หนังเรื่องอื่นเล่าว่า “Bitcoin ดี” หรือ “Bitcoin แย่”
SATOSHi ไม่ทำทั้งสองอย่าง — มันเล่าว่า “คนที่เชื่อ ต้องจ่ายราคาอะไร”
satuser
satuser@siamstr.com
npub1e9vc...j93f
SATOSHi.Film 👤🌱🎞️
หนี้ข้ามรุ่น
สิ่งที่ใหม่ใน SATOSHi ไม่ใช่ Bitcoin — มันคือ structure ที่ผู้ชมรู้ว่าตัวเองอยู่ในหนังด้วย
หน้าที่ของนักเขียนบทคือการสร้างความสนุก ไม่ใช่สารคดีที่ต้องให้ความรู้ เมื่อเล่าเรื่องที่สนุกแล้ว คนดูจะได้ข้อคิดเองในภายหลัง
พล็อตคือโครงสร้างบ้านที่ต้องแข็งแรง ส่วนตัวละครคือความสวยงามของบ้าน วรรณกรรมบางเรื่องคนอ่านนึกชื่อเรื่องไม่ออกแต่นึกชื่อตัวละครออก ตัวละครจึงเป็นสัญลักษณ์ของเรื่องไปโดยปริยาย
ไม่ใช่ว่าเขาเชื่อ — แต่ว่าเขา เลือกเชื่อสิ่งที่คนอื่นยังไม่เชื่อ และพร้อมจ่ายราคา
วิชายอมรับความจริง
#100m #คนเท่โผล่มา #uoto 🙏🏃🏻🗿


ปลั๊กพ่วง standard
ไม่มีใครผิด แต่ทุกคนจ่าย
เมตตา base
vibe code webpage ครั้งแรกผ่านมือถือจน ram แตก
ค้างไป
valuable dimensions
value dimensions
ชมรม 100 เมตร


how fixes infinity
satoshi : 21M
เงินที่ถูก design มาเพื่อสังคมก็ได้ ส่วนบุคคลก็ด้วย
sound therapy
mind therapy
มีครบกันหมดแล้ว
ไม่มี cash therapy กันบ้างเลยเหรอ
#bitcoin
ปัจจัยที่หนึ่ง 😋


✴️ คลิปวิดีโอนี้เป็นการสัมภาษณ์คุณ Michael Saylor ในรายการของ Presidio Bitcoin (รายการ 21 in 21) โดยเนื้อหาหลักครอบคลุมเรื่องวิสัยทัศน์ของเขาเกี่ยวกับอนาคตของ Bitcoin, การเข้ามาของเทคโนโลยี AI และคำแนะนำสำหรับนักพัฒนาหรือคนรุ่นใหม่ที่กำลังค้นหาโอกาสในยุคดิจิทัล
นี่คือสรุปประเด็นสำคัญทั้งหมดจากคลิปครับ:
1. อนาคตและบทบาทของ Bitcoin ในระบบเศรษฐกิจ
• ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง: เขาเชื่อว่าปี 2026 เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ธนาคารขนาดใหญ่และสถาบันการเงินเริ่มเปิดรับ Bitcoin มากขึ้น รวมถึงมีกฎหมายและหน่วยงานกำกับดูแลที่ให้ความชัดเจนและสนับสนุนอุตสาหกรรมนี้ [00:39]
• วิวัฒนาการ 3 ระดับของ Bitcoin: เขาอธิบายว่าโลกจะใช้งาน Bitcoin ใน 3 เลเยอร์ ได้แก่ [01:43]
• Layer 1: เป็น "ทุนดิจิทัล" (Digital Capital) หรือสินทรัพย์พื้นฐาน
• Layer 2: เป็น "สินเชื่อดิจิทัล" (Digital Credit)
• Layer 3: เป็น "เงินดิจิทัล" (Digital Money) ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของ Stablecoin ที่มี Bitcoin หนุนหลัง ทำให้ผู้คนสามารถนำไปใช้จ่ายได้เหมือนเงินดอลลาร์ แต่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า (เช่น 6-8%) ซึ่งเอาชนะเงินเฟ้อได้
• การใช้งานในระดับมวลชน (Mass Adoption): ในอนาคต ผู้คนหลายพันล้านคนไม่จำเป็นต้องเข้าใจเทคโนโลยีเบื้องหลังของ Bitcoin (เหมือนที่เราไม่ต้องรู้ว่าไฟฟ้าหรือเครื่องยนต์ทำงานอย่างไร) พวกเขารู้แค่ว่ามันเป็นระบบที่ปลอดภัย และเป็นบัญชีเงินฝากที่ให้ผลตอบแทนดีก็เพียงพอแล้ว [04:20]
• Bitcoin จะไม่มีวันล้มเหลว: Saylor เปรียบเทียบ Bitcoin ว่าเป็นเหมือน "คณิตศาสตร์" หรือ "ภาษา" ที่มนุษย์ต้องใช้ในการสื่อสารและสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจ ดังนั้นมันจะไม่ล้มเหลวอย่างแน่นอน [05:47]
2. ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยี AI และ Bitcoin
• AI ในการทำงานของ Saylor: เขาเปิดเผยว่าบริษัทของเขาได้สร้างตราสารสินเชื่อดิจิทัลมูลค่ากว่า 8 พันล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมาด้วยความช่วยเหลือของ AI นอกจากนี้เขายังใช้ AI ในการช่วยตรวจทานคำพูด หรือแม้แต่ให้ AI แนะนำว่า "Michael Saylor ควรจะพูดประโยคนี้อย่างไร" [08:50]
• AI ต้องการ Bitcoin เป็นสกุลเงินพื้นฐาน: เมื่อ AI พัฒนาจนสามารถทำงานได้อย่างอิสระ (Autonomous Agents) AI เหล่านี้จะทำธุรกรรมระหว่างกันนับพันล้านครั้งต่อชั่วโมงด้วยความเร็วแสง ระบบการเงินดั้งเดิม (Fiat) จะไม่สามารถตอบสนองได้ AI จึงต้องการ "ทุนดิจิทัล" อย่าง Bitcoin ที่โอนได้ทันทีและมีการยืนยันที่สมบูรณ์แบบ [11:03]
• การยืนยันความถูกต้องในยุค AI: เมื่อ AI เริ่มฉลาดขึ้นและอาจถูกใช้เพื่อหลอกลวงหรือ Phishing ระบบเครือข่ายของ Bitcoin จะกลายเป็นมาตรฐานทองคำในการเข้ารหัสและยืนยันความถูกต้องของข้อมูล (Authentication) [12:35]
3. เรื่องราวส่วนตัวที่น่าสนใจ
• วีรกรรมสมัยเรียนที่ MIT: เขาเคยร่วมกับเพื่อนในชมรม (Fraternity) แฮ็กยึดลิฟต์ โดยแอบเอาเฟอร์นิเจอร์ของคณบดีไปใส่ไว้ข้างใน แล้วติดตั้งโคมไฟแชนเดอเลียร์ส่วนตัวเข้าไปในลิฟต์ด้วย [06:59]
• งานอดิเรก: เขายังคงชอบเล่นกีตาร์ โดยมักจะเล่นเพลงของวง The Beatles [07:43]
• ภาพโปรไฟล์ AI ชื่อดังบน Twitter: ภาพเท่ๆ ของเขาบน X ส่วนใหญ่เขาไม่ได้สร้างเอง แต่มาจากแฟนคลับและศิลปิน (เช่น Atlas Hodal) ที่ใช้เครื่องมืออย่าง Midjourney หรือเครื่องมือ AI อื่นๆ ทำให้ [08:08]
4. คำแนะนำสำหรับคนรุ่นใหม่และนักพัฒนา (Advice for Builders)
• จงใช้เวลาเรียนรู้ AI: Saylor แนะนำให้ทดลองใช้ AI หลายๆ ตัว และ "ผลักดัน" ให้มันสร้างสิ่งที่มีประโยชน์จริงๆ ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ไปจนถึงเรื่องที่ยิ่งใหญ่ เพื่อหาจุดทะลุขีดจำกัด (Zero to One moment) [15:23]
• ไอเดียสร้างผลิตภัณฑ์ในฝัน: เขาอยากเห็นการนำ Bitcoin ไปฝังไว้เป็นระบบพื้นฐาน (Native) ในมือถือทั้ง Android, iPhone รวมถึงระบบปฏิบัติการต่างๆ และแอปพลิเคชันทางการเงิน เขาเปรียบ Bitcoin ว่าเป็นเหมือน "แบตเตอรี่ทางการเงิน" ที่สามารถให้พลังงานกับผลิตภัณฑ์ทางการเงิน (เช่น ประกันภัย) ให้มีต้นทุนถูกลงและให้ผลตอบแทนผู้คนได้มากขึ้น [18:43]
• อย่าคิดว่าตัวเองมาสายเกินไป: ทศวรรษต่อจากนี้จะเป็นช่วงเวลาที่เกิดนวัตกรรมและความมั่งคั่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ด้วยเครื่องมืออย่าง AI และทุนดิจิทัล ทุกคนสามารถเริ่มต้นและสร้างสรรค์โลกให้ดีขึ้นได้เสมอ [20:05]
source :
#21in21 #presidiobitcoin #siamstr
Just-in-Time (JIT) Channels คือ technique ใน Lightning Network ที่ช่วยแก้ปัญหา inbound liquidity
ปัญหาที่ JIT แก้:
ปกติถ้าจะรับเงินผ่าน Lightning ต้องมี channel ที่มี inbound liquidity พร้อมอยู่ก่อน ซึ่งต้องล็อก BTC ไว้ล่วงหน้า ทำให้ไม่เป็นมิตรกับ new users
JIT แก้ยังไง:
เมื่อมีการส่งเงินมาหา user ที่ยังไม่มี channel LSP (Lightning Service Provider) จะ:
1. ตรวจจับ payment ที่กำลังจะมาถึง
2. เปิด channel ใหม่แบบ on-chain แบบ real-time
3. ส่ง payment ผ่าน channel ใหม่นั้นทันที
ทั้งหมดเกิดในช่วงเวลาที่ payment กำลัง route มา ก่อนที่มันจะ timeout
ทำไมสำคัญ:
ทำให้ user รับ Bitcoin ผ่าน Lightning ได้ครั้งแรกโดยไม่ต้องเปิด channel เองหรือรอ on-chain confirmation ล่วงหน้า — ลดแรงเสียดทานสำหรับ new users มาก
Trade-off:
LSP ต้องแบกต้นทุน on-chain transaction fee ทุกครั้งที่เปิด channel ใหม่ จึงมักคิด fee จาก payment แรกของ user เพื่อชดเชย
Core Lightning v25.12 เพิ่ง implement เป็น experimental feature ซึ่งเป็น stepping stone สำคัญสู่ Lightning ที่ใช้งานได้จริงโดยไม่ต้องมี technical knowledge ครับ
Time Lock (CLTV Delta)
Routing node ต้องตั้ง CLTV delta ให้พอกับ:
∙ เวลาที่ LSP ต้องการ broadcast on-chain tx
∙ รอ confirmation อย่างน้อย 1 block (หรือมากกว่าถ้า conservative)
∙ ส่ง payment ต่อผ่าน channel ใหม่
ถ้า CLTV delta สั้นเกินไป → payment timeout ก่อน channel พร้อม ถ้ายาวเกินไป → capital ถูกล็อกนาน ไม่คุ้ม
Rate Limiting (JIT per day/month)
จำเป็นมาก เพราะไม่มี limit = attack surface ที่ชัดเจน
Griefing attack: ส่ง payment หลอกๆ เพื่อบังคับให้ LSP เปิด channel ใหม่ซ้ำๆ จ่าย on-chain fee ทุกครั้ง โดยไม่ได้รับเงินจริง
สิ่งที่ต้องพิจารณา:
∙ limit per destination node
∙ limit per source node หรือ SCID
∙ cooldown period ระหว่าง JIT channels
∙ minimum payment size ก่อน trigger JIT (กันฝุ่น)
∙ fee ที่คิดจาก first payment ต้อง cover worst-case on-chain fee
ความซับซ้อนที่น่าสนใจ
ถ้า node อยู่ตรงกลาง routing path มันจะไม่รู้ว่า payment นี้จะ succeed หรือเปล่า ก่อนที่มันจะต้องตัดสินใจเปิด channel แล้ว นี่คือเหตุผลที่ทำให้ implementation ยาก และยังเป็น experimental อยู่
คุณสนใจจะ implement routing node เองอยู่ไหมครับ?