กำหนดรู้ก็พอ
ไม่ว่าจะความรู้สึกอยากที่จะ....
หรือว่าความรู้สึกไม่อยากที่จะ....
Focus แค่ "รู้" ว่าในหัวกำลังเกิดอะไรขึ้น โดยไม่ต้องแทรกแซง เหมือนมองแม่น้ำที่ไหลผ่านไป ทั้งน้ำขุ่น น้ำใส แม้มันจะขุ่นก็ไม่ต้องไปหาทางทำให้มันใส
แม้มันจะใสก็ไม่ต้องพยายามไปยึดว่ามันจะต้องใสไปตลอด
ทุกอย่างแค่มอง//รับรู้//ไม่แทรกแซง
จะแทรกแซงเฉพาะการกระทำที่ "แสดงออก" มาในกรณีที่จะทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม
เมื่อผมทำเช่นนี้ทุกอย่างเลยดูง่ายขึ้น ไม่ค่อยมีภาระทางจิตใจตกค้าง แม้จะตกค้าง วนเวียนในหัวระยะเวลาที่วนเวียนอยู่มันก็สั้นลงๆ
สุดท้ายก็จะเหลือแค่ปัจจุบัน
จุดที่ต้องระวัง (ผมพลาด)
1. อาจเผลอแทรกแซงโดยไม่รู้ตัว เช่น เมื่อโกรธอาจเผลอข่มความโกรธ แล้วคิดว่าวางเฉยต้องไม่รู้สึกอะไร, เมื่อผิดหวังต้องข่มให้ไม่รู้สึก, เมื่อสนุกเพลิดเพลินต้องข่มว่าเราต้องไม่สนุกสิ
2. วางความอยากได้ แต่กลับไม่ยอมวางความไม่อยาก เช่น ไม่อยากให้จิตใจไม่สงบเช่นนี้ (=ความอยากที่แฝงมาในรูปความไม่อยาก)
3. ไม่แทรกแซงแต่ไม่ละเลย เช่น หากเจ็บป่วย ใช่ว่ากำหนดรู้เฉยๆปล่อยให้อาการลุกลามจนรุนแรง แต่ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญาว่าจุดนี้รักษาเองเบื้องต้นได้ จุดนี้วิกฤติแล้วต้องเข้ารับการรักษาเร่งด่วน เป็นต้น
สุดท้ายแล้วผมยังต้องเรียนรู้ต่อไปเรื่อยๆไม่สิ้นสุด สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงการแชร์ประสบการณ์เบื้องต้น เผื่อว่าใครจะเคยเจออะไรคล้ายๆกัน
#siamstr
XJP
npub1tyaq...wwl4
สนใจ ธรรมะ จิตวิญญาณ ปรัชญา Bitcoin
ผมมักจะได้ยินบางคนพูดเกี่ยวกับ Bitcoin ว่า "กลับไปทำงานซะอย่ามาหวังรวยทางลัดโดยการ hack ระบบ (Bitcoin)"
แต่แท้จริงแล้วระบบที่อยู่นี้ (Fiat) มันถูก hack ตั้งแต่แรก
#siamstr
ธรรมะกับ Bitcoin เป็นการเสนอทางเลือกในการออกจาก Matrix (หากประสงค์จะออก)
แต่หากไม่ออก ยังสุขสบาย มีความสุขดี ก็ไม่เป็นไร แต่หากวันใดทุกข์และกำลังมองหาทางออก ให้รู้ไว้ว่ามันมีทางออกจากระบบนี้อยู่ (ในเชิงทางโลกและระบบการเงิน)
#siamstr
ผมพบว่าเป็นเรื่องยากที่จะอธิบาย Bitcoin ให้ใครสักคนฟังและเข้าใจมันจริงๆ
เพราะส่วนใหญ่ที่เข้ามาถามมักจะเป็นในเชิงที่ว่า...ถือเหรียญไหนดี รวยจริงไหม ได้กำไรเท่าไหร่ ?
ซึ่งผมไม่สามารถที่จะอธิบายพื้นฐานสั้นๆเหมือนการเล่าหุ้นที่น่าสนใจให้ฝ่ายตรงข้ามภายใน 3 นาทีได้
เพราะการจะเข้าใจมันอาจจะต้องลากยาวไปอย่างน้อยก็ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเงิน ตามด้วยหลักการทำงานของ Bitcoin เบื้องต้น
ส่วนใหญ่ก็ไม่มีใครที่จะสนใจฟังต่อ เพราะล้วนอยากได้คำตอบในไม่กี่นาทีว่าลงตัวไหนแล้วรวย...
ผมจึงคิดว่ามุมหนึ่ง Bitcoin มันก็เหมือนธรรมะ คือ เป็นเรื่องที่รู้ได้เฉพาะตน
การฝึกภาวนาเบื้องต้น เช่น กำหนดลมหายใจ ช่วยให้ปล่อยวางได้ง่ายขึ้น
การไปอธิบายเช่นนี้ให้คนที่ไม่เคยได้ฝึกย่อมไม่เข้าใจ
Bitcoin ก็เช่นกัน หากอธิบายว่ามันช่วยให้มีชีวิตที่มั่นคงมากขึ้น เหตุเพราะมันไม่มีใครพิมพ์มันเพิ่มได้ ย่อมยากที่จะเข้าใจ เพราะต้องตอบคำถามให้ได้ก่อนว่า
พิมพ์เงินเพิ่มแล้วยังไง
เงินเฟ้อคืออะไร
ใครพิมพ์เงินเพิ่ม
ฯ
เหล่านี้ผมจึงมองว่าลึกๆแล้ว Bitcoin เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาอย่างจริงจังและรู้ได้เฉพาะตน เพราะหากมองเป็นเรื่องเสียเวลาศึกษา ไม่รวยเร็ว ก็ยากจะเจียดเวลามาศึกษาจนเข้าใจและเปลี่ยน mindset ของเงินอย่างที่ควรจะเป็นได้
#siamstr
ชอบมีคนมาถามว่าทำไมผมไม่กระจายความเสี่ยง (ถือแต่ BTC) ทำไมผมไม่เก็งกำไร ทำกำไรสบายๆ เพราะผมน่าจะทำได้ดี
ผมเคยสนใจเรื่องที่ว่า แต่ตอนนี้..ไม่
เพราะผมไม่รู้จะเอาเงินไปทำไม อีกอย่างไม่อยากส่งเสริมความกระหายความโลภของตัวเอง
ผมเชื่อว่าคนเราเกิดมามีภารกิจที่ต้องทำก็เพียงเท่านั้น ต้องสร้าง Masterpiece ให้กับโลก
ผมเพียงแค่มีเงินที่ secure แล้วก็ตามหา แล้ว craft masterpiece ของตัวเองขึ้นมา นั่นก็เพียงพอสำหรับการเกิดมาแล้ว
แต่ก็มีคำถามต่อไปว่า....แล้ว ถ้า Bitcoin มันไม่เป็นอย่างที่คิดล่ะ เช่น ล่มสลายไปก่อน ???
ผมก็คิดว่าถ้า Bitcoin ล่มสลาย ผมก็ไม่รู้จะหวังอะไรกับระบบที่มีอยู่ได้แล้ว
มันเหมือนกับว่าถ้าคนแบบนี้ไม่ใช่คนดี ก็ไม่น่าจะมีคนดีเหลืออยู่แล้ว ดังนั้น จึงไม่มีหวังใดๆแล้วกับพวกที่เหลืออยู่
สำหรับบางเรื่องผมก็ไม่มีทางสายกลาง มันมีแค่สิ่งที่ถูกต้องกับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และผมเชื่อว่าระบบปัจจุบันมันไม่ถูกต้อง มันก็เพียงเท่านั้น
(ในมุมที่ยังต้องดำรงตนทางโลกอยู่ แต่หากสูงขึ้นถูกหรือไม่ถูกอาจจะไม่มีตั้งแต่แรก เอาไว้ค่อยว่ากันเมื่อถึงเวลา)
#siamstr
เมื่อโตขึ้น จึงค่อยๆรู้ว่าทุกสิ่งล้วนสมมติ
จริงๆผมเคยคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้เมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นยังไม่เข้าใจ
ผมจำได้ว่าขับรถไปต่างอำเภอกับแม่ ผมเห็น Lamborghini จอดอยู่ข้างทางจึงเรียกแม่ดูด้วยความตื่นเต้น ผมจำได้ว่าแม่ไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไร
ตอนนั้นผมก็มีความงง ทั้งๆที่ราคารถต่ำๆก็หลายสิบล้านบาท เครื่องก็แรง พบเห็นได้ยากบนท้องถนนต่างจังหวัดแบบนี้ เป็นรถที่ใฝ่ฝันของเด็กผู้ชายหลายๆคน เหตุใดแม่จึงไม่รู้สึกเหมือนเรา ?
หลายปีผ่านไป ประสบการณ์มากขึ้น
ผมพึ่งจะรู้ว่าที่เรารู้สึกกับมันเพราะเราใส่ Story (สมมติให้มัน)
เราจะมีความรู้สึกร่วมกับมันเฉพาะเมื่อเรารู้ Story เช่น เรื่องรถข้างต้นผมมี Story ในหัว มีประสบการณ์ร่วม เคยเล่นเกม เคยดูคลิป เคยโหลด Wallpaper แต่แม่ผมไม่มี อย่างมากก็คงรู้สึกว่าทรงแปลกๆ
"เพราะจริงๆมันก็เป็นของมันแบบนั้นอยู่แล้ว"
ความหมายคือทุกสิ่งนั้นไม่มีประจุเป็น neutral แต่ positive หรือ negative นั้นเป็นประจุที่เรา "เติมแต่ง" เข้าไปเป็น Story ที่เราใส่ไป
ยกตัวอย่าง
การได้ไปเที่ยวเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ บางคนมองว่าเสียดายเงินกว่าจะหามาได้ ในขณะที่บางคนมองว่านี่คือรางวัลชีวิต
บางคนบอกว่าชีวิตที่ดีคือการได้ออกไปเจอโลกกว้าง ในขณะที่บางคนบอกว่าการอยู่กับตัวเอง อยู่กับบ้านใช้เวลาส่วนตัวนั่นคือชีวิตที่ใฝ่ฝัน
บางคนบอกต้องมีเงินเยอะๆถึงจะดี บางคนบอกว่าถ้าแลกกับการที่ต้องเครียด วุ่นวายเพิ่มขึ้น เท่าไหร่ก็ไม่คุ้ม
บางครั้งผมรู้สึกว่าเพลงๆนี้มันเจ๋งมาก ในแง่ความมีชั้นเชิงและความหมาย แต่บางคนกลับบอกว่าฟังไม่รู้เรื่อง
บางทีก็เจอเรื่องที่ยากลำบากก็ดันผลักให้ต้องพัฒนาอะไรสักอย่างจนเจอหนทางใหม่ที่ดีกว่า
กลับกันการไม่เจออะไรยากๆ ก็ไม่เกิดไอเดียอะไรใหม่และมีแนวโน้มจะใช้วิธีเดิมไปเรื่อยๆ ลำบากภายหลัง
บางคนดีใจหุ้นกำลังวิ่งทะยาน แต่อีกคนมองว่ากำลังจะจบรอบ
บางคนเศร้าหมองราคาหุ้นตกต่ำ บางคนมองว่านั่นคือ bottom แล้ว ต่อไปเป็นขาขึ้น นี่คือโอกาส
บางคนทำงานวันแรก เห็นปัญหาเยอะเต็มไปหมด เจอโอกาสพัฒนามากมาย (เพราะ story เกี่ยวกับที่นี่เป็น 0)
บางคนทำไปนานๆเคยชิน(bias) ก็จะมองไม่เห็นอะไร
ทั้งๆที่ทำงานอย่างเดียวกัน
จากเรื่องทั้งหมดนี้ผมเห็นอะไร???..
แต่ละเหตุการณ์แม้เป็นเรื่องเดียวกัน...แต่คนทั้งสองมองต่าง เหตุเพราะ story ที่เอามาปรุงนั้นไม่เหมือนกัน
ผมเลยคิดย้อนกลับหากเอา story ออก มันจะเกิดอะไรขึ้น ??
มันก็ไม่มีอะไร มันก็เพียงสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้น...
ฉะนั้น เรากำลังตามหาอะไร ? สมมติของตัวเอง ? สมมติของคนอื่น ? หรือจริงๆแล้วอาจไม่จำเป็นต้องตามหาอะไรเลย ?
พูดง่ายนะ แต่ทำยาก แต่ผมว่ามันจำเป็น ในการเดินทางระยะยาว
(วิชาตัวเบา)
#ธรรมะ #siamstr
"การแสดงออกถึงสิทธิและเสรีภาพแบบสุดโต่งเป็นการแสดงออกของกิเลสที่ปราศจากการควบคุมตนเอง"
"เสรีภาพที่แท้จริงคือการอยู่เหนือการควบคุมด้วยกิเลส ซึ่งเกิดจากการมีสติ ปัญญา"
ผมได้ไอเดียมาจากหนังสือชื่อ "สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ารัฐของคุณสิรวิชญ์ รัตน์จินดา"
รู้สึกเห็นด้วยอย่างมาก ในโลกวัตถุนิยมที่พร้อมจะกระตุ้นให้เราอยากได้อยากมีเชิงวัตถุอยู่ตลอด
ความไม่รู้จักพอ ความประสงค์เรียกร้องอะไรต่างๆเพราะคิดว่าสิ่งที่เรียกร้องนั้นคือเสรีภาพที่แท้จริง จนมองไม่เห็นว่าสิ่งที่พรากเราไปจากเสรีภาพจริงๆนั้นคือกิเลสภายใน
ผมคิดได้อย่างนี้ผมยิ่งมีความศรัทธาต่อ Bitcoin ในเชิงที่ว่าผมไม่ค่อยเห็นสินทรัพย์ใดที่ทำให้คนอยากพัฒนาตนเองหรือมีศีลธรรมในใจสูงขึ้น
เอาง่ายๆคือโลกยุคนี้ รอบๆตัวผม แทบไม่มีใครพูดถึงคุณธรรม ศีลธรรม แล้ว มีแต่พูดว่าประเทศที่เจริญแล้วเขาทำอะไรเราก็อยากทำแบบเขาไปหมด เราพูดถึงแต่เรื่องทำไงจะมีเงินไปเที่ยว มีเงินไปซื้อของแบรนด์ดังๆ ทำไงจะมีเงินเยอะๆ ทำยังไงจะมีอิสระเสรีกว่านี้ ต้องลงทุนอะไรพอร์ตจะได้โตเร็วๆ ทำไงถึงจะเรียกร้องนั่นนี่นู่นสำเร็จ โดยไม่เคยเรียกร้องให้จิตใจตนพ้นจากกิเลส
#siamstr
เห็นข่าวดราม่าระหว่าง bitcoin vs altcoin กัน เห็นความเห็นหนึ่งบอกว่าที่คุณถือ btc ก็เพราะอยากรวยเหมือนกันนั่นแหละไม่ต้องมาหลอกตัวเองหรอก...
จะว่าไปผมอ่านแล้วก็รู้สึกดีเหมือนกันได้ทบทวนตัวเอง...ผมจึงได้คำตอบว่า... ถ้าผมอยากรวยเร็วๆ
อย่างแรกผมน่าจะไม่ถือ bitcoin ในสัดส่วนที่เยอะเท่าปัจจุบัน
อย่างที่สองผมน่าจะไม่ขายหุ้นหลายๆตัวออกไปทั้งๆที่ผลตอบแทนดีมากและมีโอกาสช้อนซื้อเพิ่มในช่วงราคาต่ำก่อนหน้านี้
ผมจึงได้คำตอบว่าที่ถือ bitcoin หลักๆผมแค่อยากทำงาน 2 ช.ม. ซื้อกะเพราได้หนึ่งจาน ผ่านไปอีกสิบปีผมก็อยากให้เวลา 2 ช.ม. ของผมมันซื้อกะเพราได้ 1 จานเป็นอย่างน้อยก็แต่เพียงเท่านั้น ที่สำคัญผมชอบหลักการ trustless ซึ่งผมไม่เจอในสินทรัพย์อื่น
จริงๆถ้าหากวันนี้รวยเร็ว ถูกรางวัลใหญ่มันก็คงดี แต่ผมก็ไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไรอยู่ดี
หรือผมอาจจะโชคดีก็ได้ที่ได้เจอคุณค่าของชีวิตที่ไม่ต้องใช้เงินมากมายอะไรเลยไม่คิดว่าการรวยเร็วๆนั้นจำเป็น
Ps. ผมว่า Bitcoin นั้นเรียบง่าย มองเป็นเงินออม หยอดกระปุกเหมือนตอนเด็กๆ ปิดจอ ตั้งใจทำงาน มีเวลา ทบทวน ค้นหาความหมายที่แท้จริงของชีวิต ผมว่ามันน่าจะสำคัญกว่าสิ่งใดๆเสียอีก
#siamstr
(สังเกตจากคนรอบตัว)
สิ่งที่น่ากลัวคือ mindset ที่อยากรวยเร็ว แม้แต่คนใกล้ตัว
ผมเริ่มสำรวจก็พบว่าที่อยากรวยเร็วเพราะมีความต้องการที่มาก อยากได้นั่นนี่ อยากไปนั่นนี่ อยากมีนั่นนี่ (โดยพื้นฐานก็คงไม่มี แต่เสพย์สื่อมากๆเข้าก็เริ่มมี)
จริงๆมันอาจจะไม่เป็นอะไร หากอยากรวยเร็วแล้วตั้งใจทำงาน สร้างคุณค่า แต่สิ่งที่ผมมักพบคือ "ทำยังไงจะรวยเร็ว โดยการทำงานเท่าเดิมหรืออยากรวยเร็วเพื่อไม่ต้องทำงานเพิ่มหรืออยากไม่ต้องทำงานก็มีเงินใช้"
และด้วยแนวคิดนี้ก็ลงเอยด้วยการต้องไปลงทุนเสี่ยงๆซิ่งๆ, การพนัน, การซื้อหวยครั้งละมากๆ, ทำอะไรเทาๆ, ทำอะไรที่เบียดเบียนผู้อื่น (ยกตัวอย่างว่าหากเราไม่สนับสนุนสงคราม แต่มีการลงทุนหนึ่งให้ผลตอบแทนดีมาก แต่มีส่วนในสงครามอย่างโจ่งแจ้ง เราจะยังลงทุนอยู่ไหม ?)
สุดท้ายคนที่รวยเร็วจากวิธีนี้จริงๆก็มีแค่หยิบมือเดียว ส่วนที่เหลือก็ต้องติดกับดักหนี้ที่ไม่รู้จะใช้ยังไงหมด เพราะดอกที่ต้องจ่ายมันเกินกระแสเงินสดที่หาได้ไปมาก ทำให้ต้องกู้ยอดใหม่มาโปะเรื่อยๆ เป็นวังวนไม่รู้จบ
สุดท้ายผมก็คิดไม่ออกจริงๆว่าจะหลุดจากวงจรนี้ได้อย่างไร
แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นคือบางคนคิดว่าอยากรวยเร็วเพราะถูกสังคมชักจูงโดยไม่รู้ตัว ทำให้ต้องไปทำอะไรเสี่ยงๆ ก่อนจะรู้ตัวเมื่อสายว่าจริงๆแล้วนี่ไม่ใช่สิ่งที่เราใฝ่หามาทั้งชีวิตนี่หว่า
#siamstr
Bitcoin มันทำให้อุ่นใจ มีเวลาไปใช้กับครอบครัว มีเวลาไปทำสิ่งอื่นๆที่น่าจะช่วยสร้างคุณค่าให้ผู้คนได้จริง
ผิดกับเมื่อก่อนที่ผมลงทุนในหุ้น แม้ผมจะรู้ว่าการลงทุนระยะยาวเสมือนเป็นเจ้าของบริษัทนั้นช่วยสร้างคุณค่าได้เช่นกัน แต่ความเป็นจริงที่ผมเห็นตัวผมและคนรอบๆตัวทำคือการพยายามรวยเร็ว ทำรอบ ทำกำไร การที่ต้องตามข่าวสาร หาช่องทางทำกำไรตลอดเวลา
กลายเป็นว่าในชีวิตจริงนั้นผมแทบไม่ได้มีเวลาไปสร้างคุณค่าอื่นใดเลยนอกจากต้องอัพเดทการลงทุนอยู่ตลอด
ผมมาคิดๆดูแล้ว การลงทุนด้วยการเปลี่ยนมือบ่อยๆเช่นนี้ไม่ได้ให้คุณค่าอะไรกับสังคมนอกจากทำให้ตัวผมรวยเร็ว (ถ้าไม่พลาด)
ผมนึกเทียบว่าถ้าทุกคนคิดเช่นนี้หมด ต่อไปก็คงไม่มีใครอยากไปทำงานสร้างคุณค่า เพราะการโยกเงินสลับตัวทีทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำเผลอๆมากกว่าเงินเดือนทั้งเดือน
เช่นนี้แล้ว...เมื่อได้ศึกษา bitcoin ก็เหมือนได้เจอคำตอบที่ตามหาโดยบังเอิญ
ผมมีเวลาให้คนรอบข้าง ไปออกกำลังกาย คิดพัฒนาหาทางสร้างคุณค่า โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าเงินจะเสื่อมค่าเร็ว คิดใหญ่กว่าแค่ตัวเองมากกว่าเดิม (แต่เดิมคิดแค่ว่าทำยังไงจึงจะรวยเร็วๆ ทำยังไงจึงจะเจอหุ้นสิบเด้งร้อยเด้งเปลี่ยนชีวิต แล้วก็มีผู้คนมานับหน้าถือตาแบบคนดังๆที่ผมอ่านประวัติเขา)
และที่สำคัญทำให้มีเวลาว่างพอที่จะค้นหาความหมายของชีวิตมากขึ้น เริ่มศึกษาหลักธรรมบ้าง
กล่าวโดยรวมผมเบาใจขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะ ไม่ต้องรีบรวยเร็ว เพราะเมื่อศึกษาธรรมไปประมาณนึงมันจะกลับมาตอบคำถามว่าจริงๆแล้วการรวยเร็วอาจไม่จำเป็น
#siamstr