Ayasa's avatar
Ayasa
npub1c9yc...gpk4
Ayasa's avatar
Ayasa 3 months ago
มื้อเช้าที่(เขาบอกว่า) healthy ที่สุด #siamstr image
Ayasa's avatar
Ayasa 4 months ago
Breakfast ด้วยไข่กันครับ #siamstr #foodstr image
Ayasa's avatar
Ayasa 5 months ago
”จิตวิทยาพัฒนาตนเองที่ฮีลใจ“ . #siamstr image
Ayasa's avatar
Ayasa 6 months ago
โลกภายนอกมันยากขนาดนี้เลยหรอ😅 . #siamstr image
Ayasa's avatar
Ayasa 6 months ago
“คนกินคาร์บ คนไทยห่างไกล NCDs” อร่อยกันเลยทีเดียว . #siamstr image
Ayasa's avatar
Ayasa 7 months ago
Fun Fact : ในผลไม้มี Sucrose 60-70% จึงทำให้ Fiber ในผลไม้ สำคัญมาก ๆ . #siamstr image
Ayasa's avatar
Ayasa 8 months ago
อย่าลืม Stack Meat&Egg กันครับ . #siamstr image
Ayasa's avatar
Ayasa 11 months ago
“Healthy Choice” แล้วเพิ่ม 15 บาทด้วยนะ😅 #siamstr image
Ayasa's avatar
Ayasa 0 years ago
เสี่ยขา~ . #siamstr image
Ayasa's avatar
Ayasa 1 year ago
มีบทความน่าสนใจมาให้ชมกันครับ เป็นบทความที่ถกกันในเซคอังกฤษของผม เรื่อง fluoridation หรือการเติมฟลูออไรด์ในน้ำประปา ว่ามันจำเป็นไหมที่เราจะเติม “แร่ธาตุที่เชื่อว่ามีประโยชน์ต่อร่างกาย“ ลงในน้ำประปา ถ้าตามที่ผมเข้าใจ (ผมไม่ค่อยเก่งอังกฤษ ถ้าผิดพลาดตรงไหน ก็ช่วยแก้ได้ครับ ขอบคุณมาก) คือในเมือง Southampton ประเทศอังกฤษจะมีการผลักดันโครงการการเติมฟลูออไรด์ในน้ำประปาเป็นเมืองแรก ในปี 2008 ซึ่งก็มีทั้งผู้สนับสนุนและผู้ต่อต้าน ฝั่งสนับสนุนก็บอกว่า - fluoridation มันลดฟันผุ - งานวิจัยยังไม่บอกว่ามีผลกระทบที่ร้ายแรง (?) - วิธีอื่นมันไม่ได้ผล วิธีนี้ดีสุดแล้วและทำได้จริงด้วย - เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะลดฟันผุได้โดยทั่ว ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ โดยเน้นว่าช่วยคนจนได้ด้วย ฝั่งต่อต้านก็แย้งว่า - งานวิจัยของ flouridation แม่งต่ำกว่ามาตรฐาน - เอางบไปลงกับการแจกยาสีฟัน แปรงสีฟัน แม่งถูกและมีประสิทธิภาพกว่าอีก - มันเป็น mass medication (ฟิลเหมือนเราใช้ยาหรือสารเคมีบางอย่างในวงกว้างระดับประชากร เพื่อใช้ป้องกันหรือรักษาโรค ถ้าดัง ๆ ก็เติมฟลูออไรด์ไม่ก็ยาขับพยาธิในน้ำประปา ถ้าที่ผมเข้าใจ การใช้ยาในวงกว้างขนาดนี้ ผมคิดว่าน่าจะต้องคำนึงถึงจริยธรรมและผลกระทบต่อสุขภาพมาก ๆ เพราะบางคนที่มีผลเสีย แพ้ ไม่ได้ต้องการใช้) - fluoridation เป็นสาเหตุของ dental fluorosis (ฟันตกกระ) ในเด็ก ซึ่งก็ต้องรักษาซ้ำซ้อนไปอีก ที่น่าตกใจคือ PCT บอกว่าโพลล์สาธารณะไม่สามารถนำมาใช้ในการตัดสินใจได้ ผมแบบ เห้ย 😅 มึงเป็นเหมือนผู้ให้บริการสุขภาพพื้นฐานแก่ประชาชนแท้ ๆ ไม่ฟังประชาชนด้วยซ้ำ อีกอย่างคือเขาจะเพิ่มจาก 0.08 ppm เป็น 1 ppm ซึ่งเพิ่มไป 12.5 เท่า คือมึงก็เอาสุดเกิน หวังดีจัด ๆ ถ้าผิดตรงไหนก็ช่วยแย้งได้นะครับ ขอบคุณมากครับ #siamstr image
Ayasa's avatar
Ayasa 1 year ago
ฟังบรรยายยังไงให้แอบกรี๊ดในใจ “ถ้ารัฐบาลบอกเงินเฟ้อไม่มี ทำไมคุณภาพชีวิตมันลดลงละ?” #siamstr
Ayasa's avatar
Ayasa 1 year ago
“การสาธารณสุข (Public Health) จะป้องกันการคัดเลือกตามธรรมชาติ (Natural Selection)” ว่าง ๆ มหาลัยปิดเทอมแบบนี้ ก็อยากจะแอคทีฟเขียนอะไรซักอย่างลง Nostr บ้าง เรื่องนี้ก็เป็นเกี่ยวกับวิชาพัฒนาชุมชน ทำให้เห็นมุมมองของผู้มีอำนาจเป็นอย่างไร จึงทำให้เกิดการจัดสรรงบประมาณภาษีไปกับการสาธารณสุขเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของคนในชุมชน ซึ่งอาจารย์ของผมชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ ”การสาธารณสุข“ เป็นยังไง จะเฟียตไหม กายพร้อม ใจพร้อม ลุยกัน!! โลกสมัยก่อนคือธรรมชาติคัดสรร (Natural Selection) ในสมัยที่วิทยาการทางการแพทย์ยังไม่คีบหน้า อัตราการรอดของทารกเรียกได้ว่า 50-50 อายุขัยประชากรคือ 16-22-36 ปี(มันแล้วแต่ประเทศ แต่จะราว ๆ นี้) ซึ่งเป็นผลจากธรรมชาติที่เป็นผู้ทดสอบว่าใครจะรอด ใครจะไป ทดสอบความแข็งแรงของร่างกายและความสมบูรณ์ของยีน ถ้ายีนดี ก็รอดสืบพันธุ์ต่อไป ถ้ายีนไม่ดี ก็ตายไป โลกเป็นแบบนี้มาอย่างช้านาน จนกระทั่งเมื่อมนุษยชาติมีความก้าวหน้าทางวิทยาการต่าง ๆ มากขึ้น เราสามารถเอาชนะบททดสอบของธรรมชาติได้ อายุขัยของมนุษย์มากขึ้น อัตราการตายของทารกเกือบเป็นศูนย์ ผู้คนมองเห็นว่าการช่วยให้ผู้ไม่แข็งแรงผ่านบททดสอบของธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม จึงเกิดเป็นการสาธารณสุข (Public Health) ขึ้น จุดเริ่มต้นการสาธารณสุข (Public Health) ย้อนกลับไปตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ผลจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำและผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความเป็นอยู่ของประชากรผู้ด้อยโอกาส ประกอบกับการระบาดของโรคไข้รากสาดใหญ่ที่ทำให้คุณภาพชีวิตของกลุ่มคนเหล่านี้ชิบหายลงกว่าเดิม นักกฎหมายคนหนึ่งชื่อ Edwin Chadwick ที่เป็นห่วงด้านสวัสดิภาพของสวัสดิการของกลุ่มผู้ด้อยโอกาส กังวลว่าความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นจะทำให้เกิดความไม่สงบทางการเมือง เขามีความเชื่อว่าถ้าสิ่งแวดล้อมไม่ดี ชีวิตก็ไม่ดีหรือทฤษฎีการเกิดโรคจากการปนเปื้อนของสิ่งแวดล้อม (Miasma Theory) จึงขับเคลื่อนการออกตัวกฎหมายความยากจน (Poor Law Act of 1832) ที่มุ่งหวังให้มีมาตรการจัดหาที่พำนักพึงสำหรับกลุ่มแรงงานและคนไร้บ้าน Chadwick ได้จัดทำรายงานเกี่ยวกับสุขภาวการณ์ของผู้ใช้แรงงานในอังกฤษที่รวบรวมข้อมูลการป่วย การตายของประชากรโดยจำแนกตามสิ่งแวดล้อมที่อาศัยอยู่ และนำเสนอต่อคณะกรรมธิการด้านสุขาภิบาล เกิดการปฏิรูปสุขาภิบาลอย่างยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยและชุมชน Edwin Chadwick ที่เป็นหอกแรกในการปฏิรูปสุขาภิบาลจึงถูกยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งการสาธารณสุขยุคใหม่” เป้าหมายของการสาธารณสุข (Scope) การสาธารณสุขเป็นการผลักดันเชิงนโยบายที่ทางส่วนใหญ่ภาครัฐเป็นผู้สนับสนุน เพิ่มส่งเสริมให้คนในชุมชนมีสุขภาพดี แต่จะสุขภาพดีได้ยังไงบ้าง มี 3 ทาง - ส่งเสริมศูนย์สาธารณสุข เช่น การกระจายศูนย์อนามัยด้วยเงินสนับสนุน การสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือให้โรงพยาบาลเก็บสถิติทางสุขภาพเพื่อนำไปทำแผนพัฒนาชุมชน - ส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่ดี + จูงใจคนให้รักสุขภาพ เช่น อบรบให้คนเข้าใจว่า “สุขภาพดี” เป็นยังไง (อาจจะเป็นกิน 3 มื้อ มี LDL ต่ำ กินยาที่หมอสั่งก็ได้นะ หรือใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ดี) จูงใจให้คนออกกำลังกาย - ส่งเสริมสิ่งแวดล้อม เช่น กำกับดูแลความสะอาดของอาหาร แหล่งน้ำ ยา ร้านค้า บ้านเรือน ฉีดยากันแมลง พาหะนำโรค ยุงลายหน้าฝน ดูแลไม่ให้มีการปนเปื้อนมลพิษในดินหรือน้ำ Public Health vs. Natural Selection การมีอยู่ของการสาธารณสุขป้องกันการคัดเลือกโดยธรรมชาติ เนื่องจากการสาธารณสุขจะช่วยให้คนที่ไม่แข็งแรงสามารถผ่านบททดสอบของธรรมชาติได้ ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป โรคระบาด เป็นต้น ซึ่งสาเหตุที่ผู้มีอำนาจที่หวังดีออกนโยบายสาธารณสุขคือเรื่องจริยธรรมล้วน ๆ เรามองว่าพวกเขา (ผู้ที่ไม่แข็งแรง) คือมนุษย์เหมือนกับเรา ทุกคนควรได้รับ “โอกาส” ทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การสาธารณสุขเป็นสิ่งที่คนมองว่าถูกจริยธรรม เราช่วยเหลือคนไม่แข็งแรง ยีนไม่ดีก็สามารถรอดได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้เป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายให้แก่ทางรัฐบาล ทำยังไงได้ละ เราก็ต้องช่วยเหลือพวกเขาอยู่ดี ด้วยการที่ศีลธรรมมันค้ำคอและความประสงค์ดี ด้วยภายใต้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด เราจึงไม่สามารถช่วยเหลือทุกคนอย่างที่ต้องการได้ จึงจำเป็นต้องเลือกช่วยเหลือผู้ที่ไม่แข็งแรงที่สุดก่อน ยกตัวอย่างเช่น การฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้คนแก่หรือผู้มีโรคประจำตัวก่อนคนปกติ ซึ่งผู้มีอำนาจจะมองว่าไม่ธรรมชาติคัดสรรแล้ว เย้ “Unfits” พวกยีนด้อยก็ตายไป คนจนก็ตายไป มีแต่คนรวย แข็งแรงรอด สุดท้ายแล้วในโลกปัจจุบัน แม้คนส่วนใหญ่จะมีความรู้สึกว่ารัฐไม่สามารถจัดสรรงบประมาณได้ดีเท่ากับเอกชน แต่ด้วยความคิดที่ว่าถ้าเราไม่จ่าย “ภาษี” แล้วคนที่ลำบากเขาจะอยู่ยังไง จริยธรรมยังคงมีอยู่ในสังคม เราอยากจะช่วยเหลือเขาเหลือเกินแต่แค่ตนเองยังเอาตัวไม่รอดเลย ทำไมทางออกมันกลับคลุมเคลือเสียเหลือเกินนะ โลกก็ยังคงมีการคัดเลือกตามธรรมชาติอยู่ เพื่อหาผู้ที่แข็งแรง ยีนที่ดี หรือมีทรัพยากรมากเพียงพอ ซึ่งปัจจัยยีนเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ แต่ความสามารถในการหาทรัพยากรเป็นสิ่งที่เราเลือกได้ ยกตัวอย่างเช่น คนที่สามารถเลื่อนฐานะตนเองจนมีเงินพอที่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ได้ดีกว่าคนที่ไม่มีเงิน แต่หากความสามารถในการหาทรัพยากรเป็นสิ่งจริงแท้ แต่เหตุใดคนจนที่หาเช้ากินค่ำอย่างขยันขันแข็ง เพื่อหวังว่าเขาจะเลื่อนฐานะตนเอง กลับไม่สามารถรอดจากการคัดเลือกโดยธรรมชาติได้ ราวกับว่ามีบางอย่างกำลังบิดเบี้ยว บ่นส่งท้าย ตอนนั่งเรียน ๆ อยู่คือแบบว้าว รัฐสวัสดิการสินะ ทุกคนในห้องเรียนที่กำลังซึมซัมคำพูดอาจารย์เรื่องจริยธรรม มันดีมากเลย รัฐบาลนี่สิ พระเอกขี่ม้าขาวที่จะช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ทุกคนเผลอลืมผลกระทบระยะยาวไป ซึ่งหากมองว่าเราจะไม่จ่ายภาษี เพราะมองว่ารัฐบริหารไร้ประสิทธิภาพ เป็นเพียงการปล้นเงินจากภาคเอกชนที่ทำได้ดีกว่า เราก็จะถูกมองว่าเป็นพวกไร้จรรยาบรรณ อยู่ในสังคมไปได้ยังไงวะ ไม่มีความเห็นอกเห็นใจคนอื่น โตมายังไงพ่อแม่สั่งสอนป่าว คนที่ไม่มีจะกินเขาจะอยู่ยังไงวะ ภาษีกลายเป็นสิ่งที่หนีไม่พ้นเช่นเดียวกับความตาย ถึงตอนนี้ผมจะรู้สึกว่ามีทางออกเรื่องการลดอำนาจรัฐแล้ว แต่ว่าเรื่องการสาธารณสุขแบบนี้ ผมยังคงมองทางออกได้ไม่ชัดว่าหากเอกชนหรือผู้ใจบุญมาช่วยเหลือ เขาจะเป็นใครและทำยังไงได้บ้างให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ใครมีแนวทางช่วยเหลือด้านสาธารณสุขที่ทำโดยเอกชนและมีประสิทธิภาพก็นำมาแชร์กันได้นะครับ เผื่อตอนผมออกชุมชนช่วงเรียนปี 6 ไม่ก็ช่วงใช้ทุนแล้วโดนสสจ.เรียก จะได้มีแนวทางบริหารงบประมาณเงินเฟียตจากรัฐให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ถ้ามีข้อมูลตรงไหนที่ผิดพลาด ก็กราบอภัยด้วยครับ น้อมรับทุกคำติชม เรียนไปก็เข้าหัวบ้างไม่เข้าบ้าง ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ #siamstr
Ayasa's avatar
Ayasa 1 year ago
“มหาลัยรัฐปกติเค้าสอนอะไรกันบ้างนะ” ผมไม่ได้จะมา disclaimer อาจารย์ผมว่าสอนผิดอะไรหรอกนะครับ แต่แค่อยากเล่าเฉย ๆ ว่าในมหาลัยรัฐที่ผมกำลังเรียนอยู่ ซึ่งเป็นคณะสายสุขภาพ ว่าเค้าสอนอะไรบ้าง ซึ่งเป็นวิชาเกี่ยวกับการเผาผลาญสารอาหาร (metabolism) แต่ขอบอกไว้ก่อนว่านี้ไม่ใช่ “ทั้งหมด” ที่ผมเรียน เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ชวนผมรู้สึก “เอ๊ะ” ว่า Fiat มันอยู่ได้ทุกวงการจริง ๆ บางอย่างผมก็รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ดีครับ ก็เลยอยากแชร์ . ผมได้ย่อยเนื้อหาให้มันเข้าใจได้ง่าย ๆ เป็นยังไง โปรดใช้วิจารณญาณ ไปดูกันครับ . “ทำไมเราต้องกินคาร์โบไฮเดรต” , “มันโอเคหรอ ที่จะกินอาหาร low carb” - อาจารย์พูดถึง “ผลที่ได้จากการย่อยอาหาร” รวม ๆ แล้วเรากิน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน ซึ่งคาร์โบไฮเดรตสลายได้ “คาร์บอนไดออกไซต์” เราหายใจทิ้งไปอยู่แล้ว ไขมันเนี่ย ถ้ากินถึงจุดหนึ่ง มันจะเปลี่ยนเป็น “keto bodies” ซึ่งทำให้เลือดเป็นกรด ส่วนโปรตีน สลายแล้วได้ ”ยูเรีย“ ขับทางไต กินมากไปไตก็วาย low carb ไม่สามารถกินนาน ๆ ได้หรอกครับ . “ถ้าอ้วนไปแล้ว จะกลับมาผอมยากนะ” - อาจารย์อธิบายถึงการสะสมไขมันในร่างกายว่า คนเราจะอ้วนได้จะขึ้นกับ 2 อย่างคือ “จำนวน” และ “ขนาด” ของเซลล์ไขมัน การกินที่มากเกินไป จะเพิ่มทั้ง ”จำนวนและขนาด“ การออกกำลังกายเป็นเพียงแค่ “การลดขนาดของเซลล์ไขมัน” เราจึงผอมลง แต่ถ้าเรามีพฤติกรรมการกินเหมือนเดิม มันก็กลับไปอย่างเดิม ฉะนั้นอย่าอ้วนแต่แรกดีกว่าครับ . ”น้ำตาลเป็นพลังงานหลักของสมอง“ - ใช่ครับ that’s why เราควรกินคาร์โบไฮเดรต สมองเราเลือกพลังงานจากน้ำตาล เราจึงคารกินคาร์โบไฮเดรต . “ทำยังไงก็ได้ให้ HDL สูง LDL ต่ำ“ - หากเรากินไขมันเยอะ ๆ เซลล์ไขมันก็เก็บไม่ทัน มันก็ไปล่องลอยในกระแสเลือด มีโอกาสเกิดไขมันอุดตันและหลอดเลือดฉีกขาดในระดับเล็ก ๆ พอแก่ตัวไป ก็ซ่อมผนังหลอดเลือดไม่ทัน เริ่มมีเกล็ดเลือด ก่อเป็น plaque (สุดท้ายมันจะก่อเป็นหลอดเลือดตีบ) นั่นแหละครับ LDL เป็นไขมันเลว HDL เป็นไขมันดี เราไม่ควรมีไขมันในเลือดเยอะ นิสิตกินชาบูระวัง ๆ หน่อย แก่ไปลำบาก . “ระวังนะนิสิต กินชาบู ไม่กินผัก” - เมื่อร่างกายดูดซึมไขมัน หากตับกำจัดไขมันไม่ทัน จะมีไขมันที่ตับ ก่อเป็น ”ไขมันฟอกตับ“ ได้ และไขมันส่วนหนึ่ง ก็จะถูกสร้างเป็น “น้ำดี” ซึ่งน้ำดีทำให้ไขมันถูกดูดซึมง่าย ดังนั้นอะไรละ ที่ช่วยตัดวงจรไขมันนี้ “ผักไง” ผักจะดูดไขมันไว้แทน ฉันจะรับไว้แทนนายเอง! . “กินพาราควรกินยาละลายเสมหะ“ - พาราเซตามอลเป็นยาที่ถูกกำจัดที่ตับ หากมี “ glutathione” ในตับมากเพียงพอ พาราก็จะช่วยลดไข้ แต่ถ้ามีไม่เพียงพอ พาราก็จะเป็นพิษ จึงไม่ควรทานติดต่อกันมากไป ในยาละลายเสมหะ มีส่วนประกอบที่ร่างกายสามารถนำไปสร้าง “glutathione” ได้ เห็นใครจะสละยานเตรียมไปโลกหน้า กินพารา 50 เม็ด หมอจึงฉีด glutathione เข้าเลือด ดังนั้นกินพารา กินยาละลายเสมหะ . ”อย่าเครียดนะนิสิต“ - เมื่อเราเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดหรือ “cortisol” ซึ่งมันจะทำให้น้ำตาลในเลือดสูงตลอด เพราะสมองมันจะใช้พลังงานคิดนู่นคิดนี้ ซึ่งสมองใช้น้ำตาลเป็นหลัก น้ำตาลในเลือดสูงจะทำให้เกิด “อนุมูลอิสระ” มะเร็งจะถามหาได้ . “อย่าลืมกินข้าวเช้านะนิสิต” - อาจารย์เคยไม่กินข้าวเช้าไปคุมสอบ น้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycemia) ขึ้นมา วูบ มือสั่น สมองเบลอไปหมด ดีนะมีนิสิตพกลูกอมติดตัวไว้ วันนี้อาจารย์กินอาหารเช้ามาแล้ว เป็นซีเรียลซึ่งเป็น complex carbohydrates ไม่วูบแน่นอน . “นิสิตควรระวังนะ หากไม่กินข้าวเช้าบ่อย ๆ“ - ถ้านิสิตไม่กินข้าวเช้ามา เพราะต้องรีบมาเรียน ตับก็จะปล่อย LDL มาให้ร่างกายใช้ ซึ่ง LDL เป็นไขมันไม่ดี ก่อนมาเรียนก็ควรกินข้าวเช้ามาด้วย . “นิสิตควรพกลูกอมที่มีน้ำตาลไว้หน่อยนะ” - หากน้ำตาลตก (hypoglycemia) อาการจะเริ่มมา ก็จะหงุดหงิดง่าย วูบ มือสั่น ถ้ามีลูกอม ย้ำนะครับว่าต้องมีน้ำตาล หรือน้ำแดงเฮลบลูบอยเนี่ย ดีมากเลย กินไปซักพัก 5 นาที ก็ฟื้นละ . “ควรกินบุฟเฟต์ที่ไม่จำกัดเวลานะ“ - นิสิตลองคิดดู หากเป็นบุฟเฟต์ที่จำกัดเวลา นิสิตจะรีบกินมาก กินไปเยอะมาก น้ำตาลในเลือดก็ดีดปี๊ด insulin (ฮอร์โมนลดระดับน้ำตาลในเลือด) ก็จะหลั่งมาก น้ำตาลก็จะตกเร็ว อาจทำให้เกิด hypoglycemia ได้ เพราะงั้นไม่ต้องรีบกิน กินเรื่อย ๆ หรือไม่จำกัดเวลาไปเลยยย~ . “กินแอลกอฮอล์ ระวังน้ำตาลตกได้นะนิสิต“ - หากเรากินแอลกอฮอล์ ตับก็จะสลายใช่ไหม ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้มาคือ “NADH” หากเรากินแอลกอฮอล์เยอะ ๆ NADH ก็จะเหลือบาน ซึ่ง NADH สามารถนำไปสร้างพลังงานได้ ตับมันก็คิดว่าพลังงานเหลือ ๆ ละ ไม่ต้องเพิ่มน้ำตาลในเลือดแล้ว วะฮะฮ่า เรียบร้อยน้ำตาลก็ค่อย ๆ ตก อะแถม NADH เป็นหนึ่งสิ่งที่จะถูกใช้เพื่อสร้างไขมันสะสม ถ้ากินแอลกอฮอล์มากไป ก็เป็นไขมันฟอกตับ แล้วมันจะกลายเป็นผังผืด ตับก็วายในที่สุดดด . ทั้งหมดนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของที่ผมเรียนครับ ไม่มีอาจารย์คนไหนที่คิดร้ายกับนิสิตหรอกครับ ทุกคนหวังดีกับลูกศิษย์ตัวเองเสมอ แค่อยากแชร์ว่ามหาลัยรัฐสอนอะไรแก่สายสุขภาพบ้าง อย่าพึ่งเชื่อในสิ่งที่พึ่งอ่านไป ผมแค่นักศึกษาคนหนึ่ง เชื่อในสิ่งที่ตัวเองศึกษามาครับ . สุดท้ายนี้ “stay humble and แดกหญ้ากันเถอะ“ ขอบคุณครับ . #siamstr