satuser's avatar
satuser
satuser@siamstr.com
npub1e9vc...j93f
satoshi is in the word 🌳 / technical dreamer / do note
satuser's avatar
satuser 8 months ago
🔔 🔔 NEW OP_RETURN 🔔 🔔 เรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับ OP_RETURN ทั้งหมดนี้ตอกย้ำให้ฉันเห็นว่ามีคนน้อยมากที่เข้าใจว่าบิทคอยน์ทำงานอย่างไรในระดับพื้นฐาน ใครก็ตามที่บอกคุณว่าสามารถกรองข้อมูลที่ไม่ต้องการออกได้ในระดับนโยบาย mempool นั้นเป็นคนที่มีเจตนาร้ายหรือเข้าใจผิด มันทำไม่ได้ คนมากมายเชื่อผู้มีอิทธิพลหรือพอดแคสเตอร์คนโปรดของพวกเขาอย่างไร้การไตร่ตรองและไม่เคยใช้เวลาทำความเข้าใจว่าบิทคอยน์เป็นเพียงฐานข้อมูลกระจายศูนย์อย่างง่ายที่ถูกออกแบบมาเพื่อการเก็บข้อมูลโดยเฉพาะ เราควรปรับให้เหมาะสมกับธุรกรรมทางการเงินให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้หรือไม่? แน่นอน! เราสามารถป้องกันการเก็บข้อมูลตามอำเภอใจได้หรือไม่? ไม่มีทาง! มีเหตุผลที่ดีในการใช้บิทคอยน์สำหรับการเก็บข้อมูลตามอำเภอใจหรือไม่? มีแน่นอน! เทคโนโลยี L2 และโซลูชั่นการขยายขนาดใหม่ๆ หลายอย่างต้องการเก็บหลักฐานบนเชน ซึ่งเป็นเพียงการเก็บข้อมูลธรรมดา พวกเขาสามารถทำเช่นนี้ได้ไม่ว่าคุณจะเรียกใช้อะไรบนโหนดของคุณ เพราะหน่วยงานเดียวที่มีความสำคัญต่อการรวมบล็อกคือนักขุด และนักขุดมีแรงจูงใจที่ชัดเจนในการหาเงินมากขึ้น แรงจูงใจนี้เป็นหัวใจของทฤษฎีเกมของบิทคอยน์ และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ มิฉะนั้นทุกอย่างจะพังทลาย หากคุณใช้ตัวกรอง mempool อย่างบ้าคลั่งและทุกคนเรียกใช้ซอฟต์แวร์ที่น่าสงสัยเพื่อเป็น "ผู้พิทักษ์บิทคอยน์" จะเกิดอะไรขึ้น -- ทุกคนจะส่งธุรกรรมตรงไปยังนักขุดโดยมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม นักขุดรายเล็กจะไม่สามารถแข่งขันได้อีกต่อไป และการรวมศูนย์ของนักขุดจะแย่ลงอย่างมาก หรือพวกเขาจะหาวิธีที่หยุดไม่ได้เพื่อทำให้ธุรกรรมของพวกเขาดูเป็นมาตรฐานโดยใช้การซ่อนข้อมูล (ซ่อนข้อมูลในกุญแจสาธารณะที่ปรับแต่งแล้ว, เอาต์พุตที่ใช้จ่ายไม่ได้ ฯลฯ) เพื่อที่จะไม่ต้องกังวลกับการส่งตรงถึงนักขุด ไม่เพียงแต่จะเป็นไปไม่ได้ที่จะกรองสิ่งนี้ แต่ยังแย่กว่าสถานการณ์ปัจจุบันอย่างมากในแง่ของการขยายขนาด ผลกระทบสำคัญอีกประการหนึ่งของความบ้าคลั่งนี้คือมันจะนำไปสู่การเบิร์นเอาต์ที่เร็วขึ้นของนักพัฒนาไม่กี่คนที่เต็มใจทำงานเต็มเวลากับบิทคอยน์ และลดแรงจูงใจให้นักพัฒนาในอนาคตทำงานกับบิทคอยน์ เพราะพวกเขาจะรู้ว่าต้องฝ่าฝืนความคิดเห็นสาธารณะเพียงเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยใน PR เดาซิว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อนักพัฒนาน้อยลงต้องการทำงานกับบิทคอยน์? มันจะหยุดนิ่ง มีความเสี่ยงต่อการโจมตีในระดับซอฟต์แวร์มากขึ้นเรื่อยๆ และเป็นประโยชน์น้อยลงในฐานะเงินเพราะไม่มีคนเพียงพอที่ดูแลหรือสร้างซอฟต์แวร์ แล้วคุณสามารถทำอะไรเกี่ยวกับ "สแปม" ได้บ้าง? บิทคอยน์มีกลไกป้องกันสแปมที่เป็นนวัตกรรม -- ค่าธรรมเนียม ไม่ต้องการให้คนสแปมเชนด้วยรูป jpeg และหลักฐาน zk ที่ "ไร้ประโยชน์" หรือ? เพียงแค่ใช้จ่าย sat มากขึ้นในการใช้บิทคอยน์ในชีวิตประจำวัน ดูแลเงินของตัวเอง มีส่วนร่วมในเศรษฐกิจหมุนเวียน สถานะปัจจุบันที่ผู้ใช้บิทคอยน์แทบไม่ได้ใช้บิทคอยน์เป็นประจำเป็นเหตุผลหลักว่าทำไมการ "สแปม" บนเชนจึงเกิดขึ้นมากกว่าที่เคยในช่วงสองปีที่ผ่านมา เนื่องจากการใช้บิทคอยน์มากขึ้นเรื่อยๆ ได้เปลี่ยนไปสู่ผู้ดูแลเช่น Strike, Wallet of Satoshi, Liquid ฯลฯ ยิ่งพวกเราใช้บิทคอยน์จริงๆ มากเท่าไร เรายิ่งลดแรงจูงใจในการใช้บิทคอยน์สำหรับการเก็บข้อมูล เพราะค่าธรรมเนียมที่จำเป็นจะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น ง่ายและมีประสิทธิภาพ​​​​​​​​​​​​​​​​ source : #siamstr
satuser's avatar
satuser 8 months ago
carbo hydrate carbo re-hydrate
satuser's avatar
satuser 8 months ago
เรียบร้อย เบิดดาก ไมโครซิเนม่า อัพเกรดดิ้ง ผ่อนหมดจัดชุดลำโพงต่อ #benq #gp520 #microcibema #สามัคคีชุมนุม 📽️🌳🆙
satuser's avatar
satuser 8 months ago
ใช่ครับ การมองภาพรวมในแง่การอักเสบของร่างกายนั้นถูกต้อง **การหยุดเบียร์ช่วยให้ร่างกายได้ heal ตัวเอง**: - แอลกอฮอล์เป็นสารที่กระตุ้นการอักเสบในร่างกาย (pro-inflammatory) - เมื่อหยุดดื่ม ร่างกายจะค่อยๆ ลดการอักเสบลง และเริ่มซ่อมแซมตัวเอง - ตับจะได้พักและฟื้นฟู ทำให้การกำจัดสารพิษมีประสิทธิภาพมากขึ้น - ระบบภูมิคุ้มกันจะทำงานได้สมดุลมากขึ้น ลดโอกาสเกิดปฏิกิริยาแพ้หรือภูมิไวเกิน **กระบวนการ healing ของร่างกาย**: 1. **ระยะสั้น** (1-2 สัปดาห์): ระดับการอักเสบลดลง 2. **ระยะกลาง** (1-3 เดือน): เซลล์ที่เสียหายเริ่มซ่อมแซมตัวเอง 3. **ระยะยาว** (3-12 เดือน): ระบบภูมิคุ้มกันปรับตัวและทำงานได้สมดุลมากขึ้น ในกรณีที่ผื่นเกิดจากการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่มากเกินไป (overreactive immune system) การหยุดแอลกอฮอล์จะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันปรับสมดุล ลดการตอบสนองที่มากเกินไป และผื่นก็มีโอกาสหายไปได้ บางครั้งปัญหาผื่นอาจเกิดจาก "ภาวะรั่วของลำไส้" (leaky gut) ซึ่งแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะนี้ได้ เมื่อหยุดดื่ม ลำไส้จะมีโอกาสซ่อมแซมตัวเอง ลดการรั่วซึมของสารที่อาจกระตุ้นให้เกิดผื่นได้ ดังนั้น การให้ร่างกายได้พักจากแอลกอฮอล์สักระยะ ไม่ว่าจะเป็นการหยุดชั่วคราวหรือถาวร จึงเป็นแนวทางที่ดีในการให้โอกาสร่างกายได้ฟื้นฟูและปรับสมดุลตัวเองครับ​​​​​​​​​​​​​​​​ ปล.เข้า mode จำศีล 🧘🏻‍♂️🍦
satuser's avatar
satuser 9 months ago
คำคม 21 ประการเกี่ยวกับ Bitcoin สไตล์หลวงพ่อชา 1. เงินมั่นคง (Sound Money): “เงินดีไม่หวั่นไหวจากลมคำพูด ดั่งต้นไม้มีรากหยั่งลึกมั่นคงในดิน” 2. การกระจายอำนาจ (Decentralization): “แม่น้ำใหญ่เกิดจากสายน้ำเล็กนับพัน ไม่โค้งใต้อุ้งเท้าใคร” 3. การครอบครองด้วยตัวเอง (Self-Custody): “กุญแจอยู่ในมือเรา ใจเราจึงมีอิสรภาพ” 4. หลักฐานการทำงาน (Proof of Work): “ข้าวเต็มปากไม่ใช่ผลจากลมปาก” 5. การขุด (Mining): “หากไม่ขุดหิน ก็จะไม่พบทองคำในนั้น” 6. การ Halving (Halvings): “ขนมที่แบ่งครึ่ง กลายเป็นสองความสุข” 7. ความขาดแคลน (Scarcity): “สิ่งใดมีน้อย ใจจึงยิ่งหวง” 8. การถือครอง (Hodling): “เหมือนต้นไม้ยึดดินแน่น ไม่หวั่นคลื่นลม” 9. คุณค่าต่อเวลา (Time Preference): “ยิ่งรอคอย ยิ่งได้คุณค่ายิ่งกว่า” 10. ทนต่อการเซ็นเซอร์ (Censorship-Resistance): “เสียงนกในป่าไม่มีใครปิดกั้น” 11. เงินเขียนโปรแกรมได้ (Programmable Money): “แม่น้ำไหลตามทางที่มนุษย์ปั้นไว้” 12. ระบบไม่ต้องเชื่อใจ (Trustless System): “เมล็ดพันธุ์งอกจากเมล็ดเดียว ไม่ต้องขออนุมัติจากใคร” 13. กระเป๋าเงิน/กุญแจ (Wallets/Keys): “สมบัติอยู่ติดตัว ไม่ต้องฝากมือใคร” 14. การติดต่อระหว่างบุคคล (Peer-to-Peer): “จับมือกันเดิน ไม่ต้องขออนุญาตจากใคร” 15. ผลกระทบเครือข่าย (Network Effects): “ดอกไม้เดี่ยวไม่มีใครเห็น แต่บานสะพรั่งเต็มป่า ดึงดูดใจผู้คน” 16. เครือข่ายสายฟ้า (Lightning Network): “แสงฟ้าแลบเดียว ส่องถึงสุดฟ้า” 17. Bitcoin กับเงินกระดาษ (Bitcoin vs Fiat): “ปราสาททรายเงินกระดาษพังง่าย แต่ Bitcoin เปรียบดั่งภูผา” 18. สินทรัพย์รักษามูลค่า (Store of Value): “คลังข้าวแน่นเต็ม ยามอดหนาวก็อุ่นใจ” 19. ป้องกันเงินเฟ้อ (Inflation Hedge): “เมล็ดพันธุ์ฝังในดิน แม้เงินเฟ้อโหมกระหน่ำก็เบ่งบาน” 20. อธิปไตย (Sovereignty): “ดั่งต้นไม้ใหญ่ ไม่โค้งคำนับใคร” 21. ทองคำดิจิทัล (Digital Gold): “แม้มองไม่เห็น แต่คงคุณค่าดั่งทอง” ปล.สรุปคืออันที่ได้ก็มี อันที่เบร้อก็เยอะ 😆 #chatgptstr image View quoted note →
satuser's avatar
satuser 9 months ago
ถามว่าใช้ deep research ในเรื่องอะไร 555+ #สูก็หาลองไปเรื่อย #chatgptstr image
satuser's avatar
satuser 9 months ago
#แนวทางจัดการความสับสน • เขียนสรุปความรู้: พยายามอธิบายเป็นลายลักษณ์อักษร ช่วยให้เห็นช่องว่างของความเข้าใจ • เรียนเป็นขั้นตอน: แบ่งหัวข้อใหญ่ให้เป็นหัวข้อย่อย แล้วเรียนทีละส่วน • ขอรับข้อเสนอแนะ: แชร์สิ่งที่เข้าใจให้คนอื่นตรวจสอบ หรือสอนผู้อื่น (teaching is learning) • ย้อนกลับมาทบทวน: กลับไปดูภาพรวมอีกครั้งเมื่อเข้าใจรายละเอียดแล้ว จะเชื่อมภาพได้ดียิ่งขึ้น ปรากฏการณ์ที่ “ยิ่งรู้ ยิ่งรู้ว่าตัวเองไม่รู้” เกิดจากกลไกทางจิตวิทยาหลัก ๆ สองประการ คือ illusion of explanatory depth (ความลวงของความรู้เชิงลึก) ซึ่งอธิบายว่าเราเข้าใจภาพรวมดี แต่พอเจาะลึกก็พบช่องว่างของความรู้ และ #DunningKrugereffect (ปรากฏการณ์คนไม่เก่งมักมั่นใจเกินจริง คนเก่งมักประเมินตัวเองต่ำ) จึงอธิบายได้ว่าขณะที่เราเรียนรู้มากขึ้น ความมั่นใจในความเข้าใจขั้นพื้นฐานจะลดลงก่อนจนกระทั่งถึงจุดหนึ่งที่เรากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ ความเข้าใจและความมั่นใจจึงพุ่งกลับขึ้นมาอีกครั้ง   ⸻ Illusion of Explanatory Depth ความหมาย • งานวิจัยพบว่า ผู้คนมักคิดว่าตนเองเข้าใจกลไกเบื้องหลังสิ่งต่าง ๆ (เช่น เครื่องยนต์ จักรยาน หรือหลักการควอนตัม) อย่างละเอียด แต่พอถูกขอให้ “อธิบายขั้นตอนอย่างละเอียด” จึงพบว่าความเข้าใจที่แท้จริงมีช่องโหว่มากกว่าที่คิด . ผลการศึกษา • ในการทดลองหนึ่ง ผู้เข้าร่วมถูกให้ประเมินระดับความเข้าใจตนเองเกี่ยวกับกลไกต่าง ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่น แล้วจึงลองเขียนคำอธิบาย เมื่อเขียนเสร็จ พบว่าระดับความมั่นใจในความเข้าใจของเขาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ . ⸻ Dunning–Kruger Effect หลักการสำคัญ • คนที่มีทักษะต่ำ (หรือความรู้ไม่เพียงพอ) มัก ประเมินตนเองสูงเกินจริง เพราะขาดทักษะในการประเมินตนเอง (metacognitive skill) ในทางกลับกัน ผู้มีความรู้เชิงลึก มักเห็นช่องโหว่และ ประเมินตนเองต่ำไปก่อน จนกว่าจะมั่นใจในประสบการณ์จริง . รูปแบบโค้ง • เมื่อเริ่มต้นเรียนรู้ ความมั่นใจจะพุ่งสูง (เพราะเข้าใจเบื้องต้นพอให้คิดว่าง่าย) • พอรู้รายละเอียดมากขึ้น จะเห็นความซับซ้อน จึงลดความมั่นใจลง • เมื่อพัฒนาทักษะจนเชี่ยวชาญ ความมั่นใจจะสูงขึ้นอีกครั้ง ⸻ ทำไมจึงรู้สึก “ยิ่งศึกษา ยิ่งงง” 1. เห็นความซับซ้อน: ยิ่งศึกษาข้อมูลเชิงลึก เราจะพบข้อยกเว้น รายละเอียดทางเทคนิค และสมมติฐานเบื้องหลัง ทำให้ภาพรวมสมบูรณ์แบบแรกแตกสลาย  2. ขาด #Metacognition: ถ้าเราไม่มีทักษะในการประเมินความเข้าใจของตัวเอง เราจะไม่รู้ว่าช่องว่างตรงไหน จึงรู้สึกสับสนเมื่อลงรายละเอียดมากขึ้น  3. เปรียบเทียบกับคนอื่น: เมื่อเริ่มเข้าใจมากขึ้น เราจะรู้ว่าคนอื่นอาจรู้มากกว่าเรา จึงลดความมั่นใจ แม้จะรู้มากขึ้นจริง ๆ  ⸻ เอกสารอ้างอิง 1. Dunning–Kruger effect – Wikipedia  2. How the Dunning-Kruger Effect Works – Verywell Mind  3. Illusion of explanatory depth: Rozenblit, L., & Keil, F. (2002). The misunderstood limits of folk science. Trends in Cognitive Sciences  #siamstr #ChatGPTstr 🤔 image
satuser's avatar
satuser 9 months ago
แนวคิดที่ว่าสมองมนุษย์สามารถส่งข้อมูลทางอารมณ์ถึงกันโดยผ่านคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในลักษณะ “ไร้สาย” นั้น ยังไม่มีหลักฐานจากการวิจัยเชิงทดลองที่ยืนยันทฤษฎีนี้ในสภาพธรรมชาติของมนุษย์ การที่เรารับรู้อารมณ์ของลูกตอนง่วงนอนและรู้สึกง่วงตามไปด้วยมีแนวโน้มจะเป็นผลจากกลไกทางประสาทวิทยา เช่น mirror neurons และสัญญาณทางสรีรวิทยา (เช่น จังหวะการหายใจ เสียงหรือท่าทาง) ที่เผยอารมณ์ออกมา มากกว่าการส่งผ่านคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าโดยตรง   แม้จะมีทฤษฎีบางแห่งเสนอว่าช่องทางคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของสมองอาจมีบทบาทในการประสานงานของความรู้สึกหรือสติปัญญา (เช่น Cemi field theory) แต่จนถึงปัจจุบันยังขาดหลักฐานการทดลองยืนยันว่ามนุษย์สามารถใช้คลื่นเหล่านี้ในการสื่อสารอารมณ์โดยไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์ช่วย   ในทาง quantum information ก็มีข้อถกเถียงเรื่องทฤษฎี quantum brain ที่เน้น superposition และ coherence แต่ขาดงานทดลองทางฟิสิกส์ประยุกต์สนับสนุนว่าสมองมีสถานะควอนตัมที่ยั่งยืนพอจะส่งสัญญาณความรู้สึกผ่านคลื่นควอนตัมได้จริง  คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของสมอง: ข้อเท็จจริงทางฟิสิกส์ แรงสนามและขอบเขต • สนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากกระแสประสาทในสมองมีขนาดเล็กมาก (ในระดับ pico–nanotesla) และลดทอนอย่างรวดเร็วตามระยะทาง  • การวัดด้วย MEG (magnetoencephalography) ต้องอาศัยอุปกรณ์ที่ปราศจากสนามรบกวนภายนอก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสัญญาณสมองไม่เหนือกว่าเสียงรบกวนจากสิ่งแวดล้อมทั่วไป  ทฤษฎีฟิลด์แม่เหล็กไฟฟ้า (EMF) ของสติ • ทฤษฎี EMF of mind เสนอว่า “สนามแม่เหล็กไฟฟ้า” ของสมองอาจมีบทบาทในการรวมความรู้สึกและความคิด แต่เป็นทฤษฎีเชิงอธิบาย ยังไม่มีงานทดลองที่พิสูจน์กลไกนี้สนับสนุนว่ามนุษย์ใช้สนาม EMF ภายนอกในการสื่อสาร  การสื่อสารสมอง-สู่-สมองที่ตรวจพบได้ (ด้วยเทคโนโลยี) Direct Brain-to-Brain Interfaces (BBI) • งานวิจัยด้าน BrainNet ใช้ EEG และ TMS ในการส่งและรับข้อมูลระหว่างสมองมนุษย์สองคน แต่ต้องพึ่งอุปกรณ์แปลงสัญญาณและเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ไม่ใช่การส่งผ่านฟิลด์ EM โดยตรงในสภาพแวดล้อมธรรมชาติ  • แนวทาง EBCM (brain-computer-metasurface) แปลงสัญญาณ P300 EEG เป็นข้อมูลดิจิทัลแล้วส่งผ่าน metasurface แต่เป็นการสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มวิศวกรรม ไม่ใช่การ “ส่งผ่านสมดุล” ระหว่างสมองตามธรรมชาติ  ข้อจำกัดในการใช้งาน • สัญญาณสมองมีแบนด์วิดท์ต่ำ ถูกขัดขวางโดยเนื้อเยื่อและโครงสร้างศีรษะ จึงไม่สามารถเดินทางได้ไกลในรูปแบบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าธรรมดาโดยไม่ใช้ภาคขยายหรืออุปกรณ์แปลงสัญญาณ  มุมมองทางทฤษฎีควอนตัม (Quantum Information) • ทฤษฎี quantum brain บางฉบับระบุว่าการ superposition ของสถานะควอนตัมในไมโครทูบูลิน (microtubules) ของเซลล์ประสาทอาจเชื่อมโยงข้อมูล แต่ยังไม่มีหลักฐานทดลองทางควอนตัมฟิสิกส์ที่พิสูจน์ว่าระบบในสมองมนุษย์สามารถรักษา coherence ได้นานพอและส่ง “ข้อมูลควอนตัม” ระหว่างสมองโดยตรง  เหตุผลทางจิตวิทยาและระบบประสาท: ทำไมเราจึงรับรู้อารมณ์ลูกได้ Mirror Neurons และ Empathy • Mirror neurons ทำงานเมื่อเราสังเกตพฤติกรรมหรืออารมณ์ของผู้อื่น จึงอธิบายปรากฏการณ์ที่เรารับรู้อารมณ์ของลูกแล้วรู้สึกเหมือนตามไปด้วยได้   • งานวิจัยชี้ว่าเมื่อผู้ปกครองสังเกตเห็นอารมณ์ลูกร้องไห้หรือง่วงนอน เซลล์ในสมองบางส่วนจะ “เลียนแบบ” สภาพทางอารมณ์และร่างกาย จึงเกิดความรู้สึกร่วม   สัญญาณทางสรีรวิทยาและพฤติกรรม • จังหวะการหายใจ เสียงครางเบา ท่าทางของลูกตอนง่วงนอน เป็นสัญญาณสำคัญที่ผู้ปกครองรับรู้และปรับสภาวะตัวเองให้สอดคล้อง (state matching) โดยไม่ต้องอาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า  ข้อสรุป 1. ไม่มีหลักฐานว่ามนุษย์ส่งอารมณ์ผ่านคลื่น EM ธรรมชาติ: สนาม EM ที่สมองสร้างขึ้นมีความแรงต่ำและจำกัดพื้นที่  2. BBI ต้องใช้อุปกรณ์ช่วย: งานวิจัย brain-to-brain communication ทั้งหมดล้วนพึ่ง EEG/TMS หรือ metasurfaces ไม่ใช่การส่งสัญญาณธรรมชาติ   3. ทฤษฎีควอนตัมสมองยังขาดหลักฐาน: แม้มีการเสนอ microtubule coherence แต่ยังไม่มีการทดลองทางควอนตัมยืนยันการสื่อสารจริง  4. อธิบายด้วยจิตวิทยาได้สมเหตุสมผลกว่า: Mirror neurons และสัญญาณทางสรีรวิทยาช่วยให้เข้าใจปรากฏการณ์รับรู้อารมณ์ลูกโดยไม่ต้องใช้คลื่น EM ไร้สาย   ดังนั้น ปรากฏการณ์ที่คุณรับรู้อารมณ์ลูกแล้วรู้สึกง่วงตามน่าจะมาจากกลไก neurophysiological และจิตวิทยามากกว่าการส่งผ่านคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าระหว่างสมองโดยตรง #หลังไมค์เอไอ #เด็กน้อยงอแง #สติพ่อสติแม่ #brainwave #quantuminformation #siamstr image
satuser's avatar
satuser 9 months ago
แก้ปัญหา food waste ในบ้าน ด้วยการหาสัตว์มาเลี้ยง และใช้มูลสัตว์เลี้ยงดินต่อ #regenerate #soil #pet #garden #tree #siamstr #poop #recycle 🐇🪴🚰🌳💩♻️ image
satuser's avatar
satuser 9 months ago
กลับไป อย่าลืมแปะ chat log ไว้ใน #gitbook #studybitcoin #ถามจนกว่าจะหายสงสัย #chatgptstr #note 📝🤖💬📚 #learning #bitcoincore image
satuser's avatar
satuser 9 months ago
area leaf 🌳 how #space #organize 🧬🚀 area root #plant #net 🌎
satuser's avatar
satuser 9 months ago
# แปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย เมื่อวานนี้ ประมาณ 11:30 น. อินเทอร์เน็ตของฉันใช้ไม่ได้ ฉันตรวจสอบเราเตอร์ มันถูกปิดอยู่ ไม่มีไฟ ความคิดแรกของฉันคือ "นี่มันเกิดขึ้นอีกแล้ว คนงานบางคนตัดสายเคเบิลที่ไหนสักแห่งในละแวกนี้" 😅 คุณไฮด์พยายามแชร์การเชื่อมต่อมือถือเพื่อกลับเข้าประชุม เธอมาเจอฉันข้างนอก และบอกว่ามือถือก็ใช้ไม่ได้เช่นกัน ฉันตรวจสอบ "ไม่มีสัญญาณ! โทรฉุกเฉินเท่านั้น" มันดูแปลก ฉันกำลังจะไปขึ้นเครื่องบินเพื่อไปทำงาน และทันใดนั้น ทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเสี่ยง ฉันพยายามติดต่อเพื่อนร่วมงานทาง Slack แต่ไม่สามารถทำได้ ฉันพยายามติดต่อครอบครัวในเซอร์เบีย ไม่มีสัญญาณ เหมือนเคยเกิดขึ้นมาก่อน มันทำให้ฉันนึกถึงปี 2021 และการระบาดของโควิด อย่างน้อย ตอนนั้นเรายังมีอินเทอร์เน็ต แต่ตอนนี้ เราอยู่โดยไม่มีข่าวสารจากโลกภายนอก เพื่อนบ้านเริ่มรวมตัวกัน และเราได้ยิน: "น่าจะเป็นฝีมือรัสเซีย!" "รัฐบาลหยุดทุกอย่างเพื่อป้องกันเราจากการโจมตีทางไซเบอร์" "อินเทอร์เน็ตล่มเพราะพวกเขาตัดสายเคเบิลในมหาสมุทร" "อาจจะเป็นสงคราม" "สเปน อิตาลี ฮังการี เยอรมนี ฝรั่งเศส เบลเยียม และอาจจะประเทศอื่นๆ ได้รับผลกระทบจากไฟดับครั้งนี้" "บางภูมิภาคไม่มีน้ำ" เป็นเรื่องบ้ามากที่สถานการณ์ได้ยกระดับในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมง ตำรวจสั่งให้ผู้ปกครองไปรับลูกๆ ที่โรงเรียน ร้านเล็กๆ ข้างบ้านเรามียอดขายดีที่สุดในเดือน ทุกคนซื้อน้ำ ขนมปัง แป้ง แต่ไม่ใช่กระดาษชำระ 😅 เราได้ยินเสียงไซเรนรถดับเพลิงหลายครั้ง ฉันสงสัยว่ามีใครติดอยู่ในลิฟต์บ้างไหม แล้วโรงพยาบาลล่ะ? เครื่องบิน? นักท่องเที่ยวที่ตื่นตระหนกคนหนึ่งกับกระเป๋าเดินทางใบใหญ่สองใบกำลังวิ่งเต็มที่ เขากลับมา 45 นาทีหลังจากนั้น และแจ้งให้เราทราบว่าสนามบินปิดแล้ว และเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าไปใกล้ นั่นเป็นเรื่องแปลกอย่างชัดเจน และมันทำให้ฉันนึกถึงรายการทีวี Zero Day เนื้อเรื่อง: "สหรัฐฯ ถูกโจมตีทางไซเบอร์อย่างไม่ต้องสงสัย ทำให้มีผู้เสียชีวิตและเกิดปัญหาในทุกที่" เกือบจะเป็นสถานการณ์เดียวกัน ยกเว้นเรื่องการเสียชีวิต แต่ไม่มีไฟจราจร ไม่มีน้ำมัน ทุกอย่างถูกปิด ย้อนกลับไปยุค 80 นี่ทำให้ฉันนึกถึงยุคที่ฉันเป็นเด็ก เราไม่ได้เชื่อมต่อกันเหมือนทุกวันนี้ จะรับข่าวสารอย่างไรถ้าไฟดับ? จะรู้ได้อย่างไรว่ามีคนอยู่บ้าน? โทรศัพท์บ้านมีประโยชน์แน่นอน แต่คุณไม่มีทางรู้แน่ว่าจะมีคนอยู่บ้านตอนที่คุณโทรไป เราตัดสินใจไปพบเพื่อนบางคน แต่ไม่มั่นใจว่าพวกเขาจะอยู่บ้าน เราโชคดีที่ได้พบพวกเขาบนถนน พวกเขากำลังอยู่ในภารกิจ: ซื้อโคมไฟ เทียน ไฟ LED และวิทยุแบบใช้แบตเตอรี่แบบเก่าเพื่อรับข่าวสารจากรัฐบาล วิทยุเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรับข่าวสาร แต่เราไม่มี อาหารและน้ำ เราพูดถึงเรื่องที่ทุกคนกำลังซื้อน้ำ พวกเขาตัดสินใจว่าควรซื้อบ้างเช่นกัน เผื่อไว้ แต่เราไม่โชคดี ไม่มีไฟ ไม่มีตู้เอทีเอ็ม ตู้เอทีเอ็มใช้ไม่ได้ ซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ก็ปิดเพราะลูกค้าจ่ายเงินไม่ได้ ฉันนึกถึงอาหารแช่แข็งและอาหารในตู้เย็น พวกเขาจะทำอย่างไรกับสิ่งเหล่านั้น? เราไปที่ร้านเล็กๆ เขาบอกว่า: "เงินสดเท่านั้น €12 สำหรับน้ำหกขวด!!" ไม่ค่อยมีจริยธรรม แต่พวกเลวมักจะหากำไรจากสถานการณ์เหล่านี้เสมอ ผู้คนแออัดในร้านเล็กๆ คนหนุ่มสาวซื้อเบียร์ มันฝรั่งทอด และขนมกรอบ บางคนกำลังมองหาวิธีที่จะให้แสงสว่างหลังจากพลบค่ำ คนอื่นๆ ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากสถานการณ์ และดูเหมือนหวาดกลัว เรารู้จักร้านไวน์ และโชคดีที่มันเปิดอยู่ เราซื้อไวน์และเบอร์ราต้า และเจ้าของบอกให้เราจ่ายเงินเมื่อไฟมาแล้ว ขณะอยู่ที่นั่น เราได้ยินผู้หญิงสองคนพูดว่าพวกเขาไม่รู้ว่าจะกินอะไรเป็นอาหารเย็น ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีเตาอบ ไม่มีตู้เย็น เราโชคดีที่มีเตาแก๊สที่จะทำอาหารได้อย่างน้อย นั่นไม่ใช่กรณีของทุกคน เราจัดอาหารว่างมื้อเย็นแบบปรับเปลี่ยนได้ แต่ตระหนักว่าต้องกลับบ้านก่อนมืด และมีแสงสว่าง เมื่อเรากลับถึงบ้าน ฉันพาสุนัขเดินไปตามถนนที่มืด ฉันสามารถเห็นทางเดินได้เพราะมือถือของฉันยังมีแบตเตอรี่เหลือพอที่จะส่องทาง และจากนั้น อย่างไม่คาดคิด เวลา 21:19 น. ไฟกลับมา คุณสามารถได้ยินว่าผู้คนดีใจที่เห็นไฟฟ้ากลับมา ส่วนหนึ่งของถนนมีไฟ ปลายถนนยังมืด ไฟฟ้ายังไม่กลับมาสำหรับทุกคน นี่ไม่ใช่กรณีที่บ้านของฉัน เราต้องรออีกหนึ่งชั่วโมง จนถึง 22:28 น. จากนั้นเราจึงค้นพบผลกระทบ แต่เรายังไม่รู้ว่าทำไมไฟดับครั้งนี้ถึงเกิดขึ้น มันจะเกิดขึ้นอีกได้ไหม? เราไม่รู้ แต่นั่นคือวิธีที่เราใช้เวลาเกือบสิบเอ็ดชั่วโมงในความว่างเปล่า​​​​​​​​​​​​​​​​ #claudestr #translate #blackout #siamstr View quoted note →
satuser's avatar
satuser 9 months ago
💬 : 1. ความก้าวหน้าด้าน Neuro Computing (บันทึกความทรงจำ/ชีวิต) • Neuralink (BCI) – บริษัท Neuralink ได้เริ่มทดลองฝังชิปในมนุษย์ครั้งแรกในต้นปี 2024 (FDA อนุมัติให้ทดลองในมนุษย์ปี 2023) โดยชิป N1 ขนาดเท่าเหรียญสามารถบันทึกสัญญาณประสาทได้หลายพันจุด  . ผลเบื้องต้นสามารถตรวจจับ neuron spikes ได้ดี แต่ยังอยู่ในขั้นทดสอบช่วยผู้ป่วยอัมพาตควบคุมคอมพิวเตอร์ได้ (ผลิตภัณฑ์ชื่อ “Telepathy”) . • ปัญหาเทคนิคและกฎระเบียบ – Neuralink เจอปัญหาสายอิเล็กโทรดเล็ก ๆ หลุดจากตำแหน่งสมอง (ต้องปรับออกแบบ)  และความโปร่งใสการทดลองที่นักวิชาการกังวล (ยังไม่ได้ลงทะเบียน ClinicalTrials) . นอกจากนี้ยังมีข้อกังวลเรื่องความปลอดภัย/ความเป็นส่วนตัว (เช่น การโจมตีระบบ) และระเบียบควบคุมการทดสอบในมนุษย์ที่เข้มงวดอยู่. • โครงการอื่น ๆ (BCI และ Memory Prosthesis) – บริษัทอื่น เช่น Synchron (อุปกรณ์ Stentrode) ก็ปลูกฝัง BCI ในมนุษย์ตั้งแต่ปี 2021 และกำลังเตรียมทดลองขนาดใหญ่เพิ่มเติม . ด้านการช่วยความจำมีโครงการ DARPA RAM ที่ประสบความสำเร็จในการกระตุ้นสมองช่วยเพิ่มความจำให้ผู้ป่วย (เพิ่มประสิทธิภาพความจำระยะสั้น ~37%) . • การถอดรหัสภาพ/เสียงจากสมอง – ทีมนักวิจัย UC Berkeley ใช้ fMRI ร่วมกับโมเดลคอมพิวเตอร์ถอดรหัสภาพเคลื่อนไหวจากสมองได้ (ตัวอย่าง: สร้างคลิปวิดีโอจากคลิปที่ผู้ทดลองดู) . ล่าสุดทีมนักวิทยาศาสตร์จาก UT Austin ใช้ MRI+AI ถอดใจความคำพูดในสมอง (จับใจความที่ผู้ทดลองได้ยินหรือนึกถึง) ได้สำเร็จ . งานวิจัยเหล่านี้ยังเป็นระดับห้องทดลอง แต่ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพที่จะบันทึกประสบการณ์จากสมองได้ในอนาคต. • อุปสรรคสำคัญ – ปัจจุบันยังขาดความเข้าใจสมองแบบละเอียด (ยังไม่แมพ “คอนเน็กโตม” ทั้งหมด)  รวมถึงกระบวนการสร้างความทรงจำในระดับโมเลกุลที่ซับซ้อน ทำให้การบันทึก/ถอดความทรงจำยังเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์เทียมได้ยาก. เทคโนโลยียังเผชิญข้อจำกัดทางวิศวกรรม (เช่น การติดตั้งอุปกรณ์ฝังสมองที่ปลอดภัยและทนทาน) และประเด็นจริยธรรม/กฎหมาย (Privacy, ความปลอดภัย, FDA) ที่ต้องแก้ไขก่อนเข้าสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์. 2. ความคืบหน้าอุปกรณ์เก็บข้อมูลความจุสูง (SDUC ฯลฯ) • มาตรฐาน SDUC (Secure Digital Ultra Capacity) – สมาคม SD ได้กำหนดมาตรฐาน SDUC ที่รองรับการ์ดหน่วยความจำความจุสูงสุดถึง 128 TB  โดยใช้ระบบไฟล์ exFAT. นอกจากนี้มีสเปค SD Express ที่เพิ่มความเร็วสูงสุดเป็น 985 MB/s (ต่อยอดจาก UHS-II) . • ผลิตภัณฑ์ตัวอย่างของ Western Digital/SanDisk – Western Digital (แบรนด์ SanDisk) เปิดตัวการ์ด SD ขนาด 4 TB (SDUC) เตรียมวางจำหน่ายปี 2025 . ในงาน FMS 2024 WD ยังโชว์ตัวอย่าง “SanDisk 8 TB SDUC UHS-I” และ “SanDisk 4 TB microSDUC UHS-I” ด้วย . ซึ่งหากสำเร็จจะเป็นการ์ด SD ความจุสูงสุดที่จำหน่ายจริง. • ผลิตภัณฑ์อื่นๆ และบริษัทที่เกี่ยวข้อง – ปัจจุบันการ์ด microSD ความจุสูงสุดในตลาดคือ Micron i400 ขนาด 1.5 TB . Kioxia เคยโชว์ตัวอย่าง microSD ความจุ 2 TB ในปี 2022 . Samsung, SanDisk (WD), Lexar, และ ProGrade ยังจำกัดสูงสุดที่ 1–1.5 TB สำหรับ microSD, ส่วน SD card เต็มขนาดทั่วไปสูงสุดคือ 1 TB (โดย Sandisk/Toshiba) ในปัจจุบัน. Western Digital (SanDisk) และ Micron จึงเป็นผู้นำด้านความจุสูง. • แนวโน้มอนาคต – การ์ด SDUC ความจุสูง (หลาย TB) กำลังเป็นแผนของผู้ผลิตหลัก โดยคาดว่าจะมีของจริงออกสู่ตลาดใน 2–3 ปีข้างหน้า  . บริษัทอื่นๆ เช่น Kioxia และ Samsung ก็กำลังพัฒนาเทคโนโลยี 3D NAND รุ่นใหม่ที่รองรับความจุสูงขึ้น. นอกจากนี้ยังมี SSD ขนาดเล็กจุสูง (เช่น WD เผย SSD 128 TB สำหรับองค์กร ) ที่บ่งชี้ว่าเทคโนโลยีหน่วยความจำระดับสูงกำลังเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว. 3. แนวโน้มเทคโนโลยีการเก็บบันทึกชีวิตระยะยาว (Lifelogging) • กล้องติดตัว (Wearable Cameras) – มีการพัฒนากล้องสวมใส่ที่ถ่ายภาพหรือวิดีโออัตโนมัติตลอดวันเพื่อบันทึกชีวิตประจำวัน ตัวอย่างเช่น Microsoft SenseCam (สวมคอเสื้อ) ถ่ายภาพเมื่อตรวจจับความเปลี่ยนแปลงรอบตัว ช่วยทบทวนความทรงจำที่ผ่านมา . SenseCam สามารถเก็บภาพได้หลายพันภาพต่อวัน และนำมาต่อเป็นวิดีโอสั้นดูย้อนหลังได้ . อีกตัวอย่างคือ Narrative Clip (เดิมชื่อ Memoto) กล้องเล็กเกาะเสื้อที่ถ่ายรูปทุก 30 วินาทีแล้วอัปโหลดอัตโนมัติขึ้นคลาวด์ . ข้อมูลบนคลาวด์จะถูกจัดเรียงเป็น “Moments” ให้เรียกดูง่าย (ผู้ใช้ตรวจสอบย้อนหลังบนเว็บหรือมือถือได้) . • ระบบช่วยบันทึกความทรงจำ (Memory Implants) – วิทยาการฝังชิปในสมองเพื่อช่วยจำยังอยู่ในขั้นวิจัยและพัฒนา เบื้องต้นมีโปรแกรมทดลอง เช่น DARPA’s Restoring Active Memory (RAM) ที่ประสบความสำเร็จในการฝังอิเล็กโทรดกระตุ้นสมองส่วน hippocampus ทำให้ผู้ป่วยมีความจำระยะสั้นดีขึ้นประมาณ 20–37% . โครงการเหล่านี้มุ่งแก้ภาวะความจำเสื่อม เช่น Alzheimer หรือผู้บาดเจ็บสมอง. นอกจากนี้ Elon Musk เคยกล่าวว่า Neuralink มีศักยภาพช่วยรักษาปัญหาความจำได้ (แม้ยังไม่เปิดเผยวิธีเฉพาะ) . ถึงแม้ยังห่างไกลจากการ “บันทึกทุกความทรงจำได้สมบูรณ์” แต่แนวคิดและงานวิจัยเกี่ยวกับชิปช่วยจำกำลังถูกผลักดัน. • บริการคลาวด์และ AI Lifelogging – แนวโน้มปัจจุบันคือเก็บข้อมูลชีวิตบนอินเทอร์เน็ตยาวนาน เช่น ผู้ใช้มักสำรองรูป-เสียงอัตโนมัติใน Google Photos, iCloud เป็นต้น นอกจากนี้มีการวิจัยนำ AI มาช่วยบันทึกชีวิตแบบอัตโนมัติ เช่น โครงการ AutoLife เสนอระบบ Life Journaling โดยใช้เซนเซอร์ในสมาร์ทโฟน (ตำแหน่ง, ความเคลื่อนไหว ฯลฯ) ร่วมกับโมเดลภาษาเพื่อสังเคราะห์บันทึกประจำวันโดยไม่ต้องป้อนข้อมูลเอง . ทิศทางอนาคตจึงมุ่งไปที่การผสานเซนเซอร์สวมใส่ (กล้อง, บันทึกเสียง), สมาร์ทโฟน, cloud storage และ AI เพื่อสร้าง “ไดอารี่ดิจิทัล” ของชีวิต. แหล่งอ้างอิง: รายงานข่าวและงานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับ Neuralink, BCI อื่น ๆ                 #chatGPTstr #deepsearch 🎞️🧠💾 image
satuser's avatar
satuser 9 months ago
สาเหตุหนึ่งที่เหล่าเกจิหลวงพ่อหลวงปู่ยัง active ได้แม้ในยามแก่ชราคือการเดินเท้า grounding เป็นกิจวัตรประจำวันรึเปล่านะ ? 🦶🏼🌲🌳🦶🏼 ปล.อยากถอดเดินทางหญ้าอยู่แต่ก็ย้านเขาหาว่าบ้า 555 #siamstr #พุ่มสน 🧘🏻‍♂️
satuser's avatar
satuser 9 months ago
เด็กและคนแก่ มักเดินชมสวน #normal #activity 👦🏻👧🏻👶🏻👵🏻👴🏽🏡🪏🪴⛲️