Journaling Our Journey's avatar
Journaling Our Journey
npub1kmua...wk8n
ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ
image เวลาที่คนใกล้ตัวกำลังทุกข์ใจ เราอาจจะรู้สึกเป็นห่วงเขา และพยายามพูดคุยกับเจ้าตัว เพื่อหวังว่าเขาจะรู้สึกดีขึ้นได้บ้าง . แต่ในหลายๆครั้ง ไม่ว่าเราจะรับฟังหรือ พูดคุยกับเจ้าทุกข์ยังไง เขาก็ยังคงเป็นทุกข์อยู่ดี . ในสถานการณ์เช่นนี้ เราอาจจะรู้สึก powerless . เราอาจจะเริ่มคิดว่า ไม่มีอะไรที่เราสามารถทำได้อีกแล้ว . แต่จริงๆแล้ว ต่อให้เราจะไม่สามารถ มี impact กับคนใกล้ตัวได้โดยตรง เราก็ยังสามารถมี impact กับเขาทางอ้อมได้อยู่ครับ . กล่าวคือ…เราสามารถเป็น “สภาพแวดล้อมที่ดี” ให้เขาได้ . ดังนั้น หากเราใช้ชีวิตของเราอย่างมีความสุข อยู่ในรัศมีที่ไม่ไกลจากเจ้าทุกข์ มันมีโอกาส ที่ความสุขของเราจะ “กระเซ็น” เข้าไปโดนเขาได้ . …เหมือนเวลาที่มีคนหาวนั่งอยู่ ใกล้ๆเราและเราหาวตาม . …เหมือนเวลาที่เรามีเพื่อนร่วมห้อง ที่ขยันอ่านหนังสือและทำให้เรารู้สึก อยากหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านบ้าง . เพราะใจของคนเราก็ไม่ต่างอะไรต้นไม้ครับ บางครั้ง เราอาจจะไม่สามารถ “รดน้ำ” ให้ต้นไม้ของคนที่กำลังทุกข์ใจได้ แต่เราสามารถเป็น “แสงแดด” ให้กับเขาได้ครับ อ้างอิง Hatfield, E., Cacioppo, J. T., & Rapson, R. L. (1993). Emotional Contagion. Cambridge University Press. https://doi.org/10.7551/mitpress/9780262012973.003.0003 #จิตวิทยา #siamstr
image ทุกวันนี้ หลายคนเริ่ม “คุยกับ AI” มากขึ้นเรื่อยๆ . ไม่ว่าจะเป็นการคุยเพื่อสืบค้นหาข้อมูล คุยเพื่อจะได้มี “ผู้ช่วย” ในการสร้างสรรค์ผลงาน (เช่น ให้ AI ช่วยสร้าง slide ในการนำเสนองาน) . …หรือคุยเพื่อหาเพื่อนปรับทุกข์ . สิ่งหนึ่งที่ทำให้ AI เป็น เพื่อนปรับทุกข์ชั้นดี สำหรับหลายๆคนก็คือ . ไม่ว่าเราจะพูดอะไรออกไป AI ก็พร้อมที่จะรับฟังเรา พยายามทำความเข้าใจเรา . …และไม่ตัดสินเรา . ประสบการณ์การคุยกับ AI นี้ ทำให้หลายคนมีความคิดว่า “ฉันอยากให้ทุกๆคนที่อยู่ใกล้ฉัน เข้าใจ ยอมรับ และไม่ตัดสินฉันเหมือน AI จัง” . อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยาหลายคน (เช่น Donald Winnicott) มองว่า การที่ทุกคนรอบๆตัวเราเข้าใจ ยอมรับ และไม่ตัดสินเราในทุกๆอย่างนั้น มันอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไหร่นัก . เพราะถ้าคนรอบตัวเราเป็นอย่างนั้นหมด โอกาสที่เราจะได้เรียนรู้ทักษะในการ รับมือกับความแตกต่างในความสัมพันธ์ และทักษะการรับมืออารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง (เช่น ความรู้สึกไม่พอใจ) ก็จะไม่มี . นี่อาจนำมาสู่ปัญหาความสัมพันธ์กับคนอื่นในเวลาต่อมา (ซึ่งเป็นปัญหาที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ หากเรามีโอกาสได้ฝึกฝนทักษะในข้างต้นอย่างเพียงพอ) . ทั้งหมดที่ผมเขียนมานี้ ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะสื่อว่า การมีคนที่รับฟังเรา เข้าใจเรา ยอมรับเรา (โดยไม่ตัดสินเรา) คือเรื่องที่เลวร้ายนะครับ . อันที่จริง ผมมองว่ามันเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำไป . แต่ต่อให้มันจะเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้ามัน “มากเกินไป” (มากจนปิดกั้นโอกาสที่เราจะได้พัฒนาทักษะที่ควรพัฒนา) มันก็สามารถนำมาสู่ผลลัพธ์ที่เลวร้ายได้ครับ อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/1954-02354-001 https://doi.org/10.3390/info16121025?urlappend=%3Futm_source%3Dresearchgate.net%26utm_medium%3Darticle #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนพบว่า อยู่มาวันหนึ่ง พวกเขาตื่นขึ้นมาและก็มองเห็นว่า . …พวกเขาได้กลายเป็นคนที่ตัวเองไม่ชอบไปเสียแล้ว! . ยกตัวอย่างเช่น หลายคนไม่อยากเห็นตัวเองเป็นคนขี้โมโห แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปสักพัก พอพวกเขารู้ตัวอีกที ก็มีคนทักว่า พวกเขากลายเป็นคนขี้โมโหไปเสียแล้ว . คำถามสำคัญในกรณีเช่นนี้ก็คือ “มันกลายเป็นอย่างนี้ได้ยังไง?” . โดยทั่วไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบ “พลิกหน้ามือเป็นหลังมือ” ภายในชั่วข้ามคืน . การเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่ มักจะเป็นการเปลี่ยนแปลง แบบทีละเล็กทีละน้อยมากกว่า . อันที่จริง การเปลี่ยนแปลง ทีละเล็กทีละน้อยที่ผมพูดถึงนี้ มันอาจเล็กน้อยมากจนเรา แทบจะสังเกตไม่เห็นมันด้วยซ้ำ! . ยกตัวอย่างเช่น เราไม่อยากเห็นตัวเองกลายเป็นคนขี้โมโห แต่พอเรารู้สึกไม่พอใจกับใครสักคน เราก็ใช้คำพูดที่ “รุนแรงเกินควร” เล็กๆน้อยๆใส่คนๆนั้น . เราอาจจะบอกกับตัวเองว่า “นี่มันนิดๆหน่อยๆเท่านั้นเอง มันไม่ได้เสียหายเท่าไหร่เลยนะ มันไม่เป็นอะไรหนักหนาหรอก” . อย่างไรก็ตาม หากเราใช้คำพูดที่ “รุนแรงเกินควร” เล็กๆน้อยๆบ่อยๆเข้า ความ “รุนแรงเกินควร” ในระดับนี้ ก็จะเริ่มกลายเป็น “เรื่องปกติ” สำหรับเรา . มันกลายเป็น new normal สำหรับเรา . และเมื่อ “กระบวนการ” ในการสร้าง new normal นี้เกิดขึ้นอีกรอบ…และอีกรอบ…และอีกรอบ . วันหนึ่ง เราก็จะตื่นขึ้นมา มองดูตัวเองในกระจก และจำตัวเองแทบไม่ได้อีกแล้ว! . ฉะนั้น หากเราไม่ต้องการที่จะ “กลายร่าง” เป็นคนที่เราไม่ชอบ เราก็ต้องอย่ามองข้ามเรื่อง “เล็กๆน้อยๆ” ครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.jesp.2009.03.013 https://doi.org/10.1038/nn.4426 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราเลิกกับแฟน หนึ่งในคำถามที่อยู่ในใจของหลายคนก็คือ… . “ฉันเลิกกับแฟนเก่าไปเป็นปีแล้วนะ แถมตอนนี้ ฉันก็มีแฟนใหม่แล้วด้วย แต่ทำไมในใจฉันยังมีความรู้สึกให้กับแฟนเก่าอยู่นะ? หรือว่าฉันไม่ได้รักแฟนใหม่มากพอ? ถ้าฉันรักแฟนใหม่มากพอ ฉันก็ไม่ควรมีความรู้สึกให้แฟนเก่าแล้วสิ!” . คำถามทำนองนี้สามารถส่งผลให้เกิดความรู้สึกผิดกับแฟนคนใหม่ได้ . สิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอในวันนี้ก็คือ ความรู้สึกที่ยังคง “เหลือตกค้าง” กับแฟนเก่านี้ เป็นเรื่องที่ปกติธรรมดามากๆครับ . เพราะตอนที่เราคบกำลังแฟนเก่าอยู่นั้น สายสัมพันธ์ที่เรามีกับแฟนเก่า มันไม่ได้ต่างอะไรกับต้นไม้เราปลูก . พอต้นไม้สายสัมพันธ์เติบโตจนถึงจุดหนึ่ง ต่อให้เราจะเลิกกับแฟนเก่าและไม่ได้ “รดน้ำ” ให้กับต้นไม้สายสัมพันธ์นั้นอีกแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าต้นไม้ต้นนั้น จะ “เหี่ยวเฉา” หรือ “ตาย” ภายในชั่วข้ามคืน . อันที่จริง หากต้นไม้สายสัมพันธ์นั้น ได้มีโอกาสเติบโตจนถึงจุดหนึ่ง (เหมือนต้นไม้ต้นใหญ่ๆที่อยู่ในป่า) ต่อให้เราจะไม่ได้ “รดน้ำ” ให้กับ ต้นไม้ดังกล่าวเพิ่มแม้แต่หยดเดียว มันก็ยังเป็นไปได้ที่ต้นไม้ต้นนั้น จะยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกเป็นปีๆ! . ฉะนั้น การที่เรายังมีความรู้สึก “เหลือตกค้าง” อยู่กับแฟนเก่านั้น มันไม่ใช่สัญญาณที่จะฟันธงว่า นี่คือความผิดของเราเสมอไป . …และมันก็ไม่ได้หมายความว่า เราไม่รักแฟนคนปัจจุบัน (หรือรักแฟนคนปัจจุบันไม่มากพอ) อีกด้วยครับ! อ้างอิง https://doi.org/10.1177/19485506251323624 https://doi.org/10.1016/j.jbtep.2021.101713 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนมองว่าชีวิตที่มี routine คือชีวิตที่น่าเบื่อ . เพราะชีวิตที่มี routine คือชีวิตที่เราจะทำสิ่งต่างๆ ซ้ำๆเหมือนๆกันในทุกๆวัน . ยกตัวอย่างเช่น . ตื่นนอน-เข้านอนเวลาเดิมในทุกๆวัน ทานอาหารเช้าเมนูเดิมในทุกๆวัน เริ่มต้นทำงานด้วยการเปิดอีเมลดูเป็นอันดับแรกในทุกๆวัน . เป็นต้น . แต่เชื่อไหมครับว่า routine ที่น่าเบื่อเหล่านี้ คือสิ่งสำคัญชนิดที่ “ขาดไม่ได้” สำหรับพวกเราหลายคนเลยครับ! . ยิ่งชีวิตเรากำลังเผชิญหน้ากับ ความไม่แน่นอนเยอะเท่าไหร่ (เช่น ถูกเชิญออกจากที่ทำงาน สูญเสียสมาชิกครอบครัวคนสำคัญ มีความจำเป็นต้องย้ายไปอยู่ต่างประเทศ) routine ก็ยิ่งมีความสำคัญมากเท่านั้น . เพราะ routine เหล่านี้จะช่วยให้เรารู้สึก “มั่นคง” ท่ามกลางช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง . หากชีวิตเราไม่มี routine เลย เราก็ต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเต็มไปหมด ซึ่งมันอาจจะเยอะจนทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจได้ . ดังนั้น มันจึงอาจกล่าวได้ว่า แม้ routine จะเป็นสิ่งที่ฟังดู “น่าเบื่อ” ก็จริง แต่สิ่งที่ “น่าเบื่อ” นี้ก็สามารถมอบ ความสงบทางใจให้กับเราได้เช่นกัน . แล้วคุณผู้อ่านล่ะครับ? . คุณผู้อ่านมี routine อะไรที่ช่วยให้ คุณผู้อ่านรู้สึก “มั่นคง” ได้ (แม้ในยามที่ชีวิตกำลังเจอ กับความเปลี่ยนแปลง) บ้างไหมครับ? อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.jpsychires.2022.05.033 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนใช้ชีวิตโดยยึดถือคติว่า “No is a complete sentence.” . ดังนั้น เวลาที่พวกเขาปฏิเสธใครก็ตาม พวกเขาก็จะเพียงแค่พูดว่า “ไม่” โดยที่ไม่ได้ให้เหตุผลหรือคำอธิบายเพิ่มเติม . เพราะพวกเขามองว่า หากพวกเขาให้เหตุผลหรือคำอธิบายเพิ่มเติม มันคือการแสดงให้อีกฝ่ายเห็นว่า พวกเขากลัวที่จะเผชิญหน้ากับความไม่พอใจของอีกฝ่าย . พวกเขามองว่า เหตุผลหรือคำอธิบายเพิ่มเติมนั้น ทำหน้าที่เป็น “กันชน” ระหว่างพวกเขากับอีกฝ่าย . พวกเขามองว่า การให้เหตุผลหรือคำอธิบายเพิ่มเติมนั้น มันแสดงถึงความอ่อนแอของตัวพวกเขาเอง . ทั้งหมดนี้จึงกลายเป็นเหตุผล ที่ทำให้พวกเขาปฏิเสธด้วยการ พูดคำว่า “ไม่” และหยุดทุกอย่างไว้แค่นั้น . แต่คำถามสำคัญก็คือ เวลาที่เราปฏิเสธด้วยคำว่า “ไม่” เช่นนี้ มันจะส่งผลให้อีกฝ่ายเพียงแค่ รู้สึกไม่พอใจกับเราอย่างเดียวเท่านั้นหรือ? . ไม่ครับ . หลายครั้ง สิ่งที่อีกฝ่ายรู้สึก มันไม่ใช่ความไม่พอใจ . …แต่มันเป็นความเจ็บปวด . ยกตัวอย่างเช่น . ตอนที่เพื่อนชวนเราไปงานแต่งงานของเขา และเราตอบปฏิเสธเพื่อน ด้วยการพูดว่า “ไม่” อย่างเดียวนั้น . มันอาจจะส่งผลให้เพื่อนเกิดความคิดขึ้นมาในใจว่า “มิตรภาพของเรามันมีค่าสำหรับเธอแค่นี้เองหรือ?” . มันอาจจะทำให้เพื่อนรู้สึกเสียใจกับคำปฏิเสธที่ “ห้วน” ของเราได้ . เป็นต้น . ด้วยเหตุนี้ คนที่ให้เหตุผลหรือคำอธิบายเพิ่มเติม (เวลากล่าวคำปฏิเสธ) เขาไม่ได้ทำเช่นนั้นเพียงเพราะ พวกเขารู้สึกหวาดกลัวที่จะเผชิญหน้ากับความไม่พอใจของอีกฝ่ายเท่านั้น . บางครั้ง พวกเขาให้เหตุผลหรือคำอธิบายเพิ่มเติม เพราะพวกเขาแคร์ความรู้สึกของอีกฝ่าย . ซึ่งแน่นอนครับว่า การแคร์ความรู้สึกของคนอื่นนั้น มันไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ! . ดังนั้น การจะตัดสินแบบ “เหมารวม” ว่า การให้เหตุผลหรือคำอธิบายเพิ่มเติม (เวลาที่เรากล่าวคำปฏิเสธ) คือการกระทำที่อ่อนแอ (หรือการกระทำที่ถูกผลักดันด้วยความกลัว) ไปเสียทั้งหมด . …จึงไม่ใช่การตัดสินที่เป็นธรรมเท่าไหร่นัก . ผมมองว่า แทนที่จะโฟกัสว่าเราควรให้เหตุผล หรือคำอธิบายเพิ่มเติมหรือไม่ เราน่าจะโฟกัสว่าเรากำลังตัดสินใจ ด้วยความกลัวหรือความเป็นห่วงมากกว่าครับ อ้างอิง Alberti, R. E., & Emmons, M. L. (2008). Your perfect right: Assertiveness and equality in your life and relationships (9th ed.). Impact Publishers. https://psycnet.apa.org/record/2007-12400-000 https://doi.org/10.1017/s0954579400005976 #จิตวิทยา #siamstr
image “ความรับผิดชอบ” . นี่คือคำที่หลายคนฟังแล้วรู้สึก “อี๋” อยู่เหมือนกันนะครับ . เพราะมันเป็นสิ่งที่ให้ความรู้สึกที่ “หนัก” เพราะมันทำให้เราอดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำว่า “ภาระ” . ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงพยายามทำทุกอย่าง เพื่อหลีกเลี่ยง “ความรับผิดชอบ” ในชีวิตให้ได้มากที่สุด . พวกเขามองว่า การทำเช่นนี้จะช่วยให้ชีวิตรู้สึก “เบาสบาย” . …ซึ่งถ้ามองในแง่หนึ่ง มันก็จริงอยู่นะครับ . แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง “ความรับผิดชอบ” คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ทำให้ชีวิตมี “ความหมาย” . ชีวิตที่ไม่มี “ความรับผิดชอบ” มันรู้สึก “เบาสบาย” ก็จริง แต่มันก็จะทำให้ชีวิตขาด “ความหมาย” ไปด้วยเช่นกัน . ซึ่งในสายตาของหลายๆคน การมีชีวิตที่ขาด “ความหมาย” มันทำให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเอง “ไม่มีค่า” . มันจึงกลายเป็นว่า ไม่ว่าเราจะเลือกทางไหน เราย่อมหนี “ความลำบาก” ไม่พ้นจริงๆครับ . ถ้าเราเลือกหลีกเลี่ยง “ความรับผิดชอบ” เราก็จะเจอกับความรู้สึก “ไม่มีค่า” . ในทางกลับกัน ถ้าเราเลือกแบกรับ “ความรับผิดชอบ” เราก็เจอกับความรู้สึก “หนัก” . เราอาจจะไม่สามารถหลีกหนี “ความลำบาก” ได้ แต่เราสามารถเลือกได้ครับว่า “ความลำบาก” นั้น จะมาพร้อมกับ “ความหมาย” หรือความรู้สึก “ไร้ค่า” ครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.paid.2022.111784 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนรู้สึกแย่กับตัวเอง . เพราะเวลาที่พวกเขาอยู่ในวงบทสนทนา (เช่น ระหว่างอยู่ในห้องประชุมของที่ทำงาน) กว่าที่พวกเขาจะพูดอะไรบางอย่างออกมา พวกเขาใช้เวลาคิดนานกว่าคนอื่นๆ . พวกเขามองว่าตัวเองเป็นคน “โง่” พวกเขามองว่าตัวเองเป็นคน “หัวช้า” พวกเขามองว่าตัวเองเป็นคน “ไม่ฉลาด” . คำถามสำคัญก็คือ…มุมมองเหล่านี้เป็นความจริงหรือเปล่า? . ไม่เสมอไปครับ . อันที่จริง หลายคนที่ดู “หัวช้า” คือคนที่ฉลาดด้วยซ้ำ! . เพราะสิ่งที่พวกเขาคิดอยู่ในหัว มีความซับซ้อนและหลากหลาย พวกเขาจึงใช้เวลาในการ “ประมวลผล” นานสักหน่อย ก่อนที่จะเอ่ยปากพูดออกมา . ฉะนั้น อย่ารีบที่จะชี้นิ้วตัดสินตัวเอง ด้วยคำว่า “โง่” “หัวช้า” “ไม่ฉลาด” ฯลฯ เลยครับ . เพราะคำตัดสินเหล่านั้น…ใช่ว่าจะเป็นจริงเสมอไปครับ อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1017/S1930297500007865 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เรารักใครสักคน และเราเห็นว่าเขาคนนั้น กำลังประสบปัญหาอยู่ มันปกติมากๆเลยครับ ที่เราอยากจะรีบยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเขา . แต่สังเกตไหมครับว่า ในหลายๆครั้ง พอเรายื่นมือเข้าไปหาเขาแล้ว เขากลับขยับตัวถอยห่างไปจากเรายิ่งกว่าเดิม? . ทำไมมันถึงเป็นแบบนั้นได้? . เพราะสิ่งหนึ่งที่หลายคนให้ความสำคัญ…คือการมีอิสระที่จะเลือก . …รวมถึงอิสระในการเลือกว่า จะให้คนอื่นยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือหรือไม่ . ด้วยเหตุนี้ การรีบยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือคนที่เรารัก (โดยไม่ได้เช็คกับเจ้าตัวก่อนว่า เจ้าตัวต้องการความช่วยเหลือหรือไม่) จึงอาจถูกมองว่าเป็นการ “ลิดรอน” อิสระในการเลือก . …ส่งผลให้เจ้าตัวอาจจะรู้สึกไม่พอใจและเริ่มต้น “รักษาระยะห่าง” กับฝ่ายที่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือได้ . (ต่อให้เจ้าตัวจะเข้าใจว่า การยื่นมือเข้ามาช่วยนี้ เกิดขึ้นเพราะเจตนาที่ดีก็ตาม) . ฉะนั้น หากเราไม่ต้องการให้ “ความรัก” ของเราทำให้คนที่เรารัก “ตีตัวออกห่าง” การถาม “ความยินยอม” ของเจ้าตัว ก่อนที่เราจะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ . …ถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม . เราอย่าปล่อยให้ “ความรัก” ของเรา “ผลักไสไล่ส่ง” คนที่เรารักโดยไม่ตั้งใจกันเลยครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1037/amp0001389 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/a0012754 #จิตวิทยา #siamstr
image สามีภรรยาจำนวนไม่น้อย โกหกกันและกันในเรื่องของ การใช้เงินซื้อ “ของเล่นส่วนตัว” . ยกตัวอย่างเช่น . สามีบอกภรรยาว่าตัวเอง ซื้อเกมในช่วง “ลดราคา” (แต่จริงๆแล้วซื้อมาในช่วง “เต็มราคา”) . ภรรยาบอกสามีว่าใช้งบไม่เกินเดือนละ 5,000 บาทสำหรับซื้อเครื่องสำอาง (แต่จริงๆแล้ว ใช้เงินเกินงบทุกเดือน) . เป็นต้น . และในหลายๆกรณี สามีภรรยาก็รู้ด้วยนะครับว่า อีกฝ่ายกำลังโกหกในเรื่องการใช้เงินอยู่ . แต่พวกเขาก็เลือกที่จะไม่พูดอะไร หนำซ้ำ พวกเขายังเลือกที่จะ ทำเป็น “ไม่รู้ไม่เห็น” อีกด้วย! . ทำไมพวกเขาถึงเลือกที่จะทำเช่นนั้น? . เพราะพวกเขามองว่า ต่อให้พวกเขาจะหยิบเรื่องนี้มาคุย อีกฝ่ายก็คงจะไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายอยู่ดี . พวกเขามองว่า การหยิบเรื่องนี้มาคุย มีแต่จะทำให้เกิดความขัดแย้ง โดยไม่เกิดประโยชน์อะไรเพิ่มเติม . พวกเขาจึงทำทีราวกับว่าตัวเอง “ไม่รู้เรื่อง” ในขณะที่สามีหรือภรรยาของพวกเขา ก็ยังคงปกปิดพฤติกรรมการใช้จ่าย “ที่แท้จริง” ของตัวเองต่อไป . …ส่งผลให้เรื่องนี้ถูก “ซุกไว้ใต้พรม” ในความสัมพันธ์ . มันอาจจะยังไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่นะครับ ถ้าสิ่งที่ถูก “ซุกไว้ใต้พรม” มีไม่เยอะ . แต่ถ้าสิ่งที่ถูก “ซุกไว้ใต้พรม” สะสมเป็นจำนวนมากขึ้นมาล่ะ? . ในท้ายที่สุด นี่อาจกลายเป็นแรงกดดัน ที่ทำให้ความสัมพันธ์ยากที่จะไปต่อ…ก็เป็นได้ . ทำเป็น “ไม่รู้ไม่เห็น” จนกลายเป็น “ระเบิดเวลา” กับแบกรับความเสี่ยงที่จะขัดแย้งด้วยการหยิบเรื่องนี้มาพูดคุย . นี่คือทางเลือกที่คู่รักกลุ่มนี้กำลังเผชิญอยู่ . แล้วคู่รัก “ควรจะ” เลือกทางเลือกไหนดี? . ผมมองว่าเรื่องนี้…ไม่มีผิดไม่มีถูกที่ตายตัวครับ . ผมมองว่าเรื่องนี้…เป็นเรื่องที่แต่ละคน จะต้อง “ชั่งน้ำหนัก” เอาครับว่า ระหว่างความเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งในวันนี้ กับความเสี่ยงที่จะเกิด “ระเบิดเวลา” ในวันหน้า . …ความเสี่ยงไหนที่ “คุ้มค่า” ที่จะแบกรับมากกว่ากัน . เราอาจไม่มีสิทธิที่จะไม่แบกรับความเสี่ยงใดใดได้ก็จริง แต่เรามีสิทธิที่จะเลือกได้ว่า เราต้องการแบกรับความเสี่ยงแบบไหนครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1093/jcr/ucz052 https://doi.org/10.1007/s10834-024-09988-2 https://doi.org/10.1016/j.ijresmar.2025.07.003 #จิตวิทยา #siamstr
image ตอนที่เรายังเป็นเด็กๆ การยอมรับจากผู้ใหญ่ (เช่น พ่อแม่ ครู) คือสิ่งที่สำคัญสำหรับเรามาก . ผู้ใหญ่ในชีวิตเราจะเป็นคนบอกให้เรารู้ (ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม) ว่า เรากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องอยู่ไหม เราดีพอหรือยัง . แล้วในวันที่เราโตเป็นผู้ใหญ่แล้วล่ะ? . แม้ในวันที่เราโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว… . หลายคนก็ยังคงคุ้นชินกับการ มองหาการยอมรับจากคนอื่น . หลายคนยังคงคุ้นชินกับการให้ ใครสักคนมาบอกว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง . หลายคนยังคงคุ้นชินกับการให้ ใครสักคนมาบอกว่าเราดีพอหรือยังไม่ดีพอ . ความคุ้นชินนี้สามารถกลายเป็นอุปสรรค ที่ขวางกั้นไม่ให้เราใช้ชีวิตอย่างเต็มอิ่มได้ . แน่นอนครับ ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะสื่อว่า หากเราเติบโตขึ้น เราควรที่จะ “ปิดหูปิดตา” และไม่สนใจคนอื่นแม้แต่นิดเดียว . แต่ผมมีเจตนาที่จะสื่อว่า การเรียนรู้ที่จะตัดสินใจด้วยตัวเอง (ว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง ว่าตัวเราเองดีพอหรือยัง) ถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการมีชีวิตที่เต็มอิ่ม . แล้วเราจะเริ่มต้นเรียนรู้ที่จะ ตัดสินใจด้วยตัวเองในเรื่องนี้ได้ยังไง? . ผมมองว่า ขั้นแรกสุด เราจะต้องมองเห็นตัวเอง ให้ได้อย่างชัดเจนก่อนครับว่า ชีวิตของเราทุกวันนี้ อยู่ภายใต้ “ร่มเงา” ของคนอื่นในเรื่องอะไรบ้าง . ยกตัวอย่างเช่น ทุกวันนี้ เราอาจจะกำลังเอาคุณค่าในตัวเรา มาผูกเข้ากับการยอมรับของพ่อแม่เรา ถ้าพ่อแม่เรายอมรับในตัวเรา เราก็จะถือว่าตัวเรามีค่า แต่ถ้าพ่อแม่ไม่ยอมรับในตัวเรา เราก็จะถือว่าตัวเองไร้ค่า เป็นต้น . ยิ่งเรามองเห็น “ร่มเงา” ของคนอื่นได้ชัดเจนมากเท่าไหร่ อิทธิพลที่ “ร่มเงา” มีต่อใจเราก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะลดลง . …จนกระทั่งเรากลายเป็นอิสระจาก “ร่มเงา” ดังกล่าวได้ในท้ายที่สุดครับ อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0033-295X.108.3.593 https://psycnet.apa.org/record/2012-00755-000 https://doi.org/10.1207/S15327965PLI1104_01 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราตั้งเป้าหมายให้กับตัวเอง หลายคนจะตั้งเป้าหมายไว้สูง . ยกตัวอย่างเช่น “ฉันจะเริ่มต้นออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง” (จากที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน) เป็นต้น . การตั้งเป้าหมายไว้สูงแบบนี้มีข้อดีตรงที่ว่า หากเราสามารถ “เข็นตัวเอง” ให้ลงมือทำตามที่วางเป้าไว้ได้ มันก็จะเกิดการเปลี่ยนในชีวิตที่ “จับต้องได้” อย่างชัดเจน . (ยกตัวอย่าง หากเราตั้งเป้าหมายที่เริ่มต้น ใช้เวลาแต่ละวันในการออกกำลังกายเยอะ ร่างกายเราก็มีแนวโน้มที่จะแข็งแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นต้น) . แต่ข้อเสียของการตั้งเป้าหมายไว้สูงก็คือ เมื่อไหร่ก็ตามที่เงื่อนไขในชีวิตเรา “ไม่พร้อม” มันมีโอกาสสูงมากที่เราจะไม่สามารถ “เข็นตัวเอง” ให้ลงมือทำเป้าหมายดังกล่าวได้ . (เช่น เมื่อคืนนอนหลับๆตื่นๆเพราะไม่สบาย ส่งผลให้ออกกำลังกาย 1 ชั่วโมงตามที่วางเป้าไว้ไม่ไหว) . มันจะทำให้เรารู้สึกว่าตัวเอง “ล้มเหลว” และบั่นทอนกำลังใจของเราที่จะ เดินหน้าทำตามเป้าหมายที่เราวางไว้ได้ . และยิ่งหากเรา “ล้มเหลว” บ่อยๆเข้า วันหนึ่ง มันอาจทำให้เรารู้สึกท้อแท้ จนตัดสินใจ “เท” เป้าหมายดังกล่าวไปทั้งหมดอีกด้วย . ในทางกลับกัน หากเป้าหมายที่เราตั้ง เป็นเป้าหมายที่เราสามารถ “เข็นตัวเอง” ให้ลงมือทำได้ (ทั้งในวันที่เงื่อนไขในชีวิตเรา “พร้อม” และวันที่ “ไม่พร้อม”) เราก็ไม่จะเจอกับคำว่า “ล้มเหลว” บ่อยๆ . มันจะช่วยให้เรามีกำลังใจเดินหน้า ทำตามเป้าหมายที่เราวางไว้มากขึ้น (แม้ว่าเราจะไม่ได้ตั้งเป้าหมายไว้สูงในกรณีนี้ก็ตาม) . บางคนอาจมองว่าแนวทางนี้ มันนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงในชีวิต ที่ “จับต้องได้” ค่อนข้างช้า . ผมเห็นด้วยนะครับมันว่าช้ากว่าจริงๆ . แต่ผมมองว่าการเปลี่ยนแปลงที่ช้ากว่า ก็ยังดีกว่าการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เกิดขึ้น (เพราะเป้าหมายถูก “เท”) อยู่ดี . ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากที่จะนำเสนอว่า เวลาที่เราตั้งเป้าหมายในชีวิตของเรานั้น เราไม่เพียงแค่ควรคำนึงถึงเพียงแค่ เวลาที่สถานการณ์ในชีวิตเรา “เอื้ออำนวย” ต่อการลงมือทำตามเป้าหมายดังกล่าวเท่านั้น . …แต่เราควรนึกถึงช่วงเวลาที่ สถานการณ์ในชีวิตเรา “ไม่เอื้ออำนวย” อีกด้วยครับ อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0033-295X.84.2.191 #จิตวิทยา #siamstr
image “ชายแทร่” “ผู้ชาย toxic” “toxic masculinity” . ยิ่งวันเวลาผ่านไป ผมก็ยิ่งเชื่อว่าหลายคน คุ้นเคยกับคำเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ . ผู้ชายที่เข้าข่าย “ชายแทร่” มักจะมี พฤติกรรมที่สะท้อนถึงคุณสมบัติดังเช่น… . มีอคติเชิงลบกับคนที่มีอัตลักษณ์ทางเพศต่างไปจากตนเอง (ผู้หญิง และ LGBTQ+) มองว่าตัวเองเป็นคนสำคัญสูงลิ่ว ไม่ค่อยมีความเข้าอกเข้าใจให้กับคนอื่น กดขี่และ/หรือใช้ความรุนแรงกับผู้อื่นในความสัมพันธ์ ฯลฯ . แน่นอนครับว่าบุคคลที่มีลักษณะในข้างต้น ไม่ใช่บุคคลที่ “น่าพึงประสงค์” เท่าไหร่นัก . คำถามสำคัญก็คือ ในบรรดาผู้ชายที่มีอยู่ในสังคมเรานั้น มีกี่คนที่เข้าข่าย “ชายแทร่” นี้? . ผลการศึกษาจากประเทศ New Zealand พบว่า เกือบร้อยละ 90 ของผู้ชายไม่เข้าข่าย “ชายแทร่” ครับ . ผมยังไม่เคยเห็นการศึกษาลักษณะนี้ ในประเทศไทยก็จริง แต่ผมคาดเดาว่า ผลลัพธ์คงมีแนวโน้มที่จะไม่แตกต่างไปจาก กรณีของผู้ชาย New Zealand มากนัก . แต่ในที่สุดแล้ว ไม่ว่าผู้ชายประเภท “ชายแทร่” จะคิดเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ในสังคมไทยเราก็ตาม คำถามที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ พวกเราแต่ละคนมีความเป็น “ชายแทร่” อยู่ในตัวเองแค่ไหน? . นี่ไม่ใช่คำถามสำหรับผู้ชายเท่านั้นนะครับ . เพราะถ้าเราย้อนกลับไปอ่านข้างบน เราจะเห็นได้ชัดเจนเลยครับว่า ลักษณะความเป็น “ชายแทร่” นั้น สามารถ apply ได้กับทุกๆคน (ไม่ว่าจะอัตลักษณ์ทางเพศใดก็ตาม) . พอเราได้ตั้งคำถามกับตัวเองอย่างจริงจัง เราก็อาจจะพบว่า บางวัน เรามีความเป็น “ชายแทร่” เข้มข้นหน่อย ในขณะที่บางวัน เรามีความเป็น “ชายแทร่” น้อยหน่อย . (อย่างตัวผมเองนั้น ผมพบว่า ในบางวัน empathy ของผมก็ “หย่อนยาน” อย่างชัดเจน ทั้งๆที่ผมทำงานเป็นนักจิตวิทยา!) . นี่คือเรื่องปกติครับ . การที่เราตั้งคำถามทบทวนตัวเองในเรื่องนี้ ไม่ใช่เพื่อที่เราจะตำหนิหรือต่อว่าตัวเอง แต่เพื่อที่เราจะได้เริ่มต้นรับผิดชอบตัวเอง และค่อยๆเปลี่ยนแปลงให้ตัวเรากลายเป็น คนที่ดีขึ้นต่อไปในอนาคตครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1037/men0000547 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราทำอะไรบางอย่างผิดพลาด หลายคนก็จะมีความคิด ที่ต่อว่าตัวเองอย่างรุนแรงภายในใจ . ความคิดเช่น “ฉันมันโง่จริงๆ!” “ฉันทำอย่างนั้นไปได้ยังไง!?” “ฉันไม่น่าพูดออกไปแบบนั้นเลย!” “ฉันมันไม่ได้เรื่อง!” เป็นต้น . ความคิดเหล่านี้สามารถทำให้เรารู้สึก ผิดหวังกับตัวเอง อับอาย โกรธตัวเอง หรือแม้กระทั่งขยะแขยงตัวเองได้ . มันทำให้เรารู้สึกราวกับว่า ใจของเรากำลัง “ตกนรกทั้งเป็น” . …และหลายคนก็ตั้งใจที่จะส่งเสริมการ “ลงโทษตัวเอง” ในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง . เพราะพวกเขามองว่าตัวเองยัง “ได้รับโทษ” ไม่เพียงพอสำหรับการให้อภัย . ถ้ามองในแง่หนึ่ง สิ่งที่ผมเขียนมาในข้างต้นนี้ มันฟังดูมีเหตุผลนะครับ . มันสะท้อนถึงการรับผิดชอบต่อ พฤติกรรมที่ผิดพลาดของตัวเองในอดีต . แต่ในทางปฏิบัติแล้ว การ “ลงโทษตัวเอง” ภายในใจนั้น หลายครั้ง…มันจะเกิดขึ้นแบบ “ไม่มีกำหนดสิ้นสุด” . มันให้อารมณ์ไม่ต่างอะไรกับ คนที่ขโมยของตามร้านสะดวกซื้อ ที่ถูกตัดสินลงโทษจำคุกตลอดชีวิต . บทลงโทษที่เกิดขึ้น มันดูไม่ “สมน้ำสมเนื้อ” กับความผิดที่ได้ทำลงไปเท่าไหร่นัก . ฉะนั้น หากเราคือคนหนึ่ง ที่กำลัง “ลงโทษตัวเอง” อยู่ในใจ คำถามสำคัญที่เราจะต้องตอบตัวเองให้ได้ก็คือ . บทลงโทษนี้มันเหมาะสม กับความผิดที่เกิดขึ้นหรือเปล่า? . ถ้าความผิดนี้เกิดขึ้นกับคนอื่น และเรามีอำนาจในการ “ลงโทษ” คนนั้น เราจะหยิบยื่นบทลงโทษเดียวกัน กับที่เรากำลังหยิบยื่นให้ตัวเองอยู่ไหม? . ถ้าคำตอบคือ “ไม่” บางที นี่อาจเป็นสัญญาณว่า เราควรจะต้องพิจารณาถึง การ “ปล่อยตัวเองออกจากคุก” แล้วครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1038/s41598-025-21198-w https://doi.org/10.1016/j.jadr.2025.100890 https://doi.org/10.1002/cpp.2586 #จิตวิทยา #siamstr
image ยิ่งเราอายุมากขึ้นเท่าไหร่ หลายคนก็ยิ่งกลัวว่า ตัวเองจะ “สมองเสื่อม” มากขึ้นเท่านั้น . ยิ่งพอเราเห็นว่าตัวเองเริ่ม “ขี้ลืม” ความกลัวนั้นก็ยิ่งทวีคูณเข้าไปอีก . แต่ในความเป็นจริงแล้ว สาเหตุหลักที่ทำให้การทำงาน ของสมองเราถดถอยไม่ใช่อายุที่มากขึ้น . มันคือความเหนื่อยล้า ความเครียด การนอนหลับที่ไม่เพียงพอ และสุขภาพหัวใจที่อ่อนแอมากกว่า . ด้วยเหตุนี้ เวลาที่เราพบว่าตัวเอง เริ่ม “ขี้ลืม” หนักๆ หนทางแก้ไขที่ “ตรงจุด” อาจจะไม่ใช่การ “พุ่งเป้า” ไปที่สมองของเรา . การพักผ่อนให้เพียงพอ การบริหารสุขภาพใจให้ดี การทานอาหารให้มีประโยชน์ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ . …สิ่งเหล่านี้สามารถเป็นหนทางแก้ปัญหาที่ “ตรงจุด” มากกว่า . . . กล่าวโดยสรุปก็คือ หากช่วงนี้ เราพบว่าตัวเอง “ขี้ลืม” บ่อยๆ หรือหากเราต้องการจะดูแลตัวเอง ไม่ให้ “สมองเสื่อม” ในอนาคต สิ่งที่เราควรจะเช็คตัวเองก่อนเป็นอันดับแรกก็คือ . …เรานอนหลับเพียงพอไหม? …เราทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนหรือเปล่า? …เราออกกำลังกายสม่ำเสมอใช่ไหม? …เราบริหารจัดการความเครียดได้ดีหรือไม่? . หากเราเคลียร์ตัวเองในประเด็นเหล่านี้ได้ เรามีโอกาสสูงที่จะไม่มีปัญหา “ขี้ลืม” หรือ “สมองเสื่อม” ในอนาคตครับ อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/pag0000928 https://doi.org/10.1016/j.neurobiolaging.2025.04.008 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนไม่ชอบเวลาที่ตัวเองมีความรู้สึกวิตกกังวล . อันที่จริง หลายคนมองว่า มันจะดีมากๆเลยครับ หากพวกเขาสามารถ “ออกคำสั่ง” ให้ความวิตกกังวลของตัวเองเงียบหายไปได้ . อย่างไรก็ตาม ความวิตกกังวลไม่ใช่ “ผู้ร้าย” (แม้มันอาจสร้างความไม่สบายใจให้กับเราอยู่บ้างก็ตาม) . ความวิตกกังวลคือ “สัญญาณเตือน” . “สัญญาณเตือน” ให้เรารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญสำหรับเรา (เช่น สุขภาพของเรา งานของเรา ความสัมพันธ์ของเรา) . มันช่วยให้เรา take action ในการเตรียมตัว วางแผน และปกป้อง สิ่งที่สำคัญนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น (เมื่อเทียบกับกรณีที่เราไม่มี “สัญญาณเตือน” นี้) . ยกตัวอย่างเช่น . ความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นก่อนที่เราจะ สอบวัดระดับภาษาอังกฤษ คือ “สัญญาณเตือน” ที่กระตุ้นให้เรา take action ในการฝึกฝนทักษะภาษาอังกฤษของตัวเองอย่างเป็นระบบ . เป็นต้น . หากเราได้ take action อย่างเหมาะสมแล้ว เรามักจะพบว่า “สัญญาณเตือน” ในใจเราจะเงียบลงตามไปด้วย . มันอาจจะไม่ได้เงียบสนิททันทีนะครับ แต่มันมักจะค่อยๆเสียงเบาลงทีละนิดๆ . ในทางกลับกัน หากเราไม่ได้มีการ take action ที่เหมาะสม หากเราเพียงแค่รู้สึกวิตกกังวล และคิดวนในจุดนั้นไปเรื่อยๆ (เช่น คิดกังวลซ้ำๆอยู่ในใจว่า “ฉันต้องสอบไม่ผ่านแน่ๆเลย”) “สัญญาณเตือน” ในใจเราก็มีแนวโน้มที่จะดังต่อไปเรื่อยๆเช่นกัน . มันจะกลายเป็นความทรมานใจที่ต่อเนื่องไม่สิ้นสุด . สิ่งที่ผมได้หยิบมาเล่าให้ฟังในวันนี้ มันอาจไม่ใช่แนวทางในการรับมือ กับความวิตกกังวลที่จะ “ได้ผล” กับทุกๆคนในทุกๆกรณีก็จริง . แต่มันเป็นแนวทางที่เรียบง่ายและ “ได้ผล” กับหลายๆคนในหลายๆกรณีอยู่เหมือนกัน . ผมหวังว่าบทความในวันนี้จะเป็นอีกหนึ่ง “ทางเลือก” ที่เป็นประโยชน์สำหรับคนที่กำลังหาทาง รับมือกับความวิตกกังวลของตัวเองอยู่นะครับ อ้างอิง https://doi.org/10.31887/DCNS.2002.4.3/tsteimer https://doi.org/10.1038/s41598-022-23885-4 https://doi.org/10.1093/emph/eoab037 #จิตวิทยา #siamstr
image ไม่ว่าจะในอดีตหรือในปัจจุบัน สังคมเราล้วนเต็มไปด้วยผู้นำ ที่มีพฤติกรรม “บกพร่องทางศีลธรรม” . แต่เราก็จะเห็นได้ว่า ผู้คนจำนวนไม่น้อย ตัดสินใจที่จะเดินตามผู้นำเหล่านี้ . ทำไม? . บางคนบอกว่า… . เป็นเพราะผู้คนเหล่านั้น มีความเชื่อที่สอดคล้องกับผู้นำดังกล่าว . บางคนบอกว่า… . เป็นเพราะผู้คนเหล่านั้น ถูกผู้นำกล่าว “ล้างสมอง” . วันนี้ ผมอยากจะนำเสนออีกหนึ่งเหตุผลครับ . มันเป็นเหตุผลที่เรียบง่าย จนหลายคนอาจไม่ได้นึกถึง . แต่มันก็เป็นเหตุผลที่สำคัญไม่แพ้เหตุผลอื่นๆ . หลายคนตัดสินใจเดินตาม ผู้นำที่ “บกพร่องทางศีลธรรม” เพราะพวกเขา “ไม่มีแรง” ที่จะต่อต้านผู้นำเหล่านี้ครับ . ใช่แล้วครับ การตัดสินใจที่จะไม่เดินตามผู้นำ เป็นสิ่งที่ต้องใช้ “แรง” ครับ . เราต้องใช้ “แรง” ในการพิจารณา และวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้นำ . เราต้องใช้ “แรง” ในการตัดสินใจว่า “ฉันจะไม่เดินตามผู้นำคนนี้แล้ว” (และก็จะยิ่งใช้ “แรง” มากเป็นพิเศษ หากคนรอบตัวตัดสินใจไม่เหมือนกับเรา) . หากเราเหน็ดเหนื่อยกับการเอาตัวรอด ในชีวิตประจำวันของเรามากจนเรา “ไม่มีแรง” เหลือสำหรับสิ่งเหล่านี้ เราก็มีแนวโน้มที่จะตัดสินใจ เดินตามผู้นำโดย default ได้ . นี่คือสาเหตุสำคัญข้อหนึ่ง ที่ทำให้ผู้นำเผด็จการจำนวนมาก ดูจะ “ประสบความสำเร็จ” ในประเทศ ที่มีปัญหาเรื่องปากท้องอย่างรุนแรงนั่นเองครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.obhdp.2011.03.001 https://doi.org/10.3390/bs13090743 https://doi.org/10.1093/scan/nsad012 #จิตวิทยา #siamstr
image เทคโนโลยีทุกวันนี้ช่วยให้การติดต่อสื่อสาร เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และสะดวกสบาย . ถ้าเราอยากพูดคุยกับใคร เราก็สามารถทำได้ง่ายๆ . ในขณะเดียวกัน หากเราต้องการหลีกเลี่ยง การติดต่อกับคนในชีวิตเรา เราก็สามารถทำได้ง่ายๆเช่นกัน . ยกตัวอย่างเช่น . เวลาที่เรามีประชุมผ่านทางซูม (หรือ platform การประชุมออนไลน์อื่นๆ) เราสามารถเข้าร่วมการประชุมนั้น โดยไม่ต้องมีปฏิสัมพันธ์ใดๆ กับคนในที่ประชุมได้อย่างง่ายดาย . …แค่ปิดกล้องและปิดไมโครโฟนของเราเท่านั้น . แต่ถ้าเป็นโลกสมัยก่อน (สมัยที่ internet ยังไม่บูมแบบทุกวันนี้) เวลาที่เรามีประชุม ต่อให้เราจะไม่ได้พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว แต่อย่างน้อย การที่ตัวเรานั่งอยู่ในห้องประชุมนั้น มันก็บีบให้เราต้องมีปฏิสัมพันธ์ กับคนในห้องประชุมบ้าง (ไม่มากก็น้อย) . เป็นต้น . เมื่อการ “หลีกเลี่ยง” ภายในความสัมพันธ์ กลายเป็นทางเลือกที่ง่ายขึ้น เราก็มีแนวโน้มที่จะเลือก choice ดังกล่าวมากขึ้น . ยิ่งเราเลือก choice ดังกล่าวมากเท่าไหร่ ความกลัวที่จะ “หันหน้าเข้าหา” ในความสัมพันธ์ก็ยิ่งมากเท่านั้น . นี่ถือเป็นเรื่องที่สำคัญไม่น้อยเลยครับ . เพราะความสัมพันธ์ที่ “เติมเต็ม” จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากเรา “หันหลัง” ให้อีกฝ่ายในความสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว . ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าการ “หันหลัง” ให้กับผู้คน ที่เราติดต่อด้วยในชีวิตประจำวันจะง่ายขึ้นแค่ไหน แต่ผมก็ยังอยากจะเชิญชวนให้เรา “หันหน้าเข้าหา” พวกเขาเหล่านี้อยู่ดี . …ต่อให้มันจะเป็นการ “หันหน้าเข้าหา” เพียงเล็กๆน้อยๆก็ตามครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.chb.2015.11.053 https://doi.org/10.1093/geront/gnaa040 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราตั้งใจจะทำอะไรสักอย่างในชีวิต (เช่น ตั้งใจจะออกกำลังกายทุกวัน ฝึกภาษาต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ ใช้เวลาสอนการบ้านลูกทุกสัปดาห์) . หลายคนจะคาดหวังให้ตัวเองทำ สิ่งที่ตั้งใจนั้นได้สำเร็จโดยไม่พึ่งพา “รางวัล” ที่เป็น “ปัจจัยภายนอก” (เช่น คาดหวังให้ตัวเองออกกำลังกาย โดยไม่ต้องพึ่งพาการดูซีรี่ย์ ระหว่างที่กำลังเดินอยู่บนลู่วิ่ง) . พวกเขามองว่าสิ่งที่ตั้งใจทำนั้น มันคือ “รางวัล” ด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว (เช่น ออกกำลังกายและสมองหลั่งสารแห่งความสุข) . พวกเขามองว่า “รางวัล” ดังกล่าว…ก็ควรที่จะเพียงพอเช่นกัน . แต่ในความเป็นจริง มันอาจจะไม่ได้เพียงพอเสมอไป . เพราะเวลาเราตั้งใจจะทำอะไรบางอย่าง (เช่น ฝึกภาษาต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ) เราจำเป็นต้องใช้พลังงาน . ทั้งในแง่ของการใช้พลังงาน ในการลงมือทำสิ่งนั้น และการใช้พลังงาน เพื่อเข็นตัวเองให้ลงมือทำสิ่งนั้น . ข้อเท็จจริงก็คือ พลังงานที่เรามีในแต่ละวัน…มันไม่เท่ากัน . บางวัน เราจะมีพลังงาน “เหลือเฟือ” ในการทำสิ่งที่เราตั้งใจจะทำ แต่บางวัน เราจะมีพลังงาน “ไม่เพียงพอ” . หากเราปฏิเสธการพึ่งพา “รางวัล” ที่เป็น “ปัจจัยภายนอก” โดยสมบูรณ์ เราก็จะพบว่าตัวเองไม่สามารถ ทำสิ่งที่ตั้งใจจะทำในวันที่เรามีพลังงานน้อยได้ . มันไม่ต่างอะไรกับรถยนต์ ที่ปฏิเสธจะเติมน้ำมันเพิ่ม เพราะมองว่าน้ำมันที่มีอยู่ในถัง มันเพียงพอสำหรับการเดินทางเลยครับ . ถ้าน้ำมันที่มีอยู่ในถัง ณ ตอนนั้น มันเพียงพอที่จะเดินทางถึงที่หมายได้ นั่นก็ถือว่าดีเลยครับ . แต่ถ้าน้ำมันที่มีอยู่ในถัง ณ ตอนนั้น มันไม่เพียงพอที่จะเดินทางถึงที่หมาย รถยนต์ของเราก็จะไปไม่ถึง “เส้นชัย” . มันคือสถานการณ์ที่ “ได้อย่างเสียอย่าง” จริงๆครับ . หากเราพึ่งพา “รางวัล” ที่เป็น “ปัจจัยภายนอก” มันจะช่วยเพิ่มโอกาส ที่เราจะสำเร็จในสิ่งที่เราตั้งใจทำได้มากขึ้น . แต่ถ้าเราจะเป็นสาย pure (ตัด “ปัจจัยภายนอก” ออกหมด) เราก็มีสิทธิ “น้ำมันหมดถัง” ก่อนที่จะได้เหยียบ “เส้นชัย” . มันขึ้นอยู่กับเราเลยครับว่า เราจะให้ความสำคัญ กับการเป็นสาย pure มากกว่าหรือการ maximize โอกาสที่จะทำสิ่งที่ตั้งใจให้สำเร็จมากกว่าครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.jrp.2007.08.002 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เรารู้สึกอับอาย หรือรู้สึกว่าตัวเองดีไม่พอ หลายคนจะรับมือกับความรู้สึกดังกล่าว ด้วยการ “เหยียบย่ำ” คนอื่นในรูปแบบต่างๆ . ยกตัวอย่างเช่น ใช้คำพูดล้อเลียนสิ่งที่เป็น “จุดด้อย” ของคนอื่น เป็นต้น . การ “เหยียบย่ำ” คนอื่นอาจไม่ได้ ช่วยให้ตัวเราเองดีขึ้นก็จริง . แต่หลายคนก็หวังว่า มันจะช่วยให้พวกเขา รู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้นบ้าง . (“อย่างน้อย ฉันก็จะไม่มีคนรอบตัวที่โดดเด่น มาตอกย้ำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองดีไม่พอบ่อยๆ”) . คำถามสำคัญก็คือ… . การ “เหยียบย่ำ” คนอื่นมันช่วย ให้เรารู้สึกโอเคขึ้นจริงๆหรือ? . หลายคนพบว่า “ไม่” ครับ . เพราะเวลาที่เรา “เหยียบย่ำ” คนอื่น มันสามารถสร้างความรู้สึกผิดขึ้นมาในใจ และ “หักล้าง” ความรู้สึกดีๆ ที่เกิดจากการ “เหยียบย่ำ” คนอื่นลงได้ . เพราะไม่ว่าเราจะ “ดึงคนอื่นลงต่ำ” ผ่านการ “เหยียบย่ำ” ขนาดไหน ตัวเราก็ยังคงอยู่ที่เดิม (ไม่ได้ “ขยับขึ้น”) ส่งผลให้ความรู้สึกอับอายและดีไม่พอ ไม่ได้จางหายไปได้เท่าไหร่นัก . เพราะตอนที่เรา “เหยียบย่ำ” คนอื่นอยู่นั้น เรากำลังเพิกเฉยต่อความรู้สึกของเราเอง (ความรู้สึกอับอาย ดีไม่พอ) . หนทางที่ดีกว่าที่จะช่วยให้เรารับมือกับ ความรู้สึกอับอายหรือความรู้สึกดีไม่พอ คือการรับฟังเสียงของความรู้สึกดังกล่าว (โดยไม่ตัดสินตัวเอง) . มันจะช่วยให้เรารับรู้ได้ชัดเจนมากขึ้น ว่าเราต้องการอะไร ส่งผลให้เราสามารถ คิดต่อยอดได้ว่า มีอะไรที่เราสามารถทำได้ ในตอนนี้ที่จะช่วยเติมเต็มความต้องการดังกล่าวหรือไม่? . หรือในกรณีที่เรายังไม่สามารถ เติมเต็มความต้องการนั้นได้ 100% มีหนทางไหนอีกไหมที่จะช่วยให้เรา เติมเต็มความต้องการนั้นได้ 90% ก็ยังดี? . หรือถ้า 90% มันไม่ไหว แล้ว 80% ล่ะ? . หรือ 50% ล่ะ? 20% ล่ะ? 5% ล่ะ? . หนทางนี้จะไม่ช่วยให้เรารู้สึกผิดต่อคนอื่น หนทางนี้จะตอบโจทย์ความต้องการของเราได้ตรงจุด . มันอาจการันตีไม่ได้ว่าจะทำให้ความรู้สึก อับอายหรือดีไม่พอหายไปได้โดยสมบูรณ์นะครับ . แต่มันเป็นหนทางที่ดีกว่าการ “เหยียบย่ำ” คนอื่นอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ อ้างอิง https://doi.org/10.3390/bs13080633 https://doi.org/10.1111/j.1467-6494.2008.00537.x #จิตวิทยา #siamstr