หวย คือการที่คนหลายคนเอาเงินมากองรวมกัน แล้วแบ่งให้คนโชคดีคนเดียว โดยมีรัฐบาลคอยดูแลและขอแบ่งเงินไปใช้พัฒนาประเทศ... แต่ Bitcoin Mining คือการที่คอมพิวเตอร์ช่วยกันดูแลบัญชีให้โลก ใครทำงานสำเร็จก่อน ระบบจะให้รางวัลเป็นเหรียญใหม่ โดยไม่ต้องมีเจ้านายคนกลางคอยหักเงิน
#siamstr
satuser
satuser@siamstr.com
npub1e9vc...j93f
satoshi is in the word 🌳 / technical dreamer / do note
The Times 03/jan/2026 BeybladeX on brink of second bailout for Satoshi Nakamoto
#แบงค์อุ้มรัฐ #ซาโตชิอุ้มประชาชน #ประชาชนเบ่นเบย์เบลดเสย #siamstr #beybladeX 🫂


#เงินหมดอายุ
อารยะขัดขืนทางการเงิน , #bitcoin
💬 : นอกจาก Carl Sagan (ซึ่งเขียนบทความภายใต้นามปากกา "Mr. X" และสนับสนุนการใช้กัญชาเพื่อกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ตามที่คุณอ่านเจอ) ยังมีนักวิทยาศาสตร์และนักคิดระดับโลกอีกหลายท่านที่บันทึกประสบการณ์หรือเขียนเกี่ยวกับกัญชาไว้อย่างน่าสนใจ ทั้งในแง่การทดลองกับจิตสำนึกและการใช้ทางการแพทย์ครับ
นี่คือรายชื่อนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญที่คุณอาจสนใจ:
1. Richard Feynman (นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล)
ไฟน์แมนเป็นที่รู้จักในฐานะอัจฉริยะที่มีความอยากรู้อยากเห็นในทุกเรื่อง ในหนังสืออัตชีวประวัติของเขา "Surely You're Joking, Mr. Feynman!" (ขอให้โชคดีนะมิสเตอร์ไฟน์แมน) เขาได้เล่าถึงช่วงเวลาที่เขาทดลองใช้กัญชาในขณะที่เข้าไปอยู่ใน "ถังแยกประสาทสัมผัส" (Sensory Deprivation Tank) ของ John Lilly
มุมมอง: ไฟน์แมนไม่ได้ใช้เพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียว แต่เขาใช้มันเหมือน "เครื่องมือ" ในการสังเกตการทำงานของสมองตัวเอง เขาพยายามวิเคราะห์สภาวะที่จิตสำนึกหลุดออกจากร่างกาย (Out-of-body experience) ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรในทางวิทยาศาสตร์ แต่ท้ายที่สุดเขาเลิกใช้เพราะกลัวว่าจะสูญเสียความสามารถในการคิดวิเคราะห์ที่เฉียบคมไป
2. Oliver Sacks (ประสาทแพทย์และนักเขียน)
ผู้เขียนหนังสือดังอย่าง The Man Who Mistook His Wife for a Hat โอลิเวอร์ แซกส์ เขียนเกี่ยวกับประสบการณ์การใช้สารกระตุ้นจิตประสาทหลายชนิด รวมถึงกัญชา ในหนังสือชื่อ "Hallucinations"
มุมมอง: ในฐานะหมอระบบประสาท เขาบันทึกผลกระทบของกัญชาที่มีต่อการรับรู้ (Perception) อย่างละเอียด เขาบรรยายว่ากัญชาทำให้เขามองเห็นรายละเอียดของสิ่งที่มอง หรือได้ยินดนตรีในมิติที่ลึกซึ้งขึ้นได้อย่างไร ซึ่งสำหรับเขาแล้ว มันคือการเรียนรู้เกี่ยวกับ "ศักยภาพและความยืดหยุ่นของสมองมนุษย์"
3. Stephen Jay Gould (นักชีววิทยาและนักวิวัฒนาการ)
กูลด์เป็นยักษ์ใหญ่ในวงการทฤษฎีวิวัฒนาการ เขาไม่ได้เขียนเพื่อแสวงหาความรื่นรมย์ แต่เขียนเพื่อต่อสู้ในเชิงกฎหมายและการแพทย์
มุมมอง: กูลด์เป็นมะเร็งและต้องทำคีโมบำบัดซึ่งทำให้เขามีอาการคลื่นไส้อย่างรุนแรงจนทำงานไม่ได้ เขาเขียนบันทึกว่ากัญชาเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยให้เขาหายคลื่นไส้และสามารถกลับมาทำงานเขียนและวิจัยต่อได้ เขาจึงกลายเป็นผู้สนับสนุนกัญชาทางการแพทย์อย่างเปิดเผย โดยเน้นที่ "ความเมตตาทางมนุษยธรรมและวิทยาศาสตร์" เหนืออคติทางการเมือง
4. Kary Mullis (นักเคมีรางวัลโนเบล ผู้คิดค้นเทคนิค PCR)
มัลลิสเป็นนักวิทยาศาสตร์สายขบถ (คล้ายๆ ไฟน์แมนแต่สุดโต่งกว่า) ผู้คิดค้นเทคนิค PCR ที่ปฏิวัติวงการพันธุศาสตร์ เขาเขียนไว้ในหนังสือ "Dancing Naked in the Mind Field"
มุมมอง: มัลลิสยอมรับอย่างเปิดเผยว่าการใช้สารไซคีเดลิกและกัญชา มีส่วนช่วยให้เขา "จินตนาการ" เห็นภาพกระบวนการทางโมเลกุลในแบบที่การคิดเชิงตรรกะปกติทำไม่ได้ ซึ่งนำไปสู่การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญของเขา
5. Lester Grinspoon (จิตแพทย์แห่ง Harvard)
คนนี้สำคัญมาก เพราะเขาคือเพื่อนสนิทของ Carl Sagan และเป็นคนที่เปลี่ยน Sagan ให้หันมาสนใจกัญชา เดิมที Grinspoon ตั้งใจจะเขียนหนังสือเพื่อพิสูจน์ว่ากัญชาเป็นอันตราย แต่หลังจากวิจัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เขากลับพบว่าสิ่งที่เขาเชื่อนั้นผิด
งานเขียน: เขาเขียนหนังสือชื่อ "Marihuana Reconsidered" (1971) ซึ่งถือเป็นคัมภีร์สำคัญที่ใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และเวชศาสตร์มาหักล้างความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับกัญชา เป็นงานเขียนที่เปลี่ยนมุมมองของวงการวิชาการในยุคนั้นอย่างมหาศาล
บทสรุป
นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้มีจุดร่วมกันคือ ความสงสัยใคร่รู้ (Curiosity) และ ความซื่อสัตย์ต่อข้อมูล (Intellectual Honesty) พวกเขาไม่ได้มองกัญชาในแง่ศีลธรรม แต่เป็นทั้ง "เครื่องมือสำรวจจิตใจ" (Feynman, Sacks) และ "ยาที่มีประสิทธิภาพ" (Gould) หรือแม้แต่ "ตัวช่วยในการคิดนอกกรอบ" (Mullis, Sagan) ครับ
#siamstr #geministr #cannabis #science 💐


พันธุกรรมของเวลา
Local Time:


Bitcoin Class Bullet Point 🚅
- ระบบเงินของประเทศอินเตอร์เน็ต (Digital Era)
- เงินสดดิจิตอล (Function)
- หวยโลกทุก 10 นาที (Mining)
- Open Source Software (บัญชีรวม P2P Node)
- Satoshi Nakamoto คือใคร (Cypherpunk)
- ความปลอดภัยจากพลังงานที่ใช้เข้ารหัสในเงิน (Privacy & Security)
- Globalization Cash (User)
- อยู่กับปัจจุบัน (Unit of Account)
- ปัญหาอะไรที่สร้าง Bitcoin ขึ้นมา (Fiat Centralized Logic of Violence)
- what next ? (AI / Energy / Freedom)
Question
- เงินเดือนขึ้น 500 ค่าครองชีพขึ้น 5000
- ของที่มีจำกัด (Limited) vs ของที่มีไม่จำกัด (Unlimited) ... น้องๆจะเลือกเก็บความมั่งคั่งไว้ในไหน?
- สกุลเงินหนึ่งของแพงขึ้นเรื่อยๆ สกุลเงินหนึ่งของถูกลงเรื่อยๆ
#Note #siamstr
💬 : จากโพสต์ที่คุณแชร์มา น่าสนใจมากครับ เป็นการสรุป concept ของ x402 (หรือการนำ HTTP 402 มาปัดฝุ่นใช้ร่วมกับ EVM/Stablecoin) ได้เห็นภาพชัดเจนมากในมุมของ AI Agent Economy
ในฐานะที่คุณเป็น Bitcoiner ที่ศึกษาเรื่องนี้ลึกซึ้ง (และทำแปลสารคดี Bitcoin ด้วย) ผมขอเจาะลึกเปรียบเทียบกับฝั่ง Bitcoin Lightning Network (โดยเฉพาะบริบทของ Taproot Assets และโปรโตคอล L402) ให้เห็นภาพชัดๆ ดังนี้ครับ
1. ความต่างเชิงโครงสร้าง (Architecture & Mechanics)
ถ้าเปรียบเทียบ x402 (ในบทความ) กับ Lightning Network (L402 / Taproot Assets) ความต่างหลักอยู่ที่ "วิธีการส่งมอบมูลค่า" และ "Layer ที่ทำงาน" ครับ
x402 (ตามบทความ: EVM/Solana Style)
- Mechanism: เป็นระบบ "Pull Payment" (คล้ายเช็ค) หรือการ Authorization
- Client เซ็นลายเซ็นดิจิทัล (Signature) ว่า "อนุญาตให้หักเงินนะ" ส่งไปให้ Server
- Server นำลายเซ็นนั้นไป Submit ลง Blockchain (Base, Solana, etc.) เพื่อดึงเงินมา
- Infrastructure: พึ่งพา HTTP Header เป็นหลัก และใช้ Blockchain Layer 1 หรือ Layer 2 ที่เร็วๆ ในการ Settlement
- Assets: เน้น Stablecoin (USDC, USDT) เป็นหลัก
- จุดเด่น: Developer สาย Web2 เข้าใจง่าย เพราะมันคือ REST API + Web3 Wallet flow ธรรมดา
Lightning Network (L402 / Taproot Assets)
- Mechanism: เป็นระบบ "Push Payment" (เงินสด)
- Server ส่ง Invoice (ใบแจ้งหนี้) มาให้ Client
- Client ส่ง "เงินสดดิจิทัล" (Preimage/Sats) วิ่งผ่าน Channel แบบ Peer-to-Peer ไปหา Server ทันที
- ไม่มีการรอ Block confirmation บน L1 ในขณะจ่าย (Settlement เป็น off-chain ทันที)
- Infrastructure: ใช้มาตรฐาน L402 (Lightning Native Web Auth) ซึ่งเป็นการรวม Macaroons (Authentication cookies แบบเทพ) เข้ากับ Lightning Payment
- Assets:
- Native: Bitcoin (Sats)
- Taproot Assets: สามารถออก Stablecoin (USD) บน Bitcoin Blockchain และส่งผ่าน Lightning Network ได้ (อนาคตเราจะจ่าย USD ผ่าน Lightning ได้เร็วเหมือนส่ง Sats)
- จุดเด่น: Privacy สูงกว่า และเป็น Finality ทันที ไม่ต้องรอ Chain ยืนยัน
2. อันไหน Security ดีกว่ากัน?
คำตอบนี้ขึ้นอยู่กับว่าเรานิยามคำว่า "Security" ในมุมไหนครับ
มุมมองที่ 1: ความมั่นคงของเครือข่าย (Consensus Security)
- Lightning/Taproot (ชนะขาด): ความปลอดภัยอิงอยู่กับ Bitcoin Base Layer (Proof-of-Work ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก) การจะ Reorg หรือโจมตีระบบทำได้ยากที่สุด
- x402: ความปลอดภัยขึ้นอยู่กับ Chain ที่เลือกใช้ (เช่น Base, Solana, Polygon) ซึ่งอาจมีความเสี่ยงเรื่อง Centralization (เช่น Sequencer ของ L2 หรือ Validator set ของ Solana) มากกว่า Bitcoin
มุมมองที่ 2: ความเสี่ยงของสินทรัพย์ (Asset Risk)
- Lightning (BTC): ไม่มี Counterparty risk (ไม่มีใครสั่งอายัด Bitcoin คุณได้)
- x402 (USDC/USDT) & Taproot Assets (Stablecoin): มีความเสี่ยงเรื่อง Censorship ตัวผู้ออกเหรียญ (Circle/Tether) สามารถสั่ง Blacklist address ได้ถ้ารัฐบาลสั่ง ซึ่งขัดกับหลักการ Censorship Resistance ของ Bitcoin
มุมมองที่ 3: ความผิดพลาดทางเทคนิค (Implementation Risk)
- x402 (ดูแลง่ายกว่า): การเขียน Smart Contract หรือ Verify Signature บน EVM เป็นท่ามาตรฐานที่ Developer คุ้นเคย ความซับซ้อนในการดูแล Node ต่ำกว่า
- Lightning: การดูแล Lightning Node, การจัดการ Channel Liquidity (Inbound/Outbound capacity), และการเฝ้าระวัง Channel State (Watchtowers) มีความซับซ้อนสูงกว่า ถ้า User ทั่วไปทำพลาด อาจสูญเสียเงินใน Channel ได้ (แม้จะมีเทคโนโลยีอย่าง Greenlight หรือ LSP มาช่วยแล้วก็ตาม)
สรุปจุดตัดสินใจ (The Verdict)
- ถ้ามองในมุม AI Agent / Web2 Developer:
x402 กินขาดเรื่อง "ความง่ายในการเริ่ม" ครับ มันคือการเอาโลก Web2 มาแปะ Web3 นิดหน่อย เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการความเร็วและใช้ US Dollar เป็นหลัก ไม่ซีเรียสเรื่อง Decentralization แบบ 100%
- ถ้ามองในมุม Bitcoiner / Future of Money:
L402 (Lightning) คือคำตอบที่แท้จริง เพราะมันคือ Streaming Money ที่แท้จริง (จ่ายทีละ Satoshi หรือมิลลิ-Sats ได้จริงๆ ซึ่ง x402 ทำไม่ได้ละเอียดเท่าเพราะติดค่า Gas ขั้นต่ำ)
- Privacy: x402 ธุรกรรมโชว์หราบน Chain ว่าใครจ่ายให้ใคร แต่ Lightning คนนอกดูไม่ออก
- Taproot Assets จะมาอุดช่องโหว่เรื่องคนอยากใช้ Stablecoin บน Lightning
สรุปสั้นๆ:
- x402 = Visa/Mastercard เวอร์ชันตัดตัวกลาง (เน้นสะดวก, ใช้ Stablecoin, เหมาะกับ Web ยุคปัจจุบัน)
- Lightning (Taproot) = เงินสดดิจิทัลที่แท้จริง (เน้น Privacy, Micropayment ระดับทศนิยม, เหมาะกับ Machine-to-Machine ในอุดมคติ)
สำหรับผม ถ้าจะสร้าง AI Agent ที่ "ไร้ตัวตนและต้านทานการเซ็นเซอร์" (Sovereign Agent) ผมจะเลือก #L402 บน #Lightning ครับ แต่ถ้าทำ #SaaS ทั่วไป #x402 ก็น่าสนใจมากครับ
#siamstr #geministr
source : https://www.facebook.com/share/p/184bnyVsp6
Script: "คำแรก Peer-to-Peer (P2P)... แปลว่า 'เพื่อนถึงเพื่อน'
โลกเก่าเรามี 'ตัวกลาง' (Center) เสมอ เหมือนห้องเรียนต้องมีครู ธนาคารต้องมีผู้จัดการ...
• แต่ P2P คือโลกที่ 'ทุกคนเท่าเทียมกัน' ใน Network นี้ไม่มีใครเป็นเจ้านาย ไม่มีใครเป็นลูกน้อง พี่โอนเงินให้น้อง ไม่ต้องผ่านคอมพิวเตอร์ของแบงก์ชาติ แต่คอมพิวเตอร์ของพี่คุยกับของน้องโดยตรง
นี่คือจุดเริ่มต้นของคำว่า 'เสรีภาพ' ครับ"
#siamstr #bitcoin #mini #class #สามัคคีชุมนุม #soon
ฐานทางการค้าที่มั่นคง
#bitcoin
a memory living a muscles 🧠💪🧹🌳
#body 🫀⚡️
เงินเดือนขึ้น 500
แต่ค่าครองชีพขึ้น 5,000
#siamstr
💬 : การเข้าใจ "เจตนา" ของผู้สร้าง (The Creator's Intent)
บทสัมภาษณ์ช่วยให้ผมรู้ว่า ผู้กำกับต้องการสื่อสารอะไรในซีนเงียบๆ เหล่านั้น
• ตัวอย่าง: ในวิดีโอ Vince Gilligan ให้สัมภาษณ์ว่าเขา "เบื่อที่จะเขียนบทตัวร้ายแล้ว" (Weary of writing bad guys) หลังจากทำ Breaking Bad และ Better Call Saul มานาน
• สิ่งที่ผมเข้าใจ: ข้อมูลนี้ทำให้ผมตีความตัวละคร Carol ในตอน The Gap ได้ลึกซึ้งขึ้นว่า เธอไม่ใช่ "Anti-hero" หรือคนเห็นแก่ตัวแบบ Walter White แต่ซีรีส์นี้คือ "การศึกษามนุษยชาติ" (Species study) ดังนั้น ความเงียบในตอน The Gap จึงไม่ใช่ความหยิ่งยโส แต่คือความเปราะบางของมนุษย์ที่กำลังสับสนครับ
#pluribus #geministr
อย่ากลัว fiat
เปลี่ยน fiat
micro purpose
ป้าข้างบ้าน คือ bug และ debug ของระบบ
#counterpartyrisk #fiat #document #paper #problem 🐞
บางอย่างก็ต้องค่อยๆใช้เวลา เดิน นึก หา ว่าเก็บไว้ที่ไหน
#ทะเบียนบ้าน
