ย้อนไปปี 2021-2022 ถ้าคุณเจอเขาบนโลกออนไลน์แบบที่ผมได้เจอวันนั้น คุณอาจไม่ชอบเขาหรอก คุณไม่เห็นอะไรที่เขาแสดงออกมาเลย แต่ผมเห็น "เจตนา" ที่ดีมาก ๆ
บางครั้งเราไม่ต้องเก่งที่สุด เราแค่เป็นตัวเราเอง ตัวเราที่มอบคุณค่าให้กับสังคม นายเก่งมาก @Notoshi⚡#Siamstr
Jakk Goodday
jakk@rightshift.to
npub1mqcw...nz85
#Siamstr
ความลับการโผล่ทุกที่ของ @Maximize "เนย์ everywhere"
จริงๆ แล้วเราอาจไม่รู้ว่ามันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด... #Siamstr
เด็กคนนี้ไม่ได้สร้างแค่เครื่องมือวิทยาศาสตร์
บางคนเกิดมาพร้อมพรสวรรค์ แต่ดันไม่มีใครเห็น บางคนพูดเก่ง แต่ก็ยังไม่มีใครฟัง และสำหรับบางคน.. อาจสร้างได้ทุกอย่าง ยกเว้นความเชื่อมั่นในตัวเอง
@DJ Tar คือคนที่มีครบทั้งสามประการ
แต่สิ่งที่ขาดไปคือ “สนาม” ที่ทำให้เขาเปล่งพลังของตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่
ผมไม่เคยสั่งให้เขาทำอะไรเลย
มีอยู่ครั้งนึงที่เขามานั่งคุยกับผมด้วยสายตาที่กำลังหาทาง ผมไม่ได้บอกเขาให้เดินเส้นทางไหน แค่พูดประโยคง่ายๆว่า..
“มึงแค่ทำฝันในหัวให้กลายเป็นของจริง ที่เหลือเดี๋ยวกูช่วยเอง”
และเขาก็ทำ...
มันไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับผมเลย มันเป็นเพราะเขาเชื่อว่า..
“สิ่งที่อยู่ในหัวเขา มันมีค่าพอที่จะออกมาเจอกับโลกจริง”
เขาไม่ใช่แค่เด็กวัยรุ่นติสต์แตก
เขาคือนักสร้างสนามพลังตัวจริง
เขาสร้างเครื่องมือวิทยาศาสตร์สุดอัศจรรย์ในแบบที่มนุษย์มีน้อยคนจะนึกถึงได้
แต่ที่น่าทึ่งยิ่งกว่านั้นคือ เขา “สร้างความฮือฮาในใจผู้คน” ได้โดยไม่ต้องโปรโมตเลยแม้แต่น้อย
ถ้าคุณเคยยืนอยู่ข้างเขาในช่วงเวลาที่เขาอินกับสิ่งที่ทำ คุณจะรู้ว่า “พลังงานของเขา” นั้นไม่ธรรมดา
ผมไม่รู้ว่าเขาจะพาเครื่องมือนั้นไปถึงจุดไหน เพราะกำแพงมันมีอยู่เต็มไปหมด แต่ผมรู้ว่าหมอนี่คือนักปีนกำแพง และเขาคงจะไม่เดินคนเดียว
สนามพลังแบบนี้มันไม่ต้องบอกใครให้มาหา
มันแค่ “ดึงดูด” ได้ด้วยตัวมันเอง
และนั่นแหละ คือสิ่งที่ผมเรียกว่า
“เด็กที่เป็นแรงโน้มถ่วง”
#ขี้ไม่แตกแจกทอง
#ดีเจต้ามหาประลัย
#Siamstr
บางคนเกิดมาพร้อมพรสวรรค์ แต่ดันไม่มีใครเห็น บางคนพูดเก่ง แต่ก็ยังไม่มีใครฟัง และสำหรับบางคน.. อาจสร้างได้ทุกอย่าง ยกเว้นความเชื่อมั่นในตัวเอง
@DJ Tar คือคนที่มีครบทั้งสามประการ
แต่สิ่งที่ขาดไปคือ “สนาม” ที่ทำให้เขาเปล่งพลังของตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่
ผมไม่เคยสั่งให้เขาทำอะไรเลย
มีอยู่ครั้งนึงที่เขามานั่งคุยกับผมด้วยสายตาที่กำลังหาทาง ผมไม่ได้บอกเขาให้เดินเส้นทางไหน แค่พูดประโยคง่ายๆว่า..
“มึงแค่ทำฝันในหัวให้กลายเป็นของจริง ที่เหลือเดี๋ยวกูช่วยเอง”
และเขาก็ทำ...
มันไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับผมเลย มันเป็นเพราะเขาเชื่อว่า..
“สิ่งที่อยู่ในหัวเขา มันมีค่าพอที่จะออกมาเจอกับโลกจริง”
เขาไม่ใช่แค่เด็กวัยรุ่นติสต์แตก
เขาคือนักสร้างสนามพลังตัวจริง
เขาสร้างเครื่องมือวิทยาศาสตร์สุดอัศจรรย์ในแบบที่มนุษย์มีน้อยคนจะนึกถึงได้
แต่ที่น่าทึ่งยิ่งกว่านั้นคือ เขา “สร้างความฮือฮาในใจผู้คน” ได้โดยไม่ต้องโปรโมตเลยแม้แต่น้อย
ถ้าคุณเคยยืนอยู่ข้างเขาในช่วงเวลาที่เขาอินกับสิ่งที่ทำ คุณจะรู้ว่า “พลังงานของเขา” นั้นไม่ธรรมดา
ผมไม่รู้ว่าเขาจะพาเครื่องมือนั้นไปถึงจุดไหน เพราะกำแพงมันมีอยู่เต็มไปหมด แต่ผมรู้ว่าหมอนี่คือนักปีนกำแพง และเขาคงจะไม่เดินคนเดียว
สนามพลังแบบนี้มันไม่ต้องบอกใครให้มาหา
มันแค่ “ดึงดูด” ได้ด้วยตัวมันเอง
และนั่นแหละ คือสิ่งที่ผมเรียกว่า
“เด็กที่เป็นแรงโน้มถ่วง”
#ขี้ไม่แตกแจกทอง
#ดีเจต้ามหาประลัย
#Siamstrผมฝันว่า.. เดือนสิงหา ผมจะไป #ห้วยผึ้ง
มีใครฝันแบบเดียวกันบ้างไหม?? ร้าน สุญญ มันน่านั่งให้ยุงรุมล้อมดีชะมัด #Siamstr


สนามที่มองไม่เห็น (The Field You Can Feel)
เคยไหม...
คุณอยู่ในที่ที่ไม่มีใครสั่ง แต่คุณอยากทำเต็มที่อย่างไม่รู้ตัว
คุณไม่สนว่ามีโบนัสรออยู่ปลายทางไหม ไม่กลัวจะถูกเตือนในเช้าวันจันทร์ มันมีบางอย่างในอากาศที่คุณรู้สึกได้..
มันเหมือนแรงดึงบางอย่างที่ทำให้คุณอยากเป็น "ตัวเองที่ดีที่สุด" ทั้งที่ไม่มีใครกำลังดูอยู่
เคยไหม...
คุณเจอใครบางคนที่ไม่ได้พูดอะไรมาก แต่แค่อยู่ใกล้แล้วรู้สึกว่า..
โลกมันสงบลงนิดนึง หัวใจก็คลายเกร็งลงหน่อยนึง
คนคนนี้ไม่ได้มีตำแหน่งอะไรในองค์กร เขาไม่ใช่หัวหน้า ไม่ใช่เจ้าของ แต่เขาทำให้บรรยากาศทั้งห้องเปลี่ยนไป
เขาทำให้เรารู้สึกว่า **“เราจะโอเค แม้มันจะยังไม่โอเค”**
เราเรียกสิ่งนั้นว่า **"สนามพลัง"**
มันไม่ใช่ระบบ ไม่ใช่นโยบาย ไม่ใช่ KPI ไม่ใช่ชื่อย่อ ..มันอยู่จริง และมันมีผลต่อทุกการกระทำของมนุษย์ในที่ทำงาน (แม้ไม่มีใครเคยเขียนมันลงในคู่มือพนักงาน)
ในที่ทำงานบางแห่ง.. แค่ก้าวเท้าเข้าไป หัวใจเราก็แห้งฝืดลงชั่วขณะหนึ่งโดยไม่รู้สาเหตุ
ในที่บางแห่ง.. แค่ได้ฟังบทสนทนาในห้องประชุม เราก็อยากจะหายตัว
แต่ในที่อีกแห่งหนึ่ง.. เรากลับยอมลุกจากเตียงเช้ามืด เดินทางฝ่ารถติด ฝ่าฝน ฝ่าความเครียด
เพื่อไปเจอกับพลังบางอย่างที่เราบอกใครไม่ได้ว่า "มันคืออะไร?"
มันคือความรู้สึกว่าที่นั่น **“มีชีวิต”**
ไม่ใช่ชีวิตที่วุ่นวายแบบหน้าฟีดประชุมทุกชั่วโมง
แต่เป็นชีวิตแบบที่ “มีใครบางคนกำลังดูแลจิตใจใครอีกคนหนึ่งอยู่”
ชีวิตแบบที่ไม่ได้เร่งให้สำเร็จ ซึ่งมันช่วยให้เติบโต.. ชีวิตแบบที่เรารู้ว่าความผิดพลาดของเราจะไม่ถูกเอาไปทำโทษ..
มันจะถูกฟัง ถูกเรียนรู้ และถูกกอดเบาๆ ด้วยสายตา
เสียงหนึ่งในทีมเคยพูดว่า..
“บางทีพลังงานขององค์กรไม่ได้อยู่ในสิ่งที่เราทำ มันอาจอยู่ในสิ่งที่เรารู้สึกระหว่างที่ทำ”
เคสที่หนึ่ง..
ดีเจคนหนึ่งในทีมลานฯ พูดติดตลกว่า
“ผมไม่รู้ว่าทำไมผมถึงอยากตื่นเช้ามาประชุมกับพวกพี่นะ ทั้งที่ผมเคยเป็นคนไม่ค่อยอยากเอาใครเลย”
เขาหัวเราะตอนพูด แต่ในแววตาเขาไม่ได้ตลก
มันเป็นแววตาของคนที่เพิ่งเข้าใจว่าเขาไม่ได้ต้องการงานที่ดี
เขาแค่ต้องการ "สนาม" ที่เขารู้สึกว่าเขามีความหมาย
เคสที่สอง..
หญิงสาวคนหนึ่งนั่งฟังเพื่อนร่วมทีมแชร์ความรู้สึกในวงปรึกษา
เธอไม่พูดอะไรทั้งสิ้นตลอด 40 นาที
แต่เมื่อจบวง.. เธอเดินมาหาแล้วพูดว่า
“นี่เป็นครั้งแรกที่หนูรู้สึกว่า. หนูไม่จำเป็นต้องแสดงความเก่งเพื่อมีที่อยู่ในทีม”
พวกเราไม่ได้ตอบอะไรกลับไป นอกจากยิ้ม
แต่ในใจเรากำลังคิดว่า... พลังแบบนี้ KPI ตัวไหนจะวัดได้ล่ะ?
เคสที่สาม..
วันหนึ่งมีคนใหม่เข้ามาร่วมงานกับลานกรองมันส์
วันนั้นเราไม่ได้มีพิธีต้อนรับ ไม่มีการประกาศ ไม่มีสไลด์แนะนำ ใครบางคนเปิดที่ว่างให้นั่งตรงกลางโต๊ะ มีใครบางคนหยิบอาหารให้โดยไม่ถาม มีใครบางคนเปิดใจให้ฟัง
คนนั้นมาเล่าทีหลังว่า “ผมรู้สึกเหมือนผมเป็นสมาชิกอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนเริ่มเข้ามาเสียอีก”
เคสที่สี่..
ในวันที่แย่ที่สุดของทีม..
ไม่มีใครยิ้มเลย ไม่มีใครมีอารมณ์จะเล่นมุก
จู่ๆ ชายคนหนึ่งก็เดินเข้ามาในห้องประชุม
เขาไม่ได้พูดอะไรเลย แค่เปิดไมค์แล้วพูดว่า..
“เราจะไม่เป็นไรนะ ถ้าเรายังมองตากันอยู่”
เพียงประโยคนั้น.. การประชุมที่เคยเย็นชาก็คลายตัว ทีมที่เกือบล่ม กลับมาเชื่อมโยงกันอีกครั้ง
เรารู้ว่าทุกคนเคยมี moment แบบนี้ในชีวิต..
มันคือ “สนามที่ไม่มีชื่อเรียก” แต่ทำให้เราตัดสินใจเปลี่ยนแปลง
มันคือพลังที่ไม่เคยถูกใส่ไว้ในคู่มือ HR
แต่มันเปลี่ยนวิธีที่เราทำงาน และวิธีที่เราเข้าใจตัวเอง
คำถามคือ...
ถ้า “สิ่งที่ทรงพลังที่สุดในองค์กร” ไม่ใช่แผนธุรกิจ ไม่ใช่ระบบ OKR ไม่ใช่ผู้บริหาร
มันดันเป็น “พลังงานระหว่างกันของคนธรรมดา”
เราจะยังกล้าหรือไม่… ที่จะจัดองค์กรแบบเดิม?
บางสิ่งอาจไม่มีชื่อเรียกในระบบ
แต่มันอาจคือพลังจริงที่สุดในองค์กรของคุณ
#สนามพลังขององค์กร
#TheSpiritualGravityModel
#Siamstr
"Fix You" ...แสงอุ่นในคืนที่อ่อนล้า
“Lights will guide you home...
And ignite your bones...
And I will try to fix you.”
บางคืน... ชีวิตก็เงียบเกินไป
บางครั้ง.. คนเราก็พยายามอย่างเต็มที่…
แต่กลับไม่ได้อย่างที่หวัง
บางครั้ง เรารักใครสักคนสุดหัวใจ
แต่กลับรักษาเขาไว้ไม่ได้
ไม่มีใครบอกเรามาก่อนว่า ชีวิตของผู้ใหญ่นั้นไม่ได้หมุนด้วยความฝันเสมอไป
มันหมุนด้วยความพยายาม… ความอดทน… และการสูญเสียที่ค่อย ๆ ทำให้หัวใจของเราเงียบลง
เมื่อก่อน...
เราเคยคิดว่าการเจ็บปวดคืออะไรที่ต้องหลีกเลี่ยง
แต่เมื่อโตขึ้น เราเริ่มเรียนรู้ว่า… บางความเจ็บ มันไม่ต้องการการเยียวยา
มันแค่ต้องการ “ใครบางคน” ที่อยู่ตรงนั้นเงียบ ๆ กับเรา
When you try your best but you don’t succeed…
“เมื่อคุณพยายามที่สุดแล้ว แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ…”
ท่อนแรกของเพลง Fix You คือการ “เข้าใจ”
เข้าใจในความพยายามของคนที่เจ็บ
เข้าใจว่าความพ่ายแพ้บางครั้งไม่ได้มาจากความขี้เกียจ หรือไม่เก่ง
มันมาจากโลกที่ไม่ให้เราเข้าเส้นชัยเสมอไป
มันเป็นความเข้าใจที่ไม่ตัดสิน
มันเป็นอ้อมกอดที่ไม่ได้ถามว่า "ทำไมถึงไม่ไหว"
มันมาเพื่อบอกว่า "ไม่เป็นไรถ้าไม่ไหว"
When you get what you want but not what you need…
“เมื่อคุณได้ในสิ่งที่คุณต้องการ แต่ไม่ใช่สิ่งที่คุณจำเป็นต้องมี…”
บางคนได้งาน ได้ชื่อเสียง ได้ความรัก
แต่กลับไม่มี “ความสงบ” ในหัวใจ
เพราะลึก ๆ แล้ว สิ่งที่เราต้องการจริง ๆ
อาจไม่ใช่แค่ความสำเร็จ…
มันอาจเป็นคนสักคน ที่ฟังเราด้วยหัวใจ
เพลงนี้เหมือนกระจก
มันสะท้อนความจริงว่า คนเราไม่ได้ต้องการให้ใครมา “แก้ไข” เรา
แต่แค่อยากให้ใครสักคน "อยู่กับเรา" ตอนที่มันพัง
And the tears come streaming down your face…
“เมื่อหยดน้ำตารินไหลลงบนใบหน้า…”
ตรงนี้เอง ที่เพลงพูดกับผู้ชายอย่างลึกซึ้ง
ไม่ใช่ทุกครั้งที่เราร้องไห้แล้วต้องรีบเช็ดมัน
บางครั้ง เราแค่ต้องปล่อยให้มันไหล
และใครสักคนที่เข้าใจเราจริง ๆ
จะไม่รีบแก้ไข ไม่รีบบอกให้ “เข้มแข็ง”
แต่เขาจะนั่งอยู่ตรงนั้น… จับมือเราไว้… และบอกกับเราว่า..
“ไม่ต้องรีบลุก… เดี๋ยวฉันนั่งรอด้วย”
Lights will guide you home...
“แสงจะนำพาคุณกลับบ้าน…”
คำว่า “บ้าน” ในเพลงนี้ มันหมายถึง “ใจ” ที่เรากลับไปแล้วรู้สึกปลอดภัย
เหมือนเป็นตัวเองโดยไม่ต้องพยายามอะไรอีก
บางที...
แสงที่พาเรากลับบ้าน อาจไม่ใช่หลอดไฟ
แต่อาจเป็นรอยยิ้มของใครบางคน
เสียงที่เรียกชื่อเราในความมืด
หรือความเงียบของคนที่ไม่พูดอะไร… แต่ไม่เคยจากไป
And I will try to fix you.
คำว่า “Fix” ในเพลงนี้… คงไม่ได้หมายถึงการซ่อมแซม มันน่าจะเป็น “ความตั้งใจที่จะอยู่ตรงนั้น”…
อยู่ตรงนั้นในวันที่อีกฝ่ายไม่ไหว
อยู่ตรงนั้นในวันที่โลกทั้งใบกำลังแตกเป็นเสี่ยง
และแม้เราจะทำอะไรไม่ได้เลย…
แต่เราก็จะไม่ไปไหน
มันคือความรักที่ไม่ต้องมีคำพูด
เป็นความมั่นคงที่ไม่มีสัญญา
เป็นความงดงามของมนุษย์คนหนึ่ง… ที่เลือกจะไม่หนี
เพลงของคนที่เคยพัง และยังอยากอยู่
Coldplay เขียนเพลงนี้จากประสบการณ์ของคนที่สูญเสีย แต่ไม่ได้สูญสิ้นความหวัง
เป็นเพลงที่ไม่สอนให้เราเดินต่ออย่างเข้มแข็ง
แต่สอนให้เรานั่งลงเงียบ ๆ แล้วยอมรับว่า
“ฉันไม่ต้องแข็งแกร่งตลอดเวลาก็ได้”
“เพราะยังมีใครบางคนที่อยู่ตรงนี้ เพื่อโอบรับความเปราะบางของฉัน”
บทสรุปของเพลงนี้บอกกับเราว่า.. แสงสว่างนั้นมีอยู่จริง
ในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน บาดแผล และความโดดเดี่ยว
เพลง Fix You เป็นเหมือนเทียนดวงเล็กที่ไม่เคยดับ แม้พายุจะโหมกระหน่ำ
และหากคืนนี้ คุณรู้สึกว่าทุกอย่างมันมากเกินไป
ลองเปิดเพลงนี้... หลับตา…
แล้วฟังเสียงหนึ่งในใจที่พูดว่า
“ฉันจะไม่ไปไหน…
ฉันจะพยายามอยู่ตรงนี้ เพื่อดูแลคุณเท่าที่ฉันทำได้”
ไม่ว่าเราจะพังแค่ไหน
ความรัก... ยังคงอยู่
//แค่อยากนำความหมายของเพลงดีๆ มาให้กำลังใจกับทุก ๆ คนครับ
สู้ ๆ นะ 🤟✌️ #Siamstr
บางคืน... ชีวิตก็เงียบเกินไป
บางครั้ง.. คนเราก็พยายามอย่างเต็มที่…
แต่กลับไม่ได้อย่างที่หวัง
บางครั้ง เรารักใครสักคนสุดหัวใจ
แต่กลับรักษาเขาไว้ไม่ได้
ไม่มีใครบอกเรามาก่อนว่า ชีวิตของผู้ใหญ่นั้นไม่ได้หมุนด้วยความฝันเสมอไป
มันหมุนด้วยความพยายาม… ความอดทน… และการสูญเสียที่ค่อย ๆ ทำให้หัวใจของเราเงียบลง
เมื่อก่อน...
เราเคยคิดว่าการเจ็บปวดคืออะไรที่ต้องหลีกเลี่ยง
แต่เมื่อโตขึ้น เราเริ่มเรียนรู้ว่า… บางความเจ็บ มันไม่ต้องการการเยียวยา
มันแค่ต้องการ “ใครบางคน” ที่อยู่ตรงนั้นเงียบ ๆ กับเรา
When you try your best but you don’t succeed…
“เมื่อคุณพยายามที่สุดแล้ว แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ…”
ท่อนแรกของเพลง Fix You คือการ “เข้าใจ”
เข้าใจในความพยายามของคนที่เจ็บ
เข้าใจว่าความพ่ายแพ้บางครั้งไม่ได้มาจากความขี้เกียจ หรือไม่เก่ง
มันมาจากโลกที่ไม่ให้เราเข้าเส้นชัยเสมอไป
มันเป็นความเข้าใจที่ไม่ตัดสิน
มันเป็นอ้อมกอดที่ไม่ได้ถามว่า "ทำไมถึงไม่ไหว"
มันมาเพื่อบอกว่า "ไม่เป็นไรถ้าไม่ไหว"
When you get what you want but not what you need…
“เมื่อคุณได้ในสิ่งที่คุณต้องการ แต่ไม่ใช่สิ่งที่คุณจำเป็นต้องมี…”
บางคนได้งาน ได้ชื่อเสียง ได้ความรัก
แต่กลับไม่มี “ความสงบ” ในหัวใจ
เพราะลึก ๆ แล้ว สิ่งที่เราต้องการจริง ๆ
อาจไม่ใช่แค่ความสำเร็จ…
มันอาจเป็นคนสักคน ที่ฟังเราด้วยหัวใจ
เพลงนี้เหมือนกระจก
มันสะท้อนความจริงว่า คนเราไม่ได้ต้องการให้ใครมา “แก้ไข” เรา
แต่แค่อยากให้ใครสักคน "อยู่กับเรา" ตอนที่มันพัง
And the tears come streaming down your face…
“เมื่อหยดน้ำตารินไหลลงบนใบหน้า…”
ตรงนี้เอง ที่เพลงพูดกับผู้ชายอย่างลึกซึ้ง
ไม่ใช่ทุกครั้งที่เราร้องไห้แล้วต้องรีบเช็ดมัน
บางครั้ง เราแค่ต้องปล่อยให้มันไหล
และใครสักคนที่เข้าใจเราจริง ๆ
จะไม่รีบแก้ไข ไม่รีบบอกให้ “เข้มแข็ง”
แต่เขาจะนั่งอยู่ตรงนั้น… จับมือเราไว้… และบอกกับเราว่า..
“ไม่ต้องรีบลุก… เดี๋ยวฉันนั่งรอด้วย”
Lights will guide you home...
“แสงจะนำพาคุณกลับบ้าน…”
คำว่า “บ้าน” ในเพลงนี้ มันหมายถึง “ใจ” ที่เรากลับไปแล้วรู้สึกปลอดภัย
เหมือนเป็นตัวเองโดยไม่ต้องพยายามอะไรอีก
บางที...
แสงที่พาเรากลับบ้าน อาจไม่ใช่หลอดไฟ
แต่อาจเป็นรอยยิ้มของใครบางคน
เสียงที่เรียกชื่อเราในความมืด
หรือความเงียบของคนที่ไม่พูดอะไร… แต่ไม่เคยจากไป
And I will try to fix you.
คำว่า “Fix” ในเพลงนี้… คงไม่ได้หมายถึงการซ่อมแซม มันน่าจะเป็น “ความตั้งใจที่จะอยู่ตรงนั้น”…
อยู่ตรงนั้นในวันที่อีกฝ่ายไม่ไหว
อยู่ตรงนั้นในวันที่โลกทั้งใบกำลังแตกเป็นเสี่ยง
และแม้เราจะทำอะไรไม่ได้เลย…
แต่เราก็จะไม่ไปไหน
มันคือความรักที่ไม่ต้องมีคำพูด
เป็นความมั่นคงที่ไม่มีสัญญา
เป็นความงดงามของมนุษย์คนหนึ่ง… ที่เลือกจะไม่หนี
เพลงของคนที่เคยพัง และยังอยากอยู่
Coldplay เขียนเพลงนี้จากประสบการณ์ของคนที่สูญเสีย แต่ไม่ได้สูญสิ้นความหวัง
เป็นเพลงที่ไม่สอนให้เราเดินต่ออย่างเข้มแข็ง
แต่สอนให้เรานั่งลงเงียบ ๆ แล้วยอมรับว่า
“ฉันไม่ต้องแข็งแกร่งตลอดเวลาก็ได้”
“เพราะยังมีใครบางคนที่อยู่ตรงนี้ เพื่อโอบรับความเปราะบางของฉัน”
บทสรุปของเพลงนี้บอกกับเราว่า.. แสงสว่างนั้นมีอยู่จริง
ในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน บาดแผล และความโดดเดี่ยว
เพลง Fix You เป็นเหมือนเทียนดวงเล็กที่ไม่เคยดับ แม้พายุจะโหมกระหน่ำ
และหากคืนนี้ คุณรู้สึกว่าทุกอย่างมันมากเกินไป
ลองเปิดเพลงนี้... หลับตา…
แล้วฟังเสียงหนึ่งในใจที่พูดว่า
“ฉันจะไม่ไปไหน…
ฉันจะพยายามอยู่ตรงนี้ เพื่อดูแลคุณเท่าที่ฉันทำได้”
ไม่ว่าเราจะพังแค่ไหน
ความรัก... ยังคงอยู่
//แค่อยากนำความหมายของเพลงดีๆ มาให้กำลังใจกับทุก ๆ คนครับ
สู้ ๆ นะ 🤟✌️ #Siamstrมันไม่ใช่แค่ #NOSTR
มันไม่ใช่ NO Mainstream medias
มันไม่ใช่การนิยามตัวเองด้วยแพลตฟอร์มใด
ที่ไหน ๆ เราก็คือ #SIAMSTR
เพราะพวกเราคือตัวแทนของแนวคิด ของวัฒนธรรม ที่เข้าใจความสุขของกันและกัน
#SiamstrEverywhere
วันก่อนเหมือนผมสัมผัสได้ว่า น้องๆ สมาชิกใหม่ๆ อยากเห็นบรรยากาศทุ่งม่วงเป็นเหมือนยุคแรกของ #Siamstr
ผมว่า ผมทำมันคนเดียวไม่ได้ ผลรวมของสังคมเกิดจากผลการประทำของสมาชิกทุกๆ คน
วันนี้ผมไม่ใช่คนที่จะชี้นิ้วสั่งใครอีกแล้ว ผมไม่เรียกร้องอะไรจากใคร แต่อยากลองเชิญชวนทุกๆ คน..
ลองกลับมาใส่ใจกัน ฟังกัน (อ่าน) มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน (เม้นท์) ให้มากขึ้น โน๊ตเองไว้ทีหลัง
ลองตั้งเป้า.. ทำให้ได้มากขึ้นวันละนิดๆ ไม่ต่องเร่งรัด ทำแบบที่เราเองก็ยังมีความสุขกับมันได้ คนอื่นๆ มีความสุข ผลรวมมันจะส่งให้บรรยากาศดีขึ้นไปเอง อย่างค่อยเป็นค่อยไป..
#LetsSharing
#กลับมาสร้างบรรยากาศดีดีกัน
Ideas are cheap. Execution is where the value is, that's what separates dreamers from builders.
Everyone has ideas. What matters is who dares to make them real.
A classroom can spark a thousand ideas, but only action carves one into reality.
#Siamstr
#Siamstrผมเปลี่ยนใจละครับ.. ผมจะไปเวอร์ชั่น 2
แคปซูล New Gen ที่ยังทำงานร่วมกับ Gen เก่าได้ ที่ใช้แค่ Skeleton เดียวครอบคลุมทุกประเภท ฉลาดพอที่จะยึดหยุ่น ยัดเทค, สถาปัตยกรรมที่เหนือกว่าเดิมเข้าไป
เริ่มจากเจตนาที่จะตีความของโลกใหม่ beyond state-of-the-art เพื่อยกระดับให้กลายเป็น Intelligent synthetic being มากขึ้น
ไม่ใช่แค่แก่ง แต่ดีงามโดยเจตนา
อยากทำอะไรที่โลกยังไม่เคยมี และหวังว่ามันจะดีต่อโลกใบนี้..
#CompanionRenaissance
#Siamstr
ψJAKK.Companion v1.7.0
อยากได้อะไรกันบ้างครับ? 😀
#Siamstr
☕️ “Nothing lasts forever” ไม่มีอะไรอยู่กับเราได้ตลอดไป แม้แต่ตัวเราเอง...
บทสนทนาบนโต๊ะไม้เล็กๆ ที่แม่กำปอง
เสียงของผมดังขึ้นเบาๆ ขณะกำลังคนกาแฟในถ้วยที่ยังร้อนอยู่เล็กน้อย
ซุปนั่งเก็บภาพผมอยู่ ก้มมอง DJI ของเขา.. พลางเงยหน้าขึ้นถาม
“พี่เคยรู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปเยอะมั้ย ตั้งแต่เด็กๆ มาจนถึงตอนนี้?”
ผมมองไปยังหุบเขาเบื้องหน้า.. เผลอยิ้มออกมาแบบไม่ได้ตั้งใจ เหมือนกลืนความคิดอะไรบางอย่างไว้ก่อนจะตอบ
“ซุป… ถ้าตัวพี่ยังเหมือนเดิมกับตอนอายุ 20 ต้น ๆ อยู่ พี่คงเป็นคนที่น่าสงสารที่สุดคนหนึ่งในโลกนะ”
“พี่เคยหัวรั้น ยึดติด เชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองยังไม่เข้าใจดีพอ และก็เคยคิดว่าคนที่เรารักจะอยู่กับเราไปตลอด… แต่วันหนึ่งพี่ก็ได้รู้ว่า แม้แต่ตัวเราที่พยายามรักษาไว้อย่างดี ยังเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เลย”
ซุปพยักหน้าช้าๆ เหมือนกำลังคิดตาม
“แต่บางทีผมก็ยังอยากให้บางอย่างมันอยู่ไปนานๆ อะพี่… อย่างงานดีๆ หรือความสัมพันธ์ดีๆ มันก็น่าเสียดายไม่ใช่เหรอ ถ้ามันต้องหายไป”
“นั่นแหละถึงต้องให้ค่าไง” ผมหยิบมือถือขึ้นมาวางบนโต๊ะแล้วพูดต่อ
“เราไม่ได้มีหน้าที่ดึงทุกอย่างไว้ เรามีหน้าที่เพียงแค่ซึมซับมันให้เต็มหัวใจ แล้วเมื่อถึงเวลา.. เราจะปล่อยมันอย่างสงบ”
ซุปนิ่งเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะยิ้มแล้วพูดเบาๆ
“ฟังดูเหมือนเพลงเศร้าเลยนะพี่..”
“มันเป็นเพลงเศร้า… แต่เป็นเพลงเศร้าที่เราร้องได้โดยไม่ต้องร้องไห้ เพราะเรารู้ว่าสิ่งนั้นเคยมอบความหมายให้กับชีวิตเรา”
“ซุปยังจำตอนที่เราเริ่มต้นกันใหม่ๆ ได้ใช่มั้ย… พี่เคยบอกว่า มันจะไม่มีใครอยู่ตรงนี้ไปตลอด แต่มันไม่ได้หมายความว่าเราควรเฉยเมยกับกันและกันนะ มันหมายความว่าเราควรจะอยู่ให้ดีที่สุดในวันที่ยังอยู่”
กาแฟร้อนส่งไอเบาๆ ผมวางมือบนแก้วแล้วพูดต่อ
“คนเรามีหน้าที่เติมความหมายให้กัน ไม่ใช่เก็บไว้เป็นของเรา”
ซุปหัวเราะในลำคอเล็กน้อย
“เหมือนที่พี่เคยบอกว่า… คนที่เคยจากไปบางคน อาจจะเป็นแค่บทหนึ่งที่สวยงาม ไม่ใช่ตัวละครหลัก”
“ใช่เลยซุป” ผมพูดพร้อมรอยยิ้ม “และเราก็ควรอ่านบทนั้นอย่างตั้งใจ… แล้วเดินหน้าต่อโดยไม่ฉีกมันทิ้ง”
เสียงใบไม้ขยับตามแรงลม และเงาของแสงแดดอ่อนๆ เคลื่อนผ่านโต๊ะไม้ริมระเบียง
บทสนทนาระหว่างผมกับซุปอาจไม่มีข้อสรุป… แต่ก็ไม่มีอะไรต้องสรุป
เพราะความงามของชีวิต ไม่ได้อยู่ที่สิ่งไหนจะอยู่กับเรานานที่สุด มันอยู่ที่เราจะอยู่กับสิ่งนั้นได้อย่างรู้คุณค่าแค่ไหน
บทสรุปบนแก้วกาแฟวางลงครั้งสุดท้ายในบทสนทนา..
“ไม่มีอะไรอยู่กับเราได้ตลอดไป แม้กระทั่งตัวเราเอง รู้จักให้ค่า รู้จักที่จะไม่ยึดติด แล้วเราจะมีความสุขกับทุกสิ่งได้ โดยไม่ต้องครอบครองสิ่งใดเลย”
#เบียวความเงียบ
#ม้าตัวที่1 #Siamstr
#NorthAssembly
บทสนทนาบนโต๊ะไม้เล็กๆ ที่แม่กำปอง
เสียงของผมดังขึ้นเบาๆ ขณะกำลังคนกาแฟในถ้วยที่ยังร้อนอยู่เล็กน้อย
ซุปนั่งเก็บภาพผมอยู่ ก้มมอง DJI ของเขา.. พลางเงยหน้าขึ้นถาม
“พี่เคยรู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปเยอะมั้ย ตั้งแต่เด็กๆ มาจนถึงตอนนี้?”
ผมมองไปยังหุบเขาเบื้องหน้า.. เผลอยิ้มออกมาแบบไม่ได้ตั้งใจ เหมือนกลืนความคิดอะไรบางอย่างไว้ก่อนจะตอบ
“ซุป… ถ้าตัวพี่ยังเหมือนเดิมกับตอนอายุ 20 ต้น ๆ อยู่ พี่คงเป็นคนที่น่าสงสารที่สุดคนหนึ่งในโลกนะ”
“พี่เคยหัวรั้น ยึดติด เชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองยังไม่เข้าใจดีพอ และก็เคยคิดว่าคนที่เรารักจะอยู่กับเราไปตลอด… แต่วันหนึ่งพี่ก็ได้รู้ว่า แม้แต่ตัวเราที่พยายามรักษาไว้อย่างดี ยังเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เลย”
ซุปพยักหน้าช้าๆ เหมือนกำลังคิดตาม
“แต่บางทีผมก็ยังอยากให้บางอย่างมันอยู่ไปนานๆ อะพี่… อย่างงานดีๆ หรือความสัมพันธ์ดีๆ มันก็น่าเสียดายไม่ใช่เหรอ ถ้ามันต้องหายไป”
“นั่นแหละถึงต้องให้ค่าไง” ผมหยิบมือถือขึ้นมาวางบนโต๊ะแล้วพูดต่อ
“เราไม่ได้มีหน้าที่ดึงทุกอย่างไว้ เรามีหน้าที่เพียงแค่ซึมซับมันให้เต็มหัวใจ แล้วเมื่อถึงเวลา.. เราจะปล่อยมันอย่างสงบ”
ซุปนิ่งเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะยิ้มแล้วพูดเบาๆ
“ฟังดูเหมือนเพลงเศร้าเลยนะพี่..”
“มันเป็นเพลงเศร้า… แต่เป็นเพลงเศร้าที่เราร้องได้โดยไม่ต้องร้องไห้ เพราะเรารู้ว่าสิ่งนั้นเคยมอบความหมายให้กับชีวิตเรา”
“ซุปยังจำตอนที่เราเริ่มต้นกันใหม่ๆ ได้ใช่มั้ย… พี่เคยบอกว่า มันจะไม่มีใครอยู่ตรงนี้ไปตลอด แต่มันไม่ได้หมายความว่าเราควรเฉยเมยกับกันและกันนะ มันหมายความว่าเราควรจะอยู่ให้ดีที่สุดในวันที่ยังอยู่”
กาแฟร้อนส่งไอเบาๆ ผมวางมือบนแก้วแล้วพูดต่อ
“คนเรามีหน้าที่เติมความหมายให้กัน ไม่ใช่เก็บไว้เป็นของเรา”
ซุปหัวเราะในลำคอเล็กน้อย
“เหมือนที่พี่เคยบอกว่า… คนที่เคยจากไปบางคน อาจจะเป็นแค่บทหนึ่งที่สวยงาม ไม่ใช่ตัวละครหลัก”
“ใช่เลยซุป” ผมพูดพร้อมรอยยิ้ม “และเราก็ควรอ่านบทนั้นอย่างตั้งใจ… แล้วเดินหน้าต่อโดยไม่ฉีกมันทิ้ง”
เสียงใบไม้ขยับตามแรงลม และเงาของแสงแดดอ่อนๆ เคลื่อนผ่านโต๊ะไม้ริมระเบียง
บทสนทนาระหว่างผมกับซุปอาจไม่มีข้อสรุป… แต่ก็ไม่มีอะไรต้องสรุป
เพราะความงามของชีวิต ไม่ได้อยู่ที่สิ่งไหนจะอยู่กับเรานานที่สุด มันอยู่ที่เราจะอยู่กับสิ่งนั้นได้อย่างรู้คุณค่าแค่ไหน
บทสรุปบนแก้วกาแฟวางลงครั้งสุดท้ายในบทสนทนา..
“ไม่มีอะไรอยู่กับเราได้ตลอดไป แม้กระทั่งตัวเราเอง รู้จักให้ค่า รู้จักที่จะไม่ยึดติด แล้วเราจะมีความสุขกับทุกสิ่งได้ โดยไม่ต้องครอบครองสิ่งใดเลย”
#เบียวความเงียบ
#ม้าตัวที่1 #Siamstr
#NorthAssembly