satuser's avatar
satuser
satuser@siamstr.com
npub1e9vc...j93f
satoshi is in the word 🌳 / technical dreamer / do note
satuser's avatar
satuser 8 months ago
ณ วินาทีสุดท้ายก่อนที่จิตจะดับลงไป จะมีเสียงหนึ่งโผล่ขึ้นมาในความคิด และบอกกับเราว่า... ”โปรดตรวจสอบว่ามีกุญแจอยู่ในรถ หรือไม่ ? “
satuser's avatar
satuser 8 months ago
light night 🎄 #กระเบนราหู image
satuser's avatar
satuser 8 months ago
บทความวิจัยเรื่อง “Absolute Zero: Reinforced Self-play Reasoning with Zero Data” นำเสนอแนวทางใหม่ในการฝึกสอนโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) โดยไม่ต้องพึ่งพาข้อมูลที่มนุษย์จัดเตรียมไว้ล่วงหน้า .  ⸻ 🔍 สาระสำคัญของบทความ ปัญหาที่พบในวิธีการเดิม: • การเรียนรู้แบบมีผู้สอน (Supervised Learning) และการเรียนรู้แบบเสริมด้วยรางวัลที่ตรวจสอบได้ (RLVR) ยังต้องพึ่งพาชุดข้อมูลที่มนุษย์จัดเตรียม เช่น คำถาม-คำตอบ หรือเส้นทางการให้เหตุผล ซึ่งจำกัดความสามารถในการขยายขนาดและความยั่งยืนในระยะยาว .  แนวทางใหม่: Absolute Zero • โมเดลจะสร้างและแก้ปัญหาด้วยตนเองผ่านการเล่นกับตัวเอง (self-play) โดยไม่ต้องใช้ข้อมูลจากภายนอก • ใช้ตัวตรวจสอบโค้ด (code executor) เพื่อยืนยันความถูกต้องของคำตอบและให้รางวัลที่ตรวจสอบได้ • กระบวนการนี้ช่วยให้โมเดลสามารถเรียนรู้และพัฒนาความสามารถในการให้เหตุผลได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องมีการแทรกแซงจากมนุษย์ ผลลัพธ์ที่ได้: • โมเดล Absolute Zero Reasoner (AZR) ที่พัฒนาขึ้นภายใต้แนวทางนี้ สามารถทำผลงานได้ดีกว่าโมเดลอื่น ๆ ที่ใช้ข้อมูลจากมนุษย์ในการฝึกสอน ในด้านการเขียนโค้ดและการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ .  ⸻ 📌 สรุป บทความนี้นำเสนอแนวทางใหม่ในการฝึกสอนโมเดลภาษาขนาดใหญ่โดยไม่ต้องพึ่งพาข้อมูลจากมนุษย์ ซึ่งอาจเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนา AI ที่สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน. หากคุณสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่: arXiv:2505.03335 #FreeAI #selfplay 👶🏻 View quoted note →
satuser's avatar
satuser 8 months ago
บนอะไรไม่บน มาบนกับบิตคอยน์ #แก้บน
satuser's avatar
satuser 8 months ago
lnbc990n1p5pc2t5pp5s5t9q38hlnrujate0k646aku4wyvadlpcjmrrnqt4d7hjs4nwnjsdq87z0enrccqzzsxqyz5vqsp5xnswf44llf54n4y62y65msme0zhqn2kgcymf4xmjxrhrhthzadqq9qxpqysgqkmeqnfyyhxhqd5pmj085xk5p609u8zf4d92rg6kpamr75x3p33389ujkp953yvpzj23vrq3xae383vncyw5evlmn5cg2452kxzxku5sq8xendu
satuser's avatar
satuser 8 months ago
cut and save 🎬💾 #short #path #learn 🧠
satuser's avatar
satuser 8 months ago
ถึงจุดที่ต้อง งดเนื้อ งดเบียร์ ชั่วคราว ร่างกายค่อยๆเตือนด้วยผื่นลมพิษมาสองสามเดือนละ แล้วเดือนที่ผ่านมาเหมือนจะเริ่มเกาะเป็นเกาท์ที่นิ้วกลางข้างขวา ตอนแรกนึกว่าเป็นที่แพ้ฝุ่นควันจากช่วง PM 2.5 ลงมาหนักๆ ถ้างดแล้วผื่นยังมาอีกคงต้องเป็นอย่างอื่นแล้วแหละ หวังว่าระบบ immune จะกลับมาที่ค่า default ได้นะ อยากกลับมากินเนื้อกับเบียร์อีก ⚠️🍺🥩❤️‍🔥
satuser's avatar
satuser 8 months ago
กราบหนึ่ง กราบสอง กราบสาม พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ node miner user 🙏🙏🙏
satuser's avatar
satuser 8 months ago
💬 : สรุป Algorithms, Monks, and Merchants: Computing in Everyday Life in the Middle Ages หนังสือ เล่มนี้ของ Giorgio Ausiello (ค.ศ. 2025) เสนอภาพรวมว่าการคำนวณ (computation) ในยุคกลางสัมพันธ์กับปัญหาชีวิตจริงอย่างไร โดยมุ่งเน้นช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9–15 ซึ่งเป็นยุคที่วิทยาศาสตร์อาหรับเฟื่องฟูและเริ่มมีการนำระบบตัวเลขฮินดู-อาหรับเข้ามาใช้ในยุโรปตะวันตก  ทำให้วิธีการคำนวณต่างๆ มีพัฒนาการควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมในสมัยนั้น หัวข้อสำคัญของแต่ละบท ตามสารบัญของหนังสือ  หนังสือแบ่งเนื้อหาเป็นบทต่างๆ ดังนี้: • บท 1: อัลกอริทึมและชีวิตประจำวันในยุคโบราณ – กล่าวถึงรากเหง้าของการคำนวณ ตั้งแต่สมัยกรีก-โรมันจนถึงสมัยโบราณอื่นๆ เช่น การใช้อุปกรณ์นับเม็ด (abacus) ในตะวันออกใกล้และยุโรปสมัยก่อน  จนถึงวิธีการคำนวณของนักคณิตศาสตร์สมัยโบราณ (เช่น กฎความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์ต่างๆ) เป็นเบื้องหลังของแนวคิดอัลกอริทึมในยุคกลาง • บท 2: อัลกอริทึมและชีวิตประจำวันในสมัย “บ้านแห่งปัญญา” (House of Wisdom) – เน้นการพัฒนาของคณิตศาสตร์ในโลกอาหรับ (ค.ศ.8–10) ที่เมืองแบกแดด เช่น ผลงานของอัล-คอฮวาริซมี ผู้แต่งตำราการคำนวณด้วยตัวเลขฮินดู-อาหรับ (ราว ค.ศ.820) ซึ่งเมื่อแปลเป็นภาษาละตินแล้วได้ชื่อ Algoritmi de numero Indorum และได้เป็นที่มาของคำว่า “algorithm” ในยุโรป  และยังเสนอสูตรแก้สมการต่างๆ พร้อมตัวอย่างปัญหาในการค้าขายและการสำรวจที่ดิน  • บท 3: อัลกอริทึมและปริศนาในวัดและราชสำนักยุคกลาง – กล่าวถึงการใช้ปริศนาคณิตศาสตร์และ “เกมตรรกะ” ในการศึกษา เช่น ตำราปริศนา Propositiones ad acuendos iuvenes (ค.ศ.800) ของ Alcuin แห่งยอร์ก ซึ่งเป็นชุดปัญหาคณิตศาสตร์แปลกๆ เพื่อฝึกเยาวชน ยุคคาร์โลอิงเจียน (Carolingian) ที่ MacTutor ให้ความเห็นว่านับเป็น “จุดสูงสุดของคณิตศาสตร์ในยุโรป” ในยุคนั้น  (เพราะเขียนเพื่อความบันเทิงของคนมีการศึกษา) ยิ่งแสดงให้เห็นว่านักบวชและผู้วางแผนนโยบายของราชสำนักใช้แนวคิดเชิงอัลกอริทึมแก้ปัญหาและฝึกเยาวชน • บท 4: การแพร่กระจายของตัวเลขฮินดู-อาหรับสู่ยุโรปตะวันตก – กล่าวถึงการนำระบบตัวเลขทศนิยมแบบฮินดู-อาหรับเข้ามาใช้ในยุโรป ตั้งแต่กลางถึงปลายยุคกลาง โดยเฉพาะบทบาทของนักคณิตศาสตร์ยุโรปเช่น Leonardo of Pisa (Fibonacci) ที่ร้อยเรียงความรู้แบบอาหรับไว้ใน Liber Abaci (ค.ศ.1202) ซึ่งมีส่วนสำคัญในการแพร่หลายของระบบเลขใหม่นี้   (หนังสือยังแนะนำการแก้ปัญหาต่างๆ เช่น การคำนวณสกุลเงินและการแบ่งมรดก) • บท 5: ตำราอับบาคัสและ “Algorisms” – กล่าวถึงตำราเรียนคณิตศาสตร์พื้นฐานในยุโรปปลายยุคกลาง (ซึ่งเรียกว่า abacus books ถึงแม้จะไม่ได้สอนใช้แผ่นอับบาคัสเสมอไป) ที่สอนทั้งวิธีใช้ตัวเลขฮินดู-อาหรับและอธิบายขั้นตอนการคำนวณ (algorism) ของระบบเลขใหม่เหล่านี้ ตามคำกล่าวในวิกิพีเดียว่าอับบาคัสถูกใช้อย่างกว้างขวางมาตั้งแต่ยุคโบราณจนกระทั่งมีการนำระบบตัวเลขฮินดู-อาหรับมาใช้ในยุโรป  ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหนังสือเหล่านี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากวิธีนับเม็ดมาสู่การคำนวณด้วยตัวเลข • บท 6: โรงเรียนอับบาคัสและชีวิตพ่อค้าในยุคปลายยุคกลาง – กล่าวถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจยุคกลางตอนปลาย ทำให้พ่อค้าต้องการทักษะการคำนวณเป็นอย่างมาก ตามคำอธิบายในหนังสือที่ว่า “ความต้องการนี้นำไปสู่การก่อตั้งสิ่งที่เรียกว่า ‘โรงเรียนอับบาคัส’ ซึ่งบุตรของพ่อค้า (ส่วนใหญ่เป็นชาวอิตาเลียนและจากยุโรปส่วนอื่นๆ) เข้าเรียนตั้งแต่เด็กเพื่อเรียนเทคนิคการคำนวณ”  โรงเรียนเหล่านี้สอนลูกหลานพ่อค้าเรื่องการใช้อัลกอริทึมในการบัญชี การแปลงสกุลเงิน การคำนวณดอกเบี้ย ฯลฯ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในชีวิตพ่อค้า • บท 7: การคำนวณในวัฒนธรรมปัญญานิยม (Humanistic) – กล่าวถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้จากยุคกลางสู่ช่วง Renaissance (หลังยุคกลาง) ที่วิชาคณิตศาสตร์ถูกนำไปประยุกต์ใช้ร่วมกับศิลปะและศาสตร์ใหม่ๆ เช่น การใช้เรขาคณิตในการออกแบบสถาปัตยกรรม และการตีพิมพ์หนังสือคณิตศาสตร์เล่มแรกๆ ในอิตาลีช่วงศตวรรษที่ 15 เป็นต้น หนังสือได้เน้นว่าภายหลังการก่อตั้งมหาวิทยาลัยและการแปลตำราต่างๆ (เช่นงานของ Arab mathematicians) ในคริสต์ศตวรรษที่ 12 ได้กระตุ้นให้คณิตศาสตร์กลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง  แนวคิดหลักเกี่ยวกับการคำนวณในยุคกลาง • คำนวณเพื่อปัญหารายวัน: Ausiello เน้นว่าการคำนวณยุคกลางเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาชีวิตจริง ตั้งแต่เรื่องทางศาสนาไปจนถึงเศรษฐกิจ ตัวอย่างที่กล่าวถึง ได้แก่ การคำนวณวันอีสเตอร์ (computus) เพื่อกำหนดวันสำคัญของศาสนจักร การวัดที่ดิน (รวมทั้งการสำรวจและแบ่งพื้นที่) การคำนวณทางการเงิน (เช่น การแลกเปลี่ยนสกุลเงิน และการหาดอกเบี้ยสินเชื่อแบบจำลอง) รวมถึงการจัดการทรัพยากรเกษตร  ทั้งหมดนี้เป็น “ปัญหาในชีวิตประจำวันที่แก้ด้วยคณิตศาสตร์” โดยจำเป็นต้องมีวิธีการหรือขั้นตอนคำนวณ (อัลกอริทึม) ที่เหมาะสม • วิวัฒนาการของวิธีการคำนวณ: ยุคกลางเห็นการเปลี่ยนผ่านจากระบบเลขโรมันและแผ่นอับบาคัส มาสู่ระบบเลขฮินดู-อาหรับแบบทศนิยม (ตามคำบรรยายว่าสืบเนื่องถึง “การนำระบบตัวเลขฮินดู-อาหรับเข้ายุโรป” ) หนังสือเรียนคณิตศาสตร์ (abacus books) จึงเริ่มสอนตัวเลขชุดใหม่พร้อมวิธีคำนวณ (algorism) แทนการใช้แผ่นนับเม็ดแบบเดิม  แนวคิดอัลกอริทึมจึงถูกทำให้เด่นชัดมากขึ้น เช่น ผลงานของ Al-Khwarizmi ที่ได้วางรากวิธีคิดเชิงอัลกอริทึมและเสนอชื่อคำว่า algorithm ให้เป็นสากลในวิชาคณิตศาสตร์ฝั่งตะวันตก  • บทบาทของสถาบันการศึกษาและศาสนา: วัดและราชสำนักในยุคกลางทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของความรู้ทางคณิตศาสตร์ นักบวชและผู้ให้การศึกษา (เช่น Alcuin แห่งยอร์ก) นำปริศนาและปัญหาคณิตศาสตร์มาใช้สอนเพื่อฝึกตรรกะและทักษะการคำนวณ  ขณะเดียวกัน การก่อตั้งมหาวิทยาลัยในยุโรปและการแปลตำราอาหรับในคริสต์ศตวรรษที่ 12 ก็ช่วยกระตุ้นให้เกิดความสนใจในคณิตศาสตร์อีกครั้ง  ดังนั้นแนวคิดเรื่องการคำนวณจึงถูกบ่มเพาะในบริบททั้งด้านศาสนา การศึกษา และเศรษฐกิจร่วมกัน ตัวอย่างจากชีวิตประจำวันยุคกลาง • พระและนักบวช: หนึ่งในกิจวัตรสำคัญคือการคำนวณ วันอีสเตอร์ ซึ่งแต่ละปีต้องใช้กฎทางดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์เข้าช่วย (คำนวณตามปฏิทินจันทรคติ) เพื่อให้วันสำคัญของคริสต์ศาสนาเป็นไปตามกฎเดียวกันทั่วคริสตจักร นอกจากนี้ วัดยังมีบทบาททำบัญชีทรัพย์สินและการจัดสรรทรัพย์ให้เจ้าหน้าที่หรือนักบุญต่างๆ ด้วยรูปแบบขั้นตอนชัดเจน รวมทั้งมีการใช้เกมตรรกะหรือปริศนา (เช่น ปัญหาหอยทากกับนกนางนวลจากงานของ Alcuin) เพื่อฝึกคิดเชิงตรรกะให้แก่เยาวชนในคณะสงฆ์  • พ่อค้า: พ่อค้าในยุโรปสร้างวิธีจัดการตัวเลขเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจ เช่น การใช้ แผ่นอับบาคัส (abacus) และอัลกอริทึมในตำราเรียน เพื่อคำนวณการแลกเปลี่ยนสกุลเงินที่แตกต่างกัน การหากำไร-ขาดทุนจากการค้าขายปลีก-ส่ง รวมถึงการบันทึกรายการธุรกรรมต่างๆ โดยไม่ต้องใช้ตัวกลางใดๆ (ลักษณะเหมือนระบบบัญชีร่วมกัน)  ทั้งนี้ โรงเรียนอับบาคัสที่เกิดขึ้นในอิตาลีและภูมิภาคอื่นๆ ก็สอนลูกหลานพ่อค้าให้เชี่ยวชาญการใช้เทคนิคเหล่านี้ตั้งแต่เด็ก  • ตัวอย่างอื่นๆ: ด้านที่ดินและเกษตรกรรม มีการใช้อัลกอริทึมเชิงเรขาคณิตสำหรับการแบ่งที่ดินและคำนวณผลผลิต ฝ่ายทหารและการบริหารราชการก็ใช้วิธีคำนวณแบบขั้นตอน (อาจเรียกว่าอัลกอริทึม) เพื่อจัดสรรกำลังพลหรือคลังเก็บ เส้นสาย เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการแปลงปัญหาชีวิตประจำวันที่ต้องการ “วิธีการ” มาเป็นกระบวนการคำนวณที่แน่นอน บริบททางสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ • เศรษฐกิจและการค้า: การเติบโตของเมืองท่าและเครือข่ายการค้าสมัยกลางตอนปลาย (เช่น เมืองการค้าต่างๆ ในอิตาลีและกลุ่มฮันเซียติก) ทำให้การคำนวณกลายเป็นทักษะจำเป็นของพ่อค้าขาย สถาบันอย่างกิลด์พ่อค้าและโรงเรียนอับบาคัสจึงเกิดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้มีมาตรฐานการคำนวณเดียวกันทั่วภูมิภาค  • การติดต่อเชิงวิชาการ: การแปลตำราของนักคณิตศาสตร์อาหรับและกรีกโบราณ (เช่น ธรรมจักรของ Euclid, ตำราของ Al-Khwarizmi ฯลฯ) ทำให้ความรู้เกี่ยวกับระบบตัวเลขและอัลกอริทึมเดินทางเข้าสู่ยุโรปผ่านอาณาจักรสุลต่านแห่งคอร์โดบาและทางซิซิลี รวมถึงการเดินทางของนักพ่อค้าและคณะสงฆ์ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงนี้ สังคมยุโรปเริ่มมีความสนใจคณิตศาสตร์เพิ่มขึ้นอีกครั้งเมื่อมี มหาวิทยาลัย เกิดขึ้นมากมายในศตวรรษที่ 12  • วัฒนธรรมทางศาสนาและวิทยาศาสตร์: ในยุคกลาง ศาสนจักรคริสต์ยังคงมีอิทธิพลสำคัญ การกำหนดเวลาทางศาสนา (ปฏิทินสำคัญ, การคำนวณเทศกาล) จึงใช้วิธีคำนวณอย่างเข้มงวด โดยไม่ขึ้นกับการตัดสินใจส่วนบุคคลใดๆ ดังที่เรียกว่า ‘วิธีการกลาง’ (central algorithm) เพื่อสร้างความเป็นระบบเดียวกันให้ทั่วคริสตจักร  เทียบได้กับแนวคิดในการจัดระเบียบสังคมทางวิทยาศาสตร์อื่นๆ เช่น การพัฒนาวิธีคำนวณทางดาราศาสตร์หรือเรขาคณิตในหมู่ผู้เรียนของสถาบันวิชาการ แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับ “ปรัชญาของ #Bitcoin” แม้ Bitcoin จะเป็นเรื่องของยุคปัจจุบัน แต่แนวคิดพื้นฐานบางประการที่หนังสือกล่าวถึงสะท้อนแนวคิดในปรัชญาบิตคอยน์ได้บ้าง เช่น: แนวคิด ยุคกลาง (ตัวอย่าง) Bitcoin/ปัจจุบัน การกระจายอำนาจ (Decentralization) เครือข่ายการค้าและการคำนวณแบบกระจายไม่ขึ้นกับสถาบันกลาง เช่น การจัดตั้งโรงเรียนอับบาคัสสำหรับพ่อค้าทั่วหลายภูมิภาค  ซึ่งแต่ละเมืองสามารถเรียนรู้วิธีคำนวณร่วมกันโดยไม่ต้องผ่านหน่วยงานเดียว เครือข่ายบล็อกเชนที่กระจายอำนาจทำให้ไม่ต้องมีเซิร์ฟเวอร์หรือธนาคารกลางควบคุม ความโปร่งใส/ระบบไร้ตัวกลาง (Trustless Systems) การกำหนดกฎคำนวณกลาง เช่น วิธีคำนวณวันอีสเตอร์ที่ทุกชุมชนปฏิบัติตามร่วมกัน  หรือการทำบัญชีที่เปิดเผย (abacus ledger) ทำให้ข้อมูลการค้าถูกตรวจสอบได้โดยไม่พึ่งพาความน่าเชื่อถือของบุคคลเพียงคนเดียว บล็อกเชนสาธารณะที่ทุกคนเห็นธุรกรรมได้หมด ไม่มีใครควบคุมแต่ข้อมูลตรวจสอบได้ จึงลดความจำเป็นต้องไว้ใจคนกลาง บทบาทของอัลกอริทึม (Algorithmic Order) การแก้ปัญหาใช้ขั้นตอนทางคณิตศาสตร์ เช่น อัลกอริทึมคำนวณวันอีสเตอร์  หรือแนวคิด algorism ที่ Al-Khwarizmi นำเสนอ  แสดงให้เห็นว่าการคำนวณถูกออกแบบให้เป็นระบบและวางใจได้เหมือนสูตรตายตัว อัลกอริทึม Proof-of-Work และกฎ consensus ที่ใช้ใน Bitcoin สร้างความเป็นระเบียบของระบบการเงินโดยไม่พึ่งสถาบันกลาง ตารางนี้แสดงตัวอย่างให้เห็นว่า แม้รายละเอียดจะแตกต่างกัน แต่การกระจายอำนาจ (พึ่งพาเครือข่ายคน) การยอมรับวิธีการคำนวณร่วม (สร้างความน่าเชื่อถือโดยไม่ต้องมีตัวกลาง) และการใช้ ขั้นตอนเชิงคณิตศาสตร์/อัลกอริทึม เป็นรากฐานของทั้งระบบเศรษฐกิจยุคกลางและเทคโนโลยีบล็อกเชนในปัจจุบัน สรุป: Algorithms, Monks, and Merchants แสดงให้เห็นว่าในยุคกลางมีการใช้ “อัลกอริทึม” เข้ามาช่วยแก้ปัญหาจริงอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การจัดการปฏิทินศาสนาไปจนถึงการค้าขายระหว่างเมือง ความต้องการเหล่านี้เกิดจากบริบททางสังคมและเศรษฐกิจของยุคสมัย (เช่น การเติบโตของกาชาด การติดต่อทางวิชาการกับโลกอาหรับ และการขยายตัวของเมืองพ่อค้า)   แนวคิดเหล่านี้บางส่วนสะท้อนปรัชญาของ Bitcoin ในเรื่องความโปร่งใสและการทำงานตามกฎ (algorithm) โดยไม่ต้องพึ่งพาหน่วยงานกลาง แม้รูปแบบและเทคโนโลยีจะแตกต่างกันไปตามสมัยยุคก็ตาม   อ้างอิง: อ้างอิงข้อความจากหนังสือและแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องตามรูปแบบ 【หมายเลข†Lxx-Lyy】 ในเนื้อหาข้างต้น (เช่น เรื่องกาลอารยคคณิต  หรือ Al-Khwarizmi  เป็นต้น) #chatgptstr #deepresearch #math #history #siamstr #algorithms #monks #merchants image
satuser's avatar
satuser 8 months ago
a block live in a clock live in a block ⏳⛓️
satuser's avatar
satuser 8 months ago
อย่างน้อยก็ได้คิด
satuser's avatar
satuser 8 months ago
💬 : แนวคิดเรื่อง “Seed Packaging” ในชุมชน Bitcoin Developer ในชุมชนพัฒนาบิทคอยน์มีการอภิปรายกันหลายแนวทางที่เกี่ยวข้องกับการจัดการ seed phrase (วลีเมมโนนิก) ไม่ว่าจะเป็นการขยายความสามารถหรือใช้ในบทบาทอื่นๆ โดยมีการพูดถึงไอเดียต่างๆ ดังนี้ การอภิปรายในฟอรัม Mailing List และ BIP เกี่ยวกับ seed • Penlock (บิตคอยน์-ดีฟ เมลลิ่งลิสต์) – โครงการ Penlock โดย Rama Gan นำเสนอวิธีการแบ่งวลี BIP39 เป็นหลายส่วน (secret splitting) โดยใช้กระดาษช่วยคำนวณ (paper-computer) แทนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยมีแนวคิดว่า สามารถแยกวลีออกเป็น เช่น 2-of-3 แชร์ ทำให้ต้องใช้แชร์ 2 ส่วนขึ้นไปจึงกู้คืน seed ได้ และแชร์แต่ละส่วนไม่เปิดเผยข้อมูล seed ทั้งหมด (ทำให้เป็นโซลูชัน trust-minimized inheritance)  ปัญหาหนึ่งที่ถูกชี้คือ ยังขาดมาตรฐานแบ่งส่วนวลีแบบไม่พึ่งพาเฉพาะอุปกรณ์ (wallet-agnostic) แก้ไขโดย Penlock ที่เข้ามาทำงานแบบอะนาล็อก ไม่ต้องป้อน seed ลงอุปกรณ์เพิ่มเติม  • BIP-85 (Bitcoin Improvement Proposal #85) – เสนอโดย Ethan Kosakovsky เป็นแนวคิด “deterministic entropy” ที่ใช้ HD keychain หนึ่งชุดสร้างวลี seed ใหม่หลายชุด กล่าวคือ ใช้ seed หลักชุดเดียวเพื่อดึงค่าความสุ่มออกมาสร้างวลีย่อยต่างๆ ได้เป็นพัน (10,000) เมล็ด รองรับการสำรองหลายกระเป๋าจาก seed เดียว   โดยการอ้างอิงจากข่าว Optech #93 ระบุว่า BIP85 จะสร้าง super-keychain ที่มี child keys แปลงเป็นวลี seed หรือข้อมูลอื่น ๆ เพื่อใช้ใน recovery ของกระเป๋าต่างๆ  • Codex32 (โพรโพสที่ถูกสรุปโดย Bitcoin Optech) – Russell O’Connor และ Andrew Poelstra เสนอร่าง BIP ใหม่ “Codex32” สำหรับเข้ารหัสสำรอง BIP32 seed โดยใช้ชุดอักขระแบบ bech32 แทน wordlist ปกติ และรองรับ Shamir secret sharing (เช่น 2-of-3) เช่นเดียวกับ SLIP39 แต่จุดเด่นคือออกแบบให้สามารถดำเนินการด้วยปากกา/กระดาษ เพื่อตรวจสอบ checksum ของแชร์ได้ง่าย (ในขณะที่ SLIP39 ต้องใช้คอมพิวเตอร์นำค่าแชร์มารวมใหม่จึงตรวจสอบได้)   ซึ่งหาก BIP นี้ถูกนำมาใช้ต่อ ก็จะช่วยให้กระเป๋าหลายเจ้าเพิ่มการรองรับ seed encoding แบบนี้ได้ • SLIP39 (SatoshiLabs) – แม้จะไม่ใช่ BIP ของ Bitcoin Core แต่ SLIP39 เป็นมาตรฐานสร้างแชร์แบบ Shamir ที่ SatoshiLabs (ผู้สร้าง Trezor) แนะนำตั้งแต่ปี 2017 สามารถแยก seed BIP39 ออกเป็นหลาย shares (เช่น 2-of-3) โดยที่แชร์ไม่ครบตาม threshold จะไม่สามารถเปิดเผย seed ใดๆ ได้  อย่างไรก็ตาม SLIP39 ต้องสร้างกระเป๋าใหม่ในรูปแบบ SLIP39 ไม่สามารถแปลงจาก BIP39 เดิมโดยตรง (และไม่ใช่มาตรฐานเปิดทั่วไปที่หลาย wallet รองรับโดยอัตโนมัติ) ซึ่ง Penlock ก็ถูกเสนอให้เป็นวิธีที่ “wallet-agnostic” กว่า  • ฟีเจอร์และโพรเจกต์อื่นๆ – นอกจากข้างต้น ยังมีการพูดถึงไอเดียต่างๆ ใน community เช่น บน Bitcoin-Dev มีการทบทวน BIP-32, BIP-39 เช่น การใช้ derivation path ใหม่ๆ และมีการกล่าวถึงโพรเจกต์ด้าน seed packaging ใน wallet ค่ายต่างๆ (เช่น ไอเดียนำ BIP39 seed ไปใช้ใน Lightning หรือระบบอื่นๆ) แม้จะไม่เป็น BIP อย่างเป็นทางการ แต่องค์กรเช่น Bitcoin Core, Wallet APIs ก็มีการพัฒนาฟังก์ชันที่เกี่ยวกับ seed อย่างต่อเนื่อง (เช่น Coldcard รวมฟีเจอร์ Seed Vault) เพื่อรองรับไอเดียเหล่านี้ แนวคิด multi-seed, seed vault และการเข้ารหัส/ห่อหุ้ม seed • Multi-Seed / แบ็กอัพหลายชั้น – แนวคิดการใช้ seed หลายชุดร่วมกัน (multiseed) เพื่อความปลอดภัยสูง เช่น SLIP39 (กล่าวไปแล้ว) และ BIP85 (deterministic entropy จาก HD keychain) ที่อนุญาตให้ใช้ seed หลักชุดเดียวสร้างเมล็ดย่อยหลายชุดได้  • Seed Vault (Coldcard) – Coldcard ฮาร์ดแวร์วอลเล็ตเพิ่มฟีเจอร์ “Seed Vault” ในเวอร์ชัน 5.2.0 ซึ่งอนุญาตเก็บ seed วลีหลายชุดไว้ในหน่วยความจำเข้ารหัสของเครื่อง (AES-256-CTR โดยใช้กุญแจจาก seed หลักของผู้ใช้)  เมื่อเปิดใช้งาน จะแสดงเมนู “Seed Vault” ให้ผู้ใช้บันทึก seed ใหม่ๆ (เช่น temporary seed จาก TRNG, การทอยเต๋า, หรือตัวเลขจาก BIP-85) เพื่อใช้งานหรือกู้คืนได้สะดวก   ตัวอย่างเช่น Coldcard สามารถเก็บ BIP-85 derived seeds หรือ BIP39 passphrases เป็น temporary secrets ได้  • Seed XOR (Coinkite) – เป็นวิธีใหม่ที่เสนอโดย Coinkite ให้แยก seed หนึ่งชุดออกเป็น N ชุดที่เป็นวลี BIP-39 ปกติแต่ใช้แนวทาง XOR บิตของค่า entropy เดิม (มีแต่ใน Coldcard) โดยต้องใช้ทุกส่วนครบ (N-of-N) ถึงจะกู้คืน seed ได้   ซึ่งให้ความสามารถ plausible deniability คือแต่ละส่วนดูเหมือนกระเป๋า Bitcoin ธรรมดา (สามารถโหลดลงวอลเล็ตแล้วใส่เงิน honeypot ให้คนโจมตีหลงเชื่อ)  ตัวอย่างสูตรคือ ถ้าเราแยก seed ออกเป็น 2 ส่วน แม้แต่ส่วนเดียวจะได้วลีเหมือน seed ของตนจริงๆ แต่ต้องมีทั้งสองส่วนจึงรวมกันคืน seed เดิมได้  • โซลูชันเก็บหลาย seed บนอุปกรณ์ – มีโครงการฮาร์ดแวร์/ซอฟต์แวร์ที่เน้นเก็บ seed หลายชุด เช่น Satochip SeedKeeper ซึ่งเป็นสมาร์ทการ์ดที่เก็บ seed phrases หลายรายการ (มากถึง 50 รายการ) ในชิปเซอร์กิตปลอดภัย (EAL6) พร้อม PIN ป้องกัน   อีกทั้งสามารถทำสำเนาและกระจายการ์ดหลายใบเพื่อตัวสำรองด้วยเช่นกัน (เหมาะกับใช้เป็นกลไกส่งต่อ seed ให้ลูกหลาน)   • การเข้ารหัสและแนวคิดห่อหุ้ม seed – หลายแนวคิดผสมการเข้ารหัสเข้าไป เช่น Coldcard ใช้ AES เข้ารหัสข้อมูล seed ใน Seed Vault ด้วยกุญแจจาก seed หลัก  หรือเทคนิคอื่นๆ เช่น การรวม seed กับ passphrase (คีย์เสริม) เพื่อสร้าง wallet เฉพาะ (BIP39 passphrase), การใช้ Secret Sharing (SLIP39, Codex32) ก็ถือเป็นการกระจายความลับ โดยไม่มีการใช้ wordlist ธรรมดาเพียงอย่างเดียว จากฝั่ง BIP85 ก็มีการขยายเป็น “passwords” ซึ่งเป็น seed ในฟังก์ชันอื่นๆ เพื่อเก็บข้อมูลหลากหลายรูปแบบบน wallet   การใช้งาน Seed นอกเหนือจากการเข้าถึงกระเป๋าเงิน • การจัดการตัวตน (Identity Management) – เนื่องจาก BIP32/39 สามารถสร้างคีย์ได้เป็นเชน จึงนำไปใช้ในระบบระบุตัวตนแบบกระจายศูนย์ (DIDs) ได้ ตัวอย่างหนึ่งคือ Microsoft ION ซึ่งเป็น Layer-2 สำหรับ Decentralized Identifier บน Bitcoin ผู้ใช้สร้าง DID ของตนเองและเซ็นธุรกรรมรายการต่างๆ ด้วยกุญแจจาก wallet ของตน (กุญแจซึ่งได้มาจาก seed)  Bitcoin จึงถูกใช้เป็น ledger ตรวจสอบลำดับของการเปลี่ยนแปลง DID (โดยไม่ต้องมีตัวกลาง)  • สมาร์ตคอนแทรกต์และบัญชี (Smart Contract / Account Access) – บนเครือข่ายสาขาของ Bitcoin (เช่น Stacks) ไอเดียใกล้เคียงคือใช้ BIP39 seed เป็นตัวสร้างบัญชีที่เรียกว่า address บนระบบนั้น เช่น Stacks blockchain ใช้ 24-word mnemonic ในการสร้าง account (private key/address)  ผู้ใช้เพียงแบ็กอัพ seed นี้ก็สามารถกู้คืนทั้งบัญชีและสิทธิ์ในการทำธุรกรรมสมาร์ตคอนแทรกต์ต่างๆ ใน Stacks ได้  ซึ่งแสดงให้เห็นว่า seed เดิมของ Bitcoin สามารถขยายขอบเขตไปใช้ควบคุมทรัพย์สินหรือการเข้าถึงฟังก์ชันบนสัญญาอัจฉริยะได้ • การให้สิทธิ์เข้าถึงระบบต่างๆ (Access Control) – แนวคิดล่าสุด เช่น Lightning LNURL-Auth (Login with Lightning) ใช้ seed วลีของ wallet เป็นต้นทางสร้างคีย์สุ่มสำหรับล็อกอินให้ผู้ใช้เข้าสู่เว็บไซต์โดยไม่ต้องใช้รหัสผ่าน ระบบนี้เว็บไซต์จะส่ง challenge ให้เซ็นด้วยคีย์ที่สร้างจาก seed เดิม เมื่อเซ็นถูกต้องจะระบุตัวตนได้  ทำให้ seed กระเป๋า Bitcoin สามารถนำไปเป็นกุญแจพิสูจน์ตัวตนสำหรับบริการต่างๆ ได้ ซึ่งตอบโจทย์การบริหารตัวตนออนไลน์แบบไม่ต้องพึ่งระบบล็อกอินแบบเดิมๆ  สรุป แนวคิด “seed packaging” ในชุมชนพัฒนาบิทคอยน์จึงครอบคลุมตั้งแต่การแบ่งส่วน (multi-seed/shares), การจัดเก็บหลาย seed อย่างปลอดภัย (vault, XOR), จนถึงการใช้งาน seed ในบทบาทใหม่ เช่น ระบบระบุตัวตนหรือสมาร์ตคอนแทรกต์ โครงการและข้อเสนอต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น BIP85, Codex32, SLIP39, ฟีเจอร์ Seed Vault และ Seed XOR ใน Coldcard รวมทั้งมาตรฐานหรือการประยุกต์ใช้ใหม่ๆ เหล่านี้ได้มีการอภิปรายบน GitHub, เมลลิ่งลิสต์ หรือใน BIP/SLIP ที่กล่าวไว้ข้างต้น (ดูแหล่งอ้างอิง) ซึ่งยังอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา เพื่อต่อยอดความปลอดภัยและการใช้งานของวลีเมมโนนิกต่อไป     อ้างอิง: เอกสารหลักในชุมชนพัฒนา เช่น ข้อความเสนอ Penlock บน Bitcoin-Dev  , บทความอธิบาย Codex32 ใน Optech Newsletter  , บทความอธิบาย SLIP39 ในบล็อกของ Trezor , บทความประกาศฟีเจอร์ Seed Vault ของ Coldcard  , เอกสาร SeedXOR ของ Coldcard  , เอกสาร Lightning Auth , เอกสาร Stacks Account  และ Bitcoin Magazine เรื่อง ION/DID  เป็นต้น ทั้งหมดถูกสรุปและเชื่อมโยงไว้ข้างต้น. #bitcoin #seed #packaging #chatgptstr #deepresearch #siamstr #siamdev #bip #สามัคคีชุมนุม 🔬🌱📦🌳 source : image
satuser's avatar
satuser 8 months ago
แล้วเมื่อไหร่จะถึงเวลา ถ้าไม่ใช่ตอนนีั #decision
satuser's avatar
satuser 8 months ago
🔔 🔔 NEW OP_RETURN 🔔 🔔 เรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับ OP_RETURN ทั้งหมดนี้ตอกย้ำให้ฉันเห็นว่ามีคนน้อยมากที่เข้าใจว่าบิทคอยน์ทำงานอย่างไรในระดับพื้นฐาน ใครก็ตามที่บอกคุณว่าสามารถกรองข้อมูลที่ไม่ต้องการออกได้ในระดับนโยบาย mempool นั้นเป็นคนที่มีเจตนาร้ายหรือเข้าใจผิด มันทำไม่ได้ คนมากมายเชื่อผู้มีอิทธิพลหรือพอดแคสเตอร์คนโปรดของพวกเขาอย่างไร้การไตร่ตรองและไม่เคยใช้เวลาทำความเข้าใจว่าบิทคอยน์เป็นเพียงฐานข้อมูลกระจายศูนย์อย่างง่ายที่ถูกออกแบบมาเพื่อการเก็บข้อมูลโดยเฉพาะ เราควรปรับให้เหมาะสมกับธุรกรรมทางการเงินให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้หรือไม่? แน่นอน! เราสามารถป้องกันการเก็บข้อมูลตามอำเภอใจได้หรือไม่? ไม่มีทาง! มีเหตุผลที่ดีในการใช้บิทคอยน์สำหรับการเก็บข้อมูลตามอำเภอใจหรือไม่? มีแน่นอน! เทคโนโลยี L2 และโซลูชั่นการขยายขนาดใหม่ๆ หลายอย่างต้องการเก็บหลักฐานบนเชน ซึ่งเป็นเพียงการเก็บข้อมูลธรรมดา พวกเขาสามารถทำเช่นนี้ได้ไม่ว่าคุณจะเรียกใช้อะไรบนโหนดของคุณ เพราะหน่วยงานเดียวที่มีความสำคัญต่อการรวมบล็อกคือนักขุด และนักขุดมีแรงจูงใจที่ชัดเจนในการหาเงินมากขึ้น แรงจูงใจนี้เป็นหัวใจของทฤษฎีเกมของบิทคอยน์ และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ มิฉะนั้นทุกอย่างจะพังทลาย หากคุณใช้ตัวกรอง mempool อย่างบ้าคลั่งและทุกคนเรียกใช้ซอฟต์แวร์ที่น่าสงสัยเพื่อเป็น "ผู้พิทักษ์บิทคอยน์" จะเกิดอะไรขึ้น -- ทุกคนจะส่งธุรกรรมตรงไปยังนักขุดโดยมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม นักขุดรายเล็กจะไม่สามารถแข่งขันได้อีกต่อไป และการรวมศูนย์ของนักขุดจะแย่ลงอย่างมาก หรือพวกเขาจะหาวิธีที่หยุดไม่ได้เพื่อทำให้ธุรกรรมของพวกเขาดูเป็นมาตรฐานโดยใช้การซ่อนข้อมูล (ซ่อนข้อมูลในกุญแจสาธารณะที่ปรับแต่งแล้ว, เอาต์พุตที่ใช้จ่ายไม่ได้ ฯลฯ) เพื่อที่จะไม่ต้องกังวลกับการส่งตรงถึงนักขุด ไม่เพียงแต่จะเป็นไปไม่ได้ที่จะกรองสิ่งนี้ แต่ยังแย่กว่าสถานการณ์ปัจจุบันอย่างมากในแง่ของการขยายขนาด ผลกระทบสำคัญอีกประการหนึ่งของความบ้าคลั่งนี้คือมันจะนำไปสู่การเบิร์นเอาต์ที่เร็วขึ้นของนักพัฒนาไม่กี่คนที่เต็มใจทำงานเต็มเวลากับบิทคอยน์ และลดแรงจูงใจให้นักพัฒนาในอนาคตทำงานกับบิทคอยน์ เพราะพวกเขาจะรู้ว่าต้องฝ่าฝืนความคิดเห็นสาธารณะเพียงเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยใน PR เดาซิว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อนักพัฒนาน้อยลงต้องการทำงานกับบิทคอยน์? มันจะหยุดนิ่ง มีความเสี่ยงต่อการโจมตีในระดับซอฟต์แวร์มากขึ้นเรื่อยๆ และเป็นประโยชน์น้อยลงในฐานะเงินเพราะไม่มีคนเพียงพอที่ดูแลหรือสร้างซอฟต์แวร์ แล้วคุณสามารถทำอะไรเกี่ยวกับ "สแปม" ได้บ้าง? บิทคอยน์มีกลไกป้องกันสแปมที่เป็นนวัตกรรม -- ค่าธรรมเนียม ไม่ต้องการให้คนสแปมเชนด้วยรูป jpeg และหลักฐาน zk ที่ "ไร้ประโยชน์" หรือ? เพียงแค่ใช้จ่าย sat มากขึ้นในการใช้บิทคอยน์ในชีวิตประจำวัน ดูแลเงินของตัวเอง มีส่วนร่วมในเศรษฐกิจหมุนเวียน สถานะปัจจุบันที่ผู้ใช้บิทคอยน์แทบไม่ได้ใช้บิทคอยน์เป็นประจำเป็นเหตุผลหลักว่าทำไมการ "สแปม" บนเชนจึงเกิดขึ้นมากกว่าที่เคยในช่วงสองปีที่ผ่านมา เนื่องจากการใช้บิทคอยน์มากขึ้นเรื่อยๆ ได้เปลี่ยนไปสู่ผู้ดูแลเช่น Strike, Wallet of Satoshi, Liquid ฯลฯ ยิ่งพวกเราใช้บิทคอยน์จริงๆ มากเท่าไร เรายิ่งลดแรงจูงใจในการใช้บิทคอยน์สำหรับการเก็บข้อมูล เพราะค่าธรรมเนียมที่จำเป็นจะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น ง่ายและมีประสิทธิภาพ​​​​​​​​​​​​​​​​ source : #siamstr