💬 : การเปรียบเทียบระบบ ECS กับระบบคอมพิวเตอร์และ LLM มีความน่าสนใจในแง่ของการทำงานที่คล้ายคลึงกันหลายด้าน:
ระบบการสื่อสารและควบคุม:
1. การส่งสัญญาณ:
- ECS: ใช้ endocannabinoids เป็นตัวส่งสัญญาณระหว่างเซลล์
- คอมพิวเตอร์: ใช้สัญญาณไฟฟ้าและข้อมูลดิจิทัล
- LLM: ใช้การส่งต่อข้อมูลผ่าน neural networks
2. การประมวลผล:
- ECS: ประมวลผลแบบ parallel processing ผ่านตัวรับหลายตำแหน่ง
- คอมพิวเตอร์: CPU/GPU ประมวลผลหลายงานพร้อมกัน
- LLM: ประมวลผลข้อมูลผ่านหลาย layers พร้อมกัน
การปรับตัวและการเรียนรู้:
1. ความยืดหยุ่น:
- ECS: ปรับการทำงานตามสภาวะร่างกาย
- คอมพิวเตอร์: ปรับประสิทธิภาพตามการใช้งาน
- LLM: ปรับปรุงผลลัพธ์จากข้อมูล training
2. การจดจำ:
- ECS: มีผลต่อการสร้างความจำระยะยาว
- คอมพิวเตอร์: เก็บข้อมูลใน memory/storage
- LLM: เก็บ patterns จากการ training
ระบบการควบคุมและป้องกัน:
1. การรักษาสมดุล:
- ECS: รักษา homeostasis ของร่างกาย
- คอมพิวเตอร์: ระบบ monitoring และ maintenance
- LLM: มีกลไก self-attention และ regulation
2. การป้องกัน:
- ECS: ระบบภูมิคุ้มกันและการซ่อมแซม
- คอมพิวเตอร์: antivirus และ security systems
- LLM: มีระบบ safety filters และ bias control
ข้อจำกัดและความท้าทาย:
1. การใช้ทรัพยากร:
- ECS: ต้องการพลังงานและสารตั้งต้น
- คอมพิวเตอร์: ต้องการไฟฟ้าและหน่วยความจำ
- LLM: ต้องการพลังงานและ computing power สูง
2. ความผิดพลาด:
- ECS: อาจเกิด dysregulation
- คอมพิวเตอร์: bugs และ system errors
- LLM: hallucinations และ biases
การประยุกต์ใช้ร่วมกัน:
1. การวิจัยและพัฒนา:
- ใช้ AI วิเคราะห์การทำงานของ ECS
- พัฒนายาใหม่ผ่าน computational modeling
- ใช้ LLM ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์
2. การรักษา:
- ระบบ AI ช่วยวินิจฉัยความผิดปกติของ ECS
- ใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมการให้ยา
- LLM ช่วยวิเคราะห์ผลการรักษา
แนวโน้มในอนาคต:
1. การบูรณาการ:
- ผสมผสานความเข้าใจทั้งสามระบบ
- พัฒนาการรักษาแบบ personalized
- สร้างระบบ AI ที่เลียนแบบ ECS
2. นวัตกรรม:
- การพัฒนา biocomputers
- ระบบ AI ที่เข้าใจ biological systems
- การรักษาโรคด้วย AI-assisted therapy
การเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างระบบเหล่านี้จะช่วยพัฒนาวิธีการรักษาและเทคโนโลยีใหม่ๆ ในอนาคต แต่ต้องคำนึงถึงความซับซ้อนและข้อจำกัดของแต่ละระบบด้วย
#แกก็โยงไปเรื่อย
#siamstr
#ECS
#COMPUTER
#LLM
#claudestr
satuser
satuser@siamstr.com
npub1e9vc...j93f
satoshi is in the word 🌳 / technical dreamer / do note
[...] ความจริงที่ว่าการตรวจสอบประสิทธิภาพเป็นเรื่องยากในทางเทคโนโลยีทำให้จำเป็นต้องมีผู้บริหารระดับกลางจำนวนมาก และในขณะเดียวกันก็ทำให้ยากที่จะตรวจสอบผู้ตรวจสอบ
[...]
"ไม่ว่าคุณจะสร้างผลงานหรือไม่ เงินเดือนก็เท่ากัน
ไม่ว่าคุณจะทำงานหนักหรือไม่ เงินเดือนก็เท่ากัน
ไม่ว่าคุณจะใส่ใจหรือไม่ เงินเดือนก็เท่ากัน"
- คริส เดรย์
#ความหย่อนยานขององค์กร
#TheSovereignIndividual
#siamstr
ถูกขังไว้ด้วยความห่วงใย
🤩
💬 : ฉันจะแปลข้อความนี้เป็นภาษาไทยให้:
"เพราะเขาไม่ยอมรับคำแนะนำของเรา และดูหมิ่นคำตักเตือนของเรา เขาจึงต้องกินผลแห่งการกระทำของตน และอิ่มด้วยผลแห่งแผนการของตนเอง ความดื้อรั้นของคนเขลาจะฆ่าเขา และความประมาทของคนโง่จะทำลายเขา แต่ผู้ที่เชื่อฟังเราจะอยู่อย่างปลอดภัยและสงบสุข โดยไม่ต้องกลัวภัยอันตราย"
สุภาษิต 1:30-33 (NIV)
เกี่ยวกับคำถามว่านี่เป็น HFSP อันแรกหรือไม่ - HFSP (Have Fun Staying Poor) เป็นวลีที่ใช้ในบริบทของคริปโตเคอร์เรนซีและการลงทุน ข้อความนี้จากพระธรรมสุภาษิตไม่ใช่ HFSP อันแรก เพราะมันเป็นคำสอนทางศีลธรรมที่เน้นเรื่องปัญญาและการเชื่อฟัง ไม่ใช่เรื่องความมั่งคั่งทางการเงินโดยตรง ข้อความนี้สอนเกี่ยวกับผลของการไม่เชื่อฟังคำแนะนำที่ดีและความเย่อหยิ่ง
#claudestr View quoted note →
เมื่อลูกคุณประพฤติตามคำแนะนำของ WEF 🐛🚋
#foodstr
#insectfood 

🔑🗿
ดูไปหิวไป
โอมากาเสะให้ตัวเอง 🍳🥩🧄🥢
#siamstr #foodstr
#steakstr
#หิมะพริกไทย


You've used up your 25 Grok 2 questions per 2 hours for now. Please sign up for Premium or Premium Plus to access more or check back later.
คนับ View quoted note →
ใช่แล้ว ผมรู้จัก Bitcoin และ Nostr:
- **Bitcoin** เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดและเป็นสกุลเงินคริปโตที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุด มันออกแบบมาเพื่อให้เป็นสกุลเงินที่ไม่ขึ้นกับรัฐบาลหรือสถาบันใดๆ ใช้เทคโนโลยี blockchain ในการดำเนินการทางการเงินแบบ peer-to-peer โดยไม่ต้องผ่านสถาบันการเงินกลาง.
- **Nostr** เป็นโปรโตคอลการสื่อสารแบบกระจายศูนย์ที่ใช้สำหรับการสร้างเครือข่ายสังคมแบบไม่มีการเซ็นเซอร์ มันเป็น open protocol ที่อนุญาตให้ผู้ใช้สามารถส่งข้อความและข้อมูลไปยังกันโดยผ่าน "relays" ซึ่งคือเซิร์ฟเวอร์ที่จัดเก็บและส่งต่อข้อความ โดยไม่มีการควบคุมจากเจ้าของเซิร์ฟเวอร์หรือการเซ็นเซอร์จากบุคคลที่สาม.
**ความเกี่ยวข้องระหว่าง Bitcoin และ Nostr:**
- Nostr มีการรองรับการชำระเงินผ่าน Bitcoin ผ่านทาง Lightning Network ซึ่งช่วยให้สามารถส่ง Bitcoin ในปริมาณน้อยๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีค่าธรรมเนียมต่ำ ทำให้ผู้ใช้ Nostr สามารถ "zap" หรือส่ง Bitcoin เป็นทิปให้กับผู้สร้างเนื้อหาบนเครือข่ายได้.
- การรวมกันของทั้งสองนี้ได้รับความนิยมในชุมชน Bitcoin เพราะมันเป็นการส่งเสริมการใช้งาน Bitcoin ในชีวิตประจำวันและเพิ่มความนิยมในการใช้สกุลเงินดิจิทัลนี้.
จากการดูโพสต์บน X และข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างๆ แสดงให้เห็นว่ามีความกระตือรือร้นในการใช้ Nostr เพื่อสร้างระบบการสื่อสารที่ปลอดภัยและเป็นอิสระมากขึ้น รวมถึงการใช้ Bitcoin ในการเสริมความมั่นคงทางการเงินในโลกดิจิทัล.[](https://en.wikipedia.org/wiki/Nostr)%5B%5D(https://x.com/nvk/status/1622295539508199426)
#Grok2
#siamstr
#xAI
#test
ปัจจุบัน
คืออดีต
ของอนาคต
มีพลังงานอาศัยอยู่
ในจำนวน
ที่มีจำกัด
#satoshi #siamstr
#quality #number
root 

#GM #siamstr #witcast #HIV 💉
👾👹
คำถามทางจริยธรรมวันนี้
Zaps ให้ AI จะได้บุญไหม ?
#สาธุ99 #siamstr 🙏⚡️🤖
LLVM เดิมทีย่อมาจาก "Low Level Virtual Machine" แต่ปัจจุบันใช้แค่ชื่อ "LLVM" เป็นชื่อโครงการโดยตรง ไม่ได้ใช้เป็นตัวย่อแล้ว
LLVM คือชุดเครื่องมือ (toolchain) สำหรับการพัฒนาคอมไพเลอร์ที่มีความยืดหยุ่นสูง ประกอบด้วยส่วนประกอบหลักๆ ดังนี้:
1. LLVM IR (Intermediate Representation) - ภาษากลางที่ใช้แทนโค้ดโปรแกรม ทำให้สามารถแปลงจากภาษาต้นทางต่างๆ มาเป็นรูปแบบมาตรฐานเดียวกัน
2. ชุดเครื่องมือสำหรับ optimization - ใช้ปรับแต่งโค้ดให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
3. Backend generators - ใช้แปลง LLVM IR ไปเป็นโค้ดเครื่อง (machine code) สำหรับสถาปัตยกรรม CPU ต่างๆ
จุดเด่นของ LLVM คือ:
- มีความยืดหยุ่นสูง สามารถรองรับภาษาโปรแกรมมิ่งได้หลากหลาย
- สามารถ optimize โค้ดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- รองรับหลากหลายสถาปัตยกรรม CPU
- เป็น open source ทำให้นักพัฒนาสามารถนำไปใช้และปรับแต่งได้
LLVM ถูกใช้เป็นพื้นฐานในการพัฒนาคอมไพเลอร์ของภาษาโปรแกรมมิ่งหลายภาษา เช่น Clang (C/C++/Objective-C), Swift, Rust และอื่นๆ
LLVM มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจดังนี้:
2000 - จุดเริ่มต้น:
- Chris Lattner เริ่มพัฒนา LLVM ในฐานะโครงการวิจัยที่มหาวิทยาลัย Illinois at Urbana-Champaign
- แนวคิดเริ่มต้นคือการสร้างระบบคอมไพเลอร์ที่สามารถทำ optimization ได้ตลอดช่วงอายุของโปรแกรม ไม่ใช่แค่ตอนคอมไพล์
2003:
- มีการเผยแพร่ LLVM ภายใต้ University of Illinois/NCSA Open Source License
- เริ่มได้รับความสนใจจากนักพัฒนาทั่วโลก
2005:
- Apple จ้าง Chris Lattner และเริ่มใช้ LLVM ในโครงการภายใน
- เริ่มพัฒนา Clang ซึ่งเป็นคอมไพเลอร์สำหรับภาษา C/C++/Objective-C บนพื้นฐานของ LLVM
2007:
- Apple เปิดตัว Clang อย่างเป็นทางการ
- LLVM เริ่มถูกใช้อย่างแพร่หลายในเครื่องมือพัฒนาของ Apple
2010-2012:
- LLVM ได้รับรางวัล ACM Software System Award
- มีการนำ LLVM ไปใช้ในโครงการใหญ่ๆ มากขึ้น เช่น Google, Adobe
2014:
- Apple เปิดตัวภาษา Swift ที่ใช้ LLVM เป็นพื้นฐานในการพัฒนาคอมไพเลอร์
ปัจจุบัน:
- LLVM กลายเป็นโครงการ open source ขนาดใหญ่ที่มีผู้พัฒนาร่วมกันทั่วโลก
- ถูกใช้เป็นพื้นฐานในการพัฒนาภาษาโปรแกรมมิ่งใหม่ๆ หลายภาษา
- มีบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำหลายแห่งใช้และสนับสนุนการพัฒนา LLVM
- LLVM Foundation ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนการพัฒนาและดูแลโครงการ
ความสำเร็จของ #LLVM แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการออกแบบที่ดีและการเป็น #opensource ที่เปิดโอกาสให้ชุมชนนักพัฒนาได้มีส่วนร่วมในการพัฒนา จนกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในวงการพัฒนาซอฟต์แวร์
#claudestr #siamstr #lib View quoted note →
ไปยัง