ใครๆ ก็อยากเป็นที่รัก เป็นที่ยอมรับ อยากให้ชาวบ้านชาวช่อง มองเราในแง่ดี แต่เอาเข้าจริงคงไม่มีใครทำให้คนทั้งโลกถูกใจเราได้หรอก การพยายามเอาใจทุกคนหรือแคร์ทุกความคิดเห็นมากเกินไป มีแต่จะทำให้เราเหนื่อยและเป็นทุกข์
.
หลายๆ ครั้งที่เราว้าวุ่นใจกับคำนินทา คำวิจารณ์ หรือแม้แต่มุมมองความคิดเห็นที่ไม่ตรงใจจากคนอื่น เราพยายามอยากเปลี่ยนความคิดคนอื่นเพื่อให้เราพอใจ แต่ความจริงคือบางคนอาจมองเราดี เก่ง ฉลาด เป็นเหมือนฮีโร่ บางคนมองเราแย่ ห่วยแตกหรือเป็นคนโง่ มุมมองของแต่ละคนที่มองเราขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความเชื่อของเขา ซึ่งมันไม่ได้สะท้อนตัวตนที่แท้จริงของเราเลย อย่าปล่อยให้คำพูดของคนอื่นมาลดทอนความมั่นใจในตัวเอง
.
คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ที่เขาเจอกับเสียงวิจรณ์ พวกเขากลับเลือกที่จะโฟกัสที่เป้าหมาย มุ่งมั่นพัฒนาตัวเอง และไม่แคร์เสียงนกเสียงกา แต่ในทางกลับกัน ถ้าเรายึดติดกับคำชมมากเกินไปแล้วพอเราโดนวิจารณ์เข้าหน่อยก็อาจจะรับไม่ได้
.
ดังนั้นเราต้องหัดแยกแคะ! เอ้ย....แยกแยะ! ความเห็นไหนที่เป็นประโยชน์ก็นำมาปรับปรุง ส่วนคำพูดหรือความคิดเห็นที่ไม่สร้างสรรค์เราก็แค่ปล่อยวาง…ปล่อยผ่านมันไปบ้าง อย่าลืมว่าคุณค่าของเราขึ้นอยู่กับการกระทำและความตั้งใจของเราเอง
.
เหมือนที่ อดัม สมิธ บอกไว้ประมาณว่า ความปรารถนาการยอมรับกับการเป็น “ที่รัก” (loved) จากสังคมนั้นไม่เพียงพอ เราต้องเป็นคนที่ "น่ารัก" (lovely) ด้วยการกระทำของเราด้วย ถึงจะได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง
ดังนั้นเมื่อเราเลิกยึดติดกับความคิดเห็นของคนอื่น เราจะมีอิสระทางความคิดมากขึ้น มีเวลาโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญและมีความสุขกับการเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น
#Siamstr #GM
SOUP
soup@rightshift.to
npub16hpa...tu5f
การถูกพรากอิสรภาพ เป็นการลดทอนความเป็นมนุษย์
Bitcoin is freedom
#EAST102

คิดอย่างมีเหตุผล เชื่ออย่างมีสติ
เรื่อง “ความเชื่อ” นี่ก็เป็นเรื่องที่เราต้องคิดให้ดีๆ
หลายครั้งเราเชื่อหรือไม่เชื่ออะไรไป โดยที่ยังไม่ได้คิดทบทวนให้ดี
.
บางคนอาจจะบอกว่า "ผมไม่เชื่อเรื่องนั้นเรื่องนี้หรอก" ฟังดูเหมือนไม่มีอะไร
แต่จริงๆ แล้ว การที่เราไม่เชื่ออะไรสักอย่าง มันก็เหมือนกับการที่เรายอมรับในอีกสิ่งที่ตรงกันข้าม เช่น ถ้าเราไม่เชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิด มันก็เท่ากับว่าเราเชื่อว่าไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด เพราะงั้นการไม่เชื่อไม่ใช่ว่าเราไม่มีความเชื่อ แต่มันคือการที่เราเลือกเชื่อในอีกมุมหนึ่ง
.
บ่อยครั้งที่เราปฏิเสธอะไรบางอย่าง เพียงเพราะเราไม่เคยเห็น ไม่เคยเจอ หรือแม้แต่นึกภาพมันไม่ออก อย่างเช่น ไม่เชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิด เพราะนึกไม่ออกว่าตายแล้วจะไปเกิดเป็นอะไร แบบนี้มันเหมือนกับเราเอาจินตนาการของตัวเองมาเป็นไม้บรรทัดวัดความจริง ซึ่งมันอาจจะไม่ถูกเสมอไปก็ได้ ความจริงที่ว่าคือในโลกนี้ ยังมีอีกหลายเรื่องที่เราไม่รู้
.
ถึงแม้แต่คำสอนที่ดีๆ หรือคำพูดของคนที่รู้มากแค่ไหน เราก็ไม่ควรจะเชื่อแบบหัวปักหัวปำ ควรจะใช้สติปัญญาของเราคิด พิจารณาให้ถี่ถ้วน และที่สำคัญที่สุดเลย ต้องลองพิสูจน์ด้วยตัวเอง อย่าไปเชื่ออะไรง่ายๆ โดยที่ยังไม่ได้ลองคิดดู
.
การพิสูจน์ด้วยตัวเองนี่สำคัญมากนะครับ การที่เราได้ลงมือทำ ได้ลองสัมผัสด้วยตัวเอง มันจะทำให้เราเข้าใจแจ่มแจ้งเลยว่า สิ่งที่เขาสอนๆ กันมานั้น จริงหรือไม่ จริงมากน้อยแค่ไหน เชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้สัมผัสมา นั่นแหละชัวร์ที่สุด
.
การเปิดใจรับฟังทุก ๆ คำสอน โดยไม่เอาความคิดเดิม ๆ ของเรามาเป็นอคติ ใช้ปัญญาคิดใคร่ครวญให้ดีก่อนว่าเราจะเชื่อหรือไม่เชื่อ การเปิดใจกว้าง ๆ จะทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และมีความเข้าใจที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น การที่เราหมั่นพิจารณาความเชื่อของตัวเองอยู่เสมอนี่แหละ เป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยพัฒนาตัวเรา ทำให้เราเข้าใจตัวเองและโลกใบนี้ได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
#Siamstr
แต่จริงๆ แล้ว การที่เราไม่เชื่ออะไรสักอย่าง มันก็เหมือนกับการที่เรายอมรับในอีกสิ่งที่ตรงกันข้าม เช่น ถ้าเราไม่เชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิด มันก็เท่ากับว่าเราเชื่อว่าไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด เพราะงั้นการไม่เชื่อไม่ใช่ว่าเราไม่มีความเชื่อ แต่มันคือการที่เราเลือกเชื่อในอีกมุมหนึ่ง
.
บ่อยครั้งที่เราปฏิเสธอะไรบางอย่าง เพียงเพราะเราไม่เคยเห็น ไม่เคยเจอ หรือแม้แต่นึกภาพมันไม่ออก อย่างเช่น ไม่เชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิด เพราะนึกไม่ออกว่าตายแล้วจะไปเกิดเป็นอะไร แบบนี้มันเหมือนกับเราเอาจินตนาการของตัวเองมาเป็นไม้บรรทัดวัดความจริง ซึ่งมันอาจจะไม่ถูกเสมอไปก็ได้ ความจริงที่ว่าคือในโลกนี้ ยังมีอีกหลายเรื่องที่เราไม่รู้
.
ถึงแม้แต่คำสอนที่ดีๆ หรือคำพูดของคนที่รู้มากแค่ไหน เราก็ไม่ควรจะเชื่อแบบหัวปักหัวปำ ควรจะใช้สติปัญญาของเราคิด พิจารณาให้ถี่ถ้วน และที่สำคัญที่สุดเลย ต้องลองพิสูจน์ด้วยตัวเอง อย่าไปเชื่ออะไรง่ายๆ โดยที่ยังไม่ได้ลองคิดดู
.
การพิสูจน์ด้วยตัวเองนี่สำคัญมากนะครับ การที่เราได้ลงมือทำ ได้ลองสัมผัสด้วยตัวเอง มันจะทำให้เราเข้าใจแจ่มแจ้งเลยว่า สิ่งที่เขาสอนๆ กันมานั้น จริงหรือไม่ จริงมากน้อยแค่ไหน เชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้สัมผัสมา นั่นแหละชัวร์ที่สุด
.
การเปิดใจรับฟังทุก ๆ คำสอน โดยไม่เอาความคิดเดิม ๆ ของเรามาเป็นอคติ ใช้ปัญญาคิดใคร่ครวญให้ดีก่อนว่าเราจะเชื่อหรือไม่เชื่อ การเปิดใจกว้าง ๆ จะทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และมีความเข้าใจที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น การที่เราหมั่นพิจารณาความเชื่อของตัวเองอยู่เสมอนี่แหละ เป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยพัฒนาตัวเรา ทำให้เราเข้าใจตัวเองและโลกใบนี้ได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
#Siamstrปรัชญา อาวุธแห่งเหตุผลและเสรีภาพในโลกแห่งความขัดแย้ง
โลกที่เราอาศัยอยู่เปรียบเสมือนสมรภูมิแห่งความคิด
แนวคิดต่างๆ ถูกนำมาถกเถียงและท้าทายอยู่เสมอเพื่อค้นหาและพิสูจน์ความจริง ความขัดแย้งนี้ปรากฏชัดในหลายมิติ เช่น การปะทะกันระหว่าง...
เหตุผลกับความงมงาย เสรีภาพกับการถูกบังคับ
ปัจเจกนิยม (Individualism) กับลัทธิรวมหมู่ (Collectivism)
และทุนนิยมกับสังคมนิยม
ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายนี้
ปรัชญาทำหน้าที่เสมือนป้อมปราการแห่งเหตุผลและเสรีภาพ
เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เราเข้าใจและวิเคราะห์โลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง พร้อมกับนำทางชีวิตของเราอีกด้วย
.
ปรัชญาในบริบทนี้ มิใช่เพียงแสงเทียนริบหรี่ในห้องสมุด หากแต่เป็นอาวุธแห่งเหตุผล ที่ใช้ในการต่อสู้กับความคิดที่บิดเบือนและการใช้อำนาจในทางที่ผิด เพื่อปกป้องและส่งเสริมเสรีภาพของมนุษย์ มันคือดาบเพลิงที่ลุกโชนในสนามรบแห่งความคิดที่ช่วยให้เรามองทะลุผ่านมายาคติ ความเชื่อที่ไร้เหตุผล และการโฆษณาชวนเชื่อ ทั้งยังช่วยให้วิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณและตัดสินใจบนพื้นฐานของหลักฐานและตรรกะ นำไปสู่การเข้าถึงความจริง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการเซ็นเซอร์ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือในการบิดเบือนข้อมูล ปลุกปั่นอารมณ์ เป็นการใช้อำนาจในทางที่ผิด ปิดกั้นการเข้าถึงความจริง เพื่อควบคุมความคิดของประชาชน
.
หัวใจสำคัญของปรัชญาคือ การใช้เหตุผล หลักฐาน และตรรกะ ในการแสวงหาความจริง เพื่อนำไปสู่ การตัดสินใจที่ถูกต้อง ปรัชญาฝึกฝนให้เรามีวิจารณญาณ ไม่หลงเชื่ออะไรง่ายๆ และไม่ยอมรับความคิดเห็นใดๆ โดยปราศจากการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน ปรัชญาสอนให้เราตั้งคำถาม เช่น ใครเป็นคนพูด ? มีหลักฐานอะไรสนับสนุน ? มีมุมมองอื่น ๆ อีกหรือไม่ ? ข้อสรุปนี้ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงหรือหลักการพื้นฐานใด ๆ หรือไม่ ? ก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อหรือยอมรับความคิดเห็นใด ๆ เพราะการยอมรับความคิดเห็นโดยไม่ผ่านการไตร่ตรอง อาจนำเราไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดและตกเป็นเหยื่อของการบิดเบือน
.
ปรัชญายังส่งเสริมความเข้าใจในคุณค่าของเสรีภาพและความสำคัญของปัจเจกบุคคล เสรีภาพในการคิดการแสดงออกและการใช้ชีวิต เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ เพื่อการสร้างสรรค์สังคมที่เจริญรุ่งเรือง ปรัชญาช่วยให้เราตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเองในฐานะปัจเจกบุคคลและเพื่อปกป้องเสรีภาพเหล่านี้จากการถูกคุกคามจากอำนาจรัฐหรือแนวคิดแบบคติรวมหมู่ สังคมที่มีความยุติธรรมมีเสรีภาพและมีความเจริญรุ่งเรือง คือสังคมที่เคารพในสิทธิและเสรีภาพของปัจเจกบุคคลที่ส่งเสริมการใช้เหตุผลนั้น ล้วนมีรากฐานอยู่บนระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม เพราะทุนนิยมเป็นระบบที่สอดคล้องกับหลักการเหล่านี้ โดยเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างความมั่งคั่งและเติบโตอย่างอิสระ
.
ในโลกที่ความขัดแย้งทางความคิดทวีความรุนแรงและข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ปรัชญามิใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นเกราะป้องกันที่ขาดไม่ได้ การศึกษาปรัชญา การฝึกฝนการใช้เหตุผลและการตั้งคำถาม คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับอนาคต เพราะมันจะช่วยให้เรามีภูมิคุ้มกันต่อการถูกชักจูง การหลอกลวงและการใช้อำนาจในทางมิชอบ เป็นก้าวสำคัญในการสร้างสังคมที่เสรี มีความยุติธรรมและการเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง ดังนั้น เวลามีค่า…ศึกษาปรัชญา ฝึกฝนการใช้เหตุผล และอย่าปล่อยให้ความงมงายและอคติครอบงำจิตใจ เพื่อที่เราจะสามารถเป็นผู้กำหนดชีวิตของตนเองได้และใช้ชีวิตอย่างมีอิสระ มีเหตุผล และสร้างสรรค์คุณค่าตามที่เราเลือก เพื่อบรรลุศักยภาพสูงสุดของเราในฐานะปัจเจกบุคคล
#Siamstr #ปรัชยาส้ม
เหตุผลกับความงมงาย เสรีภาพกับการถูกบังคับ
ปัจเจกนิยม (Individualism) กับลัทธิรวมหมู่ (Collectivism)
และทุนนิยมกับสังคมนิยม
ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายนี้
ปรัชญาทำหน้าที่เสมือนป้อมปราการแห่งเหตุผลและเสรีภาพ
เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เราเข้าใจและวิเคราะห์โลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง พร้อมกับนำทางชีวิตของเราอีกด้วย
.
ปรัชญาในบริบทนี้ มิใช่เพียงแสงเทียนริบหรี่ในห้องสมุด หากแต่เป็นอาวุธแห่งเหตุผล ที่ใช้ในการต่อสู้กับความคิดที่บิดเบือนและการใช้อำนาจในทางที่ผิด เพื่อปกป้องและส่งเสริมเสรีภาพของมนุษย์ มันคือดาบเพลิงที่ลุกโชนในสนามรบแห่งความคิดที่ช่วยให้เรามองทะลุผ่านมายาคติ ความเชื่อที่ไร้เหตุผล และการโฆษณาชวนเชื่อ ทั้งยังช่วยให้วิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณและตัดสินใจบนพื้นฐานของหลักฐานและตรรกะ นำไปสู่การเข้าถึงความจริง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการเซ็นเซอร์ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือในการบิดเบือนข้อมูล ปลุกปั่นอารมณ์ เป็นการใช้อำนาจในทางที่ผิด ปิดกั้นการเข้าถึงความจริง เพื่อควบคุมความคิดของประชาชน
.
หัวใจสำคัญของปรัชญาคือ การใช้เหตุผล หลักฐาน และตรรกะ ในการแสวงหาความจริง เพื่อนำไปสู่ การตัดสินใจที่ถูกต้อง ปรัชญาฝึกฝนให้เรามีวิจารณญาณ ไม่หลงเชื่ออะไรง่ายๆ และไม่ยอมรับความคิดเห็นใดๆ โดยปราศจากการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน ปรัชญาสอนให้เราตั้งคำถาม เช่น ใครเป็นคนพูด ? มีหลักฐานอะไรสนับสนุน ? มีมุมมองอื่น ๆ อีกหรือไม่ ? ข้อสรุปนี้ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงหรือหลักการพื้นฐานใด ๆ หรือไม่ ? ก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อหรือยอมรับความคิดเห็นใด ๆ เพราะการยอมรับความคิดเห็นโดยไม่ผ่านการไตร่ตรอง อาจนำเราไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดและตกเป็นเหยื่อของการบิดเบือน
.
ปรัชญายังส่งเสริมความเข้าใจในคุณค่าของเสรีภาพและความสำคัญของปัจเจกบุคคล เสรีภาพในการคิดการแสดงออกและการใช้ชีวิต เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ เพื่อการสร้างสรรค์สังคมที่เจริญรุ่งเรือง ปรัชญาช่วยให้เราตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเองในฐานะปัจเจกบุคคลและเพื่อปกป้องเสรีภาพเหล่านี้จากการถูกคุกคามจากอำนาจรัฐหรือแนวคิดแบบคติรวมหมู่ สังคมที่มีความยุติธรรมมีเสรีภาพและมีความเจริญรุ่งเรือง คือสังคมที่เคารพในสิทธิและเสรีภาพของปัจเจกบุคคลที่ส่งเสริมการใช้เหตุผลนั้น ล้วนมีรากฐานอยู่บนระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม เพราะทุนนิยมเป็นระบบที่สอดคล้องกับหลักการเหล่านี้ โดยเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างความมั่งคั่งและเติบโตอย่างอิสระ
.
ในโลกที่ความขัดแย้งทางความคิดทวีความรุนแรงและข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ปรัชญามิใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นเกราะป้องกันที่ขาดไม่ได้ การศึกษาปรัชญา การฝึกฝนการใช้เหตุผลและการตั้งคำถาม คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับอนาคต เพราะมันจะช่วยให้เรามีภูมิคุ้มกันต่อการถูกชักจูง การหลอกลวงและการใช้อำนาจในทางมิชอบ เป็นก้าวสำคัญในการสร้างสังคมที่เสรี มีความยุติธรรมและการเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง ดังนั้น เวลามีค่า…ศึกษาปรัชญา ฝึกฝนการใช้เหตุผล และอย่าปล่อยให้ความงมงายและอคติครอบงำจิตใจ เพื่อที่เราจะสามารถเป็นผู้กำหนดชีวิตของตนเองได้และใช้ชีวิตอย่างมีอิสระ มีเหตุผล และสร้างสรรค์คุณค่าตามที่เราเลือก เพื่อบรรลุศักยภาพสูงสุดของเราในฐานะปัจเจกบุคคล
#Siamstr #ปรัชยาส้มหลุดพ้นความเศร้าหมอง ด้วยการแพร่เมตตา
เชื่อเถอะว่า...หลายคน คงเคยรู้สึกว่าการ #แผ่เมตตา ให้คนที่ไม่ชอบขี้หน้านี่มันยากเย็นเหมือนเข็นครกขึ้นภูเขา ส่วนการแผ่เมตตาให้คนที่ดีกับเรามันง่ายกว่าเยอะ แต่จริงๆ แล้ว เป้าหมายของการแผ่เมตตามันไม่ได้อยู่ที่การไปเปลี่ยนแปลงใครเขา
แต่อยู่ที่การฝึกจิตใจตัวเองให้แข็งแกร่งและเบิกบานต่างหาก ถึงแม้บทแผ่เมตตามักจะพูดถึงการส่งความปรารถนาดีไปยังผู้อื่น แต่จริงๆ แล้วแก่นแท้คือการฝึกจิตของเราเองเพื่อให้ใจสงบ เข้มแข็งและเบิกบาน นั่นคือผลประโยชน์ที่แท้จริงที่เราได้รับจากการแผ่เมตตา
.
บ่อยครั้งที่เราแผ่เมตตาแบบหวังผล อยากให้เขารักเรา เคารพเรา หรือทำดีกับเรากลับมา...แต่นั่น...ไม่ใช่ใจความสำคัญของการแผ่เมตตาเลย การแผ่เมตตาที่แท้จริงคือการส่งความปรารถนาดีไป แบบไม่ต้องไปคาดหวังอะไรกลับมา มันเหมือนการฝึกจิตใจเราเอง ให้หลุดพ้นจากความหงุดหงิด ความโกรธ ความเกลียด อะไรพวกนี้ เหมือนเราออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี ดูเหมือนทำเพื่อร่างกาย แต่จริงๆ แล้วได้ความสุขใจกลับมา การแผ่เมตตาก็เช่นกัน ถึงจะเหมือนทำเพื่อคนอื่น แต่สุดท้ายคนที่ได้ประโยชน์เต็มๆ คือตัวเราเอง
.
เวลาเราแผ่เมตตา เราไม่ได้ทำเพื่อใคร เราทำเพื่อตัวเองล้วนๆ เพื่อปลดล็อกจิตใจเราจากความรู้สึกแย่ๆ ไม่ให้จิตใจเราเป็นทาสของความขุ่นมัว ความเศร้าหมอง คิดซะว่าการแผ่เมตตาเป็นเหมือนเกราะป้องกันใจ ใครจะว่าไงก็ช่าง เมื่อใจเรายังสงบ ร่มเย็นสบายใจ นั้นแหละจิตที่เป็นอิสระ เราแค่ทำหน้าที่ส่งความปรารถนาดีออกไป ส่วนเขาจะรับหรือไม่รับ จะเปลี่ยนไปไหม ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องไปกังวลแล้ว เพราะเป้าหมายของเราคือการฝึกจิต ไม่ใช่การควบคุมคนอื่น
.
อีกอย่าง ความทุกข์ส่วนใหญ่มันมะงุมมะงาหราอยู่กับความพอใจและไม่พอใจนี่แหละ เราทุกข์เพราะเราอยากจะบังคับให้ทุกอย่างเป็นดั่งใจ ซึ่งการแผ่เมตตานี่แหละคือการฝึก #ปล่อยวาง ยอมรับความจริง แล้วสร้างความสงบในใจ พอใจเรามีสติ เจอเรื่องอะไรเราก็จะรับมือกับทุกสถานการณ์ได้อย่างมีสติปัญญา
#Siamstr
แต่อยู่ที่การฝึกจิตใจตัวเองให้แข็งแกร่งและเบิกบานต่างหาก ถึงแม้บทแผ่เมตตามักจะพูดถึงการส่งความปรารถนาดีไปยังผู้อื่น แต่จริงๆ แล้วแก่นแท้คือการฝึกจิตของเราเองเพื่อให้ใจสงบ เข้มแข็งและเบิกบาน นั่นคือผลประโยชน์ที่แท้จริงที่เราได้รับจากการแผ่เมตตา
.
บ่อยครั้งที่เราแผ่เมตตาแบบหวังผล อยากให้เขารักเรา เคารพเรา หรือทำดีกับเรากลับมา...แต่นั่น...ไม่ใช่ใจความสำคัญของการแผ่เมตตาเลย การแผ่เมตตาที่แท้จริงคือการส่งความปรารถนาดีไป แบบไม่ต้องไปคาดหวังอะไรกลับมา มันเหมือนการฝึกจิตใจเราเอง ให้หลุดพ้นจากความหงุดหงิด ความโกรธ ความเกลียด อะไรพวกนี้ เหมือนเราออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี ดูเหมือนทำเพื่อร่างกาย แต่จริงๆ แล้วได้ความสุขใจกลับมา การแผ่เมตตาก็เช่นกัน ถึงจะเหมือนทำเพื่อคนอื่น แต่สุดท้ายคนที่ได้ประโยชน์เต็มๆ คือตัวเราเอง
.
เวลาเราแผ่เมตตา เราไม่ได้ทำเพื่อใคร เราทำเพื่อตัวเองล้วนๆ เพื่อปลดล็อกจิตใจเราจากความรู้สึกแย่ๆ ไม่ให้จิตใจเราเป็นทาสของความขุ่นมัว ความเศร้าหมอง คิดซะว่าการแผ่เมตตาเป็นเหมือนเกราะป้องกันใจ ใครจะว่าไงก็ช่าง เมื่อใจเรายังสงบ ร่มเย็นสบายใจ นั้นแหละจิตที่เป็นอิสระ เราแค่ทำหน้าที่ส่งความปรารถนาดีออกไป ส่วนเขาจะรับหรือไม่รับ จะเปลี่ยนไปไหม ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องไปกังวลแล้ว เพราะเป้าหมายของเราคือการฝึกจิต ไม่ใช่การควบคุมคนอื่น
.
อีกอย่าง ความทุกข์ส่วนใหญ่มันมะงุมมะงาหราอยู่กับความพอใจและไม่พอใจนี่แหละ เราทุกข์เพราะเราอยากจะบังคับให้ทุกอย่างเป็นดั่งใจ ซึ่งการแผ่เมตตานี่แหละคือการฝึก #ปล่อยวาง ยอมรับความจริง แล้วสร้างความสงบในใจ พอใจเรามีสติ เจอเรื่องอะไรเราก็จะรับมือกับทุกสถานการณ์ได้อย่างมีสติปัญญา
#Siamstr#Siamstr View live event →
มากกว่าคำว่านับถือ...คือศรัทธาและการลงมือทำ
หลายคนเข้าใจว่าการเป็นชาวพุทธ คือการนับถือหรือเชื่อตามคำสอนโดยไม่ต้องพิสูจน์ แต่จริงๆ แล้วการเป็นพุทธะนั้นลึกซึ้งกว่านั้นมาก เป็นการศึกษาและปฏิบัติตามหลักคำสอนด้วยตนเอง การปฏิบัติตามหลักคำสอนนี่แหละ คือแก่นแท้ของการเป็นพุทธศาสนิกชน ไม่ใช่แค่การบอกว่านับถือพุทธศาสนาเฉยๆ เพราะการ "นับถือ" อาจหมายถึงเพียงการเชื่อในทฤษฎีหรือเรื่องราวในอดีต แต่พุทธศาสนาเป็นเรื่องของการดับทุกข์ในชีวิตปัจจุบัน เป็นเรื่องของธรรมชาติมนุษย์ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ดังนั้นการปฏิเสธศาสนาพุทธจึงไม่ใช่เรื่องผิด ใครจะปฏิเสธก็ได้ไม่มีใครบังคับ แต่ควรปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ได้ลองศึกษาและปฏิบัติมาแล้ว มันเหมือนกับเรามีเครื่องมืออยู่แต่ไม่เชื่อว่าเครื่องมือนั้นใช้ได้ ทั้งๆ ที่ยังไม่เคยแกะออกมาจากกล่อง ไม่เคยลองหยิบจับ ไม่เคยลองใช้งาน การปฏิเสธพุทธศาสนาทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ศึกษาหรือปฏิบัติอย่างจริงจัง ก็เหมือนกับการตัดสินหนังสือจากหน้าปก
นั่นจึงนำมาสู่เรื่องของ "ศรัทธา" ในพุทธศาสนา ซึ่งไม่ใช่การเชื่อโดยไม่ไตร่ตรอง แต่เป็นการเปิดใจรับฟัง ใคร่ครวญ แล้วเกิดความรู้สึกว่าคำสอนเหล่านี้น่าจะมีประโยชน์ น่าจะลองปฏิบัติเพื่อพิสูจน์ด้วยตนเอง โดยเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองที่จะพิสูจน์คำสอนเหล่านั้นได้ เพราะพุทธศาสนาเน้นการลงมือปฏิบัติ เป็นเรื่องของความเพียรและการพิสูจน์ด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่การเชื่อแบบงมงาย การตัดสินใจว่าจะนับถือหรือไม่นับถือพุทธศาสนา ควรใช้เหตุผลและประสบการณ์ของเราเอง
#Siamstr
ดังนั้นการปฏิเสธศาสนาพุทธจึงไม่ใช่เรื่องผิด ใครจะปฏิเสธก็ได้ไม่มีใครบังคับ แต่ควรปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ได้ลองศึกษาและปฏิบัติมาแล้ว มันเหมือนกับเรามีเครื่องมืออยู่แต่ไม่เชื่อว่าเครื่องมือนั้นใช้ได้ ทั้งๆ ที่ยังไม่เคยแกะออกมาจากกล่อง ไม่เคยลองหยิบจับ ไม่เคยลองใช้งาน การปฏิเสธพุทธศาสนาทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ศึกษาหรือปฏิบัติอย่างจริงจัง ก็เหมือนกับการตัดสินหนังสือจากหน้าปก
นั่นจึงนำมาสู่เรื่องของ "ศรัทธา" ในพุทธศาสนา ซึ่งไม่ใช่การเชื่อโดยไม่ไตร่ตรอง แต่เป็นการเปิดใจรับฟัง ใคร่ครวญ แล้วเกิดความรู้สึกว่าคำสอนเหล่านี้น่าจะมีประโยชน์ น่าจะลองปฏิบัติเพื่อพิสูจน์ด้วยตนเอง โดยเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองที่จะพิสูจน์คำสอนเหล่านั้นได้ เพราะพุทธศาสนาเน้นการลงมือปฏิบัติ เป็นเรื่องของความเพียรและการพิสูจน์ด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่การเชื่อแบบงมงาย การตัดสินใจว่าจะนับถือหรือไม่นับถือพุทธศาสนา ควรใช้เหตุผลและประสบการณ์ของเราเอง
#Siamstr32 คนแล้ว #EAST102
แว่นตา...เข็มทิศ...ชีวิต...ทางเลือก
เคยรู้สึกมั้ยครับว่า เรากำลังมองโลกต่างจากคนอื่น เหมือนใส่แว่นตาคนละแบบ เห็นภาพคนละมุม บางคนมองโลกสวยงาม บางคนมองโลกโหดร้าย บางคนมองโลกแสนสับสน...นั่นแหละครับ "ปรัชญา"
หลายคนอาจมองว่า ปรัชญาเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องของนักคิด นักปราชญ์ อยู่ในตำราเล่มหนา แต่จริงๆ แล้ว ปรัชญาอยู่รอบตัวเราและใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด เพราะมันคือเข็มทิศที่นำทางชีวิต มันคือระบบความคิด ชุดความเชื่อ และค่านิยมหรือคุณค่าที่เรายึดถือ ซึ่งส่งผลต่อทุกการตัดสินใจ ทุกการกระทำ และสุดท้ายก็คือชีวิตของเราเอง
นั่นหมายความว่า ทุกวันนี้ เรากำลังเลือกว่าจะเป็นมนุษย์ที่ใช้ชีวิตอย่างมีสติ มีเหตุผล และมีความรับผิดชอบต่อการกระทำของเราหรือไม่ หรือจะเป็นแค่ทาสของอารมณ์ ของความเชื่อและความงมงาย...?
ลองนึกภาพดูนะครับ ถ้าเข็มทิศของเราชี้ผิดทิศ มันจะพาเราไปถึงจุดหมายได้ยังไง การเลือกปรัชญาที่ผิดพลาด ก็เหมือนการใช้เข็มทิศที่ผุพัง และในที่สุดปลายทางนั้นก็คือความล้มเหลวหรือความทุกข์ยาก
ปรัชญาที่มีเหตุผล ใช้การคิดวิเคราะห์กับความรับผิดชอบ คือเข็มทิศที่แม่นยำที่สุดที่จะนำทางเราไปสู่ชีวิตที่ดีงาม ชีวิตที่มีอิสระมีความหมายและมีคุณค่า
เหตุผล คือแสงสว่าง นำทางเราไปสู่ความจริง ช่วยให้เรามองเห็นโลกในอย่างที่มันเป็น โดยไม่ถูกบิดเบือนด้วยอคติ อารมณ์ หรือความเชื่อแบบผิดๆ ในขณะเดียวกันความเชื่อที่ผ่านการไตร่ตรองด้วยเหตุผลบนพื้นฐานของความจริง ก็สามารถเป็นรากฐานที่มั่นคงให้กับชีวิตและเป็นแรงผลักดันให้เราก้าวไปข้างหน้าได้ การคิดวิเคราะห์คือเครื่องมือที่ทรงพลัง ช่วยให้เราเข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้ง มองเห็นเหตุและผลเพื่อหาทางแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนความรับผิดชอบคือการยืนหยัดในความเป็นมนุษย์ คือการยอมรับผลของการกระทำของเราทั้งดีและไม่ดีนั้น ที่จะส่งผลต่อตัวเราและคนรอบข้าง ซึ่งเป็นหนทางสู่ "อิสรภาพ" ที่แท้จริง
ในทางกลับกัน ปรัชญาที่ปฏิเสธเหตุผล ปล่อยให้อารมณ์ความเชื่อที่งมงายหรืออำนาจภายนอกครอบงำ ก็เหมือนเข็มทิศที่มันพัง มันก็จะพาเราไปสู่ความหายนะ ชีวิตที่ไร้สติไร้จุดหมายและการตกเป็นทาสของผู้อื่น
ชีวิตเรา เราเลือกได้ เลือกที่จะใช้ชีวิตแบบมนุษย์ที่คิดเป็น ใช้เหตุผลเป็นหลักในการตัดสินใจ หรือจะใช้ชีวิตแบบไร้สติ ปล่อยให้อารมณ์ ความเชื่อความงมงายมาควบคุม แต่อย่าลืมว่าอารมณ์เป็นส่วนหนึ่งของเรา การทำความเข้าใจและจัดการกับอารมณ์ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการนำทางชีวิตเราให้ไปในทิศทางที่ดีงาม
เลือกปรัชญาของคุณอย่างชาญฉลาด
เพราะนั่นหมายถึงคุณกำลังเลือกเส้นทางชีวิตของคุณเอง
#ปรัชยาส้ม
หลายคนอาจมองว่า ปรัชญาเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องของนักคิด นักปราชญ์ อยู่ในตำราเล่มหนา แต่จริงๆ แล้ว ปรัชญาอยู่รอบตัวเราและใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด เพราะมันคือเข็มทิศที่นำทางชีวิต มันคือระบบความคิด ชุดความเชื่อ และค่านิยมหรือคุณค่าที่เรายึดถือ ซึ่งส่งผลต่อทุกการตัดสินใจ ทุกการกระทำ และสุดท้ายก็คือชีวิตของเราเอง
นั่นหมายความว่า ทุกวันนี้ เรากำลังเลือกว่าจะเป็นมนุษย์ที่ใช้ชีวิตอย่างมีสติ มีเหตุผล และมีความรับผิดชอบต่อการกระทำของเราหรือไม่ หรือจะเป็นแค่ทาสของอารมณ์ ของความเชื่อและความงมงาย...?
ลองนึกภาพดูนะครับ ถ้าเข็มทิศของเราชี้ผิดทิศ มันจะพาเราไปถึงจุดหมายได้ยังไง การเลือกปรัชญาที่ผิดพลาด ก็เหมือนการใช้เข็มทิศที่ผุพัง และในที่สุดปลายทางนั้นก็คือความล้มเหลวหรือความทุกข์ยาก
ปรัชญาที่มีเหตุผล ใช้การคิดวิเคราะห์กับความรับผิดชอบ คือเข็มทิศที่แม่นยำที่สุดที่จะนำทางเราไปสู่ชีวิตที่ดีงาม ชีวิตที่มีอิสระมีความหมายและมีคุณค่า
เหตุผล คือแสงสว่าง นำทางเราไปสู่ความจริง ช่วยให้เรามองเห็นโลกในอย่างที่มันเป็น โดยไม่ถูกบิดเบือนด้วยอคติ อารมณ์ หรือความเชื่อแบบผิดๆ ในขณะเดียวกันความเชื่อที่ผ่านการไตร่ตรองด้วยเหตุผลบนพื้นฐานของความจริง ก็สามารถเป็นรากฐานที่มั่นคงให้กับชีวิตและเป็นแรงผลักดันให้เราก้าวไปข้างหน้าได้ การคิดวิเคราะห์คือเครื่องมือที่ทรงพลัง ช่วยให้เราเข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้ง มองเห็นเหตุและผลเพื่อหาทางแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนความรับผิดชอบคือการยืนหยัดในความเป็นมนุษย์ คือการยอมรับผลของการกระทำของเราทั้งดีและไม่ดีนั้น ที่จะส่งผลต่อตัวเราและคนรอบข้าง ซึ่งเป็นหนทางสู่ "อิสรภาพ" ที่แท้จริง
ในทางกลับกัน ปรัชญาที่ปฏิเสธเหตุผล ปล่อยให้อารมณ์ความเชื่อที่งมงายหรืออำนาจภายนอกครอบงำ ก็เหมือนเข็มทิศที่มันพัง มันก็จะพาเราไปสู่ความหายนะ ชีวิตที่ไร้สติไร้จุดหมายและการตกเป็นทาสของผู้อื่น
ชีวิตเรา เราเลือกได้ เลือกที่จะใช้ชีวิตแบบมนุษย์ที่คิดเป็น ใช้เหตุผลเป็นหลักในการตัดสินใจ หรือจะใช้ชีวิตแบบไร้สติ ปล่อยให้อารมณ์ ความเชื่อความงมงายมาควบคุม แต่อย่าลืมว่าอารมณ์เป็นส่วนหนึ่งของเรา การทำความเข้าใจและจัดการกับอารมณ์ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการนำทางชีวิตเราให้ไปในทิศทางที่ดีงาม
เลือกปรัชญาของคุณอย่างชาญฉลาด
เพราะนั่นหมายถึงคุณกำลังเลือกเส้นทางชีวิตของคุณเอง
#ปรัชยาส้มมากกว่าคำว่านับถือ...คือศรัทธาและการลงมือทำ
หลายคนเข้าใจว่าการเป็นชาวพุทธ คือการนับถือหรือเชื่อตามคำสอนโดยไม่ต้องพิสูจน์ แต่จริงๆ แล้วการเป็นพุทธะนั้นลึกซึ้งกว่านั้นมาก เป็นการศึกษาและปฏิบัติตามหลักคำสอนด้วยตนเอง การปฏิบัติตามหลักคำสอนนี่แหละ คือแก่นแท้ของการเป็นพุทธศาสนิกชน ไม่ใช่แค่การบอกว่านับถือพุทธศาสนาเฉยๆ
เพราะการ "นับถือ" อาจหมายถึงเพียงการเชื่อในทฤษฎีหรือเรื่องราวในอดีต แต่พุทธศาสนาเป็นเรื่องของการดับทุกข์ในชีวิตปัจจุบัน เป็นเรื่องของธรรมชาติมนุษย์ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ดังนั้นการปฏิเสธศาสนาพุทธจึงไม่ใช่เรื่องผิด ใครจะปฏิเสธก็ได้ไม่มีใครบังคับ แต่ควรปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ได้ลองศึกษาและปฏิบัติมาแล้ว มันเหมือนกับเรามีเครื่องมืออยู่แต่ไม่เชื่อว่าเครื่องมือนั้นใช้ได้ ทั้งๆ ที่ยังไม่เคยแกะออกมาจากกล่อง ไม่เคยลองหยิบจับ ไม่เคยลองใช้งาน การปฏิเสธพุทธศาสนาทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ศึกษาหรือปฏิบัติอย่างจริงจัง ก็เหมือนกับการตัดสินหนังสือจากหน้าปก
นั่นจึงนำมาสู่เรื่องของ "ศรัทธา" ในพุทธศาสนา ซึ่งไม่ใช่การเชื่อโดยไม่ไตร่ตรอง แต่เป็นการเปิดใจรับฟัง ใคร่ครวญ แล้วเกิดความรู้สึกว่าคำสอนเหล่านี้น่าจะมีประโยชน์ น่าจะลองปฏิบัติเพื่อพิสูจน์ด้วยตนเอง โดยเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองที่จะพิสูจน์คำสอนเหล่านั้นได้ เพราะพุทธศาสนาเน้นการลงมือปฏิบัติ เป็นเรื่องของความเพียรและการพิสูจน์ด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่การเชื่อแบบงมงาย การตัดสินใจว่าจะนับถือหรือไม่นับถือพุทธศาสนา ควรใช้เหตุผลและประสบการณ์ของเราเอง
เพราะการ "นับถือ" อาจหมายถึงเพียงการเชื่อในทฤษฎีหรือเรื่องราวในอดีต แต่พุทธศาสนาเป็นเรื่องของการดับทุกข์ในชีวิตปัจจุบัน เป็นเรื่องของธรรมชาติมนุษย์ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ดังนั้นการปฏิเสธศาสนาพุทธจึงไม่ใช่เรื่องผิด ใครจะปฏิเสธก็ได้ไม่มีใครบังคับ แต่ควรปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ได้ลองศึกษาและปฏิบัติมาแล้ว มันเหมือนกับเรามีเครื่องมืออยู่แต่ไม่เชื่อว่าเครื่องมือนั้นใช้ได้ ทั้งๆ ที่ยังไม่เคยแกะออกมาจากกล่อง ไม่เคยลองหยิบจับ ไม่เคยลองใช้งาน การปฏิเสธพุทธศาสนาทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ศึกษาหรือปฏิบัติอย่างจริงจัง ก็เหมือนกับการตัดสินหนังสือจากหน้าปก
นั่นจึงนำมาสู่เรื่องของ "ศรัทธา" ในพุทธศาสนา ซึ่งไม่ใช่การเชื่อโดยไม่ไตร่ตรอง แต่เป็นการเปิดใจรับฟัง ใคร่ครวญ แล้วเกิดความรู้สึกว่าคำสอนเหล่านี้น่าจะมีประโยชน์ น่าจะลองปฏิบัติเพื่อพิสูจน์ด้วยตนเอง โดยเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองที่จะพิสูจน์คำสอนเหล่านั้นได้ เพราะพุทธศาสนาเน้นการลงมือปฏิบัติ เป็นเรื่องของความเพียรและการพิสูจน์ด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่การเชื่อแบบงมงาย การตัดสินใจว่าจะนับถือหรือไม่นับถือพุทธศาสนา ควรใช้เหตุผลและประสบการณ์ของเราเองขอ sat หน่อยครับ
คลิปนี้เมื่อปี 2011 ครับ งาน Long Beach Festival ครั้งแรกที่ แหลมแม่พิมพ์ ระยอง
กับเพื่อนๆ วง Arai gor dai
#siammusic #Siamstr
#siammusic #Siamstr