#การสื่อสารที่เชื่อมใจ (5)
ฟังจนกว่าจะได้ยินใจอีกคน
การฟัง… ฟังเผิน ๆ เหมือนง่าย
แต่จริง ๆ มันเป็นศิลปะที่โหดกว่าที่คิด
ส่วนใหญ่เวลามีคนพูดกับเรา
เราอาจเผลอไม่ได้ฟังเพื่อเข้าใจ เราอาจฟังเพื่อรอโอกาสตอบกลับ..
บางทีเราฟังแค่ครึ่งประโยคในหัวก็รีบประกอบคำตอบเอาไว้แล้ว พอถึงคิวเรา เราก็ยิงออกไปทันที โดยลืมไปว่าเขายังพูดไม่จบด้วยซ้ำ
ผมเคยพลาดตรงนี้บ่อย ๆ
น้องๆ เล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงกังวลว่า
“พี่ ผมกลัวว่างานมันจะไม่ทันนะ”
ผมก็รีบสวนกลับทันทีว่า
“เอาน่า อย่าคิดมาก เดี๋ยวมันก็ทัน”
ประโยคนั้นตั้งใจจะปลอบใจ แต่พอพูดออกไปจริง ๆ กลับเหมือนผมปิดปากเขาเฉย ๆ
สิ่งที่เขาอยากได้ ไม่ใช่การแก้ปัญหาให้ในทันที แต่มันคือการที่มีใครสักคนจะรับฟังความกังวลนั้นอย่างเต็มที่
ผมเลยพยายามเริ่มฝึกใหม่
เวลามีใครพูด ผมจะบอกตัวเองว่า
“รอให้ได้ยินใจเขาก่อน แล้วค่อยพูด”
มันไม่ใช่แค่จะฟังคำที่เขาพูด แต่ผมพยายามจะฟังอารมณ์ที่ซ่อนอยู่ข้างใต้คำพวกนั้น
เช่น ถ้าเพื่อนบอกว่า “วันนี้โคตรเหนื่อยเลยว่ะ”
คำว่า **เหนื่อย** อาจซ่อนความหมายอื่นก็ได้ อาจจะเหนื่อยกาย เหนื่อยใจ หรือแค่กำลังขออ้อมกอดเล็ก ๆ
ถ้าเราตั้งใจฟังจริง ๆ เราจะกล้าสะท้อนกลับไปว่า
“ฟังดูนายคงเหนื่อยใจกับเรื่องงานมากเลยใช่ไหม”
ประโยคเล็ก ๆ แบบนี้แหละ ที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าเขาถูกเข้าใจ ไม่ใช่ถูกสั่งสอน
การฟังจนได้ยินใจอีกคน ไม่ใช่แค่ช่วยให้เขาโล่ง แต่มันยังทำให้เราเองได้ปล่อยอัตตาลงไปชั่วขณะ
เราไม่ได้เป็นคนเก่งที่ต้องรีบหาคำตอบ
เราแค่เป็นเพื่อนมนุษย์ ที่พร้อมนั่งข้าง ๆ กัน
ผมว่า… ในโลกที่เสียงมันดังไปหมด
การได้ยินใจใครสักคน อาจเป็นของขวัญที่เงียบแต่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว
Speak Human, Stay Kind
#Siamstr
Jakk Goodday
jakk@rightshift.to
npub1mqcw...nz85
#Siamstr
พบคนติดร่างแห 3 คนถ้วน #Siamstr


#การสื่อสารที่เชื่อมใจ (4)
ขอในสิ่งที่ทำได้ ไม่ใช่เรียกร้องสิ่งที่ไม่มีวันเกิดขึ้น
หลายครั้งที่เราผิดหวัง…
ไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายไม่รักหรือไม่สนใจเรา แต่มันเป็นเพราะ สิ่งที่เราขอมันใหญ่เกินกว่าที่เขาจะทำได้จริง
ผมเคยพูดกับใครสักคนว่า
“นายต้องเปลี่ยนตัวเอง”
พูดจบแล้วผมก็รู้สึกเหมือนโยนก้อนหินก้อนใหญ่ลงไปกลางอกเขา เพราะเอาจริง ๆ ใครมันจะเปลี่ยนทั้งตัวเองได้ในทันที?
ประโยคแบบนั้นมันไม่ใช่คำขอ มันคือ “คำตัดสินปลอม ๆ” และมันสร้างกำแพงที่สูงมากขึ้นมาทันที
แต่ถ้าเราลองทำให้คำขอเล็กลง
จับต้องได้ขึ้นจริง ๆ มันจะกลายเป็นสะพานที่อีกฝ่ายสามารถก้าวข้ามมาได้
อย่างเช่น…
แทนที่จะบอกว่า “นายต้องใส่ใจเรามากกว่านี้”
เราลองบอกว่า “ถ้าพรุ่งนี้นายโทรหาเราสัก 5 นาที ฉันจะดีใจมาก”
แทนที่จะบอกว่า “เธอควรเป็นคนใหม่”
เราลองพูดว่า “ถ้าเธอช่วยบอกฉันก่อนว่าจะกลับดึก ฉันจะรู้สึกปลอดภัยขึ้นเยอะ”
ครั้งหนึ่ง ผมเคยขอให้น้อง “ทำงานให้ดีกว่านี้”
ฟังดูเหมือนเป็นคำให้กำลังใจนะ แต่จริง ๆ แล้วมันกว้างเกินไป ไม่มีใครรู้หรอกว่าดีกว่าของเรา หมายถึงอะไร
แต่พอเปลี่ยนเป็น “ช่วยเช็กงานตรงนี้ก่อนส่งได้ไหม” ทุกอย่างมันง่ายขึ้นมาก เพราะเขารู้ว่าต้องทำอะไร และทำได้จริง
การขอในสิ่งที่ทำได้ ไม่ใช่การลดมาตรฐานของเรา
มันคือการเคลียร์เส้นทางให้คนตรงหน้ามองเห็นสิ่งที่ควรก้าวไปทีละก้าว
เราก็ยังได้ในสิ่งที่เราต้องการจริง ๆ
อีกฝ่ายก็ไม่รู้สึกเหมือนถูกบีบให้เปลี่ยนทั้งชีวิต
ผมว่าความสัมพันธ์ส่วนใหญ่พัง
เพราะเราเผลอเรียกร้องในสิ่งที่ไม่มีวันเกิดขึ้น แต่ถ้าเราขอในสิ่งที่ทำได้ มันไม่ใช่แค่เพิ่มโอกาสสำเร็จ แต่มันยังทำให้เราทั้งคู่ยังอยากเดินไปด้วยกันต่อ
สุดท้ายแล้ว…
ความรัก ความผูกพัน หรือแม้แต่การทำงานด้วยกัน
มันไม่ต้องการ “การเปลี่ยนตัวเองทั้งหมด”
แต่มันแค่ต้องการ “การก้าวเล็ก ๆ ที่ทำได้จริง”
ซึ่งบางครั้ง… ก็มีค่ามากกว่าคำสัญญาใหญ่ ๆ เสียอีก
Speak Human, Stay Kind
#Siamstr