Journaling Our Journey's avatar
Journaling Our Journey
npub1kmua...wk8n
ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ
image หลายคนรู้สึกลังเลที่จะมาพูดคุยกับนักจิตวิทยา เพราะพวกเขากังวลว่า นักจิตวิทยา จะพยายามบีบบังคับให้พวกเขาต้องเปิดเผย เรื่องราวชีวิตส่วนตัวที่พวกเขาไม่อยากที่จะเปิดเผย …บีบบังคับด้วยการใช้เหตุผลทำนองว่า “มันจำเป็นต่อกระบวนการในการพูดคุยกัน” และเมื่อเผชิญหน้ากับเหตุผลในลักษณะนี้ พวกเขาก็จะพบว่าตัวเอง “ปฏิเสธไม่ออก” และต้องยอม “ไหลตามน้ำ” ไปอย่างไม่เต็มใจ ผมอยากใช้โอกาสตรงนี้เพื่อให้ความมั่นใจ กับทุกๆคนที่มีความกังวลในเรื่องนี้อยู่ในใจว่า… “ถ้าเรารู้สึกไม่พร้อมที่จะบอกเล่า เรื่องราวบางอย่างให้นักจิตวิทยาล่ะก็ เราสามารถบอกนักจิตวิทยาตรงๆได้เลยครับ แน่นอนครับ หากเราสามารถบอกเล่า เรื่องราวดังกล่าวให้นักจิตวิทยาฟังได้ มันอาจช่วยให้นักจิตวิทยาทำงานกับเราได้ง่ายขึ้นก็จริง แต่ต่อให้เราจะไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวนั้น นักจิตวิทยาก็ยังสามารถทำงานกับเราได้อยู่ดี” ผมอาจจะไม่สามารถพูดแทนนักจิตวิทยาคนอื่นๆได้ แต่ผมสามารถบอกได้เลยครับว่า หากวันนี้มีผู้รับบริการมาบอกผมว่า เขาไม่พร้อมที่จะแชร์เรื่องราวส่วนตัวเรื่องไหนก็ตาม ผมจะเคารพเขาและจะไม่ซักไซ้ไล่เลียง หรือ “หลอกล่อ” ให้เขาเปิดเผยเรื่องราวดังกล่าวเพิ่มเติม …เว้นแต่เจ้าตัวเขารู้สึกพร้อมที่จะแชร์เท่านั้น นี่คือสิ่งที่ผม (รวมไปถึงนักจิตวิทยาหลายคนที่ผมรู้จักเป็นการส่วนตัว) จะทำครับ อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/h0045357 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/h0085885 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนเชื่อว่าตัวเองเป็นคนที่ “ไม่ได้เรื่อง” . เพราะพวกเขาถูก “ผู้ใหญ่” ในชีวิต (เช่น พ่อแม่ ครู หัวหน้า) ชิ้นิ้วทุกครั้ง ที่พวกเขาทำผิดพลาดมาโดยตลอด . ไม่ว่าสิ่งที่ผิดพลาดนั้นจะเป็น การที่พวกเขาลืมปิดไฟในห้องนอน การทำแบบฝึกหัดไม่ถูกต้อง หรือการลืม cc อีเมลให้เจ้านายก็ตาม . พวกเขาฟังเสียงของ “ผู้ใหญ่” พวกเขาให้คุณค่ากับเสียงของ “ผู้ใหญ่” . และในเมื่อสิ่งที่พวกเขาได้ยินจาก “ผู้ใหญ่” ล้วนเต็มไปด้วยคำว่า “ไม่ได้เรื่อง” มันจึงไม่แปลกเลยครับที่พวกเขา จะมองว่าตัวเอง “ไม่ได้เรื่อง” ตามไปด้วย . คำถามก็คือ ผลการประเมินว่า “ไม่ได้เรื่อง” นั้น เป็นผลการประเมินที่ “เป็นธรรม” หรือเปล่า? . ถ้าผลการประเมินจะ “เป็นธรรม” ได้ นอกจากผู้ประเมินจะต้องพิจารณากรณีที่ “ทำผิด” แล้ว ผู้ประเมินก็ควรจะต้องพิจารณากรณีที่ “ทำถูก” ด้วย . มันเหมือนเวลาที่เราทำข้อสอบ และยื่นข้อสอบให้คนตรวจเลยครับ . การตรวจข้อสอบจะ “เป็นธรรม” ก็ต่อเมื่อมีการตรวจทุกๆข้อ . ทั้งข้อที่ “ทำผิด” และ “ทำถูก” . หากคนที่ตรวจข้อสอบ เขาตรวจและให้คะแนน เฉพาะข้อที่เรา “ทำผิด” อย่างเดียว โดยที่มองข้ามข้อที่เรา “ทำถูก” . แน่นอนครับว่าผลคะแนนจะออกมา “ไม่ได้เรื่อง” . แต่ผลคะแนนที่ “ไม่ได้เรื่อง” นี้ มันสะท้อนความรู้ความสามารถ ที่แท้จริงของเราหรือไม่? . ไม่มีทางครับ . และเราก็ไม่ควรให้คุณค่า กับผลการประเมินที่ “คุณภาพต่ำ” นี้ด้วย . เช่นเดียวกันครับ . หากเราถูกคนอื่นประเมินอย่าง “ไม่เป็นธรรม” หากเราถูกคนอื่นบอกว่าเรา “ไม่ได้เรื่อง” . เราก็ไม่จำเป็นต้องให้คุณค่า และเชื่อในผลการประเมินนี้ครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1177/1077559515602095 https://doi.org/10.3389/fpsyg.2017.00853 #จิตวิทยา #siamstr
image พวกเราทุกคนมีจมูกก็จริง แต่บางคนจะ “จมูกไว” เป็นพิเศษ เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ . เช่นเดียวกันครับ . พวกเราทุกคนมีอารมณ์ความรู้สึกเหมือนกันก็จริง แต่พวกเราแต่ละคนจะ “ไว” ต่ออารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นไม่เหมือนกัน . ลองนึกถึงความกังวลที่เกิดขึ้นในใจ เวลาที่เราไปยืนพูดในที่สาธารณะดูสิครับ . บางคนรู้สึกกังวลมาก จนใจเต้นแรงและ หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม . ในขณะที่บางคนรู้สึกกังวล น้อยมากจนแทบจะ ไม่เกิดแรงกระเพื่อมในใจเลย . ความแตกต่างนี้เป็นเรื่อง “ธรรมชาติ” . หากเราเป็นคนหนึ่งที่ “ไว” ต่ออารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง มากกว่าคนอื่นๆล่ะก็ บางครั้ง เราอาจมีมุมมอง ต่อตัวเองในลักษณะ “ติดลบ” . เราอาจมองว่าตัวเอง “อ่อนแอ” เราอาจมองว่าตัวเอง “ปัญหาเยอะ” . เราอาจจะไม่ชอบ “ธรรมชาติ” ของเราที่เป็นแบบนี้ . เราอาจจะมีความคิด อยากเปลี่ยน “ธรรมชาติ” ของเราให้ต่างไปจากเดิม . แต่มันไม่ต่างอะไรกับ กรณีของคนที่ “จมูกไว” เลยครับ . คนที่ “จมูกไว” ไม่สามารถ เปลี่ยนเป็นคนที่ “จมูกธรรมดา” ได้ฉันใด . คนที่ “ไว” ต่ออารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง ก็ไม่สามารถเปลี่ยน “ธรรมชาติ” ของตัวเองในจุดนี้ได้ฉันนั้น . สิ่งที่เราทำได้คือการทำความเข้าใจ “ธรรมชาติ” ของตัวเองและเรียนรู้ ที่จะอยู่กับมันให้ได้อย่างกลมกลืนครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1037/a0017376 https://doi.org/10.1037//0022-3514.73.2.345 #จิตวิทยา #siamstr
image หนึ่งในคำพูดที่ทำให้คู่รัก รู้สึกใจแป้วได้มากที่สุดคือคำว่า… . “เราห่างกันสักพักเถอะนะ” . ทันทีที่ได้ยินประโยคนี้ หลุดออกมาจากปากของแฟน หลายคนจะตีความอย่างรวดเร็วว่า… . “แฟนของฉันกำลังบอกเลิก” . ส่งผลให้พวกเขาอาจพูดหรือ ทำอะไรบางอย่างที่สร้าง ความเสียหายรุนแรงในความสัมพันธ์ได้ . (เช่น เผลอพูดประชดออกไปว่า “งั้นก็เลิกกันไปเลยสิ!” แม้ว่าในใจจะไม่ได้อยากเลิกกันก็ตาม) . แน่นอนครับว่า พอถึงจุดนี้ บางคนก็อาจจะไม่ได้สนใจกับ ความเสียหายที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์อีกต่อไป . เพราะพวกเขามองว่า ความสัมพันธ์ดังกล่าวมันจบไปแล้ว . แต่ถ้าความสัมพันธ์ยังไม่ได้จบล่ะ? . ถ้าการ “ห่างกันสักพัก” ไม่ได้แปลว่าการ “บอกเลิก” ล่ะ? . เพราะสำหรับบางคน เวลาที่พวกเขาพูดว่า “ห่างกันสักพัก” . …พวกเขาหมายความตามที่พูดจริงๆ . (เช่น พวกเขาต้องการเวลา ที่จะได้อยู่กับตัวเองเงียบๆสักพัก และหลังจากที่พวกเขาได้ “เต็มอิ่ม” กับช่วงเวลาดังกล่าวแล้ว พวกเขาค่อยเดินเข้ามาหาแฟนทีหลัง) . เราจะเห็นได้ว่า หากเราด่วนตีความด้วยตัวเอง เราจะไม่มีทางรู้ได้เลยครับว่า เจ้าตัวเขาหมายความ “ตรงตามอักษร” หรือเปล่า . ผมจึงอยากจะเชิญชวนว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ เราหยุดตีความและหันมา พูดคุยสอบถามเจ้าตัวโดยตรงกันดีกว่าครับ อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/2004-00020-007 https://doi.org/10.1037//0022-006x.57.1.47 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่ความสัมพันธ์เกิด “รอยร้าว” หลายคนตัดสินใจที่จะนิ่งเงียบ ไม่สื่อสาร . เพราะพวกเขาไม่อยาก “พูดในสิ่งที่ผิด” ออกไป และทำให้ “รอยร้าว” ในความสัมพันธ์เลวร้ายไปกว่าเดิม . สถานการณ์แบบนี้…เป็นอะไรที่เข้าใจได้มากๆเลยครับ . แต่มันมีแนวโน้มที่จะส่งผลให้เกิดการ “ผัดวันประกันพรุ่ง” ในการสื่อสารไปเรื่อยๆ . เพราะการที่คนเราจะไม่ “พูดในสิ่งที่ผิด” เลยแม้แต่ประโยคเดียวนั้น…มันเป็นไปได้ยาก . การรอให้มั่นใจก่อนว่าจะไม่ “พูดในสิ่งที่ผิด” จึงมักจะนำมาสู่การรอต่อไปเรื่อยๆๆอย่างไม่มีที่สิ้นสุด . มันจึงกลายเป็นว่า ถ้าเลือกที่จะรอ ก็เสี่ยงที่จะรอไปเรื่อยๆจนไม่ได้พูด ในทางกลับกัน ถ้าเลือกที่จะพูด ก็เสี่ยงที่จะ “พูดในสิ่งที่ผิด” และ ทำให้ความขัดแย้งเลวร้ายกว่าเดิม . ไม่ว่าจะเลือกทางไหน ก็ล้วนมีความเสี่ยงทั้งสิ้น . มันคือเรื่องที่ต้องมาพิจารณากันครับว่า ระหว่างความเสี่ยงที่จะ “ไม่ได้พูด” กับ ความเสี่ยงที่จะ “พูดในสิ่งที่ผิด” นั้น อะไรคือสิ่งที่ส่งผลต่อ “รอยร้าว” ในความสัมพันธ์มากกว่า . หลายคนอาจจะมองดูสถานการณ์เช่นนี้ และหวังอยากจะเห็นทางเลือกที่ “สวยงาม” กว่านี้ . …ทางเลือกที่ไม่ต้องมีความเสี่ยง . แต่ไม่ว่าพวกเขาจะไม่ชอบทางเลือก ที่มีให้เลือกแค่ไหน มันปฏิเสธไม่ได้จริงๆครับว่า พวกเขามีทางเลือกให้เลือกเพียงแค่นี้ . หากพวกเขายังคงพยายามควานหา ทางเลือกที่ไม่มีความเสี่ยงใดใดต่อไปเรื่อยๆ พวกเขาก็มีโอกาสที่จะเสียเวลา และพลังงานไปโดยเปล่าประโยชน์ได้ . …ผมหวังว่าสิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้นกับคุณผู้อ่าน ที่กำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ทำนองนี้นะครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.paid.2016.01.017 https://doi.org/10.1080/08824090903074381 https://doi.org/10.1111/j.1468-2958.2009.01355.x #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราอ่านหนังสือ (หรือ post นี้ของเพจ) พวกเราหลายคนจะยึดคติว่า “ยิ่งอ่านได้เร็วเท่าไหร่ ยิ่งดีเท่านั้น” . แต่การอ่านเร็ว…มันดีจริงๆหรือ? . ผลการศึกษาที่มีอยู่พบว่า เวลาที่เราเน้น “ความเร็ว” ในการอ่าน มันอาจจะช่วยให้เราเข้าใจ เนื้อหาคร่าวๆของสิ่งที่เราอ่านก็จริง . แต่ถ้าหากเราต้องการทำความเข้าใจ เนื้อหาที่มีความซับซ้อน ถ้าเราต้องการที่จะ “ดื่มด่ำ” กับสิ่งที่เราอ่าน (เช่น อ่านนิยาย) . …การอ่านแบบ “เน้นความเร็ว” อาจจะไม่เหมาะสมเท่าไหร่นัก . เพราะถ้าเราจะอ่านและ ทำความเข้าใจในเรื่องยากๆ (หรือ “ดื่มด่ำ” กับสิ่งที่กำลังอ่าน) ได้จริงๆ… . บางประโยค เราอาจจะอ่านเร็วๆได้ แต่บางประโยค เราจะต้องค่อยๆอ่าน . …และสำหรับบางประโยค เราจะต้องมีการย้อนกลับไปอ่านซ้ำ . ทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยครับ หากเราอ่านแบบเน้น “ความเร็ว” . เราจะเห็นได้เลยนะครับว่า ในบางครั้ง มันไม่สำคัญเท่าไหร่เลยครับว่า เราจะอ่านได้เร็วแค่ไหน . แต่ในบางครั้ง สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่า เราเข้าใจสิ่งที่เราอ่านได้ลึกซึ้งแค่ไหนครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1371/journal.pone.0036091 https://doi.org/10.31949/jell.v9i1.14037 #จิตวิทยา #siamstr
image ทุกๆความรักความสัมพันธ์ ล้วนแล้วแต่ต้องเจอกับปัญหาและอุปสรรค . สำหรับคู่รักบางคู่ พวกเขาไม่สามารถก้าวข้าม ผ่านปัญหาและอุปสรรคเหล่านั้นได้ . สำหรับคู่รักบางคู่ พวกเขาสามารถก้าวข้าม ผ่านปัญหาและอุปสรรคเหล่านั้นได้ . สำหรับคู่รักกลุ่มหลังนี้… . บางคู่สามารถอยู่ต่อด้วยกันอย่างมีความสุข หลังจากที่ผ่านพ้นปัญหาและอุปสรรคดังกล่าวได้ . แต่บางคู่ก็ไม่สามารถอยู่ต่อ ด้วยกันอย่างมีความสุขได้เช่นกัน . อะไรคือ “ความลับ” ที่ทำให้คู่รักบางคู่ สามารถมีความสุขด้วยกันต่อไปได้? . “ความลับ” ที่สำคัญประการหนึ่งก็คือ คู่รักที่สามารถก้าวข้ามผ่านปัญหา และอุปสรรคได้อย่างมีความสุขนั้น คือคู่รักที่ไม่ “ปล่อยผ่าน” ช่วงเวลาดีๆภายในความสัมพันธ์ . …ต่อให้มันจะเป็นช่วงเวลาดีๆที่ดู “เล็กน้อย” (เช่น แวะร้านกาแฟร้านหนึ่งและพบว่า รสชาติกาแฟร้านนี้ “ถูกปาก” ตัวเราและแฟนอย่างแรง) ก็ตาม . คู่รักที่ไม่ “ปล่อยผ่าน” ช่วงเวลาดีๆ จะให้ความสนใจกับช่วงเวลาดีๆที่เกิดขึ้น ดื่มด่ำกับช่วงเวลาดีๆที่เกิดขึ้น หรือแม้กระทั่งขอบคุณช่วงเวลาดีๆที่เกิดขึ้น . …ส่งผลให้ช่วงเวลาดีๆที่เกิดขึ้น ในความสัมพันธ์ของคู่รักเหล่านี้ ถูกจัดเก็บไว้ใน “ธนาคารความทรงจำ” ของพวกเขาอย่างชัดเจนมากกว่า (เมื่อเทียบกับกรณีที่คู่รัก “ปล่อยผ่าน” ช่วงเวลาดีๆเหล่านั้น) . ความทรงจำที่ดีที่อยู่ใน “ธนาคารความทรงจำ” เหล่านี้จึงสามารถทำหน้าที่ “ดูดซับแรงกระแทก” เวลาที่คู่รักเจอกับปัญหาและอุปสรรคนั่นเองครับ อ้างอิง Bryant, F. B., & Veroff, J. (2007). Savoring: A new model of positive experience. Lawrence Erlbaum Associates. https://doi.org/10.1037/0022-3514.91.5.904 #จิตวิทยา #siamstr
image ทุกวันนี้ หลายคนพบว่า ชีวิตของพวกเขาแต่ละวัน มีแต่ความยุ่งเต็มไปหมด . เพราะสภาพแวดล้อม ในชีวิตของพวกเขามีแต่ “สิ่งเรียกร้องความสนใจ” ทั้งสิ้น . ยกตัวอย่างเช่น notification ในมือถือที่ “เรียกร้อง” ให้เราตอบข้อความไลน์ เป็นต้น . ดังนั้น พอพวกเขาใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อยๆ พวกเขาก็จะพบว่า เผลอแป๊บเดียว เวลาในแต่ละวันก็หมดไปเสียแล้ว . …แถมยังหมดไปโดยที่พวกเขา ยัง “ไม่ได้ทำอะไร” ในวันนั้นเลยอีกด้วย! . ทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้นได้? . เพราะพวกเขาใช้เวลาหมดไปกับ “สิ่งเรียกร้องความสนใจ” . แต่ “สิ่งเรียกร้องความสนใจ” เหล่านั้น อาจจะไม่ใช่ “สิ่งที่สำคัญ” สำหรับพวกเขาเสมอไป . ฉะนั้น หากเราไม่อยากให้เวลา แต่ละวันหมดไปโดยที่ ยัง “ไม่ได้ทำอะไร” ล่ะก็… . เราต้องอย่าปล่อยให้ “สิ่งเรียกร้องความสนใจ” ดูดเวลาของเราไปหมด . แต่เราต้องคำนึงถึง “สิ่งที่สำคัญ” สำหรับเราที่เราอยากทำในแต่ละวัน และทุ่มเทเวลาของเราให้กับสิ่งเหล่านั้นครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1037/xhp0000100 #จิตวิทยา #siamstr
image “ฉันเป็นคนง่ายๆ ไม่เรื่องเยอะ” . นี่คือประโยคที่หลายคน ใช้ในการอธิบายตัวเอง . ยิ่งไปกว่านั้น หลายคนรู้สึกภาคภูมิใจ ในความเป็น “คนง่ายๆ” นี้อีกด้วย . อย่างไรก็ตาม ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ได้มาฟรีๆ . การเป็น “คนง่ายๆ” ในสายตาของคนอื่นนั้น มันมี “ราคาที่ต้องจ่าย” . “ราคาที่ต้องจ่าย” นี้…มีอะไรบ้าง? . ประการแรก . ยิ่งเราถล้ำลึกในความเป็น “คนง่ายๆ” สำหรับคนอื่นมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งใส่ใจกับความรู้สึก และความต้องการของคนอื่น มากจนอาจทำให้เรา disconnect กับความรู้สึกและความต้องการของตัวเองได้ (ในระยะยาว) . มันอาจจะทำให้เราตื่นขึ้นมาวันหนึ่ง และตอบตัวเองไม่ได้อีกแล้วว่า ตัวเราต้องการอะไร…ก็เป็นได้! . ประการต่อมา . ยิ่งเราพยายามที่จะตอบโจทย์ ความต้องการของคนอื่นมากเท่าไหร่ คนอื่นก็ยิ่งรู้จัก “ตัวตนที่แท้จริง” ของเราน้อยลงเท่านั้น . มันทำให้ความสัมพันธ์ที่เรามีกับคนอื่น ยากที่จะเป็นความสัมพันธ์ที่ “แท้จริง” ได้ . ประการที่สาม . ยิ่งเราเมินเฉยต่อความต้องการของตัวเอง (เพราะเรามัวแต่โฟกัสที่ความต้องการของคนอื่น) มันยิ่งเพิ่มโอกาสที่เราจะสะสม ความขุ่นเคืองในใจเรามากขึ้นเรื่อยๆ . และพอถึงจุดหนึ่ง ความขุ่นเคืองที่เราสะสมไว้ มันก็อาจจะ “ระเบิด” ออกมาอย่างไม่คาดคิด กับคนอื่น (รวมถึงคนที่เรารัก) ได้ . ประการสุดท้าย . ยิ่งคนอื่นมีภาพจำว่าเราเป็น “คนง่ายๆ” มากเท่าไหร่ คนอื่นก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะ “ต่อต้าน” ในวันที่เรา ตัดสินใจที่จะโฟกัสความต้องการของเราเองมากขึ้นเท่านั้น . เหล่านี้คือตัวอย่างของ “ราคาที่ต้องจ่าย” สำหรับ การเป็น “คนง่ายๆ” . สำหรับบางคน ราคาดังกล่าวถือว่า “ไม่แพงเกินไป” . สำหรับคนกลุ่มนี้ พวกเขาก็คงเลือกที่จะ continue กับการเป็น “คนง่ายๆ” ต่อไปได้ อย่างไม่เป็นปัญหามากนัก . แต่สำหรับคนที่มองว่าราคาดังกล่าว ถือว่า “แพงเกินไป” นั้น หากทุกวันนี้ พวกเขายังคงเป็น “คนง่ายๆ” ในสายตาคนอื่นอยู่ล่ะก็ . …เห็นทีพวกเขาคงต้องเริ่มหยุดเป็น “คนง่ายๆ” แล้วครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1002/pchj.70016 https://doi.org/10.3390/encyclopedia5030095 #สุขภาพจิต #siamstr
image หลายคนมองว่า หากตัวเองได้ทำงานอยู่ที่ไหนนานๆ (เช่น 15 ปีขึ้นไป) พวกเขาก็จะไม่ย้ายงานอีกแล้ว . หรือถ้าพวกเขาจะย้ายงานจริงๆ พวกเขาก็จะย้ายภายในอุตสาหกรรม ที่พวกเขาทำงานอยู่เท่านั้น . เพราะพวกเขามองว่า หากพวกเขาไปเริ่มต้น ในอุตสาหกรรมใหม่ พวกเขาก็จะไม่มี “แต้มต่อ” ที่จะช่วยให้พวกเขา แข่งขันกับเด็กจบใหม่ได้ . …ซึ่งมันก็จริงนะครับ . การ “เริ่มต้นใหม่” และต้องต่อสู้กับเด็กจบใหม่ (รวมทั้งคนที่อยู่ในวงการมานาน) มันไม่ใช่เรื่องง่าย . มันทำให้หลายคนฟันธง ในใจอย่างรวดเร็วว่า “ฉันทำไม่ได้หรอก” . พวกเขาก็เลยติดแหง็ก อยู่กับงานที่พวกเขาทำอยู่ (แม้พวกเขาจะไม่ได้ชอบงานนั้นก็ตาม) . อย่างไรก็ตาม ถ้าหากพวกเขา ไม่ได้ด่วนสรุปว่า “ทำไม่ได้” ล่ะ? . อย่างน้อย พวกเขาก็คงจะได้ลงมือ “ทำการบ้าน” อย่างจริงจังก่อนว่า การ “เริ่มต้นใหม่” ในอุตสาหกรรม ที่พวกเขาต้องการนั้น พวกเขามี โอกาสที่จะทำได้มากน้อยแค่ไหน . หลังจากที่ได้ “ทำการบ้าน” แล้ว พวกเขาอาจจะพบว่า การ “เริ่มต้นใหม่” อาจไม่ได้ยากจนไกลเกินเอื้อม…ก็เป็นได้! . ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ ก็ถือว่าดีเลยนะครับ ที่พวกเขาไม่ได้ด่วนสรุปว่า “ทำไม่ได้” ไปก่อนหน้านี้ . แต่ถ้าได้ลงมือ “ทำการบ้าน” ไป และพบว่าการ “เริ่มต้นใหม่” มันไกลเกินเอื้อมจริงๆขึ้นมาล่ะ? . ในกรณีแบบนี้ การใช้เวลา “ทำการบ้าน” มันเป็นการเสียเวลาเปล่าใช่ไหม? . ผมไม่มองว่ามันคือการเสียเวลาเปล่าครับ . เพราะช่วงเวลาที่ “เสียเปล่า” ไปนั้น มันช่วยให้พวกเขาได้ “รู้จริง” ว่า การ “เริ่มต้นใหม่” มันไกลเกินเอื้อม (ไม่ใช่แค่ “คิด” ว่าการ “เริ่มต้นใหม่” มันไกลเกินเอื้อม) . มันช่วยให้พวกเขาทำใจปล่อยมือ จากเส้นทางชีวิตที่เกินเอื้อมนั้นได้ง่ายขึ้น . ยอมเสียเวลา “ทำการบ้าน” สักหน่อย เพื่อแลกมากับใจที่สงบมากขึ้น . …ผมมองว่ามันเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่าดีนะครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.joep.2016.12.001 #สุขภาพจิต #siamstr
image เวลาที่เราเริ่มต้นความรักครั้งใหม่ หลายคนจะนึกถึง “กฎ 3-3-3” . 3 เดือนแรกของความสัมพันธ์คือช่วง promotion . ทุกอย่างดีไปหมด ง่ายไปหมด สวยงามไปหมด . 3 เดือนต่อมาของความสัมพันธ์คือช่วงที่ “ความจริง” เริ่มปรากฏ . ความแตกต่างระหว่างกันและกัน เริ่มโผล่มาให้เห็น (ซึ่งมักจะตามมาด้วย ความขัดแย้งระหว่างคู่รัก) . 3 เดือนต่อมาของความสัมพันธ์คือช่วงเวลาตัดสินใจ . ตัดสินใจว่าจะยังอยาก “ไปต่อ” กับความสัมพันธ์นี้หรือไม่ (หลังจากที่ได้รู้จัก “ตัวตนที่แท้จริง” ของแฟนตัวเองมาพอสมควรแล้ว) . ในความเป็นจริง “กฎ 3-3-3” อาจจะไม่ใช่ ตัวเลข 3 เดือนเป๊ะๆก็จริง . แต่มันเป็น framework ที่มีประโยชน์ในการมองดู ความรักครั้งใหม่ ได้พอสมควรเลยทีเดียว . อย่างน้อยที่สุด หากคู่รักคุ้นเคยกับ “กฎ 3-3-3” อยู่บ้าง การตัดสินใจที่จะ commit กันอย่างจริงจัง (เช่น แต่งงาน มีลูก) ก่อนที่ความสัมพันธ์ จะถึงช่วงที่ “ความจริง” เริ่มปรากฏ . …ก็จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยลง . ปัญหาความสัมพันธ์ที่เกิดจาก การ “ด่วนตัดสินใจ” ก็จะน้อยลงตามไปด้วย . ด้วยเหตุนี้ ผมจึงมองว่า ต่อให้ “กฎ 3-3-3” จะไม่ได้มีความเที่ยงตรงเท่าไหร่นัก แต่มันก็ยังเป็นประโยชน์สำหรับคู่รักได้อยู่ดีครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.jretai.2010.06.003 https://doi.org/10.1006/jado.2001.0407 #สุขภาพจิต #siamstr
image “เป้าหมายในชีวิตของฉันคือการมีความสุข” . นี่คือเป้าหมายของหลายๆคน . อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่มุมหนึ่ง นี่อาจไม่ใช่เป้าหมายที่ดีเท่าไหร่นัก . เพราะเมื่อเราตั้งเป้าหมายเช่นนี้ สิ่งหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นตามมาคือ การที่เราคอยเช็คตัวเองอยู่เรื่อยๆว่า . “ฉันมีความสุขหรือยัง?” “ทำไมวันนี้ฉันยังไม่มีความสุขกัน?” “คนอื่นเขาดูมีความสุขกว่าฉันทั้งนั้นเลยนะ” ฯลฯ . มันทำให้ “ความสุข” กลายเป็น สิ่งที่มาพร้อมกับ “ความกดดัน” . และในเมื่อเรามี “ความกดดัน” อยู่ในใจ เราจะบรรลุเป้าหมาย ในเรื่องการมี “ความสุข” ได้อย่างไร? . มันเหมือนกับเวลาที่เรานอนหลับเลยครับ . หากเราคิดอยู่ในใจเรื่อยๆว่า “ฉันหลับหรือยัง?” “ทำไมคืนนี้ฉันยังไม่ง่วงเสียที?” “คนอื่นเขาหลับกันไปแล้วแต่ฉันยังตาค้างอยู่เลย” ฯลฯ . …เราก็คงนอนหลับได้ยาก . ดังนั้น แทนที่เราจะตั้ง เป้าหมายที่จะ “มีความสุข” การตั้งเป้าหมายที่จะ “มีชีวิตที่มีคุณค่า/ความหมาย” อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า . เพราะในระหว่างที่เรากำลังสร้างชีวิต ให้ “มีคุณค่า/ความหมาย” อยู่นั้น เชื่อได้เลยครับว่าเราจะพบกับ “ความสุขระหว่างทาง” แน่นอนครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1037/a0038029 https://doi.org/10.1016/j.cobeha.2021.03.006 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนมี มุมมองความเชื่อ ที่เหนียวแน่น อยู่ในใจว่า… . “คนอื่นเก่งกว่าฉัน” “คนอื่นเป็นที่รักมากกว่าฉัน” “คนอื่นมีชีวิตที่ลงตัวกว่าฉัน” ฯลฯ . มันเป็นมุมมองความเชื่อ ที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองด้อย . และเมื่อพวกเขารู้สึกว่าตัวเองด้อย มันก็มีแนวโน้มที่จะทำให้พวกเขา ไม่กล้าใช้ชีวิตของตัวเองอย่างเต็มที่ . ส่งผลให้พวกเขาพลาดโอกาส ที่จะสร้างชีวิตของตัวเองให้เต็ม potential ได้ . …มันน่าเสียดายเหมือนกันนะครับ . และมันจะยิ่งน่าเสียดาย มากเข้าไปใหญ่ครับ หากเราได้รู้ว่า จริงๆแล้ว ไม่ใช่แค่เราคนเดียว ที่มองว่าคนอื่น “เหนือกว่า” . คนอื่นๆก็มองว่าคนอื่น “เหนือกว่า” ด้วย! . มันคือสถานการณ์ที่ต่างคน ต่างมองกันและกันว่า “เหนือกว่า” . ซึ่งก็หมายความว่า จริงๆแล้ว อาจไม่ได้มีใคร ที่ “เหนือกว่า” กันเลย! . …มีแค่มุมมองที่หลายคน มองตัวเองอย่างใจร้ายเท่านั้น . ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากจะนำเสนอว่า เราอย่าปล่อยให้มุมมองความเชื่อ (ว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่น) มา limit ชีวิตของเรากันดีกว่าครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1080/10463283.2022.2161043 https://doi.org/10.1016/j.chb.2024.108231 https://doi.org/10.1002/hbm.23854 #จิตวิทยา #siamstr
image หนึ่งในกิจกรรม ที่หลายคนชอบทำมากที่สุด คือการดูนก . หลายคนอาจจะไม่ได้ ชื่นชอบกิจกรรมนี้ก็จริง แต่มันเป็นกิจกรรมที่ “ดีต่อสมอง” ของเราไม่น้อยเลยครับ . นั่นเป็นเพราะว่า… . . . # 1 . เวลาที่เราดูนก เราจะต้องคอยสังเกต การเคลื่อนไหว สี และเสียงอยู่ตลอดเวลา (ต่อให้มันจะเป็นการเคลื่อนไหว สี หรือเสียงที่ “เล็กน้อย” ก็ตาม) . มันจึงช่วยให้เรามีสมาธิที่ “คม” มากขึ้น . # 2 . ผลการศึกษาพบว่า คนที่ใช้เวลาในการดูนกมากๆ จะมีสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับ “การมองเห็น” ที่แตกต่างจากคนอื่นๆ . # 3 . เวลาที่เราดูนก เราจะต้องมีการระบุว่า นกที่เรากำลังดูอยู่นั้นมันคือนกอะไร . ดังนั้น ยิ่งเราดูนกบ่อยๆ มันก็จะยิ่งฝึกให้สมองเรา ประมวลข้อมูลได้เร็วมากขึ้น . แถมยังสามารถลดความเสี่ยง ในด้านปัญหาทางสมอง (เช่น อัลไซเมอร์) อีกด้วย . # 4 . ผลการศึกษาพบว่า เวลาที่เราใช้เวลาอยู่ใน “พื้นที่ธรรมชาติ” มันจะสามารถช่วยลด ความเครียดของเราลงได้ . ดังนั้น กิจกรรมดูนก จึงถือเป็นหนึ่งกิจกรรม ที่ “ดีต่อใจ” อย่างชัดเจน . . . เราจะเห็นได้ว่า การดูนกเป็นกิจกรรมที่เรียบง่ายก็จริง แต่มันก็เป็นประโยชน์กับเราได้ไม่น้อยเลยล่ะครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.jenvp.2024.102306 https://doi.org/10.1523/JNEUROSCI.1307-25.2026 https://doi.org/10.1038/s41598-024-78508-x #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราพูดคุยกันในเรื่องการเมือง บทสนทนาที่เกิดขึ้นมักจะ เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่เข้มข้น . มันยากมากๆที่จะพูดคุยกัน ในเรื่องนี้ด้วยใจที่สงบนิ่งได้ . ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น? . เพราะเวลาที่เรามองเรื่องการเมือง เรามีแนวโน้มที่จะมองด้วย สายตาที่จัดกลุ่ม “พวกเขา/พวกเรา” . …คล้ายกับเวลาที่เราดูกีฬา ที่เราก็จะมี “ทีมเขา/ทีมเรา” เลยครับ . แต่ความแตกต่างระหว่างการเมืองและกีฬาก็คือ เรื่องกีฬาไม่ได้ให้ sense ของ ความ “ถูก/ผิด” เหมือนกับเรื่องการเมือง . ฉะนั้น หากเราเชียร์ทีมฟุตบอล คนละทีมกับคนที่กำลังพูดคุยด้วย มันก็จะเป็นเพียงแค่เรื่องของ ความชอบที่แตกต่างเท่านั้น . แต่ถ้าเรา vote พรรคการเมือง คนละขั้วกับคนที่เรากำลังคุยด้วย มันจะไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของ ความแตกต่างธรรมดาๆอีกแล้ว . มันอาจจะนำมาสู่มุมมองในลักษณะที่ว่า… . “สิ่งที่ฉันทำคือสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่เธอทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง” . มันคือมุมมองที่เอื้อต่อการเกิด ความขัดแย้งในบทสนทนาได้อย่างง่ายดาย . นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้การพูดคุย เรื่องการเมืองถือเป็นเรื่องที่ “สุ่มเสี่ยง” ต่อการปะทะภายในความสัมพันธ์ได้ . …เว้นเสียแต่ว่า เราจะพูดคุยด้วยท่าที ที่ “อยากเข้าใจ” มากกว่า “อยากเอาชนะ” ครับ อ้างอิง #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนไม่ชอบเวลา ที่มีคนอื่นมาวิพากษ์วิจารณ์ . ต่อให้การถูกวิพากษ์วิจารณ์จะเป็น สิ่งที่ “จำเป็น” หรือ “เป็นประโยชน์” (เช่น การอ่าน review ของลูกค้า) หลายคนก็ยังคงไม่ชอบอยู่ดี . นี่เป็นเรื่องที่ปกติมากๆครับ . อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้จะกลายเป็น ปัญหาอย่างชัดเจนมากขึ้น หากความรู้สึกไม่ชอบดังกล่าว ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการ หลีกเลี่ยงคำวิพากษ์วิจารณ์ตามมา . สิ่งนี้จะยิ่งสร้างปัญหาเป็นพิเศษ ในสถานการณ์ที่การรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ มีความ “จำเป็น” หรือ “เป็นประโยชน์” . แต่ถึงหลายคนจะเข้าใจว่า การรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์คือสิ่งที่ “ควรทำ” พอถึงเวลาเข้าจริงๆ มันก็ไม่ใช่สิ่งที่สามารถทำได้ง่ายๆ . เพราะสำหรับหลายๆคน เวลาที่พวกเขาได้ยินคำวิพากษ์วิจารณ์ พวกเขาไม่ได้รู้สึกว่า “การกระทำ” ของพวกเขากำลังถูก “โจมตี” (เช่น อาหารเมนูนี้รสชาติเค็มเกินไป) . พวกเขารู้สึกว่า “ตัวตน” ของพวกเขา กำลังถูก “โจมตี” มากกว่า! (เช่น เจ้าของร้านอาหารนี้ไม่เก่ง) . อย่างไรก็ตาม หากพวกเขาหมั่นย้ำเตือนตัวเองว่า คำวิพากษ์วิจารณ์ที่พวกเขากำลังได้ยินอยู่นั้น มันกำลังพุ่งเป้าไปที่สิ่งที่พวกเขา “ทำ” (ไม่ใช่ “ตัวตน” ของพวกเขา) . พวกเขาอาจจะไม่ได้เปลี่ยนมา รู้สึกชอบเวลาที่ถูกวิจารณ์ก็จริง แต่อย่างน้อย มันก็จะช่วยให้พวกเขา หยุดพฤติกรรมหลีกเลี่ยง คำวิพากษ์วิจารณ์ของตัวเองได้ง่ายขึ้น . เพราะความจริงก็คือ คำวิจารณ์ส่วนใหญ่ไม่ได้กำลังบอกว่า “คุณคือใคร” แต่มันกำลังบอกว่า “สิ่งที่คุณทำส่งผลยังไง” มากกว่าครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.copsyc.2022.101405 https://doi.org/10.1177/19485506251345925 #จิตวิทยา #siamstr
image หนึ่งในคำแนะนำ ที่ผมได้ยินบ่อยมากที่สุดคือ “จงเป็นตัวของตัวเอง” . แต่การเป็น “ตัวของตัวเอง” นี้ มันหมายความว่ายังไงกันนะ? . . . มันคือการที่เราพูด ทุกสิ่งที่เราคิด เวลาที่เรารู้สึกโกรธหรือ? . มันคือการที่เรารู้สึกกลัวอะไรบางอย่าง และให้ความกลัว guide การตัดสินใจของเราใช่ไหม? . . . กรณีเหล่านี้อาจจะเข้าข่าย การเป็น “ตัวของตัวเอง” ก็จริง แต่ถ้าเราใช้ชีวิตตามคำแนะนำทำนองนี้ ชีวิตของเรา (รวมทั้งของคนรอบตัวเรา) คงจะไม่มีความสุขเท่าไหร่นัก . ฉะนั้น แทนที่เราจะตั้งใจกับการ “เป็นตัวของตัวเอง” บางที มันคงจะดีกว่าหากเรามุ่งเน้นไปที่การ “เป็นตัวของตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด” ครับ อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/17335-000 https://psycnet.apa.org/doi/10.1016/S0065-2601(06)38006-9 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/1089-2680.2.3.271 #จิตวิทยา #siamstr
image หนึ่งในความรู้สึกที่ปรากฏขึ้นมา ในใจของ people pleaser (คนที่ชอบตามใจคนอื่น) หลายๆคนคือความรู้สึกผิด . รู้สึกผิดเวลาที่พวกเขาไม่ได้ทำใน สิ่งที่คนอื่นคาดหวังให้พวกเขาทำ . ยกตัวอย่างเช่น เพื่อนสนิทอยากให้เราช่วยงาน แต่พอเราปฏิเสธเพราะงานเราล้นมืออยู่แล้ว เพื่อนก็แสดงออกให้เรารับรู้ว่าไม่พอใจ ส่งผลให้เรารู้สึกผิดกับเพื่อนอย่างแรง เป็นต้น . ทำไมหลายคนถึงรู้สึกผิดในกรณีเช่นนี้? . เพราะพวกเขาคาดหวังให้ตัวเอง ตอบสนองความต้องการของคนอื่นเสมอ . เพราะพวกเขาให้ความสำคัญ กับการช่วยให้คนอื่น “สมหวัง” . แล้วทำไมพวกเขาเหล่านี้ ถึงโฟกัสกับการเป็น supporter ให้กับคนอื่นได้ขนาดนี้? . เพราะสำหรับหลายๆคน ประสบการณ์ชีวิตของพวกเขาได้สอนไว้ว่า หากพวกเขาต้องการที่จะ “เอาตัวรอด” พวกเขาจะต้องรับบท supporter! . ยกตัวอย่างเช่น ตอนเด็กๆ พวกเขาเติบโตมาในครอบครัว ที่มีการใช้ความรุนแรง (ไม่ว่าจะทางกายหรือทางใจก็ตาม) ดังนั้น หากพวกเขาจะ “รอดตัว” จากความรุนแรงดังกล่าว พวกเขาจำเป็นต้องหมั่นสังเกตว่า ผู้ใหญ่ในบ้านต้องการอะไร และพยายาม ตอบสนองความต้องการนั้นให้ได้ เป็นต้น . ความคุ้นชินกับการ “เอาตัวรอด” ด้วยการรับบทเป็น supporter นี้ จึงอาจส่งผลให้พวกเขาคาดหวัง ให้ตัวเองตอบโจทย์ความหวังของคนอื่น บ่อยจนติดเป็นนิสัยได้ . หากพวกเขาไม่แก้นิสัยหรือความคุ้นชินนี้ พวกเขาก็จะต้องเจอกับความรู้สึกผิดอยู่เนืองๆ (เว้นแต่พวกเขาจะตามใจคนอื่นแบบ 100%) . แล้วพวกเขาจะเริ่มต้นแก้ไข ความคุ้นชินหรือนิสัยนี้ได้ยังไง? . หนทางหนึ่งที่ช่วยเริ่มต้นแก้ไขเรื่องนี้ได้ คือการหมั่นตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ฉันต้องตามใจคนอื่นจริงๆหรือ?” . ยิ่งในกรณีที่การตามใจคนอื่น คือวิธีในการ “เอาตัวรอด” ของตัวเองในอดีต การหมั่นตั้งคำถามตัวเองกับว่า “ฉันยังต้องเอาตัวรอดด้วยการใจคนอื่นอยู่อีกหรือ?” ก็ยิ่งมีความสำคัญเข้าไปใหญ่ . การทำเช่นนี้อาจจะไม่ได้นำมาสู่ การเปลี่ยนแปลงแบบ “หน้ามือเป็นหลังมือ” ภายในชั่วข้ามคืนก็จริง . …แต่มันจะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลง (ทีละเล็กทีละน้อย) ในท้ายที่สุดได้ครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1017/S1352465804211869 https://doi.org/10.3402/ejpt.v5.25097 https://psycnet.apa.org/doi/10.1016/S0165-0327(01)00408-6 #จิตวิทยา #siamstr
image ความรักที่ดีมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร? . หลายคนมองว่า ความรักที่ดีเป็นเหมือนกับ ดาวเคราะห์ (ตัวเรา) ที่หมุนวนรอบพระอาทิตย์ (คนรักของเรา) . มันคือภาพที่เราคิดถึงคนรักอยู่ทุกวินาที มันคือภาพที่เราตัวติดกันกับคนรักตลอดเวลา มันคือภาพที่ความสุขทั้งหมดของเราขึ้นอยู่กับคนรัก . ฟังดูเหมือนในภาพยนตร์ romantic หลายๆเรื่องเลยนะครับ . อย่างไรก็ตาม หากเรามีความรักในลักษณะข้างต้น มันจะส่งผลให้ชีวิตของเรา “แคบลง” . มันคงจะไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่นัก หากสิ่งที่ผมกล่าวถึงก่อนหน้านี้ เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาที่ “จำกัด” (เช่น ช่วง “promotion” ที่ความรักเพิ่งเริ่มต้น) . แต่ถ้ามันเกิดขึ้นแบบ “ไม่จำกัด” ล่ะ? . มันคงน่าเสียดายอยู่เหมือนกันนะครับ ถ้าเราจะโยนชีวิตที่เรามี (ก่อนที่เราจะมีความรัก) ทิ้งไปทั้งหมด หลังจากที่คนรัก ของเราเข้ามาอยู่ในชีวิตของเรา . ผมมองว่าความรักที่ดี ไม่ใช่ความรักที่เป็น “ดาวเคราะห์-พระอาทิตย์” . ผมมองว่าความรักที่ดี คือความรักที่ตัวเราและคนรัก ต่างก็เป็นพระอาทิตย์ ที่มีแรงดึงดูดของตัวเอง (รวมทั้งมีแสงสว่างในตัวเอง) มากกว่า . เรามีพื้นที่ให้กับคนที่เรารัก และในขณะเดียวกัน เราก็มีพื้นที่ให้กับสิ่งอื่นๆ ในชีวิตที่สำคัญสำหรับเราด้วย . ความรักเช่นนี้จะไม่ทำให้ชีวิตเรา “แคบลง” แต่จะช่วยให้ชีวิตเรา “กว้างขึ้น” . ในความคิดของผม นี่แหละครับ…คือ “รูปร่างหน้าตา” ของความรักที่ดีครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1057/s41599-024-02617-1 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่คนใกล้ตัวกำลังทุกข์ใจ เราอาจจะรู้สึกเป็นห่วงเขา และพยายามพูดคุยกับเจ้าตัว เพื่อหวังว่าเขาจะรู้สึกดีขึ้นได้บ้าง . แต่ในหลายๆครั้ง ไม่ว่าเราจะรับฟังหรือ พูดคุยกับเจ้าทุกข์ยังไง เขาก็ยังคงเป็นทุกข์อยู่ดี . ในสถานการณ์เช่นนี้ เราอาจจะรู้สึก powerless . เราอาจจะเริ่มคิดว่า ไม่มีอะไรที่เราสามารถทำได้อีกแล้ว . แต่จริงๆแล้ว ต่อให้เราจะไม่สามารถ มี impact กับคนใกล้ตัวได้โดยตรง เราก็ยังสามารถมี impact กับเขาทางอ้อมได้อยู่ครับ . กล่าวคือ…เราสามารถเป็น “สภาพแวดล้อมที่ดี” ให้เขาได้ . ดังนั้น หากเราใช้ชีวิตของเราอย่างมีความสุข อยู่ในรัศมีที่ไม่ไกลจากเจ้าทุกข์ มันมีโอกาส ที่ความสุขของเราจะ “กระเซ็น” เข้าไปโดนเขาได้ . …เหมือนเวลาที่มีคนหาวนั่งอยู่ ใกล้ๆเราและเราหาวตาม . …เหมือนเวลาที่เรามีเพื่อนร่วมห้อง ที่ขยันอ่านหนังสือและทำให้เรารู้สึก อยากหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านบ้าง . เพราะใจของคนเราก็ไม่ต่างอะไรต้นไม้ครับ บางครั้ง เราอาจจะไม่สามารถ “รดน้ำ” ให้ต้นไม้ของคนที่กำลังทุกข์ใจได้ แต่เราสามารถเป็น “แสงแดด” ให้กับเขาได้ครับ อ้างอิง Hatfield, E., Cacioppo, J. T., & Rapson, R. L. (1993). Emotional Contagion. Cambridge University Press. https://doi.org/10.7551/mitpress/9780262012973.003.0003 #จิตวิทยา #siamstr