ในวันที่ 1–2 พฤศจิกายน เพื่อนทางเหนือที่ผมรักและนับถืออย่าง “จิมมี่” และ “ฝ้าย” จาก BLC Chiang Mai จะมีส่วนร่วมในการจัดงานใหญ่ขึ้นที่เชียงใหม่
ผมไม่ได้อยากมานั่งวิเคราะห์ว่างานนี้จะได้กี่คะแนน หรือจะถูกมองว่าดีมากแค่ไหน
ในฐานะเพื่อนร่วมทางไปสู่เป้าหมายเดียวกัน สิ่งที่ผมรู้สึกมีเพียงอย่างเดียวคือ.. ผมอยากจะไปอยู่ตรงนั้น อย่างน้อยก็เพื่อส่งกำลังใจ ให้เขารู้ว่าไม่ได้เดินอยู่ลำพัง
ทุกครั้งที่เห็นเพื่อน ๆ ค่อย ๆ ก้าวเข้ามามีบทบาทในเส้นทางนี้ ผมรู้สึกทั้งภูมิใจและปิติ เหมือนสิ่งที่เราเคยช่วยกันปลูกเอาไว้ กำลังมีต้นใหม่งอกขึ้นมาด้วยพลังและวิถีของพวกเขาเอง
และผมก็เห็นว่านี่เป็นโอกาสอันงดงาม ที่พวกเราจะได้กลับมาล้อมวงกันอีกครั้งในเชียงใหม่
ไม่ต้องมีภาระ ไม่ต้องมีวัตถุประสงค์ใหญ่โต แค่ได้ไปเจอกัน หัวเราะ กอดคอ เหมือนที่เคยทำ…มันก็มากพอแล้ว
ผมไม่อยากเรียกสิ่งนี้ว่ามีตอัพ หรือการรวมพล เพราะมันไม่ใช่การจุดพลุเรียกพรรคพวก และไม่ใช่การบังคับว่าใครต้องมา
คนที่อาจไม่ได้มาก็ไม่ได้ขาดอะไรไป ผมแค่คิดถึงทุกคนมากจริง ๆ เท่านั้นเองครับ
ท้ายที่สุด…
ผมเชื่อว่าพลังที่แท้จริงไม่ได้มาจากเวทีหรือตัวงาน แต่มาจากการที่พวกเราจะไปอยู่ตรงนั้นด้วยกัน
โดยไม่มีใครต้องสั่ง ไม่ต้องบังคับ แต่ละคนก็จะเอาความสามารถและหัวใจในแบบของตัวเองเข้ามาเติมเต็ม
และแค่นั้น…มันก็ทรงพลังมากพอแล้ว #Siamstr
ผมไม่ได้อยากมานั่งวิเคราะห์ว่างานนี้จะได้กี่คะแนน หรือจะถูกมองว่าดีมากแค่ไหน
ในฐานะเพื่อนร่วมทางไปสู่เป้าหมายเดียวกัน สิ่งที่ผมรู้สึกมีเพียงอย่างเดียวคือ.. ผมอยากจะไปอยู่ตรงนั้น อย่างน้อยก็เพื่อส่งกำลังใจ ให้เขารู้ว่าไม่ได้เดินอยู่ลำพัง
ทุกครั้งที่เห็นเพื่อน ๆ ค่อย ๆ ก้าวเข้ามามีบทบาทในเส้นทางนี้ ผมรู้สึกทั้งภูมิใจและปิติ เหมือนสิ่งที่เราเคยช่วยกันปลูกเอาไว้ กำลังมีต้นใหม่งอกขึ้นมาด้วยพลังและวิถีของพวกเขาเอง
และผมก็เห็นว่านี่เป็นโอกาสอันงดงาม ที่พวกเราจะได้กลับมาล้อมวงกันอีกครั้งในเชียงใหม่
ไม่ต้องมีภาระ ไม่ต้องมีวัตถุประสงค์ใหญ่โต แค่ได้ไปเจอกัน หัวเราะ กอดคอ เหมือนที่เคยทำ…มันก็มากพอแล้ว
ผมไม่อยากเรียกสิ่งนี้ว่ามีตอัพ หรือการรวมพล เพราะมันไม่ใช่การจุดพลุเรียกพรรคพวก และไม่ใช่การบังคับว่าใครต้องมา
คนที่อาจไม่ได้มาก็ไม่ได้ขาดอะไรไป ผมแค่คิดถึงทุกคนมากจริง ๆ เท่านั้นเองครับ
ท้ายที่สุด…
ผมเชื่อว่าพลังที่แท้จริงไม่ได้มาจากเวทีหรือตัวงาน แต่มาจากการที่พวกเราจะไปอยู่ตรงนั้นด้วยกัน
โดยไม่มีใครต้องสั่ง ไม่ต้องบังคับ แต่ละคนก็จะเอาความสามารถและหัวใจในแบบของตัวเองเข้ามาเติมเต็ม
และแค่นั้น…มันก็ทรงพลังมากพอแล้ว #Siamstr
ปกติเราก็ประเมินความพอใจของตัวเองอยู่ตลอดเวลา แต่ก็มักจะดูทีละเรื่อง งานบ้าง เงินบ้าง สุขภาพบ้าง ทว่าเราไม่เคยเห็นมันในภาพรวมแบบวงล้อ พอเห็นออกมาเป็นแผนภาพเดียว มันชัดขึ้นทันทีว่าบางด้านเราเผลอมองข้ามไป บางด้านเราโฟกัสมากเกินไปจนอีกด้านเหี่ยวเฉาไปโดยไม่รู้ตัว
สิ่งหนึ่งที่ Wheel บอกผมคือ แหล่งพลังบวกที่แท้จริงของเรามันมาจากตรงไหน เมื่อเห็นชัดแล้ว เราก็รู้ว่าพลังจากตรงนี้เองที่ช่วยดันให้ส่วนอื่น ๆ ค่อย ๆ กระดิกตามขึ้นมา เหมือนล้อที่อาจไม่สมบูรณ์แบบ แต่ยังหมุนไปข้างหน้าได้ เพราะมีซี่หลักคอยพยุงอยู่
อีกอย่างคือมันทำให้เห็นการ trade-off ที่เราทำโดยไม่รู้ตัว เพื่อได้มาซึ่งความพอใจในบางเรื่อง เราก็อาจเผลอปล่อยอีกเรื่องให้ตกหล่นไป เช่นโฟกัสงานจนสุขภาพร่วง หรือบางคนอาจเลือกอยู่กับครอบครัวจนเพื่อนไม่ค่อยได้เจอ พอเห็นแบบนี้มันทำให้ใจเราซื่อสัตย์ขึ้น ว่าเราให้ค่ากับอะไร และกำลังละเลยอะไรอยู่
ที่น่าสนใจคือ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะให้คะแนนเต็มสิบกับสักด้านหนึ่ง เพราะธรรมชาติของมนุษย์ก็มักมีแรงผลักดันให้ไขว่คว้าสิ่งที่ดีกว่าอยู่เสมอ ความไม่พอใจเล็ก ๆ นี่เองที่ทำให้เรายังอยากเดินต่อ แต่ผมก็เชื่อว่าความรู้สึกอยากได้มากกว่านี้จะค่อย ๆ เบาบางลงเมื่อเราโตขึ้น ผ่านประสบการณ์มากขึ้น เราจะเริ่มเห็นว่าความพอดีอาจมีค่ามากกว่าความสมบูรณ์แบบ
สิ่งสำคัญอีกข้อคือ ผลการประเมินนี้มันไม่ใช่ข้อสอบ ไม่มีผิดถูก ไม่มีใครควรเอามาเทียบกัน วงล้อของแต่ละคนก็เป็นแค่ไม้บรรทัดที่เราวัดความพอใจของตัวเอง ไม่ได้เอาไว้ชี้ว่าของใครดีกว่าใคร
สำหรับผม มันเป็นเหมือนเข็มทิศที่คอยปลุกสติ ว่าตอนนี้เรากำลังทุ่มความสุขไว้กับด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไปหรือเปล่า และในที่สุดแล้ว เราอาจกลับมาต้องการสิ่งที่เคยละเลยอยู่นั่นเอง หรือแม้แต่สิ่งที่ผมได้บอกน้องอิสร คนโสดก็ไม่จำเป็นต้องให้คะแนน Partner & Love ต่ำ เพราะบางทีการอยู่ลำพังก็เป็นความสุขในรูปแบบของเขาแล้ว
ผมยังเห็นด้วยว่า ความสุขแต่ละด้านมันโยงใยกัน ยากที่จะยกระดับด้านใดด้านหนึ่งแล้วหวังว่าภาพรวมทั้งชีวิตจะดีขึ้นทั้งหมด เช่น ถ้าสุขภาพไม่ดี ความสัมพันธ์ก็มักสั่นคลอน ถ้าการเงินแย่ ความมั่นใจหรือแพสชั่นก็สั่นตาม การจะปรับวงล้อให้สมดุลจึงไม่ใช่แค่เลือกหมุนซี่ใดซี่หนึ่ง แต่ต้องมองมันทั้งวง
แม้น้อง ๆ ในทีมเราจะโตแล้ว ผ่านงาน ผ่านชีวิตมาพอสมควร แต่ผมก็ยังรู้สึกว่าการมีน้องอ้อมคอยชวนใช้เครื่องมือนี้ มันเติมเต็มมุมมองที่หายไปได้จริง ๆ ทำให้เราได้มองชีวิตจากมุมที่ไม่เคยสังเกต
แล้วคำถามสุดท้ายก็คือ.. เราควรหรือไม่ควรสนใจลองทำ Wheel of Life?
ส่วนตัวผมคิดว่า…มันไม่ได้เป็นเรื่องของควรหรือไม่ควร แต่ขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังหาคำตอบอะไรในชีวิต
ถ้าอยากหาความสมบูรณ์แบบ คงไม่ใช่ แต่ถ้าอยากเห็นภาพรวมชัด ๆ ว่าเรากำลังเดินทางอยู่ตรงไหน กำลังพอใจกับอะไร และกำลังเผลอละเลยอะไรอยู่ ผมว่ามันเป็นเข็มทิศที่คุ้มค่าที่จะลองใช้สักครั้ง
วงล้อฯ ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายหรอกครับ.. มันคือบทสนทนาที่ดีระหว่างเรากับตัวเอง และนั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เราเดินไปอย่างมีสติขึ้น
#Siamstr #LGM
