Journaling Our Journey's avatar
Journaling Our Journey
npub1kmua...wk8n
ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ
image เมื่อเทียบกับ ยุคสมัยของพ่อแม่ ยุคสมัยของปู่ย่าตายาย หรือยุคสมัยของทวด . ชีวิตของพวกเราทุกวันนี้ มีความสะดวกสบายสุดๆเลยครับ . การเดินทางของเราดีขึ้น การติดต่อสื่อสารของเราดีขึ้น การรักษาพยาบาลของเราดีขึ้น . หากบรรพบุรุษเราได้มาเห็นว่า ชีวิตของเราทุกวันนี้เป็นอย่างไร . บรรพบุรุษเราคงจะคิดว่า ชีวิตของเรามีความสุขน่าดู . แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น . ต่อให้ชีวิตของเราจะมี ความสะดวกสบายมากขึ้นมหาศาล เราก็ยังคงหนีความทุกข์ไม่พ้นอยู่ดี . เพราะมนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวเก่ง . ยกตัวอย่างเช่น . ในสมัยที่การเดินทางยังลำบาก สมองเราก็จะมองว่าการเดินเท้า เป็นระยะเวลา 10 กิโลเมตรใน 1 วัน คือเรื่องปกติและไม่ใช่เรื่องทุกข์อะไร . เราจะรู้สึกทุกข์ก็ต่อเมื่อมีเหตุ ที่ทำให้เราต้องลำบากกว่า การเดินเท้า 10 กิโลเมตรภายใน 1 วันเท่านั้น . แต่สำหรับทุกวันนี้ การเดินทางมีความสะดวกสบายมากขึ้น สมองของเราก็เลยปรับตัวและมองว่า การเดินทางด้วยรถยนต์ รถไฟ จักรยานยนต์คือเรื่องปกติแทน . ดังนั้น อะไรก็ตามที่ผิดไปจาก “ปกติ” ในยุคปัจจุบัน (เช่น มีเหตุให้ต้องเดินทางด้วยเท้าเปล่า เป็นระยะทาง 10 กิโลเมตรใน 1 วัน) ก็จะสามารถสร้างความทุกข์ให้เราได้ . เป็นต้น . หากมองดูเผินๆ การทำงานของสมองเรานี้ มันดู “หวังร้าย” กับเราเหมือนกันนะครับ . เพราะแทนที่มันจะปล่อยให้เรามีความสุข มันกลับทำตัวเป็น “ก้างขวางคอ” และ “หาเรื่อง” ทำให้เราเป็นทุกข์ซะอย่างนั้น . แต่จริงๆแล้ว สมองเราไม่ได้ “หวังร้าย” กับเราเลยครับ . ลองนึกดูนะครับว่า หากสมองเราไม่มีความสามารถ ในการปรับตัวให้เข้ากับ บริบทต่างๆในชีวิตเราเลย ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร . ใช่ครับ เราจะรู้สึกพึงพอใจกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น . แต่ในขณะเดียวกัน หากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น (เช่น รถที่เรากำลังขับ ไม่สามารถเร่งความเร็ว เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้) . เราก็จะไม่รู้ตัวเช่นกัน (เพราะสมองเรายังคงมองว่า ตราบใดที่เราเดินทางได้เร็วกว่า 10 กิโลเมตรภายใน 1 วัน นั่นก็คือเรื่องที่ดีอยู่) . และพอเราไม่รู้ตัว เราก็จะไม่ได้ลงมือ take action อย่างเหมาะสม (เช่น ยังคงขับรถของเราต่อไป ไม่รีบจอดข้างทางเพื่อเช็คว่าเกิดอะไรขึ้น) ซึ่งอาจนำมาสู่ผลลัพธ์ที่อันตรายได้ (เช่น รถพังขณะที่กำลังขับอยู่บนทางด่วน) . ฉะนั้น อย่าโมโหที่สมองเรามีธรรมชาติการทำงานแบบนี้เลยครับ . และสำหรับคนที่อยากจะ “บริหารจัดการ” ธรรมชาติของสมองตัวเองให้ “ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง” . (กล่าวคือ ยังคงความสามารถ ในการปรับตัวเข้ากับบริบทในชีวิต โดยไม่ให้ตัวเองเป็นทุกข์ง่ายเกินไป) . สิ่งหนึ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ก็คือ การจงใจพาตัวเองไปเผชิญกับ “ความยากลำบาก” ทีละเล็กทีละน้อยครับ . ยกตัวอย่างเช่น แทนที่จะนั่งรถมอเตอร์ไซค์เข้าไปในซอย 1 กิโลเมตร เราเลือกที่จะเดินเท้าในช่วง 1 กิโลเมตรนั้นเอง เป็นต้น . หากเราทำแบบนี้ สมองเราก็จะคุ้นชิน กับ “ความยากลำบาก” มากขึ้น ทำให้เราสามารถ enjoy กับชีวิต ในโลกยุคปัจจุบันได้โดยที่เราเองก็จะ ไม่เป็นทุกข์ง่ายเกินไปเช่นกันครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1037/0003-066x.61.4.305 https://doi.org/10.1016/j.joep.2017.02.014 https://doi.org/10.1016/j.jenvp.2015.11.004 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนจะรู้สึกผิด เวลาที่พวกเขาเห็นว่าตัวเอง กำลังรู้สึกอิจฉาคนอื่น . ยกตัวอย่างเช่น อิจฉาเพื่อนที่มีแฟนดี อิจฉาน้องที่ได้รับการยอมรับจากคนในบ้าน อิจฉาหัวหน้าที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน เป็นต้น . พวกเขารู้สึกผิดเพราะพวกเขามองว่า ความรู้สึกอิจฉาในใจพวกเขานั้น มันคือ “หลักฐาน” ว่าพวกเขาเป็นคนไม่ดี . อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้มองแบบนั้นครับ . ผมมองว่าความรู้สึกอิจฉาดังกล่าว มันคือ “เข็มทิศ” ที่ชี้ให้พวกเขาเห็นว่า ตัวเองให้ความสำคัญกับอะไรมากกว่า . ยกตัวอย่างเช่น . พวกเขาอิจฉาเพื่อนที่มีแฟนดี เพราะการมีแฟนที่ดีคือเรื่องสำคัญสำหรับพวกเขา . พวกเขาอิจฉาน้องที่ได้รับการยอมรับจากคนในบ้าน เพราะการได้รับการยอมรับจากครอบครัวคือเรื่องสำคัญสำหรับพวกเขา . พวกเขาอิจฉาหัวหน้าที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน เพราะความสำเร็จในหน้าที่การงานคือเรื่องสำคัญสำหรับพวกเขา . เป็นต้น . การที่เรารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญสำหรับเรา (ผ่านความรู้สึกอิจฉา) ไม่ได้ทำให้เราเป็นคนแย่เลยครับ . อันที่จริง นี่คือเรื่องดีด้วยซ้ำครับ เพราะมันช่วย “ชี้นำ” ให้เรารู้ว่า เราจะขยับชีวิตตัวเองไปในทิศทางไหนดี . ยกตัวอย่างเช่น ขยับตัวเองไปในทิศทางที่จะเจอแฟนดีๆ ขยับตัวเองในทิศทางที่จะได้รับการยอมรับจากครอบครัว ขยับตัวเองในทิศทางที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน เป็นต้น . สิ่งที่จะ “ฟันธง” ว่าเราเป็นคนแย่คือ สิ่งที่เรา “ลงมือทำ “เพื่อให้ได้มา ซึ่งสิ่งที่สำคัญนั้นมากกว่าครับ . ยกตัวอย่างเช่น อยากได้แฟนดีๆ ก็เลยยุแยงให้เพื่อนเลิกกับแฟน อยากได้รับการยอมรับจากที่บ้าน ก็เลยใส่ร้ายป้ายสีน้อง อยากประสบความสำเร็จในการทำงาน ก็เลยเลื่อยขาเก้าอี้หัวหน้า เป็นต้น . ฉะนั้น อย่ารู้สึกผิดที่เรามีความอิจฉาอยู่ในใจเลยครับ . ถ้าเราจะรู้สึกผิดจริงๆ ขอให้เรารู้สึกผิด กับ “การกระทำ” ของเรา (มากกว่า “ความรู้สึก” ของเรา) ครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1037/0033-2909.133.1.46 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนไม่มีปัญหากับการรักคนอื่น แต่พอเป็นเรื่องของการรักตัวเอง . …พวกเขากลับ “ไปไม่เป็น” . มันไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่อยากรักตัวเองนะครับ แต่พวกเขาไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไงจริงๆ . สำหรับกรณีเช่นนี้ ผมมองว่า “ก้าวแรก” ของการเริ่มต้นรักตัวเองคือการสังเกตดู ช่วงเวลาที่พวกเขาอยู่กับคนที่พวกเขารัก (เช่น ลูก แฟน พี่น้อง พ่อแม่) . สังเกตและลองตั้งคำถามดูครับว่า “ถ้ามองในสายตาของคนนอก คนนอกเขาจะรู้ได้ยังไงว่าฉันรักคนๆนี้?” . หนึ่งในคำตอบที่ทรงพลังมากที่สุดก็คือ… . แม้ในช่วงเวลาที่คนๆนี้ ทำตัว “ไม่น่ารัก” กับพวกเขา แต่พวกเขาก็ยังคงรักคนๆนี้อยู่ . และพวกเขาก็ไม่ได้รักคนๆนี้เพียงแค่ “ลมปาก” เท่านั้น แต่พวกเขายังรักคนๆนี้ผ่าน “การกระทำ” ด้วย . ยกตัวอย่างเช่น แม้ลูกจะใช้คำพูดตวาดเสียงดังใส่ แต่พอฝนเริ่มตกในนาทีต่อมา พวกเขาก็ยังคงกางร่มบังฝนให้ลูกอยู่ดี เป็นต้น . สำหรับคนที่อยากจะ “รักตัวเองให้เป็น” แต่ไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นทำสิ่งนี้ได้ยังไง . การทำสิ่งดีๆให้ตัวเอง (แม้เราจะมองว่าตัวเอง “ไม่คู่ควร” กับสิ่งดีๆเหล่านี้ก็ตาม) ถือเป็น “ก้าวแรก” ที่ไม่เลวเลยครับ อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1080/15298860309032 https://psycnet.apa.org/record/1999-04037-000 #จิตวิทยา #siamstr
image เคยไหมครับ? . เราเจอกับปัญหาในชีวิต เราพยายามคิดๆๆๆๆอยู่นาน แต่เราก็คิดไม่ออกเสียที? . (เช่น จะเลิกกับแฟนดีไหม จะเลือกสมัครงานที่ไหนดี จะนำเสนอสินค้าให้ถูกใจลูกค้ายังไง เป็นต้น) . ในสถานการณ์แบบนี้ เราจะทำยังไงดี? . สิ่งที่ผมกำลังจะบอกต่อไปนี้ อาจฟังดู “กำปั้นทุบดิน” หน่อยนะครับ . แต่ในสถานการณ์แบบนี้ สิ่งที่ดีที่สุดที่เราสามารถทำได้ คือการหยุดคิดครับ . หยุดคิดและพาตัวเองไปทำอย่างอื่น . ปล่อยให้ความคิดของเรา ได้ล่องลอยแบบไร้จุดหมาย โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าเราจะ “คิดออก” เมื่อไหร่ . สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ ในหลายๆครั้ง พอเราหยุดคิด “คำตอบ” มันกลับโผล่เข้ามาในหัวเรา อย่างง่ายดายซะอย่างงั้น . เพราะเมื่อเราหยุดใช้ความคิดอย่างหนักหน่วง นั่นเท่ากับเรากำลัง “เปิดช่อง” ให้สมองส่วนอื่น (ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของเรา) ทำงานได้อย่างเต็มที่มากขึ้นนั่นเองครับ . แน่นอนครับว่าการทำแบบนี้ มันอาจไม่สามารถการันตีได้ว่า เราจะคิดออกในท้ายที่สุด . แต่อย่างน้อย มันก็เป็นหนทางที่เรา จะได้ใช้ “พลังสมอง” ของเรา (ทั้งสมองส่วนที่เราควบคุมได้และควบคุมไม่ได้) ในการขบคิดอย่างเต็มที่ที่สุดแล้วครับ . ฉะนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เราคิดอะไรไม่ออก แทนที่เราจะพยายาม “เอาหัวชนกำแพง” ต่อไปเรื่อยๆ การเก็บเรื่องนั้น “เข้าไปในลิ้นชัก” สักหน่อย อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าก็ได้นะครับ อ้างอิง https://doi.org/10.3389/fpsyg.2016.01076 https://psycnet.apa.org/doi/10.1207/s15326934crj1601_13 #จิตวิทยา #siamstr
image ทุกวันนี้ พ่อแม่หลายคนจะพูดแซวๆกันว่า พวกเขาให้ tablet ช่วยเป็น “พี่เลี้ยง” ให้กับลูกของตัวเอง . (ถ้าเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะมี tablet ทีวีก็ถือเป็น “พี่เลี้ยง” ประจำยุคสมัยนั้น) . แต่ไม่ว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะก้าวหน้าไปขนาดไหน “พี่เลี้ยง” คนหนึ่งที่ช่วยดูแลลูกของหลายๆบ้านมาตลอด (แต่อาจจะไม่ถูกพูดถึงบ่อยนัก) คือสัตว์เลี้ยงครับ . สัตว์เลี้ยงไม่เพียงแค่ตอบโจทย์เด็กๆ ในด้านความสนุกสนานเท่านั้น แต่ยังสามารถตอบโจทย์ในเรื่อง… . การสอนให้เด็กๆมีความรับผิดชอบ (เช่น ต้องให้อาหารในทุกๆวัน) มีความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น (เช่น ต้อง “อ่านภาษากาย” ของสัตว์เลี้ยง เพื่อจะได้รู้ว่าเขาไม่ชอบให้สัมผัสบริเวณไหน) แถมยังช่วยเด็กๆในด้านอารมณ์ความรู้สึกอีกด้วย (เช่น น้องหมาเดินมานอนหมอบใกล้ๆเวลารู้สึกเสียใจ) . ซึ่งในเรื่องของผลกระทบของสัตว์เลี้ยง ที่มีต่ออารมณ์ความรู้สึกของเด็กๆนั้น มันไม่ได้เป็นเพียงแค่ผลกระทบในระยะสั้นเท่านั้น แต่มันยังสามารถส่งผลในระยะยาวจนถึงวัยผู้ใหญ่ได้เลยทีเดียว . ยกตัวอย่างเช่น . เด็กที่กอดสัตว์เลี้ยงบ่อยๆจะ “ซึมซับ” ความรู้สึกปลอดภัย ความรู้สึกอบอุ่นที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ส่งผลให้เขามี “ต้นทุนทางใจ” ที่ช่วยให้ การสานสัมพันธ์กับคนอื่นเป็นไปได้ง่ายขึ้นในอนาคต . เด็กที่ใกล้ชิดกับสัตว์เลี้ยงมีแนวโน้มที่จะโตขึ้นมา และมีความเข้าอกเข้าใจในผู้อื่นตอนที่เขาเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เพราะเขาคุ้นชินกับการเข้าใจความรู้สึกและ ความต้องการของสัตว์เลี้ยง (ซึ่งสื่อสารด้วยคำพูดไม่ได้) มาเยอะ ฉะนั้น พอเขามีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน (ซึ่งสื่อสารด้วยคำพูดได้) มันยิ่งง่ายขึ้นที่เขาจะ เข้าใจความรู้สึกและความต้องการของผู้อื่น . เป็นต้น . ด้วยเหตุนี้ มันจึงไม่น่าแปลกใจที่ครอบครัวจำนวนมากจะพูดกับลูกว่า สัตว์เลี้ยงภายในบ้านไม่ได้เป็นเพียงแค่สัตว์เลี้ยงเท่านั้น แต่ยังเป็นเหมือนกับ “พี่” หรือ “น้อง” ของลูกอีกด้วยครับ อ้างอิง https://doi.org/10.3390/bs12040109 https://doi.org/10.3390/ijerph14030234 https://doi.org/10.3390/ani15081143 https://doi.org/10.3390/ijerph14050490 https://doi.org/10.3390/ijerph16050758 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนกลัวที่จะรักใครสักคนอย่างเต็มที่ . เพราะเมื่อพวกเขาทุ่มเทความรักอย่างเต็มที่ มันเปิดช่องให้พวกเขาเจ็บปวดได้เต็มที่เช่นกัน . พวกเขาต้องการปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวดนั้น พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะไม่รักใครแบบ “ใส่สุด” อีก . มันเป็นการตัดสินใจที่ “ปลอดภัย” นะครับ แต่มันก็ทำให้พวกเขา connect กับคนอื่นได้ยาก . และเมื่อพวกเขา connect กับคนอื่นได้ยาก ความสัมพันธ์ก็มีโอกาสที่จะ “ไปรอด” น้อยลง . มันจึงยิ่งเป็นการตอกย้ำกับพวกเขาเข้าไปใหญ่ว่า “นี่ไงล่ะ! ความรักมันเป็นเรื่องที่เจ็บปวดนะ! ฉันยิ่งต้องปกป้องตัวเองให้เข้มเลยแหละ!” . มันทำให้พวกเขายิ่งไม่กล้ารักคนอื่นแบบ “ใส่สุด” มากขึ้น พวกเขาจึง connect กับคนอื่นยากยิ่งกว่าเดิม ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขา “ไปรอด” ยากเข้าไปอีก . พวกเขาก็เลยยิ่งอยากปกป้องตัวเองเข้าไปใหญ่! . ทั้งหมดนี้มันกลายเป็นเป็นวังวนความเจ็บปวด (ที่มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่เจ้าตัว พยายามปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวดนั้น) . “หนทาง” ที่จะออกจากวังวนนี้ได้คือ การเลิกพยายามปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวด และเริ่มต้น “ใส่สุด” กับความรักมากขึ้นทีละเล็กทีละน้อย . จริงอยู่ครับว่าการตัดสินใจเช่นนี้ มันอาจทำให้เราเจ็บปวดได้ . แต่มันก็เปิดโอกาสให้เราสามารถ connect กับคนอื่นได้อย่างเต็มที่ด้วย . และถ้าเราโชคดี เราก็อาจจะพบว่า connection ที่เรามีกับคนอื่นนั้น มัน “คุ้มค่า” กับความเสี่ยงที่จะเจ็บปวด…ก็เป็นได้ . ในทางกลับกัน หากเราเลือกที่จะปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวด นอกจากเราจะไม่สามารถทำได้แล้ว เรายังโดดเดี่ยวตัวคนเดียวอีกด้วย . เราอาจไม่มีสิทธิ์หลีกหนีจากความเจ็บปวดได้ก็จริง แต่เรามีสิทธิ์เลือกได้ว่าเราจะอ้าแขนต้อนรับความโดดเดี่ยวหรือไม่ครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1038/s41598-025-24119-z https://doi.org/10.1177/02654075241244821 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่หลายคนถูกคนอื่น “ล้ำเส้น” (เช่น เอาเปรียบเรื่องการทำงาน ใช้คำพูดล้อเลียนรูปร่างหน้าตา) . …พวกเขาไม่ชอบนะครับ แต่พวกเขาก็ลังเลที่จะ “โต้กลับ” (เช่น ปฏิเสธที่จะทำงานที่ถูกโยนมาให้ สื่อสารให้อีกฝ่ายรู้ว่าตัวเองไม่โอเคกับคำล้อเลียน) . เพราะพวกเขามองว่าการ “โต้กลับ” นั้น มัน “รุนแรงเกินไป” หรือ “ไม่เหมาะสม” . แน่นอนครับว่า การ “โต้กลับ” แบบ “รุนแรงเกินไป” นั้น มันมีอยู่จริงและมันสามารถเกิดขึ้นได้ (เช่น “โต้กลับ” เมื่อถูกอีกฝ่ายโยนงาน ให้เราทำด้วยการโยนงานเราให้อีกฝ่ายทำบ้าง หรือการ “โต้กลับ” เมื่ออีกฝ่ายใช้คำล้อเลียนเรา ด้วยการใช้คำด่าทอหยาบคายกลับไป) . แต่มันมีความแตกต่างระหว่าง การ “โต้กลับ” แบบ “รุนแรงเกินไป” กับ การ “โต้กลับ” แบบ “ยืนหยัดเพื่อตัวเอง” อยู่ครับ . การ “ยืนหยัดเพื่อตัวเอง” จะมุ่งเน้นให้อีกฝ่าย หยุด “ล้ำเส้น” เรา (จากเดิมที่ “ล้ำเส้น” เรา) ในขณะที่ถ้ามัน “รุนแรงเกินไป” เราจะกลายเป็นคนที่ “ล้ำเส้น” อีกฝ่ายเสียเอง . นี่ถือเป็น “ไม้บรรทัด” ที่เราสามารถใช้วัดได้ว่า เรากำลัง “รุนแรงเกินไป” หรือ “ไม่เหมาะสม” หรือเปล่า . หากการ “โต้กลับ” ของเราไม่ได้จบลง ที่ตัวเราไป “ล้ำเส้น” อีกฝ่าย (เพียงแค่ให้อีกฝ่ายหยุด “ล้ำเส้น” เรา) ล่ะก็ ขอให้มั่นใจได้ในเบื้องต้นเลยครับว่า สิ่งที่เราได้ทำลงไปนั้นมันไม่ได้ “รุนแรงเกินไป” หรือ “ไม่เหมาะสม” แน่นอนครับ อ้างอิง https://doi.org/10.5812/ircmj.21096 #จิตวิทยา #siamstr
image ผมเชื่อว่าคนไทยเราคุ้นเคยกับ เรื่อง “พ่อแม่รังแกฉัน” เป็นอย่างดี . มันคือเรื่องราวของพ่อแม่ ที่ตามใจลูกไปหมดทุกอย่าง ส่งผลให้ลูก “เสียคน” ในท้ายที่สุด . “พ่อแม่รังแกฉัน” อาจจะเกี่ยวข้อง กับการเลี้ยงลูกเป็นหลักก็จริง แต่เราสามารถนำ “พ่อแม่รังแกฉัน” มาต่อยอดในความสัมพันธ์อื่นๆได้ด้วย . ยกตัวอย่างเช่น ในบริบทของการทำงาน หากเราเป็นหัวหน้าทีม และเรารายล้อมไปด้วยคนที่ say yes กับเราไปหมด (เหมือนพ่อแม่ที่ตามใจลูกไปหมด) มันอาจส่งผลให้เรากลายเป็นหัวหน้าทีมที่แย่ได้ เป็นต้น . อีกหนึ่งแง่มุมที่ “พ่อแม่รังแกฉัน” สามารถถูกนำมาต่อยอดได้ คือแง่มุมของการใช้ generative AI (เช่น ChatGPT, Gemini) ในชีวิตของเราครับ . ทุกวันนี้ เวลาที่เราต้องการหาข้อมูล หรือเวลาที่เรามีปัญหาส่วนตัวและต้องการคำปรึกษา หลายคนเริ่มหันมาใช้ AI กันมากขึ้น . ซึ่งลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของ AI ก็คือ มันมักจะ “อวย” หรือ “คล้อยตาม” เราเสียเยอะ . พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ เรากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ เดียวกันกับหัวหน้าที่รายล้อมไปด้วยคน ที่พร้อมจะ say yes เต็มไปหมด (อย่างที่ผมกล่าวไว้ในข้างต้น) นั่นเอง! . แล้วเราจะรับมือกับสถานการณ์ “AI รังแกฉัน” นี้ยังไงดี? . หนึ่งในวิธีรับมือที่ง่ายที่สุดก็คือ ทุกครั้งที่เราคุยกับ AI ให้เรา “ทิ้งท้าย” การพูดคุย ด้วยการป้อนคำสั่งให้ AI วิพากษ์วิจารณ์ (หรือแม้กระทั่ง “ตั้งใจขยี้ช่องโหว่”) ในทุกสิ่งที่เราคุยกันมาอย่างตรงไปตรงมาครับ . สิ่งที่ผมพิมพ์มานี้…อาจฟังดูน่ากลัวนะครับ . แต่ในที่สุดแล้ว ต่อให้ AI จะวิพากษ์วิจารณ์ “เนื้อหา” หนักขนาดไหน แต่นิสัย “ชอบอวย” ของ AI ก็จะทำให้ AI เลือกใช้คำพูดที่ “ฟังง่าย” สำหรับเราอยู่ดี . อันที่จริง หากจะเทียบกันระหว่าง “AI รังแกฉัน” กับ “หัวหน้าที่เจอแต่คน say yes” ล่ะก็ สถานการณ์ “AI รังแกฉัน” ยังนับว่า แก้ไขได้ง่ายกว่าพอสมควรเลยครับ . เพราะในกรณีของ AI นั้น หากเราป้อนคำสั่งให้ AI วิพากษ์วิจารณ์ เจ้า AI ก็จะวิพากษ์วิจารณ์ (อย่างมีศิลปะในการใช้คำพูด) . แต่ในกรณีของหัวหน้านั้น ต่อให้หัวหน้าจะบอกให้คนรอบตัว วิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา คนรอบตัวก็ใช่ว่าจะยอมคล้อยตามเสมอไป . หรือแม้ว่าคนรอบตัวจะยอมคล้อย พวกเขาก็ใช่ว่าจะวิพากษ์วิจารณ์ ด้วยคำพูดที่ “ฟังง่าย” แบบ AI ได้! . ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากเชิญชวนให้พวกเรา หันมาป้องกันไม่ให้ “AI รังแก” ด้วยการหมั่นป้อนคำสั่งให้ AI วิจารณ์ เราอย่างตรงไปตรงมาเสมอๆครับ อ้างอิง #จิตวิทยา #siamstr
image พวกเราหลายคนอยากได้รับการยอมรับจากคนอื่น พวกเราหลายคนอยากพักผ่อน พวกเราหลายคนอยากให้คนอื่นยื่นมือเข้ามาช่วย . แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมรับได้ แบบเต็มปากเต็มคำว่า ตัวเองมีความต้องการเหล่านี้ . เพราะอะไร? . เพราะหลายคนตัดสินตัวเอง พวกเขามองว่าความต้องการเหล่านี้ มัน “ไม่เหมาะสม” “ฟังดูเด็กน้อย” ฯลฯ . พวกเขาพยายามออกคำสั่งให้ใจตัวเองหยุดต้องการสิ่งเหล่านี้ . และเมื่อพวกเขาพบว่า พวกเขาไม่สามารถบังคับใจตัวเองได้ พวกเขาก็เลือกที่จะเมินเฉยต่อความต้องการเหล่านั้น . นี่ถือเป็น “ระเบิดเวลา” ครับ . เพราะไม่ว่าพวกเขาจะพยายามเมินเฉย ต่อความต้องการตัวเองขนาดไหน แต่ในที่สุดแล้ว ความต้องการดังกล่าวก็ไม่ได้หายไป . อันที่จริง ยิ่งพวกเขาไม่สนใจ ความต้องการตัวเองมากเท่าไหร่ ความต้องการนั้นก็จะยิ่งพยายาม “แสดงตัว” ออกมาในรูปแบบต่างๆ (เช่น รู้สึกหงุดหงิด รู้สึกเหนื่อย รู้สึกเคว้งคว้าง) มากเท่านั้น . การ “แสดงตัว” ในช่วงแรกอาจจะ ออกมาในรูปแบบที่ “เบา” สักหน่อย (เช่น รู้สึกเหนื่อยล้าในบางวัน) . แต่หากพวกเขายังคงยืนยันที่จะ เมินเฉยต่อความต้องการตัวเอง การ “แสดงตัว” ก็จะเริ่มเพิ่มดีกรี ความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ (เช่น ไม่มีแรงที่จะทำอะไร แม้กระทั่งลุกจากเตียงนอน) . ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากนำเสนอว่า เราอย่าตัดสินความต้องการของตัวเองกันเลยครับ . ยอมรับการมีอยู่ของความต้องการตัวเอง ตั้งใจฟังความต้องการดังกล่าว และหาทางเติมเต็มความต้องการนั้นให้เป็นจริง (เท่าที่จะทำได้ภายใต้ข้อจำกัดของชีวิต ณ ขณะนั้น) กันดีกว่าครับ อ้างอิง #จิตวิทยา #siamstr
image จากประสบการณ์ที่ผมได้มีโอกาสพูดคุย กับผู้ชายที่รับบท “คุณพ่อ” และ “สามี” มาหลายคน สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ . พวกเขาจะมองว่า หน้าที่หลักของตัวเองคือ “การเงิน” และ “ความปลอดภัย” ของครอบครัว . มันคือมุมมองสไตล์ “ช้างเท้าหน้า” ที่คนไทยเราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี . ฉะนั้น เราจึงเห็นพวกเขาทุ่มเทเวลาและพลังงาน จำนวนมากไปกับเรื่องเหล่านี้ . พวกเขาทำงานหนัก เช็คว่าลูกนอนหลับดีไหมกลางดึก ซ่อมประตูบ้านให้ใช้งานได้ ฯลฯ . ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ดีนะครับ (โดยเฉพาะเมื่อเราเทียบกับผู้ชาย ที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว) . ปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ชาย (บางส่วน) ที่มีความรับผิดชอบเหล่านี้ก็คือ พวกเขาโฟกัสกับการทำหน้าที่ในเรื่อง “การเงิน” และ “ความปลอดภัย” มากจนไม่มีพื้นที่ให้กับสิ่งอื่นๆเลย . …รวมถึงความใกล้ชิดกับคนในครอบครัวด้วย . มันจึงทำให้ในบางครั้ง ผู้ชายกลุ่มนี้ก็จะเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า “นี่ฉันกำลังเหนื่อยไปเพื่ออะไร?” . พวกเขาเข้าใจในเชิงเหตุผลแหละครับว่า พวกเขากำลังเหนื่อยเพื่อครอบครัวที่พวกเขารัก . แต่ด้วย “ระยะห่าง” ที่พวกเขามีกับครอบครัว มันจึงเป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะสัมผัส ถึง “ความรัก” ภายในครอบครัวนั้นได้ . นี่คือจุดบอดของการยึดในหน้าที่และความรับผิดชอบ เรื่อง “การเงิน” และ “ความปลอดภัย” มากเกินไป . ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากที่จะเชิญชวนว่า… . การเป็น “สามี” หรือ “คุณพ่อ” ที่มี ความรับผิดชอบนั้นเป็นเรื่องที่ดีครับ . แต่อย่าลืมเป็น “สามี” หรือ “คุณพ่อ” ที่ใกล้ชิดกับสมาชิกภายในบ้านด้วยนะครับ . มันจะช่วยให้เรามีพลังที่จะ “สู้เพื่อครอบครัว” ได้อีกเยอะเลยล่ะครับ อ้างอิง https://doi.org/10.3390/children10081357 https://doi.org/10.1093/wbro/lkae009 #จิตวิทยา #siamstr
image หนึ่งในความรู้สึกที่ “รับได้ยาก” มากที่สุดคือความรู้สึกอับอาย . มัน “รับได้ยาก” จนถึงขั้นที่คนไทยเรา พูดกันบ่อยๆเลยครับว่า “อายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี” . อย่างไรก็ตาม หากวันหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์คิดค้นยา ที่สามารถกำจัดความรู้สึกอับอายให้หายไปได้ขึ้นมาล่ะก็… . ผมจะยังไม่แนะนำให้เราหยิบยานั้นมาทานครับ . เพราะความรู้สึกอับอายมีหน้าที่ที่สำคัญอยู่ . มันช่วยให้เรารู้ว่าสิ่งที่เราได้พูดหรือทำไปนั้น มันผิดพลาดตรงไหน มันจะปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นได้ยังไง . ฉะนั้น หากเราไม่สามารถรู้สึกอับอายได้ นั่นก็หมายความว่าเราไม่สามารถเรียนรู้และเติบโตได้เช่นกัน! . อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้กำลังเสนอให้เรา “กัดฟันทน” กับความรู้สึกอับอายโดยไม่ทำอะไรเพิ่มนะครับ . แบบนั้น…ก็ไม่ดีเช่นกัน . ถ้าเราเพียงแค่ “กัดฟันทน” อยู่กับความรู้สึกอับอายเฉยๆ ความรู้สึกอับอายนั้นก็จะเข้มข้นอยู่ในใจเราไปเรื่อยๆ . เพราะการ “กัดฟันทน” เฉยๆนั้นไม่ได้ช่วยให้เราเกิดการเรียนรู้ (ว่าความรู้สึกอับอายนั้นกำลังพยายามบอกอะไรกับเราอยู่) . สิ่งที่ผมต้องการจะนำเสนอก็คือ เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้สึกอับอาย เราอย่าปฏิเสธมัน อย่าวิ่งหนีจากมัน อย่า “กัดฟันทน” อยู่กับมันเฉยๆ . …ให้เราตั้งคำถามกับมันด้วยความอยากรู้ว่า “เธออยากจะบอกอะไรกับฉัน” แทน . หลังจากที่เราได้ยินคำตอบจากมัน และตั้งใจที่จะเอาคำตอบของมันไปปฏิบัติในอนาคตแล้ว เราก็จะพบว่า ความรู้สึกอับอายนั้น มันจะค่อยๆลดระดับความเข้มข้นในใจเราลงโดยอัตโนมัติเลยครับ อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.85.4.594 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่หลายคนมีความรัก พวกเขาคาดหวังให้อีกฝ่าย “ทุ่มเท” ให้กับความรักนี้ในระดับที่เท่ากันกับตัวพวกเขาเอง . มันเป็นความคาดหวังที่ไม่น่าแปลกใจนะครับ . เพราะโดยทั่วไปแล้ว เราคงไม่อยากเป็น “เดอะแบก” ที่คอยให้ๆๆ (ส่วนแฟนก็คอยรับๆๆ) อยู่ฝ่ายเดียวในความสัมพันธ์เท่าไหร่นัก . แต่ต่อให้เราไม่ใช่ “เดอะแบก” ในความสัมพันธ์ การคาดหวังให้อีกฝ่าย “ทุ่มเท” ในระดับที่พอๆกับเรานั้น ก็ยังสามารถสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นได้… . …หากเรา “ล็อกเป้า” ไว้ในใจอย่างเหนียวแน่นว่า เราอยากจะเห็นพฤติกรรมอะไรจากอีกฝ่ายบ้าง . เพราะมันอาจทำให้เรามองข้ามความ “ทุ่มเท” อื่นๆของอีกฝ่าย (ที่ไม่ตรงกับสิ่งที่เรา “ล็อกเป้า” ไว้ในใจว่าอยากจะเห็น) ได้ . ยกตัวอย่างเช่น . เราเคยเสนอตัวว่าจะช่วยแฟนทำงาน เพราะตอนนั้นเราเห็นว่าแฟนกำลังป่วย . ฉะนั้น พอเรากำลังป่วย เราก็คาดหวัง อยากให้แฟนเสนอตัวช่วยเราทำงานบ้าง และพอแฟนไม่ได้ทำเช่นนั้น มันก็ทำให้เรารู้สึกผิดหวังในตัวแฟน . มันทำให้เรามองว่าตัวเองเป็น “เดอะแบก” ที่ “ทุ่มเท” ให้กับแฟนมากกว่าที่แฟน “ทุ่มเท” ให้กับเรา . อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เรามองข้ามไปก็คือ… . แม้แฟนจะไม่ได้ช่วยเราทำงานในวันนั้น แต่แฟนรับผิดชอบงานบ้าน และการดูแลลูกในช่วงที่เรากำลังป่วยทั้งหมด (ซึ่งปกติแล้ว สิ่งเหล่านี้จะเป็นความรับผิดชอบ ร่วมกันระหว่างเรากับแฟนมาโดยตลอด) . เป็นต้น . แน่นอนครับ ผมไม่ได้กำลังบอกว่า การคาดหวังพฤติกรรมบางอย่างจากแฟน (เช่น การเสนอตัวช่วยทำงานในยามที่เราเจ็บป่วย) เป็นเรื่องที่ “ผิด” นะครับ . อันที่จริง หากเรามีความต้องการที่ชัดเจนเช่นนั้น ผมสนับสนุนให้เราสื่อสารความต้องการดังกล่าวกับแฟนด้วยซ้ำ . อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมไม่สนับสนุนคือการฟันธงทันทีทันใดว่า การที่แฟนไม่ได้ทำตามที่เรา “ล็อกเป้า” ไว้ในใจนั้น มันคือการที่แฟนไม่ได้ “ทุ่มเท” ให้กับความสัมพันธ์นี้มากเท่ากับเราครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1177/00332941221092659 #จิตวิทยา #siamstr
image ตอนที่เรายังเป็นนักเรียนนักศึกษา วันที่เรา “สอบติด” โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่ต้องการได้สำเร็จ เราอาจจะใช้เวลาในวันนั้นไปกับการเฉลิมฉลองก็จริง . แต่เรารู้ดีว่านี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น . เพราะหากเรา “หย่อนยาน” หลังจากที่ “สอบติด” มากเกินไป ในที่สุดแล้ว เราก็อาจถูกเชิญออกได้ . พอเราเข้าสู่วัยทำงาน วันที่เรา “ได้งาน” ใน บริษัทหรือองค์กรหรือหน่วยงานที่ต้องการได้สำเร็จ เราอาจจะใช้เวลาในวันนั้นไปกับการเฉลิมฉลองก็จริง . แต่เราก็รู้อีกเช่นกันว่านี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น . เพราะหากเรา “หย่อนยาน” หลังจากที่ “ได้งาน” มากเกินไป ในที่สุดแล้ว เราก็อาจถูกเชิญออกได้ . ในทางกลับกัน พอเป็นเรื่องของความรัก หลายคนกลับมีมุมมองที่แตกต่างจากเรื่องการเรียน/การทำงาน . เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับหลายๆคนก็คือ ทันทีพวกเขาตกลงเป็นแฟน/หมั้นหมาย/แต่งงาน พวกเขาจะเกิดความคิดขึ้นมาในใจว่า . “เอาล่ะ! ฉันถึงเส้นชัยแล้ว ฉันผ่อนคลายได้แล้ว ฉันไม่ต้องพยายามอีกแล้ว” . มันทำให้พวกเขา “ปล่อยจอย” ในความสัมพันธ์อย่างแรง และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาความสัมพันธ์ในเวลาต่อมา . ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว ความรักก็ไม่ต่างอะไรกับ การเรียนหรือการทำงานเลยครับ . วันที่เรา “ได้มา” ไม่ใช่วันที่เรา “ถึงเส้นชัย” แต่มันคือจุดเริ่มต้นของความพยายามอย่างต่อเนื่องมากกว่าครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1111/jmft.12007 https://doi.org/10.1037/pspp0000492 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนให้ความสำคัญกับการ “พึ่งพาตัวเอง” เป็นอย่างมาก . พวกเขามองว่าการขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ถือเป็นการกระทำที่ “อ่อนแอ” “ไร้ความสามารถ” “เป็นภาระคนอื่น” . ซึ่งหากจะมองในแง่หนึ่ง มุมมองลักษณะนี้…ถือว่ามีประโยชน์ไม่น้อยเลยครับ . แต่จะเกิดอะไรขึ้น…หากว่าวันหนึ่ง พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่พวกเขา ไม่สามารถ “เอาอยู่” ได้ด้วยตัวคนเดียว? . คำว่า “อ่อนแอ” “ไร้ความสามารถ” “เป็นภาระคนอื่น” อาจกลายเป็นกำแพงที่ขวางกั้นไม่ให้พวกเขาขอความช่วยเหลือจากคนอื่น . พวกเขาอาจพยายามฝืนที่จะ “เอาให้อยู่” ด้วยตัวเองคนเดียวให้ได้…ทั้งๆที่มันเป็นไปไม่ได้ . ส่งผลให้ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการฝืนนั้น มีความรุนแรงกว่า เมื่อเทียบกับกรณีที่พวกเขา ตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากคนอื่นตั้งแต่แรก . ยกตัวอย่างเช่น . เราพยายามที่จะทำงานทุกอย่างภายในทีมด้วยตัวเอง (แม้ว่างานบางส่วนจะเป็นงานที่เราไม่คุ้นเคย เพราะหัวหน้าทีมเพิ่งจะมอบหมายงาน ดังกล่าวให้เราทำเป็นครั้งแรกก็ตาม) . เราไม่อยากแม้แต่จะเอ่ยปากขอคำปรึกษา จากเพื่อนร่วมทีมหรือหัวหน้าทีม เพราะเราไม่ต้องการ “รบกวนคนอื่น” . ในที่สุด งานที่เราทำก็เกิดข้อผิดพลาด ส่งผลให้บริษัทสูญเสียเงินเป็นจำนวนมาก และทำให้ทุกคนในทีมอดได้โบนัสประจำปีไป . มันจึงกลายเป็นว่าความพยายามของเรา ที่จะไม่ “รบกวนคนอื่น” กลับส่งผลให้เรา “รบกวนคนอื่น” ซะอย่างนั้น! . ในทางกลับกัน หากเราเลือกที่จะ “รบกวนคนอื่น” ตั้งแต่แรก ข้อผิดพลาดก็จะไม่เกิดขึ้น และทุกคนในทีม ก็จะได้โบนัสประจำปีกันถ้วนหน้า . เป็นต้น . ด้วยเหตุนี้ แม้ผมจะมองเห็นประโยชน์ ของการ “พึ่งพาตัวเอง” แต่ถ้าเรายึดติดกับ การ “พึ่งพาตัวเอง” มากจนทำให้เรามองว่า การขอความช่วยเหลือจากคนอื่นคือการการกระทำที่ “อ่อนแอ” “ไร้ความสามารถ” “เป็นภาระคนอื่น” ล่ะก็ . มันอาจจะนำมาสู่ผลเสียมากกว่าผลดี…ก็เป็นได้ครับ! อ้างอิง https://doi.org/10.1002/erv.3052 https://doi.org/10.1037/prj0000138 #จิตวิทยา #siamstr
image หนึ่งสิ่งที่น่ากลัวมากที่สุด สำหรับหลายๆคนคือความล้มเหลว . ไม่ว่าความล้มเหลวนั้นจะเป็นเรื่อง การเรียน การทำงาน ความรัก หรือเรื่องอะไรก็ตาม . มันทำให้พวกเขาตัดสินใจที่จะ “ไม่ลงมือทำ” . เพราะถ้าพวกเขา “ไม่ลงมือทำ” พวกเขาก็จะไม่ล้มเหลว . แต่ถ้ามองในมุมหนึ่ง การ “ไม่ลงมือทำ” เลยนั้น มันก็คือความล้มเหลวในรูปแบบหนึ่งอยู่ดี! . ดังนั้น การรับมือกับความกลัวล้มเหลว ด้วยการ “ไม่ลงมือทำ” จึงไม่ใช่คำตอบ . แล้วอะไรกันนะ…ที่จะเป็นคำตอบ? . แน่นอนครับว่า…คำตอบก็คือการ “ลงมือทำ” (แม้จะยังไม่หายกลัวก็ตาม) . เวลาที่เรา “ลงมือทำ” เราอาจจะไม่สามารถ การันตีความสำเร็จได้ก็จริง แต่อย่างน้อยที่สุด มันจะป้องกันไม่ให้เราล้มเหลวจากการ “ไม่ลงมือทำ” ได้! . แต่การเริ่มต้น “ลงมือทำ” โดยที่ยังมีความกลัวปกคลุมอยู่ในใจนั้น…มันไม่ใช่เรื่องง่าย . ดังนั้น หากเราจะเริ่มต้น “ลงมือทำ” ขอให้เราเริ่มต้นกับเรื่องที่น่ากลัวน้อยที่สุดก่อน . ยกตัวอย่างเช่น . เรากลัวที่จะนำเสนองานต่อหน้าลูกค้า . เรากลัวที่จะมี spotlight ฉายเข้ามา เรากลัวที่จะถูกคนอื่นจับจ้อง เรากลัวว่าคนอื่นจะมองเราแย่หากเราพูดผิด . เราเลย “ปัด” ให้เพื่อนร่วมทีมทำสิ่งนี้มาโดยตลอด . และไม่ใช่แค่การนำเสนองานกับลูกค้าเท่านั้นนะครับ ทุกครั้งที่เราเข้ามานั่งอยู่ในห้องประชุม แทบจะไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังนั่งอยู่ เพราะเราจะนั่งเงียบๆมาโดยตลอด . แต่เราไม่อยากถูกความกลัวครอบงำจิตใจในเรื่องนี้อีกแล้ว . แต่ถ้าจะให้เราเริ่มต้นด้วยการนำเสนองาน ต่อหน้าลูกค้าในการประชุมครั้งต่อไปเลย มันก็มากเกินกว่าที่เรารับมือไหว (ในตอนนี้) . ฉะนั้น เราอาจจะเริ่มต้นด้วยการพูดทักทาย คนที่เข้ามาร่วมประชุมสัก 2-3 ประโยค ก่อนที่การประชุมจะเริ่มเข้าสู่ “เนื้อหา” ดูก่อน . นี่ถือเป็นก้าวแรกของเรา . ถ้าเราทำก้าวแรกได้แล้ว เราค่อยคิดว่าก้าวที่สองของเรา (ซึ่งท้าทายมากกว่าก้าวแรกนิดหนึ่ง) จะเป็นอะไรต่อไป . มันอาจจะฟังดูเป็นการเริ่มต้นที่ “ง่ายเว่อร์” นะครับ (แม้คนที่รู้สึกกลัวหลายคนก็อาจจะยังมองว่ามัน “ง่าย” อยู่ดี) . แต่นั่นแหละครับคือสิ่งที่ผมต้องการ! . ผมต้องการให้การเริ่มต้น มันง่ายมากจนทำให้เราคิดว่า “ง่ายแบบนี้…ฉันต้องทำแล้วแหละ!” . ผมต้องการให้เกิดการ “ลงมือทำ” ก้าวแรก . เพราะถ้าเรามีก้าวแรก ก้าวที่สองก็มีโอกาสที่จะตามมา และถ้าก้าวที่สองตามมา ก้าวที่สามก็จะมีโอกาสตามมาอีก . และตามด้วยก้าวที่สี่ ก้าวที่ห้า ก้าวที่หก ฯลฯ . และเมื่อเวลาผ่านไป เราก็จะเริ่มสังเกตเห็นว่า ยิ่งเราได้ “ลงมือทำ” ไปหลายๆก้าว ความกลัวมันจะเริ่มมีอิทธิพลในใจเราน้อยลงเรื่อยๆ . จนกระทั่งวันหนึ่ง พอเรารู้ตัวอีกที เราก็อาจจะกลายเป็นคนที่นำเสนองาน ต่อหน้าลูกค้าได้เป็นร้อยเป็นพันแบบสบายๆแล้ว! . กล่าวโดยสรุปก็คือ… . ถ้าเรากลัวล้มเหลว ทางออกของเราไม่ใช่การ “ไม่ลงมือทำ” แต่คือการเริ่มต้น “ลงมือทำ” มากขึ้นทีละเล็กทีละน้อยมากกว่าครับ! #จิตวิทยา #siamstr อ้างอิง https://doi.org/10.1007/BF03000093 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/11553-011 https://doi.org/10.1111/1467-6494.7105003 https://doi.org/10.1177/0146167204271420
หนึ่งสิ่งที่น่ากลัวมากที่สุด สำหรับหลายๆคนคือความล้มเหลว . ไม่ว่าความล้มเหลวนั้นจะเป็นเรื่อง การเรียน การทำงาน ความรัก หรือเรื่องอะไรก็ตาม . มันทำให้พวกเขาตัดสินใจที่จะ “ไม่ลงมือทำ” . เพราะถ้าพวกเขา “ไม่ลงมือทำ” พวกเขาก็จะไม่ล้มเหลว . แต่ถ้ามองในมุมหนึ่ง การ “ไม่ลงมือทำ” เลยนั้น มันก็คือความล้มเหลวในรูปแบบหนึ่งอยู่ดี! . ดังนั้น การรับมือกับความกลัวล้มเหลว ด้วยการ “ไม่ลงมือทำ” จึงไม่ใช่คำตอบ . แล้วอะไรกันนะ…ที่จะเป็นคำตอบ? . แน่นอนครับว่า…คำตอบก็คือการ “ลงมือทำ” (แม้จะยังไม่หายกลัวก็ตาม) . เวลาที่เรา “ลงมือทำ” เราอาจจะไม่สามารถ การันตีความสำเร็จได้ก็จริง แต่อย่างน้อยที่สุด มันจะป้องกันไม่ให้เราล้มเหลวจากการ “ไม่ลงมือทำ” ได้! . แต่การเริ่มต้น “ลงมือทำ” โดยที่ยังมีความกลัวปกคลุมอยู่ในใจนั้น…มันไม่ใช่เรื่องง่าย . ดังนั้น หากเราจะเริ่มต้น “ลงมือทำ” ขอให้เราเริ่มต้นกับเรื่องที่น่ากลัวน้อยที่สุดก่อน . ยกตัวอย่างเช่น . เรากลัวที่จะนำเสนองานต่อหน้าลูกค้า . เรากลัวที่จะมี spotlight ฉายเข้ามา เรากลัวที่จะถูกคนอื่นจับจ้อง เรากลัวว่าคนอื่นจะมองเราแย่หากเราพูดผิด . เราเลย “ปัด” ให้เพื่อนร่วมทีมทำสิ่งนี้มาโดยตลอด . และไม่ใช่แค่การนำเสนองานกับลูกค้าเท่านั้นนะครับ ทุกครั้งที่เราเข้ามานั่งอยู่ในห้องประชุม แทบจะไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังนั่งอยู่ เพราะเราจะนั่งเงียบๆมาโดยตลอด . แต่เราไม่อยากถูกความกลัวครอบงำจิตใจในเรื่องนี้อีกแล้ว . แต่ถ้าจะให้เราเริ่มต้นด้วยการนำเสนองาน ต่อหน้าลูกค้าในการประชุมครั้งต่อไปเลย มันก็มากเกินกว่าที่เรารับมือไหว (ในตอนนี้) . ฉะนั้น เราอาจจะเริ่มต้นด้วยการพูดทักทาย คนที่เข้ามาร่วมประชุมสัก 2-3 ประโยค ก่อนที่การประชุมจะเริ่มเข้าสู่ “เนื้อหา” ดูก่อน . นี่ถือเป็นก้าวแรกของเรา . ถ้าเราทำก้าวแรกได้แล้ว เราค่อยคิดว่าก้าวที่สองของเรา (ซึ่งท้าทายมากกว่าก้าวแรกนิดหนึ่ง) จะเป็นอะไรต่อไป . มันอาจจะฟังดูเป็นการเริ่มต้นที่ “ง่ายเว่อร์” นะครับ (แม้คนที่รู้สึกกลัวหลายคนก็อาจจะยังมองว่ามัน “ง่าย” อยู่ดี) . แต่นั่นแหละครับคือสิ่งที่ผมต้องการ! . ผมต้องการให้การเริ่มต้น มันง่ายมากจนทำให้เราคิดว่า “ง่ายแบบนี้…ฉันต้องทำแล้วแหละ!” . ผมต้องการให้เกิดการ “ลงมือทำ” ก้าวแรก . เพราะถ้าเรามีก้าวแรก ก้าวที่สองก็มีโอกาสที่จะตามมา และถ้าก้าวที่สองตามมา ก้าวที่สามก็จะมีโอกาสตามมาอีก . และตามด้วยก้าวที่สี่ ก้าวที่ห้า ก้าวที่หก ฯลฯ . และเมื่อเวลาผ่านไป เราก็จะเริ่มสังเกตเห็นว่า ยิ่งเราได้ “ลงมือทำ” ไปหลายๆก้าว ความกลัวมันจะเริ่มมีอิทธิพลในใจเราน้อยลงเรื่อยๆ . จนกระทั่งวันหนึ่ง พอเรารู้ตัวอีกที เราก็อาจจะกลายเป็นคนที่นำเสนองาน ต่อหน้าลูกค้าได้เป็นร้อยเป็นพันแบบสบายๆแล้ว! . กล่าวโดยสรุปก็คือ… . ถ้าเรากลัวล้มเหลว ทางออกของเราไม่ใช่การ “ไม่ลงมือทำ” แต่คือการเริ่มต้น “ลงมือทำ” มากขึ้นทีละเล็กทีละน้อยมากกว่าครับ! อ้างอิง https://doi.org/10.1007/BF03000093 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/11553-011 https://doi.org/10.1111/1467-6494.7105003 https://doi.org/10.1177/0146167204271420 #จิตวิทยา #siamstr image
image หลายๆคนยกความสุขไปไว้ในอนาคต . ยกตัวอย่างเช่น “ในวันที่ฉันได้รับ promotion ฉันก็จะมีความสุข” “ในวันที่ฉันแต่งงาน ฉันก็จะมีความสุข” “ในวันที่ฉันสอบติดคณะสาขาที่ต้องการ ฉันก็จะมีความสุข” เป็นต้น . การยกความสุขไปไว้ในอนาคตเช่นนี้ มีประโยชน์ในแง่ของการกระตุ้น ให้เรามี “แรงใจ” ในบรรลุเป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้ . แต่ถ้ามองในแง่ของการมีชีวิตที่มีความสุขแล้ว หลายครั้ง การทำเช่นนี้จบลงที่การ “หลอกตัวเอง” (โดยที่ตัวเราเองก็อาจจะไม่ได้ตั้งใจ) . เพราะในวันที่เราบรรลุเป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้ได้ (เช่น วันที่เราได้รับการเลื่อนตำแหน่ง) ใจเราก็มีแนวโน้มที่จะตั้งเป้าหมายใหม่ให้เราวิ่งไล่ตามต่อ . มันจึงกลายเป็นว่า แม้ในวันที่เราบรรลุเป้าหมายได้สำเร็จ ความสุขก็ยังคงเป็นเรื่องของอนาคตอยู่ดี! . เราจะแก้ปัญหานี้กันยังไงดี? เราจะแก้ปัญหานี้ด้วยการใช้ชีวิตแบบไม่มีเป้าหมายดีไหม? . ผมมองว่านั่นไม่ใช่คำตอบครับ . เพราะหากเราไม่มีเป้าหมายเลย มันจะทำให้ชีวิตเราล่องลอยไร้จุดหมาย . …ซึ่งก็สร้างความทุกข์ให้กับเราได้เช่นกัน . ถ้าอย่างนั้น… . เราแก้ปัญหานี้ด้วยการหยิบเป้าหมายใหญ่ๆนั้น (เช่น การได้รับเลื่อนตำแหน่ง) มาซอยให้กลายเป็นเป้าหมายที่มีขนาดเล็กลง เพื่อที่เราจะได้มีความสุข “ระหว่างทาง” ที่กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่เป้าหมายใหญ่นั้นดีไหม? . ยกตัวอย่างเช่น ก่อนที่จะเราจะได้รับเลื่อนตำแหน่ง เราเริ่มจากการตั้งเป้าที่จะเป็นพนักงาน ที่ทำงานได้โดดเด่นประจำไตรมาสก่อน เป็นต้น . ผมมองว่านี่คือทางเลือกที่ดีกว่า การใช้ชีวิตแบบไร้เป้าหมายนะครับ . แต่ผมมองว่า “รายละเอียด” ของ เป้าหมายขนาดเล็กนั้นมีความสำคัญมาก . เพราะต่อให้เราจะหยิบเป้าหมายขนาดใหญ่ มาซอยลงเป็นเป้าหมายขนาดเล็กแล้ว ผลลัพธ์ที่ออกมาก็อาจจะไม่ได้สวยงามก็ได้ หาก “รายละเอียด” ของเป้าหมายขนาดเล็กนั้นไม่เหมาะสม . แล้ว “รายละเอียด” ของเป้าหมายที่เหมาะสมนั้น…มีอะไรบ้าง? . ผมมองว่า “รายละเอียด” ที่เด่นๆมีอยู่ 2 จุดด้วยกันครับ . จุดแรก หากเราต้องการที่จะมีความสุขได้ในทุกๆวัน เป้าหมายขนาดเล็กนี้ก็ควรจะเป็น “เป้าหมายรายวัน” (ไม่ใช่รายปี รายครึ่งปี รายไตรมาส ฯลฯ) . ยกตัวอย่างเช่น . การเป็นพนักงานดีเด่นประจำไตรมาส เป็นเป้าหมายที่มีขนาดเล็กกว่า การได้รับเลื่อนตำแหน่งก็จริง แต่มันยังไม่ใช่ “เป้าหมายรายวัน” . ในทางกลับกัน หากเราตั้งเป้าว่า เราจะปิดการขายกับลูกค้า ให้ได้ 3 คนก่อนเลิกงานวันนี้ นี่ถือเป็น “เป้าหมายรายวัน” . เป็นต้น . จุดที่สอง หากเราต้องการที่จะมีความสุขได้ในทุกๆวัน เป้าหมายขนาดเล็กนี้ก็ควรจะเป็น สิ่งที่เราทำสำเร็จได้ด้วยตัวเอง (ไม่พึ่งพาปัจจัยภายนอก เช่น คนอื่นๆ สภาพอากาศ) . เพราะต่อให้เราจะมี “เป้าหมายรายวัน” แต่หากเราไม่สามารถบรรลุเป้าได้ในทุกๆวัน (เพราะปัจจัยภายนอกไม่เอื้ออำนวย) เราก็คงจะไม่สามารถมีความสุขในทุกๆวันได้ . ยกตัวอย่างเช่น . การปิดการขายกับลูกค้าให้ได้ 3 คน ก่อนเลิกงานวันนี้เป็น “เป้าหมายรายวัน” ก็จริง แต่นี่คือเป้าหมายที่เราไม่สามารถ ทำสำเร็จได้ด้วยตัวเองคนเดียว (เพราะถ้าลูกค้าเลือกที่จะไม่ซื้อ ทุกอย่างก็จบ) . ในทางกลับกัน หากเราตั้งเป้าไว้ว่า เราจะนำเสนอสินค้ากับลูกค้าในรูปแบบที่ น่าสนใจ เป็นมิตร และมีข้อมูลครบถ้วนถูกต้อง นี่คือเป้าหมายที่เราสามารถทำสำเร็จด้วยตัวเองได้ . เป็นต้น . ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่ผมได้นำเสนอในวันนี้ จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่ต้องการขยับความสุขตัวเอง จาก “อนาคตที่แสนไกล” มาอยู่ใน “ทุกๆวันของชีวิต” นะครับ อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0033-2909.125.2.276 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/1089-2680.9.2.111 https://doi.org/10.1037//0022-3514.76.3.482 #จิตวิทยา #siamstr
image สำหรับหลายๆคน การยอมรับว่าตัวเอง “ไม่รู้” คือหนึ่งในเรื่องที่พวกเขาทำได้ยากที่สุด . แต่สำหรับคนจำนวนไม่น้อย คำว่า “ไม่รู้” คือเครื่องมือที่ทรงพลัง ในการ “ชักใย” ความสัมพันธ์ ให้เป็นไปในทิศทางที่ตัวเองต้องการ . ยกตัวอย่างเช่น . เวลาที่เราทำงานอยู่ในทีม และหัวหน้ามีงานเพิ่มเติมเข้ามา คำว่า “ฉันไม่รู้ ฉันทำไม่เป็น” สามารถกลายเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่ช่วยให้เราไม่ต้องแบกรับ ความรับผิดชอบในงานที่เพิ่มเข้ามาได้ . หรือเวลาที่เราอยู่กับแฟน และเราบอกแฟนว่า “ฉันไม่รู้ ฉันรีดเสื้อตัวนี้ให้เนี๊ยบไม่เป็น” มันก็สามารถช่วยให้เรา “เอาตัวรอด” ในเรื่องการทำงานบ้านได้สบายๆ . เป็นต้น . ซึ่งแน่นอนครับว่า หากเราใช้ชีวิตอยู่กับ คนที่ “ไม่รู้” ในลักษณะนี้ไปได้สักระยะ เราก็จะเริ่มรู้สึกหนักอึ้งมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะอีกฝ่ายก็จะใช้คำว่า “ไม่รู้” ในการโยนภาระ หน้าที่ ความรับผิดชอบ มาให้เราแบกมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง . ตอนแรกๆ เราอาจจะไม่มีปัญหา กับการเป็น “เดอะแบก” นี้ก็จริง แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปสักพัก และสิ่งที่ต้องแบกเริ่มมีมากขึ้น ในที่สุดแล้ว เราก็จะถึงขีดจำกัด ที่ทำให้เราไม่สามารถเป็น “เดอะแบก” ไปมากกว่านี้ได้อีก . ซึ่งพอถึงจุดนั้น เราก็มีโอกาสที่จะ ระเบิดอารมณ์รุนแรงกับอีกฝ่ายได้ (หากเราเลือกที่จะเป็น “เดอะแบก” เงียบๆมาโดยตลอด) . ภาพของการระเบิดอารมณ์อย่างรุนแรงนี้ไม่ใช่สิ่งที่หลายคนอยากให้เกิดขึ้น . แต่เราจะป้องกันไม่ให้สถานการณ์ “บานปลาย” ไปในลักษณะนั้นได้อย่างไร หากอีกฝ่ายยังคงมุ่งมั่นที่จะใช้คำว่า “ไม่รู้” เป็นข้ออ้างในการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบอย่างไม่ลดละ? . ในสถานการณ์เช่นนี้ ผมมองว่าการยืนหยัดให้ อีกฝ่ายแบกรับความรับผิดชอบคือกุญแจสำคัญครับ . ไม่ว่าอีกฝ่ายจะพยายามบอกว่าตัวเอง “ไม่รู้” แค่ไหน เราก็ต้องยืนหยัดให้เขาแบกรับความรับผิดชอบให้ได้ . ซึ่งถ้าอีกฝ่ายเขา “ไม่รู้” จริงๆ (ไม่ใช่ “ไม่รู้” แค่ลมปาก) เราไม่ต้องให้เขาแบกรับความผิดชอบเต็ม 100% ก็ได้นะครับ (เพราะเขาอาจจะแบกรับมันไม่ไหว) เราอาจจะเริ่มจากการให้เขาแบกรับสัก 5% หรือ 10% ก่อน . หรือถ้าการแบกรับในระดับ 5% มันยังเยอะเกินไปสำหรับเขา (เพราะเขา “ไม่รู้” แบบสุดขั้วจริงๆ) อย่างน้อย เราก็ต้องยืนหยัดให้เขาแบกรับสัก 1% ก็ยังดี . แนวทางที่ผมกำลังนำเสนออยู่นี้ อาจจะไม่ใช่แนวทางที่ทำให้คนที่เป็น “เดอะแบก” สบายขึ้นมาได้แบบทันทีทันใดก็จริง . แต่มันเป็นการ “สื่อสาร” (ผ่านการกระทำของเรา) ให้ฝ่ายที่ “ไม่รู้” เริ่มต้นเห็นว่า นับจากนี้ไป สมการ “ไม่รู้ = ไม่ต้องทำ” จะไม่สามารถใช้งานได้อีกแล้ว . ยิ่งไปกว่านั้น การที่เราค่อยๆยืนหยัด ให้อีกฝ่ายเขาเริ่มแบกรับทีละเล็กทีละน้อยนี้ ยังจะเป็น “ดักคอ” ไม่ให้อีกฝ่ายใช้คำว่า “ไม่รู้” หรือ “ทำไม่เป็น” มาเป็นเหตุผลในการหลีกเลี่ยงอีกด้วย . เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ เราก็จะค่อยๆยืนหยัด ให้อีกฝ่ายเขาแบกรับความรับผิดชอบมากขึ้นเรื่อยๆ (เช่น ทีละ 1%) จนกระทั่งเราสามารถปลดแอก ตัวเองจากการเป็น “เดอะแบก” ได้ในที่สุดครับ! อ้างอิง https://doi.org/10.1111/cpsp.12216 https://psycnet.apa.org/record/2015-05780-000 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนมีความรู้สึกไม่พึงพอใจกับ งานที่ทำอยู่หรือความสัมพันธ์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน . บางคนรู้สึกไม่พอใจนิดๆหน่อยๆ บางคนรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก . อย่างไรก็ตาม ในวันที่พวกเขาสูญเสียงานหรือความสัมพันธ์ดังกล่าวไป พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกช็อก เสียใจ เคว้งคว้างอยู่ดี . ใจพวกเขาเริ่มโหยหางานหรือความสัมพันธ์นั้น . เพราะถ้าพวกเขาสามารถกลับมา มีงานหรือความสัมพันธ์นั้นได้ ความรู้สึกช็อก เสียใจ เคว้งคว้าง ที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ก็จะหายไป . แต่มันก็มีความเป็นไปได้เหมือนกันครับว่า หากพวกเขา “สมหวัง” และได้งาน หรือความสัมพันธ์นั้นกลับมาจริงๆ แม้ความรู้สึกช็อก เสียใจ เคว้งคว้างจะทุเลาลง แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปสักพัก ความรู้สึกไม่พึงพอใจก็จะกลับมาด้วยเช่นกัน! . เราอยากให้ประวัติศาสตร์กลับมาซ้ำรอยแบบนี้จริงๆหรือ? . สิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอก็คือ ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ มันอาจจะให้ความรู้สึกว่าชีวิตเรากำลังเกิดวิกฤติก็จริง แต่ในอีกแง่หนึ่ง มันก็เป็นโอกาสด้วย . มันคือโอกาสที่เราจะได้พาตัวเอง ไปเจอกับงานหรือความสัมพันธ์ใหม่ ที่สามารถ “ตอบโจทย์” สิ่งที่ทำให้เรารู้สึก ไม่พึงพอใจในงานหรือความสัมพันธ์เก่าได้ . แน่นอนครับ ผมไม่ได้กำลังบอกว่า การกลับไปหางานหรือความสัมพันธ์เก่า คือทางเลือกที่แย่เสมอไป . เพราะมันก็มีความเป็นไปได้เหมือนกันครับว่า หลังจากที่ชีวิตเราเจอการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้แล้ว สิ่งที่เคยทำให้เรารู้สึกไม่พึงพอใจในงานหรือ ความสัมพันธ์เก่านั้นมันอาจจะคลี่คลายไปแล้วก็ได้ . แต่ถ้ามันยังไม่คลี่คลาย การ U-turn กลับไปหา งานหรือความสัมพันธ์เดิมมันจะไม่ต่างอะไร กับการหนีเสือปะจระเข้เลยครับ (ความรู้สึกช็อก เสียใจ เคว้งคว้างจะหายไป แต่จะมีความไม่พึงพอใจเข้ามาแทนที่) . มันจะดีกว่าไหมหากเราหนีจาก “เสือ” และหันไปหาสิ่งที่ดีกว่า “จระเข้”? . ใช่ครับ ชีวิตของเราแต่ละคนล้วนมีข้อจำกัด ในที่สุดแล้ว เราอาจจะไม่มีสิ่งที่ดีกว่า “จระเข้” รออยู่…ก็เป็นไปได้ . แต่เราจะรู้ได้ยังไงว่าชีวิตเราไม่มี สิ่งที่ดีกว่า “จระเข้” รออยู่ ถ้าเราไม่ได้ลองหาดูสักตั้งเสียก่อน? . บางคนอาจจะรู้สึกกลัวกับการมองหา เพราะพวกเขากลัวว่า หากตัวเองมองหา และค้นพบว่าไม่มีสิ่งที่ดีกว่ารออยู่ มันจะเป็นการเสียเวลาเปล่า . แต่ผมไม่ได้มองแบบนั้น . เพราะถ้าเราฟันธงว่าไม่มีสิ่งที่ดีกว่า “จระเข้” รออยู่ (โดยที่ไม่ได้ยังลองหาจริงๆจังๆก่อน) มันมีโอกาสที่เราจะรู้สึกค้างคาใจ . แต่ในทางกลับกัน หากเราได้ลงแรงค้นหาดูก่อน แม้เราจะไม่เจอสิ่งที่ดีกว่า “จระเข้” ในท้ายที่สุด แต่กระบวนการค้นหาของเรานั้น มันจะช่วยเคลียร์ความรู้สึกค้างคา ไม่ให้ตามหลอกหลอนเราในใจได้ . ฉะนั้น ต่อให้เราจะ “คว้าน้ำเหลว” ในการค้นหาสิ่งที่ดีกว่า “จระเข้” แต่เชื่อได้เลยครับว่ามันจะไม่ใช่ การ “กลับบ้านมือเปล่า” แน่นอนครับ อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/10397-000 https://psycnet.apa.org/record/2004-21666-000 #จิตวิทยา #siamstr
image การมีแผนในอนาคตร่วมกัน (เช่น แผนที่จะย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกัน แผนที่จะแต่งงาน แผนที่จะมีลูก) คือเรื่องปกติของคู่รัก . แต่สำหรับบางคน แผนในอนาคต ได้กลายเป็นเครื่องมือในการชักใย ให้อีกฝ่ายทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ . ยกตัวอย่างเช่น สัญญากับแฟนว่าจะคุยกับผู้ใหญ่เพื่อขอหมั้น เพื่อให้แฟนมองข้ามเหตุการณ์ที่ตัวเองคิดจะนอกใจแฟน เป็นต้น . มันทำให้ฝ่ายที่ถูกชักใยรู้สึกดีใจ กับภาพอนาคตที่สวยงามนั้น ส่งผลให้ฝ่ายที่ถูกชักใยเลือก ที่จะ “ตามใจ” แฟนตัวเอง (เช่น มองข้ามเหตุการณ์ที่คิดจะนอกใจ) . ประเด็นสำคัญก็คือฝ่ายที่วาดภาพหรูนั้น เขาเพียงแค่ “ขายผ้า (ภาพ) เอาหน้ารอด” เท่านั้น . เขาไม่ได้มีเจตนาที่จะ “ลงมือทำ” ให้ภาพ อนาคตดังกล่าวเป็นจริงขึ้นแม้แต่นิดเดียว ดังนั้น เมื่อฝ่ายที่ถูกชักใยมีการ “ทวง” (เช่น “ผ่านมานานแล้วนะ ทำไมเธอถึงยังคุยกับผู้ใหญ่เสียที”) ฝ่ายที่วาดภาพหรูก็จะบ่ายเบี่ยงไปเรื่อยๆ . …ซึ่งสามารถนำมาสู่ความขัดแย้งในเวลาต่อมาได้ . และที่ตลกร้ายก็คือ บ่อยครั้ง ฝ่ายที่วาดภาพหรู จะแก้ไขความขัดแย้งครั้งใหม่นี้ด้วยการ วาดภาพอนาคตที่สวยงามภาพใหม่ขึ้นมาอีก! . มันจึงกลายเป็น loop ที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ . ขัดแย้ง => ให้คำสัญญาที่สวยงาม => ไม่ลงมือทำ => มีการทวง => ขัดแย้ง => ให้คำสัญญาที่สวยงาม (อีกแล้ว) . ฝ่ายที่ถูกชักใยจึงได้แต่รอ รอ และก็รอ รอด้วยความหวัง…ซึ่งในที่สุดก็จบลงด้วยการ “รอเก้อ” อยู่เรื่อยไป . การรอคอยด้วยความหวัง (ด้วยตัวมันเอง) ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายนะครับ . แต่ถ้ามันเป็นการรอคอย แบบที่อีกฝ่ายมีแต่ “คำสัญญา” (แต่ไม่มีการ “ลงมือทำ”) ติดต่อกันต่อเนื่องเป็นเวลานานล่ะก็ . นี่อาจเป็นสัญญาณว่าคนๆนี้ไม่ “ควรค่า” แก่การรอคอยของเรา…ก็เป็นได้ครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1037/a0021857 https://doi.org/10.1111/pere.70028 https://psycnet.apa.org/doi/10.1017/jrr.2014.8 #จิตวิทยา #siamstr