หลายคนรู้สึกลังเลที่จะมาพูดคุยกับนักจิตวิทยา
เพราะพวกเขากังวลว่า นักจิตวิทยา
จะพยายามบีบบังคับให้พวกเขาต้องเปิดเผย
เรื่องราวชีวิตส่วนตัวที่พวกเขาไม่อยากที่จะเปิดเผย
…บีบบังคับด้วยการใช้เหตุผลทำนองว่า
“มันจำเป็นต่อกระบวนการในการพูดคุยกัน”
และเมื่อเผชิญหน้ากับเหตุผลในลักษณะนี้
พวกเขาก็จะพบว่าตัวเอง “ปฏิเสธไม่ออก”
และต้องยอม “ไหลตามน้ำ” ไปอย่างไม่เต็มใจ
ผมอยากใช้โอกาสตรงนี้เพื่อให้ความมั่นใจ
กับทุกๆคนที่มีความกังวลในเรื่องนี้อยู่ในใจว่า…
“ถ้าเรารู้สึกไม่พร้อมที่จะบอกเล่า
เรื่องราวบางอย่างให้นักจิตวิทยาล่ะก็
เราสามารถบอกนักจิตวิทยาตรงๆได้เลยครับ
แน่นอนครับ หากเราสามารถบอกเล่า
เรื่องราวดังกล่าวให้นักจิตวิทยาฟังได้
มันอาจช่วยให้นักจิตวิทยาทำงานกับเราได้ง่ายขึ้นก็จริง
แต่ต่อให้เราจะไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวนั้น
นักจิตวิทยาก็ยังสามารถทำงานกับเราได้อยู่ดี”
ผมอาจจะไม่สามารถพูดแทนนักจิตวิทยาคนอื่นๆได้
แต่ผมสามารถบอกได้เลยครับว่า
หากวันนี้มีผู้รับบริการมาบอกผมว่า
เขาไม่พร้อมที่จะแชร์เรื่องราวส่วนตัวเรื่องไหนก็ตาม
ผมจะเคารพเขาและจะไม่ซักไซ้ไล่เลียง
หรือ “หลอกล่อ” ให้เขาเปิดเผยเรื่องราวดังกล่าวเพิ่มเติม
…เว้นแต่เจ้าตัวเขารู้สึกพร้อมที่จะแชร์เท่านั้น
นี่คือสิ่งที่ผม (รวมไปถึงนักจิตวิทยาหลายคนที่ผมรู้จักเป็นการส่วนตัว) จะทำครับ
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/h0045357
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/h0085885
#จิตวิทยา #siamstr
Journaling Our Journey
npub1kmua...wk8n
ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ
หลายคนรู้สึกลังเลที่จะมาพูดคุยกับนักจิตวิทยา
เพราะพวกเขากังวลว่า นักจิตวิทยา
จะพยายามบีบบังคับให้พวกเขาต้องเปิดเผย
เรื่องราวชีวิตส่วนตัวที่พวกเขาไม่อยากที่จะเปิดเผย
…บีบบังคับด้วยการใช้เหตุผลทำนองว่า
“มันจำเป็นต่อกระบวนการในการพูดคุยกัน”
และเมื่อเผชิญหน้ากับเหตุผลในลักษณะนี้
พวกเขาก็จะพบว่าตัวเอง “ปฏิเสธไม่ออก”
และต้องยอม “ไหลตามน้ำ” ไปอย่างไม่เต็มใจ
ผมอยากใช้โอกาสตรงนี้เพื่อให้ความมั่นใจ
กับทุกๆคนที่มีความกังวลในเรื่องนี้อยู่ในใจว่า…
“ถ้าเรารู้สึกไม่พร้อมที่จะบอกเล่า
เรื่องราวบางอย่างให้นักจิตวิทยาล่ะก็
เราสามารถบอกนักจิตวิทยาตรงๆได้เลยครับ
แน่นอนครับ หากเราสามารถบอกเล่า
เรื่องราวดังกล่าวให้นักจิตวิทยาฟังได้
มันอาจช่วยให้นักจิตวิทยาทำงานกับเราได้ง่ายขึ้นก็จริง
แต่ต่อให้เราจะไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวนั้น
นักจิตวิทยาก็ยังสามารถทำงานกับเราได้อยู่ดี”
ผมอาจจะไม่สามารถพูดแทนนักจิตวิทยาคนอื่นๆได้
แต่ผมสามารถบอกได้เลยครับว่า
หากวันนี้มีผู้รับบริการมาบอกผมว่า
เขาไม่พร้อมที่จะแชร์เรื่องราวส่วนตัวเรื่องไหนก็ตาม
ผมจะเคารพเขาและจะไม่ซักไซ้ไล่เลียง
หรือ “หลอกล่อ” ให้เขาเปิดเผยเรื่องราวดังกล่าวเพิ่มเติม
…เว้นแต่เจ้าตัวเขารู้สึกพร้อมที่จะแชร์เท่านั้น
นี่คือสิ่งที่ผม (รวมไปถึงนักจิตวิทยาหลายคนที่ผมรู้จักเป็นการส่วนตัว) จะทำครับ
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/h0045357
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/h0085885
#จิตวิทยา #siamstr
หลายคนเชื่อว่าตัวเองเป็นคนที่ “ไม่ได้เรื่อง”
.
เพราะพวกเขาถูก “ผู้ใหญ่” ในชีวิต
(เช่น พ่อแม่ ครู หัวหน้า) ชิ้นิ้วทุกครั้ง
ที่พวกเขาทำผิดพลาดมาโดยตลอด
.
ไม่ว่าสิ่งที่ผิดพลาดนั้นจะเป็น
การที่พวกเขาลืมปิดไฟในห้องนอน
การทำแบบฝึกหัดไม่ถูกต้อง
หรือการลืม cc อีเมลให้เจ้านายก็ตาม
.
พวกเขาฟังเสียงของ “ผู้ใหญ่”
พวกเขาให้คุณค่ากับเสียงของ “ผู้ใหญ่”
.
และในเมื่อสิ่งที่พวกเขาได้ยินจาก “ผู้ใหญ่”
ล้วนเต็มไปด้วยคำว่า “ไม่ได้เรื่อง”
มันจึงไม่แปลกเลยครับที่พวกเขา
จะมองว่าตัวเอง “ไม่ได้เรื่อง” ตามไปด้วย
.
คำถามก็คือ ผลการประเมินว่า “ไม่ได้เรื่อง” นั้น
เป็นผลการประเมินที่ “เป็นธรรม” หรือเปล่า?
.
ถ้าผลการประเมินจะ “เป็นธรรม” ได้
นอกจากผู้ประเมินจะต้องพิจารณากรณีที่ “ทำผิด” แล้ว
ผู้ประเมินก็ควรจะต้องพิจารณากรณีที่ “ทำถูก” ด้วย
.
มันเหมือนเวลาที่เราทำข้อสอบ
และยื่นข้อสอบให้คนตรวจเลยครับ
.
การตรวจข้อสอบจะ “เป็นธรรม”
ก็ต่อเมื่อมีการตรวจทุกๆข้อ
.
ทั้งข้อที่ “ทำผิด” และ “ทำถูก”
.
หากคนที่ตรวจข้อสอบ
เขาตรวจและให้คะแนน
เฉพาะข้อที่เรา “ทำผิด” อย่างเดียว
โดยที่มองข้ามข้อที่เรา “ทำถูก”
.
แน่นอนครับว่าผลคะแนนจะออกมา “ไม่ได้เรื่อง”
.
แต่ผลคะแนนที่ “ไม่ได้เรื่อง” นี้
มันสะท้อนความรู้ความสามารถ
ที่แท้จริงของเราหรือไม่?
.
ไม่มีทางครับ
.
และเราก็ไม่ควรให้คุณค่า
กับผลการประเมินที่ “คุณภาพต่ำ” นี้ด้วย
.
เช่นเดียวกันครับ
.
หากเราถูกคนอื่นประเมินอย่าง “ไม่เป็นธรรม”
หากเราถูกคนอื่นบอกว่าเรา “ไม่ได้เรื่อง”
.
เราก็ไม่จำเป็นต้องให้คุณค่า
และเชื่อในผลการประเมินนี้ครับ
อ้างอิง

SpringerLink
Breaking the vicious cycles of self-criticism: a qualitative study on the best practices of overcoming one’s inner critic - BMC Psychology
Despite continuous efforts to understand self-critical inner dialogues, little is known about the best practices people use to overcome their self-...
พวกเราทุกคนมีจมูกก็จริง
แต่บางคนจะ “จมูกไว” เป็นพิเศษ
เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ
.
เช่นเดียวกันครับ
.
พวกเราทุกคนมีอารมณ์ความรู้สึกเหมือนกันก็จริง
แต่พวกเราแต่ละคนจะ “ไว”
ต่ออารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นไม่เหมือนกัน
.
ลองนึกถึงความกังวลที่เกิดขึ้นในใจ
เวลาที่เราไปยืนพูดในที่สาธารณะดูสิครับ
.
บางคนรู้สึกกังวลมาก
จนใจเต้นแรงและ
หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม
.
ในขณะที่บางคนรู้สึกกังวล
น้อยมากจนแทบจะ
ไม่เกิดแรงกระเพื่อมในใจเลย
.
ความแตกต่างนี้เป็นเรื่อง “ธรรมชาติ”
.
หากเราเป็นคนหนึ่งที่ “ไว”
ต่ออารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง
มากกว่าคนอื่นๆล่ะก็
บางครั้ง เราอาจมีมุมมอง
ต่อตัวเองในลักษณะ “ติดลบ”
.
เราอาจมองว่าตัวเอง “อ่อนแอ”
เราอาจมองว่าตัวเอง “ปัญหาเยอะ”
.
เราอาจจะไม่ชอบ
“ธรรมชาติ”
ของเราที่เป็นแบบนี้
.
เราอาจจะมีความคิด
อยากเปลี่ยน “ธรรมชาติ”
ของเราให้ต่างไปจากเดิม
.
แต่มันไม่ต่างอะไรกับ
กรณีของคนที่ “จมูกไว” เลยครับ
.
คนที่ “จมูกไว” ไม่สามารถ
เปลี่ยนเป็นคนที่ “จมูกธรรมดา” ได้ฉันใด
.
คนที่ “ไว” ต่ออารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง
ก็ไม่สามารถเปลี่ยน
“ธรรมชาติ” ของตัวเองในจุดนี้ได้ฉันนั้น
.
สิ่งที่เราทำได้คือการทำความเข้าใจ
“ธรรมชาติ” ของตัวเองและเรียนรู้
ที่จะอยู่กับมันให้ได้อย่างกลมกลืนครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1037/a0017376
https://doi.org/10.1037//0022-3514.73.2.345
#จิตวิทยา #siamstr
หนึ่งในคำพูดที่ทำให้คู่รัก
รู้สึกใจแป้วได้มากที่สุดคือคำว่า…
.
“เราห่างกันสักพักเถอะนะ”
.
ทันทีที่ได้ยินประโยคนี้
หลุดออกมาจากปากของแฟน
หลายคนจะตีความอย่างรวดเร็วว่า…
.
“แฟนของฉันกำลังบอกเลิก”
.
ส่งผลให้พวกเขาอาจพูดหรือ
ทำอะไรบางอย่างที่สร้าง
ความเสียหายรุนแรงในความสัมพันธ์ได้
.
(เช่น เผลอพูดประชดออกไปว่า
“งั้นก็เลิกกันไปเลยสิ!”
แม้ว่าในใจจะไม่ได้อยากเลิกกันก็ตาม)
.
แน่นอนครับว่า พอถึงจุดนี้
บางคนก็อาจจะไม่ได้สนใจกับ
ความเสียหายที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์อีกต่อไป
.
เพราะพวกเขามองว่า
ความสัมพันธ์ดังกล่าวมันจบไปแล้ว
.
แต่ถ้าความสัมพันธ์ยังไม่ได้จบล่ะ?
.
ถ้าการ “ห่างกันสักพัก”
ไม่ได้แปลว่าการ “บอกเลิก” ล่ะ?
.
เพราะสำหรับบางคน
เวลาที่พวกเขาพูดว่า
“ห่างกันสักพัก”
.
…พวกเขาหมายความตามที่พูดจริงๆ
.
(เช่น พวกเขาต้องการเวลา
ที่จะได้อยู่กับตัวเองเงียบๆสักพัก
และหลังจากที่พวกเขาได้ “เต็มอิ่ม”
กับช่วงเวลาดังกล่าวแล้ว
พวกเขาค่อยเดินเข้ามาหาแฟนทีหลัง)
.
เราจะเห็นได้ว่า หากเราด่วนตีความด้วยตัวเอง
เราจะไม่มีทางรู้ได้เลยครับว่า
เจ้าตัวเขาหมายความ “ตรงตามอักษร” หรือเปล่า
.
ผมจึงอยากจะเชิญชวนว่า
ในสถานการณ์เช่นนี้
เราหยุดตีความและหันมา
พูดคุยสอบถามเจ้าตัวโดยตรงกันดีกว่าครับ
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/record/2004-00020-007
https://doi.org/10.1037//0022-006x.57.1.47
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่ความสัมพันธ์เกิด “รอยร้าว”
หลายคนตัดสินใจที่จะนิ่งเงียบ ไม่สื่อสาร
.
เพราะพวกเขาไม่อยาก “พูดในสิ่งที่ผิด” ออกไป
และทำให้ “รอยร้าว” ในความสัมพันธ์เลวร้ายไปกว่าเดิม
.
สถานการณ์แบบนี้…เป็นอะไรที่เข้าใจได้มากๆเลยครับ
.
แต่มันมีแนวโน้มที่จะส่งผลให้เกิดการ
“ผัดวันประกันพรุ่ง” ในการสื่อสารไปเรื่อยๆ
.
เพราะการที่คนเราจะไม่ “พูดในสิ่งที่ผิด”
เลยแม้แต่ประโยคเดียวนั้น…มันเป็นไปได้ยาก
.
การรอให้มั่นใจก่อนว่าจะไม่ “พูดในสิ่งที่ผิด”
จึงมักจะนำมาสู่การรอต่อไปเรื่อยๆๆอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
.
มันจึงกลายเป็นว่า ถ้าเลือกที่จะรอ
ก็เสี่ยงที่จะรอไปเรื่อยๆจนไม่ได้พูด
ในทางกลับกัน ถ้าเลือกที่จะพูด
ก็เสี่ยงที่จะ “พูดในสิ่งที่ผิด” และ
ทำให้ความขัดแย้งเลวร้ายกว่าเดิม
.
ไม่ว่าจะเลือกทางไหน ก็ล้วนมีความเสี่ยงทั้งสิ้น
.
มันคือเรื่องที่ต้องมาพิจารณากันครับว่า
ระหว่างความเสี่ยงที่จะ “ไม่ได้พูด” กับ
ความเสี่ยงที่จะ “พูดในสิ่งที่ผิด” นั้น
อะไรคือสิ่งที่ส่งผลต่อ “รอยร้าว” ในความสัมพันธ์มากกว่า
.
หลายคนอาจจะมองดูสถานการณ์เช่นนี้
และหวังอยากจะเห็นทางเลือกที่ “สวยงาม” กว่านี้
.
…ทางเลือกที่ไม่ต้องมีความเสี่ยง
.
แต่ไม่ว่าพวกเขาจะไม่ชอบทางเลือก
ที่มีให้เลือกแค่ไหน มันปฏิเสธไม่ได้จริงๆครับว่า
พวกเขามีทางเลือกให้เลือกเพียงแค่นี้
.
หากพวกเขายังคงพยายามควานหา
ทางเลือกที่ไม่มีความเสี่ยงใดใดต่อไปเรื่อยๆ
พวกเขาก็มีโอกาสที่จะเสียเวลา
และพลังงานไปโดยเปล่าประโยชน์ได้
.
…ผมหวังว่าสิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้นกับคุณผู้อ่าน
ที่กำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ทำนองนี้นะครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1016/j.paid.2016.01.017
https://doi.org/10.1080/08824090903074381
https://doi.org/10.1111/j.1468-2958.2009.01355.x
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่เราอ่านหนังสือ
(หรือ post นี้ของเพจ)
พวกเราหลายคนจะยึดคติว่า
“ยิ่งอ่านได้เร็วเท่าไหร่ ยิ่งดีเท่านั้น”
.
แต่การอ่านเร็ว…มันดีจริงๆหรือ?
.
ผลการศึกษาที่มีอยู่พบว่า
เวลาที่เราเน้น “ความเร็ว” ในการอ่าน
มันอาจจะช่วยให้เราเข้าใจ
เนื้อหาคร่าวๆของสิ่งที่เราอ่านก็จริง
.
แต่ถ้าหากเราต้องการทำความเข้าใจ
เนื้อหาที่มีความซับซ้อน
ถ้าเราต้องการที่จะ “ดื่มด่ำ”
กับสิ่งที่เราอ่าน (เช่น อ่านนิยาย)
.
…การอ่านแบบ “เน้นความเร็ว”
อาจจะไม่เหมาะสมเท่าไหร่นัก
.
เพราะถ้าเราจะอ่านและ
ทำความเข้าใจในเรื่องยากๆ
(หรือ “ดื่มด่ำ” กับสิ่งที่กำลังอ่าน) ได้จริงๆ…
.
บางประโยค เราอาจจะอ่านเร็วๆได้
แต่บางประโยค เราจะต้องค่อยๆอ่าน
.
…และสำหรับบางประโยค
เราจะต้องมีการย้อนกลับไปอ่านซ้ำ
.
ทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยครับ
หากเราอ่านแบบเน้น “ความเร็ว”
.
เราจะเห็นได้เลยนะครับว่า
ในบางครั้ง
มันไม่สำคัญเท่าไหร่เลยครับว่า
เราจะอ่านได้เร็วแค่ไหน
.
แต่ในบางครั้ง สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่า
เราเข้าใจสิ่งที่เราอ่านได้ลึกซึ้งแค่ไหนครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1371/journal.pone.0036091
https://doi.org/10.31949/jell.v9i1.14037
#จิตวิทยา #siamstr
ทุกๆความรักความสัมพันธ์
ล้วนแล้วแต่ต้องเจอกับปัญหาและอุปสรรค
.
สำหรับคู่รักบางคู่
พวกเขาไม่สามารถก้าวข้าม
ผ่านปัญหาและอุปสรรคเหล่านั้นได้
.
สำหรับคู่รักบางคู่
พวกเขาสามารถก้าวข้าม
ผ่านปัญหาและอุปสรรคเหล่านั้นได้
.
สำหรับคู่รักกลุ่มหลังนี้…
.
บางคู่สามารถอยู่ต่อด้วยกันอย่างมีความสุข
หลังจากที่ผ่านพ้นปัญหาและอุปสรรคดังกล่าวได้
.
แต่บางคู่ก็ไม่สามารถอยู่ต่อ
ด้วยกันอย่างมีความสุขได้เช่นกัน
.
อะไรคือ “ความลับ” ที่ทำให้คู่รักบางคู่
สามารถมีความสุขด้วยกันต่อไปได้?
.
“ความลับ” ที่สำคัญประการหนึ่งก็คือ
คู่รักที่สามารถก้าวข้ามผ่านปัญหา
และอุปสรรคได้อย่างมีความสุขนั้น
คือคู่รักที่ไม่ “ปล่อยผ่าน” ช่วงเวลาดีๆภายในความสัมพันธ์
.
…ต่อให้มันจะเป็นช่วงเวลาดีๆที่ดู “เล็กน้อย”
(เช่น แวะร้านกาแฟร้านหนึ่งและพบว่า
รสชาติกาแฟร้านนี้ “ถูกปาก” ตัวเราและแฟนอย่างแรง) ก็ตาม
.
คู่รักที่ไม่ “ปล่อยผ่าน” ช่วงเวลาดีๆ
จะให้ความสนใจกับช่วงเวลาดีๆที่เกิดขึ้น
ดื่มด่ำกับช่วงเวลาดีๆที่เกิดขึ้น
หรือแม้กระทั่งขอบคุณช่วงเวลาดีๆที่เกิดขึ้น
.
…ส่งผลให้ช่วงเวลาดีๆที่เกิดขึ้น
ในความสัมพันธ์ของคู่รักเหล่านี้
ถูกจัดเก็บไว้ใน “ธนาคารความทรงจำ”
ของพวกเขาอย่างชัดเจนมากกว่า
(เมื่อเทียบกับกรณีที่คู่รัก “ปล่อยผ่าน” ช่วงเวลาดีๆเหล่านั้น)
.
ความทรงจำที่ดีที่อยู่ใน “ธนาคารความทรงจำ”
เหล่านี้จึงสามารถทำหน้าที่ “ดูดซับแรงกระแทก”
เวลาที่คู่รักเจอกับปัญหาและอุปสรรคนั่นเองครับ
อ้างอิง
Bryant, F. B., & Veroff, J. (2007). Savoring: A new model of positive experience. Lawrence Erlbaum Associates.
https://doi.org/10.1037/0022-3514.91.5.904
#จิตวิทยา #siamstr
ทุกวันนี้ หลายคนพบว่า
ชีวิตของพวกเขาแต่ละวัน
มีแต่ความยุ่งเต็มไปหมด
.
เพราะสภาพแวดล้อม
ในชีวิตของพวกเขามีแต่
“สิ่งเรียกร้องความสนใจ” ทั้งสิ้น
.
ยกตัวอย่างเช่น
notification ในมือถือที่ “เรียกร้อง”
ให้เราตอบข้อความไลน์
เป็นต้น
.
ดังนั้น พอพวกเขาใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อยๆ
พวกเขาก็จะพบว่า เผลอแป๊บเดียว
เวลาในแต่ละวันก็หมดไปเสียแล้ว
.
…แถมยังหมดไปโดยที่พวกเขา
ยัง “ไม่ได้ทำอะไร” ในวันนั้นเลยอีกด้วย!
.
ทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้นได้?
.
เพราะพวกเขาใช้เวลาหมดไปกับ
“สิ่งเรียกร้องความสนใจ”
.
แต่ “สิ่งเรียกร้องความสนใจ” เหล่านั้น
อาจจะไม่ใช่ “สิ่งที่สำคัญ” สำหรับพวกเขาเสมอไป
.
ฉะนั้น
หากเราไม่อยากให้เวลา
แต่ละวันหมดไปโดยที่
ยัง “ไม่ได้ทำอะไร” ล่ะก็…
.
เราต้องอย่าปล่อยให้
“สิ่งเรียกร้องความสนใจ”
ดูดเวลาของเราไปหมด
.
แต่เราต้องคำนึงถึง “สิ่งที่สำคัญ”
สำหรับเราที่เราอยากทำในแต่ละวัน
และทุ่มเทเวลาของเราให้กับสิ่งเหล่านั้นครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1037/xhp0000100
#จิตวิทยา #siamstr
“ฉันเป็นคนง่ายๆ ไม่เรื่องเยอะ”
.
นี่คือประโยคที่หลายคน
ใช้ในการอธิบายตัวเอง
.
ยิ่งไปกว่านั้น หลายคนรู้สึกภาคภูมิใจ
ในความเป็น “คนง่ายๆ” นี้อีกด้วย
.
อย่างไรก็ตาม
ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ได้มาฟรีๆ
.
การเป็น “คนง่ายๆ”
ในสายตาของคนอื่นนั้น
มันมี “ราคาที่ต้องจ่าย”
.
“ราคาที่ต้องจ่าย” นี้…มีอะไรบ้าง?
.
ประการแรก
.
ยิ่งเราถล้ำลึกในความเป็น “คนง่ายๆ”
สำหรับคนอื่นมากเท่าไหร่
เราก็จะยิ่งใส่ใจกับความรู้สึก
และความต้องการของคนอื่น
มากจนอาจทำให้เรา disconnect
กับความรู้สึกและความต้องการของตัวเองได้
(ในระยะยาว)
.
มันอาจจะทำให้เราตื่นขึ้นมาวันหนึ่ง
และตอบตัวเองไม่ได้อีกแล้วว่า
ตัวเราต้องการอะไร…ก็เป็นได้!
.
ประการต่อมา
.
ยิ่งเราพยายามที่จะตอบโจทย์
ความต้องการของคนอื่นมากเท่าไหร่
คนอื่นก็ยิ่งรู้จัก “ตัวตนที่แท้จริง”
ของเราน้อยลงเท่านั้น
.
มันทำให้ความสัมพันธ์ที่เรามีกับคนอื่น
ยากที่จะเป็นความสัมพันธ์ที่ “แท้จริง” ได้
.
ประการที่สาม
.
ยิ่งเราเมินเฉยต่อความต้องการของตัวเอง
(เพราะเรามัวแต่โฟกัสที่ความต้องการของคนอื่น)
มันยิ่งเพิ่มโอกาสที่เราจะสะสม
ความขุ่นเคืองในใจเรามากขึ้นเรื่อยๆ
.
และพอถึงจุดหนึ่ง ความขุ่นเคืองที่เราสะสมไว้
มันก็อาจจะ “ระเบิด” ออกมาอย่างไม่คาดคิด
กับคนอื่น (รวมถึงคนที่เรารัก) ได้
.
ประการสุดท้าย
.
ยิ่งคนอื่นมีภาพจำว่าเราเป็น “คนง่ายๆ” มากเท่าไหร่
คนอื่นก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะ “ต่อต้าน” ในวันที่เรา
ตัดสินใจที่จะโฟกัสความต้องการของเราเองมากขึ้นเท่านั้น
.
เหล่านี้คือตัวอย่างของ
“ราคาที่ต้องจ่าย” สำหรับ
การเป็น “คนง่ายๆ”
.
สำหรับบางคน
ราคาดังกล่าวถือว่า
“ไม่แพงเกินไป”
.
สำหรับคนกลุ่มนี้
พวกเขาก็คงเลือกที่จะ
continue กับการเป็น
“คนง่ายๆ” ต่อไปได้
อย่างไม่เป็นปัญหามากนัก
.
แต่สำหรับคนที่มองว่าราคาดังกล่าว
ถือว่า “แพงเกินไป” นั้น หากทุกวันนี้
พวกเขายังคงเป็น “คนง่ายๆ” ในสายตาคนอื่นอยู่ล่ะก็
.
…เห็นทีพวกเขาคงต้องเริ่มหยุดเป็น “คนง่ายๆ” แล้วครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1002/pchj.70016
https://doi.org/10.3390/encyclopedia5030095
#สุขภาพจิต #siamstr
หลายคนมองว่า
หากตัวเองได้ทำงานอยู่ที่ไหนนานๆ
(เช่น 15 ปีขึ้นไป)
พวกเขาก็จะไม่ย้ายงานอีกแล้ว
.
หรือถ้าพวกเขาจะย้ายงานจริงๆ
พวกเขาก็จะย้ายภายในอุตสาหกรรม
ที่พวกเขาทำงานอยู่เท่านั้น
.
เพราะพวกเขามองว่า
หากพวกเขาไปเริ่มต้น
ในอุตสาหกรรมใหม่
พวกเขาก็จะไม่มี “แต้มต่อ”
ที่จะช่วยให้พวกเขา
แข่งขันกับเด็กจบใหม่ได้
.
…ซึ่งมันก็จริงนะครับ
.
การ “เริ่มต้นใหม่”
และต้องต่อสู้กับเด็กจบใหม่
(รวมทั้งคนที่อยู่ในวงการมานาน)
มันไม่ใช่เรื่องง่าย
.
มันทำให้หลายคนฟันธง
ในใจอย่างรวดเร็วว่า
“ฉันทำไม่ได้หรอก”
.
พวกเขาก็เลยติดแหง็ก
อยู่กับงานที่พวกเขาทำอยู่
(แม้พวกเขาจะไม่ได้ชอบงานนั้นก็ตาม)
.
อย่างไรก็ตาม
ถ้าหากพวกเขา
ไม่ได้ด่วนสรุปว่า
“ทำไม่ได้” ล่ะ?
.
อย่างน้อย พวกเขาก็คงจะได้ลงมือ
“ทำการบ้าน” อย่างจริงจังก่อนว่า
การ “เริ่มต้นใหม่” ในอุตสาหกรรม
ที่พวกเขาต้องการนั้น พวกเขามี
โอกาสที่จะทำได้มากน้อยแค่ไหน
.
หลังจากที่ได้ “ทำการบ้าน” แล้ว
พวกเขาอาจจะพบว่า การ “เริ่มต้นใหม่”
อาจไม่ได้ยากจนไกลเกินเอื้อม…ก็เป็นได้!
.
ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ
ก็ถือว่าดีเลยนะครับ
ที่พวกเขาไม่ได้ด่วนสรุปว่า
“ทำไม่ได้” ไปก่อนหน้านี้
.
แต่ถ้าได้ลงมือ “ทำการบ้าน” ไป
และพบว่าการ “เริ่มต้นใหม่”
มันไกลเกินเอื้อมจริงๆขึ้นมาล่ะ?
.
ในกรณีแบบนี้ การใช้เวลา “ทำการบ้าน”
มันเป็นการเสียเวลาเปล่าใช่ไหม?
.
ผมไม่มองว่ามันคือการเสียเวลาเปล่าครับ
.
เพราะช่วงเวลาที่ “เสียเปล่า” ไปนั้น
มันช่วยให้พวกเขาได้ “รู้จริง” ว่า
การ “เริ่มต้นใหม่” มันไกลเกินเอื้อม
(ไม่ใช่แค่ “คิด” ว่าการ “เริ่มต้นใหม่” มันไกลเกินเอื้อม)
.
มันช่วยให้พวกเขาทำใจปล่อยมือ
จากเส้นทางชีวิตที่เกินเอื้อมนั้นได้ง่ายขึ้น
.
ยอมเสียเวลา “ทำการบ้าน” สักหน่อย
เพื่อแลกมากับใจที่สงบมากขึ้น
.
…ผมมองว่ามันเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่าดีนะครับ
อ้างอิง
SpringerLink
Frustration at Work: The Case for Subsidizing Career Switching - Journal of Business Ethics
Many individuals experience frustration with their work. In some cases, this is because an individual learns that the industry in which she finds h...
เวลาที่เราเริ่มต้นความรักครั้งใหม่
หลายคนจะนึกถึง “กฎ 3-3-3”
.
3 เดือนแรกของความสัมพันธ์คือช่วง promotion
.
ทุกอย่างดีไปหมด
ง่ายไปหมด
สวยงามไปหมด
.
3 เดือนต่อมาของความสัมพันธ์คือช่วงที่ “ความจริง” เริ่มปรากฏ
.
ความแตกต่างระหว่างกันและกัน
เริ่มโผล่มาให้เห็น
(ซึ่งมักจะตามมาด้วย
ความขัดแย้งระหว่างคู่รัก)
.
3 เดือนต่อมาของความสัมพันธ์คือช่วงเวลาตัดสินใจ
.
ตัดสินใจว่าจะยังอยาก “ไปต่อ”
กับความสัมพันธ์นี้หรือไม่
(หลังจากที่ได้รู้จัก “ตัวตนที่แท้จริง”
ของแฟนตัวเองมาพอสมควรแล้ว)
.
ในความเป็นจริง
“กฎ 3-3-3” อาจจะไม่ใช่
ตัวเลข 3 เดือนเป๊ะๆก็จริง
.
แต่มันเป็น framework
ที่มีประโยชน์ในการมองดู
ความรักครั้งใหม่
ได้พอสมควรเลยทีเดียว
.
อย่างน้อยที่สุด
หากคู่รักคุ้นเคยกับ “กฎ 3-3-3” อยู่บ้าง
การตัดสินใจที่จะ commit กันอย่างจริงจัง
(เช่น แต่งงาน มีลูก) ก่อนที่ความสัมพันธ์
จะถึงช่วงที่ “ความจริง” เริ่มปรากฏ
.
…ก็จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยลง
.
ปัญหาความสัมพันธ์ที่เกิดจาก
การ “ด่วนตัดสินใจ” ก็จะน้อยลงตามไปด้วย
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงมองว่า ต่อให้ “กฎ 3-3-3”
จะไม่ได้มีความเที่ยงตรงเท่าไหร่นัก
แต่มันก็ยังเป็นประโยชน์สำหรับคู่รักได้อยู่ดีครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1016/j.jretai.2010.06.003
https://doi.org/10.1006/jado.2001.0407
#สุขภาพจิต #siamstr
“เป้าหมายในชีวิตของฉันคือการมีความสุข”
.
นี่คือเป้าหมายของหลายๆคน
.
อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่มุมหนึ่ง
นี่อาจไม่ใช่เป้าหมายที่ดีเท่าไหร่นัก
.
เพราะเมื่อเราตั้งเป้าหมายเช่นนี้
สิ่งหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นตามมาคือ
การที่เราคอยเช็คตัวเองอยู่เรื่อยๆว่า
.
“ฉันมีความสุขหรือยัง?”
“ทำไมวันนี้ฉันยังไม่มีความสุขกัน?”
“คนอื่นเขาดูมีความสุขกว่าฉันทั้งนั้นเลยนะ”
ฯลฯ
.
มันทำให้ “ความสุข” กลายเป็น
สิ่งที่มาพร้อมกับ “ความกดดัน”
.
และในเมื่อเรามี “ความกดดัน” อยู่ในใจ
เราจะบรรลุเป้าหมาย
ในเรื่องการมี “ความสุข” ได้อย่างไร?
.
มันเหมือนกับเวลาที่เรานอนหลับเลยครับ
.
หากเราคิดอยู่ในใจเรื่อยๆว่า
“ฉันหลับหรือยัง?”
“ทำไมคืนนี้ฉันยังไม่ง่วงเสียที?”
“คนอื่นเขาหลับกันไปแล้วแต่ฉันยังตาค้างอยู่เลย”
ฯลฯ
.
…เราก็คงนอนหลับได้ยาก
.
ดังนั้น แทนที่เราจะตั้ง
เป้าหมายที่จะ “มีความสุข”
การตั้งเป้าหมายที่จะ
“มีชีวิตที่มีคุณค่า/ความหมาย”
อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
.
เพราะในระหว่างที่เรากำลังสร้างชีวิต
ให้ “มีคุณค่า/ความหมาย” อยู่นั้น
เชื่อได้เลยครับว่าเราจะพบกับ
“ความสุขระหว่างทาง” แน่นอนครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1037/a0038029
https://doi.org/10.1016/j.cobeha.2021.03.006
Checking your browser - reCAPTCHA
หลายคนมี
มุมมองความเชื่อ
ที่เหนียวแน่น
อยู่ในใจว่า…
.
“คนอื่นเก่งกว่าฉัน”
“คนอื่นเป็นที่รักมากกว่าฉัน”
“คนอื่นมีชีวิตที่ลงตัวกว่าฉัน”
ฯลฯ
.
มันเป็นมุมมองความเชื่อ
ที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองด้อย
.
และเมื่อพวกเขารู้สึกว่าตัวเองด้อย
มันก็มีแนวโน้มที่จะทำให้พวกเขา
ไม่กล้าใช้ชีวิตของตัวเองอย่างเต็มที่
.
ส่งผลให้พวกเขาพลาดโอกาส
ที่จะสร้างชีวิตของตัวเองให้เต็ม potential ได้
.
…มันน่าเสียดายเหมือนกันนะครับ
.
และมันจะยิ่งน่าเสียดาย
มากเข้าไปใหญ่ครับ
หากเราได้รู้ว่า จริงๆแล้ว
ไม่ใช่แค่เราคนเดียว
ที่มองว่าคนอื่น “เหนือกว่า”
.
คนอื่นๆก็มองว่าคนอื่น “เหนือกว่า” ด้วย!
.
มันคือสถานการณ์ที่ต่างคน
ต่างมองกันและกันว่า “เหนือกว่า”
.
ซึ่งก็หมายความว่า
จริงๆแล้ว อาจไม่ได้มีใคร
ที่ “เหนือกว่า” กันเลย!
.
…มีแค่มุมมองที่หลายคน
มองตัวเองอย่างใจร้ายเท่านั้น
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากจะนำเสนอว่า
เราอย่าปล่อยให้มุมมองความเชื่อ
(ว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่น)
มา limit ชีวิตของเรากันดีกว่าครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1080/10463283.2022.2161043
https://doi.org/10.1016/j.chb.2024.108231
https://doi.org/10.1002/hbm.23854
#จิตวิทยา #siamstr
หนึ่งในกิจกรรม
ที่หลายคนชอบทำมากที่สุด
คือการดูนก
.
หลายคนอาจจะไม่ได้
ชื่นชอบกิจกรรมนี้ก็จริง
แต่มันเป็นกิจกรรมที่
“ดีต่อสมอง”
ของเราไม่น้อยเลยครับ
.
นั่นเป็นเพราะว่า…
.
.
.
# 1
.
เวลาที่เราดูนก เราจะต้องคอยสังเกต
การเคลื่อนไหว สี และเสียงอยู่ตลอดเวลา
(ต่อให้มันจะเป็นการเคลื่อนไหว สี หรือเสียงที่ “เล็กน้อย” ก็ตาม)
.
มันจึงช่วยให้เรามีสมาธิที่ “คม” มากขึ้น
.
# 2
.
ผลการศึกษาพบว่า
คนที่ใช้เวลาในการดูนกมากๆ
จะมีสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับ
“การมองเห็น” ที่แตกต่างจากคนอื่นๆ
.
# 3
.
เวลาที่เราดูนก เราจะต้องมีการระบุว่า
นกที่เรากำลังดูอยู่นั้นมันคือนกอะไร
.
ดังนั้น ยิ่งเราดูนกบ่อยๆ
มันก็จะยิ่งฝึกให้สมองเรา
ประมวลข้อมูลได้เร็วมากขึ้น
.
แถมยังสามารถลดความเสี่ยง
ในด้านปัญหาทางสมอง
(เช่น อัลไซเมอร์) อีกด้วย
.
# 4
.
ผลการศึกษาพบว่า
เวลาที่เราใช้เวลาอยู่ใน
“พื้นที่ธรรมชาติ”
มันจะสามารถช่วยลด
ความเครียดของเราลงได้
.
ดังนั้น กิจกรรมดูนก
จึงถือเป็นหนึ่งกิจกรรม
ที่ “ดีต่อใจ” อย่างชัดเจน
.
.
.
เราจะเห็นได้ว่า
การดูนกเป็นกิจกรรมที่เรียบง่ายก็จริง
แต่มันก็เป็นประโยชน์กับเราได้ไม่น้อยเลยล่ะครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1016/j.jenvp.2024.102306
https://doi.org/10.1523/JNEUROSCI.1307-25.2026
https://doi.org/10.1038/s41598-024-78508-x
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่เราพูดคุยกันในเรื่องการเมือง
บทสนทนาที่เกิดขึ้นมักจะ
เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่เข้มข้น
.
มันยากมากๆที่จะพูดคุยกัน
ในเรื่องนี้ด้วยใจที่สงบนิ่งได้
.
ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?
.
เพราะเวลาที่เรามองเรื่องการเมือง
เรามีแนวโน้มที่จะมองด้วย
สายตาที่จัดกลุ่ม “พวกเขา/พวกเรา”
.
…คล้ายกับเวลาที่เราดูกีฬา
ที่เราก็จะมี “ทีมเขา/ทีมเรา” เลยครับ
.
แต่ความแตกต่างระหว่างการเมืองและกีฬาก็คือ
เรื่องกีฬาไม่ได้ให้ sense ของ
ความ “ถูก/ผิด” เหมือนกับเรื่องการเมือง
.
ฉะนั้น
หากเราเชียร์ทีมฟุตบอล
คนละทีมกับคนที่กำลังพูดคุยด้วย
มันก็จะเป็นเพียงแค่เรื่องของ
ความชอบที่แตกต่างเท่านั้น
.
แต่ถ้าเรา vote พรรคการเมือง
คนละขั้วกับคนที่เรากำลังคุยด้วย
มันจะไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของ
ความแตกต่างธรรมดาๆอีกแล้ว
.
มันอาจจะนำมาสู่มุมมองในลักษณะที่ว่า…
.
“สิ่งที่ฉันทำคือสิ่งที่ถูกต้อง
สิ่งที่เธอทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง”
.
มันคือมุมมองที่เอื้อต่อการเกิด
ความขัดแย้งในบทสนทนาได้อย่างง่ายดาย
.
นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้การพูดคุย
เรื่องการเมืองถือเป็นเรื่องที่ “สุ่มเสี่ยง”
ต่อการปะทะภายในความสัมพันธ์ได้
.
…เว้นเสียแต่ว่า เราจะพูดคุยด้วยท่าที
ที่ “อยากเข้าใจ” มากกว่า “อยากเอาชนะ” ครับ
อ้างอิง

Cambridge Core
Ideology, motivated reasoning, and cognitive reflection | Judgment and Decision Making | Cambridge Core
Ideology, motivated reasoning, and cognitive reflection - Volume 8 Issue 4

Cambridge Core
Identity-protective reasoning: an epistemic and political defense | Episteme | Cambridge Core
Identity-protective reasoning: an epistemic and political defense - Volume 22 Issue 3
หลายคนไม่ชอบเวลา
ที่มีคนอื่นมาวิพากษ์วิจารณ์
.
ต่อให้การถูกวิพากษ์วิจารณ์จะเป็น
สิ่งที่ “จำเป็น” หรือ “เป็นประโยชน์”
(เช่น การอ่าน review ของลูกค้า)
หลายคนก็ยังคงไม่ชอบอยู่ดี
.
นี่เป็นเรื่องที่ปกติมากๆครับ
.
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้จะกลายเป็น
ปัญหาอย่างชัดเจนมากขึ้น
หากความรู้สึกไม่ชอบดังกล่าว
ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการ
หลีกเลี่ยงคำวิพากษ์วิจารณ์ตามมา
.
สิ่งนี้จะยิ่งสร้างปัญหาเป็นพิเศษ
ในสถานการณ์ที่การรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์
มีความ “จำเป็น” หรือ “เป็นประโยชน์”
.
แต่ถึงหลายคนจะเข้าใจว่า
การรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์คือสิ่งที่ “ควรทำ”
พอถึงเวลาเข้าจริงๆ
มันก็ไม่ใช่สิ่งที่สามารถทำได้ง่ายๆ
.
เพราะสำหรับหลายๆคน
เวลาที่พวกเขาได้ยินคำวิพากษ์วิจารณ์
พวกเขาไม่ได้รู้สึกว่า “การกระทำ”
ของพวกเขากำลังถูก “โจมตี”
(เช่น อาหารเมนูนี้รสชาติเค็มเกินไป)
.
พวกเขารู้สึกว่า “ตัวตน” ของพวกเขา
กำลังถูก “โจมตี” มากกว่า!
(เช่น เจ้าของร้านอาหารนี้ไม่เก่ง)
.
อย่างไรก็ตาม
หากพวกเขาหมั่นย้ำเตือนตัวเองว่า
คำวิพากษ์วิจารณ์ที่พวกเขากำลังได้ยินอยู่นั้น
มันกำลังพุ่งเป้าไปที่สิ่งที่พวกเขา “ทำ”
(ไม่ใช่ “ตัวตน” ของพวกเขา)
.
พวกเขาอาจจะไม่ได้เปลี่ยนมา
รู้สึกชอบเวลาที่ถูกวิจารณ์ก็จริง
แต่อย่างน้อย มันก็จะช่วยให้พวกเขา
หยุดพฤติกรรมหลีกเลี่ยง
คำวิพากษ์วิจารณ์ของตัวเองได้ง่ายขึ้น
.
เพราะความจริงก็คือ
คำวิจารณ์ส่วนใหญ่ไม่ได้กำลังบอกว่า “คุณคือใคร”
แต่มันกำลังบอกว่า “สิ่งที่คุณทำส่งผลยังไง” มากกว่าครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1016/j.copsyc.2022.101405
https://doi.org/10.1177/19485506251345925
#จิตวิทยา #siamstr
หนึ่งในคำแนะนำ
ที่ผมได้ยินบ่อยมากที่สุดคือ
“จงเป็นตัวของตัวเอง”
.
แต่การเป็น “ตัวของตัวเอง” นี้
มันหมายความว่ายังไงกันนะ?
.
.
.
มันคือการที่เราพูด
ทุกสิ่งที่เราคิด
เวลาที่เรารู้สึกโกรธหรือ?
.
มันคือการที่เรารู้สึกกลัวอะไรบางอย่าง
และให้ความกลัว guide การตัดสินใจของเราใช่ไหม?
.
.
.
กรณีเหล่านี้อาจจะเข้าข่าย
การเป็น “ตัวของตัวเอง” ก็จริง
แต่ถ้าเราใช้ชีวิตตามคำแนะนำทำนองนี้
ชีวิตของเรา (รวมทั้งของคนรอบตัวเรา)
คงจะไม่มีความสุขเท่าไหร่นัก
.
ฉะนั้น
แทนที่เราจะตั้งใจกับการ “เป็นตัวของตัวเอง”
บางที มันคงจะดีกว่าหากเรามุ่งเน้นไปที่การ
“เป็นตัวของตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด” ครับ
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/17335-000
https://psycnet.apa.org/doi/10.1016/S0065-2601(06)38006-9
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/1089-2680.2.3.271
#จิตวิทยา #siamstr
หนึ่งในความรู้สึกที่ปรากฏขึ้นมา
ในใจของ people pleaser
(คนที่ชอบตามใจคนอื่น)
หลายๆคนคือความรู้สึกผิด
.
รู้สึกผิดเวลาที่พวกเขาไม่ได้ทำใน
สิ่งที่คนอื่นคาดหวังให้พวกเขาทำ
.
ยกตัวอย่างเช่น
เพื่อนสนิทอยากให้เราช่วยงาน
แต่พอเราปฏิเสธเพราะงานเราล้นมืออยู่แล้ว
เพื่อนก็แสดงออกให้เรารับรู้ว่าไม่พอใจ
ส่งผลให้เรารู้สึกผิดกับเพื่อนอย่างแรง
เป็นต้น
.
ทำไมหลายคนถึงรู้สึกผิดในกรณีเช่นนี้?
.
เพราะพวกเขาคาดหวังให้ตัวเอง
ตอบสนองความต้องการของคนอื่นเสมอ
.
เพราะพวกเขาให้ความสำคัญ
กับการช่วยให้คนอื่น “สมหวัง”
.
แล้วทำไมพวกเขาเหล่านี้
ถึงโฟกัสกับการเป็น supporter
ให้กับคนอื่นได้ขนาดนี้?
.
เพราะสำหรับหลายๆคน
ประสบการณ์ชีวิตของพวกเขาได้สอนไว้ว่า
หากพวกเขาต้องการที่จะ “เอาตัวรอด”
พวกเขาจะต้องรับบท supporter!
.
ยกตัวอย่างเช่น
ตอนเด็กๆ พวกเขาเติบโตมาในครอบครัว
ที่มีการใช้ความรุนแรง
(ไม่ว่าจะทางกายหรือทางใจก็ตาม)
ดังนั้น หากพวกเขาจะ “รอดตัว”
จากความรุนแรงดังกล่าว
พวกเขาจำเป็นต้องหมั่นสังเกตว่า
ผู้ใหญ่ในบ้านต้องการอะไร และพยายาม
ตอบสนองความต้องการนั้นให้ได้
เป็นต้น
.
ความคุ้นชินกับการ “เอาตัวรอด”
ด้วยการรับบทเป็น supporter นี้
จึงอาจส่งผลให้พวกเขาคาดหวัง
ให้ตัวเองตอบโจทย์ความหวังของคนอื่น
บ่อยจนติดเป็นนิสัยได้
.
หากพวกเขาไม่แก้นิสัยหรือความคุ้นชินนี้
พวกเขาก็จะต้องเจอกับความรู้สึกผิดอยู่เนืองๆ
(เว้นแต่พวกเขาจะตามใจคนอื่นแบบ 100%)
.
แล้วพวกเขาจะเริ่มต้นแก้ไข
ความคุ้นชินหรือนิสัยนี้ได้ยังไง?
.
หนทางหนึ่งที่ช่วยเริ่มต้นแก้ไขเรื่องนี้ได้
คือการหมั่นตั้งคำถามกับตัวเองว่า
“ฉันต้องตามใจคนอื่นจริงๆหรือ?”
.
ยิ่งในกรณีที่การตามใจคนอื่น
คือวิธีในการ “เอาตัวรอด” ของตัวเองในอดีต
การหมั่นตั้งคำถามตัวเองกับว่า
“ฉันยังต้องเอาตัวรอดด้วยการใจคนอื่นอยู่อีกหรือ?”
ก็ยิ่งมีความสำคัญเข้าไปใหญ่
.
การทำเช่นนี้อาจจะไม่ได้นำมาสู่
การเปลี่ยนแปลงแบบ
“หน้ามือเป็นหลังมือ”
ภายในชั่วข้ามคืนก็จริง
.
…แต่มันจะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลง
(ทีละเล็กทีละน้อย) ในท้ายที่สุดได้ครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1017/S1352465804211869
https://doi.org/10.3402/ejpt.v5.25097
https://psycnet.apa.org/doi/10.1016/S0165-0327(01)00408-6
#จิตวิทยา #siamstr
ความรักที่ดีมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร?
.
หลายคนมองว่า
ความรักที่ดีเป็นเหมือนกับ
ดาวเคราะห์ (ตัวเรา)
ที่หมุนวนรอบพระอาทิตย์ (คนรักของเรา)
.
มันคือภาพที่เราคิดถึงคนรักอยู่ทุกวินาที
มันคือภาพที่เราตัวติดกันกับคนรักตลอดเวลา
มันคือภาพที่ความสุขทั้งหมดของเราขึ้นอยู่กับคนรัก
.
ฟังดูเหมือนในภาพยนตร์
romantic หลายๆเรื่องเลยนะครับ
.
อย่างไรก็ตาม
หากเรามีความรักในลักษณะข้างต้น
มันจะส่งผลให้ชีวิตของเรา “แคบลง”
.
มันคงจะไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่นัก
หากสิ่งที่ผมกล่าวถึงก่อนหน้านี้
เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาที่ “จำกัด”
(เช่น ช่วง “promotion” ที่ความรักเพิ่งเริ่มต้น)
.
แต่ถ้ามันเกิดขึ้นแบบ “ไม่จำกัด” ล่ะ?
.
มันคงน่าเสียดายอยู่เหมือนกันนะครับ
ถ้าเราจะโยนชีวิตที่เรามี
(ก่อนที่เราจะมีความรัก)
ทิ้งไปทั้งหมด หลังจากที่คนรัก
ของเราเข้ามาอยู่ในชีวิตของเรา
.
ผมมองว่าความรักที่ดี
ไม่ใช่ความรักที่เป็น
“ดาวเคราะห์-พระอาทิตย์”
.
ผมมองว่าความรักที่ดี
คือความรักที่ตัวเราและคนรัก
ต่างก็เป็นพระอาทิตย์
ที่มีแรงดึงดูดของตัวเอง
(รวมทั้งมีแสงสว่างในตัวเอง) มากกว่า
.
เรามีพื้นที่ให้กับคนที่เรารัก
และในขณะเดียวกัน
เราก็มีพื้นที่ให้กับสิ่งอื่นๆ
ในชีวิตที่สำคัญสำหรับเราด้วย
.
ความรักเช่นนี้จะไม่ทำให้ชีวิตเรา
“แคบลง” แต่จะช่วยให้ชีวิตเรา “กว้างขึ้น”
.
ในความคิดของผม นี่แหละครับ…คือ
“รูปร่างหน้าตา” ของความรักที่ดีครับ
อ้างอิง

PubMed
Autonomy in Relatedness: How Need Fulfillment Interacts in Close Relationships - PubMed
A driving force of relationship maintenance is the fulfillment of basic psychological needs, in particular, the needs for relatedness and autonomy....
เวลาที่คนใกล้ตัวกำลังทุกข์ใจ
เราอาจจะรู้สึกเป็นห่วงเขา
และพยายามพูดคุยกับเจ้าตัว
เพื่อหวังว่าเขาจะรู้สึกดีขึ้นได้บ้าง
.
แต่ในหลายๆครั้ง
ไม่ว่าเราจะรับฟังหรือ
พูดคุยกับเจ้าทุกข์ยังไง
เขาก็ยังคงเป็นทุกข์อยู่ดี
.
ในสถานการณ์เช่นนี้
เราอาจจะรู้สึก powerless
.
เราอาจจะเริ่มคิดว่า
ไม่มีอะไรที่เราสามารถทำได้อีกแล้ว
.
แต่จริงๆแล้ว ต่อให้เราจะไม่สามารถ
มี impact กับคนใกล้ตัวได้โดยตรง
เราก็ยังสามารถมี impact กับเขาทางอ้อมได้อยู่ครับ
.
กล่าวคือ…เราสามารถเป็น “สภาพแวดล้อมที่ดี” ให้เขาได้
.
ดังนั้น หากเราใช้ชีวิตของเราอย่างมีความสุข
อยู่ในรัศมีที่ไม่ไกลจากเจ้าทุกข์ มันมีโอกาส
ที่ความสุขของเราจะ “กระเซ็น” เข้าไปโดนเขาได้
.
…เหมือนเวลาที่มีคนหาวนั่งอยู่
ใกล้ๆเราและเราหาวตาม
.
…เหมือนเวลาที่เรามีเพื่อนร่วมห้อง
ที่ขยันอ่านหนังสือและทำให้เรารู้สึก
อยากหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านบ้าง
.
เพราะใจของคนเราก็ไม่ต่างอะไรต้นไม้ครับ
บางครั้ง เราอาจจะไม่สามารถ “รดน้ำ”
ให้ต้นไม้ของคนที่กำลังทุกข์ใจได้
แต่เราสามารถเป็น “แสงแดด” ให้กับเขาได้ครับ
อ้างอิง
Hatfield, E., Cacioppo, J. T., & Rapson, R. L. (1993). Emotional Contagion. Cambridge University Press.
https://doi.org/10.7551/mitpress/9780262012973.003.0003

SpringerLink
The impact of emotional contagion on workplace safety: Investigating the roles of sleep, health, and production pressure - Current Psychology
Using emotional contagion theory and the Job Demands-Resources model as a theoretical foundation, we tested the proposition that higher levels of c...