เรียนแล้วไม่ได้ใช้มีอยู่จริง ฮือออ เพราะ Microsoft Copilot Studio ใช้งานได้เฉพาะ company email ล่ะสิ แล้วบริษัทเราไม่ได้ใช้ Microsoft ด้วย (ยกเว้น Github Copilot)
จากเดิมที่เขียนโปรแกรม chatbot เอง มาใช้ตัว low-code ที่ใคร ๆ ก็ใช้งานได้ด้วย Microsoft Copilot Studio #siamstr
วันนี้เข้ามาฟัง Create agents in Microsoft Copilot Studio หนึ่งในหลักสูตรของ Microsoft AI Skills Training Series ในเช้าวันเสาร์ที่ 24 พฤษภาคม สอนโดยคุณบุญทวี ตั้งสุนทรธรรม Microsoft MVP - Business Applications (สาย low-code) จาก MISO Digital
โพสนี้พยายามสรุปสั้น ๆ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่ามันคืออะไร อาจจะไม่ลงลึกตอนที่เขา demo เพราะเราใช้ไม่ได้นั่งเหม่อเลย และฉันเองไม่ค่อยรู้จัก product ของทาง Microsoft ด้วยสิ
.
เดือนมีนาคม 2023 ประกาศเปิดตัว Copilot for Microsoft 360 และ for อื่น ๆ เช่น Microsoft Azure และเปลี่ยนชื่อเป็น Microsoft 365 copilot เป็น AI assistant เป็นผู้ช่วยที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และไม่รู้จักบ่น แต่อนาคตอาจจะเถียงเราได้ก็ไม่ทราบได้เช่นกัน และในยุคนี้เราต้องรู้จักการใช้งาน AI ไม่งั้นเราถูกแทนที่ได้
.
🔵 องค์ประกอบเบื้องหลัง Microsoft 365 Copilot
- Large Language Model (LLMs): มี LLM engine ประมวลผล คิดวิเคราะห์ ผนวกกับ ai model ต่าง ๆ เช่น Chatgpt-4o เปน backend ที่ใช้ในการประมวลผลของ copilot
- Your own company data: และบวกกับข้อมูลที่เรามีอยู่ในองค์กร ในการดำเนินธุรกิจ ติดต่อสื่อสารประสานงาน เป็น sensitive data ในองค์กร
- Best in class data protection: กระบวนการปกป้องข้อมูลให้ปลอดภัย ถูกที่ถูกเวลา permission ในการเข้าถึงข้อมูล หรือมี government ในการจัดการข้อมูล
- Microsoft 365 apps: Microsoft office ไม่ต้องติดตั้ง ทำงานผ่าน browser ได้ ผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ นอกเหนือจากของ Microsoft ได้
- Copilot Studio: เป็นเครื่องมือสร้าง copilot ใช้งานได้เองในองค์กร ก็คือใช้สร้าง agent นั่นเอง
.
🔵 copilot คืออะไร?
- เป็น Generative AI มี prompt เป็น chat base ตอนนี้สามารถใช้เสียงได้
- control input output และกำหนด mood & tone, feeling ที่ให้ AI ตอบเราได้
- สร้าง copilot ตั้งแต่ทำงานแบบง่าย ๆ จนซับซ้อนได้ ผ่านการ customize ผ่าน copilot studio
Microsoft 365 Copilot ยังอยู่ใน Microsoft Power Platform อยู่ และใช้ environment ร่วมกันอยู่ มีหน้าที่ช่วยสร้าง Conversational AI หรือ agent
เป็นการสร้างแบบ low-cost config และกำหนด use case หรือ scenario เข้ามา เพื่อสร้างเป็น loop การทำงานที่เราต้องการ โดย agent ช่วย extend ความสามารถของ copilot ที่เราใช้งาน โดยการ custom copilot ที่ support งานที่เราทำได้
ส่วนสายเดฟ แน่นอน Azure AI Foundry (ชื่อเดิม Azure AI Studio) ช่วยให้ developer สร้าง copilot ขึ้นมาใช้งานได้ มี engine การใช้งานคล้าย ๆ กัน มีจัดการเรื่อง infrastruture เพื่อรองรับ process ที่มี copilot เข้ามา
.
🔵 The end-to-end copilot conversation
control ให้ทำงานตามรูปแบบที่เราต้องการได้ เช่น กำหนด topic ในการเริ่มต้นทำงานในการ chat เข้าไป ถ้า match กับ topic ที่กำหนดขึ้น จะประมวลผล หรือ process เช่น ให้กรอกข้อมูล เชื่อมต่อ service ต่าง ๆ หลังบ้าน
ถ้าไม่ตรง จะมี generate response หรือ gen ai answer ตอบเหมือน gen ai ทั่ว ๆ ไป ทำให้คุยแล้วได้ข้อมูลกลับมา ไม่ no reponse
ถ้ายังตอบปัญหาเราไม่ได้ ทำ escalate ไปที่คนจริง ๆ เพื่อทำการ support ได้
.
🔵 การใช้งาน Microsoft Copilot Studio
หลักการง่าย ๆ build & publish แบบ low-cost เป็นการ build แบบ drag and drop ใส่สูตรหรือ function เพื่อมาใช้งานร่วมกันได้ และมีการคิดวิเคราะห์ประมวลผล เก็บ log เอาไปวิเคราะห์เพื่อ improve ว่าต้องปรับปรุงในเรื่องไหนบ้าง
⭐ ขั้นตอนในการสร้าง
1. start - create copilot: สร้าง agent ใน copilot studio ได้ สร้างจาก blank แล้วค่อย ๆ เพิ่ม หรือ template หรือตัวสำเร็จรูป เป็น software as a service ได้ภายใน 1 นาที!
2. build - design conversation: แล้วทำงานตรงกับ use case หรีอ scaneaio แค่ไหน joury เจอรี่ของการใช้งาน กำหนด process เช่น employee support สอบถามวันหยุด สิทธิประโยชน์ วางรูปแบบให้เป็นขั้นเป็นตอนตั้งแต่ต้นจนจบ
3. publish - publish to difference channels: ประกาศว่าตัวนี้เป็นตัวที่พร้อมใช้ เพิ่ม feature แล้วไม่กระทบกับ user ถ้าพร้อมแล้วก็ publish ไปอีกรอบนึง (ฟีลเหมือนทำแอพ) ไปได้หลายช่องทาง
4. manage - control and improve เรื่อง admin control เข้าไปดูว่ามีการใช้งาน copilot มากน้อยแค่ไหน มีเรื่อง security หรือ data protection เอาไปครอบ เมื่อนำข้อมูลในองค์กรไปใช้งานใน copilot ถ้าใช้ในองค์กร ให้กังวลเรื่อง permission ถ้านอกองค์กรกังวลเรื่อง data leak ต้องทำ data loss prevention
.
🔵 lifecycle การทำ copilot studio
⭐ Build & Publish
- create copilot: เป็นตัว UI สร้างโดยการ prompt เข้าไปว่าอยากได้แบบไหน และมัน create มาให้
- add knowledge: เพิ่มแหล่งความรู้ในการเอาไปใช้พูดคุยกับ user เช่น website คู่มือ cloud service อื่น ๆ
- customize topic and action: create topic ตรวจสอบว่า user พิมพ์เข้ามาในช่องแชท ว่า match กับ topic ไหน แล้ววิ่งไป topic นั้น สำคัญที่การตั้ง tricker ทำยังไงให้เรียกใช้งาน และทำงานได้ มีการเพิ่ม node เข้าไป คือ block ต่าง ๆ ที่เราใส่เพิ่มไป เพื่อให้มันทำงาน เปน step-by-step topic เชื่อมโยงไป backend โดยมีการสร้าง connector มากกว่า 1000 connector
- publish and go live instantly: saas cloud publish + go live ได้ทันที user เข้าใช้งานได้ทันที มีการ fine tune ว่าเข้าใช้งานที่ช่องทางไหนได้บ้าง
⭐ Analyze & Improve
- Monitor and get insights: ใช้งานไปแล้วก็ต้อง monitor ดู performance การใช้งาน อันไหนมีปัญหาต้องปรับแก้
- fine tune to add sophistication: analyze → improve → fine tune อันที่ไม่ตรงกับการใข้งานเราสามารถปรับแต่งและเพิ่มเติมได้
- Add Conversional Services: เชื่อมโยงกับ connector ไปยัง service อื่น ๆ ของ Microsoft ได้
เรื่องของความปลอดภัย Microsoft มี commitment กับผู้ใช้ ไม่เอา data ของลูกค้าไปเทรนใหม่กับ model อื่น ๆ จะอยู่ภายใน environment ที่เราทำงานอยู่ ยังเป็น copyright ของลูกค้าอยู่
.
🔵 การใช้งาน มีการ demo สร้าง agent ใหม่ โดยการ prompt ลงไป ว่าจะเอาอะไร สามารถเปลี่ยนโน้นนี่ได้ เช่น เปลี่ยน icon ชื่อ description instruction ได้ มี system ที่ระบบเจนขึ้นมา
กดปุ่ม test เพื่อทำการ test ตัว agent ได้ และกด refresh เมื่ออยากลองใหม่ เพื่อล้าง context ก่อนหน้า (ถ้าใครเคยใช้ DialogFlow มาก่อนตรงนี้จะคล้าย ๆ กัน)
สร้าง flow เพื่อใส่ flow ที่เราต้องการในการทำ action ต่าง ๆ ได้ ลากกล่องมาใส่โน้นนี่ได้
ตัว agent สามารถไปช่องทาง publish ไปยังช่องทางต่าง ๆ เช่น team and Microsoft 365 Copilot, website, Facebook, Slack, LINE งี้
.
🔵 ใช้ฟรีไหม?
เรื่องมันเศร้า 😢 ก่อนอื่นเลยเนี่ย Microsoft Copilot Studio ใช้งานได้กับ company email เท่านั้น ซึ่งทางนี้มีแค่ personal email
ต่อมา free trial 30 วัน หลังจากหมดช่วง free trial มี 3 แบบ คือ
- ฟรี ถ้ามี Microsoft 365 Copilot และใช้งานใน Teams หรือ SharePoint
- Pay-as-you-go หรือตามการใช้งานจริง ราคา $0.01 ต่อข้อความ
- Message Packs ราคา $200 ต่อองค์กร ต่อเดือน สำหรับ 25,000 ข้อความ
แล้ว Microsoft Copilot Studio เหมาะกับใคร? เหมาะสำหรับองค์กรที่ใช้ Microsoft 365 และต้องการสร้าง AI Agent หรือ Chatbot ที่ผสานกับข้อมูลภายใน พร้อมระบบความปลอดภัยระดับองค์กร ซึ่งเรื่องความปลอดภัยก็เป็นจุดเด่นของเขา
.
ถ้าอยากรู้เพิ่มเติม เข้าไปดูใน Microsoft Learn ได้
-
-
ปล. อันนี้ไม่มีบล็อกน้า
วันนี้เข้ามาฟัง Create agents in Microsoft Copilot Studio หนึ่งในหลักสูตรของ Microsoft AI Skills Training Series ในเช้าวันเสาร์ที่ 24 พฤษภาคม สอนโดยคุณบุญทวี ตั้งสุนทรธรรม Microsoft MVP - Business Applications (สาย low-code) จาก MISO Digital
โพสนี้พยายามสรุปสั้น ๆ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่ามันคืออะไร อาจจะไม่ลงลึกตอนที่เขา demo เพราะเราใช้ไม่ได้นั่งเหม่อเลย และฉันเองไม่ค่อยรู้จัก product ของทาง Microsoft ด้วยสิ
.
เดือนมีนาคม 2023 ประกาศเปิดตัว Copilot for Microsoft 360 และ for อื่น ๆ เช่น Microsoft Azure และเปลี่ยนชื่อเป็น Microsoft 365 copilot เป็น AI assistant เป็นผู้ช่วยที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และไม่รู้จักบ่น แต่อนาคตอาจจะเถียงเราได้ก็ไม่ทราบได้เช่นกัน และในยุคนี้เราต้องรู้จักการใช้งาน AI ไม่งั้นเราถูกแทนที่ได้
.
🔵 องค์ประกอบเบื้องหลัง Microsoft 365 Copilot
- Large Language Model (LLMs): มี LLM engine ประมวลผล คิดวิเคราะห์ ผนวกกับ ai model ต่าง ๆ เช่น Chatgpt-4o เปน backend ที่ใช้ในการประมวลผลของ copilot
- Your own company data: และบวกกับข้อมูลที่เรามีอยู่ในองค์กร ในการดำเนินธุรกิจ ติดต่อสื่อสารประสานงาน เป็น sensitive data ในองค์กร
- Best in class data protection: กระบวนการปกป้องข้อมูลให้ปลอดภัย ถูกที่ถูกเวลา permission ในการเข้าถึงข้อมูล หรือมี government ในการจัดการข้อมูล
- Microsoft 365 apps: Microsoft office ไม่ต้องติดตั้ง ทำงานผ่าน browser ได้ ผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ นอกเหนือจากของ Microsoft ได้
- Copilot Studio: เป็นเครื่องมือสร้าง copilot ใช้งานได้เองในองค์กร ก็คือใช้สร้าง agent นั่นเอง
.
🔵 copilot คืออะไร?
- เป็น Generative AI มี prompt เป็น chat base ตอนนี้สามารถใช้เสียงได้
- control input output และกำหนด mood & tone, feeling ที่ให้ AI ตอบเราได้
- สร้าง copilot ตั้งแต่ทำงานแบบง่าย ๆ จนซับซ้อนได้ ผ่านการ customize ผ่าน copilot studio
Microsoft 365 Copilot ยังอยู่ใน Microsoft Power Platform อยู่ และใช้ environment ร่วมกันอยู่ มีหน้าที่ช่วยสร้าง Conversational AI หรือ agent
เป็นการสร้างแบบ low-cost config และกำหนด use case หรือ scenario เข้ามา เพื่อสร้างเป็น loop การทำงานที่เราต้องการ โดย agent ช่วย extend ความสามารถของ copilot ที่เราใช้งาน โดยการ custom copilot ที่ support งานที่เราทำได้
ส่วนสายเดฟ แน่นอน Azure AI Foundry (ชื่อเดิม Azure AI Studio) ช่วยให้ developer สร้าง copilot ขึ้นมาใช้งานได้ มี engine การใช้งานคล้าย ๆ กัน มีจัดการเรื่อง infrastruture เพื่อรองรับ process ที่มี copilot เข้ามา
.
🔵 The end-to-end copilot conversation
control ให้ทำงานตามรูปแบบที่เราต้องการได้ เช่น กำหนด topic ในการเริ่มต้นทำงานในการ chat เข้าไป ถ้า match กับ topic ที่กำหนดขึ้น จะประมวลผล หรือ process เช่น ให้กรอกข้อมูล เชื่อมต่อ service ต่าง ๆ หลังบ้าน
ถ้าไม่ตรง จะมี generate response หรือ gen ai answer ตอบเหมือน gen ai ทั่ว ๆ ไป ทำให้คุยแล้วได้ข้อมูลกลับมา ไม่ no reponse
ถ้ายังตอบปัญหาเราไม่ได้ ทำ escalate ไปที่คนจริง ๆ เพื่อทำการ support ได้
.
🔵 การใช้งาน Microsoft Copilot Studio
หลักการง่าย ๆ build & publish แบบ low-cost เป็นการ build แบบ drag and drop ใส่สูตรหรือ function เพื่อมาใช้งานร่วมกันได้ และมีการคิดวิเคราะห์ประมวลผล เก็บ log เอาไปวิเคราะห์เพื่อ improve ว่าต้องปรับปรุงในเรื่องไหนบ้าง
⭐ ขั้นตอนในการสร้าง
1. start - create copilot: สร้าง agent ใน copilot studio ได้ สร้างจาก blank แล้วค่อย ๆ เพิ่ม หรือ template หรือตัวสำเร็จรูป เป็น software as a service ได้ภายใน 1 นาที!
2. build - design conversation: แล้วทำงานตรงกับ use case หรีอ scaneaio แค่ไหน joury เจอรี่ของการใช้งาน กำหนด process เช่น employee support สอบถามวันหยุด สิทธิประโยชน์ วางรูปแบบให้เป็นขั้นเป็นตอนตั้งแต่ต้นจนจบ
3. publish - publish to difference channels: ประกาศว่าตัวนี้เป็นตัวที่พร้อมใช้ เพิ่ม feature แล้วไม่กระทบกับ user ถ้าพร้อมแล้วก็ publish ไปอีกรอบนึง (ฟีลเหมือนทำแอพ) ไปได้หลายช่องทาง
4. manage - control and improve เรื่อง admin control เข้าไปดูว่ามีการใช้งาน copilot มากน้อยแค่ไหน มีเรื่อง security หรือ data protection เอาไปครอบ เมื่อนำข้อมูลในองค์กรไปใช้งานใน copilot ถ้าใช้ในองค์กร ให้กังวลเรื่อง permission ถ้านอกองค์กรกังวลเรื่อง data leak ต้องทำ data loss prevention
.
🔵 lifecycle การทำ copilot studio
⭐ Build & Publish
- create copilot: เป็นตัว UI สร้างโดยการ prompt เข้าไปว่าอยากได้แบบไหน และมัน create มาให้
- add knowledge: เพิ่มแหล่งความรู้ในการเอาไปใช้พูดคุยกับ user เช่น website คู่มือ cloud service อื่น ๆ
- customize topic and action: create topic ตรวจสอบว่า user พิมพ์เข้ามาในช่องแชท ว่า match กับ topic ไหน แล้ววิ่งไป topic นั้น สำคัญที่การตั้ง tricker ทำยังไงให้เรียกใช้งาน และทำงานได้ มีการเพิ่ม node เข้าไป คือ block ต่าง ๆ ที่เราใส่เพิ่มไป เพื่อให้มันทำงาน เปน step-by-step topic เชื่อมโยงไป backend โดยมีการสร้าง connector มากกว่า 1000 connector
- publish and go live instantly: saas cloud publish + go live ได้ทันที user เข้าใช้งานได้ทันที มีการ fine tune ว่าเข้าใช้งานที่ช่องทางไหนได้บ้าง
⭐ Analyze & Improve
- Monitor and get insights: ใช้งานไปแล้วก็ต้อง monitor ดู performance การใช้งาน อันไหนมีปัญหาต้องปรับแก้
- fine tune to add sophistication: analyze → improve → fine tune อันที่ไม่ตรงกับการใข้งานเราสามารถปรับแต่งและเพิ่มเติมได้
- Add Conversional Services: เชื่อมโยงกับ connector ไปยัง service อื่น ๆ ของ Microsoft ได้
เรื่องของความปลอดภัย Microsoft มี commitment กับผู้ใช้ ไม่เอา data ของลูกค้าไปเทรนใหม่กับ model อื่น ๆ จะอยู่ภายใน environment ที่เราทำงานอยู่ ยังเป็น copyright ของลูกค้าอยู่
.
🔵 การใช้งาน มีการ demo สร้าง agent ใหม่ โดยการ prompt ลงไป ว่าจะเอาอะไร สามารถเปลี่ยนโน้นนี่ได้ เช่น เปลี่ยน icon ชื่อ description instruction ได้ มี system ที่ระบบเจนขึ้นมา
กดปุ่ม test เพื่อทำการ test ตัว agent ได้ และกด refresh เมื่ออยากลองใหม่ เพื่อล้าง context ก่อนหน้า (ถ้าใครเคยใช้ DialogFlow มาก่อนตรงนี้จะคล้าย ๆ กัน)
สร้าง flow เพื่อใส่ flow ที่เราต้องการในการทำ action ต่าง ๆ ได้ ลากกล่องมาใส่โน้นนี่ได้
ตัว agent สามารถไปช่องทาง publish ไปยังช่องทางต่าง ๆ เช่น team and Microsoft 365 Copilot, website, Facebook, Slack, LINE งี้
.
🔵 ใช้ฟรีไหม?
เรื่องมันเศร้า 😢 ก่อนอื่นเลยเนี่ย Microsoft Copilot Studio ใช้งานได้กับ company email เท่านั้น ซึ่งทางนี้มีแค่ personal email
ต่อมา free trial 30 วัน หลังจากหมดช่วง free trial มี 3 แบบ คือ
- ฟรี ถ้ามี Microsoft 365 Copilot และใช้งานใน Teams หรือ SharePoint
- Pay-as-you-go หรือตามการใช้งานจริง ราคา $0.01 ต่อข้อความ
- Message Packs ราคา $200 ต่อองค์กร ต่อเดือน สำหรับ 25,000 ข้อความ

Copilot Studio licensing - Microsoft Copilot Studio
Overview of the Microsoft Copilot Studio licensing and billing.

Create agents with Microsoft Copilot Studio - Online Workshop - Training
Learn how to create agents with Microsoft Copilot Studio.

Create and publish agents with Microsoft Copilot Studio - Training
Learn how to create, manage, and maintain agents with Microsoft Copilot Studio.
ใครมี profile อยู่ในนั้นทำใจบอกลา พร้อมหาบ้านใหม่ (เช่น profile biolink ของเราเอง ฮือออออออออ)
.
เราได้รับ email ชื่อว่า “Important Changes Coming to Glitch” ของทางทีมงาน Glitch แล้วกดเข้าไปอ่านดู พบข่าวเศร้าถึงการยุติการให้บริการ host app บน Glitch
ตัว Glitch dashboard และ profile ของเราเข้าได้ถึงสิ้นปี 2025 นะ เพื่อ download code เราออกมาได้ และขะได้ feature redirects ไป subdomain เพื่อให้ลิ้งทั้งหมดสามารถใช้งานได้ ก่อนวันสิ้นปีนี้ และใช้งานได้จนถึงสิ้นปี 2026 เป็นอย่างน้อย
สำหรับคนที่ใช้ git เขาจะเตรียมคู่มือย้าย code เราจาก Glitch ไปยัง git repo และช่วยเราย้ายของไปยัง platform ใหม่
ส่วนคนที่สมัคร Glitch Pro ปิดรับสมาชิกใหม่ และในวันที่ 2 มิถุนายน 2025 เขาส่งเมลล์แยกต่างหากเกี่ยวกับรายละเอียดการเป็นสมาชิก และการคืนเงิน
.
เพื่อน ๆ อยากป้ายยาที่ไหนทิ้งไว้ใน comment ได้เลยนะ #siamstr
รายละเอียดเพิ่มเติมอ่านได้ที่นี่เลย 
วันนี้เป็นวันที่ 22 พฤษภาคม บางคนอาจจะมองว่าเป็นวันพฤหัสที่แสนธรรมดาวันนึง แต่สำหรับชาวคริปโตนั้น วันนี้เป็นวันรำลึกการแลกเปลี่ยนพิซซ่าถาดใหญ่สองถาด กับ 10000 BTC ได้สำเร็จ เป็นครั้งแรกที่นำ Bitcoin มาใช้จ่ายในโลกจริง!
โดยคุณ Laszlo Hanyecz โปรแกรมเมอร์ชาวเมกา ตั้งกระทู้บน BitcoinTalk ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2010 ว่าอยากนำ 10000 BTC มาแลกกับพิซซ่าแสนอร่อย 2 ถาด ซึ่งจะเป็นด้วยวิธีไหนก็ได้ เช่น ไปซื้อมาให้ ทำเอง อะไรงี้ และดีลจบใน 4 วันผ่านมา คือ 22 พฤษภาคม 2010 เขาได้ถ่ายรูปพิซซ่าที่ดีลสำเร็จ ลงไปใน webboard นั้น เป็นอันจบภารกิจ
ในปี 2010 เนี่ย Bitcoin ราคา 0.0041$ ซึ่ง 10000 BTC จะเป็น 41$ ส่วนตอนนี้ราคาบน Bitkub 3.4 M ล่ะ ไม่ต้องคูณเพิ่มล่ะ
ในงาน Bitkub Bitcoin Pizza Day 2025 Powered by Zircuit! มีอะไรบ้าง?
💚 เปิดงานโดยคุณท๊อป จิรายุส Founder & Group CEO of Bitkub Group และคุณ Martinet Lee, Head of Developer Relations of Zircuit
💚 Panel Discussion: Early Adoption & Long Term Vision | ถ้าย้อนเวลากลับไปแล้วได้ 10,000 BTC จะเอาไปทำอะไร?
ถ้าย้อนไป 15 ปีที่แล้ว สมมุติมี 10000 BTC ในกระเป๋าจะทำยังไง?
พี่เทอร์โบ: ขาย
พี่เก่ง: ทำหายก่อน
พี่แชมป์: เอาไปเติมเกมส์หมด
💚 Panel Discussion: Altcoin Season | จาก Pizza ถาดแรก สู่ Layer 2
😺 กิจกรรมตอบคำถาม 2 รอบ รอบแรกให้เพื่อนลอก รอบสองลอกเพื่อน สนุกดี ได้รางวัลทั้งสองรอบเลย55555555
😺 และกิจกรรมอื่น ๆ อีกเพียบเลย รวมถึงของกินด้วย







ของเราเหมือนเปลี่ยนชีวิตเลยทีเดียว
เพราะคุณ Samsung Galaxy Y
ทำให้เราเป็น Android Developer ในทุกวันนี้ได้!!!
.
ซึ่ง Samsung Galaxy Y เป็นรุ่นที่วางจำหน่ายเดือนสิงหาคม 2011
ระบบปฎิบัติการ Android 2.3 Gingerbread เอ่อออนานนม
แล้วบอกเลยว่าเครื่องนี้ จิ๋วกว่าเครื่องปัจจุบันตอนนี้มาก 🤣
เครื่องนี้เราใช้เขียนแอพตอนฝึกงานปี 2012 ทำโปรเจกต์แอพกรอบรูปวงจรปิด
สมัยนั้นใช้โปรแกรมที่ชื่อว่า Eclipse IDE เขียนแอพอยู่เลย เก่ามาก 🤣🤣🤣
ใช้อยู่ประมาณ 4 - 5 ปีแล้วเปลี่ยนเครื่องเลยล่ะ จำเหตุผลไม่ได้ แต่เราต้อง move on ไปสิ่งที่ทันสมัยขึ้น 🤔
.
แล้วมีใครเคยใช้ Galaxy Y เหมือนกันบ้าง?
หรือเพื่อน ๆ ใช้มือถือ Android เครื่องแรกรุ่นไหนบ้าง?
แล้วเปลี่ยนชึวิตเพื่อน ๆ ยังไง?
มาแชร์กันได้ รออ่านอยู่น้า #siamstr
.
ตอนแรกคือส่งดราฟไป ดันออกมาเป็น 2D เลยบอก ทำเป็น 3D หน่อย จะได้เหมือนเพื่อน ๆ 5555555
.
วิธีการทำ
✨ ก่อนอื่นเลย เลือกรูปที่ต้องการ ส่วนใหญ่ใช้รูปตัวเอง มีความ 3D อยู่ล่ะ
✨ ต่อมา prompt อยากได้อะไรบรีฟมันให้ละเอียด
อันนี้ของเรา ปรับตามสไตล์ได้
```
ช่วยทำ package art toy ของ MikkiPastel ให้หน่อย
[ตัวโมเดล Art toy]
model เอาแบบน่ารัก เป็นตัว chibi ใช้ต้นแบบรูปที่หนึ่งได้เลย ทรงผมมัดหางม้า ใส่แว่นสายตากลม สวมฮู้ดสีเทา
เพิ่มจากรูปต้นแบบ คือ สะพายเป้สีม่วงพาสเทล
[ด้านหน้ากล่อง]
เขียนชื่อ MikkiPastel และ tagline คือ “upskill to the moon” เป็น font แนว 8-bit หรือ pixel art กล่องเป็นสีชมพูแซลม่อน #FF9396 ส่วนข้างในกล่องเป็นสีฟ้าพาสเทล
- ชื่อเต็ม : MikkiPastel (ตัวใหญ่เด่นกลางกล่อง อยู่ด้านบนกล่อง)
- Tagline: “upskill to the moon” เป็น font แนว 8-bit หรือ pixel art (อยู่ด้านล่างกล่อง)
- หน้าต่างใส : รูปตัว Art toy โชว์ตัวเต็ม
มีอุปกรณ์ในกล่อง ได้แก่
- ตัว pastel กระต่ายสีขาว off-white ใช้ต้นแบบรูปที่สอง
- macbook
- มือถือ Android
- กระปุกยาดมสมุนไพรเล็ก ๆ ใช้ต้นแบบรูปที่สาม เอาแค่สีกระปุก กับพื้นหลังฉลากสีนํ้าเงินมา
```
ส่วนเพื่อน ๆ คนไหนทำแล้วอยากอวด มาใต้เม้นเลย รอชื่นชมอยู่เน้อ #siamstr


session นี้เริ่มจากที่หลาย ๆ คนอยากลองเป็น content creator สายเดฟนี่แหละ (แต่ชื่อ session ใช้คำว่า tech เพื่อให้เห็นภาพ) แล้วเราต้องเรียนรู้เอาเอง การไปเรียนค่าย iCreator Camp ต้องมียอด follow ครบ 1,000 ก่อน แต่การจะไปถึงตรงนั้นก็ต้องสร้าง content อย่างสมํ่าเสมอก่อนเนอะ ซึ่งนำประสบการณ์ประมาณ 10 กว่าปี การเรียนรู้จากค่ายต่าง ๆ และจากผู้มีประสบการณ์มาเล่าให้ฟังเนอะ
.
ก่อนอื่นเลยเราเริ่มจากเขียนบล็อก มาแชร์ตามกลุ่มต่าง ๆ จนคนเริ่มรู้จัก พอมาช่วง 4 ปีที่ผ่านมาเห็นเพจอื่นที่มีเว็บเหมือนเรา เขาทำ photo album บน Facebook แล้ว engagement ดีเลยทำบ้าง55555 และมายุคที่มาใช้ Twitter เพราะเข้ามาในวงการ web3 จึงใช้ช่องทางนั้นในการ connect คน และเริ่มสรุปเนื้อหากึ่ง realt-time ลงใน Twitter เลยกลายเป็นหน้าห้องโดยปริยาย555
.
ปัจจุบันก็มีหลาย platform และมี content หลายแบบ นอกจาก 3 แบบนั้น ยังมีตัว 1 photo summary, text, video เน้น short-form และไปยังที่ใหม่ ๆ อย่าง TikTok, Lemon8 และ Nostr อีกด้วย
.
แล้วอย่างงี้มือใหม่จะเริ่มยังไงดีล่ะ?
.
⭐️ Personal branding
แปลไทยแบบตรงไปตรงมา คือ แบรนด์บุคคล เอ่ออ งั้นถ้าอธิบายตาม SMCR ที่อาจารย์ผึ้ง คณะนิเทศ จุฬา ได้สอนไว้ในค่าย #iCreatorCamp คือ
- Sender ตัวเราเอง
- Message + Channel เราจะสื่อสารส่งข้อความอะไร ไปยังที่ไหน เช่น เราเขียนโพสบน Facebook, ทำ video บน TikTok, เขียนบล็อกบน website
- Receiver ทุกคนเห็นสิ่งที่เราสื่อสารไป และ feedback กลับมาเป็น engagement แล้ววนกลับมาหาเรา
.
ต่อมารู้จักตัวตนของเราก่อน ว่าเราเป็นใคร อยากให้คนจำเราในเรื่องอะไร และเราถนัดอะไร เช่น เราเป็น Android Developer อยากให้คนจำเราเป็น Android Developer ที่สรุป event และเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ คิดว่าถนัดเขียนโค้ดและ research และสื่อสารด้วยการเขียน
.
และใช้ brand CI เพื่อให้คนจำได้ว่า content นี้มาจากเรานะ ก่อนอื่นทำสิ่งที่ยากที่สุดก่อน คือ การตั้งชื่อ แล้วทำสิ่งที่ยากรองลงมา คือ logo, สี, font ส่วน mascot จะมีหรือไม่มีก็ได้
.
⭐️ Media & Platform
ยุคนี้นอกจากเป็นยุค AI ยังเป็นยุค TikTok ดังนั้นคนจะได้ยิน short-form video แล้วมันต่างจาก long-form video ยังไง แน่นอนไม่ใช่คลิปแนวนอนแนวตั้ง แต่เป็นความยาวในคลิป ซึ่งแต่ละ platform มีไม่เหมือนกัน ปัจจุบันสั้นสุด 3 นาทีแล้วนะ สำหรับบ้าน Meta และ YouTube Short ส่วน TikTok ปกติได้ 10 นาที
.
นอกจากความยาวคือการเล่าเรื่อง ถ้าเล่าไปเรื่อย ไป long-form video เลยจ้า ถ้าเน้นเล่ากระชับ ไป short-form เลย
.
ส่วนบทความก็มีความ short-form กับ long-form เหมือนกัน ถ้าอ้างอิง online course wrting 101 ของแอดทอย short-form คือ Facebook post นี่แหละ ถึงบางบทความจะ scroll หน้าจอมือถือหลายทีก็เถอะ ส่วน long-form ไป blog เลยจ้า เขียนโค้ดอธิบายสะดวกกว่าด้วย
.
ถ้าจะเริ่มเขียน blog ให้ลองใช้ medium เพราะมันง่ายมาก ไม่ต้องทำ hosting เอง มีความเป็น social media เบา ๆ ในการ follow และ clap ชาวเดฟรู้จักกันดี อีกทั้ง SEO (Search Engine Optimize) ติดหน้าแรกง่ายด้วย อนาคตก็ย้ายมาเป็นเว็บตัวเองง่ายเลย เป็น content asset ของเรา ไม่ต้องง้อ platform
.
⭐️ Content Pillar
ประกอบด้วย objective เข้ามาแล้วในเพจของเราแล้วจะเจออะไร และ content ของเราประกอบด้วยอะไรบ้าง ลองทำ schedule การลง content คร่าว ๆ ว่าวันไหนลงอะไรกี่โมง
.
ประเภทของ content ใหญ่ ๆ ที่ทำกัน (มั้ง) จะมี Topical Content เป็น content กระแส เช่น ข่าว, event, trend ใช้เวลาในการทำสั้น เน้นไว ส่วน Evergreen Content เป็น content ที่คนค้นหา และใช้อยู่ตลอดเวลา ใช้เวลาในการทำนาน เหมาะกับ website ที่มี SEO ด้วย เช่นพวก how-to, tutorial ใด ๆ
.
⭐️ Content Process & Tool
หา content จากไหน เช่น จากการเรียนรู้ จากการทำงาน จากเพื่อนในทีม จากการไปฟังอะไรสักอย่างมา ความอยากรู้อะไรสักอย่าง รวมถึงการทำสิ่งใหม่ ๆ
.
การวางแผน content เราใช้ Notion มันจะมีความ kanban board ทำให้เราจัดการได้ง่ายขึ้น รวมถึงเขียน draft อะไรต่าง ๆ ในนั้นได้เลย
.
ถ้าเป็นภาพเราใช้ Canva ในการทำ ตามขนาดที่เอาไปใช้ อย่าง photo album และปก blog บางอันที่เป็น 1 photo summary เราทำเป็น template เพื่อให้งานเราเร็วขึ้น
.
ส่วน video ใช้ Capcut ในการตัดต่อ โดยเขียน script บน Notion คร่าว ๆ ก่อน
.
📌 แน่นอนว่าเราความสมํ่าเสมอเป็นกุญแจความสำเร็จของ content creator นะ เราต้องทำอย่างสมํ่าเสมอนะ เดี๋ยวคนลืมเรา และ algorithm ลืมเราอีก ไม่ดันโพสเราขึ้น feed (วันก่อนไลฟ์ของจารย์ไซ แล้วถามพี่อ๊อตโต้ เพจโครตมีม ว่าควรลงถี่น้อยสุดเป็นเท่าไหร่ เส้นตายคือ 7 วันนะ)
📌 ถามว่าใช้ AI ทำได้ไหม? ไม่ทั้งหมด เราใช้ AI ช่วยหาข้อมูล เราแนะนำ perplexity เพราะมันให้ reference มาด้วย ส่วนรูป canva ก็มีหลาย feature ส่วนเสียงตอนนี้ใช้ Botnoi Voice ในการพากย์คลิป
📌 สุดท้าย ตัวเลขไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิตการเป็น content creator (เช่นยอด reach ยอด engagement ใด ๆ) รายได้ก็เช่นกัน!
#siamstr
กลับมาอีก 1 session จากงาน #Technologista : International Women’s Day Bangkok 2025 กับ session "Breaking the Limits: Performance Testing for Scale" โดยคุณแอม Thanyamon Nisamaneewong
.
หลาย ๆ คนคงเคยซื้อสลากกินแบ่งบนแอพเป๋าตังค์กันมาบ้างแล้วเนอะ เขามีการโปรโมตผ่านสื่อชั้นนำ ทำให้คนเข้ามาเยอะ มี traffic เยอะ ถ้าเรา handle ไม่ดี เกิดอะไรขึ้น โดนลูกค้าด่าพร้อมติด hashtag
.
คุณแอมมองว่า performance test ไม่ใช่แค่การเทส แต่เป็นกลยุทธ์ด้วย ระบบดราทำดีได้แค่ไหนนะ ใช้ NFPs (Non-Functional Requirement) ดูว่าระบบรองรับได้เท่าไหร่ เป็นการช่วยกำหนด ออกแบบ ทดสอบ ควบคุม ซึ่งมันก็เป็นกลยุทธ์ของธุรกิจ ระบบต้องรองรับให้ได้
.
⭐️ แล้วเริ่ม focus จากอะไร?
- peak users: business คิดว่าคนเข้ามาจำนานเท่าไหร่
- peak period: ระบบของเรามีระยะเวลาที่คนเข้ามาใช้มากสุด เป็นเวลาไหนบ้าง
.
⭐️ expected TPS
มาจาก peak users หารด้วย peak period (seconds) ใช้ในประเมินสถานการณ์ ดูว่าระบบเรารองรับ transaction เท่าไหร่ เป็นกี่ TPS (Transaction per Second) เป็นอย่างตํ่า ให้ระบบยังเสถียรอยู่
.
⭐️ NFRs Key:
- Feature Usage Ratio: ประเมิน traffic ในแต่ละจุด ว่าตรงไหนที่คนใช้เยอะ
- Spike rate: คำขอที่เพิ่มขึ้นอย่างกระทันหัน
- Response time: คนรอได้นานแค่ไหน
- Data Size: ขนาดของ data ที่เกิดขึ้นจริง
- Infrastructure Constraints: ข้อจำกัดการ scaling บน cloud ดังนั้นจะ test เพื่อตอบคำถามนี้ให้ได้
strategy เช่น ตรวจสอบ gateway ว่ารองรับ traffic ได้จริงไหม แต่ละจุดทดสอบ ไม่สามารถทดสอบในเงื่อนไขเดียวกันได้ เพราะมันมีหลายปัจจัยที่ส่งผล
.
⭐️ การทำ Performance Test มีหลายแบบ เช่น
- Load test: ให้ได้ผลตามต้องการ embedded result กับ visual user
- Stress test: ดูจุดที่ระบบล้มเหลวที่จุดไหน และมีการกู้คืนกลับมาไหม เกิดอะไรขึ้นใน service บ้าง เพื่อดูว่าระบบเราเกิดอะไร
- Soak Test: ใน 5 นาที ได้ embedded ที่โอเคแล้ว ถ้านานกว่านั้นล่ะ? เช่น คืน memory กลับคืนไปไม่มากพอ
- Volumn test: มีข้อมูลทื่เกิดขึ้นจริงบน production ล้าน record แต่ test ไม่ก็ record จะไม่ expect กับการขึ้น production จริง
- Spike test: เริ่มจาก user พุ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น ระบบเรารองรับได้ไหม เช่น ซื้อบัตรคอนเสิร์ต
.
หลังจากทำ Performance Test ก็ทำ End-to-end Test ด้วย รวมทุกอย่างมา test ใหม่ เพื่อ make sure ว่าของขึ้น production แล้วระบบของเราทำงานได้จนจบ และถ้ามีเวลา อยากให้ test ทุกประเภทก่อนขึ้น production
.
⭐️ Investigate system และ scale
bottlenecks ใส่ user ไปแล้วยังไม่ไปไหน มีคอขวดอะไรบ้าง เช่น
- เข้าไปดู resource use ก่อน เช่น encryption data ลูกค้าก่อนเก็บ แล้วใช้ CPU เยอะ ดูว่าทำงานอะไรผิดพลาด, config 2 limit
- memory leak ทำงานแล้วไม่ดันของกลับไป
- database ดู query insight ว่าอันไหนไม่น่าถูกต้อง หรือใช้กราฟมากเกินไป การใส่ index เยอะอาจจะทำให้การ query ช้าได้
- network performance: หาทุกอันไม่เจอ ไม่มีอะไรเพิ่ม เคยไปเจอว่า bandwidth เต็ม เลยรับ request เพิ่มไม่ได้
.
เริ่ม scale ได้ เป็นเรื่องง่ายในยุคนี้ที่มีทั้ง cloud และ docker ทำให้เราสามารถประเมินสถานการณ์เป็นช่วง ๆ ไป และถ้าไม่มี test result ที่ครอบคลุม และ scale ไม่ถูกจุด ก็จะไม่สามารถ scale ให้ตรงจุดได้
.
⭐️ Scalability
แล้วเลือก scale แบบไหน ขึ้นอยู่กับ business และ system
- Vertical Scaling (Scaling up): เพิ่ม RAM และ CPU แต่เพิ่มในระดับนึงจะตัน
- Horizontal Scaling (Scaling out): พวก Microservices ต่าง ๆ
📌 ทำแล้วอย่าลืม scale down ลงมาด้วย เพราะมีผลต่อรายจ่าย ซึ่งจะลงมาเมื่อไหร่ก็พิจารณาจาก test อีกเช่นกัน
.
การ monitor ช่วยบอกเราได้ว่าเป็นไปตามสถานการณ์ที่เราวางไว้ไหม รู้ insight ของระบบ และวางแผนกันใหม่ ให้ดีขึ้นไปเรื่อย ๆ
.
⭐️ สรุป
Performance Testing ไม่ใช่แค่การ test แต่เป็น strategy ในการสร้างระบบที่ scale ได้ มีความยืนหยุ่น และพร้อมสำหรับทุก ๆ สิ่ง #siamstr
มาทำความรู้จัก Team Topologies จากคุณเก๋ Thanthiya Phatharamalai จากงาน #Technologista : International Women’s Day Bangkok 2025 กัน
.
ซึ่ง session นี้มาจากหนังสือที่ชื่อเดียวกันกับ session นี้ ให้ leader อ่านเรื่อง strategies ของทีม และลักษณะแบบไหน เรียกว่าทีมอะไร และทำยังไง ให้ effective
.
ก่อนอื่น ทีมเรามีปัญหาอะไร? เช่น ประสิทธิภาพการทำงานลดลง, ทีมขาดความกระตือรือร้น ทำงานไม่ค่อยสนุก, การสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิภาพ, ทีมมีความสับสน และทำงานหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน, การสื่อสารภายในองค์กรค่อนข้างยาก และอื่น ๆ
.
Conway's Law กล่าวถึงการออกแบบระบบบน communication structure เช่น website แต่ละคณะของมหาวิทยาลัย ที่ปิด logo แล้ว ไม่รู้ว่าเป็นของมอไหน เพราะแต่ละทีมไม่ได้คุยกัน เลยออกมาไม่เหมือนกัน หรืออย่างขนส่งมวลชนอย่าง BTS MRT รถเมล์ ที่ซื้อตัวคนละแบบกัน ซึ่งบางประเทศก็ใช้ตั๋วเดียวกันหมดได้ ซึ่งมันต้องปรับที่ organization operation หรือเปล่า
.
Team ขนาดของทีมสำคัญในเรื่องความเร็วในการทำงาน ยิ่งคนในทีมเยอะ ความเชื่อใจก็จะลดลงไปเรื่อย ๆ และยิ่งองค์กรมีขนาดใหญ่ releationship ก็จะน้อยลงไปเรื่อย ๆ และสิ่งที่สมองเราต้องคิดใน working memory ของเรา ดังนั้นจะต้องกำจัดและลดเรื่องนี้ให้มากที่สสุด
.
หน่วยที่เล็กที่สุดของทีม ในทาง agile มันคือ 7 บวกลบ 2 และในทาง Team Topologies จะเป็น 5 - 9 คน ที่อยู่ใน share goal เดียวกัน
.
⭐️ 3 Cognitive Load
1. Intrinsic Cognitive Load: เรียนรู้ทุกวัน → ทำให้ง่ายต่อการเรียนรู้
2. Extraneous Cognitive Load: มีสิ่งที่ disturb เราตลอดเวลา เช่น การแจ้งเตือนในโทรศัพท์ → reduce ไม่ให้โหลดสมองของเรามาก
3. Germane Cognitive Load: แบบงานยาก ที่ต้องเรียนรู้ ทำความเข้าใจ ในเรื่องใหม่ ๆ → ให้เวลามัน และใส่แรงเพื่อให้เรียนรู้
.
⭐️ 4 Fundamental Topologies
1. Complicated Subsystem teams (สีส้ม): ทีมที่ทำของยาก ๆ ให้ใช้
2. Enabling teams (สีม่วง): ลด intrinsic ของ stream ช่วย support ลด load ในการเรียนรู้
3. Stream-aligned teams (สีเหลือง): cross-function team ที่ deliver ของออกมาได้
4. Platform group (สีฟ้า): ลด extraneous load ออกแนวทำ service มาให้ เช่นพวก pipeline
.
⭐️ 3 Team Interaction
1. Collaboration (สี่เหลี่ยมด้านขนาน): นั่งทำบางอย่างด้วยกัน เช่น pair programing กัน
2. X-as-a-service (XaaS) (สามเหลี่ยม): provide ของบางอย่างมาให้ เช่น API
3. Facilitating (วงกลม): ช่วยสอน ทำให้งานง่ายขึ้น
ตอนเอามาเขียนแผนภาพ
1. Collaboration: union ด้วยลายสี่เหลี่ยมตาราง
2. X-as-a-service (XaaS): เป็นโซ่เชื่อมกัน
3. Facilitating: union ด้วยลายจุด
.
Team เราตอนนี้เป็นยังไง?
ทีมของฉันคุยกันแบบไหน?
อันนี้เป็นคำแนะนำ ว่าอะไรควรเพิ่มควรลด และแต่ละทีมมี capability หรือสิ่งที่ต้องแบกรับอะไรบ้าง
ให้วาด as-is (ตอนนี้เป็นแบบไหน) กับ to-be (อยากให้เป็นอะไรแบบไหน)
ลดสมองบวม โดยการลด Cognitive Load 3 แบบ เช่น ช่วยหา infra หรือใช้ service อันนี้หน่อย
ปัญหา อยากเรียนรู้ จัดการ อยากเก่งขึ้น และอื่น ๆ เอา enabiling มาร้อย เพื่อน enable ไป Facilitating
ส่วน platform ทำ stream เหมือนกัน และ 1 ทีมควรทำงานได้ด้วยตัวเอง
การ enabling ไม่ได้อยู่ตลอด ดังนั้นไม่ควรไปทำทีละหลาย ๆ ทีม ให้ focus และเป็น guideline ที่เป็นจุดเริ่มต้นในการคุยกัน #siamstr