minseo's avatar
minseo
mikkipastel@siamstr.com
npub1h9ls...q9qf
👩‍💻 Full-time Android Developer 🌐 Part-time Content Creator 📖 Sub-Mod, Tripster ⚡ Zentry Ambassador #siamstr
minseo's avatar
minseo 11 months ago
หาตั้งนาน พอได้ไหมนะ #siamstr image
minseo's avatar
minseo 11 months ago
เล่าประสบการณ์การทำ website portfolio ใหม่ของเรากัน ว่าของเดิมก็มีอยู่แล้ว ทำไมต้องเปลี่ยนด้วยล่ะ บล็อกนี้เราเล่าประสบการณ์ในการทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ว่าทำไมต้องเปลี่ยน แล้วเปลี่ยนมาเป็นแบบไหน เผื่อเป็นไอเดียในการเอาไปทำเนอะ หลายสิ่งใช้ Firebase ทำน้า แล้วก็นำความรู้ที่ได้จากคอร์ส JavaScript for Web Development มาใช้ด้วย ถึงแม้บางครั้งที่ติดปัญหา หรืออยากได้อะไรตามในหัว จะ search หา Google ก็ตาม ส่วนจะเป็นยังไงน้านนน มาอ่านกัน มันค่อนข้างยาวนิดนุง แถมมีสิ่งที่แก้ไม่ได้ด้วย 555 #siamstr
minseo's avatar
minseo 11 months ago
เห็นหลายคนขิงกันมาแล้ว กับภาพ Github Contribution ที่มาจากเว็บ postspark.app image ที่บอกเลยว่า เอ่อออ ไม่ค่อยได้ contribute อะไรบน Github เพราะงานที่ทำอยู่ ก็ไม่ได้ใช้ Github เน้นทำ site project มากกว่า ทุกคนสามารถไปลองเล่นได้ที่นี่เลย นอกจาก Github Contributions แล้ว เว็บนี้ยังเอาไว้ทำ Screenshot, Tweet, Code, Mockup ได้ด้วยน้า เรียกได้ว่า all-in-one เลยทีเดียว #siamstr
minseo's avatar
minseo 11 months ago
ระบบนี้ดี หมดปัญญากรอกบางอันไม่ถูกช่อง กับลืม 5555 แถมคลิปนี้เข้าใจง่ายด้วย #siamstr
minseo's avatar
minseo 11 months ago
เป็น senior แล้ว ไปทางไหนต่อดี? ทำความรู้จัก Software Developer Career Path กัน image หลังจากที่เราทำสายงาน Software Developer มาประมาณนึง จนมาเป็น senior แล้ว หลังจากนี้ไปเส้นทางไหนต่อ? จากที่อ่าน ๆ มา กับที่เห็นในแต่ละองค์กร ก่อนหน้านี้จะมีเรื่องผลักดันคนโค้ดเก่งเป็น manager ใช่ม่ะ? สิ่งที่ได้คือเราเสียคนที่โค้ดเก่ง และได้ manager ที่ไม่ได้เรื่องแทน ก็คนมันไม่ได้ถนัดนี่นา ดังนั้นถ้าไม่อยากไปสาย manager ยังมีสาย engineer สำหรับคนที่ชอบการโค้ด ไม่ต้องยุ่งกับคนเยอะ และหลาย ๆ ที่มีขานี้มาให้พวกเราแล้วด้วยน้า . แล้ว Software Developer คือใคร? ง่าย ๆ คือเป็นเดฟนี่แหละ มีหลากหลายสาย เช่น - Frontend Developer ที่ทำหน้าเว็บไซต์ - Backend Developer ทำระบบหลังบ้าน เขียน API และพวก database เก็บข้อมูล - Full-stack Developer = Frontend Developer + Backend Developer ทำสองหน้าที่นี้ในคนเดียว - Mobile Developer ทำแอพหน้าบ้าน ไม่ว่าจะเป็น iOS Developer, Android Developer ตอนนี้มี Flutter Developer ด้วยนะ . แล้ว 2 สายนี้ต่างกันยังไงล่ะ 🤔 🔴 สาย Engineer: เน้น technical หรือ coding นั่นแหละ อีกคำนึงที่คนพูดถึงเยอะ คือ individual contributors หรือ สาย IC ก็คืออันนี้แหละ Individual Contributor (IC) เป็นสายนึงที่มีบทบาทมาก ๆ ในองค์กร ทำงานเป็น specialist ในฝั่งที่ตัวเองถนัด โดยไม่ต้องทำงานฝั่งบริหารทีม และมีความรับผิดชอบในการส่งมอบผลงานที่มีคุณภาพสูง ในสายนี้มีตำแหน่งเหล่านี้ 1. Staff Engineer: ช่วยทีมในการออกแบบและสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ รวมถึงการตรวจสอบคุณภาพของโค้ด 2. Principal Engineer: มีความรับผิดชอบในการกำหนดทิศทางเทคนิคของ project และทำหน้าที่เป็นผู้นำทางเทคนิคในองค์กร 3. Fellow Engineer: ตำแหน่งสูงสุดในสายงาน IC ซึ่งมักจะเป็นผู้ที่มีประสบการณ์มากที่สุด และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ 🔴 สาย Management: เน้นการบริหารจัดการคนและงาน สกิลที่สำคัญคือการสื่อสารภายในทีม แน่นอนว่าสายนี้ห่างโค้ดแน่นอน เริ่มที่ Manager ตามดัวย Director จบด้วย VP ทั้งสองสายนั้นสุดที่ CTO หรือ Chief technical officers ที่ต้องมีความสามารถด้าน technical และบริหารจัดการทีมไปด้วยกัน . นอกจากนี้ตำแหน่งอื่น ๆ ที่สามารถก้าวขึ้นไปได้หลังจาก Senior Developer เช่น Software Architect หรือ Technical Lead ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สำคัญในสายงานเทคนิคและสามารถเป็นจุดเริ่มต้นในการก้าวสู่ตำแหน่งผู้บริหารได้ โดย Team Lead Engineer เท่าที่เห็นจากประสบการณ์จริง คือ ได้คุมทีมแล้วยังได้โค้ดด้วย ก็น่าจะแล้วแต่องค์กรไหมนะ ไม่ค่อยแน่ใจ อาจจะยังอยู่ฝั่ง IC อยู่นะ แล้วก็อีกสายนึงที่นอกจากนี้ คือสาย Product Management ที่เป็นคนที่คิด feature ที่ส่งต่อ value ให้ user และตอบโจทย์ business ด้วย แล้วส่งงานให้ developer ไปทำต่อ 555 . แล้วเพื่อน ๆ มีความเห็นเพิ่มเติม หรือพบเจอประสบการณ์ใด สามารถมาบอกใต้เม้นได้นะ #siamstr
minseo's avatar
minseo 0 years ago
เราเป็นใครในสมการนี้? มารู้จักหน้าที่ชาวเดฟในการพัฒนา Product กัน image content นี้เรามาสรุปสิ่งที่เรียนจากคอร์ส “Intro to Product Management” ของทาง Skooldio บวกกับประสบการณ์การทำงานจริง เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพในมุมของ developer มากขึ้น (เพราะในคอร์สจะเป็นมุม product manager แหละ) ก่อนอื่นเลย เราคิดว่าทุกคนน่าจะทำ digital product กันเนอะ ซึ่งเป็นสิ่งที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตของเราทุกคน โดยตัว product เน้นไปที่การ focus ลูกค้า ด้วย technology และเป็นสิ่งที่ไม่มีวันทำจบ (นอกจากว่าด้าน business ไม่รอดจริง ๆ) มารู้จักคนเบื้องหลัง product ผ่านภาพ Software Developer Life Cycle (SDLC) ซึ่งมีหลาย ๆ role ด้วยกัน - Developer: เป็นคนสร้างของ โดยการ coding เพื่อให้ได้ product อันนี้มา ซึ่งตรงนี้อาจจะเป็น web developer, mobile developer, backend developer หรืออะไรใด ๆ - Product Manger: หน้าที่คือไป research ว่าปัญหาของลูกค้าคืออะไร และทำอะไรเพื่อตอบโจทย์ หรือแก้ pain point ของเขา - UX Designer: มีหน้าที่ในการ focus user experience ว่า user ได้รับ value จาก product ของเราจากต้นจนจบ - QA: ช่วย developer ตรวจสอบคุณภาพของ product ใด ๆ คือแล้วแต่บริษัทนะ แล้วแต่ทีมนั้น ๆ ส่วน scope งานบางอย่าง สำหรับ product manager และ product owner สำหรับเนื้องาน product manager ดูฝั่ง discover ด้านซ้าย ส่วนเนื้องานของ product owner ดูว่าเอาอะไรใน backlog เข้า sprint ให้เดฟทำดี จึงมองได้ว่าเป็น subset กัน ในความจริง เรื่องเนื้องาน scope งานก็แล้ว บางทีรวมถึงชื่อตำแหน่ง ต่างกันไปในแต่องค์กรแหละ อย่างที่เราก็ไม่มีตำแหน่ง product owner แต่ทำหน้าที่เป็น product owner เลย บางที่คนที่เนื้องานเป็น product manager อาจจะเป็นชื่อตำแหน่งอื่นก็ได้งี้ ในส่วน UI UX ซึ่งบางที่มี UI Designer ที่ทำงานออกแบบ user interface ที่ตอบโจทย์ UX ด้วย แยกกัน หรือบางที่อาจจะมีตำแหน่ง UI/UX Designer ทำสองอย่างนี้รวมกัน . จากภาพเราพบว่าฟากฝั่งของ Product Manager อยู่ฝั่ง discover ค้นหาคำตอบว่าลูกค้า หรือ user ต้องการอะไร เริ่มจากรับ feedback จาก user มาก่อน บวกกับ vision ขององค์กร ก่อให้เกิดไอเดีย list สิ่งที่น่าจะทำใน idea backlog แล้ว product manager มาดูว่าอันนี้ตรงกับสิ่งที่ focus หรือ value ที่เราอยากส่งมอบให้กับ user ไหม อีกทั้งมีเทคโนโลยีที่ทำได้ และคุ้มค่าที่จะทำจริง ๆ จนสุดท้ายออกมาเป็น validated backlog ให้ฝั่ง developer เอาไปทำงานต่อ แล้วในภาพตกส่วน designer ใช่ม่ะ ตามความเข้าใจของเราเอง UX จะอยู่ในส่วนการได้ idea จาก user ผ่านการทำอะไรต่าง ๆ เช่น user interview, สังเกต user ในส่วน UI ก็น่าจะอยู่ในส่วนที่ได้ validate backlog ที่ทำ UI ของ user story นั้น ๆ และส่งให้เราผู้เป็น mobile developer ไปขึ้น UI ฝั่ง developer นั้นอยู่ฟากฝั่ง delivery เราก็มีหน้าที่สร้างของให้กับ user โดยการเขียนโค้ค และมี QA ตรวจสอบคุณภาพโค้ดที่เราเขียน จนสุดท้ายได้ quality product เพื่อส่งต่อ value นี้ให้ user . โดย backlog คือ งานที่จะต้องทำเพื่อบรรลุเป้าหมาย และจัดเรียงความสำคัญ มาจากเข้าใจมุมมองฝั่ง business และ pain point ของ user แล้วเอาไป validated ว่าอันไหนคุ้มค่าในการพัฒนาต่อ และตัว validated backlog นั้น เป็น input ของ product delivery อีกทีนึง task ใหญ่ ๆ นั้นถูกแบ่งออกเป็นก้อนเล็ก ๆ เพื่อสื่อสารให้ทีมเห็นภาพ task นั้น ๆ ชัดขึ้น ว่าส่ง value อะไรไปบ้าง แล้วจัดเรียง priority เพื่อส่งต่อให้ user ได้เร็วขึ้น โดยส่วนย่อย ๆ นี้ เรียกว่า user story ซึ่งแบ่งตาม user value โดย 1 user story ต่อ 1 user value ถ้าทำ task นี้จบ user ก็รับ value ตรงนี้ที่เราตั้งใจส่งต่อให้ เช่น ให้ user สามารถสร้าง post ได้ และ product manager ใช้ Acceptance Criteria ในการสื่อสารกับ dev และ QA ได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น (ซึ่งก็มาจาก Domain Driven Design แหละ ภาษาที่คุยกันทุกฝั่งรู้เรื่องและเข้าใจ โดยเน้นที่ value ที่ user จะได้รับ) นอกจาก backlog จะมาจาก PM แล้ว สามารถมาจากฝั่ง developer และ QA ได้เช่นกัน โดยฝั่ง developer จะเป็นพวก technical work เพื่อเอาไป optimise ให้ product ของเราดีขึ้น และ QA เปิด ticket bug ให้เราแก้ อันเป็นหนึ่งในหน้าที่ของเขา . ระบบการทำงาน ทำงานแบบ Agile และส่วนใหญ่มาแบบ Scrum กัน มีพิธีการต่าง ๆ อย่าง sprint grooming, sprint planning, daily sync-up, sprint review, retrospective cycle ในการทำงานเราจะแบ่งเป็น sprint ซึ่งส่วนใหญ่ sprint ละ 2 weeks กัน . เมื่อเราทำ value นั้น ๆ ในแต่ละรอบเสร็จ ก็จะส่งบิ้วแอพ หลังจากนั้นหน้าที่ developer ก็อาจจะแก้ crashlytics ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ส่วนหน้าที่ในการวัดผลเป็นหน้าที่ของ product manager ซึ่งฝั่ง developer ก็ติด tracking ใด ๆ ไปให้ทางนั้นเรียบร้อยแล้ว ทางนี้ลับลู้แค่เขียนโค้ด 555 . ถ้าเรียนคอร์สนี้จบ แนะนำเรียนคอร์สไหนต่อ? ส่วนตัวมองว่าน่าจะเป็น Software Architecture Design เพราะมีเรื่อง Domain Driven Design ในการใช้ภาษาเดียวกัน เพื่อสื่อสารกับมนุษย์ทีมอื่น ๆ ให้เข้าใจตรงกันได้ แล้วก็ Agile Essentials เนอะ #siamstr
minseo's avatar
minseo 1 year ago
ตามหา “ฟอนต์ไทย” ใช้ในเว็บ หาเอาในนี้ เอา CDN ไปใช้ได้เลย แถมมี “ฟอนต์ไทย” มากกว่า Google Font ด้วยล่ะ image ตอนนี้เราทำ website portfolio ใหม่ของเราอยู่ แล้วอยากหาฟอนต์ไทยที่เข้ากับตีมเว็บ แล้ว Google Fonts ไม่มี เลยไปเจอเว็บ Thai Web Font ที่มีฟอนต์ไทยทั้งหมด 50 ฟอนต์ด้วยกัน (บน Google Fonts ถ้า filter ภาษาไทยมีทั้งหมด 32 ฟอนต์) . ก่อนอื่นเลือกฟอนต์กันก่อน การใช้งานก็ง่าย ๆ แปะตัว <link> ในส่วน <head> บน HTML แล้วก็เอาไปใช้ต่อบน CSS ได้เลย หรือจะ import url เข้ามาใน CSS หรือ ใช้ @import มาก็ได้ แล้วก่อนเอามาใช้อ่านสัญญาอนุญาตก็ดีนะ . อยากใช้เข้าไปที่นี่เลย 👉
minseo's avatar
minseo 1 year ago
Happy New Year 2025 น้าชาว #siamstr ก็ขอให้ทุกคนงานปัง รํ่ารวย สุขภาพแข็งแรง ไม่ปวดหลังค้าบ image
minseo's avatar
minseo 1 year ago
บล็อกสรุปประจำปีนี้มาแล้ว หนึ่งวันพันเรื่องราว เขียนยาวมากหวังว่าทุกคนจะอ่านจบน้า บางอย่างไม่ได้โพสในเพจ เลยมาลงในบล็อกนี้ซะเลย #siamstr
minseo's avatar
minseo 1 year ago
Merry Christmas ⛄🎁🎄 ชาว #siamstr image
minseo's avatar
minseo 1 year ago
มาแล้วกับรวมทุก session ของงาน Android Bangkok Conference 2024 ที่ดองมานาน 1 เดือนนิด ๆ ที่พยายามแปะทุกอย่างอย่างเต็มเปี่ยม ว่าทุก session นั้น speaker พูดเรื่องอะไรกันบ้างนะ แต่ละ session มีอะไรบ้าง มาอ่านกันนนนนน #siamstr
minseo's avatar
minseo 1 year ago
แอพที่ส่ง Play Store เข้ารหัสแบบใด? สรุป “Why App Signing Matters for Your Android Apps” จากงาน Android Bangkok Conference 2024 image การบิ้วแอพส่งขึ้น store เป็น process ที่สำคัญ ในการ deliver feature ให้ user ซึ่งไฟล์ aab ของเราสร้างจาก Android Studio เราอัพขึ้น Google Play จะ convert aab ของเราเป็น apk ที่เหมาะสมของ device นั้น ๆ เพราะแต่ละเครื่องมี spec ต่างกัน ก่อนแอพจะอยู่ที่ device จริง และมีอะไรบางอย่างที่เราไม่เคยรู้มาก่อน Benefit จากการทำ signing - Integrity: confirm package ว่ามาจากเราจริง ๆ นะ - Security: ป้องกันคนเอาไฟล์แอพของเราไปแอบอ้างเป็นเจ้าของ sign ทับ เพราะ signature file พังแล้ว ปกติเราจะบิ้วแอพผ่าน Android Studio หรือบางที่ก็จะมี CI/CD ทั้งสองแบบผ่าน signing key ออกมาเป็นแอพที่เป็น apk หรือ aab . 🟢 APK Signature Scheme script การยืนยันตัวตน และ code ข้างในยังเป็นเหมือนเดิม แบ่งจากการทำ signing - v1 Scheme: มาจาก Java รองรับ code Java เท่านั้น และถ้าเปลี่ยน resource แต่ตัว signature ยังเหมือนเดิม → version 1 - v2+ Scheme: ครอบคลุมทุกไฟล์ เป็นการแทรก APK Signing block เข้าไป → version 2, 3, 3.1, 4 Signature Algorithm: มีหลายอันมาก ๆ หลัก ๆ เป็นพวก RSA, EC และ DSA ⭐ APK Signature Scheme v1: Android ทุก version support อันนี้เสมอ แต่ไม่แนะนำให้ใช้ เนื่องจากเรื่องความปลอดภัย และ performance ⭐ APK Signature Scheme v2: support Android 7.0 ขึ้นไป ถ้า Android version ตํ่ากว่านี้เป็น APK Signature Scheme v1 ข้อดีเลย คือ แอพติดตั้งไวขึ้น, verify integrity, apk file เล็กลง ⭐ APK Signature Scheme v3: suport Android 9 ขึ้นไป อยู่บนพื้นฐาน APK Signature Scheme v2 มี feature เพิ่ม คือ key rotation เป็นการ rotate keystore ถ้าสมมุติแอพเราตั้งมาแล้ว 10 ปี แล้ว key มัน expire ล่ะ ทำให้แอพของเราติดตั้งลง Android device ไม่ได้เลย ดังนั้นจะต้อง upgrade key ตัวใหม่เอาไปได้ และมี algorithm ที่แข็งแรงมากขึ้น ใช้ของใหม่ทับของเก่าได้เลย อีกทั้งมีหลักการ proof-of ใด ๆ ที่ชาว web3 จะได้ยิน proof-of-work เอย proof-of-stack เอย อันนี้เป็น proof-of-rotation รู้จัก key ก่อนหน้า ถึงจะเชื่อมของใหม่ได้ ⭐ APK Signature Scheme v4: รองรับ Android 11 ขึ้นไป ทำให้ sign app ได้เร็วขึ้น load บางส่วน และ verify บางส่วนก่อนได้ อีกทั้งใช้ markle hash tree ในการทำ verify ได้เร็วขึ้น ทำให้ทำงานเร็วขึ้นอีกด้วย และมีไฟล์ .idsig แยกมาด้วย ⭐ APK Signature Scheme v3.1: รองรับ Android 13 ขึ้นไป สงสัยล่ะสิทำไมไม่ version 5 อะไรงี้ เพราะว่าแก้บัค version 3 แล้วก็ backward version 3 ให้ทำงานกับ version 4 ได้ด้วย . ถ้าเราอยากใช้ทำยังไง? สามารถไปเปิดที่ gradle ได้นะ ใส่ enableV3Signing กับ enableV4Signing โดยตอนที่ pentest ใช้ version 3 ผ่าน . 🟢 Play App Signing ใช้ key sign เป็น apk ให้ สามารถใช้ key เดิมได้ แต่แนะนำให้ generate upload key ซึ่งใช้ได้ตลอดเมื่อ build app ส่งเฉพาะ Google Play การทำงาน signing บิ้วแอพผ่าน upload key แล้วส่งแอพขึ้น Play Store และ sign ไปหา user PEPK tool (Play Encrypt Private Key tool): เป็น tool ที่เอาไว้ gen private key ส่งให้ Google Play เก็บไว้ในที่ปลอดภัย ซึ่งเราสามารถ upgrade key เอง หรือผ่าน Play Store ก็ได้ algorithm ทื่ใช้: pentest บอกว่าไม่ strong พอ ควรใช้ RSASSA-PSS with 4096 bits ขึ้นไป แล้ว algorithm ที่มีอยู่ล่ะ - Play App Signing: RSA key with 4096 bits (RSASSA_PKCS1V15) - Android Studio: RSA key with 1024 bits (RSASSA_PKCS1V15) . 🟢 Key upgrades on Google Play - Android version 13 ขึ้นไป: support 3.1, upgrade มาใช้ key ใหม่ - Android version 7 - 12: ใช้ key เก่า ให้ Google Play ดูให้ - Android version ตํ่ากว่า 7: เป็น v1 ไม่แนะนำในด้านความปลอดภัย Source Stamp Signer มาจาก Google Play ดูว่าแอพเราถูก download จากไหน Post-key rotation เพิ่ม SHA-1, SHA-256 ห้ามลบ key เก่าเดี๋ยวแตก อยาก gen ทำยังไง? JetBrains java runtime ได้ keystore ที่แข็งแรงมากขึ้น . 🟢 APK Signature analysis - apksigner เป็น tool ที่เอา apk มาแกะ แบบไม่ reverse engineer เรียก command line เพื่อ signing เอามา verify signature ได้ - apksigtool: เป็น 3rd-party บอก signing algorithm เน้น algorithm ที่ใช้ เอาไป check ได้ . 🟢 สรุป - Google Play support key rotation ได้ / access data ด้วย signing key เดียวกัน ทำให้ส่งข้อมูลโดยไม่ผ่าน intent ได้ - ใช้ robust signature algorithm กับ key ของเรา - ให้เก็บ signing key และ upload key แยกกัน - เปิดใช้งาน v3 และ v4 scheme - update minSDK เพื่อปิดการใช้งาน v1 scheme ก็คือแอพขั้นตํ่าต้อง Android 7 ขึ้นไปล่ะ - ทำ spp signing เพื่อป้องกันคนแก้โค้ดและแอบอ้าง แต่ไม่กัน reverse engineer นะ ยังสามารถ sign ของใหม่ทับอยู่ #siamstr
minseo's avatar
minseo 1 year ago
เริ่มต้นทำ discord bot ยังไงดี? image อ่าน hand-on จาก session "Discord Bot from my Experience: Learn by Doing" ของเราที่งาน "National Coding Day 2024: workshop day" ได้เลย แปะทั้งตัวสไลด์ และ Github repo แล้วเรียบร้อย #siamstr
minseo's avatar
minseo 1 year ago
เพื่อน ๆ เคยสงสัยไหมว่า ตำแหน่งงานพวกนี้ 👉 Project Manager 👉 Product Manager 👉 Product Owner ต่างกันยังไง? image พอดีเราเริ่มเรียนคอร์ส Intro to Product Management ของทาง Skooldio ซึ่งเราเรียนคอร์สนี้จบแล้วแหละ ก่อนหน้านี้ก็งงจริงว่าต่างกันยังไง พอเรียน unit แรกจบรู้เรื่องเลย และคิดว่าเพื่อน ๆ คงสงสัยเหมือนกัน ก็เลยมาเล่าให้เพื่อน ๆ กัน . ก่อนอื่นเลย มาดูคู่นี้กันก่อน Project Manager vs Product Manager ย่อว่า PM เหมือนกัน ลงท้ายด้วย Manager เหมือนกัน แล้ว Project กับ Product ต่างกันยังไง? - project: เป็นสิ่งที่บอกชัดเจนเลยว่าเราจะทำโปรเจกต์อะไร และมี timeline ที่ชัดเจน เน้น output ชัดเจนว่าเราอยากได้อะไร เช่น ปรับปรุงฟุตบาท - product: ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเพื่อใครสักคน ซึ่งเน้นความต่อเนื่องในการพัฒนา ให้ตอบโจทย์กับความต้องการของ user ให้มากที่สุด เน้น outcome แก้ pain อะไรให้กับ user หรือลูกค้า โดยปกติเราใช้ digital product ในทุกวันอยู่แล้ว อย่าง social media ที่เราใช้งี้ และ Project Manager กับ Product Manager มี focus ที่ต่างกัน - Project Manager เน้นเรื่อง scope, timeline, budget, resource, risk - Product Manager เน้นเรื่อง research, strategy & roadmap, coordinating, delivery, enhancement . คู่ต่อมา Product Manager vs Product Owner หรือ PM และ PO ต่างกันยังไง - Product Manager ทำหน้าที่ research, ทำ analytics, คิด solution ให้ developer ทำงาน - Product Owner เป็น subset ของ Product Manager หน้าที่คือดู backlog ดู requirement ที่จะทำ จัด priorities ทำอะไรก่อนหลัง . สุดท้ายใด ๆ ขึ้นอยู่กับ Job Description และ scope งานของแต่ละองค์กรนะ #siamstr
minseo's avatar
minseo 1 year ago
วันนี้มาเป็นบล็อกสั้น ๆ พอดีเมื่อคืนไปฟัง session Docker 101 จากคุณ @nickydev ก็เลยมาฟังเพื่อทำความเข้าใจ แล้วก็ออกมาเป็นบล็อกนี้แหละ รูปมีประมาณนึง ต้องดูรูปถึงจะเข้าใจด้วยเนอะ #siamstr #siamdev . ที่เราฟังมาเมื่อคืนเป็นยังไง มาอ่านกัน
minseo's avatar
minseo 1 year ago
มาแล้วกับ blog ของงาน iCreator Camp 2024 ที่สู้ชีวิตมานาน เพราะติดปั่นสไลด์จากอีกงานนึง เพิ่งเสร็จ ซึ่ง session ที่ได้เราไปฟัง จะมี ⚫ Building the Future of Connection Through AI-Powered Creativity สร้างอนาคตแห่งการเชื่อมต่อผ่านความคิดสร้างสรรค์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI | คุณป๊อปปี้ - ธารินาฎ ภัทรรังรอง ( Facebook Thailand) → มีโพสสรุปแล้วคนไม่เห็นโพส งงเหมือนกันเขียนถึง platform คุณแท้ ๆ ⚫ Creator Meets Brand เคล็ดลับต่อยอดคอนเทนต์อย่างไรให้ได้ใจแบรนด์ | คุณเต - ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม (SUPALAI), พี่เหว่ง - ภูศณัฏฐ์ การุณวงศ์วัฒน์" และ พี่เติ๊ด - ภูถิรพัฒน์ อ่องศรี จากเทพลีลา ⚫ From Creator to Community Builder เคล็ดลับต่อยอดคอมมูนิตี้ฉบับ 9arm | คุณอาร์ม - ธนานนท์ ปฏิญญาศักดิกุล (9arm) → หลาย ๆ คนน่าจะได้อ่านของ session นี้ก่อนล่ะ ⚫ Unlocking Financial Perspectives for Creators เปิดโลกกว้างทางการเงินสำหรับครีเอเตอร์ | คุณเฟิร์น - ศิรัถยา อิศรภักดี (Wealth Me Up), พี่หนอม - ถนอม เกตุเอม (TaxBugnoms) และ 2 workshop ที่ไม่มีย้อนหลัง ⚫ Love Your Personal Branding สร้างแบรนด์ให้คนรัก จากการรักตัวเอง | คุณบุ๋ม - บุณย์ญานุช บุญบํารุงทรัพย์ (ปีติพีอาร์ จำกัด Peeti PR) ⚫ Visual Identity for Creator Marketing เทคนิคสร้างวิชวลให้ต่างในตลาดคอนเทนต์ | คุณเก่ง - สิทธิพงศ์ ศิริมาศเกษม (CREATIVE TALK) . ทั้งหมดสามารถอ่านได้ที่นี่เลย 👉 #iCreator2024 #THEICONIC #iCreatorConference #siamstr
minseo's avatar
minseo 1 year ago
Bitcoin ATH >100,000$ #siamstr image
minseo's avatar
minseo 1 year ago
สมการฟิสิกส์เกี่ยวกับเขียนโค้ดยังไง? สรุปจาก session ที่คนมานั่งฟังเยอะมากจนต้องขยายห้องกับ ”Solving the “Developer’s Experience Equation”” โดยคุณ Dave Rawitat Pulam เป็นแนว talk show 90 นาที ไม่มีสไลด์ มีแต่เขียนบนกระดาน กราบคาวระเลยฮะ image Choice ของ Programming language มีผลอย่างไรต่อ experience เช่น ประเด็นที่วงการเราถกเถียงกันเมื่อไม่นานมานี้ อย่างภาษา Rust vs Go Context Switching มีผลอย่างไรกับ dev? เช่น แก้งานด่วน production ไฟไหม้ แล้วต้องรีบแก้ แล้วจำได้ไม่หมดว่าต้องแก้ยังไง Production Development เช่นสถานการณ์ในตอนนี้ ไม่มีสไลด์ แต่จอโปรเจกเตอร์เปิดปิด และต้องขยายห้อง ทีมที่มีขนาดใหญ่ขึ้น คนในทีมของเรารู้อะไรอยู่ก่อนแล้ว และรู้อย่างไร เช่น ถามเรื่อง OOP อาจจะได้คำตอบจากแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน, user ของเราคือใคร แล้วเข้าใจพื้นฐานตรงกันหรือไม่ ถ้าไม่ check ความเข้าใจตรงกับแล้วจะส่งผลไปที่ production on prod อะไรคือ equation และทำไมต้อง solve มัน? ให้ในห้องยกตัวอย่างสมการมา จะได้ประมาณนี้ คำตอบแรกตอบยาก คำตอบต่อมาเริ่มง่ายขึ้น และทั้งหมดมาจากฟิสิกส์หมดเลย มาจากความสัมพันธ์ระหว่างกัน ถ้าให้ค่านึงมา ก็จะหาค่าที่เหลือได้ เช่น จากสมการ v = at ให้ v มา ให้ t มา เราก็หา a ได้ถูกม่ะ ซึ่งการ solve ไม่ยากเท่าการสร้างสมการ แล้วสมการพวกนี้ถูกสร้างมาได้ยังไง? เช่น ถามคนในห้องว่าเป็น developer หรือไม่? จะได้ผลเป็น Boolean คือ ใช่ไม่ใช่ Software Developer เท่ากับ programmer หรือไม่? เราใช้นิยามในการตอบต่างกัน เราต่างไม่รู้นิยามซึ่งกันและกัน เราไม่สามารถใช้ common sense ทั้งหมดได้ ความเข้าใจของเราไม่ตรงกันเสมอ แต่จะมีจุดที่ตรงกลางตรงกัน แบบ intersection กัน Functional programming เช่น microservice แล้วภาษา programing คู่อื่น ๆ ในห้องยกตัวอย่าง Python vs Ruby, Clojure vs Scala, Java vs C#, PHP vs Perl, js vs java, js vs ts, Lua vs Ruby ถ้ามันไม่มีผลเลยคนจะไม่เถียงกัน (กะจะตอบ Java vs Kotlin หรือ Objective-C vs Swift ล่ะ แต่ฝั่ง mobile native มันไม่ได้เปลี่ยนภาษาบ่อยเท่าสาย web dev แหละ ฝั่งเราเปลี่ยนไปใช้ตัวใหม่ที่ดีกว่า) ปล. ภาษา C# มาจาก C++++ equation เป็น subset หนึ่งของ model แล้วไม่จำเป็นต้องเท่ากันด้วย แปลว่า become ก็ได้ เช่น `f(x) = 3x + 5` เราใช้เครื่องหมายเท่ากับได้หลายความหมาย ก็คืออะไรมาผสมกับอะไร แล้วกลายเป็นอย่างไร แล้วต้องเป็น model ยังไง แล้วเกิดขึ้นได้อย่างไร? อะไรคือความแตกต่างในการสร้างจรวด และการสร้างบั้งไฟ? สเกล ความซับซ้อน และอีกหลายเรื่อง ถ้าเรากำลังสร้างบั้งไฟไปดวงจันทร์จะได้ไหม ถ้าได้ก็ดี แล้ววิธีการสร้าง model ล่ะ? Developer experience คำตอบตอบไม่ง่าย ถ้ายกตัวอย่าง good และ bad เราอาจจะตอบได้ แล้วเข้าใจมันง่ายขึ้น ต้องตอบสองปัญหาสองอันนี้ให้ได้ วิธีการอะไรที่แปลงตัวนี้ไปตัวนั้นได้ และให้มีดีขึ้นได้อย่างไร เอา good กับ bad มา union ได้ DevEx as a result การพูดเรื่อง set ทางคณิตศาสตร์ - คุยเงื่อนไขแบบ non-binary - แจกแจงสมาชิกแต่ละตัว แล้วมันต่างกันยังไง มีปัจจัยอะไรบ้าง ขนาดเป็นยังไง แล้วปัจจัยอะไรที่ทำให้ A เกิด B > f(x) => e ε Exp e คือมีผลต่อ experience ยังไงบ้าง เช่นทำ web app ทำ CRUD 1 row จะทำยังไงได้บ้าง เช่น - ใช้ assembly ซึ่งเป็น set ของภาษา (x86) แล้วประสบการณ์ชีวิตดีไหม แน่นอนว่าไม่! คนใช้คือ hardware programmer, system programmer - ใช้ PHP อาจจะไม่ได้ชอบ แต่มันง่ายที่สุด แล้วง่ายสำหรับเราคนเดียว หรือคนอื่นในทีมด้วย แล้วเลือกภาษาโปรแกรมตามอะไร เช่น ใช้ตามบอเทคชั้นนำ ดูจาก architecture แล้วมีเวลาให้เรียนรู้นานเท่าไหร่ และมีผลหรือไม่ เช่น - บางคนใช้เวลาส่วนใหญ่กับอ่านโค้ดชาวบ้านจาก code review แล้วกด merge branch แล้วเราดูอะไรบ้าง เช่น commit message `conbine bug fixed` ซึ่งกี่ตัวก็ไม่รู้ and `feature update` - File change มี 1 file change ไฟล์ใหญ่ที่สุดเคยเจอมา ไฟล์ใหญ่ที่ speaker เจอมาคือหกหลัก ชงกาแฟเสร็จยังเปิดไฟล์ไม่ได้ มี attibute เกือบหมื่น และไม่มี unit test ที่ speaker เจอมา method สั้นสุด 1 บรรทัด ยาวสุด 1000 บรรทัด คนอื่นอาจจะเจอยาวกว่านี้ก็ได้แต่อย่าเลยมันน่ากลัว - ดูอะไรได้อีกบ้าง: line change, commit date จากสถานการณ์แบบนี้ แน่นอนมันต้องเป็น bad แหละ แล้ว change นี้เกิดมาเพื่อสร้าง feature หรือแก้บัค เราไม่รู้ แล้วใช้พลังงานกับสิ่งที่ไม่ควร figure out แล้วเราจะไป cheery pick ที่ตรงไหน ก็ไม่รู้ ดังนั้น 1 commit เป็น 1 งานที่เล็กที่สุดที่เป็นไปได้ ความเป็นไปได้ที่จะไม่เจอคน commit แบบนี้ก็ยังมีอยู่ เราควรแยกโปรเจกต์ในการเรียนรู้การทำงาน หรือทำใน production code เราควรแยก poc code จากงานจริงหรือไม่ ถ้าไม่แยกเกิด Test on production แล้วเรา commit code บ่อยแค่ไหน? Model เช่น มีโลก มีเรา, ทำไมสองโปรแกรมนี้ไม่เหมือนกัน, ทำไม software สองตัว ทำไมคนใช้เยอะใช้น้อย, ทำไม software โตเร็วจัง หรือทำไมช้าจัง, ทำไมคนนี้นิสัยไม่ดีจังน้า ถ้าไม่มีความแตกต่าง เราจะสังเกตุอะไรได้บ้าง พอมีความแตกต่างก็สามารถเทียบกันได้ หรือตัวมันเทียบตัวมันเอง ในเวลาแตกต่างกัน เช่น ล้างรถและฝนตก เป็นความบังเอิญทางวิทยาศาสตร์ เปลี่ยน stage ได้ด้วย energy แล้ว software ของเราตอนนี้ stage เป็นยังไง โดย stage ปัจจุบัน เป็น s+ และ stage ที่เปลี่ยนไปเป็น s+ + ΔT โดย ΔT ต้องมีค่าน้อยที่สุดที่เป็นไปได้ คือเข้าสู่ศูนย์ ซึ่งความจริงเป็นไปไม่ได้ เช่น sprint นึงมี 2 weeks แล้วระยะเวลานี้บริบทใดควรใช้บ้าง Commit วันละครั้งใหญ่ไหม ใหญ่ แต่อาจจะไม่ใหญ่ก็ได้แล้วแต่อีก สมการฟิสิกส์บอกความจริงอะไรบางอย่าง observe อะไรบางอย่างกับ physical world แล้วไปทดลองออกมาเป็น understanding กลายเป็น model ต่าง ๆ และคนสนใจตรงที่ action/practice ว่าปัญหาตรงนี้แก้อย่างไร ฟิสิกส์เป็น study natural ด้วยวิธี แล้วเปลี่ยนแปลงเป็น dynamic อย่างไรได้บ้าง? ในการสร้าง model ในทดลอง paradigm มี pillar 3 ตัว หนึ่งในนั้นมีระบบ - ระบบ คือ system ประกอบด้วย components ต่างๆ ในระบบ และ define คุณสมบัติบางอย่าง default คือมีอะไรที่มันต้อง solve มี solvsing stage เป็นภาวะ และมีแรงเป็นตัวเปลี่ยน stage อะไรที่มีผลต่อการเปลี่ยน stage ของ software ล่ะ เช่น ความต้องการของลูกค้า, user, feedback, คู่แข่ง, การเมืองในองค์กร, เปลี่ยนผู้บริหาร, เปลี่ยนกฏหมาย, เปลี่ยนงบประมาณ และทีมเราเป็นส่วนนึงในการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ และมีผลขนาดไหน - แล้วเอาอะไรกระจาย knowledge energy หรืออะไร เชื่อมน้อยลงความแตกต่างมากขึ้น - nagative energy negative experience หรืออะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ทีมใหญ่ขึ้น common น้อยลงเป็นธรรมชาติ ถ้าไม่ agree bottom why ในจุดนึง แล้วเปลี่ยนยังไงได้บ้าง เช่น coding convention แล้วโค้ดเขียนมาจากความเข้าใจบางอย่าง และเคยเอา model มา develop บางอย่างไหม แยกตาม base-on ความเข้าใจที่ตรงกัน แปลงให้มัน emitjible ขึ้นเรื่อย ๆ commit มาจาก complement ว่าเราจะต้องทำอะไรบ้างก่อนเริ่มทำงาน เหมือนเล่นเกมส์เก็บเควส ให้แตกงานออกมาเป็น task ย่อย ๆ commit ละ 1 ชั่วโมงโดยประมาณ ทั้งทีมจะรู้ก่อนได้ ทำไม estimates ไม่แม่น เพราะมันก็ไม่น่าแม่นอยู่แล้วนั่นเอง . สำหรับบล็อกเต็ม อ่านที่นี่ได้เล้ยยยย #siamstr
minseo's avatar
minseo 1 year ago
เรียนรู้เคล็บลับทำ content และ community ฉบับ 9arm กับ session “From Creator to Community Builder เคล็ดลับต่อยอดคอมมูนิตี้ฉบับ 9arm” จากงาน iCreator Conference 2024 ที่ผ่านมากัน image เรียกว่าได้เป็น highlight ของวันเลยทีเดียว เมื่อมี interactive session ส่งตรงจากอเมริกา จากชายหนุ่มผู้เอวี่ติ้งฟอร์มโฮม ช่วง Q & A คือคิวยาวมาก นายอาร์มทำช่องมา 12 - 13 ปีได้ ผ่านหลายช่วงเวลาที่เราสนใจในเรื่องต่างกัน เปลี่ยนไปตามเวลา จากทำเกี่ยวกับ game มาเป็น content ที่ทำได้ง่าย เป็นตัวของตัวเอง และไม่ได้ทำเป็นงานหลัก เพราะทำงานประจำด้วย ตอนทำช่องเริ่มแรก เริ่มจากอยากทำ ทำไปเรื่อย ๆ และพัฒนา ทำยังไงให้งานเราดีขึ้นมา ตอนนี้ชิวมาก จุดเปลี่ยนในแต่ละช่วง เริ่มต้นมาจากทำ content game review แล้วเปลี่ยนมาเป็นเล่าเรื่อง tech ย่อยได้ มี chanllenge ค่อย ๆ เปลี่ยน ต้องเปลี่ยนเพื่อให้ตัวเองทำได้ไม่ฝืน และทำในสิ่งที่เราชอบ และอยากทำ ค้นพบกับสิ่งที่เราทำ อย่างการคุยกับแชท หรือตอนไลฟ์ เป็นการ relax ส่วนนึง สะดวกตอนไลฟ์ เหนื่อยตอนเตรียม process การทำ content หรือเริ่ม idea มีเกณฑ์ประมาณ 2 - 3 ข้อ 1. เราอินไหม? ถ้าเราอินทำให้เราถ่ายทอดออกมาได้ดี 2. ทำไมต้องเป็นเรา? ถ้าเป็นมุมมองของคนทั่วไป ไม่ต้องพูดดีกว่า 3. ข่าว หรือเรื่องน่าสนใจที่อยากให้เล่าในตอนนั้น มีอะไรเติมไหม หลังจากเลือกหัวข้อมาแล้ว เราจะวางโครงยังไง? อย่างเรื่อง missile defense เป็นเรื่องที่เป็นประเด็นในช่วงนั้น เราจะ present ในมุมไหน discovery มีเรื่องไหนบ้างที่เหมาะกับที่เราจะเล่า ใช้เวลาวาง 1 week มี writer ทำ เป็นคนหาข้อมูลในแต่ละประเด็น และรวมให้เป็นเรื่องราว ใส่ reference และแปะ post-it เลือกประเด็นที่เราอยากเล่า บางประเด็นยังตัดออกไม่ได้ทันที เพราะบางเรื่องมีเหตุผลของมันอยู่ เนื่องจากเป็น content เชิงลึก มีวิธีการหาข้อมูล วิเคราะห์ ร้อยเรียงยังไง? หาประเด็นหลักที่เป็นแก่นเรื่องให้เจอ เช่น จรวดยิงแล้วสกัดได้ยังไง หา technical แล้วคนทั่วไปตัดสินใจยังไงต้อ หาข้อมูลต่อ ค่อย ๆ ปู story มี conflict ต่อเนื่อง ทำไมถึงเป็นสิ่งนี้ งานลูกค้ามีวิธีวาง content ยังไง? ทำ schedule ไว้ มี slot ให้เลือกว่าวางตอนไหน และเป็น content อะไรมาขายลูกค้ามากกว่า product อะไร ขายยังไง เอาเรื่องอะไรมาผูก การสร้าง community มี fanclub ที่เหนียวแน่น มีจัด fan meet ได้นั้น เริ่มต้นจากทำระบบหลังชัด คนยิ่งสนิทกันยิ่งดี ตอบคำถามแล้วมีคนตอบ จากที่นายอาร์มตอบ หลัง ๆ ชาวคอมมูมาตอบคำถามให้ เป็น community ที่มีคนแซวกันได้ เป็นเพื่อนกัน เดิมหน้าไปด้วยกัย ทำให้คุยและเล่าเนื้อหาไปด้วยกัน ส่วน fan meet ไม่รู้ว่าจัดยังไง แต่อยากเจอคนดู หลังจากที่เจอกันในโลกออนไลน์มานาน รู้สึกดีใจที่ได้ทำ และคนในคอมมูน่ารักมาก เป็นระเบียบมาก มีคนทำ giveaway มาแจกด้วย คำแนะนำในการสร้างคอมมู คือ give and take ให้คอมมู และคอมมูช่วยกลับคืนมา สร้างบรรยากาศที่ทำให้คนสนิทกัน การแบ่งเวลาระหว่างงานประจำ และการเป็น content creator สำหรับนายอาร์มมองว่าก็หนักอยู่ วันว่างมี 1 วันต่อสัปดาห์ หรือไม่มีเลย ไม่รู้สึกฝีนที่จะทำ ถ้าเราไม่มีเวลาเราก็อาจจะไม่ได้แบ่งเวลา 🤣 ก็ค่อย ๆ แบ่งเวลาไปทำ คำแนะนำสำหรับน้อง ๆ content creator หน้าใหม่ คือ - เป็นตัวของตัวเอง อย่าพยายามเป็นคนอื่น เพราะฝึนและทำได้ไม่นาน - ความสมํ่าเสมอ เป็นสิ่งสำคัญ เขาจะได้อะไรจากเรา ทำให้เรายืนระยะได้นาน และมีโอกาสเติบโตแน่นอน อนาคตสำหรับนายอาร์มมองว่าทำไปเรื่อย ๆ ต่อเนื่อง เพราะเป็นสิ่งที่ชอบ และ maintanance และทำให้ online และ offline เหมือนกัน 🗣️ Q & A อาจจะไม่ได้จดหมดทุกคน บางอันให้นายอาร์มให้กำลังใจน้อง ๆ ที่จะสอบด้วย แล้วบรรยากาศฟีลเหมือนตอนนั้นใน discord ที่เปิด stage แล้วขึ้นไมค์ถาม 9arm เลยแหะ แน่นอนเหล่าชาวแชทไม่ใช่สถานที่ แต่คือผู้คน - วิธีการบริหารทีมงาน ส่งทัน deadline ก็พอ ไม่เอาเปรียบพนักงาน - ปัญหาในการสร้าง community ในการบริหาร relationship เมื่อเกิด conflict เมื่อ community โตแล้วควบคุมไม่ได้ ผู้นำมีบทบาทที่สูงมาก เตือนเหมือนเพื่อนกัน อย่ามองว่าเป็น fanclub - วิธีคิดรับ brand และ sponsor คือมี story ที่จะขายให้ และมีวิธีคิดหรือวิธีการทำงานที่ตรงกัน เช่นกางเกงใน GQ ขายแบบกวนตีนเลย ถ้าไม่ตรงกันไม่เป็นไรผ่านไป - ถ้าทำเรื่องที่ไม่ถนัด เช่นให้ผู้หญิงทำเกี่ยวกับพระ เราต้องเอ๊ะว่าทำไม assign งานนี้มาให้เรา ถ้าต้องทำก็ต้องทำ ลองทำดูว่าเป็นยังไง - ไอเดียของนักขายตั้งต้น คือมีภาพขายไหม มีเรื่องเล่าก็จะ work มัน random - เป็นตัวเองทำได้นานกว่า อย่าตาม trend เพราะ trend เปลี่ยนตลอดเวลา ทำให้ยั่งยืน ค่อย ๆ สร้างฐานไปจะดีกว่า ถ้าโตเร็วแล้วภาพไม่ดีคนจะจำ และไม่ดู content ที่ผ่านมาดี ๆ ของเรา - reach เรื่องยังไงให้ mass? อินแล้วคนอยากฟังว่าเราจะพูดอะไร ถ่ายทอดความตื่นเต้น คนพร้อมจะฟังเสมอ พูดให้ง่ายที่สุด ให้คนไม่รู้เรื่องเข้าใจได้ง่ายที่สุด - ทำยังไงให้ตัวเองไม่ถูกกลืน? ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อันดับหนึ่ง ทำความเข้าใจกับ brand ตีโจทย์ให้แตก - โอกาส content สายเทค มีหลายแง่มุมให้ทำ เรื่องน่าสนใจต่าง ๆ พวก side project update trend โดยการอ่านข่าว IT ทุกวัน แล้วเลือกเรื่องที่น่าสนใจมากทำ #iCreator2024 #THEICONIC #iCreatorConference #siamstr
minseo's avatar
minseo 1 year ago
ก็เห็นเพื่อน ๆ ชาวคริปโตทำ content แบบพิมพ์เลี่ยงบาลีกันอยู่ ทาง Facebook มี AI ตรวจจับอยู่เน้อ image อันนี้เป็น AI ในส่วน Content Protection ที่มี Ai driven privacy คอยดู content protection ใน Meta platform อยู่ . ส่วนที่เรามาเล่าในโพสนี้ คือ mythbusting เป็นการละเมิด engagement base ของ platform ซึ่งต้องการ quality content และอีกเคสคือการซื้อขายสินค้า แล้วพิมพ์แบบเลี่ยงบาลีแบบนี้ AI ไม่แนะนำ เพราะมันไม่มี bias ตรงนี้ ใส่แล้วไม่มีผลอะไร ซึ่งถ้าเราใส่คริปตงคริปโต การลงทุนใด ๆ คิดว่ามันก็น่าจะ logic เดียวกันแหละเนอะ . เพื่อน ๆ คิดเห็นยังไงบ้าง เราว่าใส่ไปเต็ม ๆ ไม่เลี่ยงก็ไม่น่าจะเป็นอะไรนะ อีกอย่างก็ทำ content ที่มึคุณภาพ แล้วเดี๋ยว AI feed post เราให้คนที่สนใจตรงกับ content เราเองแหละ #siamstr #iCreator2024 #THEICONIC #iCreatorConference