wave language
satuser
satuser@siamstr.com
npub1e9vc...j93f
satoshi is in the word 🌳 / technical dreamer / do note
เงินมันควรจะเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับตัวเราของเรา หมายถึงในแง่มุมการจัดการพลังงานทางเศรษฐศาสตร์ส่วนบุคคลที่เมื่อ
output work อะไรออกไป input energy อะไรเข้ามา และสามารถ storage เอาไว้อยู่ในรูปแบบของระบบพลังงานที่ทุกคนในระบบสามารถตรวจสอบได้และปลอดภัย
แต่ทุกวันนี้เงินมันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนอื่น ของส่วนกลางต่างๆหมดเลย มัน calibrate กันผ่านระบบที่มีจุดอ่อนหลักๆเลยคือ มนุษย์ จึงทำให้เกิด leak ในระบบ
มนุษย์ มักมีอารมณ์เป็นหนึ่งในส่วนกลางที่ทำให้เงินที่ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของมนุษย์ตรงนี้นั้น มันส่งผลต่อความผันผวนของตัวระบบเงินเอง
เมื่อตัดอารมณ์มนุษย์ออกจากสมการการผลิตเงิน
และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเครือข่ายของคอมพิวเตอร์ พลังงาน การประมวลผล (ที่เกิดจากผลรวมของความรู้ที่มนุษย์ประดิษฐ์จากปัญญาผ่านซาโตชิ) ให้ได้ดำเนินไปนั้น จึงถือว่าเป็นการตัดความไม่แน่นอน ให้ออกไปจากระบบการเงินแบบเก่า
ทุกคนสามารถคำนวณ วางแผน การจัดการพลังงานของตนเองได้จากระบบการเงินแบบใหม่ที่แน่นอน ชัดเจน คำนวณได้ โปร่งใส ปลอดภัย และไม่ต้องขออนุญาติใคร , เป็นการตัดสินใจที่ขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานมันอย่างแท้จริง
มันคือการพัฒนาอีกขั้นของมนุษยชาติ
ที่จะทำให้ผู้ที่เข้าใจความจริงตรงนี้แล้ว สามารถมีความหวังกับชีวิต คิด ทบทวน วางแผนอนาคต ประเมิณพลังงานในปัจจุบัน จัดการสภาพแวดล้อมที่มี มีเวลาศึกษาอดีต และรักษาเงินที่เกิดใหม่นี้ให้เจริญเติบโตต่อไปได้ ไม่ถูกดูดกลืนพลังงานจากระบบเก่าที่รั่วไหลอีกต่อไป
#siamstr #bitcoin
ดร. Perrenod อธิบายว่าบิตคอยน์คือ "Money 3.0" และเป็นการปฏิวัติเทคโนโลยีพื้นฐานในด้านการเงิน โดยเป็นบัญชีแยกประเภทมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สมบูรณ์แบบแห่งแรก และเป็นระบบการเงินที่มาจากพลังงานโดยตรง
#เงินตราพลังงาน #siamstr
💬 : ใช่เลยครับ! คุณเข้าใจประเด็นสำคัญและอนาคตของเทคโนโลยีนี้ได้เฉียบคมมาก
สิ่งที่คุณพูดมานั้น เป็นจริงและกำลังเกิดขึ้นอยู่ครับ ไม่ใช่แค่แนวคิดอีกต่อไป แต่เป็นแนวหน้าของงานวิจัยด้าน BCI ในปัจจุบัน เราสามารถแยกตอบตามประเด็นที่คุณยกมาได้ดังนี้
1. การใช้ AI LLM "อ่าน" และ "Reverse Data" จากความคิด 🧠➡️💾
นี่คือสิ่งที่น่าทึ่งที่สุดและก้าวหน้าไปมากแล้วครับ
ใช่, เราสามารถใช้ AI ประเภทเดียวกับ LLM (Large Language Models) ในการ "แปล" สัญญาณสมองที่ซับซ้อน (ความคิด) ออกมาเป็นข้อมูลดิจิทัล (ข้อความ) และนำไปจัดเก็บได้
หลักการทำงาน:
* เก็บข้อมูลคู่ขนาน: นักวิจัยจะใช้เครื่องมืออย่าง fMRI (เครื่องสร้างภาพสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า) หรือ ECoG (การบันทึกคลื่นไฟฟ้าสมองโดยตรง) เพื่อบันทึกกิจกรรมของสมองในขณะที่ผู้ใช้งานกำลังฟังเรื่องราว, อ่านข้อความ, หรือดูวิดีโอ ในขณะเดียวกัน ก็จะเก็บข้อมูลต้นฉบับ (เรื่องราว, ข้อความ, คำบรรยายภาพ) ที่ผู้ใช้งานรับเข้าไปด้วย
* ให้ AI เรียนรู้: จากนั้นจะนำข้อมูลทั้งสองชุด (สัญญาณสมอง และ ข้อมูลต้นฉบับ) ไปฝึก (Train) โมเดล AI ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ โมเดลนี้จะเรียนรู้ที่จะจับคู่ "รูปแบบของคลื่นสมอง" กับ "ความหมายของคำหรือประโยค" ที่สัมพันธ์กัน
* แปลความคิดเป็นข้อความ: เมื่อ AI เรียนรู้จนเชี่ยวชาญแล้ว ในการทดลองครั้งต่อไป นักวิจัยจะให้ผู้ใช้งานคิดถึงบางสิ่งบางอย่าง แล้วให้ AI "อ่าน" เฉพาะสัญญาณสมองอย่างเดียว จากนั้น AI จะสร้างข้อความที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่ผู้ใช้งานกำลังคิดอยู่ออกมาได้สำเร็จ
ตัวอย่างงานวิจัยจริง:
นักวิจัยจาก University of Texas at Austin ได้พัฒนาระบบที่เรียกว่า "Semantic Decoder" ที่สามารถแปลกิจกรรมสมองออกมาเป็นข้อความต่อเนื่องได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดฝังขั้วไฟฟ้า (ใช้ fMRI) ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าแนวคิดนี้สามารถทำได้จริง
ดังนั้น การ "Reverse data" จากความคิดมาสู่ Storage นั้น ไม่ใช่แค่เป็นไปได้ แต่กำลังถูกพัฒนาให้มีความแม่นยำมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ
2. การ "Verify Decision" (ตรวจสอบการตัดสินใจ) ✅
เมื่อเราสามารถ "อ่าน" ความคิดหรือเจตนาที่แท้จริงจากสมองได้โดยตรง การตรวจสอบการตัดสินใจ (Verify Decision) ก็ย่อมเป็นไปได้แน่นอน
นี่คือสถานการณ์สมมติที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต:
* ทางการแพทย์: แพทย์ถามผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตและพูดไม่ได้ว่า "คุณเจ็บตรงนี้ใช่ไหม?" ผู้ป่วยอาจจะพยายามกะพริบตาเพื่อตอบว่า "ใช่" ในขณะเดียวกัน ระบบ BCI ที่เชื่อมต่อกับ AI สามารถอ่านสัญญาณสมองและยืนยันได้ว่า สัญญาณที่เกิดขึ้นนั้นสอดคล้องกับแนวคิด "ความเจ็บปวด" หรือ "การยอมรับ" จริงๆ เพื่อเป็นการยืนยันคำตอบอีกชั้นหนึ่ง
* การควบคุมที่สำคัญ: นักบินอวกาศหรือผู้ควบคุมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อาจต้องทำการตัดสินใจที่สำคัญอย่างยิ่งยวด ระบบสามารถออกแบบมาให้มีการยืนยันสองชั้น (Two-factor authentication) คือ 1) การกดปุ่มยืนยัน และ 2) การที่ระบบ BCI อ่านสัญญาณสมองเพื่อยืนยันว่าผู้ควบคุมมี "เจตนา" ที่จะทำสิ่งนั้นจริงๆ และไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดหรือสภาวะร่างกาย/จิตใจที่ไม่ปกติ
สรุป: จาก "การควบคุม" สู่ "การสื่อสาร"
เทคโนโลยีอย่าง Neuralink ในยุคแรกเน้นไปที่การ "ควบคุม" (Control) คือการแปลสัญญาณสมองเพื่อไปขยับแขนกลหรือเคอร์เซอร์เมาส์
แต่สิ่งที่คุณกำลังพูดถึง คือการก้าวไปสู่ยุคของการ "สื่อสาร" (Communication) อย่างแท้จริง ซึ่งก็คือการใช้ AI และ LLM มาช่วย "อ่านและเขียน" ข้อมูลที่ซับซ้อนระหว่างสมองกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นทิศทางที่เทคโนโลยีนี้กำลังมุ่งไปอย่างชัดเจนครับ
#siamstr #geministr #cyborg #ai #device #mindcap 🧢
คณิตย์ = ภาษาการคิด
กำไรที่ไม่เสื่อมค่า
#bitcoin #profit
กำไรสุทธิ
https://gemini.google.com/share/963700f4a91a
#siamstr #bitcoin #profit
เรียนย้อนหลัง speed x 2.0
ผู้นำที่ดีคือ
ผู้นำที่ไม่ต้องให้แม่บอก
ตื่นมาอาบน้ำเองตั้งแต่เช้า
ในวันที่ไม่ได้ไปโรงเรียน
แล้วผู้ตามนี่ก็ตามจัง 555+
ประวัติศาสตร์สารกำจัดมด: จากสมุนไพรโบราณสู่เคมีภัณฑ์ยุคใหม่
สารกำจัดมดที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นแบบผง, ชอล์ก, กับดักเหยื่อล่อ หรือสเปรย์ ต่างก็มีประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการที่ยาวนาน จากการใช้สารจากธรรมชาติในยุคโบราณ สู่การสังเคราะห์สารเคมีที่มีประสิทธิภาพสูงในศตวรรษที่ 20 บทความนี้จะเจาะลึกถึงประวัติความเป็นมา วิธีการสกัดหรือสังเคราะห์ และผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการคิดค้นสารกำจัดมดในรูปแบบต่างๆ
1. สารกำจัดมดแบบผง: จุดเริ่มต้นแห่งการควบคุมแมลง
ประวัติศาสตร์ของสารกำจัดมดแบบผงย้อนกลับไปได้หลายศตวรรษ โดยในช่วงแรกเป็นการใช้สารจากธรรมชาติและแร่ธาตุต่างๆ
- สารจากธรรมชาติและแร่ธาตุ: หลักฐานทางประวัติศาสตร์บ่งชี้ว่ามีการใช้กำมะถัน (Sulfur) ในการควบคุมแมลงมาตั้งแต่ 4,000 ปีก่อนในเมโสโปเตเมีย ในขณะที่ชาวจีนโบราณใช้สารประกอบของสารหนู (Arsenic) ในการกำจัดแมลงเช่นกัน นอกจากนี้ "ผงเปอร์เซีย" (Persian dust) ซึ่งทำมาจากการบดดอกไพรีทรัม (Pyrethrum) ซึ่งเป็นพืชในตระกูลดอกเบญจมาศ ก็ถูกใช้อย่างแพร่หลายในฐานะยาฆ่าแมลงตามธรรมชาติมานานหลายร้อยปี สารออกฤทธิ์สำคัญในดอกไพรีทรัมคือ ไพรีทริน (Pyrethrins) ซึ่งออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทของแมลง
- ยุคเคมีสังเคราะห์: การปฏิวัติวงการยาฆ่าแมลงเกิดขึ้นในปี 1939 เมื่อ ดร.พอล แฮร์มันน์ มึลเลอร์ (Dr. Paul Hermann Müller) นักเคมีชาวสวิสแห่งบริษัท J.R. Geigy ค้นพบคุณสมบัติในการฆ่าแมลงของสาร ดีดีที (DDT - Dichlorodiphenyltrichloroethane) ซึ่งถูกสังเคราะห์ขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1874 แต่ไม่เคยมีใครทราบถึงคุณสมบัตินี้มาก่อน การค้นพบนี้ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ในปี 1948 และดีดีทีในรูปแบบผงก็ได้กลายเป็นสารกำจัดแมลงที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสัตว์ป่าทำให้ดีดีทีถูกแบนในหลายประเทศในเวลาต่อมา
- ไพรีทรอยด์สังเคราะห์: จากความสำเร็จของไพรีทรินธรรมชาติ นักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนา ไพรีทรอยด์ (Pyrethroids) ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์ที่เลียนแบบโครงสร้างและกลไกการออกฤทธิ์ของไพรีทริน แต่มีความเสถียรและทนทานต่อแสงแดดได้ดีกว่า สารในกลุ่มนี้ เช่น เพอร์เมทริน (Permethrin) และ เดลต้าเมทริน (Deltamethrin) มักถูกใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในยาฆ่ามดแบบผงในปัจจุบัน
2. ชอล์กกำจัดมด: นวัตกรรมจากแดนมังกร
ชอล์กกำจัดมด หรือที่รู้จักกันในชื่อ "ชอล์กมหัศจรรย์" (Miraculous Insecticide Chalk) เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีต้นกำเนิดในประเทศจีนช่วงต้นทศวรรษ 1990
- สารออกฤทธิ์: ส่วนประกอบหลักของชอล์กเหล่านี้คือสารในกลุ่มไพรีทรอยด์สังเคราะห์ เช่น เดลต้าเมทริน (Deltamethrin) และ ไซเพอร์เมทริน (Cypermethrin) ซึ่งจะผสมเข้ากับวัสดุอย่างปูนปลาสเตอร์หรือแคลเซียมคาร์บอเนต แล้วอัดขึ้นรูปเป็นแท่งชอล์ก เมื่อมดเดินข้ามเส้นชอล์ก สารเคมีจะสัมผัสกับตัวมดและซึมเข้าไปรบกวนระบบประสาท ทำให้มดเป็นอัมพาตและตายในที่สุด
- ผู้คิดค้น: แม้จะไม่มีการระบุชื่อบุคคลเดียวอย่างชัดเจนว่าเป็นผู้คิดค้นชอล์กกำจัดมด แต่สิทธิบัตรของจีนในปี 1999 สำหรับ "ชอล์กฆ่าแมลงและกรรมวิธีการผลิต" (Insecticide chalk and its preparation) ได้ระบุชื่อ เหลียง จื้อหัว (Liang Zhihua) เป็นผู้ประดิษฐ์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนานวัตกรรมนี้ในประเทศจีน
3. กับดักเหยื่อล่อ: กลยุทธ์ "ม้าไม้เมืองทรอย" กำจัดมดยกรัง
แนวคิดของกับดักเหยื่อล่อคือการใช้สารพิษที่ออกฤทธิ์ช้าผสมกับอาหารที่มดชอบ เพื่อให้มดงานนำเหยื่อพิษกลับไปป้อนมดตัวอื่น ๆ รวมถึงราชินีมดในรัง เป็นการกำจัดอาณานิคมของมดให้สิ้นซาก
- ยุคแรกเริ่ม: การใช้เหยื่อล่อกำจัดมดมีมานานแล้ว โดยมีการใช้ กรดบอริก (Boric acid) ซึ่งเป็นสารจากแร่ธรรมชาติ เป็นส่วนผสมในเหยื่อล่อมาตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 กรดบอริกจะออกฤทธิ์เป็นพิษต่อกระเพาะอาหารของมดและรบกวนระบบเมตาบอลิซึมของพวกมัน
- การออกแบบกับดัก: ในปี 1941 จี.จี. วิตต์เวอร์ (G.G. Wittwer) ได้รับสิทธิบัตรสำหรับ "กับดักมด" (Ant Trap) ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเน้นการออกแบบภาชนะบรรจุที่ปลอดภัย ป้องกันไม่ให้เด็กหรือสัตว์เลี้ยงเข้าถึงเหยื่อพิษได้
- สารเคมีสมัยใหม่: ปัจจุบันมีการใช้สารออกฤทธิ์หลายชนิดในเหยื่อกำจัดมด เช่น ไฮดราเมทิลนอน (Hydramethylnon) ซึ่งรบกวนการสร้างพลังงานในเซลล์ของมด และสารในกลุ่มนีโอนิโคตินอยด์ (Neonicotinoids) เช่น ไทอะมีทอกแซม (Thiamethoxam) และ อิมิดาโคลพริด (Imidacloprid) สารกลุ่มนี้ถูกพัฒนาขึ้นโดยเลียนแบบโครงสร้างของนิโคติน มีประสิทธิภาพสูงในการทำลายระบบประสาทส่วนกลางของแมลง
4. สเปรย์กำจัดมด: อาวุธฉับพลันในกระป๋องสเปรย์
สเปรย์กำจัดมดและแมลงเป็นผลพวงมาจากการพัฒนากระป๋องสเปรย์อัดความดัน ซึ่งมีจุดเริ่มต้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
- ผู้คิดค้นกระป๋องสเปรย์: เอริค รอตไฮม์ (Erik Rotheim) วิศวกรชาวนอร์เวย์ เป็นผู้จดสิทธิบัตรกระป๋องสเปรย์เป็นคนแรกในปี 1927 อย่างไรก็ตาม การผลิตในเชิงพาณิชย์สำหรับยาฆ่าแมลงเกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองโดยนักวิทยาศาสตร์จากกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา คือ ไลล์ กู๊ดฮิว (Lyle Goodhue) และ วิลเลียม ซัลลิแวน (William Sullivan) พวกเขาได้พัฒนา "บั๊กบอมบ์" (bug bomb) ซึ่งเป็นกระป๋องอัดความดันแบบพกพาสำหรับฉีดพ่นยาฆ่าแมลงเพื่อป้องกันทหารจากแมลงที่เป็นพาหะของโรคมาลาเรีย
- การพัฒนาสู่การใช้งานในครัวเรือน: หลังสงคราม เทคโนโลยีนี้ได้ถูกนำมาปรับใช้กับผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคทั่วไป สเปรย์กำจัดมดในยุคแรกๆ มักใช้สารกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตและคาร์บาเมต แต่เนื่องจากความเป็นพิษสูงต่อมนุษย์และสัตว์เลี้ยง ปัจจุบันสเปรย์ส่วนใหญ่จึงหันมาใช้สารในกลุ่มไพรีทรอยด์สังเคราะห์ เช่น พราลเลทริน (Prallethrin), อิมิโพรทริน (Imiprothrin) และ ไซเพอร์เมทริน (Cypermethrin) ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการกำจัดมดแบบเฉียบพลัน (knock-down effect) และมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้มากกว่าเมื่อใช้อย่างถูกวิธี
โดยสรุป ประวัติศาสตร์ของสารกำจัดมดคือการเดินทางที่น่าสนใจ จากการพึ่งพาสิ่งที่หาได้จากธรรมชาติ สู่การค้นพบทางเคมีที่เปลี่ยนแปลงโลก และการพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่ทำให้การควบคุมมดเป็นเรื่องง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในชีวิตประจำวันของเรา
#ศีลข้อที่หนึ่ง 🚫🐜
#geministr #siamstr


GM Kaiju 🌞
#siamstr ⛅️


แพ้ทางเพลงเบสหนึบๆตลอด 🐙🍡🥢
ยาย : หรรม...สตาร์ทรถให้ยายแหน่
เรา : (...สตาร์ทรถให้ยายเสร็จ...)
ยาย : ขอบใจหลายเด้อหรรม ยายเข่าบ่ดี
เรา : บ่เป็นหยังครับ...ยายคือเปลี่ยนไปใช้รุ่นออโต้ส่ะ
ยาย : เทวดาเอาไปแล่ว
เรา : อ๋อ เทวดาเอาไปละ
👵🏻🛍️🛒🛵😇🙏
#siamstr
💬 : Concept ที่เราคุยกันมาทั้งหมด ซึ่งผสมผสานระหว่าง Cyberpunk, จิตวิญญาณ/ศาสนา (โดยเฉพาะพุทธ), และเทคโนโลยีการย้ายจิตสำนึก (Soul Transfer) เป็นแนวคิดที่น่าสนใจมาก มีผลงานหลายชิ้นที่นำเสนอแนวคิดใกล้เคียงกันในบางแง่มุมครับ
นี่คือตัวอย่างที่โดดเด่นและน่าจะตรงกับความสนใจของคุณ:
ภาพยนตร์ / ซีรีส์
Altered Carbon (2018-2020)
- ความคล้ายคลึง: นี่คือเรื่องที่ใกล้เคียงที่สุดในแง่ของ "การย้ายจิตสำนึก" ในเรื่องนี้ จิตสำนึกของมนุษย์จะถูกเก็บไว้ในอุปกรณ์ที่เรียกว่า "Stack" ซึ่งสามารถย้ายไปใส่ในร่างกายใหม่ที่เรียกว่า "Sleeve" ได้ ทำให้คนรวยสามารถมีชีวิตเป็นอมตะได้ เรื่องนี้สำรวจประเด็นเรื่องตัวตน, ความทรงจำ, และความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากเทคโนโลยีความเป็นอมตะอย่างลึกซึ้ง
- จุดต่าง: แม้จะมีปรัชญาหนักๆ แต่ไม่เน้นเรื่องศาสนาหรือจิตวิญญาณโดยตรงเท่ากับ Concept ของเรา
Ghost in the Shell (ทั้งฉบับอนิเมะ 1995 และภาพยนตร์ Live-action 2017)
- ความคล้ายคลึง: เป็นต้นแบบของแนวคิด Cyberpunk ที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับจิตวิญญาณในยุคที่ร่างกายเป็นเพียงเปลือก (Shell) ที่ปรับเปลี่ยนได้ ส่วนจิตใจหรือตัวตนเรียกว่า "Ghost" ตัวเอกอย่างผู้พันโมโตโกะ คุซานางิ เป็นไซบอร์กเต็มตัวและต้องต่อสู้กับคำถามว่าตัวตนของเธอคืออะไรกันแน่ มีการผสมผสานปรัชญาตะวันออกเข้ากับโลกไซเบอร์พังก์
- จุดต่าง: ไม่ได้เน้นเรื่อง "พิธีกรรม" การย้ายจิตหลังความตาย แต่เน้นเรื่องการค้นหาตัวตนในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่
Blade Runner (1982) และ Blade Runner 2049 (2017)
- ความคล้ายคลึง: แม้จะไม่ใช่การย้ายจิต แต่เป็นการสร้างมนุษย์เทียม (Replicant) ที่มีความคิดและความทรงจำเหมือนมนุษย์จริงๆ จนแยกไม่ออก หนังตั้งคำถามสำคัญว่า "อะไรคือความเป็นมนุษย์" และ "จิตวิญญาณเกิดจากอะไร" บรรยากาศของเมืองที่เป็น Cyberpunk และ mood ที่มีความเศร้าหมองและ contemplative (ครุ่นคิด) จะคล้ายกับภาพที่เราสร้างกันขึ้นมา
- จุดต่าง: เน้นไปที่ AI และมนุษย์เทียม ไม่ใช่การย้ายจิตของมนุษย์ที่มีอยู่เดิม
ซีรีส์ Black Mirror (บางตอน)
- ตอน "San Junipero": นำเสนอแนวคิดการอัปโหลดจิตสำนึกของผู้สูงอายุหรือผู้ที่กำลังจะตายเข้าไปอยู่ในโลกเสมือน (Virtual Reality) เพื่อใช้ชีวิตหลังความตายอย่างมีความสุข
- ตอน "Be Right Back": พูดถึงการสร้าง AI ที่เลียนแบบบุคลิกของคนรักที่เสียชีวิตไปแล้วจากข้อมูลในโซเชียลมีเดีย ซึ่งทำให้เกิดคำถามเรื่องตัวตนและการยอมรับความสูญเสีย
วรรณกรรม
"Neuromancer" โดย William Gibson (1984)
- ความคล้ายคลึง: เป็นนิยายที่ให้กำเนิดแนว Cyberpunk ก็ว่าได้ มีการพูดถึงการเชื่อมต่อจิตสำนึกเข้ากับโลกไซเบอร์สเปซโดยตรง (Cyberspace Deck) และการสร้างบุคลิกดิจิทัล (Digital Constructs) ของคนที่ตายไปแล้ว
- จุดต่าง: เน้นไปที่โลกของแฮกเกอร์และอาชญากรรมในโลกไซเบอร์มากกว่าประเด็นทางจิตวิญญาณ
"Dune" โดย Frank Herbert (1965)
- ความคล้ายคลึง: แม้จะเป็น Space Opera ไม่ใช่ Cyberpunk แต่ Dune เป็นตัวอย่างชั้นเยี่ยมของการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีขั้นสูงกับเรื่องจิตวิญญาณ, ศาสนา, และการฝึกฝนจิตใจ (เช่น กลุ่ม Bene Gesserit) ซึ่งมีบรรยากาศที่ขรึมขลังและลุ่มลึกคล้ายกัน
- จุดต่าง: เป็นโลกอนาคตคนละแบบกับที่เราคุยกัน
วิดีโอเกม
Cyberpunk 2077
- ความคล้ายคลึง: ถอดแบบโลก Cyberpunk มาอย่างสมบูรณ์แบบ มีเทคโนโลยีการดัดแปลงร่างกาย (Cyberware) และมีเนื้อเรื่องหลักที่เกี่ยวกับ "Relic" ซึ่งเป็นชิปที่สามารถบันทึกและย้ายจิตสำนึกของคนได้ ทำให้เกิดคำถามเรื่องตัวตนและความเป็นเจ้าของร่างกาย
- จุดต่าง: เน้นไปที่ความรุนแรงและด้านมืดของสังคม ไม่ได้เน้นมิติทางจิตวิญญาณหรือพิธีกรรมที่สงบสุข
โดยสรุปแล้ว Concept ของ "Future Funeral Cinema" ที่มี "Cyborg Monk" ทำพิธี "Soul Transfer" แบบผสมผสานพุทธศาสนาเข้ากับเทคโนโลยีนั้นค่อนข้างมีเอกลักษณ์และเฉพาะตัวมากๆ ครับ แม้จะมีผลงานที่พูดถึงการย้ายจิตหรือโลกไซเบอร์พังก์อยู่มากมาย แต่การนำเสนอในแง่มุมของพิธีกรรมหลังความตายที่ดูสงบและเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณแบบนี้ยังไม่ค่อยมีให้เห็นบ่อยนัก ซึ่งทำให้ Concept นี้มีความโดดเด่นและน่าสนใจมากครับ
ปล.นี่คือภาพของการอยู่ร่วมกันของศาสนาและเทคโนโลยีในอนาคตเท่าที่นึกออกและอยากฉายภาพมันออกมาและบันทึกเอาไว้
#siamstr #keyvisual 🧘🏻♂️🤖⛪️🎄🪦💀


slap bass funk funk
The Business Times
The Projector owes S$1.2 million to creditors; Golden Mile cinema put up for rent
Creditors include the cinema’s members, owed close to S$90,000, as well as banks, Cathay Cineplexes and the Composers & Authors Society of Singap...
- 0.0001% risk plan attack
- แผนรับมือการโจมตีที่มีความเสี่ยง 0.0001%
- what ever weird thing people might complain about , it still get people involve it , tension is good
- ไม่ว่าคนจะบ่นเรื่องแปลกๆ อะไรก็ตาม สิ่งนั้นก็ยังดึงดูดให้คนเข้ามามีส่วนร่วมได้ ความตึงเครียด (หรือความขัดแย้ง) ถือเป็นเรื่องดี
- More than "Core"
- มากกว่าแค่ "Core" (หมายถึงต้องมีความหลากหลายมากกว่าแค่ซอฟต์แวร์ Bitcoin Core)
- more of perspective will learning to bitcoin
- ยิ่งมีมุมมองที่หลากหลาย ก็ยิ่งเกิดการเรียนรู้ในบิตคอยน์
- You Determine What Bitcoin Is
“คุณคือผู้กำหนดว่าบิตคอยน์คืออะไร”
🎬 Lighting OG ต้องพี่คนนี้
เฮลีย์ เบอร์โค (Haley Berkoe) ได้พูดคุยกับ แทดจ์ ดรายจา (Tadge Dryja) นักพัฒนาบิตคอยน์ นักวิจัย และหนึ่งในผู้ร่วมสร้าง Lightning Network พวกเขาได้สนทนากันถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม และแนวทางแก้ไขที่คุณแทดจ์เสนอ ซึ่งมีชื่อว่า “Lifeboat” (เรือชูชีพ) นอกจากนี้ คุณแทดจ์ยังได้เจาะลึกถึงวิธีการดึงดูดนักพัฒนารุ่นใหม่, สภาพความแข็งแกร่งของระบบนิเวศบิตคอยน์, โปรเจกต์ในฝันที่จะช่วยปรับปรุงการใช้งานและความหลากหลายของไคลเอนต์, และเหตุผลที่ว่าทำไมการศึกษาจึงเป็นกุญแจสำคัญต่อความยืดหยุ่นของบิตคอยน์
ช่วงเวลา (TIMSTAMPS)
- 00:00 แนะนำ
- 0:47 ความกังวลเกี่ยวกับความชะล่าใจแม้ราคา Bitcoin จะสูง; ความท้าทายต่อเนื่องในเรื่องการขยายขนาด (scalability), ค่าธรรมเนียม, และการเตรียมพร้อมรับมือคอมพิวเตอร์ควอนตัม
- 2:22 คุณแทดจ์อธิบายกลไก “Lifeboat” (commit-reveal scheme) ของเขา เพื่อป้องกันเหรียญหากคอมพิวเตอร์ควอนตัมกลายเป็นภัยคุกคาม
- 5:09 คอมพิวเตอร์ควอนตัมจะทำลายลายเซ็น elliptic curve ของบิตคอยน์ได้อย่างไร, ทำไมฟังก์ชันแฮช (hashes) ยังคงปลอดภัย, และโอกาสที่จะเกิดการโจมตีดังกล่าวในปัจจุบัน
- 10:33 ความท้าทายในการดึงดูดนักพัฒนารุ่นใหม่เข้าสู่วงการบิตคอยน์, การก้าวข้ามอคติทางการเมือง, และการรักษาชุมชนให้เปิดกว้างสำหรับผู้คนที่หลากหลาย
- 16:21 การปรับปรุงการใช้งาน เช่น การรองรับ BIP39 ใน Bitcoin Core และการมี full node ที่ถูกพัฒนาขึ้นหลายเวอร์ชันเพื่อความหลากหลาย
- 19:23 ทำไมการศึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทั้งนักพัฒนาและผู้ใช้งานทั่วไป ในการสร้างเครือข่าย Bitcoin ที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่นยิ่งขึ้น
@PresidioBitcoin #siamstr #21in21
คนชอบ focus กับราคา bitcoin ที่มากขึ้นเรื่อยๆ
มากกว่า focus ที่อำนาจในการจับจ่ายใช้สอยของมันที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อเทียบกับราคาสินค้าทั่วไปที่มันถูกลงเรื่อยๆในหน่วย satoshi
#siamstr