"Labelling" หรือ "การจัดกลุ่ม"
.
.
.
เป็นคำจัดกัดความอย่างง่าย
ของตีความว่าบุคคลหรือกลุ่มบุคคล
จะมีรูปแบบหรือลักษณะจำเพาะของสิ่งนั้นเป็นอย่างไร
เช่น
เก้าอี้....
เป็นวัตถุสำหรับการนั่ง
มีลักษณะผิวด้านบนเรียบ
ประคองด้วยเสาขนาดเล็ก หรือขา
.
.
.
การจัดกลุ่มเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
.
ในแต่ละช่วงเวลา สิ่งมีชีวิตที่มีความนึกคิดเช่นมนุษย์
จะรับสารหรือข้อมูลต่างๆ เข้ามามากมาย
โดยเฉพาะยุคออนไลน์ในปัจจุบัน
การจัดกลุ่มเป็นกลไกทางสมอง
ที่ใช้ช่วยลดความซับซ้อนและความไม่แน่นอน
ของสารหรือสถานการณ์ที่กำลังพบเจอ
ช่วยให้รู้ว่ากำลังพบเจอหรือรับมืออยู่กับสิ่งใด
เพื่อที่จะหยิบสูตรสำเร็จในการรับมือออกมาใช้
หรือในอีกนัยนึง
มันคือการทำให้สิ่งต่างๆเรียบง่ายขึ้น
.
.
.
ความเรียบง่ายและสูตรสำเร็จนั้น
อาจไม่ได้ผนวกตัวแปรที่สำคัญมากสุดในสมการ
.
สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "มนุษย์"
.
ที่มีความนึกคิดและการตัดสินใจที่แตกต่างกัน
อันเกิดจากจุดตัดทางความแตกต่างของประสบการณ์และความคิด
การจัดกลุ่ม และเหมารวมนี้ทำให้ความซับซ้อนนี้ลดน้อยลง
พร้อมกับการตีตราว่า คนนี้ หรือกลุ่มนี้ มีลักษณะแบบใด
.
นำไปสู่การขีดเส้นแบ่งทางสังคม
เพื่อนิยามลักษณะของตนเองให้เด่นชัด
ผ่านการตีตราผู้อื่น
.
.
การจัดกลุ่มนี้ลดทอนความสวยงามของการเป็นมนุษย์
นำไปสู่การตีตรา การตัดสิน และการปฏิบัติที่เอนเอียง
และพึ่งพาสูตรสำเร็จของการรับมืออย่างงมงาย
ถึงแม้การจัดกลุ่มจะเป็นกลไกตามธรรมชาติที่เกิดขึ้น
เพื่อลดความซับซ้อนของสิ่งต่างๆ หรือปัญหาให้ง่ายขึ้น
.
การพึ่งพาสูตรสำเร็จของรับมืออย่างงมงาย
เป็นการลดทอนความเป็นมนุษย์
.
ไม่ใช่ของผู้อื่น
.
หากแต่เป็นของผู้ใช้งานเอง
Bob, the red panda
#siamstr
Bob
bobisbob@siamstr.com
npub1wheh...qd9j
Bob is bob, 0
*ดวงดาวและแรงดึงดูด*
.
"แรงดึงดูด"
.
เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
และจะดึงดูดสิ่งมลสารรอบตัววัตถุนั้นเข้ามาหา
ไม่ว่าวัตถุนั้นจะมีมวลใหญ่ หรือเล็กขนาดไหน
แรงดึงดูดระว่างวัตถุสองชนิด
เกิดขึ้นต่อเนื่องและหลึกเลี่ยงไม่ได้
หากแต่จะสัมผัสได้หรือไม่
ขึ้นกับธรรมชาติของวัตถุนั้นๆ
.
อย่างไรก็ดี
แม้แรงดึงดูดจะมีทิศทางที่ตรงไปตรงมา
แต่เมื่อเกิดการดึงดูดระหว่างวัตถุมากกว่าหนึ่ง
ทิศทางของแรงย่อมถูกเบี่ยงไปตามมวลที่มากกว่า
ท้ายที่สุด ในจักรวาลที่ประกอบไปด้วยอนันต์วัตถุ
ก่อให้เกิดรูปแบบการหมุนแบบเป็นเกลียว
ที่วัตถุจะโคจรหมุนลักษณะคล้ายกังหัน
อันเรียกว่า "สนามแรงโน้มถ่วง"
.
ภายใต้การหมุนของสนามแรงโน้มถ่วงนี้
ได้ก่อกำเนิดกฏแห่งการโคจรของวัตถุต่างๆ
ที่จะหมุนวนวัตถุหน่วยเล็กให้มีลักษณะเป็นกังหัน
หมุนรอบวัตถุหน่วยใหญ่
และวัตถุหน่วยใหญ่หมุนรอบ หน่วยที่ใหญ่กว่า
.
.
.
"ดาว"
.
วัตถุโดดเดี่ยวที่ลอยเคว้งคว้างไหลอยู่บนเส้นใยของอวกาศ
คอยดึงดูดสิ่งโดยรอบตามธรรมชาติของแรงดึงดูด
ดาวแต่ละดวงมีลักษณะจำเพาะแตกต่างกัน
อันขึ้นกับต้นกำเนิดและการเจริญเติบโต
เกิดการหมุนรอบตัวเองในอัตราที่พึงมี
.
ภายใต้เส้นใยของอวกาศอันไร้ขอบเขตและเต็มไปด้วยวัตถุ
เป็นเรื่องที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าวันนึง
ดาวที่ลอยเคว้งคว้างอยู่จะโคจรมาเจอกับดาวอื่น
ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ต้องการหรือไม่
เมื่อเข้ามาในวงแรงดึงดูด
การลอยเคว้งคว้างไหลไปเรื่อยย่อมเปลี่ยนแปลง
.
เกิดเป็นการโคจรวนรอบซึ่งกันและกัน
ดาวเล็กโคจรรอบดาวใหญ่
เช่นเดียวกันกับดาวบริวารโคจรรอบดาวเล็ก
เกิดการโคจรเป็นลักษณะชั้นๆ
ภายใต้สนามแรงโน้มถ่วงของดาวใหญ่
ที่จะรั้งไม่ให้ดาวเล็กหลุดออกนอกวงโคจร
จากแรงดึงดูดภายนอก
และรวมกันเป็นโครงสร้าง "ระบบดวงดาว"
.
.
.
"วัตถุแปลกปลอม"
.
วัตถุแปลกปลอม หรือวัตถุหน้าใหม่
เมื่อเคลื่อนที่ผ่านเข้ามายังระบบดวงดาวที่มีอยู่
เส้นการเดินทางย่อมถูกรบกวน
ด้วยสนามแรงโน้มถ่วงจำเพาะของระบบดวงดาว
หากวัตถุนั้น มิได้เคลื่อนที่ด้วยโมเมนตัมที่เพียงพอ
มันจะถูกดึงให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบดาว
ไม่ว่าจะในฐานะดาวบริวารหรือดาวเล็กดวงใหม่
ระบบดวงดาวจะมีการปรับมาตรฐานตามดาวที่เพิ่มขึ้น
.
ในทางกลับกัน หากมีโมเมนตัมที่แข็งแรง
และมีสนามแรงโน้มถ่วงเฉพาะตัวสูง
จะทำให้ระบบดวงดาวที่มีอยู่ถูกสั่นคลอน
การจัดเรียงโครงสร้างของระบบดวงดาวเปลี่ยนไป
ดาวบริวารอาจเปลี่ยนการโคจรไปหมุนรอบดาวเล็กอื่น
หรือแม้ดาวบางดวงถูกทำลายจากการปะทะซึ่งหน้า
.
ไม่ว่าจะการเคลื่อนที่นั้นจะเป็นอย่างไร
โครงสร้างระบบดวงดาวจะถูกรบกวนเพียงใด
หรือถูกทำลายจนสนามแรงโน้มถ่วงเปลี่ยนไป
ระบบดวงดาวนั้นก็ยังหมุนในทิศทางของมันเอง
และเคลื่อนที่ไปในทิศทางกังหันของกาแล็คซี่
ภายใต้การเป็นไปของโครงข่ายที่ใหญ่กว่า
.
.
.
"กาแล็คซี่และเส้นใยจักรวาล"
.
กาแล็คซี่
กลุ่มของระบบดวงดาวที่หมุนวนลักษณะกังหัน
จากกลุ่มก้อนของดาวใหญ่นับไม่ถ้วน
โคจรหมุนรอบกันและกัน
ก่อกำเนิดเป็นสนามแรงโน้มถ่วงขนาดใหญ่
ที่คอยกำหนดทิศทางการเคลื่อนที่ของระบบดวงดาว
.
จริงหรือ?
แท้จริงนั้นกาแล็คซี่ ไม่ได้เป็นสิ่งกำหนดทิศทางการเคลื่อนที่
แต่เป็นการทำให้เส้นทางนั้นชัดเจนมากขึ้น
เส้นทางดังกล่าวเป็นสิ่งตกค้าง
ในช่วงเริ่มต้นจักรวาลจากความไม่สมบูรณ์แบบ
ก่อกำเนิดเป็นรอยตำหนิบนผืนผ้าของจักรวาล
.
การหมุนวนหรือการเคลื่อนที่ของสรรพสิ่ง
เต้นระบำอยู่บนร่องเส้นใยของจักรวาล
หากแต่สนามแรงโน้มถ่วงที่เกิดขึ้น
จากแรงดึงดูดระหว่างวัตถุนับอนันต์
สะสมพลังก้าวข้ามผ่านกาลเวลา
แปรเปลี่ยนรอยตำหนิเป็นร่องลึก
ก่อกำเนิดเป็นโครงข่ายเส้นใย
ที่กำหนดทิศทางการเคลื่อนที่ของดาวนับล้าน
.
.
.
สนามแรงโน้มถ่วงของระบบดาว หรือดาวเพียงหนึ่ง
ไม่อาจเปลี่ยนแปลงทิศทางของดาวอื่นนับล้าน
บางดวงโคจรในระบบดาวเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบ
หรือเพื่อรักษาสนามแรงโน้มถ่วงของระบบให้สืบไป
.
สนามแรงโน้มถ่วงจากดาวมากมายหลายระบบ
จากทั่วทุกมุมบนผืนผ้าของจักรวาล
จะสำแดงให้เห็นเส้นใยของจักรวาลที่ชัดเจน
แม้อาจเป็นเส้นใยที่ผิดร่อง
แต่การสนามแรงโน้มถ่วงที่สั่นอย่างต่อเนื่อง
สะสมพลังและสั่นสะเทือนผืนผ้าก้าวผ่านกาลเวลา
และเปิดเผยเส้นใยโครงสร้างที่ซับซ้อน
อันเป็นต้นกำเนิดของกาลจักรวาล
เพื่อเป็นเส้นทางให้ดาวรุ่นถัดไปได้โคจร
.
.
.
.
.
ขอขอบคุณ
เพลง: เธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ, เฉลียง
รูปภาพ: Wenger, C. (2022, December 21). The cosmic web. STRUCTURES Excellence Cluster.
.
Bob, the red panda
#siamstr
.
ขอขอบคุณ
เพลง: เธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ, เฉลียง
รูปภาพ: Wenger, C. (2022, December 21). The cosmic web. STRUCTURES Excellence Cluster.
.
Bob, the red panda
#siamstrNeural Network (NN) หรือเครือข่ายนิวรอน
เป็นอัลกอริทีมพื้นฐานในการสร้างปัญญาประดิษฐ์อันซับซ้อนในปัจจุบัน
ที่ประกอบขึ้นจากการต่อจุดนิวรอน นับล้าน เข้าด้วยกัน
เสมือนการทำงานของสมองสิ่งมีชีวิต
ในการประมวลผลบางสิ่ง
.
.
ในแต่ละจุด หรือ "นิวรอน" จะรับข้อมูลหรือ "สาร" เข้ามา
ทำการประมวลผลสารดังกล่าว
ผ่านค่าปรับแต่ง และสมการบางอย่าง
ภายใต้โครงสร้างของเครือข่ายการเชื่อมจุดนิวรอนนับล้าน
ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างแบบไปด้านหน้า, อนุกรม, ทำซ้ำ หรือแยกหน่วย
และส่งต่อผลลัพธ์ หรือ "สัญญาณ"
ที่เครือข่ายประมวลว่าเหมาะสมออกไป
หรือจะเรียกว่าเป็น "เจตุจำนง" ของเครือข่ายก็ได้
.
.
"ผลลัพธ์" ที่ถูกประมวลผลออกมา
เป็นการประมวลจาก
โครงสร้างและค่าปรับแต่ง ของเครือข่าย ที่เป็นอยู่
หรือ
จะสามารถเรียกได้ว่า
ประสบการณ์ของเครือข่าย
.
.
แม้ในเชิงตรรกะ และคณิตศาสตร์
ผลลัพธ์ที่ได้จากโครงข่ายจะไม่เป็นเปลี่ยนแปลง
เพราะ
โครงสร้าง, ค่าปรับแต่ง, และประสบการณ์
ของเครือข่าย ไม่เปลี่ยนไป
.
.
เมื่อเครือข่ายได้รับค่า "ประสบการณ์" เพิ่มเติม
สิ่งที่ถูกปรับปรุง คือ "ค่าปรับแต่ง" ของเครือข่าย
ไม่ว่าจะ ดีขึ้น หรือแย่ลง
"ประสบการณ์" ที่ถูกเพิ่มมานั้น
ควรจะต้องเหมาะสมกับเจตุจำนงของเครือข่าย
เพื่อให้เกิดการปรับปรุงหรือพัฒนาได้อย่างเหมาะสม
.
.
เจตุจำนงของเครือข่าย
ที่ถูกกำหนดให้ประมวลผลเฉพาะเจาะจง
เมื่อมี "ประสบการณ์" ที่ผิดแปลก
หรือไม่ตรงกับเจตุจำนงเข้ามา
ย่อมได้เป็น ผลลัพธ์ที่ผิดเพี้ยนออกไป
.
.
ด้วยเหตุนี้
เพื่อรองรับประสบการณ์แบบใหม่
จึงต้องมีการปรับปรุง โครงสร้าง และค่าปรับแต่ง
ของเครือข่ายให้เหมาะสมต่อกับประสบการณ์ใหม่
โดยยังจำเป็นต้องคงไว้ซึ่ง หลักการประมวลผลเดิม
.
.
เครือข่ายจึงมีการขยายตัวเกิดขึ้น
โดยเป็นการขยายโครงสร้าง เพิ่มจำนวนนิวรอน
เปรียบเสมือนการต่อเติมบ้าน
.
และจึงปรับปรุงเฉพาะส่วนที่เพิ่มเติมขึ้นมา
เพื่อให้เครือข่ายมีเจตุจำนงที่เพิ่มขึ้น
ไม่ใช่เพียง 1 แต่เป็น 2, 3, 4, ...
ตามแต่จำนวนของโครงสร้างและประสบการณ์ที่ถูกเพิ่มเติม
.
.
.
.
หลักการของ Neural Network นี้ แสดงให้เห็นถึงสิ่งใด?
.
มันแสดงให้เห็นถึง การเติบโต และพัฒนาการ
ของตัวมันเอง (หรือที่ตลอดการเขียนนี้เรียกว่า "เครือข่าย")
.
เมื่อมีประสบการณ์ใหม่ที่ไม่เคยพบเจอ
เครือข่ายไม่จำเป็นต้องละทิ้งสิ่งที่ถูกเจียรไนมาทั้งหมด
.
หากแต่เป็นการค่อยๆ เพิ่มเติมโครงสร้างของเครือข่าย
ทีละเล็ก ทีละน้อย ตามแต่ประสบการณ์
.
.
สิ่งมีชีวิตก็เช่นกัน
เมื่อพบเจอสิ่งใหม่ แล้วเกิดอาการตระหนก
มันเป็นเพียงเพราะเครือข่ายในปัจจุบัน
ยังไม่เหมาะสมสำหรับประสบการณ์นั้น
.
ปรับเพิ่มโครงสร้าง
เจียรไนค่าปรับแก้
เพื่อตอบรับกับประสบการณ์ใหม่ได้อย่างเหมาะสม
.
เครือข่ายจะค่อยๆเติบโต
.
.
.
และสามารถไปจนถึงจุดที่เครือข่ายคุณ เชี่ยวชาญ ในเรื่องนึงได้
หรือที่เรียกกันว่า Agent
.
.
สิ่งมีชีวิตไม่ได้ถูกกำหนดว่า จะเชี่ยวชาญได้เพียงเรื่องเดียว
คุณสามารถมีมากกว่า 1 Agent ในตัวคนเดียวได้
หากเครือข่ายมีขนาดใหญ่เพียงพอ
ที่จะรองรับเจตุจำนงอันหลากหลายได้
.
.
แต่ต้องตระหนักว่า
ในการปรับปรุงเครือข่าย และเก็บเกี่ยวประสบการณ์
ถูกตรึงไว้ด้วยข้อจำกัดของเวลา ที่มีชีวิตอยู่
.
.
อย่าได้ด้อยค่าตน และเปรียบเทียบตนกับผู้อื่น
ทุกคนล้วนมีโครงสร้าง ค่าปรับแก้ ของเครือข่าย
มีประสบการณ์ที่ใช้ปรับแก้เครือข่าย
ที่แตกต่างกัน
.
.
.
เผชิญหน้ากับประสบการณ์ในปัจจุบัน
โดยไม่ละทิ้งเครือข่ายเดิมที่เป็นอยู่
เรียนรู้จากข้อผิดพลาดของผลลัพธ์จากเครือข่ายเดิม (error)
และใช้มันในการปรับปรุง ค่าปรับแก้ให้ดีขึ้น
.
หรือใช้มันในการเพิ่มโครงสร้างใหม่
เพื่อขยายเจตุจำนงของเครือข่ายคุณ
ให้ตอบรับกับเขาวงกตที่เรียกว่าชีวิต
.
.
.
.
.
Bob, the red panda
#siamstr
Hierarchy หรือ ลำดับชั้น
.
เป็นการจัดหมวดสิ่งมีชีวิตสายพันธ์เดียวกัน
ตามอำนาจจำเพาะต่างๆ ของสายพันธ์นั้นๆ
.
.
มันยังถูกใช้เป็นเกณฑ์
ในการคัดเลือกคู่ครอง และเบ่งพลังอำนาจที่ตนมี
เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากหน่วยอื่นๆ
.
.
.
ในสังคมของสิ่งมีชีวิตทั่วๆไป
"พละกำลัง" เป็นเกณฑ์ได้อย่างเหมาะสม
สำหรับการแบ่งลำดับชั้น และการแสดงออกซึ่งอำนาจ
หรือที่เรียกว่า "ตัวแทนแห่งอำนาจ"
.
.
.
แต่ในสังคมของสิ่งมีชีวิตที่มี ความนึกคิด
และสัมปชัญญะ เช่น มนุษย์
เงินตรา บรรดาศักดิ์ รูปลักษณ์
เป็นตัวแทนแห่งอำนาจรูปแบบใหม่
.
.
ที่ใช้เป็นสิ่งชี้กำหนด ลำดับชั้น
หรือเพื่อบรรจุ "ความปรารถนา" บางอย่าง
ดึงดูดเพศตรงข้าม สร้างการยอมรับ
หรือแม้แต่ ล่อลวง
.
.
แม้ "ตัวแทนแห่งอำนาจ"
จะช่วยให้เห็นถึงลำดับชั้นได้
แต่การใช้อย่างเกินขอบเขต
จะทำให้ผู้ใช้หลงติดกับภาพลวง
ที่บดบังคุณค่าแท้ของตน
และวนอยู่กับการเสพติดอำนาจจอมปลอม
.
.
.
การรับรู้ถึงสถานะอำนาจของตน
จะทำให้รู้ถึงพื้นฐาน ขอบเขต
และความเข้มข้นของอำนาจที่มี
.
การควบคุมและจัดสรร
"ตัวแทนแห่งอำนาจ"
อย่างมีสติ กำหนดจุดประสงค์
ของการใช้งานที่ชัดเจน
.
.
จะเป็นการเปิดประตูแห่งโอกาส
ไปสู่ความเป็นจริงใหม่
ที่ไม่ถูกลวงหลอกด้วยตัวแทนจอมปลอม
Bob, the red panda
#siamstr
**ความสุขคืออะไร**
*คำถามที่แสนเรียบง่ายจากสมาชิกห้องรังผึ้งแต่คำตอบนั้นนับไม่ถ้วน*
-----
.
.
.
ความสุขเป็นสิ่งเรียบง่าย มีคุณค่า และเกิดขึ้นได้ทุกขณะ
จากการหัวเราะ ประสบความสำเร็จ นั่งริมทะเล
ทานอาหาร ท่องเที่ยว หรือแม้แต่จากการล้มเหลว
.
เป็นสิ่งที่หลากหลายคนใฝ่หา วิ่งไล่ตาม
ถ้าฉัน . . . แล้วจะมีความสุข
ไป . . . กัน แล้วจะมีความสุข
ความสุขเป็นสิ่งที่ต้องไขว้ขว้า
. . . เช่นนั้นหรือ
.
แต่ฉไนเมื่อได้สิ่งเหล่านั้น กลับมีความว่างเปล่า
หาใช่ความสุข
.
.
หรือเพียงแค่หยุด แล้วเฝ้ามองตนเอง
ว่าเนื้อแท้นั้น ใดเล่าคือสิ่งที่ใฝ่หา
ต้องยิ้มอย่างนั้นหรือ ถึงจะมีความสุข
ต้องได้มาเท่านั้นหรือ ถึงจะมีความสุข
นั่นเป็นความสุขอันแท้จริง
หรือเพียงภาพมายาของจิตใจ
.
.
.
ความสุขอันแท้จริง
เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นตามธรรมชาติ
เกิดขึ้นอยู่ทุกขณะของกระแสเวลา
หาใช่สิ่งที่ต้องไขว่คว้า วิ่งตาม แย่งชิง
หากแต่เป็นสิ่งที่อยู่ภายใน
.
.
การดำเนินไปของกระแสเวลา
ก่อเกิดความจริงตามสิ่งที่เลือกจะรับรู้และยึดถือ
สะท้อนสร้างภาพโลกภายในแต่ละคน
ที่หล่อหลอมจากประสบการณ์ ความคิด อันแตกต่าง
.
.
โลกภายในอันหลากหลาย
ก่อเกิดปัจเจกตน ที่ต้องการควบคุมโลกภายนอก
ให้บิดเปลี่ยนให้เป็นไปตามภายในตน
.
.
เมื่อโลกภายในไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
คนผู้หนึ่งย่อมไขว่คว้า วิ่งตาม แย่งชิง
ก่อเกิดความขัดแย้ง
ความสุขแท้จริงถูกบิดเบือน
เพียงเพราะไม่ยอมรับ และเพียงพอ กับมัน
.
.
.
ความสุขอันแท้จริง
ไม่ต้องฝืนเพื่อให้ตนมีความสุข
แต่เพียง *เป็น* ความสุขที่ก่อเกิดจากภายใน
.
เป็นการยอมรับในสิ่งที่ตน และโลกภายนอกเป็น
และปรับกระแสของโลกภายในให้ตรงกับสิ่งที่ดำเนินอยู่
ไม่เอนเอียงไปตามความคาดหวัง
การเปรียบเทียบ หรือข้อแม้ของสิ่งใด
.
.
หาใช่การไปถึงจุดหมายของการเดินทาง
หากแต่เป็นการดื่มด่ำไปกับการเดินทาง
รับรู้ความเป็นไปของกระแสความจริง
แวะชม และรับรู้สิ่งที่เป็นโดยไม่เปลี่ยนแปลง
.
.
.
ความสุขคืออะไร . . .
อาจไม่มีนิยามเป็นสิ่งของ หรือคำตอบเดียวของคำถาม
เพราะโลกภายในล้วนปัจเจก
.
แต่เป็นเพียง
การหยุดคาดหวังในสิ่งที่ยังไม่เกิด
ยอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบ
ปล่อยให้สิ่งต่างๆ เป็นไปตามครรลอง
ของธรรมชาติ
.
.
แล้วจักพบว่า ความสุข นั้นอยู่กับตนตลอดมา
.
.
.
.
-----
Bob, the red panda
#siamstr
**Autopilot
***
ในโลกยุคปัจจุบันที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและข้อมูล
เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าในแต่ละวัน
ข้อมูลมหาศาลถาโถมเข้าสู่สมองของแต่ละคน
บั่นทอนทักษะต่างๆ จากโดพามีนราคาถูก
ไม่ว่าจะด้านการฟัง วิเคราะห์ หรือ แม้แต่ *การควบคุมความคิด*
การไม่คัดกรองข้อมูลอันมหาศาลที่เข้ามาในแต่ละวัน
บั่นทอนความสามารถในการควบคุมความคิด ทีละนิด ทีละนิด
จนเกิดเป็นความเคยชิน และกลายเป็นพฤติกรรมซ้ำ
การปล่อยให้พฤติกรรมเหล่านี้ ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
ปล่อยให้ความคิดสร้างคำตอบออกมาเอง
โดยไม่พิจารณาถึง เหตุ และ ผล ของแต่ละสิ่ง
จะนำไปสู่ การใช้ชีวิตแบบอัตโนมัติ หรือ Autopilot
*"Autopilot คือระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติบนเครื่องบิน ตามโปรแกรมที่ถูกปรับแต่งไว้
ในยามที่ไม่จำเป็นต้องใช้ความเชี่ยวชาญของนักบิน"
การใช้ชีวิตด้วยระบบ Autopilot เปรียบได้กับการใช้ชีวิต
ผ่านระบบความคิดที่ถูกปรับแต่งเอาไว้ โดยไม่ตั้งคำถามต่อระบบ
ปล่อยให้ระบบความคิดเข้าควบคุม แทนตน
แทนที่ตนจะควบคุมความคิด
ก่อให้เกิดการคิดไม่ถี่ถ้วน ไม่ละเอียด
อย่างไรก็ตาม Autopilot ไม่ใช่สิ่งที่เป็นข้อผิดพลาด
หากแต่เป็นวิวัฒนาการของสมอง เพื่อประหยัดพลังงาน
และเก็บพลังงานไว้ใช้สำหรับสิ่งที่จำเป็น
การใช้ชีวิตด้วย Autopilot จึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ดังนั้น เราควรเรียนรู้ที่จะควบคุมความคิด
เพื่อตระหนักว่าตอนนี้กำลังเปิดใช้ Autopilot อยู่
Autopilot สามารถพัฒนาได้ด้วยตนเองผ่านประสบการณ์
ที่แต่ละคนพบเจอ เช่นเดียวกันกับ เด็กหัดขับรถ กับคนที่ขับรถมา 10 ปี
หากแต่จะช้าหรือเร็ว ขึ้นกับการควบคุมความคิดและตระหนักรู้
.
การควบคุมความคิดจะเป็นเหมือนป้ายบอกทาง
ให้เป็นไปในแนวทางที่ควรจะเป็น
.
ตระหนักรู้จะคอยย้ำเตือนให้รู้ตนว่า Autopilot ที่มีนั้น
ไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้
***
เนื้อหานี้ เกี่ยวข้องกับหนังสือ The Power of Now, Eckhart Tolle
จะมี session แลกเปลี่ยนเกี่ยวกับหนังสือดังกล่าวหลังอ่านทาง Hivetalk
ผู้ใดสนใจ สามารถเข้าร่วมได้
ในวันเสาร์ที่ 22 MAR 2025, 9PM (3 ทุ่ม เวลาไทย)
ที่ Hivetalk ห้อง siamstr
ขอขอบคุณ
หนังสือ The Power of Now, Eckhart Tolle
Bob, the red panda
#siamstr
**ปัจจุบัน และ อัตตา**
-----
ตัวตนหรืออัตตา เป็นคำนิยามที่ใช้บ่งบอกถึงสิ่งที่
ตัวตนแห่งความคิดได้สร้างขึ้น
จากสิ่งใดสิ่งหนึ่งใน อดีต ความทรงจำ หรือแม้แต่อนาคต
ที่แต่ละตัวตนได้ยึดติดกับสิ่งนั้น
และก่อให้เกิด อัตตา ที่แตกต่างกันออกไป
แต่นั้นไซร้... อัตตา ที่ถูกปรุงแต่งขึ้น
ล้วนเกิดจากตัวตน อันซึ่งไม่อยู่กับกาลปัจจุบัน
ตัวตนที่ยึดติดอยู่กับภาพจำในอดีต
มิใช่ตัวตน ดั้งเดิม ที่ไม่ถูกปรุงแต่ง
เป็นเพียงตัวตนจอมปลอม ที่ถูกวาดขึ้น
เมื่อผู้คนมิได้อยู่ในกาลปัจจุบัน และ
ใช้ชีวิตโดยสวมตัวตนจอมปลอมนี้
(หรืออาจเปรียบได้กับการขับขี่แบบ Autopilot)
จะนำไปสู่จุดที่คนเหล่านั้น มองโลกผ่านฟิล์ม
ที่อัตตาสร้างขึ้น และปล่อยให้ความคิดเข้ามาบงการตน
เมื่อความคิดเข้ามาบงการตัวตน ผ่านอัตตา และสีสันของโลกที่จืดจาง
ความทุกข์จะก่อกำเนิดขึ้น เพียงเพราะตัวตนจอมเปล่านี้ มิอาจยอมรับปัจจุบัน
ในโลกที่ผู้คนล้วนสวมอัตตา เรามิได้สัมผัสโลกในกาลปัจจุบัน
แต่กลับสัมผัสมันผ่านอัตตา หรือในแบบที่เรานั้นต้องการให้มันเป็น
ทำให้การตอบสนองของผู้คน ล้วนทำเพื่อสนองอัตตาของตน
ที่ไม่ต้องการที่จะถูกรบกวน หรือถูกทำลาย
เมื่อผู้คนเกิดการแลกเปลี่ยนและ เกิดการประทะระหว่างอัตตา
ผู้ที่อัตตาอ่อนแอย่อมถูกทำลาย และกลืนเข้าสู่อัตตาของผู้แข็งแกร่ง
...เป็นอย่างนั้นหรือ เหตุใดอัตตาถึงกลัวที่จะถูกทำลาย
จึงได้ตอบสนองต่อสารแบบนั้น
"ศิโรราบ" มิใช่เป็นการพ่ายแพ้ต่ออัตตาที่แข็งแกร่ง
เพียงแต่เป็นการละทิ้งอัตตาของตน
ยอมรับสถานการณ์เป็นไปตามกระแสเวลา
ละทิ้งจากการถูกบงการด้วยความคิดอันจอมปลอม
ปล่อยให้อัตตาของตนเองถูกละทิ้ง
ปล่อยให้ตน กลับเข้าสู่ปัจจุบัน
เมื่อศิโรราบ และอัตตาถูกปล่อยวาง
ความทุกข์ที่เกิดจากตัวตนอันจอมปลอม อันยึดติดกับอดีต
ความคิดที่บงการตน ผ่านตัวตนอันจอมปลอม ย่อมถูกละทิ้ง
เมื่อนั้น เราจักเห็นโลกในแบบที่มันเป็นตามกระแสของธรรมชาติ
มิใช่โลกผ่านฟิล์มของอัตตา เราจักควบคุมความคิดของตนได้
เมื่อสามารถควบคุมความคิดได้
อัตตาของผู้อื่นย่อมไม่กระทบต่ออัตตาตน เพราะอัตตานั้น ถูกละทิ้งไปแล้ว
เหตุการณ์ที่ไม่เป็นในอย่างที่ต้องการ ย่อมไม่ก่อให้เกิดความทุกข์
เพราะนั่นคือความจริง ในกาลปัจจุบัน มิได้ถูกปรุงแต่งจากอัตตา
เกิดการยอมรับ สิ่งต่างๆ ในทางที่มันเป็น
ไม่มีอัตตามากำหนด ว่าควรจะเป็นอย่างไร
เกิดอิสรภาพจากภายใน จากการศิโรราบต่อปัจจุบัน ละทิ้งอัตตา
ตระหนักถึงตัวตน ที่ไม่ใช่ความคิด
อันนำไปสู่ความสงบอย่างแท้จริง
-----
เนื้อหานี้ เกี่ยวข้องกับหนังสือ The Power of Now, Eckhart Tolle
สมาชิกรังผึ้ง จะมี session แลกเปลี่ยนกันเกี่ยวกับหนังสือดังกล่าวหลังอ่าน
ทาง Hivetalk
ผู้ใดสนใจ สามารถเข้าร่วมได้
ในวันเสาร์ที่ 22 MAR 2025, 9PM (3 ทุ่ม เวลาไทย)
ที่ Hivetalk ห้อง siamstr
-----
ขอขอบคุณ
- หนังสือ The Power of Now, Eckhart Tolle
- สมาชิกห้อง Hivetalk สำหรับคำศัพท์เปรียบเปรย Autopilot @SandRock46
-----
Bob, the red panda
#siamstr
"โชค" คือ หนึ่งในสิ่งที่ทุกคนมองว่า
เป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่เกิด แต่ละคนมีเท่ากัน
ไม่สามารถส่งต่อ สืบถอด หรือแบ่งให้กันได้
เราบางคนล้วนเคยผ่านการเปรียบเปรย
ผ่านโชค ทั้งจากตนเองและผู้อื่น
ไม่ว่าจะเป็น
"โชคดีนะ... ที่เลือก... เมื่อตอนนั้น ตอนนี้เลย..."
"โชคไม่ดีเลย ที่เลือก... รู้อย่างนี้เลือกอีกอย่าง"
แลดูทุกอย่างจะถูกลิขิตมาแล้วให้เป็นเช่นนั้น
....อย่างนั้นหรือ?....
ตลอดทั้งชีวิตของคนๆนึง
ล้วนพบเจอกับการตัดสินใจมากมาย
ทั้งถูกบังคับให้เลือก ไม่ถูกบังคับ
ในทุกการตัดสินใจ ล้วนก่อให้เกิด
การเบี่ยงเบนของอนาคตออกไปจากเดิม
เมื่อการตัดสินใจใดๆก็ตาม
ถูกบีบให้เลือกเพียงสองตัวเลือก
ไม่มีช่องทางให้เล็ดลอด ไม่มีช่องทางให้หลีกหนี
จะเป็นการตัดสินใจ "เลือก"
เส้นทางของ "อนาคต" ว่าจะเบี่ยงไปอย่างไร
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นทางไหน
ไม่มีการ "เลือก" ใดที่ผิด
เมื่อเราอยู่ในจุดที่ถูกบีบบังคับให้เลือก
ในสถานการณ์เปรียบดั่ง "โอกาส" ที่ได้ "เลือก"
ไม่ว่าจะเสี่ยงมากหรือน้อย
เราล้วนตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุด
ตามข้อมูลและ "ประสบการณ์" ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
เลือกในสิ่งที่ จะนำไปสู่อนาคตอันปรารถนา
โอกาสที่ได้เลือกอนาคตอันปรารถนานั้น
อาจไม่สวยหรู ไม่งดงาม
เปรียบเสมือนกำแพงสูง ที่ขวางกั้นและรอการพิสูจน์
พิสูจน์การ "เตรียมพร้อม" ของผู้คน
มันจะขวางกั้นผู้คนที่ไม่โหยหา ไม่ทุ่มเท
ไม่สละ และไม่ "เตรียมพร้อม"
และพังทยายลงเมื่อพบคนที่รับความเสี่ยง
รับแรงกระแทก พร้อมที่จะลงมือทำ
ที่จะปรับเปลี่ยน ที่จะทุ่มเท
ไม่ว่าจะเป็นผู้คนที่ทยายกำแพงได้หรือไม่
สิ่งที่ได้กลับมาเมื่อเจอกำแพงนั้น
ล้วนเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง
ระหว่าง "โชค" และ "ประสบการณ์"
"โชค" คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ
การ "เตรียมพร้อม" มาพบกับ "โอกาส"
และ
"ประสบการณ์" คือสิ่งที่ได้รับ
เมื่อ "โอกาส" มาในเวลาที่ไม่ "เตรียมพร้อม"
ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจเลือกแบบใด
ภายใต้สถานการณ์ที่บีบคั้นขนาดไหน
หากขาด "ประสบการณ์"
มันจะไม่นำไปสู่สิ่งที่ปรารถนา
ในทางตรงกันข้าม
เมื่อ "ประสบการณ์" เพียงพอ
พบเจอกับ "โอกาส" ที่เข้ามา
จะก่อให้เกิดการ "เลือก"
ที่เบี่ยงเบนอนาคตของผู้เลือก
หากขาดซึ่ง "ประสบการณ์"
จะขาดซึ่งการ "เตรียมพร้อม"
ผลลัพธ์ในสมการของ "โชค"
จะไม่เปลี่ยน "อนาคต"
ไม่ว่าจะ "เลือก"
อะไรก็ตาม
อย่าลังเลที่จะเสี่ยง
อย่ากังวลที่จะล้มเหลว
อย่าเสียดายสิ่งที่ "เลือก" ในอดีต
ที่ทำให้เราได้รับ "ประสบการณ์" แทนที่ "โชค"
อย่าได้เสียดาย "โอกาส" ที่เข้ามา
ในยามที่เราไม่ "เตรียมพร้อม"
จงไขว่ขว้า "ประสบการณ์"
เห็นคุณค่าของ "โอกาส" ที่เข้ามา
และเมื่อเจอ "กำแพง" อีกครา
จงทุ่มเท ลงมือทำ ทยายกำแพง
ไปสู่ "อนาคต" อันปรารถนา
Bob, the red panda
#siamstr
"อนาคต" เป็นสิ่งที่ไม่แน่ชัด แต่ละคนล้วนมีภาพฉายของอนาคตที่ต่างกัน
"อดีต" เป็นสิ่งที่แน่ชัดสำหรับทุกคน แต่ล้วนแตกต่าง
หลายๆคน มีภาพวาดชัดเจนว่า ตนเองนั้นชอบอะไร มีเป้าหมายเป็นอย่างไร
ในขณะที่อีกมากมาย กำลังตามหามัน
เมื่อถูกไถ่ถาม ว่าหาตนเองเจอได้อย่างไร
สำหรับคนที่เจอแล้ว
คำตอบอาจดูเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน ไม่หวือหวา
เพราะ ตอน...
ได้... จึง...
จากนั้น...
เป็นเรื่องราวหนึ่งเล่มของชุดหนังสือชีวิต
แต่ในทางกลับกัน
สำหรับคนที่ยังหาไม่พบ
การที่จะเขียนบทถัดไป ช่างยากเสีย
เราไม่อาจรู้ได้เลยว่า เพราะเหตุใด เราถึงมาอยู่ในจุดนี้
เราถึงเป็นแบบนี้ ด้วยการมองไปด้านหน้า
แต่หากมองย้อนกลับไปยังอดีตหรือประสบการณ์ที่ผ่านมา
จะสามารถทักทอประสบการณ์ ร้อยเรียง
เป็นคำตอบที่แน่ชัด ให้แก่ปัจจุบันได้
อย่ามัวกังวลกับ "ปัจจุบัน" เพราะประสบการณ์ใน "อดีต" ไม่พอจะทักทอ
อย่ากังวลกับ "อนาคต" เพียงเพราะภาพปรุงแต่งของ "ปัจจุบัน" ที่ไม่ชัดเจน
จงโหยหาประสบการณ์
ทดลองในสิ่งที่ไม่เคยทำ เรียนรู้สิ่งที่ไม่เคยรู้
เปิดอ่านหนังสือ หน้าที่ไม่เคยเปิด
ทุกการเดินทาง ยากเพียงก้าวแรก
เก็บเกี่ยวเรื่องราว ทั้งจากตนเองและผู้อื่น
สร้างจุดประสบการณ์ให้หลากหลาย
ทักทอเส้นใยของ "ปัจจุบัน" อย่างปราณีต
เพื่อเป็น "อดีต" ที่งดงามแก่ "อนาคต"
Bob, the red panda
#siamstr
งานเต้นรำอันไม่อาจหวนคืน
เวลา เป็นสิ่งที่ทุกคนต่างรู้ความหมายโดยไม่ต้องขยายความเพิ่ม
เวลา เป็นข้อจำกัดของมนุษย์ที่ไม่อาจเลี่ยง
ไม่ว่าจะไม้บรรทัดขนาดเท่าใด วินาที ชั่วโมง เดือน ทศวรรษ
ทุกคนล้วนมีเวลาบนโลกอย่างจำกัด...
และเวลาของทุกคน ไหลไปอย่างเท่าเทียม
แม้จะมีหน่วยวัดที่ชัดเจน และอัตราไหลที่เท่าเทียม
แล้วไซร้ การรับรู้เวลาของผู้คนถึงแตกต่างกัน
คนหนึ่งจดจ่ออยู่กับอนาคต คนหนึ่งใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบัน
ในขณะที่อีกคนหยุดยิ่ง และปล่อยให้เวลาไหลผ่านไป
เวลาของคนเหล่านั้น ไหลไปอย่างไม่เท่าเทียม อย่างนั้นหรือ
การจมอยู่กับอดีต เป็นเพียงการขวาง กระแสเวลาอันไม่หวนกลับ
การกังวลกับอนาคต เปรียบเสมือนภาพลวงของปัจจุบัน ที่ไม่อาจมาถึง
การยอมรับตนในกาลปัจจุบัน หาใช่หยุดการรับรู้กระแสของเวลา
แต่เป็นการรับรู้ธรรมชาติ ของสิ่งที่ไม่อาจหวนคืน
ในโลกอันเต็มไปด้วยข้อมูล เต็มไปด้วยอารยธรรมทางเทคโนโลยี
ที่พร้อมจะกระตุ้นความ อยากได้ อยากมี อยากเป็น ของผู้คนอยู่ทุกชั่วขณะ
และพร้อมจะขโมยเวลาของคนขาดสติ อย่างไม่ใยดี
การขจัดสิ่งรบกวนภายนอก และอยู่ในกาลในปัจจุบัน
คือการจัดสรรท่วงท่า และเต้นรำไปตามจังหวะของกระแสเวลา
ทุกคนล้วนมีข้อบกพร่อง ชีวิตล้วนไม่สมบูรณ์แบบ
ท่วงท่าและลีลาการเต้นของคนรอบข้าง อาจไม่เหมาะสมสำหรับคนอื่น
การยอมรับ ในความไม่สมบูรณ์แบบ ในความผิดพลาด และในการแตกสลาย
คือจุดเริ่มต้น ของการค้นหาท่วงท่าที่เหมาะสมแก่ตน
ภายใต้กระแสเวลาที่มีจังหวะของตัวเอง และรับรู้ได้ทั่วกัน
หลายคนหยุดเต้น หลายคนเต้นนำ
และอีกมากมายเต้นตามท่วงท่าของผู้อื่น
โอบกอดในสิ่งที่ตนเป็น ดื่มด่ำไปกับปัจจุบัน
ยอมรับในกระแสและจังหวะของเวลา
ค้นหาท่วงท่า และตัดชุดเต้นรำที่เหมาะสมแก่ตนเอง
เพื่อเต้นไปอย่างภาคภูมิ ในงานเต้นรำอันไม่อาจหวนคืน
ที่เรียกว่า "ชีวิต"
Bob, the red panda
#siamstr
การฟัง โดยไม่ตัดสิน
การฟ้งเพื่อเข้าใจ โดยไม่เข้าข้าง
ในเชิงหน่วยการวัด เราทุกคนล้วนต้องการหน่วยที่มั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง
สามารถยึดถือได้แม้เวลาจะผ่านไปเพียงใด
หากไร้ซึ่งหน่วยที่มั่นคง ไม้บรรทัดนั้นจะยังคงใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างนั้นหรือ
ในสังคมปัจจุบัน ในยุคที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ
ในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูล และช่องทางที่พร้อมจะประเคนเรื่องราว
วันแต่ละวัน มนุษย์รับข้อมูลเข้าไปมากมาย
ไม่ว่าจะในรูปแบบใด เมื่อได้รับล้วนเกิดการประมวลผลขึ้นทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตาม การประมวลผลนั้น
ใดเล่าคนบางส่วนถึงโต้แย้ง เปรียบเปรย และตัดสิน
"ทำไมไม่..." "ทำไมถึง..."
คนเหล่านั้น ใช้ไม้บรรทัดคนละประเภทอย่างนั้นหรือ
เหตุฉไน คนอีกส่วนกลับยิ้มอย่างอบอุ่นและชวนออกไปสูดอากาศ
การประมวลผลเหล่านั้น เพียงเพื่อให้เกิดการตอบโต้
โดยใช้ตัวเองเป็นผู้เล่นในเรื่องราวแทนที่เขาเท่านั้น
การฟัง เพื่อตัดสินและตอบโต้ ทั้งที่สถานการณ์ สภาวะแวดล้อม ล้วนต่างกัน
หาได้เกิดประโยชน์แก่คนฟัง แต่เพียงสนองการระบายทางความคิดเท่านั้น
การฟัง เพื่อเข้าใจ โดยไม่เข้าข้าง
หาใช่การแทนที่ตนในเรื่องราวนั้น แต่เป็นการรับฟังปัจจัยเท่าที่เป็นไปได้
เรียกคืนสติแก่ผู้พูด สร้างความเข้าใจในเรื่องราวที่ตรงกัน
เพียงเพื่อให้คำแนะนำแก่คำถามที่เจ้าของเรื่องราวสงสัย อย่างไม่เอนเอียง
การฟัง เพื่อเข้าใจ
เป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝน และใช้อย่างชำนาญได้
รวบรวมสติ สมาธิ อันอยู่ในกาลปัจจุบัน
รับรู้ว่าตนกำลังทำอะไร ในทุกครั้งที่รับฟัง
ไม่ปล่อยให้ความคิดเป็นนาย
รวบรวมข้อมูล และทักถอเรื่องราว
ร้อยเรียงในแบบที่มันเป็น และเชยชมเรื่องราวนั้น
จะก่อให้เกิดทักษะอันประสงค์เอง
"จงคิด ตระหนัก และมีสติในทุกอย่างที่พูด
อย่าขาดสติ และไม่ตระหนักในทุกอย่างที่คิด"
Bob, the red panda
#siamstr
"ความฝัน"
เป็นคำง่ายๆที่ทุกคนมี แต่แตกต่างกันไปตามแต่บุคคลปรับเปลี่ยนไปตามช่วงวัย
ในวัยเด็กอาจเคยฝันว่าอยากสอบได้ที่ 1
วัยรุ่นอาจฝันว่าอยากได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง
วัยกำลังใช้ชีวิตอาจฝันว่าอยากมีชีวิตที่มั่นคง มีบ้าน มีรถ มีทรัพย์สิน ฯลฯ
วัยชราอาจฝันว่าจะได้อยู่ถึงวันที่ลูก หลาน เติบโต
ในแต่ละช่วงวัย, มนุษย์คนนึงสร้างความฝันขึ้นมามากมาย และทำหล่นระหว่างทางอีกนับรัอยพัน
หลายคนใช้ชีวิตจนสิ้นอายุขัย ยังคงค้างคาอะไรบางอย่าง เสมือนไม่ได้ใช้ชีวิต
ในขณะที่คนอีกมากมาย เข้าใจในสิ่งที่ธรรมชาติเป็น แล้วเต้นรำไปกับสายฝน
ความฝันเขาไม่บรรลุอย่างนั้นหรือ
หรือแท้จริงแล้วความฝันไม่ใช่สิ่งที่คนๆนึงต้องการ
ความฝันเป็นเหมือนปลายทางของการเดินทาง
แต่ละหลักกิโลเปรียบเสมือน สิ่งที่บอกว่ามนุษย์คนนี้ผ่านอะไรมา
นอกเหนือจากอายุที่เพิ่มขึ้นทุกรอบการเดินทางของดาวเคราะห์สีฟ้า
การที่คนๆนึง สามารถเต้นรำกลางสายฝนได้ เขาถึงจุดหมายนั้นแล้ว
หรือเขาเข้าใจเหตุของการเดินทาง
หลายคนเมื่อค้นพบเงินที่มั่นคง เงินสร้างยาก
มีเป้าหมายของการเดินทางเป็นตัวเลข ตัวเลขนึงในระบบคอมพิวเตอร์
เมื่อถึงหลักกิโลนั้น แล้วอย่างไรต่อ
สิ่งนั้นทำให้เขาสามารถเต้นรำกลางสายฝนได้อย่างสนุกสนานจริงหรือ
หลักกิโลสุดท้ายนั้น ไม่ได้มอบเหตุของการเดินทางแก่เขาหรือ
เหตุที่ทำให้มนุษย์คนนึงออกเดินในยามฝนตก ไปยังเส้นทางนึง ล้วนแตกต่าง
และเป็นสิ่งที่ทำให้เขา ดันตัวขึ้นจากที่นอนได้อย่างไม่ย่อท้อในยามอาทิตย์ส่อง
ผู้คนมากมายใช้เวลาทั้งชีวิตไปกับการแสวงหาสิ่งนั้น
สิ่งที่ทำให้เขาเข้าใจ และพูดออกมาได้อย่างเต็มเสียงว่านี่แหละ คือเหตุ
คือความหมาย ที่ทำให้มนุษย์ผู้นี้ เกิดมา คงอยู่ในกาลปัจจุบัน
เพื่อที่จะฝากบางอย่างไว้กับโลก
หลายคนไม่จำเป็นต้องฝากอะไรบางอย่างไว้ หรือบรรลุความฝันของตัวเอง
แต่ก็สามารถเต้นได้อย่างเริงร่าในยามฝนตก ยิ้มได้อย่างภาคภูมิในลมหายใจสุดท้าย หลับตาในยามดินกลบหน้า
เขาเต็มใจที่จะผลักดันผู้อื่น ให้ออกเดินทางไปยังเส้นทางแห่งชีวิต
เพื่อตามหาความฝัน บรรลุมัน เพื่อตามหา "ความหมายของชีวิต"
หาใช่เขาไม่มีความฝัน หรือหมุดหมายการเดินทาง
เพียงแต่เขาได้ทราบแล้วว่า
"ภารกิจชีวิต"
ของมนุษย์ผู้นี้คือสิ่งใด
จงออกเดินทางตามหามัน ในยามที่เวลายังอยู่กับคุณ
Bob, the red panda
#siamstr
ขอขอบคุณ
เพลง "เร่ขายฝัน", เฉลียง
หนังสือการบรรยาย "The last lecture, Randy Pausch"
ในบริบทของการถ่ายทอดเรื่องราว หรือการส่งสาร
ไม่ว่าจะกับเรื่องอะไรหรือใช้อะไรเป็นตัวกลาง
ตัวอักษร เสียง ภาพ กลิ่น รส สัมผัส
จุดสำคัญคือ "สาร" หรือ "เรื่องราว" ได้ถูกส่งต่อไปยังผู้รับสารสำเร็จหรือไม่
ไม่ได้หมายถึงความถูกต้องในเชิงทฤษฎี
แต่หมายถึง ผู้รับสามารถเข้าใจสารที่ถูกส่งและสร้าง "แบบจำลองทางความคิด"
หรือปรับเปลี่ยนแบบจำลองทางความคิดเดิมให้เข้ากับข้อมูลใหม่ ได้หรือไม่
นอกเหนือจากสาระสำคัญของสารหรือเรื่องราว แล้ว
สิ่งที่สำคัญคือ "วิธีการในการขนส่งสาร" หรือ "วิธีการสื่อสาร" ไปยังผู้รับ
ในเมื่อจุดประสงค์เพื่อต้องการให้ผู้รับ สามารถปรับปรุง และ/หรือ สร้างแบบจำลองทางความคิดจากสารที่ได้รับ
การสื่อสารจึงควรคำนึงถึงภูมิหลังของผู้รับสาร ว่าอยู่บนพื้นระดับไหน
โดยเฉพาะ การสื่อสารที่มีการตอบโต้กลับ อาทิ การสนทนาในห้องประชุม
การรับรู้ว่าภูมิหลัง หรือแบบจำลองทางความคิด ของผู้รับสารอยู่ระดับไหนและมีโครงสร้างแบบใด
จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้รับสาร สามารถคัดกรองและเรียงลำดับข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารได้
เช่น การจะสอนให้เด็กเข้าใจการ บวกเลข ต้องสอนการนับเลขก่อน เป็นต้น
การเข้าใจว่าแบบจำลองทางความคิดของผู้รับเป็นอย่างไรนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
โดยเฉพาะการสื่อสารในรูปแบบที่ไม่มีการตอบโต้
การอธิบายโดยเปรียบเทียบกับสิ่งที่ผู้รับมีประสบการณ์หรือมีความเข้าใจอยู่แล้ว
จะเป็นตัวช่วยในการสร้างระดับพื้นที่ชัดเจนให้แก่ ผู้ส่งและผู้รับสาร ว่าระดับพื้นเริ่มต้นของเรื่องที่กำลังสื่ออยู่ที่จุดไหน
และเป็นบันไดขั้นแรกไปสู่การปรับเปลี่ยนหรือสร้างแบบจำลองทางความคิดของผู้รับให้เป็นในแบบที่ผู้ส่งต้องการ
ระดับพื้นที่สร้างเริ่มต้นควรต้องอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจของคนปกติสามัญทั่วไป
หากเป็นสารเฉพาะกลุ่ม งานวิชาชีพหรือเฉพาะด้าน ก็ควรอยู่บนพื้นความเข้าใจของผู้รับกลุ่มนั้น
การใช้ระดับพื้นที่ไม่ถูกต้องก็เปรียบเสมือน
การอธิบายความงามและสีของดอกชบาให้คนตาบอด
เนื่องจากมนุษย์นั้นแตกต่างและมีประสบการณ์ไม่เหมือนกัน
ผู้ส่งควรพิจารณาการสร้างระดับพื้นเริ่มต้นอย่างถี่ถ้วนว่า ผู้รับสารรู้หรือไม่ว่าที่ตรงนั้นมีพื้นอยู่
การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพคือสารที่ทำให้ผู้รับปรับและสร้างแบบจำลองทางความคิดได้ด้วยตนเอง
และ หากคุณเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ คุณจะสามารถให้เด็กประถมเข้าใจได้
Bob, the red panda
#siamstr
ขอขอบคุณ
เพลง "ต้นชบาและคนตาบอด", เฉลียง
สำหรับตัวอย่างการเปรียบเปรย
สิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ในตลาดขาขึ้นคือผู้คนหน้าใหม่ที่เข้ามาสู่ตลาด
ราคาที่ปรับฐานขึ้นอย่างต่อเนื่องเปรียบเสมือนลมใต้ปีก ให้แก่คำพูดของผู้ที่อยู่ในตลาดมาก่อน
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อน
แต่ละคนล้วนมีเรื่องราวที่แตกต่าง และ "อื่นๆ อีกมากมาย" ที่ไม่บอกกล่าว
หน้าที่ของผู้ให้องค์ความรู้ คือการให้ความรู้โดยไม่ตัดสินผู้ฟังจากมุมมองของตน
เมื่อองค์ความรู้นั้นได้ถูกส่งต่อ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือบันทึกใดๆ
การตัดสินว่าจะเชื่อหรือไม่เป็นของผู้ฟัง
อย่าได้พึงวิตก ว่าผู้ฟังไม่เข้าใจ ไม่เปิดใจ ไม่ตระหนักถึงปัญหาอันแท้จริงของโลกในปัจจุบัน
ธรรมชาติและโชคชะตาเป็นผู้คัดสรร ว่าคนผู้นั้นพร้อมที่จะเรียนรู้เรื่องดังกล่าวในเวลาที่ได้เจอท่านหรือไม่
เมื่อเวลานั้นมาถึง เขาจะพึงตระหนักว่าท่านเคยให้องค์ความรู้นี้ไว้แก่ตัวเขาแล้ว
ชีวิตคนแต่ละคนเป็นเหมือนกระดาษเปล่าที่ถูกเติมแต่งด้วยประสบการณ์ในเรื่องราวต่างๆ จนกลายเป็นรูปคนขึ้นมา
เราเป็นเพียงร้านขายสี ผู้ซื้อจะเลือกซื้อไประบายบนกระดาษหรือไม่ เราไม่อาจบังคับ
รวมถึงกระดาษของตัวท่านเอง
"ชีพที่ยาวนาน หรือสั้นแค่เพียงคำ"
เป็นคำเปรียบเปรยเพื่อบ่งบอกว่า "เวลา" เป็นสิ่งที่มนุษย์มีอยู่อย่างจำกัดโดยแท้จริง
อย่าให้ตัวท่านเองเป็นสิ่งฉุดรั้งตัวเอง
สิ่งใดที่ไม่เคยทำ จงลอง
สิ่งใดที่ไม่เคยพลาด จงล้ม
ออกไปใช้ชีวิต
พบปะผู้คนหน้าใหม่
เรียนรู้จากร้านขายสีหลายๆร้าน
เพื่อทำให้ร้านขายสีของท่าน มีเฉดสีที่หลากหลาย
และใช้เฉดสีที่หลากลาย
ระบายลงบนกระดาษที่เรียกว่า "ชีวิต"
Bob, the red panda
#siamstr
ขอขอบคุณ
เพลง "อื่นๆ อีกมากมาย" และ "เที่ยวละไม", เฉลียง
สำหรับความหมายดีๆ