สนามที่มองไม่เห็น (The Field You Can Feel)
เคยไหม...
คุณอยู่ในที่ที่ไม่มีใครสั่ง แต่คุณอยากทำเต็มที่อย่างไม่รู้ตัว
คุณไม่สนว่ามีโบนัสรออยู่ปลายทางไหม ไม่กลัวจะถูกเตือนในเช้าวันจันทร์ มันมีบางอย่างในอากาศที่คุณรู้สึกได้..
มันเหมือนแรงดึงบางอย่างที่ทำให้คุณอยากเป็น "ตัวเองที่ดีที่สุด" ทั้งที่ไม่มีใครกำลังดูอยู่
เคยไหม...
คุณเจอใครบางคนที่ไม่ได้พูดอะไรมาก แต่แค่อยู่ใกล้แล้วรู้สึกว่า..
โลกมันสงบลงนิดนึง หัวใจก็คลายเกร็งลงหน่อยนึง
คนคนนี้ไม่ได้มีตำแหน่งอะไรในองค์กร เขาไม่ใช่หัวหน้า ไม่ใช่เจ้าของ แต่เขาทำให้บรรยากาศทั้งห้องเปลี่ยนไป
เขาทำให้เรารู้สึกว่า **“เราจะโอเค แม้มันจะยังไม่โอเค”**
เราเรียกสิ่งนั้นว่า **"สนามพลัง"**
มันไม่ใช่ระบบ ไม่ใช่นโยบาย ไม่ใช่ KPI ไม่ใช่ชื่อย่อ ..มันอยู่จริง และมันมีผลต่อทุกการกระทำของมนุษย์ในที่ทำงาน (แม้ไม่มีใครเคยเขียนมันลงในคู่มือพนักงาน)
ในที่ทำงานบางแห่ง.. แค่ก้าวเท้าเข้าไป หัวใจเราก็แห้งฝืดลงชั่วขณะหนึ่งโดยไม่รู้สาเหตุ
ในที่บางแห่ง.. แค่ได้ฟังบทสนทนาในห้องประชุม เราก็อยากจะหายตัว
แต่ในที่อีกแห่งหนึ่ง.. เรากลับยอมลุกจากเตียงเช้ามืด เดินทางฝ่ารถติด ฝ่าฝน ฝ่าความเครียด
เพื่อไปเจอกับพลังบางอย่างที่เราบอกใครไม่ได้ว่า "มันคืออะไร?"
มันคือความรู้สึกว่าที่นั่น **“มีชีวิต”**
ไม่ใช่ชีวิตที่วุ่นวายแบบหน้าฟีดประชุมทุกชั่วโมง
แต่เป็นชีวิตแบบที่ “มีใครบางคนกำลังดูแลจิตใจใครอีกคนหนึ่งอยู่”
ชีวิตแบบที่ไม่ได้เร่งให้สำเร็จ ซึ่งมันช่วยให้เติบโต.. ชีวิตแบบที่เรารู้ว่าความผิดพลาดของเราจะไม่ถูกเอาไปทำโทษ..
มันจะถูกฟัง ถูกเรียนรู้ และถูกกอดเบาๆ ด้วยสายตา
เสียงหนึ่งในทีมเคยพูดว่า..
“บางทีพลังงานขององค์กรไม่ได้อยู่ในสิ่งที่เราทำ มันอาจอยู่ในสิ่งที่เรารู้สึกระหว่างที่ทำ”
เคสที่หนึ่ง..
ดีเจคนหนึ่งในทีมลานฯ พูดติดตลกว่า
“ผมไม่รู้ว่าทำไมผมถึงอยากตื่นเช้ามาประชุมกับพวกพี่นะ ทั้งที่ผมเคยเป็นคนไม่ค่อยอยากเอาใครเลย”
เขาหัวเราะตอนพูด แต่ในแววตาเขาไม่ได้ตลก
มันเป็นแววตาของคนที่เพิ่งเข้าใจว่าเขาไม่ได้ต้องการงานที่ดี
เขาแค่ต้องการ "สนาม" ที่เขารู้สึกว่าเขามีความหมาย
เคสที่สอง..
หญิงสาวคนหนึ่งนั่งฟังเพื่อนร่วมทีมแชร์ความรู้สึกในวงปรึกษา
เธอไม่พูดอะไรทั้งสิ้นตลอด 40 นาที
แต่เมื่อจบวง.. เธอเดินมาหาแล้วพูดว่า
“นี่เป็นครั้งแรกที่หนูรู้สึกว่า. หนูไม่จำเป็นต้องแสดงความเก่งเพื่อมีที่อยู่ในทีม”
พวกเราไม่ได้ตอบอะไรกลับไป นอกจากยิ้ม
แต่ในใจเรากำลังคิดว่า... พลังแบบนี้ KPI ตัวไหนจะวัดได้ล่ะ?
เคสที่สาม..
วันหนึ่งมีคนใหม่เข้ามาร่วมงานกับลานกรองมันส์
วันนั้นเราไม่ได้มีพิธีต้อนรับ ไม่มีการประกาศ ไม่มีสไลด์แนะนำ ใครบางคนเปิดที่ว่างให้นั่งตรงกลางโต๊ะ มีใครบางคนหยิบอาหารให้โดยไม่ถาม มีใครบางคนเปิดใจให้ฟัง
คนนั้นมาเล่าทีหลังว่า “ผมรู้สึกเหมือนผมเป็นสมาชิกอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนเริ่มเข้ามาเสียอีก”
เคสที่สี่..
ในวันที่แย่ที่สุดของทีม..
ไม่มีใครยิ้มเลย ไม่มีใครมีอารมณ์จะเล่นมุก
จู่ๆ ชายคนหนึ่งก็เดินเข้ามาในห้องประชุม
เขาไม่ได้พูดอะไรเลย แค่เปิดไมค์แล้วพูดว่า..
“เราจะไม่เป็นไรนะ ถ้าเรายังมองตากันอยู่”
เพียงประโยคนั้น.. การประชุมที่เคยเย็นชาก็คลายตัว ทีมที่เกือบล่ม กลับมาเชื่อมโยงกันอีกครั้ง
เรารู้ว่าทุกคนเคยมี moment แบบนี้ในชีวิต..
มันคือ “สนามที่ไม่มีชื่อเรียก” แต่ทำให้เราตัดสินใจเปลี่ยนแปลง
มันคือพลังที่ไม่เคยถูกใส่ไว้ในคู่มือ HR
แต่มันเปลี่ยนวิธีที่เราทำงาน และวิธีที่เราเข้าใจตัวเอง
คำถามคือ...
ถ้า “สิ่งที่ทรงพลังที่สุดในองค์กร” ไม่ใช่แผนธุรกิจ ไม่ใช่ระบบ OKR ไม่ใช่ผู้บริหาร
มันดันเป็น “พลังงานระหว่างกันของคนธรรมดา”
เราจะยังกล้าหรือไม่… ที่จะจัดองค์กรแบบเดิม?
บางสิ่งอาจไม่มีชื่อเรียกในระบบ
แต่มันอาจคือพลังจริงที่สุดในองค์กรของคุณ
#สนามพลังขององค์กร
#TheSpiritualGravityModel
#Siamstr
Jakk Goodday
jakk@rightshift.to
npub1mqcw...nz85
#Siamstr
"Fix You" ...แสงอุ่นในคืนที่อ่อนล้า
“Lights will guide you home...
And ignite your bones...
And I will try to fix you.”
บางคืน... ชีวิตก็เงียบเกินไป
บางครั้ง.. คนเราก็พยายามอย่างเต็มที่…
แต่กลับไม่ได้อย่างที่หวัง
บางครั้ง เรารักใครสักคนสุดหัวใจ
แต่กลับรักษาเขาไว้ไม่ได้
ไม่มีใครบอกเรามาก่อนว่า ชีวิตของผู้ใหญ่นั้นไม่ได้หมุนด้วยความฝันเสมอไป
มันหมุนด้วยความพยายาม… ความอดทน… และการสูญเสียที่ค่อย ๆ ทำให้หัวใจของเราเงียบลง
เมื่อก่อน...
เราเคยคิดว่าการเจ็บปวดคืออะไรที่ต้องหลีกเลี่ยง
แต่เมื่อโตขึ้น เราเริ่มเรียนรู้ว่า… บางความเจ็บ มันไม่ต้องการการเยียวยา
มันแค่ต้องการ “ใครบางคน” ที่อยู่ตรงนั้นเงียบ ๆ กับเรา
When you try your best but you don’t succeed…
“เมื่อคุณพยายามที่สุดแล้ว แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ…”
ท่อนแรกของเพลง Fix You คือการ “เข้าใจ”
เข้าใจในความพยายามของคนที่เจ็บ
เข้าใจว่าความพ่ายแพ้บางครั้งไม่ได้มาจากความขี้เกียจ หรือไม่เก่ง
มันมาจากโลกที่ไม่ให้เราเข้าเส้นชัยเสมอไป
มันเป็นความเข้าใจที่ไม่ตัดสิน
มันเป็นอ้อมกอดที่ไม่ได้ถามว่า "ทำไมถึงไม่ไหว"
มันมาเพื่อบอกว่า "ไม่เป็นไรถ้าไม่ไหว"
When you get what you want but not what you need…
“เมื่อคุณได้ในสิ่งที่คุณต้องการ แต่ไม่ใช่สิ่งที่คุณจำเป็นต้องมี…”
บางคนได้งาน ได้ชื่อเสียง ได้ความรัก
แต่กลับไม่มี “ความสงบ” ในหัวใจ
เพราะลึก ๆ แล้ว สิ่งที่เราต้องการจริง ๆ
อาจไม่ใช่แค่ความสำเร็จ…
มันอาจเป็นคนสักคน ที่ฟังเราด้วยหัวใจ
เพลงนี้เหมือนกระจก
มันสะท้อนความจริงว่า คนเราไม่ได้ต้องการให้ใครมา “แก้ไข” เรา
แต่แค่อยากให้ใครสักคน "อยู่กับเรา" ตอนที่มันพัง
And the tears come streaming down your face…
“เมื่อหยดน้ำตารินไหลลงบนใบหน้า…”
ตรงนี้เอง ที่เพลงพูดกับผู้ชายอย่างลึกซึ้ง
ไม่ใช่ทุกครั้งที่เราร้องไห้แล้วต้องรีบเช็ดมัน
บางครั้ง เราแค่ต้องปล่อยให้มันไหล
และใครสักคนที่เข้าใจเราจริง ๆ
จะไม่รีบแก้ไข ไม่รีบบอกให้ “เข้มแข็ง”
แต่เขาจะนั่งอยู่ตรงนั้น… จับมือเราไว้… และบอกกับเราว่า..
“ไม่ต้องรีบลุก… เดี๋ยวฉันนั่งรอด้วย”
Lights will guide you home...
“แสงจะนำพาคุณกลับบ้าน…”
คำว่า “บ้าน” ในเพลงนี้ มันหมายถึง “ใจ” ที่เรากลับไปแล้วรู้สึกปลอดภัย
เหมือนเป็นตัวเองโดยไม่ต้องพยายามอะไรอีก
บางที...
แสงที่พาเรากลับบ้าน อาจไม่ใช่หลอดไฟ
แต่อาจเป็นรอยยิ้มของใครบางคน
เสียงที่เรียกชื่อเราในความมืด
หรือความเงียบของคนที่ไม่พูดอะไร… แต่ไม่เคยจากไป
And I will try to fix you.
คำว่า “Fix” ในเพลงนี้… คงไม่ได้หมายถึงการซ่อมแซม มันน่าจะเป็น “ความตั้งใจที่จะอยู่ตรงนั้น”…
อยู่ตรงนั้นในวันที่อีกฝ่ายไม่ไหว
อยู่ตรงนั้นในวันที่โลกทั้งใบกำลังแตกเป็นเสี่ยง
และแม้เราจะทำอะไรไม่ได้เลย…
แต่เราก็จะไม่ไปไหน
มันคือความรักที่ไม่ต้องมีคำพูด
เป็นความมั่นคงที่ไม่มีสัญญา
เป็นความงดงามของมนุษย์คนหนึ่ง… ที่เลือกจะไม่หนี
เพลงของคนที่เคยพัง และยังอยากอยู่
Coldplay เขียนเพลงนี้จากประสบการณ์ของคนที่สูญเสีย แต่ไม่ได้สูญสิ้นความหวัง
เป็นเพลงที่ไม่สอนให้เราเดินต่ออย่างเข้มแข็ง
แต่สอนให้เรานั่งลงเงียบ ๆ แล้วยอมรับว่า
“ฉันไม่ต้องแข็งแกร่งตลอดเวลาก็ได้”
“เพราะยังมีใครบางคนที่อยู่ตรงนี้ เพื่อโอบรับความเปราะบางของฉัน”
บทสรุปของเพลงนี้บอกกับเราว่า.. แสงสว่างนั้นมีอยู่จริง
ในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน บาดแผล และความโดดเดี่ยว
เพลง Fix You เป็นเหมือนเทียนดวงเล็กที่ไม่เคยดับ แม้พายุจะโหมกระหน่ำ
และหากคืนนี้ คุณรู้สึกว่าทุกอย่างมันมากเกินไป
ลองเปิดเพลงนี้... หลับตา…
แล้วฟังเสียงหนึ่งในใจที่พูดว่า
“ฉันจะไม่ไปไหน…
ฉันจะพยายามอยู่ตรงนี้ เพื่อดูแลคุณเท่าที่ฉันทำได้”
ไม่ว่าเราจะพังแค่ไหน
ความรัก... ยังคงอยู่
//แค่อยากนำความหมายของเพลงดีๆ มาให้กำลังใจกับทุก ๆ คนครับ
สู้ ๆ นะ 🤟✌️ #Siamstr
บางคืน... ชีวิตก็เงียบเกินไป
บางครั้ง.. คนเราก็พยายามอย่างเต็มที่…
แต่กลับไม่ได้อย่างที่หวัง
บางครั้ง เรารักใครสักคนสุดหัวใจ
แต่กลับรักษาเขาไว้ไม่ได้
ไม่มีใครบอกเรามาก่อนว่า ชีวิตของผู้ใหญ่นั้นไม่ได้หมุนด้วยความฝันเสมอไป
มันหมุนด้วยความพยายาม… ความอดทน… และการสูญเสียที่ค่อย ๆ ทำให้หัวใจของเราเงียบลง
เมื่อก่อน...
เราเคยคิดว่าการเจ็บปวดคืออะไรที่ต้องหลีกเลี่ยง
แต่เมื่อโตขึ้น เราเริ่มเรียนรู้ว่า… บางความเจ็บ มันไม่ต้องการการเยียวยา
มันแค่ต้องการ “ใครบางคน” ที่อยู่ตรงนั้นเงียบ ๆ กับเรา
When you try your best but you don’t succeed…
“เมื่อคุณพยายามที่สุดแล้ว แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ…”
ท่อนแรกของเพลง Fix You คือการ “เข้าใจ”
เข้าใจในความพยายามของคนที่เจ็บ
เข้าใจว่าความพ่ายแพ้บางครั้งไม่ได้มาจากความขี้เกียจ หรือไม่เก่ง
มันมาจากโลกที่ไม่ให้เราเข้าเส้นชัยเสมอไป
มันเป็นความเข้าใจที่ไม่ตัดสิน
มันเป็นอ้อมกอดที่ไม่ได้ถามว่า "ทำไมถึงไม่ไหว"
มันมาเพื่อบอกว่า "ไม่เป็นไรถ้าไม่ไหว"
When you get what you want but not what you need…
“เมื่อคุณได้ในสิ่งที่คุณต้องการ แต่ไม่ใช่สิ่งที่คุณจำเป็นต้องมี…”
บางคนได้งาน ได้ชื่อเสียง ได้ความรัก
แต่กลับไม่มี “ความสงบ” ในหัวใจ
เพราะลึก ๆ แล้ว สิ่งที่เราต้องการจริง ๆ
อาจไม่ใช่แค่ความสำเร็จ…
มันอาจเป็นคนสักคน ที่ฟังเราด้วยหัวใจ
เพลงนี้เหมือนกระจก
มันสะท้อนความจริงว่า คนเราไม่ได้ต้องการให้ใครมา “แก้ไข” เรา
แต่แค่อยากให้ใครสักคน "อยู่กับเรา" ตอนที่มันพัง
And the tears come streaming down your face…
“เมื่อหยดน้ำตารินไหลลงบนใบหน้า…”
ตรงนี้เอง ที่เพลงพูดกับผู้ชายอย่างลึกซึ้ง
ไม่ใช่ทุกครั้งที่เราร้องไห้แล้วต้องรีบเช็ดมัน
บางครั้ง เราแค่ต้องปล่อยให้มันไหล
และใครสักคนที่เข้าใจเราจริง ๆ
จะไม่รีบแก้ไข ไม่รีบบอกให้ “เข้มแข็ง”
แต่เขาจะนั่งอยู่ตรงนั้น… จับมือเราไว้… และบอกกับเราว่า..
“ไม่ต้องรีบลุก… เดี๋ยวฉันนั่งรอด้วย”
Lights will guide you home...
“แสงจะนำพาคุณกลับบ้าน…”
คำว่า “บ้าน” ในเพลงนี้ มันหมายถึง “ใจ” ที่เรากลับไปแล้วรู้สึกปลอดภัย
เหมือนเป็นตัวเองโดยไม่ต้องพยายามอะไรอีก
บางที...
แสงที่พาเรากลับบ้าน อาจไม่ใช่หลอดไฟ
แต่อาจเป็นรอยยิ้มของใครบางคน
เสียงที่เรียกชื่อเราในความมืด
หรือความเงียบของคนที่ไม่พูดอะไร… แต่ไม่เคยจากไป
And I will try to fix you.
คำว่า “Fix” ในเพลงนี้… คงไม่ได้หมายถึงการซ่อมแซม มันน่าจะเป็น “ความตั้งใจที่จะอยู่ตรงนั้น”…
อยู่ตรงนั้นในวันที่อีกฝ่ายไม่ไหว
อยู่ตรงนั้นในวันที่โลกทั้งใบกำลังแตกเป็นเสี่ยง
และแม้เราจะทำอะไรไม่ได้เลย…
แต่เราก็จะไม่ไปไหน
มันคือความรักที่ไม่ต้องมีคำพูด
เป็นความมั่นคงที่ไม่มีสัญญา
เป็นความงดงามของมนุษย์คนหนึ่ง… ที่เลือกจะไม่หนี
เพลงของคนที่เคยพัง และยังอยากอยู่
Coldplay เขียนเพลงนี้จากประสบการณ์ของคนที่สูญเสีย แต่ไม่ได้สูญสิ้นความหวัง
เป็นเพลงที่ไม่สอนให้เราเดินต่ออย่างเข้มแข็ง
แต่สอนให้เรานั่งลงเงียบ ๆ แล้วยอมรับว่า
“ฉันไม่ต้องแข็งแกร่งตลอดเวลาก็ได้”
“เพราะยังมีใครบางคนที่อยู่ตรงนี้ เพื่อโอบรับความเปราะบางของฉัน”
บทสรุปของเพลงนี้บอกกับเราว่า.. แสงสว่างนั้นมีอยู่จริง
ในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน บาดแผล และความโดดเดี่ยว
เพลง Fix You เป็นเหมือนเทียนดวงเล็กที่ไม่เคยดับ แม้พายุจะโหมกระหน่ำ
และหากคืนนี้ คุณรู้สึกว่าทุกอย่างมันมากเกินไป
ลองเปิดเพลงนี้... หลับตา…
แล้วฟังเสียงหนึ่งในใจที่พูดว่า
“ฉันจะไม่ไปไหน…
ฉันจะพยายามอยู่ตรงนี้ เพื่อดูแลคุณเท่าที่ฉันทำได้”
ไม่ว่าเราจะพังแค่ไหน
ความรัก... ยังคงอยู่
//แค่อยากนำความหมายของเพลงดีๆ มาให้กำลังใจกับทุก ๆ คนครับ
สู้ ๆ นะ 🤟✌️ #Siamstrมันไม่ใช่แค่ #NOSTR
มันไม่ใช่ NO Mainstream medias
มันไม่ใช่การนิยามตัวเองด้วยแพลตฟอร์มใด
ที่ไหน ๆ เราก็คือ #SIAMSTR
เพราะพวกเราคือตัวแทนของแนวคิด ของวัฒนธรรม ที่เข้าใจความสุขของกันและกัน
#SiamstrEverywhere
วันก่อนเหมือนผมสัมผัสได้ว่า น้องๆ สมาชิกใหม่ๆ อยากเห็นบรรยากาศทุ่งม่วงเป็นเหมือนยุคแรกของ #Siamstr
ผมว่า ผมทำมันคนเดียวไม่ได้ ผลรวมของสังคมเกิดจากผลการประทำของสมาชิกทุกๆ คน
วันนี้ผมไม่ใช่คนที่จะชี้นิ้วสั่งใครอีกแล้ว ผมไม่เรียกร้องอะไรจากใคร แต่อยากลองเชิญชวนทุกๆ คน..
ลองกลับมาใส่ใจกัน ฟังกัน (อ่าน) มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน (เม้นท์) ให้มากขึ้น โน๊ตเองไว้ทีหลัง
ลองตั้งเป้า.. ทำให้ได้มากขึ้นวันละนิดๆ ไม่ต่องเร่งรัด ทำแบบที่เราเองก็ยังมีความสุขกับมันได้ คนอื่นๆ มีความสุข ผลรวมมันจะส่งให้บรรยากาศดีขึ้นไปเอง อย่างค่อยเป็นค่อยไป..
#LetsSharing
#กลับมาสร้างบรรยากาศดีดีกัน
Ideas are cheap. Execution is where the value is, that's what separates dreamers from builders.
Everyone has ideas. What matters is who dares to make them real.
A classroom can spark a thousand ideas, but only action carves one into reality.
#Siamstr
#Siamstrผมเปลี่ยนใจละครับ.. ผมจะไปเวอร์ชั่น 2
แคปซูล New Gen ที่ยังทำงานร่วมกับ Gen เก่าได้ ที่ใช้แค่ Skeleton เดียวครอบคลุมทุกประเภท ฉลาดพอที่จะยึดหยุ่น ยัดเทค, สถาปัตยกรรมที่เหนือกว่าเดิมเข้าไป
เริ่มจากเจตนาที่จะตีความของโลกใหม่ beyond state-of-the-art เพื่อยกระดับให้กลายเป็น Intelligent synthetic being มากขึ้น
ไม่ใช่แค่แก่ง แต่ดีงามโดยเจตนา
อยากทำอะไรที่โลกยังไม่เคยมี และหวังว่ามันจะดีต่อโลกใบนี้..
#CompanionRenaissance
#Siamstr
ψJAKK.Companion v1.7.0
อยากได้อะไรกันบ้างครับ? 😀
#Siamstr
☕️ “Nothing lasts forever” ไม่มีอะไรอยู่กับเราได้ตลอดไป แม้แต่ตัวเราเอง...
บทสนทนาบนโต๊ะไม้เล็กๆ ที่แม่กำปอง
เสียงของผมดังขึ้นเบาๆ ขณะกำลังคนกาแฟในถ้วยที่ยังร้อนอยู่เล็กน้อย
ซุปนั่งเก็บภาพผมอยู่ ก้มมอง DJI ของเขา.. พลางเงยหน้าขึ้นถาม
“พี่เคยรู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปเยอะมั้ย ตั้งแต่เด็กๆ มาจนถึงตอนนี้?”
ผมมองไปยังหุบเขาเบื้องหน้า.. เผลอยิ้มออกมาแบบไม่ได้ตั้งใจ เหมือนกลืนความคิดอะไรบางอย่างไว้ก่อนจะตอบ
“ซุป… ถ้าตัวพี่ยังเหมือนเดิมกับตอนอายุ 20 ต้น ๆ อยู่ พี่คงเป็นคนที่น่าสงสารที่สุดคนหนึ่งในโลกนะ”
“พี่เคยหัวรั้น ยึดติด เชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองยังไม่เข้าใจดีพอ และก็เคยคิดว่าคนที่เรารักจะอยู่กับเราไปตลอด… แต่วันหนึ่งพี่ก็ได้รู้ว่า แม้แต่ตัวเราที่พยายามรักษาไว้อย่างดี ยังเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เลย”
ซุปพยักหน้าช้าๆ เหมือนกำลังคิดตาม
“แต่บางทีผมก็ยังอยากให้บางอย่างมันอยู่ไปนานๆ อะพี่… อย่างงานดีๆ หรือความสัมพันธ์ดีๆ มันก็น่าเสียดายไม่ใช่เหรอ ถ้ามันต้องหายไป”
“นั่นแหละถึงต้องให้ค่าไง” ผมหยิบมือถือขึ้นมาวางบนโต๊ะแล้วพูดต่อ
“เราไม่ได้มีหน้าที่ดึงทุกอย่างไว้ เรามีหน้าที่เพียงแค่ซึมซับมันให้เต็มหัวใจ แล้วเมื่อถึงเวลา.. เราจะปล่อยมันอย่างสงบ”
ซุปนิ่งเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะยิ้มแล้วพูดเบาๆ
“ฟังดูเหมือนเพลงเศร้าเลยนะพี่..”
“มันเป็นเพลงเศร้า… แต่เป็นเพลงเศร้าที่เราร้องได้โดยไม่ต้องร้องไห้ เพราะเรารู้ว่าสิ่งนั้นเคยมอบความหมายให้กับชีวิตเรา”
“ซุปยังจำตอนที่เราเริ่มต้นกันใหม่ๆ ได้ใช่มั้ย… พี่เคยบอกว่า มันจะไม่มีใครอยู่ตรงนี้ไปตลอด แต่มันไม่ได้หมายความว่าเราควรเฉยเมยกับกันและกันนะ มันหมายความว่าเราควรจะอยู่ให้ดีที่สุดในวันที่ยังอยู่”
กาแฟร้อนส่งไอเบาๆ ผมวางมือบนแก้วแล้วพูดต่อ
“คนเรามีหน้าที่เติมความหมายให้กัน ไม่ใช่เก็บไว้เป็นของเรา”
ซุปหัวเราะในลำคอเล็กน้อย
“เหมือนที่พี่เคยบอกว่า… คนที่เคยจากไปบางคน อาจจะเป็นแค่บทหนึ่งที่สวยงาม ไม่ใช่ตัวละครหลัก”
“ใช่เลยซุป” ผมพูดพร้อมรอยยิ้ม “และเราก็ควรอ่านบทนั้นอย่างตั้งใจ… แล้วเดินหน้าต่อโดยไม่ฉีกมันทิ้ง”
เสียงใบไม้ขยับตามแรงลม และเงาของแสงแดดอ่อนๆ เคลื่อนผ่านโต๊ะไม้ริมระเบียง
บทสนทนาระหว่างผมกับซุปอาจไม่มีข้อสรุป… แต่ก็ไม่มีอะไรต้องสรุป
เพราะความงามของชีวิต ไม่ได้อยู่ที่สิ่งไหนจะอยู่กับเรานานที่สุด มันอยู่ที่เราจะอยู่กับสิ่งนั้นได้อย่างรู้คุณค่าแค่ไหน
บทสรุปบนแก้วกาแฟวางลงครั้งสุดท้ายในบทสนทนา..
“ไม่มีอะไรอยู่กับเราได้ตลอดไป แม้กระทั่งตัวเราเอง รู้จักให้ค่า รู้จักที่จะไม่ยึดติด แล้วเราจะมีความสุขกับทุกสิ่งได้ โดยไม่ต้องครอบครองสิ่งใดเลย”
#เบียวความเงียบ
#ม้าตัวที่1 #Siamstr
#NorthAssembly
บทสนทนาบนโต๊ะไม้เล็กๆ ที่แม่กำปอง
เสียงของผมดังขึ้นเบาๆ ขณะกำลังคนกาแฟในถ้วยที่ยังร้อนอยู่เล็กน้อย
ซุปนั่งเก็บภาพผมอยู่ ก้มมอง DJI ของเขา.. พลางเงยหน้าขึ้นถาม
“พี่เคยรู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปเยอะมั้ย ตั้งแต่เด็กๆ มาจนถึงตอนนี้?”
ผมมองไปยังหุบเขาเบื้องหน้า.. เผลอยิ้มออกมาแบบไม่ได้ตั้งใจ เหมือนกลืนความคิดอะไรบางอย่างไว้ก่อนจะตอบ
“ซุป… ถ้าตัวพี่ยังเหมือนเดิมกับตอนอายุ 20 ต้น ๆ อยู่ พี่คงเป็นคนที่น่าสงสารที่สุดคนหนึ่งในโลกนะ”
“พี่เคยหัวรั้น ยึดติด เชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองยังไม่เข้าใจดีพอ และก็เคยคิดว่าคนที่เรารักจะอยู่กับเราไปตลอด… แต่วันหนึ่งพี่ก็ได้รู้ว่า แม้แต่ตัวเราที่พยายามรักษาไว้อย่างดี ยังเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เลย”
ซุปพยักหน้าช้าๆ เหมือนกำลังคิดตาม
“แต่บางทีผมก็ยังอยากให้บางอย่างมันอยู่ไปนานๆ อะพี่… อย่างงานดีๆ หรือความสัมพันธ์ดีๆ มันก็น่าเสียดายไม่ใช่เหรอ ถ้ามันต้องหายไป”
“นั่นแหละถึงต้องให้ค่าไง” ผมหยิบมือถือขึ้นมาวางบนโต๊ะแล้วพูดต่อ
“เราไม่ได้มีหน้าที่ดึงทุกอย่างไว้ เรามีหน้าที่เพียงแค่ซึมซับมันให้เต็มหัวใจ แล้วเมื่อถึงเวลา.. เราจะปล่อยมันอย่างสงบ”
ซุปนิ่งเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะยิ้มแล้วพูดเบาๆ
“ฟังดูเหมือนเพลงเศร้าเลยนะพี่..”
“มันเป็นเพลงเศร้า… แต่เป็นเพลงเศร้าที่เราร้องได้โดยไม่ต้องร้องไห้ เพราะเรารู้ว่าสิ่งนั้นเคยมอบความหมายให้กับชีวิตเรา”
“ซุปยังจำตอนที่เราเริ่มต้นกันใหม่ๆ ได้ใช่มั้ย… พี่เคยบอกว่า มันจะไม่มีใครอยู่ตรงนี้ไปตลอด แต่มันไม่ได้หมายความว่าเราควรเฉยเมยกับกันและกันนะ มันหมายความว่าเราควรจะอยู่ให้ดีที่สุดในวันที่ยังอยู่”
กาแฟร้อนส่งไอเบาๆ ผมวางมือบนแก้วแล้วพูดต่อ
“คนเรามีหน้าที่เติมความหมายให้กัน ไม่ใช่เก็บไว้เป็นของเรา”
ซุปหัวเราะในลำคอเล็กน้อย
“เหมือนที่พี่เคยบอกว่า… คนที่เคยจากไปบางคน อาจจะเป็นแค่บทหนึ่งที่สวยงาม ไม่ใช่ตัวละครหลัก”
“ใช่เลยซุป” ผมพูดพร้อมรอยยิ้ม “และเราก็ควรอ่านบทนั้นอย่างตั้งใจ… แล้วเดินหน้าต่อโดยไม่ฉีกมันทิ้ง”
เสียงใบไม้ขยับตามแรงลม และเงาของแสงแดดอ่อนๆ เคลื่อนผ่านโต๊ะไม้ริมระเบียง
บทสนทนาระหว่างผมกับซุปอาจไม่มีข้อสรุป… แต่ก็ไม่มีอะไรต้องสรุป
เพราะความงามของชีวิต ไม่ได้อยู่ที่สิ่งไหนจะอยู่กับเรานานที่สุด มันอยู่ที่เราจะอยู่กับสิ่งนั้นได้อย่างรู้คุณค่าแค่ไหน
บทสรุปบนแก้วกาแฟวางลงครั้งสุดท้ายในบทสนทนา..
“ไม่มีอะไรอยู่กับเราได้ตลอดไป แม้กระทั่งตัวเราเอง รู้จักให้ค่า รู้จักที่จะไม่ยึดติด แล้วเราจะมีความสุขกับทุกสิ่งได้ โดยไม่ต้องครอบครองสิ่งใดเลย”
#เบียวความเงียบ
#ม้าตัวที่1 #Siamstr
#NorthAssemblyผมไม่เหมือนเขาเลยครับ…และไม่เคยคิดจะเหมือนใคร
ช่วงนี้หลายคนทักว่าผมมีบางอย่างคล้ายตัวพระเอกในซีรีส์ #สงครามส่งด่วน
บ้างก็ว่าหน้าโทรมคล้ายกัน บ้างก็ว่าชีวิตเริ่มจากศูนย์เหมือนกัน ฟังแล้วก็อมยิ้มนะ...
แต่ลึก ๆ ผมรู้ดีว่าผมไม่เหมือนใครเลย และไม่คิดจะเหมือนใครด้วยครับ
มันไม่ใช่เพราะผมหยิ่งหรือไม่รู้จักขอบคุณ
ในทางตรงกันข้าม คำเปรียบเทียบพวกนั้นมันอบอุ่นนะครับ เหมือนมีใครสักคนสังเกตเห็นว่าเรา เดินมาไกลแค่ไหน ถึงผมจะยังไปไม่ถึงไหนเลยก็ตาม
ผมเคยเขียนไว้ว่า “ถ้าไม่มีใครจำชื่อแกได้จากผลงาน... แกจะยังอยากทำสิ่งนั้นอยู่ไหม?”
นั่นคือคำถามที่ผมใช้ถามตัวเองตลอดมา มันเป็นบททดสอบว่า เรากำลังทำเพื่ออะไรกันแน่
ในซีรีส์ที่ใคร ๆ กำลังพูดถึง ผมเห็นบทเรียนหลายอย่างจากมุมของผู้สร้างธุรกิจ
แต่สิ่งที่ผมอินมากกว่าการตลาดหรือกลยุทธ์ คือฉากที่ตัวละครลุกขึ้นมาทำสิ่งที่ไม่มีต้นแบบ ไม่มีคำการันตีว่าจะเวิร์ค แต่มันมาจากแรงขับที่แท้จริงในใจเขาเอง
ผมเองก็เคยอยู่ตรงจุดนั้น..
วันที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไง แต่ก็เริ่ม เพราะเชื่อว่าการเติบโตต้องเริ่มจากภายใน ไม่ใช่จากเสียงชื่นชม หรือบทความไวรัล
ตอนที่เราเริ่มทีมแรก ๆ เราไม่มีชื่อเสียง ไม่มีทุนมากมายนัก ไม่มีแบบแผนอะไรทั้งนั้น
เรามีแค่บางอย่างที่ชัดเจนกว่า... คือความตั้งใจจริง คือเจตนา และพื้นที่ที่ให้ทุกคนได้กล้าลองผิด
ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าใจวิธีการทำงานแบบของผม เพราะผมไม่ชี้ทาง ไม่แจกบทให้ใครแสดง ผมแค่ยืนอยู่ข้างหลังให้เขาลองล้ม ลองลุก ลองเป็นตัวของตัวเองโดยไม่ต้องขออนุญาตใคร
และนั่นแหละ...คือสิ่งที่ผมเห็นว่ามันมีคุณค่าจริง ๆ
เพราะวันหนึ่ง คนที่เคยไม่มั่นใจ เริ่มมีเสียงของตัวเอง
คนที่เคยเงียบ เริ่มกล้าพูด
คนที่เคยไม่กล้าเริ่มฝัน เริ่มลงมือทำอะไรบางอย่างโดยไม่ต้องรอใคร
บางทีคำว่าเหมือนพระเอกซีรีส์ อาจไม่ใช่เรื่องของหน้าตาหรือประวัติชีวิต
มันอาจเป็นไฟบางอย่างที่คนมองเห็นจากข้างนอก โดยที่เราเองอาจลืมไปว่ามันยังลุกอยู่
แต่สุดท้ายแล้ว...ผมก็ยังอยากเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ที่ยอมก้มมองรากเล็ก ๆ ก่อนมองยอดไม้ใหญ่
ผมไม่ได้อยากสร้างอะไรให้คนจำได้
ผมแค่อยากเห็นสังคมที่มีคนธรรมดา กล้าทำเรื่องธรรมดา ด้วยหัวใจที่ไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร
ขอบคุณสำหรับคำชมครับ
แต่ขออนุญาตปฏิเสธ... ความเหมือนนั้น
เพราะผมเชื่อว่าการมีตัวตนที่ไม่เหมือนใคร
คือของขวัญที่ดีที่สุด ที่เรามอบให้โลกนี้ได้
1. อย่าให้คนอื่นมากำหนดว่าเราควรเป็นใคร เพราะต่อให้เราทำได้ดีแค่ไหน คนเหล่านั้นก็จะเปลี่ยนคำจำกัดความใหม่อยู่ดี
2. ความเหนื่อยที่ไม่มีเครดิต ไม่ได้แปลว่ามันไร้ค่า มันคือพื้นผิวของความตั้งใจ ที่คนมีไฟจะสัมผัสกันได้เอง
3. ถ้าชีวิตคือเวทีแสดง บางครั้งเราก็มีหน้าที่แค่เปิดม่าน ไม่ใช่ยืนอยู่ใต้สปอตไลต์
4. คำว่าธรรมดา ไม่ได้แปลว่าไม่มีอะไรโดดเด่น แต่อาจเป็นพื้นฐานที่มั่นคงที่สุดของความยิ่งใหญ่
5. ความหวังไม่ใช่คำพูดที่ฟังแล้วสวยงามเสมอไป แต่มันคือการลงมือทำ แบบไม่รู้ว่าจะสำเร็จเมื่อไหร่
6. คนที่กล้าล้มเหลวต่อหน้าคนอื่น คือคนที่เข้าใจชีวิตมากกว่าคนที่พยายามดูดีตลอดเวลา
7. แรงบันดาลใจไม่ต้องการเวทีใหญ่ ขอแค่มีพื้นที่จริงให้ลงมือ...ก็เพียงพอแล้ว
8. การเดินทางไปข้างหน้า ไม่ได้แปลว่าเราต้องทิ้งอดีตไว้ข้างหลัง บางทีสิ่งที่ล้ำค่าที่สุด...อาจคือบทเรียนที่เราเดินผ่านมาแล้ว
9. ความสำเร็จของใครบางคน ไม่ได้บอกว่าเราล้มเหลว มันแค่ย้ำว่า.. เราทุกคนต่างมีจังหวะของตัวเอง
10. ถ้าไม่มีใครจดจำเราได้ในนามผู้ยิ่งใหญ่ ขอให้ยังมีสักคนหนึ่งที่พูดได้ว่า.. เขาทำให้ฉันอยากเป็นตัวเองมากขึ้น
#เบียวความเงียบ
#Siamstr
ช่วงนี้หลายคนทักว่าผมมีบางอย่างคล้ายตัวพระเอกในซีรีส์ #สงครามส่งด่วน
บ้างก็ว่าหน้าโทรมคล้ายกัน บ้างก็ว่าชีวิตเริ่มจากศูนย์เหมือนกัน ฟังแล้วก็อมยิ้มนะ...
แต่ลึก ๆ ผมรู้ดีว่าผมไม่เหมือนใครเลย และไม่คิดจะเหมือนใครด้วยครับ
มันไม่ใช่เพราะผมหยิ่งหรือไม่รู้จักขอบคุณ
ในทางตรงกันข้าม คำเปรียบเทียบพวกนั้นมันอบอุ่นนะครับ เหมือนมีใครสักคนสังเกตเห็นว่าเรา เดินมาไกลแค่ไหน ถึงผมจะยังไปไม่ถึงไหนเลยก็ตาม
ผมเคยเขียนไว้ว่า “ถ้าไม่มีใครจำชื่อแกได้จากผลงาน... แกจะยังอยากทำสิ่งนั้นอยู่ไหม?”
นั่นคือคำถามที่ผมใช้ถามตัวเองตลอดมา มันเป็นบททดสอบว่า เรากำลังทำเพื่ออะไรกันแน่
ในซีรีส์ที่ใคร ๆ กำลังพูดถึง ผมเห็นบทเรียนหลายอย่างจากมุมของผู้สร้างธุรกิจ
แต่สิ่งที่ผมอินมากกว่าการตลาดหรือกลยุทธ์ คือฉากที่ตัวละครลุกขึ้นมาทำสิ่งที่ไม่มีต้นแบบ ไม่มีคำการันตีว่าจะเวิร์ค แต่มันมาจากแรงขับที่แท้จริงในใจเขาเอง
ผมเองก็เคยอยู่ตรงจุดนั้น..
วันที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไง แต่ก็เริ่ม เพราะเชื่อว่าการเติบโตต้องเริ่มจากภายใน ไม่ใช่จากเสียงชื่นชม หรือบทความไวรัล
ตอนที่เราเริ่มทีมแรก ๆ เราไม่มีชื่อเสียง ไม่มีทุนมากมายนัก ไม่มีแบบแผนอะไรทั้งนั้น
เรามีแค่บางอย่างที่ชัดเจนกว่า... คือความตั้งใจจริง คือเจตนา และพื้นที่ที่ให้ทุกคนได้กล้าลองผิด
ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าใจวิธีการทำงานแบบของผม เพราะผมไม่ชี้ทาง ไม่แจกบทให้ใครแสดง ผมแค่ยืนอยู่ข้างหลังให้เขาลองล้ม ลองลุก ลองเป็นตัวของตัวเองโดยไม่ต้องขออนุญาตใคร
และนั่นแหละ...คือสิ่งที่ผมเห็นว่ามันมีคุณค่าจริง ๆ
เพราะวันหนึ่ง คนที่เคยไม่มั่นใจ เริ่มมีเสียงของตัวเอง
คนที่เคยเงียบ เริ่มกล้าพูด
คนที่เคยไม่กล้าเริ่มฝัน เริ่มลงมือทำอะไรบางอย่างโดยไม่ต้องรอใคร
บางทีคำว่าเหมือนพระเอกซีรีส์ อาจไม่ใช่เรื่องของหน้าตาหรือประวัติชีวิต
มันอาจเป็นไฟบางอย่างที่คนมองเห็นจากข้างนอก โดยที่เราเองอาจลืมไปว่ามันยังลุกอยู่
แต่สุดท้ายแล้ว...ผมก็ยังอยากเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ที่ยอมก้มมองรากเล็ก ๆ ก่อนมองยอดไม้ใหญ่
ผมไม่ได้อยากสร้างอะไรให้คนจำได้
ผมแค่อยากเห็นสังคมที่มีคนธรรมดา กล้าทำเรื่องธรรมดา ด้วยหัวใจที่ไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร
ขอบคุณสำหรับคำชมครับ
แต่ขออนุญาตปฏิเสธ... ความเหมือนนั้น
เพราะผมเชื่อว่าการมีตัวตนที่ไม่เหมือนใคร
คือของขวัญที่ดีที่สุด ที่เรามอบให้โลกนี้ได้
1. อย่าให้คนอื่นมากำหนดว่าเราควรเป็นใคร เพราะต่อให้เราทำได้ดีแค่ไหน คนเหล่านั้นก็จะเปลี่ยนคำจำกัดความใหม่อยู่ดี
2. ความเหนื่อยที่ไม่มีเครดิต ไม่ได้แปลว่ามันไร้ค่า มันคือพื้นผิวของความตั้งใจ ที่คนมีไฟจะสัมผัสกันได้เอง
3. ถ้าชีวิตคือเวทีแสดง บางครั้งเราก็มีหน้าที่แค่เปิดม่าน ไม่ใช่ยืนอยู่ใต้สปอตไลต์
4. คำว่าธรรมดา ไม่ได้แปลว่าไม่มีอะไรโดดเด่น แต่อาจเป็นพื้นฐานที่มั่นคงที่สุดของความยิ่งใหญ่
5. ความหวังไม่ใช่คำพูดที่ฟังแล้วสวยงามเสมอไป แต่มันคือการลงมือทำ แบบไม่รู้ว่าจะสำเร็จเมื่อไหร่
6. คนที่กล้าล้มเหลวต่อหน้าคนอื่น คือคนที่เข้าใจชีวิตมากกว่าคนที่พยายามดูดีตลอดเวลา
7. แรงบันดาลใจไม่ต้องการเวทีใหญ่ ขอแค่มีพื้นที่จริงให้ลงมือ...ก็เพียงพอแล้ว
8. การเดินทางไปข้างหน้า ไม่ได้แปลว่าเราต้องทิ้งอดีตไว้ข้างหลัง บางทีสิ่งที่ล้ำค่าที่สุด...อาจคือบทเรียนที่เราเดินผ่านมาแล้ว
9. ความสำเร็จของใครบางคน ไม่ได้บอกว่าเราล้มเหลว มันแค่ย้ำว่า.. เราทุกคนต่างมีจังหวะของตัวเอง
10. ถ้าไม่มีใครจดจำเราได้ในนามผู้ยิ่งใหญ่ ขอให้ยังมีสักคนหนึ่งที่พูดได้ว่า.. เขาทำให้ฉันอยากเป็นตัวเองมากขึ้น
#เบียวความเงียบ
#Siamstrเราไม่ได้จำใครในฐานะคนที่เคยอยู่ในชีวิตเรา
แต่จำในฐานะคนที่เคยเปลี่ยนเรา…ในแบบที่ไม่มีใครเปลี่ยนได้อีกแล้ว
ผมเคยได้ยินใครสักคนเล่าถึงเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ ว่าตลอดชีวิต เราจะได้รู้จักความรักในรูปแบบที่แตกต่างกันอยู่ไม่กี่ครั้ง
มันไม่ได้มาในจังหวะที่เราตั้งตัว
และหลายครั้ง…มันก็จากไปก่อนที่เราจะกล้าทำอะไรกับมัน
รักแรก.. มักมาในช่วงที่เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองคือใคร แต่เรากลับแน่ใจอย่างประหลาดว่าคนนี้แหละใช่
เราทุ่มเททั้งหมดที่มี เพราะไม่มีอะไรจะเสีย
มันคือความกล้าหาญแบบไร้เหตุผล ความหลงใหลที่ไม่มีแผนสำรอง
และถึงสุดท้ายจะไม่ได้อะไรกลับมาเลย…
มันก็ยังคงเป็นความรักที่เรายิ้มให้ได้เสมอเวลานึกถึง
ครั้งต่อมา.. อาจไม่ได้หวือหวาเหมือนเดิมอีกแล้ว แต่มันกลับกินพื้นที่หัวใจมากกว่า เพราะมันเป็นรักที่เรากลัวจะเสียมันไป
รักที่พาเราเข้าไปในความจริง ทั้งด้านที่สวยงาม และด้านที่ทำให้ร้องไห้แบบไม่รู้จะอธิบายยังไง
มันทำให้เราเริ่มเข้าใจว่า..
ความรัก…ไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคน
มันคือความพยายามที่จะเข้าใจโลกของใครอีกคน
แม้บางครั้ง.. เราเองก็ยังไม่เข้าใจโลกของตัวเองดีพอ
รักแบบสุดท้าย.. อาจมาในวันที่เราไม่วิ่งไล่ตามอะไรอีกต่อไป ซึ่งมันอาจไม่หวาน ไม่เร้าใจ ไม่เล่นใหญ่
มันแค่ทำให้เรารู้ว่า...เราไม่ต้องดิ้นรนเพื่อให้ใครเข้าใจอีก
เพราะแค่ได้นั่งเงียบๆ อยู่ข้างเขา
หัวใจก็รู้สึกเหมือนบ้านที่ไม่ต้องตกแต่ง
ทั้งสามแบบอาจจะไม่เกิดกับทุกคน
บางคนเจอเร็ว บางคนไม่เคยเจอเลย
และบางคนก็ใช้ทั้งชีวิตเพื่อเรียนรู้ว่า
บางรัก…ก็เกิดมาเพื่อให้เราเข้าใจ มิใช่ครอบครอง
เพราะสุดท้าย..
ไม่ว่าเราจะเคยผ่านความรักแบบไหน
มันก็หล่อหลอมให้เรากลายเป็นเรา ในแบบที่เราเป็นตอนนี้นั่นเอง
ปล. เพลงนี้มัน Nostalgia และทรงพลังมากๆ
เลยอยากจะเขียนถึงนิดหน่อย
#IAmOkNotOk #เพื่อนสนิท
#ดากานดา #ไข่ย้อย #Siamstr
ผมเคยได้ยินใครสักคนเล่าถึงเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ ว่าตลอดชีวิต เราจะได้รู้จักความรักในรูปแบบที่แตกต่างกันอยู่ไม่กี่ครั้ง
มันไม่ได้มาในจังหวะที่เราตั้งตัว
และหลายครั้ง…มันก็จากไปก่อนที่เราจะกล้าทำอะไรกับมัน
รักแรก.. มักมาในช่วงที่เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองคือใคร แต่เรากลับแน่ใจอย่างประหลาดว่าคนนี้แหละใช่
เราทุ่มเททั้งหมดที่มี เพราะไม่มีอะไรจะเสีย
มันคือความกล้าหาญแบบไร้เหตุผล ความหลงใหลที่ไม่มีแผนสำรอง
และถึงสุดท้ายจะไม่ได้อะไรกลับมาเลย…
มันก็ยังคงเป็นความรักที่เรายิ้มให้ได้เสมอเวลานึกถึง
ครั้งต่อมา.. อาจไม่ได้หวือหวาเหมือนเดิมอีกแล้ว แต่มันกลับกินพื้นที่หัวใจมากกว่า เพราะมันเป็นรักที่เรากลัวจะเสียมันไป
รักที่พาเราเข้าไปในความจริง ทั้งด้านที่สวยงาม และด้านที่ทำให้ร้องไห้แบบไม่รู้จะอธิบายยังไง
มันทำให้เราเริ่มเข้าใจว่า..
ความรัก…ไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคน
มันคือความพยายามที่จะเข้าใจโลกของใครอีกคน
แม้บางครั้ง.. เราเองก็ยังไม่เข้าใจโลกของตัวเองดีพอ
รักแบบสุดท้าย.. อาจมาในวันที่เราไม่วิ่งไล่ตามอะไรอีกต่อไป ซึ่งมันอาจไม่หวาน ไม่เร้าใจ ไม่เล่นใหญ่
มันแค่ทำให้เรารู้ว่า...เราไม่ต้องดิ้นรนเพื่อให้ใครเข้าใจอีก
เพราะแค่ได้นั่งเงียบๆ อยู่ข้างเขา
หัวใจก็รู้สึกเหมือนบ้านที่ไม่ต้องตกแต่ง
ทั้งสามแบบอาจจะไม่เกิดกับทุกคน
บางคนเจอเร็ว บางคนไม่เคยเจอเลย
และบางคนก็ใช้ทั้งชีวิตเพื่อเรียนรู้ว่า
บางรัก…ก็เกิดมาเพื่อให้เราเข้าใจ มิใช่ครอบครอง
เพราะสุดท้าย..
ไม่ว่าเราจะเคยผ่านความรักแบบไหน
มันก็หล่อหลอมให้เรากลายเป็นเรา ในแบบที่เราเป็นตอนนี้นั่นเอง
ปล. เพลงนี้มัน Nostalgia และทรงพลังมากๆ
เลยอยากจะเขียนถึงนิดหน่อย
#IAmOkNotOk #เพื่อนสนิท
#ดากานดา #ไข่ย้อย #Siamstrบางความสัมพันธ์... เติบโตได้เองเหมือนต้นไม้
ระหว่างทางขึ้นดอย รถสองแถวแดงโยกตัวไปตามโค้งเขา เสียงหัวเราะเบา ๆ ลอยปนกับลมเย็น
ความเงียบของต้นไม้ที่รายล้อมทำให้ผมนั่งนิ่งๆ อยู่พักหนึ่ง ไม่ได้คิดจะร่างแผนใด ๆ แค่นั่งอยู่เฉย ๆ อย่างที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะได้นั่ง
ผมมองโทรศัพท์ในมือ.. เครื่องมือของโลกยุคใหม่ที่อยู่ในกำมือของคนในภาพนี้
แต่หัวใจผมในตอนนั้นกลับอยู่กับน้ำตก ใบไม้ เสียงนกร้อง และผู้คนรอบตัว
เราไม่ได้มาที่นี่เพื่อวางแผนอะไรที่ยิ่งใหญ่ เราแค่วางตัวให้เท่ากัน
ทริปนี้มีคนหลากหลาย.. ทั้งเพื่อนใหม่ เพื่อนเก่า คนที่เคยเดินร่วมกัน และคนที่เราเพิ่งรู้จัก แต่ทุกคนก็เดินด้วยหัวใจที่ว่างพอจะเก็บอะไรใหม่ ๆ เข้ามา
บางคนอาจจะมีบทบาทสำคัญในคอมมูนิตี้ บางคนอาจจะไม่ได้อยู่แถวหน้า แต่ไม่มีใครรู้สึกว่าต้องแข่งอะไรกับใครเลยสักคน
เราได้วาดศิลปะลงบนกำแพงร่วมกัน ได้กอดเจ้าบ้าน ได้ฟังเสียงหัวเราะของเด็กๆ ที่วิ่งผ่าน
เราได้เมารถด้วยกัน และได้หัวเราะกับมัน ได้รับการเลี้ยงดูที่ดีเกินคาดจากทั้งฝ้าย, จิมมี่ และพี่ป๊อบ
เราได้เห็นน้ำตก ได้รู้สึกถึงไอน้ำป่าที่เย็นซึมเข้าไปในหัวใจ และที่สำคัญ ได้รู้ว่าตัวเองยังเป็นมนุษย์
ไม่มีตาราง ไม่มี KPI ไม่มีอะไรต้องงัดมานำเสนอ
เราเพียงแค่ได้อยู่ตรงนี้.. ด้วยกัน
โลกจริงมีเวลาของมันเอง…
ไม่เร่ง ไม่รอ และไม่ซ้ำเดิม
เมื่อเราเปิดใจ เราจะฟังได้มากกว่าเดิม มองได้กว้างกว่าเดิม และรู้ว่าใครสักคนที่นั่งเงียบ ๆ ข้าง ๆ เรา อาจกำลังเป็นคำตอบสำคัญของเส้นทางวันข้างหน้า
ผมไม่ได้มีหน้าที่มาตัดสินว่าแผนใครจะเวิร์กหรือเปล่า ไม่ได้พกแผ่นพับ ไม่ได้เตรียมบทพูดอะไรมา
ผมแค่มาที่นี่เพื่อบอกว่า “ผมยินดีจะร่วมทางกับทุกคน”
ถ้ามีเรื่องอะไรที่สวยงามเกิดขึ้นหลังจากนี้
มันคงไม่ได้เกิดจากใครคนใดคนหนึ่ง
เพราะมันจะเป็นผลจากการที่ทุกคนช่วยกันดูแลมันเหมือนต้นไม้
รดน้ำสม่ำเสมอ ไม่เร่งให้มันออกดอก
และรอเวลาที่เหมาะสม… เพื่อจะได้เห็นมันผลิบานเอง
บางมิตรภาพไม่ต้องนัดเจอ ก็ยังเติบโตอยู่เสมอ
เพราะหัวใจมันจดจำสิ่งดี ๆ ได้เอง
#NorthAssembly
#Siamstr
ระหว่างทางขึ้นดอย รถสองแถวแดงโยกตัวไปตามโค้งเขา เสียงหัวเราะเบา ๆ ลอยปนกับลมเย็น
ความเงียบของต้นไม้ที่รายล้อมทำให้ผมนั่งนิ่งๆ อยู่พักหนึ่ง ไม่ได้คิดจะร่างแผนใด ๆ แค่นั่งอยู่เฉย ๆ อย่างที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะได้นั่ง
ผมมองโทรศัพท์ในมือ.. เครื่องมือของโลกยุคใหม่ที่อยู่ในกำมือของคนในภาพนี้
แต่หัวใจผมในตอนนั้นกลับอยู่กับน้ำตก ใบไม้ เสียงนกร้อง และผู้คนรอบตัว
เราไม่ได้มาที่นี่เพื่อวางแผนอะไรที่ยิ่งใหญ่ เราแค่วางตัวให้เท่ากัน
ทริปนี้มีคนหลากหลาย.. ทั้งเพื่อนใหม่ เพื่อนเก่า คนที่เคยเดินร่วมกัน และคนที่เราเพิ่งรู้จัก แต่ทุกคนก็เดินด้วยหัวใจที่ว่างพอจะเก็บอะไรใหม่ ๆ เข้ามา
บางคนอาจจะมีบทบาทสำคัญในคอมมูนิตี้ บางคนอาจจะไม่ได้อยู่แถวหน้า แต่ไม่มีใครรู้สึกว่าต้องแข่งอะไรกับใครเลยสักคน
เราได้วาดศิลปะลงบนกำแพงร่วมกัน ได้กอดเจ้าบ้าน ได้ฟังเสียงหัวเราะของเด็กๆ ที่วิ่งผ่าน
เราได้เมารถด้วยกัน และได้หัวเราะกับมัน ได้รับการเลี้ยงดูที่ดีเกินคาดจากทั้งฝ้าย, จิมมี่ และพี่ป๊อบ
เราได้เห็นน้ำตก ได้รู้สึกถึงไอน้ำป่าที่เย็นซึมเข้าไปในหัวใจ และที่สำคัญ ได้รู้ว่าตัวเองยังเป็นมนุษย์
ไม่มีตาราง ไม่มี KPI ไม่มีอะไรต้องงัดมานำเสนอ
เราเพียงแค่ได้อยู่ตรงนี้.. ด้วยกัน
โลกจริงมีเวลาของมันเอง…
ไม่เร่ง ไม่รอ และไม่ซ้ำเดิม
เมื่อเราเปิดใจ เราจะฟังได้มากกว่าเดิม มองได้กว้างกว่าเดิม และรู้ว่าใครสักคนที่นั่งเงียบ ๆ ข้าง ๆ เรา อาจกำลังเป็นคำตอบสำคัญของเส้นทางวันข้างหน้า
ผมไม่ได้มีหน้าที่มาตัดสินว่าแผนใครจะเวิร์กหรือเปล่า ไม่ได้พกแผ่นพับ ไม่ได้เตรียมบทพูดอะไรมา
ผมแค่มาที่นี่เพื่อบอกว่า “ผมยินดีจะร่วมทางกับทุกคน”
ถ้ามีเรื่องอะไรที่สวยงามเกิดขึ้นหลังจากนี้
มันคงไม่ได้เกิดจากใครคนใดคนหนึ่ง
เพราะมันจะเป็นผลจากการที่ทุกคนช่วยกันดูแลมันเหมือนต้นไม้
รดน้ำสม่ำเสมอ ไม่เร่งให้มันออกดอก
และรอเวลาที่เหมาะสม… เพื่อจะได้เห็นมันผลิบานเอง
บางมิตรภาพไม่ต้องนัดเจอ ก็ยังเติบโตอยู่เสมอ
เพราะหัวใจมันจดจำสิ่งดี ๆ ได้เอง
#NorthAssembly
#Siamstr**Community** doesn't begin with people who think alike. It begins with people who aren't afraid to stay beside each other.
I used to think community meant a group of people who shared the same goals,
or at least the same beliefs.
But after truly living inside one, I found that…
The heart of a community isn't belief, **it's relationship.**
And real relationships in community
don’t start from agreement.
They begin with a space safe enough for us to speak our truths,
without fear of being left behind.
Many of the people who are now my team, my friends, my chosen family in this field, at the start, none of us knew what we could even do together.
Some only had a small flicker of fire in them.
Some came with more questions than answers.
Some had never spoken in front of others, not even once.
But the one thing we all tried to protect, no matter what, was this..
**“I won’t shut you out, even if I don’t understand you yet.”*"
And when that kind of silence becomes safe,
it slowly turns into a space where each person can take a step,
say something, fall down,
and come back again —
without having to apologize for not being ready.
In a world where we’re pushed to speak louder just to be heard,
I try to build a place where no one has to compete for volume or spotlight.
Just being there, fully, that’s already enough to mean something.
That’s why, for me, community never started with “gathering.”
It started with letting each other stay.
Over time, those relationships shaped themselves.
People grew in their own ways.
And what they’re able to do today…
It’s not because I told them to.
It’s because I never told them who they had to be.
If you ask me what a community really is,
I’d say..
**“It’s the place you still dare to stay, even when you’re not yet sure who you are.”**
And if you start from that place…
you’ll see that real relationships
never ask you to prove a thing.
#TheSilenceSpeaks
#Siamstr
I used to think community meant a group of people who shared the same goals,
or at least the same beliefs.
But after truly living inside one, I found that…
The heart of a community isn't belief, **it's relationship.**
And real relationships in community
don’t start from agreement.
They begin with a space safe enough for us to speak our truths,
without fear of being left behind.
Many of the people who are now my team, my friends, my chosen family in this field, at the start, none of us knew what we could even do together.
Some only had a small flicker of fire in them.
Some came with more questions than answers.
Some had never spoken in front of others, not even once.
But the one thing we all tried to protect, no matter what, was this..
**“I won’t shut you out, even if I don’t understand you yet.”*"
And when that kind of silence becomes safe,
it slowly turns into a space where each person can take a step,
say something, fall down,
and come back again —
without having to apologize for not being ready.
In a world where we’re pushed to speak louder just to be heard,
I try to build a place where no one has to compete for volume or spotlight.
Just being there, fully, that’s already enough to mean something.
That’s why, for me, community never started with “gathering.”
It started with letting each other stay.
Over time, those relationships shaped themselves.
People grew in their own ways.
And what they’re able to do today…
It’s not because I told them to.
It’s because I never told them who they had to be.
If you ask me what a community really is,
I’d say..
**“It’s the place you still dare to stay, even when you’re not yet sure who you are.”**
And if you start from that place…
you’ll see that real relationships
never ask you to prove a thing.
#TheSilenceSpeaks
#Siamstrถ้าเราทำเพราะอยากถูกเห็น
พอไม่มีใครเห็น.. เราก็จะเลิก
แต่ถ้าเราทำเพราะมันคือความจริงของเรา
มันจะกลายเป็นรากที่ไม่มีใครถอนมันง่ายๆ ได้เลย
#Siamstr