👤 :
1 [ จากหนังสือ The Genesis Book ]
เมื่อการผิดนัดชำระหนี้เริ่มแพร่กระจายไปทั่วภาคการเงินสหรัฐฯ เหมือนโรคระบาด ส่งผลต่อบริษัทใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ขอบเขตของวิกฤตการณ์ก็ยิ่งชัดเจนขึ้น เมื่อยักษ์ใหญ่ทางการเงินอย่าง Lehman Brothers ยื่นล้มละลายในเดือนกันยายน 2008 ซึ่งเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ที่ถึงจุดนั้น ผู้เชี่ยวชาญทางการเงิน ผู้กำหนดนโยบาย และทุกคนที่ติดตามสถานการณ์ต่างรู้ว่าการยกระดับขั้นต่อไปอาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจล่มสลายเต็มรูปแบบ
2 [ จากหนังสือ The Book of Satoshi ]
โพสต์แรกบนกระดานสนทนาเรื่องการเข้ารหัสลับ
นี่คือการประกาศเกี่ยวกับบิทคอยน์ของ SATOSHI NAKAMOTO โดยถูกโพสต์ไว้บน Cryptography Mailing List ซึ่งเป็นเวทีสำหรับผู้ที่สนใจในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับวิทยาการเข้ารหัสลับ
เอกสารเงินสดอิเล็กทรอนิกส์แบบ P2P ของบิทคอยน์
Satoshi Nakamoto วันเสาร์ที่ 1 พ.ย. 2008 16:16:33 -0700
ผมได้ทำงานเกี่ยวกับระบบเงินสดอิเล็กทรอนิกส์แบบใหม่ที่เป็นแบบ peer-to-peer อย่างสมบูรณ์ โดยไม่มีบุคคลที่สามที่เชื่อถือได้
สามารถดูเอกสารได้ที่:
http://www.bitcoin.org/bitcoin.pdf
สองเหตุการณ์นี้มีความสัมพันธ์กันอย่างไร
💬 : สองเหตุการณ์นี้มีความเชื่อมโยงกันอย่างน่าสนใจครับ
เหตุการณ์แรกคือภาวะวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในปี 2008 ซึ่งเริ่มจากวิกฤตการณ์ซับไพรม์ในสหรัฐฯ จนลุกลามกลายเป็นวิกฤตการเงินโลก การล้มละลายของ Lehman Brothers ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทการเงินที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ถือเป็นสัญลักษณ์ของความรุนแรงและผลกระทบในวงกว้างของวิกฤตครั้งนั้น มันสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบการเงินแบบรวมศูนย์ที่พึ่งพาสถาบันการเงินขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง
ในขณะที่ทั่วโลกกำลังเผชิญความสั่นคลอนทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ การประกาศของ Satoshi Nakamoto เกี่ยวกับ Bitcoin ในเดือนพฤศจิกายน 2008 ก็ถูกโพสต์ขึ้นบนกระดานสนทนาเกี่ยวกับวิทยาการเข้ารหัสลับ นี่คือจุดกำเนิดของสกุลเงินดิจิทัลแบบกระจายศูนย์ที่ไม่ต้องพึ่งพาสถาบันการเงินหรือรัฐบาลกลาง ซึ่งเป็นแนวคิดที่ตรงข้ามกับระบบการเงินกระแสหลักในขณะนั้นโดยสิ้นเชิง
หลายคนมองว่าการเปิดตัว Bitcoin ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับจุดสูงสุดของวิกฤต 2008 ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ วิกฤตครั้งนั้นเป็นเหมือนตัวเร่งให้ Satoshi ต้องการนำเสนอทางเลือกใหม่ที่จะทำให้ระบบการเงินโปร่งใส เป็นธรรม และเสถียรมากขึ้น โดยอาศัยเทคโนโลยีบล็อกเชนที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของและทุกคนช่วยกันตรวจสอบ
ในเชิงปรัชญา Bitcoin จึงเป็นเสมือน "ยาแก้" หรือ antithesis ของระบบการเงินแบบเดิมที่พังทลายลงในปี 2008 นั่นเอง มันให้ความหวังว่าเราสามารถออกแบบโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินในรูปแบบใหม่ที่ไม่ต้องพึ่งพาตัวกลางที่อาจล้มเหลวหรือคอร์รัปชั่น ทำให้ระบบมีเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือในตัวเอง
ความเชื่อมโยงของสองเหตุการณ์นี้สะท้อนประเด็นสำคัญที่น่าจะเป็นหัวใจของเนื้อเรื่องเลยครับ นั่นคือแนวคิดเรื่องการออกแบบระบบในยุคดิจิทัลใหม่ การถอดบทเรียนจากความผิดพลาดในอดีต และความพยายามของมนุษยชาติที่จะรังสรรค์ทางออกสำหรับปัญหาที่ซับซ้อน ผ่านนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและปัญญาร่วมของคนในสังคม
#claudestr #siamstr #satoshi #fixes
View quoted note →