
[ อยากมีรถสักคัน ฉันต้องเจอค่าอะไรบ้าง? ]
🟠 ก่อนอื่นต้องยอมรับก่อนว่าการเดินทางไปไหน มาไหน ด้วยระบบขนส่งมวลชนของประเทศไทยนั้นอาจจะยังไม่ได้ครอบคลุมในทุกพื้นที่ของประเทศรวมถึงจำนวนที่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ใช้งานในปัจจุบันซึ่งนั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้คนจำนวนหนึ่งอยากที่จะมีรถยนต์ส่วนบุคคลเป็นของตัวเองสำหรับการเดินทางที่สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
🚗 แต่ในปี พ.ศ.2567 ที่ผ่านมาปัญหาทางเศรษฐกิจที่สำคัญในบ้านเราที่ถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวางบนหน้าสื่อต่างๆ ทั้งสื่อกระแสหลักและสื่อ Social Media นั่นก็คือ “ปัญหาหนี้ครัวเรือน” โดยนำมาซึ่งเหตุการณ์ที่มีรถยนต์ถูกยึดเข้าสู่ลานประมูลเป็นหลักแสนคันเนื่องจากเจ้าของรถไม่สามารถนำเงินมาผ่อนชำระค่างวดกับทางบริษัทไฟแนนซ์ได้ตามกำหนดระยะเวลา วันนี้เราจะมาเล่าให้ฟังว่าการจะมีรถยนต์เป็นของตัวเองสักคันนึง เราจะต้องเจอกับค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่รออยู่ข้างหน้า เพื่อที่เพื่อนๆจะได้วางแผนค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม เพื่อที่จะสามารถผ่อนชำระได้สำเร็จและได้เป็นเจ้าของรถยนต์อย่างที่ตั้งใจเอาไว้
🛻 เพื่อให้ง่ายต่อการอธิบายเราขออนุญาตยกกรณีตัวอย่างเป็นของเราเองก็แล้วกัน โดย Condition จะเป็นดังนี้

ยี่ห้อ/รุ่นรถยนต์ : TOYOTA Hilux REVO Prerunner 2.4 mid A/T (โฉมปี 2021)
ราคา : 838,000 บาท (ได้ส่วนลดมา 100,000 บาท จากราคาเต็ม 938,000 บาท)
เงินดาวน์ : 25% (209,5000 บาท)
ระยะเวลาในการผ่อน : 48เดือน (4ปี)
จำนวนเงินผ่อนต่องวด : 13,815 บาท (ดอกเบี้ย 1.89%)

1. ค่างวด (Installment) :💸
การจะเป็นเจ้าของรถยนต์สักคันนั้นสำหรับปุถุชนคนธรรมดาแบบเราๆนั้น การจะซื้อเงินสดเต็มราคาก็ดูจะเป็นเรื่องที่เกินความสามารถไปสักหน่อย เนื่องจากราคารถยนต์ในบ้านเรานั้นถือว่าค่อนข้างสูงเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ยของคนในประเทศ เพราะฉะนั้นการใช้สินเชื่อในการเช่าซื้อก็ดูจะเป็นเพียงทางออกเดียวที่พอจะเป็นไปได้ เพราะเราสามารถนำรถออกมาใช้ในการทำมาหากินหรือเดินทางไปไหน มาไหน ได้ก่อนโดยค่อยๆถยอยจ่ายคืนเป็นงวดๆไป โดยค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ก็จะมากน้อยแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับราคาของรถยนต์รุ่นนั้นๆ จำนวนเงินที่วางดาวน์และจำนวนงวดที่ต้องการผ่อนชำระ หากคุณวางเงินดาวน์ใน % ที่สูงก็จะทำให้ค่างวดที่จะต้องจ่ายในแต่ละเดือนถูกลง
⚠️ *ข้อควรระวัง หนี้รถยนต์ไม่ควรจะเกิน 30% ของรายได้ที่คุณสามารถหาได้ในแต่ละเดือนและถ้าคุณจำเป็นต้องผ่อนนานเกิน 60งวด (5ปี) แล้วยังรู้สึกว่าหืดขึ้นคอในการหาเงินมาผ่อนนั่นอาจจะเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าคุณยังไม่พร้อมที่จะเป็นเจ้าของรถคันนั้น เนื่องจากรถยนต์จะมีค่าใช้จ่ายแฝงในข้อถัดๆไปอีกหลายรายการ โดยถ้าหากมีความจำเป็นต้องใช้จริงๆอาจจะลองพิจารณาเป็นรถยนต์มือสองหรือรถยนต์ที่มีราคาย่อมเยาลงมาจากที่ตั้งใจไว้ก็ได้
🔇 **มาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะเถียงขึ้นมาในใจแล้วว่ายิ่งเรายืดเวลาในการผ่อนออกไปให้นานขึ้น (จำนวนงวดมากขึ้น) เราก็ยิ่งผ่อนชำระต่องวดน้อยลงไม่ใช่หรือ? คำตอบคือใช่ จำนวนเงินที่คุณต้องจ่ายไปสำหรับการผ่อนชำระต่องวดมันลดลงก็จริง แต่พอคิดจำนวนเงินที่คุณต้องจ่ายไปตลอดระยะเวลาสัญญาคุณก็จะโดนดอกเบี้ยที่มากขึ้นด้วยและที่สำคัญการที่คุณยิ่งยืดระยะเวลาในการผ่อนออกไปให้นานขึ้นด้วยเหตุผลเรื่องความพร้อมทางด้านการเงิน นั่นเท่ากับคุณกำลังเพิ่มความเสี่ยงให้กับการเป็นเจ้าของรถยนต์คันนี้ด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นคุณผ่อนรถยนต์ในฝันของคุณเป็นระยะเวลา 84 งวด (7ปี) นั่นเท่ากับว่าตลอด 7ปีที่คุณผ่อนรถยนต์คันนี้ รายได้ของคุณจะต้องคงที่ไม่มีลดลงหรือดีไม่ดีอาจจะต้องเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำเพื่อให้ทันเงินเฟ้อด้วย เพื่อไม่ให้ค่าใช้จ่ายในส่วนอื่นๆมาเบียดเงินในส่วนที่คุณจะต้องเอาไปผ่อนรถคันนี้ ถ้าคุณทำงานในตำแหน่งพนักงานขององค์กรขนาดใหญ่ที่มีความมั่นคงสูงมีการขึ้นเงินเดือนทุกปีก็รอดตัวไป แต่ถ้าคุณเป็นพ่อค้า แม่ค้า หรือFreelance ที่รายได้ไม่แน่ไม่นอนอาจจะต้องมาพิจารณาเรื่องความเสี่ยงตรงนี้ให้ดีๆ

2. ค่าเช็คระยะตามรอบ (Maintenance) :🔧
การใช้งานรถยนต์นั้นจำเป็นที่จะต้องมีการบำรุงรักษาในระหว่างการใช้งานตามรอบระยะเวลาที่กำหนดโดยทั่วไปก็จะเป็นทุกๆ 6 เดือนหรือประมาณทุกๆ 10,000 กิโลเมตร โดยจะต้องนำรถเข้าไปให้ทางศูนย์บริการตรวจสอบการทำงานของระบบต่างๆของตัวรถว่ายังอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานได้อย่างปลอดภัยหรือไม่? มีอะไหล่ที่เสื่อมสภาพที่จำเป็นต้องทำการเปลี่ยนหรือไม่? โดยงานตรวจเช็คระยะทั่วๆไปที่จะต้องทำทุกๆ 10,000 กิโลเมตรก็จะเป็นการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ไส้กรองน้ำมันเครื่อง สลับยาง เป่ากรองอากาศ เช็คระบบไฟ และรายการอื่นๆอีก โดยทั่วไปจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 3,000 – 5,000 บาทต่อครั้งสำหรับรถญี่ปุ่นยี่ห้อทั่วๆไป แต่ถ้าเป็นรถยุโรป (Benz , BMW) ก็จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นไปอีกระดับนึง แต่ค่าใช้จ่ายจะไปหนักที่ทุกๆ 40,000 กิโลเมตรเนื่องจากจะต้องมีการเปลี่ยนถ่ายของเหลวเกือบทุกระบบ เช่นน้ำมันเบรก น้ำมันเฟืองท้าย น้ำมันเกียร์ น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์ น้ำยาหล่อเย็นในหม้อน้ำ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายประมาณเกือบ 10,000 บาทต่อครั้งสำหรับรถญี่ปุ่นยี่ห้อทั่วๆไปแต่ถ้าเป็นรถยุโรป (Benz , BMW) ก็จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นไปอีกระดับนึงเช่นกัน

3. ค่าน้ำมัน (Fuel) : ⛽️
รถยนต์จะขับเคลื่อนไปไหนมาไหนได้ก็ต้องมีเชื้อเพลิงหรือพลังงานไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์สันดาป (ICE) หรือไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งในส่วนนี้ก็จะแตกต่างกันไปตามการใช้งานของแต่ละบุคคล ว่าคุณเป็นคนใช้งานรถเยอะน้อยแค่ไหน? รวมถึงอัตราการบริโภคเชื้อเพลิงของรถยนต์ในแต่ละรุ่นและชนิดของเชื้อเพลิงที่สามารถใช้ได้กับรถยนต์รุ่นนั้นๆก็จะมีราคาแต่งต่างกันออกไป

4. ค่าเบี้ยประกันภัย (Insurance):🛡️
ประกันภัยรถยนต์เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีเพราะเราไม่รู้ว่าเรื่องไม่คาดฝันบนท้องถนนจะเกิดขึ้นกับเราเวลาไหน? ซึ่งการซื้อประกันภัยนั้นถือเป็นการซื้อวงเงินฉุกเฉินไว้เผื่อสำหรับเมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านั้นขึ้นเราจะได้ไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะตามมา ซึ่งราคาค่าเบี้ยประกันภัยนั้นจะขึ้นอยู่กับรุ่นของรถยนต์ในแต่ละรุ่นซึ่งไม่เท่ากัน ยกตัวอย่างของเราเบี้ยประกันภัยชั้น 1 จะอยู่ที่ประมาณ 12,000 – 14,000 บาทต่อปี แต่ถ้าเป็นรถยนต์รุ่นอื่นๆก็จะมีค่าเบี้ยถูกแพงแตกต่างกันไปรวมถึงประเภทของประกันภัยด้วยว่าเป็นแบบชั้น 1 ชั้น 2 , 2+ หรือชั้น3 ซึ่งความคุ้มครองก็จะแต่งต่างกันออกไปตามประเภทของประกัน (มีค่าพรบภาคบังคับที่ต้องทำด้วยนะ)

5. ค่าต่อทะเบียน (Car tax renewal) :🎟️
กฎหมายในประเทศไทยจะมีการกำหนดว่ารถยนต์ที่จะนำมาใช้งานบนถนนสาธารณะได้นั้นจำเป็นต้องมีการจดทะเบียนและต่อภาษีประจำปีให้ถูกต้องตามกฎหมายเสียก่อนจึงจะสามารถนำมาใช้งานได้ ซึ่งค่าอัตราภาษีนั้นจะแตกต่างกันออกไปตามประเภทของการจดทะเบียนรถยนต์ เช่น รถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ รถยนต์ขนส่งสาธารณะ และประเภทอื่นๆ ตามสีของป้ายทะเบียนที่ติดอยู่ที่ตัวรถ โดยจะมีการคำนวณค่าภาษีจากขนาดของความจุกระบอกสูบเครื่องยนต์ที่มีหน่วยเป็น CC ยิ่งรถมีความจุของเครื่องยนต์จำนวน CC สูงก็ยิ่งเสียภาษีแพงขึ้น ยกตัวอย่างของเราจดทะเบียนเป็นประเภทรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง (ป้ายทะเบียนพื้นหลังสีขาวตัวอักษรสีดำ) ขนาดเครื่องยนต์ 2400cc จะเสียภาษีประมาณ 4000 กว่าบาทต่อปีเป็นต้น

6. ค่าเปลี่ยนยาง (Tire) :🛞
รถยนต์ทุกคันจะมีส่วนที่สัมผัสกับพื้นถนนก็คือยางทั้ง 4 เส้นซึ่งยางนี่ถือว่าเป็นหนึ่งในส่วนประกอบที่สำคัญไม่แพ้ส่วนอื่นๆของรถเลยก็ว่าได้เพราะไม่ว่าคุณจะมีทักษะในการควบคุมรถเก่งแค่ไหน? รถของคุณจะมีสมรรถนะช่วงล่างดีเพียงใดก็ตาม แต่ชีวิตของคุณและผู้โดยสารทุกคนบนรถล้วนแล้วแต่ฝากไว้บนยางเพียงแค่ 4 เส้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นเมื่อยางมีการเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งานคุณก็สมควรที่จะต้องเปลี่ยนชุดใหม่เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณและผู้โดยสารคนอื่นๆที่โดยสารมาในรถ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนยางก็จะแต่งต่างกันออกไปตามขนาดของยางรถยนต์ในแต่ละรุ่นและในแต่ละยี่ห้อรวมถึงชนิดของยางด้วยเช่นกัน ถ้ายิ่งรถคุณมีขนาดหน้ายางที่กว้างและขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของขนาดล้อที่ใหญ่ราคาของยางก็จะยิ่งแพงขึ้น ซึ่งยางก็จะมีหลากหลายประเภทตามการใช้งานอีก เช่น ยางประหยัดน้ำมัน ยางสปอร์ต ยางสำหรับสำหรับบรรทุก ยางสำหรับรถEV และอื่นๆ ซึ่งยกตัวอย่างของเราจะเป็นยางรถกระบะขนาด 265/60 R18 ซึ่งราคาจะอยู่ที่ประมาณ 20,000 – 25,000 ต่อ4เส้นแล้วแต่ยี่ห้อแต่ถ้าเป็นรถเก๋ง ECO Car หรือ City Car ทั่วๆไปราคาก็จะถูกลงไปตามขนาด

7.ค่าจิปาถะอื่นๆ : 💲
- ค่าCar Care
- ค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่
- ค่าเปลี่ยนใบปัดน้ำฝน
- ค่าซ่อมแซ่มอื่นๆ (ถ้ามี)
🥶 จะเห็นได้ว่าการจะมีรถยนต์เป็นตัวเองได้สักคันนึงนั้นมันเต็มไปด้วยค่าใช้จ่ายแฝงต่างๆอยู่อีกมายมายนอกเหนือจากค่างวดที่ต้องผ่อนทุกเดือน ค่าน้ำมันที่ต้องเติม ซึ่งนี่อาจจะเป็นสาเหตุร่วมที่ทำให้มีคนจำนวนหนึ่งไปไม่ถึงฝั่งฝันอย่างที่ตั้งใจไว้ในเรื่องของการมีรถยนต์สักคันเป็นของตัวเองก็เป็นได้
🙏🏻 เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่กำลังจะตัดสินใจอยากมีรถยนต์เป็นของตัวเองนะ บทความนี้ไม่ได้อยากจะมาบั่นทอนกำลังใจของใครแต่อยากจะให้ทุกคนที่กำลังจะตัดสินใจจะเป็นหนี้รถยนต์ได้รู้ล่วงหน้าเพื่อที่จะได้วางแผนค่าใช้จ่ายได้อย่างเหมาะสม เพื่อที่คุณจะได้เป็นเจ้าของรถยนต์ในฝันได้อย่างที่คุณตั้งใจเอาไว้
👍 หากใครชอบบทความนี้อยากจะแชร์ อยากจะนำไปเขียนใหม่ เรียบเรียง ปรับปรุงเพิ่มเติมเนื้อหาและไปเผยแพร่ให้คนที่คุณรักได้อ่านก็ยินดีนะ
ปล.Generate images by Gemini Flash 2.0
#bitcoin #nostr #wherostr #siamstr