BeYourCyber's avatar
BeYourCyber
b@beyourcyber.com
npub13w8f...fle3
BeYourCyber's avatar
BeYourCyber 10 months ago
เมื่อกูรูบอกให้นิ่งไว้ ถือเงินสดเยอะๆ ใช่เหรอ? เมื่อก่อนเคยเชื่อแบบนั้นจริงๆนะ แล้วเชื่อเค้าเป็นสิบๆปี เพราะเราก็ไม่ได้มีความรู้พอ เมื่อวันที่ตาสว่างแล้วมองกลับไป โอ้โห สิ่งที่กูรูบอกนี่คือ ยาพิษเคลือบช้อคโกแลตนี่เอง กว่าจะรู้มูลค่าเงินที่ตั้งใจเก็บออมมานานก็หายไปเยอะมากแล้ว คิดแล้วก็เสียดาย แต่ก็ย้อนไปแก้ไขอะไรไม่ได้ ตอนนี้มีความรู้ ก็บอกเล่าสู่กันฟังไปละกัน #siamstr
BeYourCyber's avatar
BeYourCyber 11 months ago
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กเลย ถ้าเอาตามรูปนี้จริง แปลว่า สิทธิขั้นพื้นฐานในการประกอบอาชีพนั้น ถูกริดรอนไปแล้ว image ขออ้างอิง ที่ได้เขียนเอาไว้ดีอยู่แล้ว โดยกล่าวว่า - การประกอบอาชีพเพื่อการดำรงชีวิตให้คงอยู่ต่อไป เป็นสิทธิโดยธรรมชาติของมนุษยชาติตั้งแต่กำเนิด และอีกตอนหนึ่งว่า - ในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมีการพูดถึงความอุดมสมบูรณ์ของอาหารอันเกิดจากการเพาะปลูกและโดยธรรมชาติ เช่น “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” มีผลหมากรากไม้มากมาย ขณะเดียวกันก็ได้ระบุถึงสิทธิในการค้าขาย “ใคร่จักใคร่ค้าช้างค้า ใครจักใคร่ค้าม้าค้า ใครจักใคร่ค้าเงือนค้าทองค้า ไพร่ฟ้าหน้าใส” และ - ซึ่งชี้ให้เห็นว่าตั้งแต่สมัยโบราณมาแล้ว สิทธิในการประกอบอาชีพ ทำไร่ ทำนา ค้าขาย ทำมาหากิน เป็นสิทธิขั้นมูลฐานของมนุษย์ในชุมชน ดังนั้น ที่ออกมาบอกว่า จะห้ามซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลระหว่างบุคคล ไม่ได้ต่างอะไรจากการห้ามซื้อขายทองคำ รูปภาพ พระเครื่อง ระหว่างบุคคลเลยเช่นกัน เพราะชัดเจน "สินทรัพย์ดิจิทัล" มันคือ "สินทรัพย์" ดังนั้นการห้าม ก็คือการริดรอนสิทธิในเรื่องนี้อย่างชัดเจน จริงอยู่ ว่า พรก. สินทรัพย์ดิจิทัล 2561 กล่าวเอาไว้ว่า “ผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล” หมายความว่า บุคคลซึ่งให้บริการหรือแสดงต่อบุคคลทั่วไปว่า พร้อมจะให้บริการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลในนามของตนเองเป็นทางค้าปกติ ซึ่งจำเป็นต้องขอรับใบอนุญาตจาก กลต มาก่อน ตามมาตรา 26 แต่ว่าในระดับบุคคล ที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนเป็นครั้งคราว และไม่ได้จะทำเป็นทางค้าปกติ ก็จะโดนริดรอนสิทธินี้ไปด้วยพร้อมกันหากสิ่งที่พูดนั้นจะถูกบังคับใช้จริง หรือไม่อย่างนั้น ก็ต้องมาตีความกันใหม่ว่า มาตรา 26 ของ พรก. สินทรัพย์ดิจิทัลนี้ ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่? เพราะถ้าระดับบุคลลก็ห้ามซื้อขายแม้จะไม่เป็นทางค้าปกติ จะกลายเป็นพรกนี้ ขัดต่อรัฐธรรมนูญแทน ถ้าขัดรัฐธรรมนูญ เกมจะพลิกเลยนะ หมายความว่า บทบัญญัตินั้นจะตกไป (ไม่มีผลบังคับใช้) ก็คือกลับไปสู่ยุคก่อนมี พรก แต่ว่า อาจจะเฉพาะข้อที่หมายถึง "ผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล" (dealer) สรุปว่าเรื่องนี้จะริดรอนสิทธิขั้นพื้นฐานหรือไม่? ทีนี้ ถ้าถามว่า แล้วจะแก้ยังไง อย่าขับเคลื่อนด้วยการด่า แต่ต้องมาพร้อม solution ด้วยสิ? จัดไป คิดแบบเร็วๆเลยนะ - ให้ความรู้ประชาชนให้เยอะๆ ให้เข้าถึง ให้เข้าใจ เมื่อคนฉลาด ชาติจะเจริญ , เตี้ยอุ้มค่อม มันไม่ได้นานหรอก - การเปิดบัญชี ก็เพิ่มการสัมภาษณ์ + การให้ความรู้ เข้าไปเล็กน้อย ให้มั่นใจว่า เปิดเอง ใช้จริง ไม่เอาไปให้คนอื่นใช้นะ แม้กระทั่งคนในครอบครัว และ อธิบายความผิดชัดๆ ถ้าเอาไปให้คนอื่นใช้ หรือ ขายต่อ จะโดนแบนนะ มีคดีนะ ติดคุกได้เลยนะ เชื่อเถอะ ฟังขนาดนี้แล้ว คนมันก็ต้องคิด ทั้งตอนที่เปิด และ ตอนที่ขายบัญชีแหล่ะ คนเราก็ไม่ได้โง่ขนาดนั้นหรอก - ไปไล่จับพวกที่ซื้อขายบัญชีม้าอย่างรุนแรง จริงจัง คือเครื่องไม้เครื่องมือตรวจสอบก็มีตั้งเยอะ ไม่เอามาใช้กันล่ะ โลกเรามี social listening มานานมากแล้วนะ ตั้งแต่มี facebook , twitter ใหม่ๆเลย เอกชนใช้กันเกลื่อนแล้ว ไม่เอาแบบ "รัฐตรวจสอบแล้วแต่ไม่พบ" งง เด้ เค้ายัง capture มาแชร์กันอยู่เลยว่าก็ยังซื้อขายกันเรื่อยๆนะ - ตรวจสอบการทำงานของเอกชน ในส่วนที่เกี่ยวข้องให้เข้มข้น อย่างล่าสุด 2 แสนซิม มีได้ยังไงก่อน? ลงทะเบียนกันยังไง และ ธนาคาร สาขา ที่รับเปิด รวมทั้งเจ้าหน้าที่ ว่าหละหลวมจุดนี้หรือไม่ ถ้าไม่ ทำไมเค้ายังเอาบัญชีไปขายอยู่ล่ะ? ลืมอธิบายอะไรหรือเปล่า? - ไล่ตรวจสอบหน่วยงานรัฐ เน้นที่เรื่องการทุจริต เพื่อให้โปร่งใส ตรวจสอบได้มากที่สุด เพราะคนนอกประเทศมองเข้ามา ยังเห็นเลย ว่ามันมีช่องโหว่หลายช่องอยู่ในหลายหน่วยงาน ทำให้หลับหูหลับตากันบางส่วน อย่างที่พึ่ง post ไปก่อนหน้า ก็คือ จดบริษัทเพื่อเอาไปเปิดบัญชีม้าได้แล้ว เฉยเลย ว้าวไปอีก พูดโดยคนที่ไม่เคยซื้อขายผ่านระบบ P2P แม้แต่ครั้งเดียว จึงไม่เสียหายอะไร แต่ว่าการถูกริดรอนสิทธิขั้นพื้นฐาน ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ยอมรับได้เช่นกัน #siamstr #p2p #cybercrime #rights
BeYourCyber's avatar
BeYourCyber 11 months ago
เราอาจจะไม่เคยตั้งคำถาม กับบางเรื่องที่ดูแสนธรรมดา แต่ว่า ถ้าเราตั้งคำถามแล้ว เราก็จะพบกับความเอ๊ะบางอย่าง ที่เราอยู่กับมันมาตลอดชีวิต จากข่าวนี้ เลยทำให้เราได้รู้ว่า ตอนนี้มิจเปิดบริษัท เพื่อใช้เปิดบัญชีม้ารับเงินจากการหลอกลวงกันแล้ว ทำให้ความน่าเชื่อถือของบัญชีม้ารับโอน สูงขึ้นไปอีกขั้น เรียกได้ว่าเป็นการลูบคมหน่วยงานรับจดทะเบียนบริษัทไปดอกนึง เท่านั้นยังไม่พอ ในกระบวนการของเหยื่อรายนี้ มิจได้โทรไปธนาคารแห่งหนึ่ง แล้วสวมรอยเป็นเจ้าของบัญชี(เหยื่อ) เพื่อสั่ง lock application ที่ผูกกับเจ้าของบัญชี เพื่อให้เชื่อมากขึ้น ว่านี่ธนาคารตัวจริงนะ อายัดได้จริงนะ เชื่อยัง? ลูบคมมาตรการการรักษาความปลอดภัยของธนาคารไปอีกขั้น ถ้าหลายคนที่เคยคุยกับผม ผมจะถามคำถามนึงบ่อยๆว่า เงินในธนาคาร เป็นของคุณจริงมั้ย ถ้าคิดว่าจริง ทำไมธนาคารมีสิทธ์ยึดอายัดได้ล่ะ? สรุปยังเป็นของคุณจริงๆใช่มั้ย? เพราะในโลก Crypto currency โดย default แต่เดิม มันจะไม่สามารถทำได้นะ เราถือ key ก็จะมีเราคนเดียวเท่านั้น ที่มีคำสั่งได้คนเดียว (เว้นหลายๆ token ที่ design ให้ทำได้) จากกรณีนี้ มันมีเรื่องให้เอ๊ะได้มากมายเลย - ทำไมการจดบริษัท ถึงได้ง่าย และไร้การพิสูจน์ข้อมูลได้ถึงขนาดนี้ - การที่มีข้อมูลของใครสักคน ก็โทรไปยืนยันกับทางหน่วยงานการเงิน เพื่อดำเนินการธุรกรรมได้ มันดูเป็นมาตรการที่หละหลวมไปหรือเปล่า - การสวมสิทธ์ใน digital จะมีความรุนแรงขึ้น ตามโลก digital ที่พัฒนาไป ถ้าเรายังไม่รีบเรียนรู้เพื่อปรับตัวเองให้เปลี่ยนแปลงตาม เราอาจจะเป็นเหยื่อในวันนึง แต่แค่วันนั้นยังมาไม่ถึงเราเท่านั้นแหล่ะ ถ้ามาถึงขนาดนี้แล้ว ใครๆก็เป็นเหยื่อได้ง่ายๆแล้วล่ะ รีบหนีออกมาก่อนจะสายเกินไป #siamstr #scam #มิจฉาชีพ
BeYourCyber's avatar
BeYourCyber 11 months ago
ตอนนี้กำลังทบทวนเรื่องของ Bitcoin อยู่ ก็คิดถึงประเด็นนึงที่น่าสนใจ "สำหรับคนที่เข้าใจใน Bitcoin ย่อมมีคำอธิบายในทุกๆเรื่อง ทุกๆคำถาม ที่คนไม่เข้าใจจะสามารถคิดขึ้นมาเพื่อโต้แย้งการดำรงอยู่​ของ ​Bitcoin​ ได้ทั้งหมด" ทีนี้มันมีจุดที่น่าสนใจตรงที่ว่า คำถามทั้งหมด ที่คิดขึ้นมาเพื่อโต้แย้งนั้น ล้วนแล้วแต่มาจากประสบการณ์​และความรู้ของผู้โต้แย้ง ซึ่งมันเป็นเรื่องอดีต ถึงปัจจุบันเท่านั้น แต่ว่าอดีตจนปัจจุบันเราไม่เคยมี Bitcoin มาก่อน ดังนั้น คำถามเพื่อโต้แย้งการล่มสลายของ Bitcoin จึง invalid และ ผลลัพธ์​ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตจากสินทรัพย์​อื่น ก็ไม่สามารถเอามาใช้เทียบเคียงกับ Bitcoin ​ได้ด้วยเช่นกัน ในหนังสือ จิตวิทยาการลงทุน เคยมีกล่าวถึงประเด็นที่คล้ายกันนี้ คือ คนที่เกิดมาในยุคเศรษฐกิจ​รูปแบบนึง จะมีวิธีคิด และการจัดการเงินในรูปแบบนึง ซึ่งมันจะใช้ไม่ได้ เมื่อรูปแบบเศรษฐกิจ​และการเงินเปลี่ยนไปเป็นอีกแบบนึง เท่านั้นไม่พอ มันเป็นการยากในการอธิบายให้คนข้าม gen เข้าใจด้วย เช่น คนที่อยู่ในวงการการเงินช่วงปี 2530 -​2540 เค้าจะรู้สึกได้เลย ว่าการหาเงิน และการลงทุนต่างๆ เพื่อให้เติบโตเป็นเรื่องที่ง่ายมาก เอาแค่ฝากแบ้งเฉยๆ ดอกเบี้ยก็จ่าย 4-10% (แล้วแต่ช่วงปีในช่วงเวลานั้น) ในขณะที่เงินเฟ้ออยู่ในช่วง 2-5% เท่านั้น ถ้าเอาไปลงทุนอะไรต่างๆ ยิ่งได้เพิ่มขึ้นไปอีกเยอะเพราะตอนนั้นเงินสะพัดมาก แต่ถ้าเอาคนที่มีประสบการณ์​แบบนี้ มาลงทุนในปัจจุบัน เค้าต้องมึนงงมากแน่นอน เพราะดอกเบี้ยทุกวันนี้ 0.75% บนเงินเฟ้อ 0.4-1.2% และเงินค่อนข้างจะฝืดด้วย อย่างที่เรารู้กัน 2540 เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง คนที่มีประสบการณ์​อันแสนเจ็บปวดจากช่วงเวลานั้น ก็จะมองตลาดทุนเป็นอีกแบบนึง ยิ่งถ้าไม้ได้มีความรู้มากจะยิ่งมองว่าตลาดทุนเป็นเรื่องน่ากลัวและเสี่ยงสูงมากเลยทีเดียว (พ่อแม่ผมเป็นคนกลุ่มนี้)​ ดังนั้นคนในกลุ่มนี้ ก็จะมีวิธีคิด มุมมองในการลงทุนเป็นอีกแบบนึง และสอนรวมทั้งแนะนำคนอื่นรวมถึงลูกหลานในแบบที่เค้าเข้าใจเพราะโลกตอนนั้นมันเป็นแบบนั้น แน่นอน มันก็ไม่เหมือนกับยุค crypto อีก ไม่ต่างอะไรกับตอนนี้ ที่เราพยายามเล่าเรื่อง Bitcoin ให้คนรุ่นพ่อแม่ฟัง แม้ว่าเราจะมีความรู้ เข้าใจในเชิงลึกอธิบายได้ทุกแง่มุม แต่มุมมองของโลกการเงินที่เค้าอยู่มาจนถึงปัจจุบัน มันก็ไม่มีอะไรที่เทียบเคียงกับสิ่งนี้ได้อยู่ดี ดังนั้นการจะเข้าใจจึงเป็นเรื่องยากมากๆ กลับมาที่ประเด็น ดังนั้นจึงยากมากที่เราจะเอาหลักการอะไรมาอธิบายจุดสิ้นสุดของ Bitcoin ได้ เพราะในเมื่อโลกเราไม่เคยมีสิ่งนี้มาก่อน เราเลยต้องอยู่กับมัน และเฝ้าดูมันใกล้ชิด เพราะสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ได้แปลว่าถูกทำลายไม่ได้ เพียงแต่หลักการที่เอามาใช้อธิบายการทำลายมันในปัจจุบัน ยังไม่แข็งแรงพอที่จะอธิบายจุดจบของมันได้จริงๆ เท่านั้นเอง #siamstr #bitcoin
BeYourCyber's avatar
BeYourCyber 0 years ago
วันนี้ หยิบเอาหนังสือ จิตวิทยาว่าด้วยเงิน มาอ่านซ้ำรอบสอง แบบละเอียด แบบสับๆ พบประเด็นสำคัญหลายเรื่องเลยครับ แต่เรื่องที่อยากเล่าให้ฟังวันนี้ คือเรื่องของ "ความสุขในชีวิต ขึ้นอยู่กับอำนาจในการควบคุมเวลาของตัวเราเอง ไม่ใช่เงินที่มีมาก,ไม่ใช่บ้านหลังใหญ่, รถคันงาม และ อื่นๆที่แวดล้อมอยู่" มีงานวิจัยของ Richard M. Ryan และ Edward L. Deci กล่าวว่า ความสุขของมนุษย์ขึ้นอยู่กับการที่เราได้มีอิสระในการควบคุมชีวิตตนเอง โดยเน้นความสำคัญของสามองค์ประกอบหลักคือ ความสามารถในการควบคุมตนเอง (autonomy), ความสามารถในการทำสิ่งต่างๆ (competence) และความสัมพันธ์กับผู้อื่น (relatedness) หรืออีกงานวิจัย ถ้ามีคนจำได้ เคยดังอยู่พักนึง ของ Daniel Kahneman และ Angus Deaton: การศึกษาในปี 2010 ที่แสดงให้เห็นว่ารายได้มีผลต่อความสุขในระดับหนึ่งเท่านั้น หลังจากที่ถึงระดับรายได้หนึ่ง (ประมาณ $75,000 ต่อปีในสหรัฐอเมริกา) การเพิ่มขึ้นของรายได้ไม่ได้ทำให้ความสุขเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ** ผมไม่ได้บอกว่า การไม่มีเงินแล้วจะไม่มีความสุข และ จงรู้ไว้เลย ว่าความจนก็ไม่ได้ทำให้มีความสุขในชีวิตด้วยเช่นกัน สิ่งที่อยากให้มองให้ทะลุลงไปมากกว่าตัวเงิน ก็คือ สิ่งนี้ถูกเรียกว่า "อิสรภาพ" หมายถึงว่า ถ้าเรามีอิสรภาพได้มากเท่าไร เราก็น่าจะมีความสุขในชีวิตได้มากขึ้นเท่านั้น แล้ว อิสรภาพ คืออะไร? จินตนาการตาม ถ้างานที่ทำอยู่ รู้สึกว่า ปสด กับเพื่อนร่วมงาน หรือ เจ้านายมากๆ อยากลุกขึ้นแล้วเดินออกไป ไม่กลับมาในที่ทำงานห่วยๆนี้อีกเลย โดยที่.... ไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน ไม่เดือดร้อนเรื่องบิลค้างจ่าย หรือ หนี้สินที่มีภาระต้องจัดการอยู่ ถ้าทำได้ แปลว่า มีอิสรภาพในเรื่องเงินระดับนึงแล้ว หรือ อีกเรื่อง ก็คือ ถ้าวันนี้มีคนเสนอตำแหน่งงานที่ดีกว่า ให้เงินเดือนมากกว่าเดิม 3 เท่า พร้อมเริ่มงานได้เลย โดยเป็นงานที่สบายกว่าที่ทำอยู่ตอนนี้ แต่ว่าเรารู้สึกว่า งานนั้น มันอาจจะไม่สนุก และ ไม่ท้าทาย ไม่เหมาะกับสิ่งที่เรากำลังค้นหาอยู่ และเรากล้าปฏิเสธ นี่ก็ถือว่าเป็นอิสรภาพ ในเรื่องที่ยิ่งใหญ่กว่าขึ้นไปอีก คือ มีอิสรภาพในการตัดสินใจที่จะปฏิเสธโอกาสที่ดีกว่า เพียงเพราะนั่นอาจจะไม่ได้สร้างความสุขให้ชีวิตเราได้มากขึ้น นอกเหนือจากนี้ ก็จะเป็นเรื่องที่คนทั่วไปจินตนาการได้อยู่แล้ว เช่น ถ้าเดือนหน้า อยากออกไปเที่ยวต่างประเทศสักครึ่งเดือน ซึ่งจะไม่มีใครเดือดร้อนเรื่อง งาน เรื่องเงิน เรื่องอะไรต่างๆเลย ทั้งในวันนี้ และ อนาคต นี่คือ อิสรภาพอีกแบบนึงด้วยเช่นกัน อิสรภาพเนี่ย โดยปกติ ราคามันแพงด้วยนะ แม้ว่าจะตีราคาเป็นตัวเลขได้บ้าง ไม่ได้บ้างในบางกรณี เช่น อยากไปเก็บ life bucket list ให้หมดใน 3 ปี ต่อจากนี้ บางคนอาจจะบอกว่า ต้องมีสิบล้านบาท ก็เป็นไปได้ ในขณะที่บางคนบอกว่า ออ ที่เราเก็บมาถึงวันนี้ ก็มากพอที่จะมีอิสรภาพได้แล้วนี่นา ก็แปลว่า ไม่ต้องหาอะไรมาเพิ่มอีกเลยเช่นกัน (แต่ก็คือสิ่งที่อดออมมาทั้งชีวิต) จริงอยู่ ว่า การมีอิสรภาพ ก็ต้องใช้เงิน เรื่องนี้ไม่เถียง แต่ผมอยากชวนให้คิดสักเล็กน้อยว่า เรากำลังหาเงินไปเพื่ออะไร เพื่อความสุขของชีวิตใช่หรือไม่ ลองเปลี่ยนมุมมองใหม่ว่า เราหาเงิน เพื่อที่จะไปให้ถึงจุดที่เราจะมีอิสรภาพดู ว่ามันจะเป็นยังไง บางคนอาจจะง่ายมากกว่าที่คิดก็ได้ เพราะอิสรภาพแต่ละคนไม่เหมือนกัน ใช้เงินไม่เท่ากัน มากน้อยต่างกันไป สำคัญที่ได้คิดว่า อิสรภาพ ที่จะสามารถสร้างความสุขให้ชีวิตเรานั้นคืออะไร? ผมไม่ใช้คำว่า "อิสรภาพทางการเงิน" เพราะปัจจุบัน มักจะเอาไปเชื่อมโยงว่า เราต้องสร้าง passive income เพื่อให้เรามีอิสรภาพทางการเงิน ซึ่งจากประสบการณ์ส่วนตัวผมบอกได้เลย ว่ามันไม่จริง เรามี "อิสรภาพ" ได้ โดยที่เราไม่ต้องมี passive income แต่อย่างใด ดังนั้น จุดสูงสุด ควรเป็นเพียง "อิสรภาพ" เท่านั้น
BeYourCyber's avatar
BeYourCyber 1 year ago
เรื่องการเงิน ไม่ง่าย ไม่ยาก แค่ต้องใส่ใจ เรื่องการเงิน เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวทุกคน เพราะทุกคนใช้เงิน แต่เป็นเรื่องที่คนใส่ใจน้อยมาก โดยเฉพาะคนไทยส่วนใหญ่ อาจจะเป็นเพราะระบบการศึกษา ไม่ได้สนับสนุน ให้มีการเรียนการสอนมากเท่าไรด้วย ทำให้ใครที่จะเรียนรู้ ต้องมาเรียนรู้ด้วยตัวเอง แต่ประเด็นที่จะชวนคิด เราได้ใส่ใจเรื่องการเงิน ดีมากน้อยแค่ไหน เพราะเรื่องเงินนี่แหล่ะ ที่สงผลกระทบต่อชีวิต ทั้งปัจจุบัน อนาคต ความสุข และ ทุกข์ได้เลย บางคนมีความสุข เพราะได้รูดบัตรเครดิตมาใช้ซื้อของที่อยากซื้อ ที่อยากมี โดยยังไม่รู้ว่าจะหาเงินจากไหนมาใช้คืนได้ในตอนที่บิลมาเรียกเก็บ เรียกว่า ตายเอาดาบหน้าเลย แบบนี้ ก็สุขก่อน แล้วทุกข์ตามมา แถมเป็นทุกข์ที่แสนยาวนาน นานจนกว่าจะใช้หนี้หมดนั่นแหล่ะ หรือว่ายกเรื่องบ้าน ก็ได้ บางคนโดยเฉพาะคนปัจจุบัน ก็เลือกเช่า มากกว่าซื้อ เพราะคิดว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่แท้จริงแล้ว ก็ไม่ใช่เสมอไป เพราะว่า ถ้าเราเข้าใจเรื่องการเงิน เราอาจจะเลือก กู้ เพื่อซื้อ แล้ว เลือกผ่อน ให้ต่ำที่สุด ซึ่งเป็นไปได้ ว่าเงินที่เราใช้ผ่อน จะจ่ายต่อเดือนน้อยกว่าเช่าเค้าอยู่ โดยระหว่างที่ผ่อนนั้น เราก็เลือกเอาเงินส่วนที่เหลือ ไปลงทุน เพื่อให้ได้ส่วนต่าง มากกว่าดอกเบี้ยที่จ่ายไป เช่น ผ่อนบ้าน ดอกเบี้ย 5% ต่อปี แต่เราได้เงินก้อนมา ถ้าเราโปะเลย เท่ากับว่าเงินก้อนนั้น จะไปตัดต้น ซึ่งทำให้ดอกเบี้ย 5% ของเงินก้อนนั้น หายไปด้วย แปลว่า เราได้กำไรส่วนเพิ่ม 5% แต่ ถ้าเลือกที่จะไม่ตัดต้น แล้วเอาเงินไปลงทุนให้ได้กำไรสัก 11% แปลว่า เงินก้อนเดียวกัน เราได้กำไรเพิ่ม 11% และเอา 5% มาจากเป็นดอกเบี้ยบ้าน แปลว่า เราก็ยังกำไรอีก 6% (คิดแบบหยาบๆ จะได้ไม่งงมาก) ถ้าคิดแบบนี้ แล้ว หมายความว่า เราผ่อนบ้าน โดยไม่เสียดอกเลย ได้เงินเพิ่ม 6% ต่อปีอีกต่างหาก โดย 6% จะเอาไว้ทบต้นในการลงทุน หรือว่าจะเอาไว้เป็นดอกเบี้ยบ้านปีหน้าก็ได้ หรือ เอาไปใช้อย่างอื่นอย่างที่ต้องการ ทีนี้ ท้ายที่สุด บ้านก็จะเป็นของเรา โดยที่เราไม่ต้องเสียดอก อย่างที่เล่าไปแล้ว ซึ่งถ้าเราเลือกที่จะเช่า ไม่ซื้อ เราก็ลงทุนแบบเดียวกัน เราจะได้ 11% เต็มที่เป็นกำไรจากการลงทุน แต่คำถามก็คือ ราคาบ้าน เพิ่มขึ้นต่อปี กี่% และเราสามารถหากำไรได้สูงกว่าส่วนเพิ่มของราคาบ้านจริงหรือไม่? อันนี้แหล่ะ เป็นข้อพิจารณาที่สำคัญตัวนึง ที่คนส่วนใหญ่ คิดมาไม่ถึง หรือ ไม่ได้คิดละเอียดพอ แต่.. ที่เล่ามา ก็เป็นเพียงตัวอย่าง ไม่ใช่สูตรสำเร็จ เพราะบ้านเช่าหลายที่ ก็มีราคาถูกกว่าเราไปกู้ซื้อเพื่ออยู่ด้วยซ้ำไป แปลว่า มันก็จะมีเงินส่วนต่างตรงนั้นเพิ่มอีก (ได้ส่วนลดจากค่าเช่า ราคาถูก เพื่อเอาเงินส่วนต่างไปลงทุนเพิ่ม) สิ่งที่อยากสื่อจริงๆ ก็คือ เราได้ใส่ใจในรายละเอียดมากแค่ไหน กับเรื่องเงินเหล่านี้ เราได้บริหารมันอย่างดีเพียงใด สิ่งนี้ต่างหาก คือประเด็นที่สำคัญที่สุด เพราะความต้องการแต่ละคน ล้วนแตกต่างกัน ดังนั้น มันจึงไม่มีสูตรสำเร็จที่เหมาะกับทุกคน ทุกสถานการณ์ให้เราใช้งาน แต่เราต่างหาก คือคนที่ต้องคิด และ พิจารณาอย่างถี่ถ้วน ถึงตัวเลือกต่างๆที่มี และวางแผนอย่างรอบคอบรัดกุมให้ได้มากที่สุด สิ่งนี้คือสิ่งที่สำคัญที่สุด สำหรับเรื่องเงิน อย่างคำเค้าว่า เงินทอง ต้องใส่ใจ อย่าใส่เกียร์ว่าง แล้วก็ปล่อยไปตามชะตากรรม เพราะเราเองนั่นแหล่ะ ที่ต้องเป็นคนรับกรรม จาก สิ่งที่เราปล่อยเบลอ ในท้ายที่สุด จงใส่ใจ ในสิ่งที่เราควบคุมได้ให้ได้มากที่สุด แล้วชีวิตเราจะดีมากเท่าที่เราได้พยายามใส่ใจ #siamstr #money #moneymanagement
BeYourCyber's avatar
BeYourCyber 1 year ago
"ทำขนาดนี้ เหมือนเป็นคนป่วยเลย" เสียงที่ดังมาจากคนข้างตัว เพราะว่าตอนนี้ ตัวเอง มีเครื่องชั่งน้ำหนักที่วัดรายละเอียดร่างกายได้ (เช่น ไขมัน,กล้ามเนื้อ ฯลฯ) + เครื่องวัดความดัน ที่สามารถวัด ECG ได้ + เครื่องวัดเลือด เพื่อดูผล น้ำตาล, Ketone, Uric, Hemoglobin และวันนึงก็วัดอยู่หลายรอบ (แม้ว่าไม่ถี่เท่าคนที่เป็นเบาหวานต้องติดตามค่าน้ำตาลก็ตาม) นอกเหนือจากนั้น ก็ปรับการกินอย่างมาก เน้นที่ Protein เป็นสารอาหารหลัก ไม่น้อยกว่า 1 กรัม ต่อ นำหนักตัว 1 กิโลกรัม, ไขมัน ที่ไม่ใช่ผ่านการแปรรูป หรือ ผ่านกรรมวิธี, ลดคาร์บเหลือน้อยมาก คือไม่เติมโดยตั้งใจ แต่มาจาก ผัก หรือ ธัญพืชพวกนั้นไม่ว่ากัน และ ตัดน้ำตาลเลย ก็ทำให้มานั่งคิด อืม เราก็เหมือนคนป่วยจริงๆนะ แต่ผมกลับคิดใหม่ว่า จริงๆแล้ว ที่ถูกต้อง ต้องเป็น "เพราะเราดูแลตัวเองแบบคนป่วย เราจะไม่ป่วย" เพราะผมเชื่อว่าการกินตามแนวทางนี้ โดยยังพยายามกินให้หลากหลาย รับอาหารหลายอย่าง ไม่ใช่กินแบบเดิมๆซ้ำๆ โดยไม่เข้าใจกลไกการทำงานที่แท้จริงของร่างกายต่างหาก ที่จะทำให้เกิดโรค แต่แน่นอน บทพิสูจน์นี้ มันต้องใช้เวลา เพราะคนอื่น ก็กินแบบ 5 หมู่ มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ก็ไม่เห็นว่าป่วยกัน (ไม่เห็นว่าป่วย ไม่ได้หมายความว่าไม่ป่วยน่ะสิ อย่างโรค NCD ทั้งหลาย ดูไม่ออกเลยว่าป่วย) ที่เหลือ ก็เป็นเรื่องของความพยายาม ปฏิบัติตัวให้ได้ต่อเนื่อง แล้วดูผลกันระยะยาว ไม่ต่างจาก Bitcoin เลย วันนี้ ยังไม่แพร่หลายมาก แต่ว่าเวลา บนหลักการที่ถูกต้อง จะเป็นเครื่องพิสูจน์ด้วยตัวมันเอง #siamstr #bitcoin #time #health
BeYourCyber's avatar
BeYourCyber 1 year ago
Understanding Bitcoin: Challenges and Misconceptions Episode 3 Episode สุดท้ายแล้ว กับประเด็นดังต่อไปนี้ - อัตราการขุดได้เหรียญจะลดลงเรื่อย ๆ ทำให้ network ลดความแข็งแรงลงเรื่อยๆ - ไม่ต่างจากแชร์ลูกโซ่เท่าไหร่เลย - ที่บอกว่าไม่มีใครควบคุมได้ มันทำได้ซะที่ไหน - แกนหลักสำคัญคือ Blockchain ต่างหากที่ใช้ประโยชน์ได้จริง - มันไม่ใช่เงินดิจิตอล แต่มันคือการปั่นตัวเลขหาผลประโยชน์ต่างหาก - เดี๋ยวเจ้ามือก็ทุบเละ - SEC ไม่เคยรับรอง Bitcoin - บิตคอยน์ส่งเสริมการไม่เปิดเผยตัวตน (พวกโจรเรียกค่าไถ่ มิจฉาชีพชอบ) - Quantum computer ทำลาย Bitcoin ได้ - ตัดอินเตอร์เน็ตทั่วโลกพร้อมกันก็ทำลายได้แล้ว - เมื่อใช้งาน Lightning network กันมากขึ้น โดยละทิ้ง Network layer 1 จะทำให้เกิดความเสี่ยง - Bitcoin ไม่มีวันทำลาย Fiat ได้ - Bitcoin ETF คือเครื่องมือสร้างความผันผวนให้ Bitcoin - ประเทศเอลซัลวาดอร์ ล้มเหลวจากการยอมรับใน Bitcoin - Unix Timestamp กำลังจะหมด สามารถอ่านตัวเต็มได้ที่ #siamstr #bitcoin #BitcoinUnderstanding
BeYourCyber's avatar
BeYourCyber 1 year ago
Understanding Bitcoin: Challenges and Misconceptions Episode 2 เนื้อหาเข้มข้นมากขึ้นแล้ว ด้วยหัวข้อดังนี้ - บิทคอยน์ คือ ดิจิทัล ลวงโลก - ใช้ซื้อก๋วยเตี๋ยวปากซอยยังไม่ได้เลย - คนเข้าไปขุด โดนหลอกให้มาเป็นส่วนหนึ่งของระบบเพื่อช่วยกันทำให้คริปโตฯ นั้นๆ ยังอยู่ได้ - ทองยังมีอรรถประโยชน์อื่น คือ เครื่องประดับแต่ Bitcoin ไม่มี - ใช้เก็งกำไรอย่างเดียวเลย ไม่มีประโยชน์อื่นแล้ว - ไม่สามารถจับต้องได้ แตกต่างจากทอง ที่มีของจริงให้จับ - Bitcoin ไม่มีมูลค่า - Bitcoin ไม่สามารถรักษามูลค่าได้ - มีความเสี่ยงในการถูกแฮ็ก - การใช้ทรัพยากรที่เยอะของ BTC ในการขุดเหรียญ การยืนยัน Transaction - ใช้บิตคอยน์สำหรับธุรกิจด้านมืดอย่างการฟอกเงินหรือการทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย - รัฐบาลในหลายประเทศยังไม่ยอมรับให้คริปโตเคอร์เรนซีเป็นเงินตราที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย สามารถอ่านตัวเต็มได้ที่ #siamstr #bitcoin #BitcoinUnderstanding
BeYourCyber's avatar
BeYourCyber 1 year ago
ประหยัดได้ แต่ต้องมองให้รอบด้านด้วย วันนี้เอารถยนต์เข้าศูนย์บริการ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตามรอบ ช่างแจ้งว่า ยางแตกลายงาแล้วครับ จะเปลี่ยนเลยมั้ย แน่นอน ไอเราก็รู้ว่านี่คือ trick up sale ของศูนย์บริการอยู่แล้ว อย่างหนึ่ง ก็เลยให้เค้าเอารายการยางออกไป เค้าก็ทักว่าแต่อันตรายนะครับ เราก็ตอบไป ไม่เป็นไรครับ และยิ้มให้หนึ่งที เจ้าหน้าที่ ก็ดำเนินการส่วนที่เหลือไปตามปกติ แต่ใช่ นั่นคือสิ่งที่เค้ามองเห็น และทัก แต่เราก็เลือกที่จะประหยัดได้ ถ้าเราเข้าใจเรื่องของยาง ตอนที่รับรถคืน ผมก็เดินไปเช็คที่ยาง แล้วก็พบว่า แตกลายงาจริงๆ ซึ่งก็ไม่ได้สังเกตมาก่อนเหมือนกัน....... และขับมาแล้ว 3 ปีเศษ เกือบ 5 หมื่นโล อีกทั้งมีล้อนึง เคยโดนตะปูตำในปีแรก และปะไปแล้วอีกต่างหาก และเดี๋ยวต้องเดินทางไปต่างจังหวัดด้วย แต่ก็คิดว่า ไม่เป็นไรหรอก อีกนิด..... ซึ่งหลังจากที่ออกมาจากศูนย์ ก็พุ่งไปที่ร้านยางต่อเลยในบ่ายวันเดียวกัน เพราะว่าตอนที่นั่งรอในศูนย์บริการนั้น ได้ทำการค้นหาร้านยางที่น่าเชื่อถือ และไว้ใจได้เอาไว้แล้ว รวมทั้งคุยราคากันเรียบร้อยแล้ว เลือกยางเอาไว้แล้วอย่างดี ระดับ premium เส้นนึง 6500 บาทกันเลยทีเดียว แต่รวม 4 เส้นต่อราคาเหลือ 25,000 บาท ดูเหมือนจะแพงนะ แต่อย่าลืม เราขับรถ ฝากชีวิตไว้กับยาง 4 เส้น ที่สัมผัสพื้นถนนเท่านั้น ถ้าเกิดอะไรขึ้น คิดว่าคุ้มมั้ย? ถามตัวเองบ่อยๆ คุ้มมั้ย? เปรียบได้กับการลงทุน ที่เราต้องมองหา "risk reward ratio" ให้เจอ กรณีนี้ คิดได้ว่า ถ้าผมเลือก ไม่เปลี่ยนยาง แปลว่าประหยัด 25k ไปได้ อีกระยะนึง เพราะยังไงก็ต้องเปลี่ยน แต่ถ้าเกิดอุบัติเหตุ จากยางที่เสื่อมสภาพนั้น เพราะต้องวิ่งออกต่างจังหวัดด้วย คุ้มกับที่ยืดเวลาจ่าย 25k นั้นออกไปจริงหรือ? แปลความหมายได้ว่า ถ้าได้ : ได้จ่าย 25k ช้าลงไปอีกนิด ถ้าเสีย : ทรัพย์สิน ชีวิต? ไม่คุ้มเลย ไม่มีทางคุ้ม ชีวิตตัวเราคนเดียวก็ไม่คุ้มแล้ว ถ้ามีคนนั่งไปในรถด้วยยิ่งแย่เข้าไปอีก แต่เราเลือกที่จะประหยัดได้ด้วยการเลือกร้านยางที่ให้ราคาที่ถูก และ ใกล้บ้าน เพื่อให้เราไป สลับยาง ถ่วงล้อ เติมลม ได้ง่ายและสะดวก ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องดูแลอยู่เป็นประจำ เพราะราคายางที่ศูนย์บริการ แพงแน่นอน อีกทั้งยังชาร์ทค่าบริการยิบย่อยอีกมากมาย ตรงนี้สิที่เราควรประหยัด และ ประหยัด ให้ถูกจุด ถูกเรื่อง ไม่ใช่จะประหยัดกันไปซะทุกอย่างจนไม่สนเรื่องความเสี่ยงใดๆเลย ป.ล. ยี่ห้ออื่น ถูกกว่านี้ ก็มี ประหยัดตรงนั้นก็ได้อีกนะ, ก็ใช่ครับ แต่อันนี้เลือก เพราะ นวัตกรรม และ ยี่ห้อ ของยาง รวมทั้งเคยใช้ยางถูกมาแล้วด้วย เลยได้เห็นคุณภาพของยางถูกมาแล้ว และเข้าใจว่าทำไมเค้าขายถูกได้ ครั้งนี้เลยกดของแพงมาเลย ป.ล.2 การซื้อยางถูก ไม่ใช่เรื่องที่แย่เสมอไป เพราะมองอีกมุมได้ว่า ซื้อยางถูก แต่เปลี่ยนให้เร็วขึ้น ก็คิดแบบนั้นได้เหมือนกัน (แต่ถ้าคำนวณส่วนต่าง ราคายาง ถูกกับแพง ก็ไม่ได้มากขนาดนั้น) ป.ล.3 ผมมองว่า ถ้าเราเลือกใช้ยางถูก เราก็จะต้องฝากชีวิตไว้กับยางถูกตลอดไป (เพราะเราก็จะเปลี่ยนไปใช้ของถูกอีก เพราะเปลี่ยนบ่อยๆ) จุดนี้สำคัญ เพราะไม่มีคำตอบที่ถูกต้องที่สุด มีแต่คำตอบที่เหมาะกับตัวบุคคลแต่ละคนที่สุดเท่านั้น ซึ่งแต่ละคนก็ต้องพิจารณากันเอง เราก็สามารถเลือกที่เหมาะกับตัวเองได้ครับ ไม่ได้เชียร์ว่าต้องใช้ของแพง หรือ ถูก เสมอไป
BeYourCyber's avatar
BeYourCyber 1 year ago
เรื่องนี้น่าสนใจ Hacker ใช้ Skill เพื่อ Hack เอา Bitcoin ที่ถูก lock จากการลืมรหัสผ่าน มูลค่า $3m (43.6 BTC) ออกมาได้ โดยสรุป ดังนี้เลย - ลืมรหัสผ่านจริง : รหัสที่ว่านี้คือ "passphrase" - ตอนนั้นเค้า อยากให้มันปลอดภัย ก็เลยใช้ app auto generate password แล้วเอามาตั้งเป็น passphrase เลย แล้ว เค้าเอารหัสที่ gen มาได้ ไปเก็บใน text file แล้ว encrypt มันอีกที แต่ไม่ได้บอกว่าเกิดอะไรต่อ เดาว่า ทำหาย เหลือแต่ seed words เท่านั้น - เจ้าของจำได้ว่าใช้ robo form generate unique password - เลยเกิดกระบวนการ reverse engineer robo form แล้วไปพบว่า robo form ในอดีต มีการสุ่มโดยอิงค่าเวลาเข้ามาด้วย ดังนั้นก็เอา version ที่น่าจะใช่ มา compile ใหม่แล้ว ก็ป้อนเวลาที่คิดว่าจะถูก gen เข้าไป เพื่อ gen unique password ออกมา - หลังจากที่ลองๆไปจำนวนมากแล้วก็พบว่า พบ passphrase ที่ถูกต้อง จนเปิด wallet ได้ - ขั้นตอนต่างๆ ดูง่าย แต่เชื่อเถอะ ทำจริง ไม่ง่าย และต้องใช้เวลา ความอดทน ที่สูงมากๆ เพราะลองคิดดู ว่า compile version เก่า เพื่อให้รันได้ ก็ต้องเตรียมเครื่องมือ และ environment ต่างๆ ให้เหมาะสมด้วย และเมื่อทำงานได้ ก็ไม่มีทางรู้อีกว่า generate ได้ค่าไหนถึงจะถูกต้อง ก็ต้องเอาไปลองไปเรื่อยๆด้วยเช่นกัน แม้ว่าพวกนี้จะเขียน script ช่วยได้ แต่ก็ต้องเสีย effort มากพอสมควรในการเขียน script ต่างๆ ป.ล. หลายคนชอบใช้ท่าพิเศษ เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ซึ่งไม่ได้บอกว่าไม่ดีนะ มันดีจริง ปลอดภัยจริง แต่ถ้ามีบางจุดที่พลาด จะทำให้ เราเองก็เข้าไปเอาออกมาไม่ได้ด้วย กรณีนี้ เค้าเอารหัสที่ gen มาได้ ไปเก็บใน text file แล้ว encrypt มันอีกที แล้วกรณีนี้ไม่ได้บอกว่า เกิดอะไรขึ้นกับ encrypted file นั้น แต่เดาว่าหายไปพร้อม wallet file เลย จึงเหลือแต่ seed phrase มาถึงตอนนี้ ซึ่งเปิดได้นะ แต่ผิด wallet เพราะขาด seed phrase ที่ถูกต้อง จึงเปิดไปเจอกระเป๋าอื่นแทน ป.ล.2 นี่คือ hacker ที่หลายคนมักจะเข้าใจผิดว่า hacker คือคนเจาะระบบ จริงๆแล้ว hacker ช่วยตรวจสอบ ค้นหา ความผิดพลาด และสร้างสรรค์งานจากความสามารถที่สูงของตนเอง แต่ว่า Cracker ต่างหาก ที่เป็นคนเจาะระบบ เพื่อทำลาย ขโมย ทำให้สูญเสีย เสียหาย ที่เรียกว่าการ crack แต่แทบทุกสื่อใช้ผิดกันไปหมด ว่า hacker คนคนที่ hack เพื่อขโมย อะไรแบบนั้นซะมากกว่า
BeYourCyber's avatar
BeYourCyber 1 year ago
วันนี้ ขอเล่าเรื่องหนักสมองนิดหน่อย แต่เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์มากๆ กับเรื่องของ "ดอกเบี้ย" แต่อย่าพึ่งกังวล จะทำให้เห็นภาพง่ายที่สุด "หาเงินเพิ่มได้ ถ้าเข้าใจดอกเบี้ย" เช่น กู้บ้าน ธนาคารคิดดอกเบี้ย 6% และ เราได้เงินก้อน(bonus , งานเสริม ฯลฯ) จะทำอย่างไรดี แน่นอนว่าชาวเน็ตจะตอบเสียงเดียวกัน โปะบ้านเลย 100% แต่ผมจะชวนให้คิดต่าง ดังนี้ 1) เงินสำรองเรามีเท่าไร บางคนมีเท่าไรโปะบ้านหมด จนไม่เหลือเงินสำรอง เวลาเกิดเหตุฉุกเฉิน เกินกว่าที่เราคาดเรา เราจะตึงมือทันที ดังนั้น ถ้ายังมีเงินสำรองไม่พอ ให้เราเก็บไว้เป็นเงินสำรองก่อนเสมอ อย่าพึ่งคิดเรื่องดอก หรือ ผลตอบแทน เงินสำรองที่เหมาะสม คิดได้จาก "ค่าใช้จ่ายต่อเดือน" คูณ "จำนวนเดือน ระหว่าง 6-12" เลือกเอาได้เลย เช่น ค่าใช้จ่ายเดือนละ 30,000 บาท แต่หาเงินลำบาก และงานมั่นคงดี ก็เก็บ 30,000*6 = 180,000 บาท พอ หรือ บางคน ทำงานไม่มั่นคง พร้อมโดนเด้งตลอดเวลา อาจจะ คูณ 12 เลย เงินสำรองนี้ มีอีกความหมายว่า "ถ้าเงินรายรับที่ควรจะได้ทุกเดือน หายไปทันที เราจะมีเวลาคิด ตั้งหลัก ก่อนหารายรับใหม่ ได้นานเท่าไร" ใครชอบ safe มากน้อยเลือกได้ ส่วนตัวผมเป็นสายอุ่นใจ ก็จะมีไว้ 12 เดือน ถ้าผ่านข้อนี้ได้ ดูข้อต่อไปได้เลย 2) หากำไรจากเงินก้อนนั้น ได้เท่าไร คิดเป็นกี่ % เช่น เอาไปฝาก DeFi ได้ APR 10%, เอาไปเปิดลงทุนซื้อขนมปัง ทำ sandwich ขาย ได้กำไรเพิ่มคิดเป็น 20% จากทุนที่ได้ลงไป (หักค่าแรงและทุนทุกอย่างแล้ว) แบบนี้ คำตอบที่ถูกต้องคือ ต้องเอาไปลงทุน เพราะ ถ้าเราไม่โปะบ้าน เงินก้อนนั้น เราต้องจ่ายดอกกู้ 6% ต่อปี แต่ลงทุน DeFi ได้กำไร 10% ต่อปี (แปลว่าเราได้เงินส่วนเพิ่ม 4% ต่อปี) แต่ลงทุน ขาย sandwich ได้กำไร 20% ต่อรอบ (ขายครั้งเดียวต่อปีพอ) แปลว่าเรามีส่วนต่างกำไร 14% ต่อปี เลยทีเดียว การบริหารแบบนี้ ทำให้เรามองอีกมุมได้ว่า "เราได้อยู่บ้านฟรี และ ยังได้เงินเพิ่มจากเงินทุนก้อนนั้นอีก" ที่อยู่ฟรี เพราะเราเอาไปลงทุนได้เงินกำไร เกินกว่าดอกเบี้ยแล้ว + เงินกำไรส่วนต่าง ทำให้เงินทุนเราเพิ่ม ซึ่งถ้าเราวนเอาเงินส่วนต่าง ไปเพิ่มในการลงทุน ผลการลงทุนในระยะเวลาหลังจากนั้น ก็จะให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นอีก --- เพียงแค่ 2 ข้อนี้ ที่ต้องเข้าใจให้ชัดเจน แจ่มแจ้ง เราสามารถประยุกต์ใช้ได้ในหลายสถานการณ์เลย ไม่ติดกับเพียง การกู้บ้านเท่านั้น เช่น เราเห็นว่า DeFi ให้ผลตอบแทน 20% APR แต่เราไม่มีทุนเลย ดังนั้น เราก็หากู้เงินจากคนที่เรารู้จัก เพื่อมาลงทุน สมมุติเค้าคิดดอก 5% ต่อปี แปลว่า เราจะได้กำไร 15% ต่อปีเลย และ DeFi ปกติเราทบต้นเพิ่มทุนได้ตลอดเวลา ในขณะที่ฝั่งกู้ ดอกจะ fixed เป็นต่อปี อีกต่างหาก ดังนั้น ส่วนต่างนี้จะเยอะกว่านี้อีก อีกตัวอย่าง เงินที่เราเก็บในรูปเงินสด มีเงินเฟ้ออยู่ที่ 4% ต่อปี เราเก็บใน Bitcoin หรือ ทองคำแท่ง ด้วยมูลค่าเท่ากัน และกำหนดให้ ไม่มีคนไล่ซื้อ Bitcoin / ทองคำ เลย แต่ด้วยอำนาจเงินเฟ้อ 4% มันก็จะไป price in ทำให้ Bitcoin / ทองคำ ราคาเพิ่ม 4% โดยธรรมชาติ เรื่อยๆ แม้ว่าไม่มีใครทำอะไรเลยก็ตาม ในเน็ตชอบแซวกันว่า ถ้าเราซื้อผักมาเก็บไว้ ปีนึงเราก็ได้ส่วนต่างจากเงินเฟ้อที่เราเห็นนั้นแล้ว นั่นคือความคิดที่ถูกต้องแล้วนะ แต่ทำจริงไม่ได้ เพราะ ผัก เนื้อสัตว์ หรือ อาหาร มีอายุการเก็บที่สั้นนั่นเอง แนวคิดนี้ สามารถนำไปคิดต่อยอดกับเรื่องอื่นๆได้อีกเยอะเลย ป.ล.ผมผ่านเรื่องพวกนี้มาหมดแล้ว และ ใช้สูตรนี้แหล่ะ ไปหากำไรจากโลก crypto จนมีวันนี้ได้ ดังนั้น proof ให้แล้ว ว่าแนวคิดนี้ มันถูกต้อง และ ใช้ได้ ไม่ได้อ่านเอามาจากตำรา แล้วมาเล่าสู่กันฟังเน้อ ป.ล.2 เมื่อพูดถึงเรื่องลงทุน แน่นอน ว่า การลงทุนทุกอย่าง ล้วนมีความเสี่ยง ดังนั้น ขอให้ทำความเข้าใจ และคิดถึงเรื่องความเสี่ยงในแง่มุมต่างๆ ให้ครบถ้วนก่อน เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะหลายครั้ง คนก็เลือกเครื่องมือการลงทุนที่ไม่ถูกต้อง อย่าง UST ก่อนที่จะแตก ได้ APR 21% แบบนิ่งๆ เลยไปเอาเงินของทั้งครอบครัวมา all in เลย แล้ววันที่ UST แตก ก็คือ ล้มทั้งยืนทั้งครอบครัวเลย แบบนี้ ก็ต้องมองให้ขาดด้วย บริหารความเสี่ยงให้ดีๆ อย่ามองแต่ผลตอบแทนแต่เพียงอย่างเดียว #siamstr #inflation #interest
BeYourCyber's avatar
BeYourCyber 1 year ago
ช่วงนี้มีความสุขดี กับการ "ใช้ชีวิต" ทำอะไรที่เราอยากทำ แม้ว่าสิ่งนั้น มันไม่ได้สร้างเงิน หรือ ดูไม่คุ้มค่าทางการเงิน ถ้าเป็นเมื่อก่อน จะบอกว่านี้คืองานที่เสียเวลามาก เอาเวลาไปหาเงินดีกว่า เช่น ทำโยเกิร์ตกินเอง, รดน้ำ พรวนดิน ดูแลต้นไม้รอบบ้าน, ทำตัวเป็นคนที่พร้อม เมื่อคนรอบตัวต้องการ ไม่ใช่ว่ายุ่งแต่กับงาน, ไปนั่งชิลๆ ที่ร้านกาแฟ ร้านต่างๆ ในช่วงกลางวัน วันธรรมดา (คนน้อยดี) ฯลฯ ได้กินอะไรที่อยากกิน และ เลือกกินเพื่อสุขภาพ ความรู้ ความเชื่อหลายอย่าง ก็เปลี่ยนไปเยอะกับการกิน ทำให้เราเลือกกินอะไรที่เรารู้ว่าดีกับสุขภาพเรา และ ลด ละ เลิก ของที่ทำลายสุขภาพเราลง โดยที่เรายังมีความสุขกับการกินได้เหมือนเดิม มื้อจัดหนัก จัดเต็มตามใจปาก ก็ยังมีอยู่ เพราะเรามีสติรู้ตัว เที่ยว หรือ เปลี่ยนบรรยากาศได้ทุกเมื่อที่ต้องการ ไม่ต้องเล็งตารางงาน ไม่ต้องเล็งวันหยุด จริงๆคือสลับกัน วันหยุด หรือ หยุดยาว จะอยู่บ้านมากกว่า เพราะไม่อยากออกไปเจอคนเยอะแยะ เวลาเที่ยว ก็จะเลือกช่วงวันธรรมดา ที่สะดวก สบาย ไม่ต้องรอคิวอะไรต่างๆ อ่านหนังสือ ตอนนี้เหลือแต่เล่มหนาๆ ระดับ 600++ หน้า ตอนนี้ กำลังอ่าน พระไตรปิฎก ร่วมสมัย ก็ไม่ได้อ่านยากนะ ออกจะเข้าใจง่ายด้วย และทำให้ได้รู้ว่า จริงๆแล้ว พระพุทธเจ้า ก็แนะนำให้กินวันละมื้อ ก็เพื่อสุขภาพเป็นหลักนะ อีกทั้งสนับสนุนให้กินแต่พอดี ไม่เยอะไป ไม่น้อยไปด้วย นอนไม่ดึกเกินไป สักแถวๆ 4 ทุ่ม ตื่นเช้าๆ ให้เป็นประจำ ส่วนใหญ่ ก็จะตื่นก่อนนาฬิกาจะปลุกเป็นปกติ ทั้งหมดนี้ เอาจริงๆ ก็ต้องขอบคุณตัวเอง ที่ตั้งใจ ใส่ใจ จริงจัง กับความอยากที่จะเกษียณ และก็ทำได้ในที่สุด เราไม่รู้หรอกว่าจะมีชีวิตอีกนานเท่าไร แต่สิ่งที่เราทำได้ก็คือ ใช้ชีวิตให้ดี ให้มีความสุข และความสุขนั้นก็จะเผื่อแผ่ไปยังคนรอบๆตัวได้อีกด้วย
BeYourCyber's avatar
BeYourCyber 1 year ago
ตามที่สัญญา กับปัญหา และ ข้อสงสัย ที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin ยังมีอีก 2 ตอน เร็วๆนี้ แน่นอน #siamstr #bitcoin #BitcoinUnderstanding
BeYourCyber's avatar
BeYourCyber 1 year ago
แปลง Flash drive เป็น Bitcoin Cold Wallet ด้วย Tails OS + Electrum เป็นบทความที่บรรจงเขียน และใส่ใจในรายละเอียด ทุกขั้นตอน เพื่อให้คนอ่านทำความเข้าใจ และไปทำตามได้ รวมทั้งใส่รายละเอียดในแต่ละขั้น เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น ว่ากำลังทำอะไร เพื่ออะไร อย่างน้อย ก็จะถูกใช้ เพื่อ remind ตัวเองในอนาคต ว่าการนำเข้าเอาออก มีขั้นตอนอย่างไร โดยใช้เพียงแค่ flash drive เท่านั้น ก็เก็บ Cold Wallet ได้อย่างปลอดภัยแล้ว #siamstr #bitcoin #coldwallet #tailsos #electrum
BeYourCyber's avatar
BeYourCyber 1 year ago
ความสุขกลับมาเรียบง่ายมากขึ้น เมื่อก่อน ทำโยเกิร์ตกินเอง แล้วพบว่า ขั้นตอนเยอะมาก ข้าวของก็ใช้เยอะมาก (ต้องลวกฆ่าเชื้อภาชนะทุกชิ้น + วัดอุณหภูมินมตลอด) แล้วทำได้แต่ช่วงหัวค่ำอีก เพราะต้องบ่มข้ามคืน เพื่อให้เหมาะจะเข้าตู้เย็นได้ จนทำไปได้สักพัก ก็เลิก เพราะตอนนั้นทำงานก็เหนื่อยแล้วแล้วไหนจะต้องมาเสียเวลาทำแบบบรรจงอีก เอาเงินไปซื้อเค้าเถอะ แล้วเอาเวลาไปหาเงินดีกว่า ..... วันเวลาก็ผ่านไป .... ตอนนี้ เป็นช่วงเวลาที่ผม "ตั้งใจใช้ชีวิตให้ดี" เพราะมีอิสรภาพในหลายเรื่องแล้ว ซึ่งผมตระหนักมาตลอด "อิสรภาพ ราคาแพง" และผมก็มีความสามารถพอที่จะใช้ชีวิตแบบนั้นแล้ว จากสิ่งที่ได้รับจากตลาด Crypto ในช่วง 2020 รวมกับ DeFi และความเข้าใจใน Bitcoin อย่างแท้จริง ตอนนี้ก็เลย กลับมาทำโยเกิร์ตอีกครั้ง แต่ผมกลับพบว่า จริงๆแล้ว มันก็ไม่ได้ใช้เวลาอะไรมาก(เพราะเราไม่ต้องไปเร่งรีบทำงานอะไรอีกต่อไป) และเราก็สนุกที่จะได้ทำ อีกทั้งเราไม่ต้องมานั่งคิดว่า ไปซื้อเค้าดีกว่า ง่ายกว่า เพราะเราทำเอง เราได้รู้องค์ประกอบทั้งกระบวนการ ทุกขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มต้น จนกระทั่งได้กิน และลดขยะให้โลกได้นิดนึงด้วย ประหยัดเงินได้หน่อย และใช้เวลาชีวิตที่มีค่า ที่เราทำอะไรที่อยากทำ เช่นโยเกิร์ต การทำโยเกิร์ตก็เลยมีความสุขขึ้นมาก และไม่คิดว่าเป็นความลำบากอีกต่อไป สุดท้าย ความสุข มันก็คือเรื่องของมุมมอง ที่เรามีต่อกิจกรรมใดๆที่อยู่รอบตัวเรา ถ้าเราตัดเรื่องการดิ้นรนทำงาน เพื่อหาเงินวนๆไป ออกไป เราจะเริ่มมีความสุขกับการใช้ชีวิตมากขึ้น โดยกิจกรรมนั้น ไม่ต้องเป็นกิจกรรมอะไรที่ใหญ่โตเลยก็ตาม เราก็มีความสุขได้ และเมื่อเรามีความสุขแล้ว คนรอบตัวเรา ก็จะได้รับแบ่งปันความสุขนั้นๆด้วยเช่นกัน #siamstr #yogurt #bitcoin #defi #crypto
BeYourCyber's avatar
BeYourCyber 1 year ago
เมื่อวานให้ Tip เรื่องการใช้ credit card ไปแล้ว วันนี้ขอบ่นหน่อย คือ ถ้าเป็นไปได้อย่าสมัครบัตรเครดิต UOB เพราะว่า ห่วยไม่หยุดหย่อนเลยจริงๆ ไล่เรียงได้ตามนี้เลย - บัตร ตัด online หลายสกุลไม่ได้ เช่น เดือนนี้มีการตัดยอดที่เป็น USD แล้วเอาไปตัด EUR ก็จะตัดไม่ผ่าน ต้องโทรไปขอปลด - การปลด ให้ตัดได้หลายสกุลเงิน มีอายุ30 วัน ดังนั้น เดือนหน้า ต้องโทรไปขอปลดใหม่ ลองคิดว่ารายการที่ตัดนั้นเป็น recurring ดูสิ ต้องโทรไป call center เดือนละครั้ง - ยอดไหน ที่ตัดไม่ผ่าน จะไม่มี SMS หรือ notification แจ้งเตือนอะไรทั้งสิ้น จะไปรู้อีกที ก็คือต้นทางที่เค้าพยายามตัด alert มาบอกนั่นแหล่ะ แต่ถ้ายอดที่ตัดผ่าน มี SMS แจ้งบ้าง เหมือนจะไม่ครบทุกยอด - ตัวเองมี app แต่ว่าดันให้ลูกค้าไปรับ transaction alert ผ่าน Line Application ซึ่งตลกมาก คำถามคือ ทำไมต้องให้ Line รู้ข้อมูลทางการเงินของเรา? แล้วทำไมหลายธนาคาร ชอบให้ลูกค้าไปรับ transaction alert ผ่านทาง Line message? ไม่ได้คิดถึงเรื่อง privacy ใดๆบ้างหรือ? เพราะ line คือ คนที่จะรู้ financial information ของลูกค้า ของทุกธนาคารที่ไป partner ด้วย เรื่องแค่นี้ธนาคารคิดไม่ได้? หรือเพราะว่าได้รับสินตอบแทนใดๆเบื้องหลัง ถึงได้ยอมเปิดเผยข้อมูลของลูกค้า? ก็น่าคิดเหมือนกัน - หลังจาก merge CITI เข้ามา กลายเป็นติดต่อยากไปอีก ตอนนี้ ฝากเบอร์ไว้กับระบบ ระบบแจ้งว่าให้รอติดต่อกลับ ไม่เกิน 3 วัน ทำให้คิดถึง DeFi ขึ้นมาเลย ทำงานตรงไปตรงมา ไม่ต้องรอ Call Center อะไร มีเรื่องอะไรก็แจ้งทีม support ได้ แป้บเดียวรู้เรื่อง นี่แหล่ะหนา การทำงานของ Traditional Finance - ยอดบางยอด ทั้งที่ตัดเป็น USD มาทุกเดือน อยู่ๆ ก็เริ่มตัดไม่ได้ขึ้นมา ยังไม่รู้สาเหตุ แนะนำเลย เลือกบัตรอื่นได้ ให้รีบหนีไป ก่อนนี้เคยใช้บัตร KTC มาโดยตลอด ไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย แล้วลองตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ UOB เท่านั้นแหล่ะ มีปัญหาทุกเดือน มีอะไร surprise ตลอดเวลา แบบไม่เคยเจอมาก่อนกับบัตรอื่นๆ ส่วนตัวก็มีบัตรอื่นๆอีก 6-7 ใบนะ และใช้บัตรเครดิตมานานเป็น 10 ปี++ ก็ยังไม่เคยเจออะไรที่ป่วงได้แบบนี้เลย และไม่ได้ว่าพึ่งเป็นนะ แต่เป็นมานานแล้ว และยิ่งผ่านไป ยิ่งป่วงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายทางออกที่ดีที่สุด คือ ย้าย transaction ออกไปตัดบัตรอื่น สักพัก น่าจะย้ายไปครบแหล่ะ เพราะบัตร UOB คงแทบไม่เหลืออะไรให้ตัดได้ โดยไม่รู้สาเหตุ 555 งง แท้ เพราะเท่าที่ดูเดือนนี้ ถ้าย้ายออก ก็เหลือครึ่งเดียวละ จากเดือนนึงประมาณ เกือบ 30 ยอด recurring #siamstr
BeYourCyber's avatar
BeYourCyber 1 year ago
ขอคุยเรื่องเงิน #fiat หน่อยนะ เป็นเทคนิค การใช้บัตรเครดิต เวลาไปต่างประเทศ หรือ ใช้สกุลต่างประเทศ online 1) ตอนนี้มีบัตรเครดิต Crypto ให้เราใช้แบบไม่มีค่าธรรมเนียมแล้วนะ ชื่อ Cypher ที่จริงบัตรพวกนี้มีมานานแล้วแต่ว่าส่วนใหญ่จะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมทั้งรายเดือนหรือรายปี ​และเวลารูดโดนขาร์ทแพงด้วย บัตรพวกนี้เรียกให้ถูกต้อง เรียกว่า debit card จะถูกต้องกว่า เพราะมันต้องเติมเงินเข้าไปก่อนถึงจะมีวงเงินให้ใช้งานได้ ข้อดีของบัตรนี้คือ - Load เงินเข้าเป็น USDC ไม่เสีย fee เลย (จ่ายค่า gas ตอนสั่ง transfer ตาม onchain tx ทั่วไป)​ - ตัดบัตรเหมือนบัตร credit ในสกุล USD ไม่เสีย fee - ตัดบัตรสกุลอื่น ไม่เสียค่าธรรมเนียมเพิ่ม มีแค่อัตราการแปลงสกุลเงิน ตามปกติ ประมาณ 2.5% อันนี้เดี๋ยวอธิบายต่อทีหลัง - ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี - กด ATM charge 1% แยกจากที่ bank charge อีกที 2) บัตรเครดิตไทย ปกติ เหมาะสำหรับตัดค่าใช้จ่ายสกุลบาท เพราะไม่มีค่าธรรมเนียมแปลงเรท เว้น DCC fee 1% ที่เค้าจะเก็บแล้วโดนเบรคไปก่อน เราจะโดนเก็บเงินเพิ่มอีก 1% (DCC fee) เมื่อเข้าข่ายครบ "ทุกข้อ" ตามนี้ - บัตรออกโดยธนาคาร หรือ สถาบันการเงินของไทย โดยมีรูปหน้าบัตรเป็น Visa หรีอ Master Card (ไม่สนใจว่าจะเป็น Debit หรือ Credit) - รูดเป็นหน่วย "บาท" - ผู้ให้บริการนั้นๆคือ ต่างชาติ (ไม่ได้จดบริษัท ในไทย) โดยไม่สนใจ ว่า online หรือ หน้าร้านก็ตาม นับหมด รวมทั้งไปกด ATM ที่ต่างประเทศ แต่เลือกให้ตัดเงินเป็น บาท ก็เข้าเงื่อนไขด้วย แต่ตอนนี้โดน ธปท เบรคไว้ก่อน 3) บัตร travel card ต่างๆ พวกนี้ก็เป็นบัตรเดบิตเช่นเดียวกันเพราะว่าเราต้องเติมเงินเข้าไปก่อน บางบัตรจำเป็นต้องซื้อสกุลเงินของประเทศนั้นๆเอาไว้ก่อนแต่บางบัตรก็ไม่ต้องเติมเป็นเงินบาทรอไว้ก็พอ ข้อดีของบัตรพวกนี้ก็คือเราไม่ต้องเสีย ค่าธรรมเนียมการแลกเปลี่ยนสกุลเงิน 2.5% แม้ว่าเราจะจ่ายค่าใช้จ่ายด้วย สกุลเงินท้องถิ่นของต่างประเทศนั้นๆก็ตาม 4) ค่าธรรมเนียมการแปลงสกุลเงิน 2.5%,DCC Rate อัตราการแลกเปลี่ยนสกุลเงิน 2.5% อันนี้ไม่ใช่ DCC Rate นะ มันคือ fee ส่วนเพิ่มสำหรับการบันทึกสกุลเงินต่างประเทศ เช่น เราใช้บัตรไทย ตัดค่าใช้จ่าย $2.99 หลังจากนั้น 2-3 วัน ธนาคารจะบันทึกยอดเงินบาทสุทธิ ตรงนี้แหล่ะ ที่โดนเพิ่ม 2.5% จากยอด แต่อีกกรณีนึงคือ ค่าใช้จ่าย $2.99 แต่เราให้หน้าเว็บแปลงเป็นบาทเลย คือ 115.06 บาท นี่คือเรทที่ โดน DCC rate มาแล้ว 4% จากปกติคูณค่าเงินจะต้องโดนเพียง 110.63 บาท แต่ข้อดีคือ เราจ่ายที่เลขนี้เลย ไม่ต้องไปลุ้นอีกทีหลังว่าจะจ่ายเรทไหนแน่​ และไม่มี 2.5% แล้ว และแบบนี้ไม่โดน DCC fee สรุป - ตัดบัตรค่าใช้จ่าย ที่เรียกเก็บเป็น USD ใช้ cypher ดีที่สุด ถ้าสกุลอื่น คิดว่าน่าจะพอกันคือเรียกเก็บการแปลงเรท 2.5% หรือเลือกใช้ Travel card เพื่อลด 2.5% นี้ลง - ตัดบัตรค่าใช้จ่ายที่เป็นบาท จากผู้ให้บริการไทย ใช้บัตรไทยเลยถูกสุด ได้แต้ม ได้ benefit ตามหน้าบัตร - ตัดบัตรค่าใช้จ่ายที่เป็นบาท จากผู้ให้บริการต่างประเทศ พยายามหาว่ามีให้เลือกสกุลเป็นสกุลอื่นหรือไม่ ถ้ามีก็ใช้สกุลนั้น บนบัตร cypher ถ้าไม่มีก็ใช้ cypher จะไม่โดน DCC Rate 1% เพิ่ม(ถ้า ธปท ไฟเขียวให้ชาร์ท)​ - พยายามเลือกสกุลท้องถิ่นเสมอ บางเว็บจะมีให้เลือก หรือการรูดบัตรเค้าจะให้เราเลือก เรา​ควรเลือกสกุลเงินท้องถิ่นของเค้าเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยง DCC Rate ที่แพงระยับเลย ยอมโดน 2.5% ดีกว่า - ถ้าค่าใช้จ่ายต้องตัดสกุลท้องถิ่นและแปลงกลับเป็นบาทอีกที ใช้พวกบัตร travel card จ่าย เพราะไม่โดน 2.5% ตอนนี้ก็ต้องนั่งคิด นั่งเปลี่ยนบัตรอยู่ ใบไหน เพมาะกับอะไร ยังไง ถึงจ่ายค่าธรรมเนียมแฝงน้อยที่สุด ป.ล. ไม่คุยกันเรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่มาจากการใช้บัตร cypher นะ เรื่องนี้ อีกยาวววว แต่ลองไปอ่านประมวลรัษฎากร​ มาตรา 41 น่าจะเข้าใจมากขึ้น #siamstr #creditcards #debitcard #dccrate #dccfee #cypher
BeYourCyber's avatar
BeYourCyber 1 year ago
Understanding Bitcoin: Challenges and Misconceptions จบที่ 94 หน้า ขนาด A5 ที่ font size 12 นับที่ Text ล้วน image แบ่งเป็น 3 Episodes แบ่งเป็น Episode ละ 1 เดือน อาทิตย์หน้า EP 1 มาแน่นอน ถ้า publish แล้ว จะเอา URL มาแปะอีกที
BeYourCyber's avatar
BeYourCyber 1 year ago
แนวทางการหาเงิน Fiat พร้อมเก็บความมั่งคั่งไว้ใน Bitcoin แนวทางของ DeFi ทำให้มีช่องทางการหาเงินได้มาก และ หลากหลายมากขึ้น อาจจะด้วยเป็นยุคของการเริ่มต้น DeFi เอง และคนจำนวนมากยังไม่พร้อมที่จะเข้ามาหาประโยชน์จากตรงนี้ออกไป แต่ใครที่เรียนรู้ก่อน เริ่มก่อน ก็เก็บโอกาสนี้ไปก่อน เอาแบบ ง่ายที่สุด เริ่มต้นด้วยการซื้อ Bitcoin จากนั้น เราก็ค่อยเอามาหาประโยชน์โดยการเอาไปฝากใน DeFi แต่ว่า การฝากเฉยๆนั้น ดอกเบี้ยฝาก ต่ำมาก ดังนั้น เราก็เริ่มการ Leverage โดยการกู้ USDT ออกมา จากนั้น ก็หาจังหวะที่ Bitcoin ราคาต่ำ ก็เอาเงินที่กู้ เข้าไปซื้อ Bitcoin นั้นออกมา ดอกเบี้ยเงินกู้ 4% ต่อปี สมมุติเราต้องกู้มา 1 เดือน เท่ากับเราต้องจ่ายดอกเบี้ย 0.333% ในช่วงนั้น นี่คือ ต้นทุนที่เราต้องจ่ายออก ดังนั้น ขอแค่เพียง Bitcoin กำไรมากกว่านี้ ในช่วงที่เราซื้อมาถือ ก็คือ กำไรแล้ว (ถ้า CEX คิดค่าธรรมเนียม 0.1+0.1% ดังนั้น เราจะต้องให้ bitcoin ขึ้นเกินกว่า 0.533%) แต่เราต่างรู้ว่า Bitcoin ราคาใน Fiat จะขึ้นได้มากกว่านั้น และเช่นกัน โดยปกติ ราคา Bitcoin สวิงได้มากกว่านั้นอยู่แล้ว คิดที่ฐานเลย ว่า Bitcoin ราคาจะขึ้น 15% ต่อปี ดังนั้นเรากู้มาซื้อ Bitcoin เพิ่ม 1 ปี เราจ่ายดอก 4% ราคา BTC แพงขึ้น 15% แปลว่าเรากำไร 11% ซึ่ง 11% นี้คือส่วนเงินเกิน ที่เรากู้ออกมาจาก BTC เดิมที่เรามีในมือ เช่น เดิม เรามี 1 BTC value 60000 USDT และเรากู้ออกมา 30000 USDT จะได้ว่า กำไร 15% ของ 60000 + กำไร 11% ของ 30000 USDT นั่นเอง ทั้งที่ทุนเริ่มต้นเรามี 1 BTC ที่ 60000 บาทเท่านั้นเอง ความน่ากังวลของการทำแบบนี้ก็คือ platform ที่เราฝาก Bitcoin ต้องไม่หายไปตลอดเวลาที่เราทำท่านี้ (counter party risk) ดังนั้น ถ้าเป็น DeFi ที่รันบน Smart Contract แล้วเรามีการ monitor การเปลี่ยนแปลงของ Smart contract ตลอด ก็น่าเชื่อได้ว่ามันควรจะปลอดภัยดีตลอดการทำท่านี้ การเลือกใช้เจ้าใดจึงเป็นเรื่องที่สำคัญด้วย ถ้าบอกว่ามีท่าอื่นอีกมั้ย ก็มีอีกหลายท่าเลยแหล่ะ อย่างเช่น - ทำท่าตามที่เล่าไป แต่ว่าวน loop มากกว่า 1 รอบ คือ ฝาก BTC > กู้ USDT > ซื้อ BTC > ฝาก BTC > กู้ USDT วนไป แบบนี้คือการ Leverage เหมือน Futures position ที่มี leverage เป็นตัวคูณนั่นแหล่ะ ไม่ต่างกัน - ฝาก BTC แล้ว กู้ USDT มาเก็งกำไรเงินบาท เพราะตอนนี้ บาทกำลังอ่อน ก็เอา USDT มาขาย แล้วตอนที่บาทแข็งก็ค่อยไปซื้อมาคืน แต่ต้องระวังบาทแข็งน้อยกว่า 4% ต่อปี อาจจะแพ้ดอกที่กู้มาได้ - กู้เงิน Fiat มาซื้อ Bitcoin อย่าง จำนองบ้าน ตอนนี้ดอกเบี้ยจำนอง 7% ต่อปี , Bitcoin ราคาขึ้น 15% ต่อปี ดังนั้นเราจะกำไร 8% ต่อปี (นี่แหล่ะ ที่มาของคำว่า ขายบ้าน ขายรถมาซื้อ คือหลักการนี้แหล่ะ) - ฝาก BTC แล้ว กู้ USDT มา จากนั้น แบ่งครึ่งนึงไปซื้อ BTC จากนั้น เอา USDT + BTC ไปเข้า Provide liquidity ตาม DEX ต่างๆ ถ้าราคายังขึ้นไปเกินกรอบที่เรากำหนดเอาไว้ เราก็ได้ APR ตลอดช่วงเวลานั้น ถ้าราคาหลุดกรอบล่างก็ได้ BTC เพิ่ม USDT หมดมือ ถ้า BTC หลุดกรอบบน ก็ได้ USDT กลับคืนมา ทั้งหมด - ฝาก BTC แล้ว กู้ USDT มา แล้วหาที่ฝากที่จ่ายดอกแพงกว่าต้นทุนที่กู้มา วิธีหาเงินเยอะแยะไปหมดเลย เสี่ยงมากน้อย กำไรมากน้อย ชอบแบบไหน ก็เลือกกันเองได้เลย หรือว่า อยู่ในโลก Fiat ต่อไป ให้กำไรติดลบไปเรื่อยๆ คือฝากเงินได้ดอก 0.25% แต่เงินเฟ้อ 4.6% คือกำไร -4.35% ต่อปี ก็ได้เหมือนกัน ทุกคนมีอิสระในการเลือก ไม่มีใครบังคับใครได้ #siamstr #bitcoin #fiat #DeFi