้ช่วยเราทำงานในวันนั้น
แต่แฟนรับผิดชอบงานบ้าน
และการดูแลลูกในช่วงที่เรากำลังป่วยทั้งหมด
(ซึ่งปกติแล้ว สิ่งเหล่านี้จะเป็นความรับผิดชอบ
ร่วมกันระหว่างเรากับแฟนมาโดยตลอด)
.
เป็นต้น
.
แน่นอนครับ ผมไม่ได้กำลังบอกว่า
การคาดหวังพฤติกรรมบางอย่างจากแฟน
(เช่น การเสนอตัวช่วยทำงานในยามที่เราเจ็บป่วย)
เป็นเรื่องที่ “ผิด” นะครับ
.
อันที่จริง หากเรามีความต้องการที่ชัดเจนเช่นนั้น
ผมสนับสนุนให้เราสื่อสารความต้องการดังกล่าวกับแฟนด้วยซ้ำ
.
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมไม่สนับสนุนคือการฟันธงทันทีทันใดว่า
การที่แฟนไม่ได้ทำตามที่เรา “ล็อกเป้า” ไว้ในใจนั้น
มันคือการที่แฟนไม่ได้ “ทุ่มเท” ให้กับความสัมพันธ์นี้มากเท่ากับเราครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1177/00332941221092659

PubMed
The Association Between Relationship Events and Experiences and Partner Evaluations: An Ideal Standards Perspective - PubMed
Drawing on the Ideal Standards Model, the current study investigated whether the relationship events and experiences that occur on a given day in r...

PubMed
Gendered perceptions of fairness in housework and shared expenses: Implications for relationship satisfaction and sex frequency - PubMed
There is a demonstrated relationship between couples' division of household chores-and, to a lesser extent, the division of shared expenses-and the...
ตอนที่เรายังเป็นนักเรียนนักศึกษา
วันที่เรา “สอบติด” โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่ต้องการได้สำเร็จ
เราอาจจะใช้เวลาในวันนั้นไปกับการเฉลิมฉลองก็จริง
.
แต่เรารู้ดีว่านี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
.
เพราะหากเรา “หย่อนยาน”
หลังจากที่ “สอบติด” มากเกินไป
ในที่สุดแล้ว เราก็อาจถูกเชิญออกได้
.
พอเราเข้าสู่วัยทำงาน วันที่เรา “ได้งาน” ใน
บริษัทหรือองค์กรหรือหน่วยงานที่ต้องการได้สำเร็จ
เราอาจจะใช้เวลาในวันนั้นไปกับการเฉลิมฉลองก็จริง
.
แต่เราก็รู้อีกเช่นกันว่านี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
.
เพราะหากเรา “หย่อนยาน”
หลังจากที่ “ได้งาน” มากเกินไป
ในที่สุดแล้ว เราก็อาจถูกเชิญออกได้
.
ในทางกลับกัน พอเป็นเรื่องของความรัก
หลายคนกลับมีมุมมองที่แตกต่างจากเรื่องการเรียน/การทำงาน
.
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับหลายๆคนก็คือ
ทันทีพวกเขาตกลงเป็นแฟน/หมั้นหมาย/แต่งงาน
พวกเขาจะเกิดความคิดขึ้นมาในใจว่า
.
“เอาล่ะ! ฉันถึงเส้นชัยแล้ว ฉันผ่อนคลายได้แล้ว ฉันไม่ต้องพยายามอีกแล้ว”
.
มันทำให้พวกเขา “ปล่อยจอย” ในความสัมพันธ์อย่างแรง
และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาความสัมพันธ์ในเวลาต่อมา
.
ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว
ความรักก็ไม่ต่างอะไรกับ
การเรียนหรือการทำงานเลยครับ
.
วันที่เรา “ได้มา” ไม่ใช่วันที่เรา “ถึงเส้นชัย”
แต่มันคือจุดเริ่มต้นของความพยายามอย่างต่อเนื่องมากกว่าครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1111/jmft.12007
https://doi.org/10.1037/pspp0000492

SpringerLink
Flourishing Together: The Longitudinal Effect of Goal Coordination on Goal Progress and Life Satisfaction in Romantic Relationships - International Journal of Applied Positive Psychology
Goal pursuit shapes people’ everyday experiences and is deeply embedded within close relationships. Several studies have shown that goal supp...
หลายคนให้ความสำคัญกับการ “พึ่งพาตัวเอง” เป็นอย่างมาก
.
พวกเขามองว่าการขอความช่วยเหลือจากคนอื่น
ถือเป็นการกระทำที่ “อ่อนแอ” “ไร้ความสามารถ” “เป็นภาระคนอื่น”
.
ซึ่งหากจะมองในแง่หนึ่ง
มุมมองลักษณะนี้…ถือว่ามีประโยชน์ไม่น้อยเลยครับ
.
แต่จะเกิดอะไรขึ้น…หากว่าวันหนึ่ง
พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่พวกเขา
ไม่สามารถ “เอาอยู่” ได้ด้วยตัวคนเดียว?
.
คำว่า “อ่อนแอ” “ไร้ความสามารถ” “เป็นภาระคนอื่น”
อาจกลายเป็นกำแพงที่ขวางกั้นไม่ให้พวกเขาขอความช่วยเหลือจากคนอื่น
.
พวกเขาอาจพยายามฝืนที่จะ
“เอาให้อยู่” ด้วยตัวเองคนเดียวให้ได้…ทั้งๆที่มันเป็นไปไม่ได้
.
ส่งผลให้ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการฝืนนั้น
มีความรุนแรงกว่า เมื่อเทียบกับกรณีที่พวกเขา
ตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากคนอื่นตั้งแต่แรก
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เราพยายามที่จะทำงานทุกอย่างภายในทีมด้วยตัวเอง
(แม้ว่างานบางส่วนจะเป็นงานที่เราไม่คุ้นเคย
เพราะหัวหน้าทีมเพิ่งจะมอบหมายงาน
ดังกล่าวให้เราทำเป็นครั้งแรกก็ตาม)
.
เราไม่อยากแม้แต่จะเอ่ยปากขอคำปรึกษา
จากเพื่อนร่วมทีมหรือหัวหน้าทีม
เพราะเราไม่ต้องการ “รบกวนคนอื่น”
.
ในที่สุด งานที่เราทำก็เกิดข้อผิดพลาด
ส่งผลให้บริษัทสูญเสียเงินเป็นจำนวนมาก
และทำให้ทุกคนในทีมอดได้โบนัสประจำปีไป
.
มันจึงกลายเป็นว่าความพยายามของเรา
ที่จะไม่ “รบกวนคนอื่น” กลับส่งผลให้เรา “รบกวนคนอื่น” ซะอย่างนั้น!
.
ในทางกลับกัน หากเราเลือกที่จะ
“รบกวนคนอื่น” ตั้งแต่แรก
ข้อผิดพลาดก็จะไม่เกิดขึ้น และทุกคนในทีม
ก็จะได้โบนัสประจำปีกันถ้วนหน้า
.
เป็นต้น
.
ด้วยเหตุนี้ แม้ผมจะมองเห็นประโยชน์
ของการ “พึ่งพาตัวเอง” แต่ถ้าเรายึดติดกับ
การ “พึ่งพาตัวเอง” มากจนทำให้เรามองว่า
การขอความช่วยเหลือจากคนอื่นคือการการกระทำที่
“อ่อนแอ” “ไร้ความสามารถ” “เป็นภาระคนอื่น” ล่ะก็
.
มันอาจจะนำมาสู่ผลเสียมากกว่าผลดี…ก็เป็นได้ครับ!
อ้างอิง

SpringerLink
Autonomy versus support: self-reliance and help-seeking for mental health problems in young people - Social Psychiatry and Psychiatric Epidemiology
Purpose Many young people with mental ill-health do not seek support, and developmental growth in self-reliance may be a barrier to help-seeking. I...
หนึ่งสิ่งที่น่ากลัวมากที่สุด
สำหรับหลายๆคนคือความล้มเหลว
.
ไม่ว่าความล้มเหลวนั้นจะเป็นเรื่อง
การเรียน การทำงาน ความรัก หรือเรื่องอะไรก็ตาม
.
มันทำให้พวกเขาตัดสินใจที่จะ “ไม่ลงมือทำ”
.
เพราะถ้าพวกเขา “ไม่ลงมือทำ” พวกเขาก็จะไม่ล้มเหลว
.
แต่ถ้ามองในมุมหนึ่ง การ “ไม่ลงมือทำ” เลยนั้น
มันก็คือความล้มเหลวในรูปแบบหนึ่งอยู่ดี!
.
ดังนั้น การรับมือกับความกลัวล้มเหลว
ด้วยการ “ไม่ลงมือทำ” จึงไม่ใช่คำตอบ
.
แล้วอะไรกันนะ…ที่จะเป็นคำตอบ?
.
แน่นอนครับว่า…คำตอบก็คือการ “ลงมือทำ” (แม้จะยังไม่หายกลัวก็ตาม)
.
เวลาที่เรา “ลงมือทำ” เราอาจจะไม่สามารถ
การันตีความสำเร็จได้ก็จริง แต่อย่างน้อยที่สุด
มันจะป้องกันไม่ให้เราล้มเหลวจากการ “ไม่ลงมือทำ” ได้!
.
แต่การเริ่มต้น “ลงมือทำ” โดยที่ยังมีความกลัวปกคลุมอยู่ในใจนั้น…มันไม่ใช่เรื่องง่าย
.
ดังนั้น หากเราจะเริ่มต้น “ลงมือทำ”
ขอให้เราเริ่มต้นกับเรื่องที่น่ากลัวน้อยที่สุดก่อน
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เรากลัวที่จะนำเสนองานต่อหน้าลูกค้า
.
เรากลัวที่จะมี spotlight ฉายเข้ามา
เรากลัวที่จะถูกคนอื่นจับจ้อง
เรากลัวว่าคนอื่นจะมองเราแย่หากเราพูดผิด
.
เราเลย “ปัด” ให้เพื่อนร่วมทีมทำสิ่งนี้มาโดยตลอด
.
และไม่ใช่แค่การนำเสนองานกับลูกค้าเท่านั้นนะครับ
ทุกครั้งที่เราเข้ามานั่งอยู่ในห้องประชุม
แทบจะไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังนั่งอยู่
เพราะเราจะนั่งเงียบๆมาโดยตลอด
.
แต่เราไม่อยากถูกความกลัวครอบงำจิตใจในเรื่องนี้อีกแล้ว
.
แต่ถ้าจะให้เราเริ่มต้นด้วยการนำเสนองาน
ต่อหน้าลูกค้าในการประชุมครั้งต่อไปเลย
มันก็มากเกินกว่าที่เรารับมือไหว (ในตอนนี้)
.
ฉะนั้น เราอาจจะเริ่มต้นด้วยการพูดทักทาย
คนที่เข้ามาร่วมประชุมสัก 2-3 ประโยค
ก่อนที่การประชุมจะเริ่มเข้าสู่ “เนื้อหา” ดูก่อน
.
นี่ถือเป็นก้าวแรกของเรา
.
ถ้าเราทำก้าวแรกได้แล้ว
เราค่อยคิดว่าก้าวที่สองของเรา
(ซึ่งท้าทายมากกว่าก้าวแรกนิดหนึ่ง)
จะเป็นอะไรต่อไป
.
มันอาจจะฟังดูเป็นการเริ่มต้นที่ “ง่ายเว่อร์” นะครับ
(แม้คนที่รู้สึกกลัวหลายคนก็อาจจะยังมองว่ามัน “ง่าย” อยู่ดี)
.
แต่นั่นแหละครับคือสิ่งที่ผมต้องการ!
.
ผมต้องการให้การเริ่มต้น
มันง่ายมากจนทำให้เราคิดว่า
“ง่ายแบบนี้…ฉันต้องทำแล้วแหละ!”
.
ผมต้องการให้เกิดการ “ลงมือทำ” ก้าวแรก
.
เพราะถ้าเรามีก้าวแรก ก้าวที่สองก็มีโอกาสที่จะตามมา
และถ้าก้าวที่สองตามมา ก้าวที่สามก็จะมีโอกาสตามมาอีก
.
และตามด้วยก้าวที่สี่ ก้าวที่ห้า ก้าวที่หก ฯลฯ
.
และเมื่อเวลาผ่านไป เราก็จะเริ่มสังเกตเห็นว่า
ยิ่งเราได้ “ลงมือทำ” ไปหลายๆก้าว
ความกลัวมันจะเริ่มมีอิทธิพลในใจเราน้อยลงเรื่อยๆ
.
จนกระทั่งวันหนึ่ง พอเรารู้ตัวอีกที
เราก็อาจจะกลายเป็นคนที่นำเสนองาน
ต่อหน้าลูกค้าได้เป็นร้อยเป็นพันแบบสบายๆแล้ว!
.
กล่าวโดยสรุปก็คือ…
.
ถ้าเรากลัวล้มเหลว ทางออกของเราไม่ใช่การ “ไม่ลงมือทำ”
แต่คือการเริ่มต้น “ลงมือทำ” มากขึ้นทีละเล็กทีละน้อยมากกว่าครับ!
#จิตวิทยา #siamstr
อ้างอิง
https://doi.org/10.1007/BF03000093
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/11553-011
https://doi.org/10.1111/1467-6494.7105003
https://doi.org/10.1177/0146167204271420หนึ่งสิ่งที่น่ากลัวมากที่สุด
สำหรับหลายๆคนคือความล้มเหลว
.
ไม่ว่าความล้มเหลวนั้นจะเป็นเรื่อง
การเรียน การทำงาน ความรัก หรือเรื่องอะไรก็ตาม
.
มันทำให้พวกเขาตัดสินใจที่จะ “ไม่ลงมือทำ”
.
เพราะถ้าพวกเขา “ไม่ลงมือทำ” พวกเขาก็จะไม่ล้มเหลว
.
แต่ถ้ามองในมุมหนึ่ง การ “ไม่ลงมือทำ” เลยนั้น
มันก็คือความล้มเหลวในรูปแบบหนึ่งอยู่ดี!
.
ดังนั้น การรับมือกับความกลัวล้มเหลว
ด้วยการ “ไม่ลงมือทำ” จึงไม่ใช่คำตอบ
.
แล้วอะไรกันนะ…ที่จะเป็นคำตอบ?
.
แน่นอนครับว่า…คำตอบก็คือการ “ลงมือทำ” (แม้จะยังไม่หายกลัวก็ตาม)
.
เวลาที่เรา “ลงมือทำ” เราอาจจะไม่สามารถ
การันตีความสำเร็จได้ก็จริง แต่อย่างน้อยที่สุด
มันจะป้องกันไม่ให้เราล้มเหลวจากการ “ไม่ลงมือทำ” ได้!
.
แต่การเริ่มต้น “ลงมือทำ” โดยที่ยังมีความกลัวปกคลุมอยู่ในใจนั้น…มันไม่ใช่เรื่องง่าย
.
ดังนั้น หากเราจะเริ่มต้น “ลงมือทำ”
ขอให้เราเริ่มต้นกับเรื่องที่น่ากลัวน้อยที่สุดก่อน
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เรากลัวที่จะนำเสนองานต่อหน้าลูกค้า
.
เรากลัวที่จะมี spotlight ฉายเข้ามา
เรากลัวที่จะถูกคนอื่นจับจ้อง
เรากลัวว่าคนอื่นจะมองเราแย่หากเราพูดผิด
.
เราเลย “ปัด” ให้เพื่อนร่วมทีมทำสิ่งนี้มาโดยตลอด
.
และไม่ใช่แค่การนำเสนองานกับลูกค้าเท่านั้นนะครับ
ทุกครั้งที่เราเข้ามานั่งอยู่ในห้องประชุม
แทบจะไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังนั่งอยู่
เพราะเราจะนั่งเงียบๆมาโดยตลอด
.
แต่เราไม่อยากถูกความกลัวครอบงำจิตใจในเรื่องนี้อีกแล้ว
.
แต่ถ้าจะให้เราเริ่มต้นด้วยการนำเสนองาน
ต่อหน้าลูกค้าในการประชุมครั้งต่อไปเลย
มันก็มากเกินกว่าที่เรารับมือไหว (ในตอนนี้)
.
ฉะนั้น เราอาจจะเริ่มต้นด้วยการพูดทักทาย
คนที่เข้ามาร่วมประชุมสัก 2-3 ประโยค
ก่อนที่การประชุมจะเริ่มเข้าสู่ “เนื้อหา” ดูก่อน
.
นี่ถือเป็นก้าวแรกของเรา
.
ถ้าเราทำก้าวแรกได้แล้ว
เราค่อยคิดว่าก้าวที่สองของเรา
(ซึ่งท้าทายมากกว่าก้าวแรกนิดหนึ่ง)
จะเป็นอะไรต่อไป
.
มันอาจจะฟังดูเป็นการเริ่มต้นที่ “ง่ายเว่อร์” นะครับ
(แม้คนที่รู้สึกกลัวหลายคนก็อาจจะยังมองว่ามัน “ง่าย” อยู่ดี)
.
แต่นั่นแหละครับคือสิ่งที่ผมต้องการ!
.
ผมต้องการให้การเริ่มต้น
มันง่ายมากจนทำให้เราคิดว่า
“ง่ายแบบนี้…ฉันต้องทำแล้วแหละ!”
.
ผมต้องการให้เกิดการ “ลงมือทำ” ก้าวแรก
.
เพราะถ้าเรามีก้าวแรก ก้าวที่สองก็มีโอกาสที่จะตามมา
และถ้าก้าวที่สองตามมา ก้าวที่สามก็จะมีโอกาสตามมาอีก
.
และตามด้วยก้าวที่สี่ ก้าวที่ห้า ก้าวที่หก ฯลฯ
.
และเมื่อเวลาผ่านไป เราก็จะเริ่มสังเกตเห็นว่า
ยิ่งเราได้ “ลงมือทำ” ไปหลายๆก้าว
ความกลัวมันจะเริ่มมีอิทธิพลในใจเราน้อยลงเรื่อยๆ
.
จนกระทั่งวันหนึ่ง พอเรารู้ตัวอีกที
เราก็อาจจะกลายเป็นคนที่นำเสนองาน
ต่อหน้าลูกค้าได้เป็นร้อยเป็นพันแบบสบายๆแล้ว!
.
กล่าวโดยสรุปก็คือ…
.
ถ้าเรากลัวล้มเหลว ทางออกของเราไม่ใช่การ “ไม่ลงมือทำ”
แต่คือการเริ่มต้น “ลงมือทำ” มากขึ้นทีละเล็กทีละน้อยมากกว่าครับ!
อ้างอิง
https://doi.org/10.1007/BF03000093
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/11553-011
https://doi.org/10.1111/1467-6494.7105003
https://doi.org/10.1177/0146167204271420
#จิตวิทยา #siamstr


หลายๆคนยกความสุขไปไว้ในอนาคต
.
ยกตัวอย่างเช่น
“ในวันที่ฉันได้รับ promotion ฉันก็จะมีความสุข”
“ในวันที่ฉันแต่งงาน ฉันก็จะมีความสุข”
“ในวันที่ฉันสอบติดคณะสาขาที่ต้องการ ฉันก็จะมีความสุข”
เป็นต้น
.
การยกความสุขไปไว้ในอนาคตเช่นนี้
มีประโยชน์ในแง่ของการกระตุ้น
ให้เรามี “แรงใจ” ในบรรลุเป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้
.
แต่ถ้ามองในแง่ของการมีชีวิตที่มีความสุขแล้ว
หลายครั้ง การทำเช่นนี้จบลงที่การ “หลอกตัวเอง”
(โดยที่ตัวเราเองก็อาจจะไม่ได้ตั้งใจ)
.
เพราะในวันที่เราบรรลุเป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้ได้
(เช่น วันที่เราได้รับการเลื่อนตำแหน่ง)
ใจเราก็มีแนวโน้มที่จะตั้งเป้าหมายใหม่ให้เราวิ่งไล่ตามต่อ
.
มันจึงกลายเป็นว่า
แม้ในวันที่เราบรรลุเป้าหมายได้สำเร็จ
ความสุขก็ยังคงเป็นเรื่องของอนาคตอยู่ดี!
.
เราจะแก้ปัญหานี้กันยังไงดี?
เราจะแก้ปัญหานี้ด้วยการใช้ชีวิตแบบไม่มีเป้าหมายดีไหม?
.
ผมมองว่านั่นไม่ใช่คำตอบครับ
.
เพราะหากเราไม่มีเป้าหมายเลย
มันจะทำให้ชีวิตเราล่องลอยไร้จุดหมาย
.
…ซึ่งก็สร้างความทุกข์ให้กับเราได้เช่นกัน
.
ถ้าอย่างนั้น…
.
เราแก้ปัญหานี้ด้วยการหยิบเป้าหมายใหญ่ๆนั้น
(เช่น การได้รับเลื่อนตำแหน่ง)
มาซอยให้กลายเป็นเป้าหมายที่มีขนาดเล็กลง
เพื่อที่เราจะได้มีความสุข “ระหว่างทาง”
ที่กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่เป้าหมายใหญ่นั้นดีไหม?
.
ยกตัวอย่างเช่น
ก่อนที่จะเราจะได้รับเลื่อนตำแหน่ง
เราเริ่มจากการตั้งเป้าที่จะเป็นพนักงาน
ที่ทำงานได้โดดเด่นประจำไตรมาสก่อน
เป็นต้น
.
ผมมองว่านี่คือทางเลือกที่ดีกว่า
การใช้ชีวิตแบบไร้เป้าหมายนะครับ
.
แต่ผมมองว่า “รายละเอียด” ของ
เป้าหมายขนาดเล็กนั้นมีความสำคัญมาก
.
เพราะต่อให้เราจะหยิบเป้าหมายขนาดใหญ่
มาซอยลงเป็นเป้าหมายขนาดเล็กแล้ว
ผลลัพธ์ที่ออกมาก็อาจจะไม่ได้สวยงามก็ได้
หาก “รายละเอียด” ของเป้าหมายขนาดเล็กนั้นไม่เหมาะสม
.
แล้ว “รายละเอียด” ของเป้าหมายที่เหมาะสมนั้น…มีอะไรบ้าง?
.
ผมมองว่า “รายละเอียด” ที่เด่นๆมีอยู่ 2 จุดด้วยกันครับ
.
จุดแรก
หากเราต้องการที่จะมีความสุขได้ในทุกๆวัน
เป้าหมายขนาดเล็กนี้ก็ควรจะเป็น “เป้าหมายรายวัน”
(ไม่ใช่รายปี รายครึ่งปี รายไตรมาส ฯลฯ)
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
การเป็นพนักงานดีเด่นประจำไตรมาส
เป็นเป้าหมายที่มีขนาดเล็กกว่า
การได้รับเลื่อนตำแหน่งก็จริง
แต่มันยังไม่ใช่ “เป้าหมายรายวัน”
.
ในทางกลับกัน หากเราตั้งเป้าว่า
เราจะปิดการขายกับลูกค้า
ให้ได้ 3 คนก่อนเลิกงานวันนี้
นี่ถือเป็น “เป้าหมายรายวัน”
.
เป็นต้น
.
จุดที่สอง
หากเราต้องการที่จะมีความสุขได้ในทุกๆวัน
เป้าหมายขนาดเล็กนี้ก็ควรจะเป็น
สิ่งที่เราทำสำเร็จได้ด้วยตัวเอง
(ไม่พึ่งพาปัจจัยภายนอก เช่น คนอื่นๆ สภาพอากาศ)
.
เพราะต่อให้เราจะมี “เป้าหมายรายวัน”
แต่หากเราไม่สามารถบรรลุเป้าได้ในทุกๆวัน
(เพราะปัจจัยภายนอกไม่เอื้ออำนวย)
เราก็คงจะไม่สามารถมีความสุขในทุกๆวันได้
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
การปิดการขายกับลูกค้าให้ได้ 3 คน
ก่อนเลิกงานวันนี้เป็น “เป้าหมายรายวัน” ก็จริง
แต่นี่คือเป้าหมายที่เราไม่สามารถ
ทำสำเร็จได้ด้วยตัวเองคนเดียว
(เพราะถ้าลูกค้าเลือกที่จะไม่ซื้อ ทุกอย่างก็จบ)
.
ในทางกลับกัน หากเราตั้งเป้าไว้ว่า
เราจะนำเสนอสินค้ากับลูกค้าในรูปแบบที่
น่าสนใจ เป็นมิตร และมีข้อมูลครบถ้วนถูกต้อง
นี่คือเป้าหมายที่เราสามารถทำสำเร็จด้วยตัวเองได้
.
เป็นต้น
.
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่ผมได้นำเสนอในวันนี้
จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่ต้องการขยับความสุขตัวเอง
จาก “อนาคตที่แสนไกล” มาอยู่ใน “ทุกๆวันของชีวิต” นะครับ
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0033-2909.125.2.276
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/1089-2680.9.2.111
https://doi.org/10.1037//0022-3514.76.3.482
#จิตวิทยา #siamstr
สำหรับหลายๆคน
การยอมรับว่าตัวเอง “ไม่รู้”
คือหนึ่งในเรื่องที่พวกเขาทำได้ยากที่สุด
.
แต่สำหรับคนจำนวนไม่น้อย
คำว่า “ไม่รู้” คือเครื่องมือที่ทรงพลัง
ในการ “ชักใย” ความสัมพันธ์
ให้เป็นไปในทิศทางที่ตัวเองต้องการ
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เวลาที่เราทำงานอยู่ในทีม
และหัวหน้ามีงานเพิ่มเติมเข้ามา
คำว่า “ฉันไม่รู้ ฉันทำไม่เป็น”
สามารถกลายเป็นเครื่องมือสำคัญ
ที่ช่วยให้เราไม่ต้องแบกรับ
ความรับผิดชอบในงานที่เพิ่มเข้ามาได้
.
หรือเวลาที่เราอยู่กับแฟน และเราบอกแฟนว่า
“ฉันไม่รู้ ฉันรีดเสื้อตัวนี้ให้เนี๊ยบไม่เป็น”
มันก็สามารถช่วยให้เรา “เอาตัวรอด”
ในเรื่องการทำงานบ้านได้สบายๆ
.
เป็นต้น
.
ซึ่งแน่นอนครับว่า หากเราใช้ชีวิตอยู่กับ
คนที่ “ไม่รู้” ในลักษณะนี้ไปได้สักระยะ
เราก็จะเริ่มรู้สึกหนักอึ้งมากขึ้นเรื่อยๆ
เพราะอีกฝ่ายก็จะใช้คำว่า “ไม่รู้”
ในการโยนภาระ หน้าที่ ความรับผิดชอบ
มาให้เราแบกมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
.
ตอนแรกๆ เราอาจจะไม่มีปัญหา
กับการเป็น “เดอะแบก” นี้ก็จริง
แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปสักพัก
และสิ่งที่ต้องแบกเริ่มมีมากขึ้น
ในที่สุดแล้ว เราก็จะถึงขีดจำกัด
ที่ทำให้เราไม่สามารถเป็น
“เดอะแบก” ไปมากกว่านี้ได้อีก
.
ซึ่งพอถึงจุดนั้น เราก็มีโอกาสที่จะ
ระเบิดอารมณ์รุนแรงกับอีกฝ่ายได้
(หากเราเลือกที่จะเป็น “เดอะแบก” เงียบๆมาโดยตลอด)
.
ภาพของการระเบิดอารมณ์อย่างรุนแรงนี้ไม่ใช่สิ่งที่หลายคนอยากให้เกิดขึ้น
.
แต่เราจะป้องกันไม่ให้สถานการณ์
“บานปลาย” ไปในลักษณะนั้นได้อย่างไร
หากอีกฝ่ายยังคงมุ่งมั่นที่จะใช้คำว่า “ไม่รู้”
เป็นข้ออ้างในการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบอย่างไม่ลดละ?
.
ในสถานการณ์เช่นนี้ ผมมองว่าการยืนหยัดให้
อีกฝ่ายแบกรับความรับผิดชอบคือกุญแจสำคัญครับ
.
ไม่ว่าอีกฝ่ายจะพยายามบอกว่าตัวเอง “ไม่รู้” แค่ไหน
เราก็ต้องยืนหยัดให้เขาแบกรับความรับผิดชอบให้ได้
.
ซึ่งถ้าอีกฝ่ายเขา “ไม่รู้” จริงๆ (ไม่ใช่ “ไม่รู้” แค่ลมปาก)
เราไม่ต้องให้เขาแบกรับความผิดชอบเต็ม 100% ก็ได้นะครับ
(เพราะเขาอาจจะแบกรับมันไม่ไหว)
เราอาจจะเริ่มจากการให้เขาแบกรับสัก 5% หรือ 10% ก่อน
.
หรือถ้าการแบกรับในระดับ 5%
มันยังเยอะเกินไปสำหรับเขา
(เพราะเขา “ไม่รู้” แบบสุดขั้วจริงๆ)
อย่างน้อย เราก็ต้องยืนหยัดให้เขาแบกรับสัก 1% ก็ยังดี
.
แนวทางที่ผมกำลังนำเสนออยู่นี้
อาจจะไม่ใช่แนวทางที่ทำให้คนที่เป็น “เดอะแบก”
สบายขึ้นมาได้แบบทันทีทันใดก็จริง
.
แต่มันเป็นการ “สื่อสาร” (ผ่านการกระทำของเรา)
ให้ฝ่ายที่ “ไม่รู้” เริ่มต้นเห็นว่า นับจากนี้ไป
สมการ “ไม่รู้ = ไม่ต้องทำ” จะไม่สามารถใช้งานได้อีกแล้ว
.
ยิ่งไปกว่านั้น การที่เราค่อยๆยืนหยัด
ให้อีกฝ่ายเขาเริ่มแบกรับทีละเล็กทีละน้อยนี้
ยังจะเป็น “ดักคอ” ไม่ให้อีกฝ่ายใช้คำว่า
“ไม่รู้” หรือ “ทำไม่เป็น” มาเป็นเหตุผลในการหลีกเลี่ยงอีกด้วย
.
เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ เราก็จะค่อยๆยืนหยัด
ให้อีกฝ่ายเขาแบกรับความรับผิดชอบมากขึ้นเรื่อยๆ
(เช่น ทีละ 1%) จนกระทั่งเราสามารถปลดแอก
ตัวเองจากการเป็น “เดอะแบก” ได้ในที่สุดครับ!
อ้างอิง
https://doi.org/10.1111/cpsp.12216
https://psycnet.apa.org/record/2015-05780-000
#จิตวิทยา #siamstr
หลายคนมีความรู้สึกไม่พึงพอใจกับ
งานที่ทำอยู่หรือความสัมพันธ์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
.
บางคนรู้สึกไม่พอใจนิดๆหน่อยๆ
บางคนรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก
.
อย่างไรก็ตาม
ในวันที่พวกเขาสูญเสียงานหรือความสัมพันธ์ดังกล่าวไป
พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกช็อก เสียใจ เคว้งคว้างอยู่ดี
.
ใจพวกเขาเริ่มโหยหางานหรือความสัมพันธ์นั้น
.
เพราะถ้าพวกเขาสามารถกลับมา
มีงานหรือความสัมพันธ์นั้นได้
ความรู้สึกช็อก เสียใจ เคว้งคว้าง
ที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ก็จะหายไป
.
แต่มันก็มีความเป็นไปได้เหมือนกันครับว่า
หากพวกเขา “สมหวัง” และได้งาน
หรือความสัมพันธ์นั้นกลับมาจริงๆ
แม้ความรู้สึกช็อก เสียใจ เคว้งคว้างจะทุเลาลง
แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปสักพัก
ความรู้สึกไม่พึงพอใจก็จะกลับมาด้วยเช่นกัน!
.
เราอยากให้ประวัติศาสตร์กลับมาซ้ำรอยแบบนี้จริงๆหรือ?
.
สิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอก็คือ
ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้
มันอาจจะให้ความรู้สึกว่าชีวิตเรากำลังเกิดวิกฤติก็จริง
แต่ในอีกแง่หนึ่ง มันก็เป็นโอกาสด้วย
.
มันคือโอกาสที่เราจะได้พาตัวเอง
ไปเจอกับงานหรือความสัมพันธ์ใหม่
ที่สามารถ “ตอบโจทย์” สิ่งที่ทำให้เรารู้สึก
ไม่พึงพอใจในงานหรือความสัมพันธ์เก่าได้
.
แน่นอนครับ ผมไม่ได้กำลังบอกว่า
การกลับไปหางานหรือความสัมพันธ์เก่า
คือทางเลือกที่แย่เสมอไป
.
เพราะมันก็มีความเป็นไปได้เหมือนกันครับว่า
หลังจากที่ชีวิตเราเจอการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้แล้ว
สิ่งที่เคยทำให้เรารู้สึกไม่พึงพอใจในงานหรือ
ความสัมพันธ์เก่านั้นมันอาจจะคลี่คลายไปแล้วก็ได้
.
แต่ถ้ามันยังไม่คลี่คลาย การ U-turn กลับไปหา
งานหรือความสัมพันธ์เดิมมันจะไม่ต่างอะไร
กับการหนีเสือปะจระเข้เลยครับ
(ความรู้สึกช็อก เสียใจ เคว้งคว้างจะหายไป
แต่จะมีความไม่พึงพอใจเข้ามาแทนที่)
.
มันจะดีกว่าไหมหากเราหนีจาก “เสือ” และหันไปหาสิ่งที่ดีกว่า “จระเข้”?
.
ใช่ครับ ชีวิตของเราแต่ละคนล้วนมีข้อจำกัด
ในที่สุดแล้ว เราอาจจะไม่มีสิ่งที่ดีกว่า “จระเข้” รออยู่…ก็เป็นไปได้
.
แต่เราจะรู้ได้ยังไงว่าชีวิตเราไม่มี
สิ่งที่ดีกว่า “จระเข้” รออยู่
ถ้าเราไม่ได้ลองหาดูสักตั้งเสียก่อน?
.
บางคนอาจจะรู้สึกกลัวกับการมองหา
เพราะพวกเขากลัวว่า หากตัวเองมองหา
และค้นพบว่าไม่มีสิ่งที่ดีกว่ารออยู่
มันจะเป็นการเสียเวลาเปล่า
.
แต่ผมไม่ได้มองแบบนั้น
.
เพราะถ้าเราฟันธงว่าไม่มีสิ่งที่ดีกว่า “จระเข้” รออยู่
(โดยที่ไม่ได้ยังลองหาจริงๆจังๆก่อน)
มันมีโอกาสที่เราจะรู้สึกค้างคาใจ
.
แต่ในทางกลับกัน
หากเราได้ลงแรงค้นหาดูก่อน
แม้เราจะไม่เจอสิ่งที่ดีกว่า “จระเข้” ในท้ายที่สุด
แต่กระบวนการค้นหาของเรานั้น
มันจะช่วยเคลียร์ความรู้สึกค้างคา
ไม่ให้ตามหลอกหลอนเราในใจได้
.
ฉะนั้น ต่อให้เราจะ “คว้าน้ำเหลว”
ในการค้นหาสิ่งที่ดีกว่า “จระเข้”
แต่เชื่อได้เลยครับว่ามันจะไม่ใช่
การ “กลับบ้านมือเปล่า” แน่นอนครับ
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/10397-000
https://psycnet.apa.org/record/2004-21666-000
#จิตวิทยา #siamstr
การมีแผนในอนาคตร่วมกัน
(เช่น แผนที่จะย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกัน
แผนที่จะแต่งงาน แผนที่จะมีลูก)
คือเรื่องปกติของคู่รัก
.
แต่สำหรับบางคน แผนในอนาคต
ได้กลายเป็นเครื่องมือในการชักใย
ให้อีกฝ่ายทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ
.
ยกตัวอย่างเช่น
สัญญากับแฟนว่าจะคุยกับผู้ใหญ่เพื่อขอหมั้น
เพื่อให้แฟนมองข้ามเหตุการณ์ที่ตัวเองคิดจะนอกใจแฟน
เป็นต้น
.
มันทำให้ฝ่ายที่ถูกชักใยรู้สึกดีใจ
กับภาพอนาคตที่สวยงามนั้น
ส่งผลให้ฝ่ายที่ถูกชักใยเลือก
ที่จะ “ตามใจ” แฟนตัวเอง
(เช่น มองข้ามเหตุการณ์ที่คิดจะนอกใจ)
.
ประเด็นสำคัญก็คือฝ่ายที่วาดภาพหรูนั้น
เขาเพียงแค่ “ขายผ้า (ภาพ) เอาหน้ารอด” เท่านั้น
.
เขาไม่ได้มีเจตนาที่จะ “ลงมือทำ” ให้ภาพ
อนาคตดังกล่าวเป็นจริงขึ้นแม้แต่นิดเดียว
ดังนั้น เมื่อฝ่ายที่ถูกชักใยมีการ “ทวง”
(เช่น “ผ่านมานานแล้วนะ ทำไมเธอถึงยังคุยกับผู้ใหญ่เสียที”)
ฝ่ายที่วาดภาพหรูก็จะบ่ายเบี่ยงไปเรื่อยๆ
.
…ซึ่งสามารถนำมาสู่ความขัดแย้งในเวลาต่อมาได้
.
และที่ตลกร้ายก็คือ บ่อยครั้ง ฝ่ายที่วาดภาพหรู
จะแก้ไขความขัดแย้งครั้งใหม่นี้ด้วยการ
วาดภาพอนาคตที่สวยงามภาพใหม่ขึ้นมาอีก!
.
มันจึงกลายเป็น loop ที่มีลักษณะดังต่อไปนี้
.
ขัดแย้ง => ให้คำสัญญาที่สวยงาม => ไม่ลงมือทำ => มีการทวง => ขัดแย้ง => ให้คำสัญญาที่สวยงาม (อีกแล้ว)
.
ฝ่ายที่ถูกชักใยจึงได้แต่รอ รอ และก็รอ
รอด้วยความหวัง…ซึ่งในที่สุดก็จบลงด้วยการ “รอเก้อ” อยู่เรื่อยไป
.
การรอคอยด้วยความหวัง
(ด้วยตัวมันเอง)
ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายนะครับ
.
แต่ถ้ามันเป็นการรอคอย
แบบที่อีกฝ่ายมีแต่ “คำสัญญา”
(แต่ไม่มีการ “ลงมือทำ”)
ติดต่อกันต่อเนื่องเป็นเวลานานล่ะก็
.
นี่อาจเป็นสัญญาณว่าคนๆนี้ไม่ “ควรค่า” แก่การรอคอยของเรา…ก็เป็นได้ครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1037/a0021857
https://doi.org/10.1111/pere.70028
https://psycnet.apa.org/doi/10.1017/jrr.2014.8
#จิตวิทยา #siamstr