คุณเคยคิดไหมครับว่า
“ฉันอยากมีความสุขมากกว่านี้จัง?”
.
หากคุณกำลังมีความคิดทำนองนี้อยู่ล่ะก็
วันนี้ ผมมีทางออกมานำเสนอครับ
.
และที่สำคัญก็คือ ทางออกที่ว่านี้
เป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ตั้งแต่วันนี้เลยครับ!
.
ถ้าเราต้องการมีความสุขมากขึ้น
สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้คือ
การหยิบยื่น “ความใจดี” เล็กๆน้อยๆให้กับคนอื่นครับ
.
ไม่ว่าจะเป็นการยิ้มให้กับแม่ค้าตอนที่เราซื้อของ
หรือการตักกับข้าวให้คนในบ้านระหว่างที่กำลังกินข้าวด้วยกัน
หรือการกดปุ่มเปิดประตูลิฟต์ค้างให้คนอื่นเดินเข้ามาได้ทัน
.
บางคนอาจสงสัยนะครับว่า
ในวันที่เราไม่ได้รู้สึกมีความสุขขนาดนั้น
เราจะยังมีแรงใจเหลือพอที่จะ “ใจดี” กับคนอื่นอีกหรือ?
.
เพราะถ้าเรามองดูเผินๆล่ะก็
การที่เรา “ใจดี” กับคนอื่น
มันคือการที่เราเป็นฝ่าย “ให้”
.
และการที่เราจะเป็นฝ่าย “ให้” ได้นั้น
เราก็ควรต้องเป็นคนที่ “มีเหลือ” ไม่ใช่หรือ?
.
แต่ในความเป็นจริงแล้ว
เวลาที่เราตั้งใจที่จะ “ใจดี” กับคนอื่น
เราไม่ได้เป็นฝ่ายที่ “เสีย” เพียงอย่างเดียว
.
เรายังเป็นฝ่ายที่ “ได้รับ” อีกด้วย
.
ด้วยเหตุนี้ เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่
“มีเหลือ” หรือมีความสุขมากๆก่อน
แล้วจึงค่อยไป “ใจดี” กับคนอื่นในภายหลัง
.
ขอเพียงแค่เรามีความตั้งใจที่จะ “ใจดี” กับคนอื่น
และมีแรงมากพอที่จะทำสิ่งเล็กๆน้อยๆให้กับคนอื่น
.
…นั่นก็เพียงพอสำหรับเราที่จะ “ได้รับ” ผ่านการ “ให้” แล้ว
.
เพราะการ “ใจดี” กับคนอื่นไม่ใช่สิ่งที่สงวนไว้
สำหรับคนที่มีความสุขเหลือล้นอยู่แล้วเท่านั้น
แต่มันคือสิ่งที่จะเติมความสุขให้กับเราตั้งแต่ 0 ต่างหากครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1126/science.1150952
https://doi.org/10.1037/a0031578
https://doi.org/10.1371/journal.pone.0039211
https://doi.org/10.1080/17439760.2016.1209541
#จิตวิทยา #siamstr
คุณเคยคิดไหมครับว่า
“ฉันอยากมีความสุขมากกว่านี้จัง?”
.
หากคุณกำลังมีความคิดทำนองนี้อยู่ล่ะก็
วันนี้ ผมมีทางออกมานำเสนอครับ
.
และที่สำคัญก็คือ ทางออกที่ว่านี้
เป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ตั้งแต่วันนี้เลยครับ!
.
ถ้าเราต้องการมีความสุขมากขึ้น
สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้คือ
การหยิบยื่น “ความใจดี” เล็กๆน้อยๆให้กับคนอื่นครับ
.
ไม่ว่าจะเป็นการยิ้มให้กับแม่ค้าตอนที่เราซื้อของ
หรือการตักกับข้าวให้คนในบ้านระหว่างที่กำลังกินข้าวด้วยกัน
หรือการกดปุ่มเปิดประตูลิฟต์ค้างให้คนอื่นเดินเข้ามาได้ทัน
.
บางคนอาจสงสัยนะครับว่า
ในวันที่เราไม่ได้รู้สึกมีความสุขขนาดนั้น
เราจะยังมีแรงใจเหลือพอที่จะ “ใจดี” กับคนอื่นอีกหรือ?
.
เพราะถ้าเรามองดูเผินๆล่ะก็
การที่เรา “ใจดี” กับคนอื่น
มันคือการที่เราเป็นฝ่าย “ให้”
.
และการที่เราจะเป็นฝ่าย “ให้” ได้นั้น
เราก็ควรต้องเป็นคนที่ “มีเหลือ” ไม่ใช่หรือ?
.
แต่ในความเป็นจริงแล้ว
เวลาที่เราตั้งใจที่จะ “ใจดี” กับคนอื่น
เราไม่ได้เป็นฝ่ายที่ “เสีย” เพียงอย่างเดียว
.
เรายังเป็นฝ่ายที่ “ได้รับ” อีกด้วย
.
ด้วยเหตุนี้ เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่
“มีเหลือ” หรือมีความสุขมากๆก่อน
แล้วจึงค่อยไป “ใจดี” กับคนอื่นในภายหลัง
.
ขอเพียงแค่เรามีความตั้งใจที่จะ “ใจดี” กับคนอื่น
และมีแรงมากพอที่จะทำสิ่งเล็กๆน้อยๆให้กับคนอื่น
.
…นั่นก็เพียงพอสำหรับเราที่จะ “ได้รับ” ผ่านการ “ให้” แล้ว
.
เพราะการ “ใจดี” กับคนอื่นไม่ใช่สิ่งที่สงวนไว้
สำหรับคนที่มีความสุขเหลือล้นอยู่แล้วเท่านั้น
แต่มันคือสิ่งที่จะเติมความสุขให้กับเราตั้งแต่ 0 ต่างหากครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1126/science.1150952
https://doi.org/10.1037/a0031578
https://doi.org/10.1371/journal.pone.0039211
https://doi.org/10.1080/17439760.2016.1209541
#จิตวิทยา #siamstr
Login to reply
Replies (1)
ขอบคุณครับ เขียนดีมาก