ชื่อเพลง : Add it to your list.
ศิลปิน : fiatjaf
View quoted note →
satuser
satuser@siamstr.com
npub1e9vc...j93f
SATOSHi.Film 👤🌱🎞️
การใช้ภาษาเพื่อสั่ง AI ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี คือศิลปะของการให้บริบท (Context) ยิ่งเราระบุเงื่อนไขชัดเจน AI ยิ่งฉลาด
ที่มาและโครงสร้างแนวคิด (Concept Background Structure)
โปรเจกต์ claude-code-from-source (เรียบเรียงโดย Alejandro Balderas) ไม่ใช่เอกสารอย่างเป็นทางการของบริษัท Anthropic แต่เป็นหนังสือและคู่มือทางสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ที่เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "การหลุดของซอร์สโค้ดโดยไม่ตั้งใจ" (Accidental Source Code Leak)
ต้นกำเนิดของแนวคิดนี้เริ่มมาจากการที่ Anthropic ปล่อยเครื่องมือ Claude Code (AI Coding Agent สำหรับทำงานผ่าน Command Line) ขึ้นบนระบบ npm ของนักพัฒนา แต่เกิดความผิดพลาดของมนุษย์ (Human Error) ในขั้นตอนการแพ็กเกจ ทำให้ไฟล์ Source Maps (.js.map) มีการแนบโค้ด TypeScript ต้นฉบับมาด้วยแบบ 100% ซึ่งประกอบไปด้วยโค้ดประมาณ 1,900 ไฟล์ หรือกว่า 512,000 บรรทัด
แทนที่จะแค่คัดลอกโค้ดมาปล่อย ผู้เขียนโปรเจกต์ได้ใช้โอกาสนี้ "ทำวิศวกรรมย้อนกลับและสกัดโครงสร้าง (Reverse Engineering & Architectural Distillation)" ออกมาเป็นหนังสือความยาว 18 บท โครงสร้างแนวคิดหลักของเนื้อหาจึงไม่ใช่คู่มือการใช้งาน (User Manual) แต่เป็น #การผ่าตัดสถาปัตยกรรมระดับโปรดักชัน (Production Architecture Autopsy)
เพื่อให้นักพัฒนาเข้าใจว่า AI Agent ระดับองค์กรถูกสร้างขึ้นมาจริงๆ อย่างไร ภายใต้ข้อจำกัดและสภาพแวดล้อมที่ใช้งานจริง
ความสัมพันธ์ของแต่ละหัวข้อในสารบัญ (Table of Contents Relationships)
โครงสร้างของสารบัญทั้ง 7 ส่วน ถูกออกแบบมาอย่างเป็นระบบโดยใช้หลักการ "จากแกนกลางขยายออกสู่โลกภายนอก (Inside-Out)" โดยแต่ละส่วนจะวางรากฐานเพื่อส่งต่อไปยังส่วนถัดไปอย่างเป็นเหตุเป็นผล:
Part I: Foundations (พื้นฐานและสถาปัตยกรรม): เริ่มต้นด้วยการวางผังโครงสร้างแบบ 10,000 ฟุต (6 Abstractions หลัก) อธิบายเส้นทางการไหลของข้อมูล การ Boot ระบบ และการจัดการสถานะ (State) ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ทุกระบบในบทหลังจากนี้ต้องเรียกใช้งาน
Part II: The Core Loop (วัฏจักรการทำงานหลัก): เจาะลึกลงไปยัง "หัวใจ" ที่เต้นอยู่ตลอดเวลาของ AI Agent นั่นคือกระบวนการ Query Loop และการใช้งาน Tools เป็นส่วนที่ทำให้โครงสร้างจาก Part I เริ่มมีชีวิตและโต้ตอบได้
Part III: Multi-Agent Orchestration (การประสานงาน Agent หลายตัว): เมื่อ Agent 1 ตัวใน Part II ทำงานได้สมบูรณ์ เนื้อหาส่วนนี้จะขยายสเกลความซับซ้อน อธิบายการสร้าง Sub-agents, การแตกตัว (Fork), และการทำงานแบบ Swarms ที่ประสานงานกันหลายตัวพร้อมกัน
Part IV: Persistence and Intelligence (หน่วยความจำและการเรียนรู้): เพิ่มความฉลาดระยะยาวให้กับ Agent ทั้งหลายใน Part III โดยการสร้างระบบความจำข้ามเซสชัน (Memory) และระบบส่วนต่อขยาย (Skills)
Part V: The Interface (ส่วนติดต่อผู้ใช้งาน): นำกลไกการคิดและหน่วยความจำทั้งหมดมาเชื่อมต่อกับมนุษย์ผ่าน Terminal UI (ใช้ระบบ Custom Ink) อธิบายการจัดการ Input และการเรนเดอร์ภาพบนหน้าจอ
Part VI: Connectivity (การเชื่อมต่อระดับเครือข่าย): พา AI Agent ออกนอกเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ โดยการต่อท่อกับโปรโตคอลมาตรฐานอย่าง MCP (Model Context Protocol) และระบบคลาวด์
Part VII: Performance Engineering (วิศวกรรมประสิทธิภาพ): เป็นการสรุปภาพรวมทั้งหมดเพื่อ "รีดเค้นประสิทธิภาพ" วิเคราะห์ความเร็วระดับมิลลิวินาที การจัดการงบ Token และบทสรุปบทเรียนเชิงสถาปัตยกรรม
การนำเสนอเชิงประวัติและพัฒนาการ (History Treatment)
หนังสือเล่มนี้ไม่ได้จัดการกับประวัติศาสตร์ในแง่ของ "เส้นเวลาบริษัท (Chronological History)" แต่ใช้วิธีการนำเสนอในรูปแบบ **ประวัติศาสตร์ของการตัดสินใจเชิงสถาปัตยกรรม (Architectural History and Trade-offs)
การวิเคราะห์ผลลัพธ์จากร่องรอยการออกแบบ:
เนื้อหาจะวิเคราะห์ประวัติการพัฒนาของ Claude Code โดยดูจากบริบทของโค้ดว่า "ทำไม (Why)" ถึงถูกเขียนขึ้นมาแบบนี้ ตัวอย่างเช่น การอธิบายว่าทำไมถึงต้องมีระบบตัดการทำงาน (Circuit Breakers) ที่ซับซ้อน โดยชี้ให้เห็นร่องรอยประวัติศาสตร์ว่าทีมผู้พัฒนาต้องเคยเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ AI ติดลูปการทำงานที่ไม่สิ้นสุด (Infinite Loops) จนผลาญค่า API ไปอย่างมหาศาล
วิวัฒนาการเพื่อแก้ไขปัญหาจริง:
เมื่อพูดถึงประวัติความเป็นมาของ API หรือโครงสร้างต่างๆ จะเน้นไปที่การอธิบายว่าสิ่งเหล่านี้ตกผลึกมาจากการทดลองและข้อผิดพลาด (Trial and Error) อย่างไร แทนที่จะบอกเพียงว่าโมดูลนี้ทำงานอย่างไร หนังสือจะอธิบายถึงรากเหง้าของปัญหา (Pain Points) ในโลกความเป็นจริงที่บังคับให้สถาปัตยกรรมของ Anthropic ต้องวิวัฒนาการมาอยู่ในรูปแบบที่ปรากฏในซอร์สโค้ดปัจจุบัน
#claudestr
credit : nuttakit kundum 🙏🦀


Claude Code from Source — Architecture, Patterns & Internals
A technical book analyzing the architecture of Anthropic

#Vaundy
View quoted note →
งานวิชวลก็คืองานวิชวล
งานไอเดียก็คืองานไอเดีย
กราบโปรดัคชันและเพลง 🛸
Postr stands for "Prompt and Other Stuff Transmitted by Relays"
#postr #nostr #ai #damus
กำกับการแสดงยังไงให้เหมือน gen ai
#ขอแข็งๆแบบเอไอ
1 seed
2 learn
3 genesis
4 ability
5 dream
6 sovereign
7 journey
8 create
9 hope
10 century
11 mind
12 fight
#siamstr


SATOSHI.FILM
SATOSHI — ซาโตชิ | Official Selection — Bitcoin FilmFest 2026, Warsaw
A Thai family drama across four generations — debt, fiat money, and truth that waits to be verified. Official teaser screened at Bitcoin FilmFest...

💬 : การ Sync ระหว่าง Ai User มีฟีเจอร์รองรับ หรือมีงานวิจัยไหม?
ในมุมของฟีเจอร์เชิงพาณิชย์จาก Big Tech: ไม่มีเลยครับ ค่ายใหญ่ล็อค Data ไว้แบบ 1 บัญชีต่อ 1 ไซโลอย่างเด็ดขาด ด้วยเหตุผลด้าน Privacy และ Data Governance ล้วนๆ เขาไม่อยากรับความเสี่ยงที่ข้อมูลจะไหลปนกันข้ามบัญชี แม้ผู้ใช้งานจะยืนยันว่าเป็นคนเดียวกันก็ตาม
ในมุมของงานวิจัยและทิศทางอนาคต:
งานวิจัย AI ในปัจจุบันไม่ได้โฟกัสเรื่องการ Sync data ระหว่างอีเมลแบบ Web2 ดั้งเดิมแล้วครับ แต่ทิศทางกำลังพุ่งเป้าไปที่ "Portable AI Memory" หรือ "Decentralized Personal Context" ซึ่งในภาพรวม โครงสร้างมันจะคล้ายกับปรัชญาของเครือข่าย P2P หรือสิ่งแวดล้อมแบบ Nostr มากกว่า
• ไอเดียคือ: Context และความทรงจำส่วนตัวของคุณ (แบบเท็กซ์ยาวๆ ในรูปที่ 2) จะไม่ถูกผูกขาดและเก็บตายตัวอยู่ในเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่อาจจะถูกเก็บไว้เป็นไฟล์ Local บนเครื่องคุณเอง หรือบน Decentralized Protocol
• เวลาใช้งาน ไม่ว่าคุณจะเปลี่ยนไปใช้ AI ค่ายไหน คุณแค่ "เสียบ" แกนความทรงจำนี้เข้าไปให้มันอ่าน พอมันอ่านจบและให้บริการคุณเสร็จ ถอดปลั๊กออก ข้อมูลก็ยังเป็นของคุณคนเดียว
แต่ตราบใดที่ในโลกปัจจุบันเรายังอยู่ในยุค " #WalledGarden " ที่แต่ละบริษัทยังสร้างกำแพงล้อมข้อมูลตัวเองไว้ วิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุดตอนย้ายมาบัญชีนี้คือ: เอาก้อน Context Summary ที่คุณเพิ่งสกัดมาได้ ไปแปะตั้งต้นไว้ใน Memory ของบัญชีนี้เลยครับ ส่วนโปรเจกต์ไหนที่ค้างอยู่ ก็ใช้วิธี Share Link ดึงแชทมาทำต่อเป็นเรื่องๆ ไป
👤 : มีหนังหรือสารคดีเรื่องไหนที่มีการเขียนบทแบบ open source ไหม
💬 : มีครับ — แต่ไม่เยอะ และแต่ละโปรเจกต์มี model ต่างกัน
ตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง
1. HITRECORD — Joseph Gordon-Levitt
ใกล้เคียงที่สุดกับสิ่งที่กำลังทำ เป็น online collaborative production company ที่เปิดให้ทุกคนอัปโหลดงาน remix งานคนอื่น แล้วสร้างโปรเจกต์ร่วมกัน ทั้ง short films, หนังสือ และ DVD  ผลงานเคยฉายที่ Sundance และ ซีรีส์ HitRECord on TV ชนะ Emmy Award 
JGL เปรียบมันว่าเป็น “GitHub for Creativity”  — ซึ่งตรงกับ model ของ SATOSHI เลย (GitBook + GitHub + Open Call)
เมื่อผลงานถูกผลิตออกมาและสร้างรายได้ HitRECord แบ่งกำไร 50/50 กับทุกคนที่มีส่วนร่วม 
2. RiP!: A Remix Manifesto — Brett Gaylor / NFB
สารคดีที่ผลิตร่วมกับ National Film Board of Canada ผ่านเว็บไซต์ Open Source Cinema ที่เปิดให้ผู้ชม remix footage แล้วนำไปตัดต่อเข้าหนังจริง 
3. Jathia’s Wager — Solomon Rothman
ก่อนหน้านั้นเขาทำหนังเรื่อง “The Boy Who Never Slept” แล้วปล่อย footage ทั้งหมดเป็น open source ให้คนนำไป remix — ถูกนำไปใช้สอนตัดต่อ ทำ music video ในโรมาเนีย และออกทีวีฟินแลนด์ 
4. Amazon Studios (ยุคแรก)
เคยเปิดรับ crowdsourced scripts จากสาธารณะ ให้ส่ง screenplay เข้ามา community ร่วม vote แล้วเลือกไปผลิต — แต่ปิดโมเดลนี้ไปแล้ว
สิ่งที่ SATOSHI ทำต่างออกไป
ยังไม่มีใครทำแบบนี้ตรงๆ:
Story Bible บน GitBook + Open Call ผ่านเว็บไซต์ + Phrase Bank ที่ทุกคนพ่น raw material เข้ามาได้ + Git version control + writer-director เป็นคน curate/merge
โมเดลของ SATOSHI ใกล้ HITRECORD ที่สุด แต่ต่างตรงที่ HITRECORD เปิดกว้างทุก medium — ส่วน SATOSHI เจาะเฉพาะ screenplay development และมี autobiographical core ที่ writer-director คุม direction
ถ้ามองในแง่ positioning — นี่อาจเป็น feature film เรื่องแรกที่พัฒนาบทแบบ open source บน GitHub/GitBook ซึ่งเป็น story ในตัวมันเองด้วย
ตอนมันขึ้น : อย่าไปดูเยอะ เดี๋ยวมันก็ลง
ตอนมันลง : อย่าไปดูเยแะ เดี๋ยวมันก็ขึ้น
#จิตวิทยาควอนตัมราคาเชิงสังเกตุ
จุดตัดระหว่าง #Bitcoin กับ #semiconductor #design มีคนอยู่จริงๆ และเป็นตลาดที่กำลังร้อน
ฝั่ง Bitcoin Mining ASIC — นี่คือ “semiconductor industry ของ Bitcoin”
Micree Zhan (詹克团) — วิศวกร microelectronics ผู้ร่วมก่อตั้ง Bitmain กับ Jihan Wu ในปี 2013 เป็นคนออกแบบ Antminer S1 ชิปขุด Bitcoin ตัวแรกของ Bitmain คนนี้คือ “ช่างชิป” ตัวจริง ไม่ใช่สาย finance
Jihan Wu (吴忌寒) — จบเศรษฐศาสตร์กับจิตวิทยาจาก Peking University เป็นคนแรกที่แปล Bitcoin whitepaper เป็นภาษาจีน ไม่ได้เป็นวิศวกรชิปเอง แต่เป็นคนมองเห็นว่า Bitcoin + semiconductor = ธุรกิจมหาศาล ตอนนี้ทำ Bitdeer
Jack Dorsey / Block (Proto team) — Block พัฒนาชิปขุด Bitcoin 3nm ของตัวเอง โดยทีม Proto นำโดย Thomas Templeton เป้าหมายคือทำลายการผูกขาดของ Bitmain ที่ครอง ~80% ของตลาด ล่าสุดเปิดตัว Proto Rig ที่ใช้แนวคิด modular design จาก data center industry มาใส่ในเครื่องขุด
Haris Basit (Bitdeer) — Chief Strategy Officer ของ Bitdeer กำลังนำทีมวิศวกรออกแบบสถาปัตยกรรมชิปใหม่ทั้งหมด บางคนในทีมเคยออกแบบชิป ASIC รุ่นแรกๆ ของ Bitmain ตั้งแต่ปี 2014
Auradine — startup ในแคลิฟอร์เนียที่ได้ทุน VC มา ทำชิปขุด Bitcoin แข่งกับ Bitmain เช่นกัน
ePIC Blockchain — เคยทำงานกับชิปขุด Bitcoin ของ Intel มาก่อน ตอนนี้ร่วมออกแบบ platform กับ Proto ของ Block
ตลาด Bitcoin ASIC ตอนนี้เหมือนยุคแรกของอุตสาหกรรมรถยนต์ — มี Bitmain เป็น Ford ที่ครองตลาด แต่คู่แข่งกำลังโผล่มาเพราะ Bitmain ผูกขาดมากเกินไป ใครก็ตามที่มีทักษะ IC design + เข้าใจ Bitcoin = หายากมากและมีค่ามหาศาล
ถ้ามองในมุมผู้ประกอบการ สิ่งที่ Dorsey ทำกับ Proto น่าสนใจที่สุด — เขาไม่ได้แค่ทำชิป แต่ทำ vertical integration ทั้งระบบ ชิป + เครื่องขุด + ซอฟต์แวร์ + open source MDK เพื่อ decentralize mining ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญา “Don’t Trust, Verify”
#siamstr #claudestr
ฟิสิกส์ของ transistor
Quote or Quite
"ตัวกลางที่น่าเชื่อถือ (Trusted third parties) คือช่องโหว่ของความปลอดภัย"
— Nick Szabo
#siamstr #MineAQuote

SATOSHI.FILM
SATOSHI — ซาโตชิ | Official Selection — Bitcoin FilmFest 2026, Warsaw
A Thai family drama across four generations — debt, fiat money, and truth that waits to be verified. Official teaser screened at Bitcoin FilmFest...
ขนาดสันติภาพยังเฟ้อเลย
แล้วเราจะไปเหลืออะไร
แกต้องคิดถึง proof of work ของทุกคนที่มาก่อนแก บ้าง
ถ้าเราเอาลายเซ็นของ Uoto (ผู้เขียน Chi: Chikyuu no Undou ni Tsuite หรือ แรงเหวี่ยงโลก) ที่เชี่ยวชาญการถ่ายทอด "ความคลั่งไคล้ในความจริง" และ "การต่อสู้ทางปัญญาที่กินเวลาหลายชั่วอายุคน" มาจับเรื่อง Satoshi Nakamoto และ Bitcoin โครงเรื่องก็น่าจะออกมาเข้มข้นและเต็มไปด้วยปรัชญา
นี่คือสิ่งที่ผมคาดการณ์ว่า Uoto จะวางโครงเรื่องสำหรับมังงะเรื่อง "SATOSHi":
1. การส่งต่อ "คบเพลิง" ผ่านกาลเวลา
Uoto มักไม่ยึดติดกับตัวเอกคนเดียว แต่จะใช้วิธีการส่งต่อเจตนารมณ์ (Will) โครงเรื่องอาจเริ่มจาก:
• ยุค Cypherpunks (1990s): เริ่มที่กลุ่มนักโปรแกรมเมอร์ที่มองเห็นอนาคตของการสอดแนมและพยายามสร้าง "เงินที่เป็นอิสระ" แต่ต้องล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า
• ยุค Satoshi (2008): การปรากฏตัวของ Satoshi ที่ไม่ใช่ในฐานะ "ฮีโร่" แต่เป็นเหมือน "ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ" ที่มอบสมการที่สมบูรณ์แบบไว้แล้วหายตัวไป
• ยุคปัจจุบันและอนาคต: การต่อสู้ของคนที่พยายามปกป้องโปรโตคอลนี้จากการแทรกแซงของอำนาจรัฐหรือนายทุน
2. ความงดงามของ "ตรรกะ" ที่อยู่เหนืออารมณ์
ในเรื่อง Chi เราได้เห็นความคลั่งไคล้ในวงโคจรของดวงดาว ในเรื่อง SATOSHi Uoto น่าจะวาดให้ Blockchain หรือ Proof of Work เป็นสิ่งที่ "สวยงามจนน่าขนลุก"
• เขาจะเปรียบเปรยการขุด Bitcoin เหมือนกับการพิสูจน์ความจริงของจักรวาลที่ไม่สามารถปลอมแปลงได้
• ฉากไคลแมกซ์อาจไม่ใช่การต่อสู้ด้วยกำลัง แต่เป็นการดีเบตทางความคิดเรื่อง "มูลค่า" และ "เวลา"
3. ศัตรูคือ "ความเชื่อเดิม" ไม่ใช่แค่ตัวบุคคล
ศัตรูในมังงะของ Uoto มักจะเป็น "ระบบ" หรือ "สถาบัน" ที่พยายามกดทับความจริงเพื่อรักษาอำนาจ
• เราจะได้เห็นตัวแทนจากธนาคารกลางหรือรัฐบาลที่ไม่ได้เป็นคนชั่วร้ายโดยสันดาน แต่เป็นคนที่เชื่อมั่นในระบบระเบียบแบบเก่าอย่างสุดโต่ง
• การปะทะกันจะเป็นระหว่าง "ระเบียบที่ควบคุมโดยมนุษย์" vs "ระเบียบที่ควบคุมโดยคณิตศาสตร์"
4. งานภาพที่เน้น "ดวงตา" และ "สัญลักษณ์"
• ดวงตา: Uoto ชอบวาดตาของตัวละครที่ดูเหมือนเห็น "ความจริง" บางอย่างที่คนธรรมดามองไม่เห็น ตาของ Satoshi (หากปรากฏตัว) หรือเหล่าผู้พัฒนา จะมีความเป็นประกายที่ดูบ้าคลั่งและเยือกเย็นในเวลาเดียวกัน
• White Paper: กระดาษเพียงไม่กี่หน้าของ Satoshi จะถูกนำเสนอเหมือนเป็น "คัมภีร์ต้องห้าม" ที่เปลี่ยนโลกไปตลอดกาล
5. บทสรุปที่ขมขื่นแต่เปี่ยมด้วยความหวัง
สไตล์ของ Uoto มักจะมีตัวละครที่ต้องเสียสละชีวิตหรืออิสรภาพเพื่อรักษา "ความจริง" เอาไว้
• ตอนจบอาจจะไม่ได้บอกว่า Bitcoin ชนะโลกอย่างไร แต่จะจบที่ภาพของคนรุ่นหลังที่ยังคงขุด Block ต่อไปท่ามกลางโลกที่วุ่นวาย เพื่อแสดงให้เห็นว่า "ไอเดียที่ถูกปล่อยออกมาแล้ว ไม่มีใครฆ่ามันให้ตายได้"
สรุปสั้นๆ: ถ้า Uoto ทำเรื่องนี้ มันจะไม่ใช่การ์ตูนสอนเรื่องการลงทุน แต่มันจะเป็นการ์ตูน "ประวัติศาสตร์แห่งศรัทธาในเหตุผล" ที่อ่านแล้วอาจจะทำให้คุณมองตัวเลขใน Wallet เป็นมากกว่าแค่เงิน แต่มันคือหยาดเหงื่อและจิตวิญญาณของผู้ที่อยากเปลี่ยนโลก
#siamstr #animestr #geministr #uoto #satoshi
ดร. มาร์แชล โรเซนเบิร์ก (Dr. Marshall B. Rosenberg) (พ.ศ. 2477 – 2558) เป็นนักจิตวิทยาคลินิกชาวอเมริกัน นักประนีประนอม นักเขียน และผู้ก่อตั้งศูนย์การสื่อสารอย่างสันติ (Center for Nonviolent Communication - CNVC)
ประวัติและเส้นทางชีวิตของเขามีจุดเปลี่ยนและแรงบันดาลใจที่น่าสนใจ ดังนี้ครับ:
1. วัยเด็กและจุดเริ่มต้นของคำถามเปลี่ยนโลก
ดร. โรเซนเบิร์ก เกิดเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2477 ที่เมืองแคนตัน รัฐโอไฮโอ แต่ไปเติบโตที่เมืองดีทรอยต์ รัฐมิชิแกน ในช่วงปี พ.ศ. 2486 (ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2) เมืองดีทรอยต์เกิดเหตุการณ์จลาจลทางเชื้อชาติที่รุนแรงมาก (Detroit race riot) ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
การต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความรุนแรง การถูกบูลลี่ และความเกลียดชังทางเชื้อชาติในวัยเด็ก ทำให้เขาเกิดคำถามสำคัญ 2 ข้อที่กลายมาเป็นภารกิจหลักตลอดชีวิตของเขา คือ:
1. อะไรทำให้คนเราตัดขาดจากธรรมชาติแห่งความเมตตา และหันไปใช้ความรุนแรงต่อกัน?
2. อะไรทำให้คนบางคนยังคงรักษาความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นไว้ได้ แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด?
2. การศึกษาและอิทธิพลทางความคิด
เพื่อค้นหาคำตอบ เขาจึงเลือกศึกษาด้านจิตวิทยา เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านจิตวิทยาคลินิกจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน (University of Wisconsin-Madison) ในปี พ.ศ. 2504
ที่นั่นเขาได้ศึกษากับ ดร. คาร์ล โรเจอร์ส (Carl Rogers) บิดาแห่งจิตวิทยากลุ่มมนุษยนิยม (Humanistic Psychology) ซึ่งแนวคิดของโรเจอร์สเกี่ยวกับการรับฟังอย่างลึกซึ้ง (Active Listening) และการให้ความสำคัญกับศักยภาพความเป็นมนุษย์ มีอิทธิพลอย่างมหาศาลต่อการพัฒนาแนวคิด NVC ในเวลาต่อมา
3. การกำเนิด "การสื่อสารอย่างสันติ" (NVC)
ในช่วงทศวรรษ 1960 ซึ่งเป็นยุคแห่งการเรียกร้องสิทธิพลเมืองในสหรัฐอเมริกา (Civil Rights Movement) ดร. โรเซนเบิร์ก เริ่มทำงานเป็นนักไกล่เกลี่ยความขัดแย้งตามโรงเรียนและสถาบันต่างๆ ที่กำลังประสบปัญหาเรื่องการเหยียดเชื้อชาติและการรวมกลุ่มนักเรียนต่างสีผิว
จากประสบการณ์ลงพื้นที่จริง เขาพบว่า "ภาษา" และ "วิธีการสื่อสาร" คือกุญแจสำคัญ เขาจึงพัฒนากระบวนการ 4 ขั้นตอน (สังเกต ความรู้สึก ความต้องการ ขอร้อง) ขึ้นมา และเรียกมันว่า Nonviolent Communication (NVC) หรือที่เขามักใช้อุปมาอุปไมยเป็นสัญลักษณ์ของ "ภาษายีราฟ" (ภาษาแห่งความเมตตา) และ "ภาษาหมาป่า" (ภาษาแห่งการตัดสินและกล่าวโทษ)
4. ผลงานระดับโลก
ในปี พ.ศ. 2527 เขาก่อตั้ง Center for Nonviolent Communication (CNVC) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรระดับนานาชาติ ดร. โรเซนเบิร์ก ไม่ได้ใช้ NVC แค่ในห้องเรียนหรือครอบครัว แต่เขาเดินทางไปเป็นนักสันติวิธีและนักไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระดับประเทศในพื้นที่สงครามและพื้นที่ขัดแย้งทั่วโลก เช่น:
• รวันดา เบอรุนดี (ช่วงหลังการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)
• ตะวันออกกลาง (อิสราเอล - ปาเลสไตน์)
• ไอร์แลนด์เหนือ
• ศรีลังกา และประเทศในกลุ่มบอลข่าน
5. มรดกที่ทิ้งไว้
หนังสือที่สร้างชื่อเสียงให้เขามากที่สุดคือ "Nonviolent Communication: A Language of Life" ซึ่งถูกแปลไปมากกว่า 30 ภาษาทั่วโลก (รวมถึงภาษาไทย)
ดร. มาร์แชล โรเซนเบิร์ก เสียชีวิตอย่างสงบเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ด้วยวัย 80 ปี แต่แนวคิด NVC และภาษายีราฟของเขายังคงถูกนำไปใช้ฝึกอบรมอย่างแพร่หลายทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน ทั้งในโรงเรียน องค์กรธุรกิจ เรือนจำ และหน่วยงานรัฐ


หนังเรื่องอื่นเล่าว่า “Bitcoin ดี” หรือ “Bitcoin แย่”
SATOSHi ไม่ทำทั้งสองอย่าง — มันเล่าว่า “คนที่เชื่อ ต้องจ่ายราคาอะไร”