ผมไม่เหมือนเขาเลยครับ…และไม่เคยคิดจะเหมือนใคร
ช่วงนี้หลายคนทักว่าผมมีบางอย่างคล้ายตัวพระเอกในซีรีส์ #สงครามส่งด่วน
บ้างก็ว่าหน้าโทรมคล้ายกัน บ้างก็ว่าชีวิตเริ่มจากศูนย์เหมือนกัน ฟังแล้วก็อมยิ้มนะ...
แต่ลึก ๆ ผมรู้ดีว่าผมไม่เหมือนใครเลย และไม่คิดจะเหมือนใครด้วยครับ
มันไม่ใช่เพราะผมหยิ่งหรือไม่รู้จักขอบคุณ
ในทางตรงกันข้าม คำเปรียบเทียบพวกนั้นมันอบอุ่นนะครับ เหมือนมีใครสักคนสังเกตเห็นว่าเรา เดินมาไกลแค่ไหน ถึงผมจะยังไปไม่ถึงไหนเลยก็ตาม
ผมเคยเขียนไว้ว่า “ถ้าไม่มีใครจำชื่อแกได้จากผลงาน... แกจะยังอยากทำสิ่งนั้นอยู่ไหม?”
นั่นคือคำถามที่ผมใช้ถามตัวเองตลอดมา มันเป็นบททดสอบว่า เรากำลังทำเพื่ออะไรกันแน่
ในซีรีส์ที่ใคร ๆ กำลังพูดถึง ผมเห็นบทเรียนหลายอย่างจากมุมของผู้สร้างธุรกิจ
แต่สิ่งที่ผมอินมากกว่าการตลาดหรือกลยุทธ์ คือฉากที่ตัวละครลุกขึ้นมาทำสิ่งที่ไม่มีต้นแบบ ไม่มีคำการันตีว่าจะเวิร์ค แต่มันมาจากแรงขับที่แท้จริงในใจเขาเอง
ผมเองก็เคยอยู่ตรงจุดนั้น..
วันที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไง แต่ก็เริ่ม เพราะเชื่อว่าการเติบโตต้องเริ่มจากภายใน ไม่ใช่จากเสียงชื่นชม หรือบทความไวรัล
ตอนที่เราเริ่มทีมแรก ๆ เราไม่มีชื่อเสียง ไม่มีทุนมากมายนัก ไม่มีแบบแผนอะไรทั้งนั้น
เรามีแค่บางอย่างที่ชัดเจนกว่า... คือความตั้งใจจริง คือเจตนา และพื้นที่ที่ให้ทุกคนได้กล้าลองผิด
ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าใจวิธีการทำงานแบบของผม เพราะผมไม่ชี้ทาง ไม่แจกบทให้ใครแสดง ผมแค่ยืนอยู่ข้างหลังให้เขาลองล้ม ลองลุก ลองเป็นตัวของตัวเองโดยไม่ต้องขออนุญาตใคร
และนั่นแหละ...คือสิ่งที่ผมเห็นว่ามันมีคุณค่าจริง ๆ
เพราะวันหนึ่ง คนที่เคยไม่มั่นใจ เริ่มมีเสียงของตัวเอง
คนที่เคยเงียบ เริ่มกล้าพูด
คนที่เคยไม่กล้าเริ่มฝัน เริ่มลงมือทำอะไรบางอย่างโดยไม่ต้องรอใคร
บางทีคำว่าเหมือนพระเอกซีรีส์ อาจไม่ใช่เรื่องของหน้าตาหรือประวัติชีวิต
มันอาจเป็นไฟบางอย่างที่คนมองเห็นจากข้างนอก โดยที่เราเองอาจลืมไปว่ามันยังลุกอยู่
แต่สุดท้ายแล้ว...ผมก็ยังอยากเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ที่ยอมก้มมองรากเล็ก ๆ ก่อนมองยอดไม้ใหญ่
ผมไม่ได้อยากสร้างอะไรให้คนจำได้
ผมแค่อยากเห็นสังคมที่มีคนธรรมดา กล้าทำเรื่องธรรมดา ด้วยหัวใจที่ไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร
ขอบคุณสำหรับคำชมครับ
แต่ขออนุญาตปฏิเสธ... ความเหมือนนั้น
เพราะผมเชื่อว่าการมีตัวตนที่ไม่เหมือนใคร
คือของขวัญที่ดีที่สุด ที่เรามอบให้โลกนี้ได้
1. อย่าให้คนอื่นมากำหนดว่าเราควรเป็นใคร เพราะต่อให้เราทำได้ดีแค่ไหน คนเหล่านั้นก็จะเปลี่ยนคำจำกัดความใหม่อยู่ดี
2. ความเหนื่อยที่ไม่มีเครดิต ไม่ได้แปลว่ามันไร้ค่า มันคือพื้นผิวของความตั้งใจ ที่คนมีไฟจะสัมผัสกันได้เอง
3. ถ้าชีวิตคือเวทีแสดง บางครั้งเราก็มีหน้าที่แค่เปิดม่าน ไม่ใช่ยืนอยู่ใต้สปอตไลต์
4. คำว่าธรรมดา ไม่ได้แปลว่าไม่มีอะไรโดดเด่น แต่อาจเป็นพื้นฐานที่มั่นคงที่สุดของความยิ่งใหญ่
5. ความหวังไม่ใช่คำพูดที่ฟังแล้วสวยงามเสมอไป แต่มันคือการลงมือทำ แบบไม่รู้ว่าจะสำเร็จเมื่อไหร่
6. คนที่กล้าล้มเหลวต่อหน้าคนอื่น คือคนที่เข้าใจชีวิตมากกว่าคนที่พยายามดูดีตลอดเวลา
7. แรงบันดาลใจไม่ต้องการเวทีใหญ่ ขอแค่มีพื้นที่จริงให้ลงมือ...ก็เพียงพอแล้ว
8. การเดินทางไปข้างหน้า ไม่ได้แปลว่าเราต้องทิ้งอดีตไว้ข้างหลัง บางทีสิ่งที่ล้ำค่าที่สุด...อาจคือบทเรียนที่เราเดินผ่านมาแล้ว
9. ความสำเร็จของใครบางคน ไม่ได้บอกว่าเราล้มเหลว มันแค่ย้ำว่า.. เราทุกคนต่างมีจังหวะของตัวเอง
10. ถ้าไม่มีใครจดจำเราได้ในนามผู้ยิ่งใหญ่ ขอให้ยังมีสักคนหนึ่งที่พูดได้ว่า.. เขาทำให้ฉันอยากเป็นตัวเองมากขึ้น
#เบียวความเงียบ
#Siamstr
ช่วงนี้หลายคนทักว่าผมมีบางอย่างคล้ายตัวพระเอกในซีรีส์ #สงครามส่งด่วน
บ้างก็ว่าหน้าโทรมคล้ายกัน บ้างก็ว่าชีวิตเริ่มจากศูนย์เหมือนกัน ฟังแล้วก็อมยิ้มนะ...
แต่ลึก ๆ ผมรู้ดีว่าผมไม่เหมือนใครเลย และไม่คิดจะเหมือนใครด้วยครับ
มันไม่ใช่เพราะผมหยิ่งหรือไม่รู้จักขอบคุณ
ในทางตรงกันข้าม คำเปรียบเทียบพวกนั้นมันอบอุ่นนะครับ เหมือนมีใครสักคนสังเกตเห็นว่าเรา เดินมาไกลแค่ไหน ถึงผมจะยังไปไม่ถึงไหนเลยก็ตาม
ผมเคยเขียนไว้ว่า “ถ้าไม่มีใครจำชื่อแกได้จากผลงาน... แกจะยังอยากทำสิ่งนั้นอยู่ไหม?”
นั่นคือคำถามที่ผมใช้ถามตัวเองตลอดมา มันเป็นบททดสอบว่า เรากำลังทำเพื่ออะไรกันแน่
ในซีรีส์ที่ใคร ๆ กำลังพูดถึง ผมเห็นบทเรียนหลายอย่างจากมุมของผู้สร้างธุรกิจ
แต่สิ่งที่ผมอินมากกว่าการตลาดหรือกลยุทธ์ คือฉากที่ตัวละครลุกขึ้นมาทำสิ่งที่ไม่มีต้นแบบ ไม่มีคำการันตีว่าจะเวิร์ค แต่มันมาจากแรงขับที่แท้จริงในใจเขาเอง
ผมเองก็เคยอยู่ตรงจุดนั้น..
วันที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไง แต่ก็เริ่ม เพราะเชื่อว่าการเติบโตต้องเริ่มจากภายใน ไม่ใช่จากเสียงชื่นชม หรือบทความไวรัล
ตอนที่เราเริ่มทีมแรก ๆ เราไม่มีชื่อเสียง ไม่มีทุนมากมายนัก ไม่มีแบบแผนอะไรทั้งนั้น
เรามีแค่บางอย่างที่ชัดเจนกว่า... คือความตั้งใจจริง คือเจตนา และพื้นที่ที่ให้ทุกคนได้กล้าลองผิด
ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าใจวิธีการทำงานแบบของผม เพราะผมไม่ชี้ทาง ไม่แจกบทให้ใครแสดง ผมแค่ยืนอยู่ข้างหลังให้เขาลองล้ม ลองลุก ลองเป็นตัวของตัวเองโดยไม่ต้องขออนุญาตใคร
และนั่นแหละ...คือสิ่งที่ผมเห็นว่ามันมีคุณค่าจริง ๆ
เพราะวันหนึ่ง คนที่เคยไม่มั่นใจ เริ่มมีเสียงของตัวเอง
คนที่เคยเงียบ เริ่มกล้าพูด
คนที่เคยไม่กล้าเริ่มฝัน เริ่มลงมือทำอะไรบางอย่างโดยไม่ต้องรอใคร
บางทีคำว่าเหมือนพระเอกซีรีส์ อาจไม่ใช่เรื่องของหน้าตาหรือประวัติชีวิต
มันอาจเป็นไฟบางอย่างที่คนมองเห็นจากข้างนอก โดยที่เราเองอาจลืมไปว่ามันยังลุกอยู่
แต่สุดท้ายแล้ว...ผมก็ยังอยากเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ที่ยอมก้มมองรากเล็ก ๆ ก่อนมองยอดไม้ใหญ่
ผมไม่ได้อยากสร้างอะไรให้คนจำได้
ผมแค่อยากเห็นสังคมที่มีคนธรรมดา กล้าทำเรื่องธรรมดา ด้วยหัวใจที่ไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร
ขอบคุณสำหรับคำชมครับ
แต่ขออนุญาตปฏิเสธ... ความเหมือนนั้น
เพราะผมเชื่อว่าการมีตัวตนที่ไม่เหมือนใคร
คือของขวัญที่ดีที่สุด ที่เรามอบให้โลกนี้ได้
1. อย่าให้คนอื่นมากำหนดว่าเราควรเป็นใคร เพราะต่อให้เราทำได้ดีแค่ไหน คนเหล่านั้นก็จะเปลี่ยนคำจำกัดความใหม่อยู่ดี
2. ความเหนื่อยที่ไม่มีเครดิต ไม่ได้แปลว่ามันไร้ค่า มันคือพื้นผิวของความตั้งใจ ที่คนมีไฟจะสัมผัสกันได้เอง
3. ถ้าชีวิตคือเวทีแสดง บางครั้งเราก็มีหน้าที่แค่เปิดม่าน ไม่ใช่ยืนอยู่ใต้สปอตไลต์
4. คำว่าธรรมดา ไม่ได้แปลว่าไม่มีอะไรโดดเด่น แต่อาจเป็นพื้นฐานที่มั่นคงที่สุดของความยิ่งใหญ่
5. ความหวังไม่ใช่คำพูดที่ฟังแล้วสวยงามเสมอไป แต่มันคือการลงมือทำ แบบไม่รู้ว่าจะสำเร็จเมื่อไหร่
6. คนที่กล้าล้มเหลวต่อหน้าคนอื่น คือคนที่เข้าใจชีวิตมากกว่าคนที่พยายามดูดีตลอดเวลา
7. แรงบันดาลใจไม่ต้องการเวทีใหญ่ ขอแค่มีพื้นที่จริงให้ลงมือ...ก็เพียงพอแล้ว
8. การเดินทางไปข้างหน้า ไม่ได้แปลว่าเราต้องทิ้งอดีตไว้ข้างหลัง บางทีสิ่งที่ล้ำค่าที่สุด...อาจคือบทเรียนที่เราเดินผ่านมาแล้ว
9. ความสำเร็จของใครบางคน ไม่ได้บอกว่าเราล้มเหลว มันแค่ย้ำว่า.. เราทุกคนต่างมีจังหวะของตัวเอง
10. ถ้าไม่มีใครจดจำเราได้ในนามผู้ยิ่งใหญ่ ขอให้ยังมีสักคนหนึ่งที่พูดได้ว่า.. เขาทำให้ฉันอยากเป็นตัวเองมากขึ้น
#เบียวความเงียบ
#Siamstr