#การสื่อสารที่เชื่อมใจ (3)
เล่าความต้องการ แทนการซ่อนมันไว้ใต้คำพูด
หลายครั้งที่เราพูดกันไป–มา แล้วจบลงด้วยการไม่เข้าใจ.. ซึ่งอาจไม่ใช่เพราะเราพูดไม่เก่ง แต่มันเป็นเพราะเราซ่อนสิ่งสำคัญไว้ใต้คำพูดจนมองไม่เห็น
ผมเคยเจอบ่อยในทีม…
เวลามีใครสักคนบ่นว่า “งานเยอะจนทำไม่ไหวแล้ว” ฟังดูเหมือนเขากำลังบ่น แต่จริง ๆ แล้ว… ข้างใต้ประโยคนั้นคือความต้องการ “อยากได้คนมาช่วยแบ่งเบา”
หรือบางทีมีใครสักคนประชดว่า “ไม่เป็นไรหรอก ทำเองก็ได้” แต่จริง ๆ แล้วสิ่งที่เขาอยากบอกคือ
“ช่วยใส่ใจฉันหน่อย อย่าปล่อยให้ฉันทำอยู่คนเดียว”
ความต้องการเป็นเหมือนรากไม้ที่ซ่อนอยู่ใต้ดิน
เรามักเห็นแต่ใบไม้ที่โผล่พ้นขึ้นมา เช่น คำพูด บทสนทนา การประชด การเงียบ ฯลฯ
แต่ถ้าอยากเข้าใจจริง ๆ เราต้องกล้าขุดลงไปดูที่ราก
และถ้าเรากล้าพอที่จะพูดตรง ๆ ตั้งแต่แรกว่า
“ฉันอยากให้เธอฟังฉันสัก 5 นาที”
“ฉันอยากได้แรงช่วยตรงนี้หน่อย”
มันจะง่ายกว่ามาก ทั้งกับเราเอง และกับอีกฝ่าย
ครั้งหนึ่ง ผมเคยทะเลาะกับเพื่อน
ผมพูดออกไปว่า “นายไม่เคยสนใจเราเลยว่ะ”
แต่สิ่งที่ผมต้องการจริง ๆ ไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้น มันเล็กมาก… แค่ “อยากให้เขาถามว่าวันนี้เราเป็นยังไงบ้าง”
พอคิดได้ทีหลัง ผมก็รู้สึกว่า.. บางครั้งเราก็สร้างภูเขาขึ้นมาจากเมล็ดทราย เพราะเราไม่กล้าพูดสิ่งที่ต้องการจริง ๆ ออกมาตั้งแต่แรก
การเล่าความต้องการ มันไม่ใช่การทำให้ตัวเองดูงอแง แต่มันคือการทำให้ความสัมพันธ์ตรงไปตรงมามากขึ้นต่างหาก
เพราะอีกฝ่ายก็จะรู้ว่า เขาควรทำอะไรได้จริง ๆ แทนที่จะต้องเดาไปเรื่อย ๆ และเราก็ไม่ต้องหลงทางอยู่กับบทสนทนาที่เต็มไปด้วยคำพูดอ้อมค้อม
ถ้าเราลองฟังตัวเองดี ๆ
เราจะพบว่าใต้คำพูดเกือบทั้งหมด มันมี “สิ่งที่อยากได้” ซ่อนอยู่เสมอ แค่เรากล้าพอที่จะเปิดเผยมันออกมาตรง ๆ
เพราะบางที…
คำว่า “ฉันอยาก…” ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมใจที่แท้จริง
Speak Human, Stay Kind
#Siamstr
Jakk Goodday
jakk@rightshift.to
npub1mqcw...nz85
#Siamstr
Good morning #siamstr one deep breath, then we roll. ✌️
How to be Companion? (1)
Being ก่อน Doing
ผมว่า… การเป็น Companion มันไม่ได้เริ่มจากการทำอะไร ให้ใครสักคนหรอก
มันเริ่มจากการอยู่ตรงนั้นจริง ๆ
อยู่แบบไม่ต้องเก่งกว่า
ไม่ต้องมีคำตอบสวย ๆ ในปาก
ไม่ต้องพยายามทำตัวเป็นฮีโร่
บางที… แค่การนั่งข้าง ๆ กันเงียบ ๆ
ก็อาจเป็นของขวัญที่ยิ่งกว่าคำพูดเป็นพันคำ
เพราะสิ่งที่เรามอบให้จริง ๆ
ไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่คือการบอกโดยไม่พูดว่า
“เฮ้… นายไม่ได้เดินอยู่ลำพังนะ” 🙌
How to be Companion? (1)
Being ก่อน Doing
ผมว่า… การเป็น Companion มันไม่ได้เริ่มจากการทำอะไร ให้ใครสักคนหรอก
มันเริ่มจากการอยู่ตรงนั้นจริง ๆ
อยู่แบบไม่ต้องเก่งกว่า
ไม่ต้องมีคำตอบสวย ๆ ในปาก
ไม่ต้องพยายามทำตัวเป็นฮีโร่
บางที… แค่การนั่งข้าง ๆ กันเงียบ ๆ
ก็อาจเป็นของขวัญที่ยิ่งกว่าคำพูดเป็นพันคำ
เพราะสิ่งที่เรามอบให้จริง ๆ
ไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่คือการบอกโดยไม่พูดว่า
“เฮ้… นายไม่ได้เดินอยู่ลำพังนะ” 🙌Sip a cup of calm, then drift 🫖😴
#การสื่อสารที่เชื่อมใจ (2)
บอกความรู้สึก ไม่ใช่ข้อกล่าวหา
ผมเชื่อว่า… คำพูดที่ทำให้คนเจ็บที่สุด
อาจไม่ใช่คำหยาบ แต่อาจเป็นคำที่ทำให้เขารู้สึกผิดโดยไม่ตั้งใจ
เรามักพูดออกไปว่า…
“นายทำให้ฉันโกรธ”
“เธอทำให้ฉันเสียใจ”
มันฟังดูธรรมดานะครับ แต่ถ้าเราฟังดี ๆ จะเห็นว่า มันคือการโยนภาระทั้งหมดไปให้อีกฝ่าย เหมือนกำลังบอกว่า..
“อารมณ์ของฉัน = ความผิดของเธอ”
พออีกคนได้ยินแบบนี้… เขาก็จะรีบป้องกันตัวทันที
บางทีเถียงกลับ บางทีปิดใจหนีหาย บทสนทนาเลยหยุดตรงนั้น ไม่เหลือพื้นที่ให้ใจได้เข้าใจกัน
แต่ถ้าเราลองเปลี่ยนใหม่
แทนที่จะโยนความรู้สึกเป็นข้อกล่าวหา
เราลองเล่ามันเป็นประสบการณ์ของเราเอง
เช่น…
“ตอนที่นายพูดเสียงดังเมื่อกี้ ฉันรู้สึกโกรธนะ”
“เมื่อวานที่เธอลืมโทรหาตามที่บอก ฉันรู้สึกเสียใจ”
ประโยคมันยังมีอารมณ์เหมือนเดิม
แต่ต่างกันตรงที่ มันไม่ได้บังคับให้อีกฝ่ายเป็นผู้ร้ายในเรื่องนี้ เราเล่าให้ฟังว่า “นี่คือสิ่งที่ฉันกำลังรู้สึก”
ไม่ใช่ “นี่คือสิ่งที่เธอทำผิด”
ผมเคยมีบทเรียนนี้กับน้องในทีม (ในอดีตนะ ไม่ใช่ใน Right Shift) วันหนึ่งเขาส่งงานช้า แล้วผมพูดใส่เขาไปตรง ๆ ว่า...
“นายทำให้ทีมพังนะ”
ผลลัพธ์คือ เขาหน้าเสีย แล้วเงียบไปทั้งวัน ไม่กล้าคุยอะไรต่อ
แต่จริง ๆ แล้วสิ่งที่อยู่ในใจผมตอนนั้นคือ…
“ฉันกังวลนะ เพราะกลัวเราจะไม่ทันเดดไลน์”
ถ้าวันนั้นผมพูดแบบนี้แทน
ผมเชื่อว่าเขาจะเข้าใจผมมากกว่า และยังเหลือพลังใจให้แก้ไขงานไปด้วยกัน
มันชัดมากเลยว่า…
คำว่า “ทำให้” นี่แหละที่เป็นกับดัก เพราะมันผลักอีกฝ่ายออกจากเรา โดยที่เราเองก็ไม่รู้ตัว
ผมเลยเริ่มฝึกบอกความรู้สึกตรง ๆ
โดยไม่หาคนผิด ไม่โยนภาระให้อีกฝ่ายต้องรับทั้งหมด
บางครั้งมันสั้นแค่ว่า..
“ฉันเหนื่อยนะ”
“ฉันเสียใจ”
“ฉันกังวล”
แล้วค่อย ๆ ปล่อยให้ประโยคพวกนี้
เป็นสะพานให้เขาเดินเข้ามาเห็นใจเรา แทนที่จะเป็นกำแพงที่ทำให้เขาถอยหนีไป
การบอกความรู้สึก มันไม่ได้ทำให้เราอ่อนแอ
แต่มันทำให้เราเป็นมนุษย์จริง ๆ ที่อีกฝ่ายเชื่อมต่อได้
และบางที… การพูดว่า “ฉันรู้สึกยังไง”
อาจเป็นคำพูดที่เข้มแข็งที่สุดที่เรามีแล้วก็ได้
Speak Human, Stay Kind 😉
#Siamstr
#การสื่อสารที่เชื่อมใจ (1)
พูดจากสิ่งที่เราเห็น ไม่ใช่สิ่งที่เราตัดสิน
ผมเคยสังเกตตัวเอง… เวลามีเรื่องไม่พอใจ เรามักพูดด้วยคำตัดสินก่อนเสมอ เช่น “ทำไมเธอชอบมาสายตลอดเลย” หรือ “นายไม่เคยสนใจฉันเลย”
ประโยคพวกนี้มันแรงกว่าที่คิดนะครับ
เพราะพออีกฝ่ายได้ยินปุ๊บ เขาจะรีบตั้งเกราะป้องกันตัวเองทันที ยังไม่ทันได้คุยกันถึงเนื้อหาจริง ๆ เลย… เราก็กลายเป็นศัตรูไปแล้ว
แต่ถ้าลองเปลี่ยนวิธีเล่า…
จากการตัดสิน >> เป็นการบอกสิ่งที่เราเห็น ด้วยตาตัวเอง
เช่น “วันนี้เธอมาสาย 20 นาที” หรือ “ตอนเย็นฉันเห็นนายก้มเล่นมือถือเกือบตลอด”
มันแปลกดีนะ… เพราะประโยคหลังมันไม่บังคับ ไม่กล่าวหา แค่เล่าภาพให้เขาเห็นในแบบที่เราเห็น
เราจะสังเกตว่า… น้ำเสียงมันเบาลงโดยอัตโนมัติ
และมันเปิดพื้นที่ให้บทสนทนายังไหลไปต่อได้
ผมจำได้ว่ามีครั้งหนึ่ง ผมกำลังทะเลาะกับเพื่อนสนิท ผมเผลอพูดไปว่า “นายเห็นแก่ตัวนะ”
แค่นั้นจริง ๆ คำเดียว บรรยากาศในห้องก็เงียบสนิทเหมือนมีคนปิดสวิตช์ไฟ เพื่อนผมไม่พูดอะไรต่อเลย แค่หน้าตึงแล้วหันไปเงียบ
วันนั้นผมกลับบ้านด้วยความรู้สึกแย่มาก
เพราะรู้ว่าผมไม่ได้พูดสิ่งที่อยากสื่อจริง ๆ
สิ่งที่อยากบอกจริง ๆ คือ “ฉันรู้สึกเสียใจนะ ที่วันนี้นายไม่ฟังสิ่งที่ฉันเล่า” แต่มันดันออกมาเป็นคำว่า “เห็นแก่ตัว”
พอคิดได้ทีหลัง… มันเลยชัดมากว่า
การใช้คำตัดสิน มันปิดประตู แต่การเล่าภาพจริง ๆ ที่เราเห็นนั้น มันช่วยเปิดประตูให้คุยกันต่อได้
บางทีสิ่งที่เราต้องฝึกจริง ๆ
อาจไม่ใช่การพูดให้เก่ง เพราะมันอาจจะเป็นการ “ห้ามใจตัวเองให้ไม่ตัดสินไปก่อน” แล้วค่อยเล่าในแบบที่มันเป็น
เพราะถ้าเราเริ่มจากภาพที่ชัดเจน
อีกฝ่ายก็มีโอกาสเห็นในสิ่งเดียวกัน และนั่นแหละ… คือจุดเริ่มของการสื่อสารที่จะสามารถเชื่อมใจได้จริง ๆ
Speak Human, Stay Kind #Siamstr