Journaling Our Journey's avatar
Journaling Our Journey
npub1kmua...wk8n
ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ
image เวลาที่เรารู้สึกอับอาย หรือรู้สึกว่าตัวเองดีไม่พอ หลายคนจะรับมือกับความรู้สึกดังกล่าว ด้วยการ “เหยียบย่ำ” คนอื่นในรูปแบบต่างๆ . ยกตัวอย่างเช่น ใช้คำพูดล้อเลียนสิ่งที่เป็น “จุดด้อย” ของคนอื่น เป็นต้น . การ “เหยียบย่ำ” คนอื่นอาจไม่ได้ ช่วยให้ตัวเราเองดีขึ้นก็จริง . แต่หลายคนก็หวังว่า มันจะช่วยให้พวกเขา รู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้นบ้าง . (“อย่างน้อย ฉันก็จะไม่มีคนรอบตัวที่โดดเด่น มาตอกย้ำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองดีไม่พอบ่อยๆ”) . คำถามสำคัญก็คือ… . การ “เหยียบย่ำ” คนอื่นมันช่วย ให้เรารู้สึกโอเคขึ้นจริงๆหรือ? . หลายคนพบว่า “ไม่” ครับ . เพราะเวลาที่เรา “เหยียบย่ำ” คนอื่น มันสามารถสร้างความรู้สึกผิดขึ้นมาในใจ และ “หักล้าง” ความรู้สึกดีๆ ที่เกิดจากการ “เหยียบย่ำ” คนอื่นลงได้ . เพราะไม่ว่าเราจะ “ดึงคนอื่นลงต่ำ” ผ่านการ “เหยียบย่ำ” ขนาดไหน ตัวเราก็ยังคงอยู่ที่เดิม (ไม่ได้ “ขยับขึ้น”) ส่งผลให้ความรู้สึกอับอายและดีไม่พอ ไม่ได้จางหายไปได้เท่าไหร่นัก . เพราะตอนที่เรา “เหยียบย่ำ” คนอื่นอยู่นั้น เรากำลังเพิกเฉยต่อความรู้สึกของเราเอง (ความรู้สึกอับอาย ดีไม่พอ) . หนทางที่ดีกว่าที่จะช่วยให้เรารับมือกับ ความรู้สึกอับอายหรือความรู้สึกดีไม่พอ คือการรับฟังเสียงของความรู้สึกดังกล่าว (โดยไม่ตัดสินตัวเอง) . มันจะช่วยให้เรารับรู้ได้ชัดเจนมากขึ้น ว่าเราต้องการอะไร ส่งผลให้เราสามารถ คิดต่อยอดได้ว่า มีอะไรที่เราสามารถทำได้ ในตอนนี้ที่จะช่วยเติมเต็มความต้องการดังกล่าวหรือไม่? . หรือในกรณีที่เรายังไม่สามารถ เติมเต็มความต้องการนั้นได้ 100% มีหนทางไหนอีกไหมที่จะช่วยให้เรา เติมเต็มความต้องการนั้นได้ 90% ก็ยังดี? . หรือถ้า 90% มันไม่ไหว แล้ว 80% ล่ะ? . หรือ 50% ล่ะ? 20% ล่ะ? 5% ล่ะ? . หนทางนี้จะไม่ช่วยให้เรารู้สึกผิดต่อคนอื่น หนทางนี้จะตอบโจทย์ความต้องการของเราได้ตรงจุด . มันอาจการันตีไม่ได้ว่าจะทำให้ความรู้สึก อับอายหรือดีไม่พอหายไปได้โดยสมบูรณ์นะครับ . แต่มันเป็นหนทางที่ดีกว่าการ “เหยียบย่ำ” คนอื่นอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ อ้างอิง https://doi.org/10.3390/bs13080633 https://doi.org/10.1111/j.1467-6494.2008.00537.x #จิตวิทยา #siamstr
image หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้คู่รักขัดแย้งกันมากที่สุด คือความแตกต่างระหว่าง “พฤติกรรมนอกบ้าน” กับ “พฤติกรรมในบ้าน” . หลายคนเป็นคนที่ active กล้าตัดสินใจ มีความเป็นผู้นำ รอบคอบรับผิดชอบ ฯลฯ ในที่ทำงาน . แต่พอพวกเขาอยู่ในบ้าน พวกเขากลับกลายเป็นคนที่เรื่อยๆเฉื่อยๆ ชอบตอบว่า “อะไรก็ได้” เมื่อถึงเวลาตัดสินใจ สะเพร่าไม่ถี่ถ้วน ฯลฯ ซะอย่างนั้น! . มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? . มันเป็นเพราะพวกเขาเหล่านี้ มีนิสัยที่เสแสร้งอย่างนั้นหรือ? . ไม่เสมอไปครับ . เวลาที่เราอยู่ในที่ทำงาน เรามีบทบาทที่ชัดเจน เรารู้ได้ (โดยที่ไม่ต้องเดา) ว่าคนอื่นคาดหวังอะไรจากเราบ้าง เราได้รับ feedback อย่างรวดเร็วเวลาที่เรา “ทำผิด” และ “ทำถูก” . แต่พอเราอยู่บ้าน บทบาท ความคาดหวัง และ feedback ที่เราได้รับ มันไม่ได้ชัดเจนและรวดเร็วเท่าไหร่นัก . ไม่แปลกเลยครับที่เราจะตกอยู่ในภาวะ “ทำอะไรไม่ถูก” หรือ “ไม่ชัวร์ว่าควรทำอะไรดี” เวลาที่เราอยู่บ้าน . …ส่งผลให้พฤติกรรมของเราตอนอยู่บ้าน active น้อยกว่า เมื่อเทียบกับ พฤติกรรมของเราในที่ทำงานได้ . หากคู่รักเข้าใจในจุดนี้ คู่รักก็จะสามารถหาโอกาส นั่งจับเข่าคุยกันในเรื่องของความคาดหวัง ที่ต่างฝ่ายต่างมีต่อกันในบ้านให้เคลียร์มากขึ้นได้ . มันจะช่วยลดความขัดแย้งระหว่างคู่รักในเรื่องนี้ได้ไม่น้อยเลยครับ อ้างอิง https://doi.org/10.5267/j.msl.2013.06.036 #จิตวิทยา #siamstr
image “I don’t get lucky. I make my own luck.” “ฉันไม่ได้เป็นคนที่โชคดี ฉันเป็นคนที่สร้างโชคให้เกิดขึ้นในชีวิตฉันเองต่างหาก” . นี่คือคำพูดของตัวละครที่ชื่อว่า Harvey Specter ในซีรี่ย์ที่ชื่อว่า Suits . มันเป็นคำพูดที่โดนใจหลายคนที่ดูซีรี่ย์นี้ไม่น้อยเลยครับ . หลายคนมองว่าการ “สร้างโชค” นั้น เกิดขึ้นจากการทำงานหนัก ความรู้ และความสามารถ . ผมเห็นด้วยกับมุมมองดังกล่าวนะครับ . แต่ผมมองว่ามันยังมีหนึ่งหนทาง ในการ “สร้างโชค” ที่หลายคนไม่ค่อยพูดถึงเท่าไหร่นัก . มันคือการสังเกตเห็น “โชค” ที่ปรากฏอยู่ในชีวิตของเราครับ . เพราะถ้าเรามองไม่เห็น “โชค” ที่มีอยู่ในชีวิตเรา เราก็จะไม่สามารถใช้ประโยชน์จาก “โชค” นั้นได้ ส่งผลให้เราฟันธงว่าชีวิตเรา “ไร้โชค” ตามลำดับ . แต่ในทางกลับกัน หากเรามองเห็น “โชค” ที่มีอยู่ในชีวิต มันก็จะเปิดช่องให้เราสามารถใช้ประโยชน์จาก “โชค” นั้นได้ และทำให้ชีวิตเราดู “มีโชค” มากขึ้นตามลำดับ . ยกตัวอย่างเช่น . สมมติว่าเราเจอกับญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง และเราคาดการณ์ว่า เราจะต้องรู้สึกอึดอัด ระหว่างที่พูดคุยกับญาติผู้ใหญ่คนนี้แน่ๆ . แต่พอถึงเวลาเข้าจริงๆ เรากลับพบว่าบทสนทนาที่เกิดขึ้น มันไม่ได้แย่อย่างที่คิด . สำหรับตัวอย่างนี้ เราอาจมองว่า การอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องพูดคุย กับญาติผู้ใหญ่คนดังกล่าว ถือเป็นเหตุการณ์ที่ “โชคร้าย” . แต่ถ้าเราลองตั้งข้อสังเกตกับตัวเองว่า… . ทำไมเหตุการณ์นี้มันถึงไม่ได้อึดอัดอย่างที่คิด? ฉันได้ทำอะไรลงไปในเหตุการณ์ครั้งนี้…ที่ช่วยให้สถานการณ์ไม่ย่ำแย่กันนะ? . ถ้าเราตอบคำถามเหล่านี้ได้ คำตอบที่เราได้ก็จะกลายเป็น “ขุมทรัพย์” ที่เราสามารถหยิบมาใช้ในการรับมือกับญาติคนนี้ (หรือคนอื่นๆในชีวิตที่มีลักษณะคล้ายกับญาติคนนี้) ในอนาคตได้ . …ชีวิตเราดู “โชคดี” ขึ้นมาเลยนะครับ . ฉะนั้น หากเราอยากจะ “สร้างโชค” ให้เกิดขึ้นในชีวิตของเราล่ะก็ การหมั่นสังเกตเหตุการณ์ที่ “ไม่ได้แย่อย่างที่คิด” ในชีวิตประจำวันของเราถือเป็น สิ่งหนึ่งที่จะช่วยได้มากเลยครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.cpr.2024.102512 https://doi.org/10.1037/a0013316 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราเพิ่งจะรู้จักใครสักคน มันปกติมากๆเลยครับที่เราจะอยาก สร้างความประทับใจกับเขาคนนั้น . ปัญหาก็คือ… . เวลาที่เราต้องการจะสร้าง ความประทับใจกับใครสักคนมากๆ ในใจเราก็มีแนวโน้มที่จะ เต็มไปด้วยความคิดดังต่อไปนี้ . “เขาชอบฉันไหมนะ?” “ฉันพูดแบบนี้ไป…มันโอเคหรือเปล่า?” “เขาจะคิดกับฉันยังไง?” ฯลฯ . มันเป็นความคิดที่โฟกัสอยู่กับตัวเรา ไม่ใช่ตัวคนที่เรากำลัง ทำความรู้จักเป็นครั้งแรกคนนั้น . มันทำให้เราใส่ใจคู่สนทนาของเราน้อยลง . …ซึ่งแน่นอนครับว่า ทั้งหมดนี้ไม่เป็นผลดีต่อ การสร้างความประทับใจแรกพบเท่าไหร่นัก . ในทางกลับกัน หากเราเปลี่ยนโฟกัส จากตัวเราไปเป็นคู่สนทนา . หากเราโฟกัสที่การรับฟังคู่สนทนา หากเราโฟกัสที่การทำความเข้าใจคู่สนทนา . มันจะเป็นการ “ส่งสัญญาณ” ให้อีกฝ่าย รับรู้ว่าเราให้คุณค่า/ความสำคัญกับเขา . …ซึ่งก็จะส่งผลให้เขามีแนวโน้มที่จะรู้สึก ประทับใจในปฏิสัมพันธ์ที่มีกับเรามากขึ้นได้ . พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ หลายๆครั้ง ความประทับใจไม่ได้เกิดขึ้น จากการที่เรา “โชว์” ตัวเองให้คนอื่นเห็น แต่เกิดจากการที่เรา “ถอยหลัง” และเปิดพื้นที่ให้คนอื่นมากขึ้นมากกว่าครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1111/jopy.12509 https://doi.org/10.1016/j.jrp.2022.104225 https://doi.org/10.1016/j.jesp.2008.10.009 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เรากำลังตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆในชีวิต (เช่น ฉันจะตอบตกลงข้อเสนอเลื่อนตำแหน่งครั้งนี้หรือไม่? ฉันจะเลิกกับแฟนที่กำลังคบอยู่ดีไหม?) . หลายคนจะนั่งบนโต๊ะพร้อมกับกระดาษ 1 แผ่น และเขียน list ข้อดี-ข้อเสียของทางเลือกแต่ละทางที่มีอยู่ (เช่น ข้อดีของการตกลงรับข้อเสนอเลื่อนตำแหน่งมีอะไร? ข้อเสียของการตกลงรับข้อเสนอเลื่อนตำแหน่งมีอะไร?) . ในหลายๆครั้ง พวกเขาจะพบว่า ต่อให้พวกเขาจะ list ข้อดี-ข้อเสียเสร็จแล้ว และต่อให้การทำแบบนี้จะช่วยให้พวกเขา มองเห็นชัดเจนว่าทางเลือกไหนที่ “ดูดี” มากที่สุด . พวกเขาก็ยังไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างหนักแน่นอยู่ดี . ทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้น? . สาเหตุข้อหนึ่งก็คือ พวกเขาใช้เพียงแค่ “สมอง” (เหตุผล ตรรกะ) ในการพิจารณาเรื่องดังกล่าว . พวกเขาไม่ได้หยิบเรื่องนี้มาเช็คกับ “ร่างกาย” ของตัวเอง (เช่น ร่างกายฉันรู้สึกยังไงเมื่อฉันนึกถึงภาพ ที่ตัวเองเลิกกับแฟนที่กำลังคบอยู่ในปัจจุบัน? โล่งใจ? เสียใจ? ฯลฯ) . มันไม่ต่างอะไรกับการที่เราเป็นเจ้าของบริษัท และเรามีที่ปรึกษาอยู่ 2 คน (“สมอง” กับ “ร่างกาย”) และเราถามความเห็นของที่ปรึกษาเพียง 1 คน (“สมอง”) โดยที่ละเลยการพูดคุยกับที่ปรึกษาอีก 1 คน (“ร่างกาย”) . ที่ปรึกษาคนที่ถูกละเลย (“ร่างกาย”) จึงพยายามส่งสัญญาณให้เจ้าของบริษัทอย่างเรา หันมาเปิดช่องให้เขาทำหน้าที่บ้าง (มันจึงทำให้เรายังไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างหนักแน่นนั่นเอง) . ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากจะนำเสนอว่า ทุกครั้งที่เราจะตัดสินใจในเรื่องใหญ่ๆ เราอย่ารับฟังเฉพาะเสียงของ “สมอง” เท่านั้น แต่เราควรรับฟังเสียงของ “ร่างกาย” ด้วย . ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะสื่อว่า เราควรให้น้ำหนักกับเสียงของ “ร่างกาย” มากกว่าเสียงของ “สมอง” นะครับ . แต่ผมมีเจตนาที่จะสื่อว่า เราควรรับฟังทั้ง “สมอง” และ “ร่างกาย” ก่อนที่เราจะตัดสินใจครับ . ฉะนั้น สำหรับบางเรื่อง หลังจากที่เรารับฟังเสียของ “สมอง” และ “ร่างกาย” แล้ว เราอาจจะเลือกเส้นทางที่สอดคล้องกับ “สมอง” ก็ได้ . และในทางกลับกัน สำหรับบางเรื่อง หลังจากที่เรารับฟังเสียของ “สมอง” และ “ร่างกาย” แล้ว เราอาจจะเลือกเส้นทางที่สอดคล้องกับ “ร่างกาย” ก็ได้ . ในที่สุดแล้ว ไม่ว่าเราจะตัดสินใจเลือกอะไร นั่นคือเรื่องรองครับ . เรื่องหลักก็คือ เราตัดสินใจเลือก…หลังจากที่เราได้รับฟัง ที่ปรึกษาทั้ง 2 คน (ไม่ใช่ 1 คน) เรียบร้อยแล้วครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.geb.2004.06.010 #จิตวิทยา #siamstr
image เคยไหมครับ? . เรากำลังรู้สึกเหนื่อยล้าจากการทำงาน และในใจเราก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า “ดีแค่ไหนแล้วที่มันเหนื่อยแค่นี้?” . เรากำลังรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่แฟนพูด และในใจเราก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า “ฉันมันเรื่องเยอะเกินไปแล้วนะ” . เรากำลังรู้สึกกังวลจนนอนไม่หลับ และในใจเราก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า “ทำไมฉันถึงอ่อนแอจังเลย?” . นี่คือตัวอย่างของการ “ปิดปาก” ความรู้สึกของตัวเองในรูปแบบต่างๆ . แต่ไม่ว่าเราจะพยายามแค่ไหน ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ เราจะไม่มีวัน “ปิดปาก” ความรู้สึกตัวเองได้โดยสมบูรณ์ . มันจะดีกว่าไหมถ้าเราเลิก พยายามทำสิ่งที่ “เป็นไปไม่ได้” นี้? . มันจะดีกว่าไหมถ้าเราหยุด “ปัดตก” ความรู้สึกของตัวเอง และหันมา “รับฟัง” ความรู้สึกของตัวเอง? (โดยไม่จำเป็นต้อง “ตามใจ” ความรู้สึกของเราเสมอไป) . สำหรับผมแล้ว มันดีกว่า อย่างไม่ต้องสงสัยเลยครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.brat.2009.05.007 https://doi.org/10.1016/s0145-2134(02)00536-7 #จิตวิทยา #siamstr
image Scammer ประเภทหนึ่งที่พบได้บ่อยๆคือ Romance Scammer . Romance Scammer คือ มิจฉาชีพที่เข้ามาในชีวิตของเรา ทำทีว่าตกหลุมรักกับเรา จากนั้นก็หลอกเอาเงิน (หรือผลประโยชน์อื่นๆ) จากเรา . การมีอยู่ของ Romance Scammer นี้ คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้หลายคนตั้งกฎกับตัวเองว่า “ฉันจะไม่ตามหาความรักในโลกออนไลน์เด็ดขาด” . อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่ยึดถือกฎเช่นนั้นในการใช้ชีวิต . ทุกวันนี้ หลายคนใช้ช่องทางออนไลน์ เป็นช่องทางสำคัญในการตามหา ความรักความสัมพันธ์ที่จริงจัง . สำหรับคนกลุ่มหลังนี้ พวกเขาจะแยกความสัมพันธ์จริงๆ ออกจากความสัมพันธ์แบบ Romance Scammer ได้อย่างไร? . บทความวันนี้มีคำตอบครับ . . . # 1 . Romance Scammer มักจะปฏิเสธ การมีปฏิสัมพันธ์กับเราในโลกออฟไลน์ . # 2 . ในช่วงแรกของความสัมพันธ์ Romance Scammer มักจะแสดง ความรัก ความสนใจ ความชื่นชม ให้กับเราอย่างมหาศาล เพื่อหวังให้เรา “ติดอกติดใจ” ในตัว Scammer ให้เร็วที่สุด . # 3 . เวลาที่เราสอบถามข้อมูลส่วนตัว ของ Romance Scammer เรามักจะได้คำตอบเพียงแค่เล็กน้อย (หรือคำตอบที่ได้รับก็จะเต็มไปด้วยความคลุมเครือ) . # 4 . เวลาที่ Romance Scammer เล่าเรื่องของตัวเองให้เราฟัง เราจะพบกับรายละเอียด ที่ขัดแย้งกันเองในเรื่องราวที่ถูกเล่า (เช่น เคยไปเที่ยวต่างประเทศ แต่ไม่เคยมี passport มาก่อน) . # 5 . หลายครั้ง ระหว่างที่เรากำลังพูดคุย กับ Romance Scammer ในใจเราก็จะเกิดความคิดขึ้นมาว่า “ฉันรู้สึกว่ามันชักจะดีเว่อร์เกินจริงไปแล้วนะ!” . # 6 . Romance Scammer มักจะพยายาม ดึงเราออกมาจากครอบครัวและเพื่อนสนิท (เพราะกลัวว่าคนใกล้ตัวเหล่านี้จะเตือน ให้เราถอยห่างออกมาจาก Scammer) . # 7 . และแน่นอนครับว่า หลังจากที่ Romance Scammer ประเมินว่าเรา “ตกหลุมรัก” เข้าเต็มเปาแล้ว การเอ่ยปากขอทรัพย์สินเงินทองจากเราก็จะเริ่มต้นขึ้น . . . ผมหวังว่าสิ่งที่ผมได้หยิบมานำเสนอในวันนี้ จะช่วยให้ทุกคนปลอดภัยจาก Romance Scammer ได้มากขึ้นนะครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1093/iwc/iwad048 https://doi.org/10.1089/cyber.2016.0729 #จิตวิทยา #siamstr
image ชีวิตเต็มไปด้วยความคลุมเครือ ชีวิตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ชีวิตเต็มไปด้วยความไม่ชัดเจน . ยกตัวอย่างเช่น เราไม่รู้ว่าเราจะป่วยเป็นโรคร้ายแรงในยามแก่เฒ่าหรือเปล่า เราไม่รู้ว่าแฟนของเราจะยังอยากคบกับเราต่อไปอีกนานแค่ไหน เราไม่รู้ว่าเราจะยังมีงานทำในปีหน้าอยู่ไหม เป็นต้น . ซึ่งความคลุมเครือของชีวิตเหล่านี้ สามารถทำให้เกิดความวิตกกังวล ที่สร้างความปั่นป่วนภายในใจเราได้ . …เว้นแต่เราจะเป็นคนที่สามารถเผชิญหน้าและ รับมือกับความคลุมเครือของชีวิตได้เป็นอย่างดี . แต่เราจะพัฒนาให้ตัวเองกลายเป็นคนแบบนั้นได้อย่างไร? . ผลการศึกษาที่มีอยู่พบว่า การอ่านนวนิยาย สามารถช่วยเราในเรื่องนี้ได้ครับ . เพราะอะไร? . เพราะเวลาที่เราอ่านนวนิยาย เนื้อเรื่องทั้งหมดมันจะไม่ถูก เปิดเผยให้เรารับรู้ตั้งแต่หน้าแรก . หากเราต้องการจะรู้เนื้อเรื่องทั้งหมด เราจะต้องทนอยู่กับ “ความไม่รู้” ให้ได้ และตั้งใจอ่านต่อไปเรื่อยๆ . มันให้ความรู้สึกเหมือนกับ เรากำลังต่อจิ๊กซอว์ โดยที่นวนิยายแต่ละหน้า จะหยิบยื่นจิ๊กซอว์ให้เราทีละชิ้นๆๆ . นวนิยาย (หรือ fiction ในรูปแบบอื่น เช่น ภาพยนตร์) จึงถือเป็น “แบบฝึกหัด” ให้เราได้ฝึก เผชิญหน้ากับความคลุมเครือ ความไม่แน่นอน ความไม่ชัดเจน . ยิ่งได้ทำ “แบบฝึกหัด” นี้มากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งรับมือกับความคลุมเครือ ความไม่แน่นอน และความไม่ชัดเจน ของชีวิตได้มากเท่านั้น . เรียกได้ว่า นอกจากนวนิยายจะช่วยให้ชีวิตเรา มีความเพลิดเพลินมากขึ้นแล้ว มันยังสามารถช่วยเสริมความมั่นคงทางอารมณ์ ให้เราได้มากขึ้นอีกด้วยครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1080/10400419.2013.783735 https://doi.org/10.1111/j.1745-6924.2008.00073.x #จิตวิทยา #siamstr
image สำหรับหลายๆคน การ “ยับยั้งชั่งใจ” ไม่ให้ตัวเองใช้จ่ายเกินตัว คือหนึ่งในสิ่งที่ทำได้ยากที่สุด . โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มี promotion เด็ดๆ (เช่น Black Friday, 11-11) มาล่อตาล่อใจ . ต่อให้พวกเขาจะตั้งใจ “ยั้งมือ” ก็ตาม แต่พอพวกเขารู้ตัวอีกที พวกเขาก็พบว่า ตัวเองจ่ายเงินไปเรียบร้อยแล้ว . วันนี้ ผมมีเทคนิคเล็กๆน้อยๆ สำหรับคนที่กำลังพยายามควบคุม พฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเองมานำเสนอครับ . . . # 1 . ทำให้การจ่ายเงินเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามให้มากขึ้น (เช่น จ่ายเงินด้วยเหรียญและธนบัตรเท่านั้น ไม่ใช้บัตรเครดิต ไม่ใช้การโอน QR code) . วิธีนี้จะสร้าง “แรงเสียดทาน” เวลาที่เราจะใช้เงิน ซึ่งช่วยลดโอกาสที่เราจะ “ตบะแตก” ขณะใช้จ่ายได้ . # 2 . ให้เราตั้งกฎกับตัวเองว่า ก่อนที่เราจะซื้ออะไรสักอย่าง เราจะต้องใช้เวลา 5 นาที ในตอบคำถามกับตัวเองให้ได้ว่า “ทำไมเราจึงไม่ควรซื้อสิ่งนี้?” . หากเราตอบคำถามข้อนี้กับตัวเองได้แล้ว และเราพบว่าเรายังอยากซื้ออยู่ เราก็ซื้อได้ (แต่ถ้าเราพบว่าตัวเองไม่ได้อยากซื้อแล้ว เราก็ไม่ซื้อ) . วิธีนี้อาจไม่สามารถหยุดพฤติกรรม “ช้อปแหลก” ได้ 100% นะครับ แต่หลายคนจะพบว่า การได้มีโอกาสตอบคำถามกับตัวเองในช่วง 5 นาทีนั้น มันก็เพียงพอที่จะช่วยโน้มน้าวใจตัวเอง ไม่ให้จ่ายเงินกับบางสิ่งบางอย่างได้ (ซึ่งก็ช่วย save เงินในกระเป๋าตังค์ได้ไม่น้อยแล้ว) . # 3 . เวลาที่เราอยากซื้ออะไรสักอย่าง แทนที่เราจะซื้อทันที ให้เราตั้งกฎกับตัวเองว่า เราจะรออีกสัก 2-3 วันและเราค่อย ตัดสินใจอีกทีว่าจะยังคงอยากซื้อสิ่งนั้นอยู่ไหม . ถ้าผ่านไป 2-3 วันและเรายังอยากซื้ออยู่ เราก็จะอนุญาตให้ตัวเองซื้อได้ แต่ถ้าวันเวลาผ่านไปและเราไม่ได้อยากซื้อแล้ว (หรือแม้กระทั่งลืมไปแล้วว่าเราอยากซื้อสิ่งนั้น) เราก็จะไม่ซื้อ . . . ผมหวังว่าเทคนิคเล็กๆน้อยๆที่ผมหยิบมานำเสนอในวันนี้ จะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่กำลังพยายามควบคุม พฤติกรรมการ shopping ของตัวเองอยู่นะครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.jesp.2021.104189 https://doi.org/10.1016/j.joep.2015.04.003 https://doi.org/10.1371/journal.pone.0253938 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่ชีวิตของเราเจอกับความล้มเหลว (เช่น สอบไม่ติดคณะที่ต้องการ ไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งที่อยากได้ ถูกแฟนที่คบกันมานานบอกเลิก) สิ่งที่เราพูดกับตัวเองในช่วงเวลาดังกล่าวมีความสำคัญมากๆเลยครับ . เราจะพูดกับตัวเองว่า “ชีวิตของฉันมันล้มเหลว” ก็ได้ หรือเราจะพูดกับตัวเองว่า “ฉันกำลังเจอกับความล้มเหลวในตอนนี้” ก็ได้ . บางคนอาจมองว่า 2 ประโยคที่ผมเขียน ไปในย่อหน้าข้างต้นมันก็เหมือนๆกัน . แต่ผมมองว่ามันแตกต่างมากเลยครับ . เพราะถ้าเราเปรียบเปรยชีวิตของตัวเอง เป็นเหมือนกับนิยายสักเล่มล่ะก็… . ประโยคแรก (“ชีวิตของฉันมันล้มเหลว”) คือการเอาเนื้อหา 1 เหตุการณ์มาเขียนเป็นนิยายทั้งเล่ม . ในขณะที่ประโยคต่อมา (“ฉันกำลังเจอกับความล้มเหลวในตอนนี้”) คือการเอาเนื้อหาดังกล่าวมาเขียนเป็นนิยาย 1 บท (ไม่ใช่ทั้งเล่ม) เท่านั้น . ประโยคแรกจะทำให้เรารู้สึกหดหู่และหมดหวัง ส่วนประโยคที่สองจะช่วยให้เรารู้สึกมีพลังและมีความหวัง . จริงอยู่ครับว่า คำพูดที่ปรากฏอยู่ในประโยคที่สอง แทบจะไม่ต่างกับคำพูดที่ปรากฏอยู่ในประโยคแรก . แต่ความแตกต่างที่เล็กน้อยนี้ มันสามารถส่งผลได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว . ด้วยเหตุนี้ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเจอกับอุปสรรค ปัญหา หรือความล้มเหลวในรูปแบบใดก็ตาม ผมขอเชิญชวนให้เราพยายามมองเหตุการณ์นั้น เป็น “นิยาย 1 บท” ไม่ใช่ “นิยายทั้งเล่ม” ครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.jesp.2020.103969 https://doi.org/10.1038/s41598-025-22647-2 #จิตวิทยา #siamstr
image ช่วงที่คู่รักเริ่มต้นความสัมพันธ์กันใหม่ๆ สิ่งหนึ่งที่พวกเขาทำเป็นระยะๆ คือการแสดงความชื่นชมให้แก่กันและกัน . ยกตัวอย่างเช่น “เธอใส่กางเกงตัวนี้แล้วดูน่ารักดีนะ” “ฉันชอบที่เธอใจเย็นระหว่างสอนฉันขับรถจัง” “ขอบคุณที่เธอเลิกบุหรี่ให้ตามที่ฉันร้องขอนะ” เป็นต้น . แต่พอพวกเขาคบกันไปได้สักระยะ การแสดงความชื่นชมให้แก่กันและกันก็เริ่มลดลง . ด้วยเหตุผลเช่น… “มันทำแล้วรู้สึกแปลกๆ” “ต่อให้ไม่พูด แฟนก็รู้อยู่แล้วแหละ” “แทนที่โฟกัสที่คำพูด โฟกัสที่การกระทำไม่ดีกว่าหรือ?” เป็นต้น . อย่างไรก็ตาม . ดอกไม้ต้องการการรดน้ำอย่างสม่ำเสมอฉันใด ความรักก็ต้องการคำชื่นชมอย่างสม่ำเสมอฉันนั้น . หากเราหยุดรดน้ำ ดอกไม้ของเราก็จะเหี่ยวเฉาลงเรื่อยๆ . เช่นเดียวกันครับ คู่รักที่หยุด “รดการชื่นชม” ให้กัน ก็มีแนวโน้มที่จะรู้สึกโดดเดี่ยว (แม้จะยังคบกันแฟนอยู่) รู้สึกว่าตัวเองเป็น “ของตาย” ในสายตาแฟน รวมทั้งรู้สึกว่าแฟนไม่เห็นคุณค่าของตนได้ . ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากจะขอเชิญชวนให้เรา หมั่นสังเกตสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นกับแฟนในแต่ละวัน (ต่อให้มันจะเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆก็ตาม) และหยิบมา highlight ให้แฟนได้ยินกันครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1177/0956797610364003 https://doi.org/10.1177/02654075221131288 https://doi.org/10.1038/s41598-022-15650-4 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่หลายคนตรวจสุขภาพประจำปี พวกเขามักจะได้รับคำแนะนำจากคุณหมอ ให้ “ทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ” มากกว่านี้ . แต่พอถึงเวลาเข้าจริงๆ มันยากมากๆเลยครับ ที่พวกเขาจะไม่เอื้อมมือไปหยิบ ไอศกรีม เค้ก มันฝรั่งทอด ฯลฯ เข้าปาก . พอพวกเขาเห็นพฤติกรรมการกินของตัวเองแบบนี้ หลายคนก็จะชี้นิ้วกล่าวโทษตัวเอง พร้อมกับบอกว่าตัวเองมีวินัยไม่มากพอ . คำถามคือ…แล้วพวกเขาต้องใช้วินัยมากขนาดไหนจึงจะ “มากพอ” กันนะ? . ผลการศึกษาที่มีอยู่พบว่า พวกเขาจำเป็นต้องใช้วินัยในปริมาณ ที่มากกว่าที่หลายคนคิดครับ . อันที่จริง พวกเขาอาจจะต้องใช้วินัยมากพอๆ กับคนที่พยายามเลิกใช้สารเสพติดบางประเภทด้วยซ้ำ! . เพราะธรรมชาติของอาหาร ultra-processed (เช่น ไอศกรีม เค้ก มันฝรั่งทอด) นั้น มันส่งผลให้สมองเรามีอาการ “โหย” อาหารเหล่านั้นจนยากที่ควบคุมตัวเองได้ . มันไม่ต่างอะไรกับธรรมชาติของสารเสพติดบางประเภทเลยทีเดียว . มันจึงอาจกล่าวได้ว่า การปรับอาหารการกินของตัวเอง ด้วยการลดอาหาร ultra-processed ไม่ใช่เป็นแค่การ “เข็นครกไปข้างหน้า” เท่านั้น แต่มันเป็นการ “เข็นครกขึ้นภูเขา” ที่มี “แรงโน้มถ่วง” ในรูปแบบของธรรมชาติ อาหาร ultra-processed เป็น “แรงต้าน” เพิ่มเข้ามาอีกด้วย . ดังนั้น เราใจเย็นกับคนที่พยายามเลิกใช้สารเสพติดฉันใด เราก็น่าจะใจเย็นกับตัวเองเมื่อเราพยายาม ลดการทานอาหาร ultra-processed ฉันนั้นครับ อ้างอิง http://dx.doi.org/10.1136/bmj-2023-075354 https://doi.org/10.1016/j.appet.2022.106260 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนมีความเชื่อว่า “เป็นคนดี = น่าเบื่อ” . หลายคนมองว่า คนที่จะ “ดูดี” ได้นั้น จะต้องมีความ bad อยู่ในตัว . อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่มีอยู่…ไม่ได้ support ความเชื่อ “เป็นคนดี = ไม่น่าดึงดูด” เท่าไหร่นัก . ผลการศึกษาพบว่า ต่อให้จะเป็นคนๆเดียวกัน แต่ความรู้สึกที่ผู้อื่นมีต่อคนๆนั้น ในช่วงที่เขากำลังพูดความจริง กับความรู้สึกที่ผู้อื่นมีต่อคนๆนั้น ในช่วงที่เขากำลังพูดโกหก . …มันแตกต่างกันอย่างชัดเจน . กล่าวคือ เวลาที่เราพูดความจริง เราจะ “ดูดี” ในสายตาคนอื่นมากกว่า เมื่อเทียบกับเวลาที่เรากำลังพูดโกหกครับ . เพราะเวลาที่เราพูดความจริง มันช่วย “ส่งสัญญาณ” ให้คนอื่น รู้สึกปลอดภัยและไว้วางใจในตัวเรา . นอกจากนี้ เวลาที่เราพูดความจริง มันยังทำให้คนอื่นมองว่าเราเป็น คนที่มีความมั่นใจในตัวเองอีกด้วย . (มันให้อารมณ์ประมาณว่า “ตัวฉันแบบที่เป็นอยู่นี้…มันดีพออยู่แล้ว ฉันไม่จำเป็นต้องใช้คำโกหก เพื่อเสริมแต่งให้ตัวเองดีพอ”) . กล่าวโดยสรุปก็คือ หากเราอยากเป็นคนที่ “มีเสน่ห์” ล่ะก็ เราต้องพร้อมที่จะเป็น “คนจริง” (ไม่ใช่ “คนโกหก”) ครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.jrp.2004.12.003 https://doi.org/10.1177/01461672231207567 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราทุกข์ใจจากการสูญเสียบางสิ่ง (เช่น งาน) หรือบางคน (เช่น สมาชิกในครอบครัว) . หนึ่งในคำปลอบใจที่หลายคนพยายาม มอบให้กับเราด้วยความหวังดี คือการชี้ชวนให้เรามองเห็นสิ่งที่เรายังมีอยู่ตอนนี้ (เช่น แม้สมาชิกในครอบครัวของเราจะจากไป แต่เราก็มีคนอื่นๆในครอบครัวที่ยังมีชีวิตอยู่) . และในบางครั้ง พวกเขาเหล่านี้ก็จะพูดเสริมด้วยว่า “เธอควรจะรู้สึกขอบคุณสำหรับสิ่งที่เธอยังมีอยู่นะ” . อย่างไรก็ตาม ความหวังดีเช่นนี้…ใช่ว่าจะนำมาสู่ผลลัพธ์ที่สวยงามเสมอไป . เพราะสำหรับคนที่กำลังทุกข์ใจอยู่นั้น การถูกชี้ชวนให้รู้สึกขอบคุณในช่วงเวลานี้ มันไม่ต่างอะไรกับการที่เราเพิ่งถูกเลื่อย หั่นแขนขาดไปข้างหนึ่งสดๆร้อนๆ และมีคนมาบอกว่าเราควรจะรู้สึกขอบคุณ ที่ตัวเองยังคงเหลือแขนอีกหนึ่งข้าง (แทนที่จะส่งเสียงร้องโหยหวนกับความเจ็บปวด กับบาดแผลที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้) . สำหรับคนที่กำลังทุกข์ใจอยู่นั้น มันให้ความรู้สึกราวกับว่าความทุกข์ใจของพวกเขา กำลังถูก “ปฏิเสธ” หรือ “ดูเบา” หรือ “ลดทอนความสำคัญ” . มันจึงกลายเป็นว่า นอกจากคนที่กำลังทุกข์ใจอยู่นี้ จะรู้สึกทุกข์ใจจากความสูญเสียที่เกิดขึ้นแล้ว พวกเขายังทุกข์ใจจากการที่ความรู้สึกตัวเองถูกมองข้ามเพิ่มเติมอีกด้วย! . ผมมองว่า หากเราหวังดีกับคนที่กำลังทุกข์ใจ และอยากให้ความหวังดีนั้นนำมาสู่ผลลัพธ์ที่ดีตามมาล่ะก็ แนวทางที่ดีกว่าคือการเปิดพื้นที่ให้กับความทุกข์ใจของเจ้าตัวเขาเสียก่อน . พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ อย่าเพิ่งรีบชี้ชวนให้เจ้าตัวรู้สึกขอบคุณ ในช่วงเวลาที่ใจของเขาไม่มี “ช่องว่าง” สำหรับความรู้สึกดังกล่าว (เพราะยังเต็มไปด้วยความทุกข์อยู่) . เมื่อเจ้าตัวได้สัมผัสกับความทุกข์ใจอย่างเต็มที่แล้ว “ช่องว่าง” ในใจเขาก็จะค่อยๆเพิ่มขึ้น และเปิดพื้นที่ให้กับความรู้สึกขอบคุณมากขึ้นเองครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.cpr.2010.03.005 https://doi.org/10.1080/00207594.2011.632009 https://doi.org/10.1080/07481187.2017.1296505 https://doi.org/10.3390/su14148679 #จิตวิทยา #siamstr
image หนึ่งใน “หลุมพราง” ที่น่ากลัวที่สุด ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนๆหนึ่ง คือการที่เขาคนนั้นมีความมั่นใจว่าตัวเองถูกต้อง . แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว เจ้าตัวจะไม่ได้ถูกต้องอย่างที่คิดก็ตาม . เพราะเมื่อที่เรามีความมั่นใจเช่นนั้น เรามักจะไม่ค่อย “เช็คตัวเอง” . หรือต่อให้เราจะ “เช็คตัวเอง” เราก็มีแนวโน้มที่จะมองไม่เห็น “จุดบอด” ของตัวเองได้ชัดเจนเท่าไหร่นัก . ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประเด็นทางการเมือง ศาสนา การทำงาน ความสัมพันธ์ส่วนตัว หรือเรื่องอะไรก็ตาม “หลุมพราง” ที่ว่านี้ ก็สามารถแผลงฤทธิ์กับเราได้เสมอ . ทำยังไงเราจึงจะปกป้องตัวเองจาก “หลุมพราง” นี้ได้? . สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้คือการเปิดช่องให้ คนที่มีใจหวังดีและมีสายตาที่เฉียบคม ได้มีโอกาสให้ feedback กับเราอย่างสม่ำเสมอ . วิธีการนี้…ฟังดูไม่ยากเลยนะครับ . เพราะคนที่ต้อง “ลงแรง” ไม่ใช่ตัวเราด้วยซ้ำ คนที่ “ลงแรง” คือคนที่ให้ feedback กับเรามากกว่า . อย่างไรก็ตาม แม้เราจะไม่ได้ “ลงแรง” เท่าไหร่นัก แต่วิธีการดังกล่าวมัน “ทำใจยาก” อยู่ไม่น้อย . เพราะถ้าจะว่ากันโดยทั่วไปแล้ว น้อยคนครับที่จะชอบเวลามีคนอื่นมาชี้นิ้วที่เรา และบอกว่าเราขาดตกบกพร่องตรงนู้นตรงนี้ตรงนั้น . มันเหมือนกับเรากำลังถูกตัดสินว่า…เรา “ดีไม่พอ” . ซึ่งหากจะมองในแง่หนึ่ง เราก็ “ดีไม่พอ” จริงๆแหละครับ (ไม่อย่างนั้น เราคงรับมือกับ “หลุมพราง” ได้ด้วยตัวเองไปแล้ว) . แต่ต่อให้เราจะ “ดีไม่พอ” ในบางเรื่อง (หรือแม้กระทั่งหลายเรื่อง) นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะ “ไม่มีค่า” . เพราะคุณค่าในความเป็นมนุษย์ของเรา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถของเราครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.jesp.2006.05.011 https://doi.org/10.1016/j.tics.2006.11.001 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราพูดถึงแรงบันดาลใจ หลายคนจะนึกถึงการวาดภาพความฝัน ที่พวกเขาอยากจะทำให้เป็นจริง . ยกตัวอย่างเช่น ภาพที่ตัวเองแต่งงานและมีครอบครัวที่น่ารัก ภาพที่ตัวเองเติบโตในหน้าที่การงานจนอยู่ในบอร์ดบริหาร ภาพที่ตัวเองได้เดินทางรอบโลก เป็นต้น . พวกเขาจะโฟกัสกับภาพความฝันนั้นและใช้มันเป็นแรงผลักดัน . พวกเขาหวังว่าภาพความฝันที่สวยงามนี้ จะมีพลังเพียงพอในการกระตุ้นให้ตัวเอง ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อใทำฝันให้เป็นจริงได้ในท้ายที่สุด . แต่ประสบการณ์ของหลายคนแสดงให้เห็นว่า แม้ภาพความฝันจะมีพลังอยู่ไม่น้อย แต่พลังที่ว่านี้ยังมีไม่มากพอสำหรับพวกเขาจริงๆ . พวกเขาจำเป็นต้องมีสิ่งอื่นมา “เสริมพลัง” นอกจากภาพความฝันที่สวยงาม . แล้วสิ่งอื่นที่ว่านี้…คืออะไร? . สำหรับหลายๆคน มันคือภาพของชีวิตตัวเอง หากพวกเขาทำฝันนั้นเป็นจริงไม่สำเร็จครับ . ยกตัวอย่างเช่น ภาพที่ตัวเองไม่มีชีวิตครอบครัวในแบบที่วาดฝันไว้ ภาพที่ตัวเองล้มเหลวในหน้าที่การงาน ภาพที่ตัวเองไม่ได้เดินทางไปที่ไหน เป็นต้น . ถ้าภาพความฝันอันสวยงามทำหน้าที่ เป็น “สวรรค์” ให้พวกเขาอยาก “วิ่งไล่ตาม” ภาพในตัวอย่างข้างต้นนี้ก็จะทำหน้าที่ เป็น “นรก” ให้พวกเขาอยาก “วิ่งหนีให้พ้น” . อันที่จริง หลายคนพบว่า ภาพ “นรก” ของพวกเขานั้น สามารถสร้างแรงจูงใจให้พวกเขา active ในแต่ละวันได้มากกว่า เมื่อเทียบกับภาพ “สวรรค์” เสียอีก! . ฉะนั้น สำหรับใครก็ตามที่กำลังมองหา แรงบันดาลใจในการทำอะไรบางอย่างอยู่ล่ะก็ . นอกจากเราจะค้นพบแรงบันดาลใจได้จากความสำเร็จแล้ว ความล้มเหลวก็ถือเป็นอีกหนึ่งแหล่งแรงบันดาลใจชั้นดีอีกด้วยครับ! อ้างอิง https://doi.org/10.3389/fnhum.2020.00287 https://doi.org/10.1016/j.econlet.2024.111555 #จิตวิทยา #siamstr
image พวกเราหลายคนมีความเชื่อบางอย่าง ที่พวกเรายึดถือในการใช้ชีวิต . ยกตัวอย่างเช่น “ฉันต้องเข้มแข็งตลอดเวลา” “ลึกๆแล้ว ทุกคนเป็นคนดี” “ฉันเป็นคนไม่มีค่า” เป็นต้น . การมีความเชื่อให้เรายึดถือ อาจช่วยให้เราไม่รู้สึกเคว้งคว้างก็จริง . แต่การยึดถือความเชื่ออย่างเหนียวแน่น สามารถทำให้เรามี “จุดบอด” ได้ . ยกตัวอย่างเช่น . หากเรายึดถือความเชื่อที่ว่า “ฉันต้องเข้มแข็งตลอดเวลา” อย่างเหนียวแน่น . มันอาจทำให้เราไม่ยอมรับ ส่วนที่ “เปราะบาง” ของตัวเอง (เช่น ความกลัว ความเจ็บปวด) . ซึ่งสามารถส่งผลให้เรา connect กับคนอื่นได้ยากขึ้น (เพราะคนอื่นก็จะไม่รู้จัก “ตัวตนที่แท้จริง” ของเราได้) . หรือในกรณีที่เรายึดถือความเชื่อว่า “ลึกๆแล้ว ทุกคนเป็นคนดี” อย่างเหนียวแน่น . มันก็สามารถทำให้เราประมาทและ ขาดความระมัดระวังเวลาที่อยู่กับคนอื่น . ซึ่งอาจนำมาสู่อันตรายและ ความเสียหายกับตัวเราได้ (เช่น ถูกคนที่คิดว่าเป็นเพื่อนโกง) . เป็นต้น . ทั้งหมดนี้…ผมไม่ได้ต้องการจะสื่อว่า เราไม่ควรมีความเชื่อใดใดเลย หรือความเชื่อที่ผมยกตัวอย่าง มาในข้างต้นเป็นความเชื่อที่ “ผิด” นะครับ . แต่สิ่งที่ผมต้องการจะสื่อก็คือ ความเชื่อของเราก็ไม่ต่างอะไรกับ “แว่นตา” ที่เราสวมใส่ครับ . หากเราไม่ต้องการให้ “แว่นตา” ของเรา บดบังโลกที่เรามองเห็นโดยสมบูรณ์ เราก็ไม่ควรสวม “แว่นตา” ดังกล่าวอย่างเหนียวแน่นเกินไป (แม้มันจะเป็น “แว่นตา” ที่ “ถูกต้อง” ก็ตาม) ครับ #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราหวังดีกับใครสักคน เราก็จะอยากให้ความช่วยเหลือกับเขา . แต่ในหลายๆครั้ง แม้เราจะหวังดีกับเขา (และเขาก็รับรู้ถึงความหวังดีของเรา) แต่สุดท้ายแล้ว ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมันกลับไม่ได้ “สวยงาม” . ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น…กลายเป็นทั้งเรา (ที่เป็นฝ่ายช่วยเหลือ) และเขา (ที่เป็นฝ่ายรับความช่วยเหลือ) ต่างรู้สึกแย่ด้วยกันทั้งคู่ . ยกตัวอย่างเช่น . เราเห็นว่าเพื่อนของเรากำลังทุกข์ใจ ที่จับได้ว่าแฟนตัวเองนอกใจ (อีกแล้ว) . เราเป็นห่วงเพื่อน เราหวังดีกับเพื่อน . เราก็เลยเดินเข้าไปหาเพื่อนและ แนะนำให้เพื่อน “รีบๆเลิกกับมันซะ!” . แต่แทนที่เพื่อนจะเลิกกับแฟนทันที เพื่อนกลับมีปากเสียงกับเรา ส่งผลให้ในที่สุด เรากับเพื่อนทะเลาะกันยกใหญ่ซะอย่างงั้น . เป็นต้น . ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ได้? . เวลาที่เราเห็นคนๆหนึ่งกำลังหิวข้าว และเราเสนอตัวที่จะทำอาหารให้เขาทาน . ถ้าจะให้ดีที่สุด ก่อนที่เราจะลงมือทำอาหาร เราควรถามเจ้าตัวเขาก่อนว่า เขาอยากทานอะไร . ไม่อย่างนั้น สมมติว่าเราทำกระเพราหมูสับให้คนๆนั้น แต่เจ้าตัวเป็นชาวมุสลิมที่ไม่ทานเนื้อหมูขึ้นมา อาหารที่เราลงแรงทำไปให้ (ด้วยความหวังดี) ก็จะ “เสียเปล่า” ได้ . และยิ่งถ้าเราพยายาม “ยัดเยียด” กระเพราหมูสับ เผลอๆ มันอาจจะจุดชนวนให้เราขัดแย้ง กับคนที่เราอยากจะช่วยเหลืออีกด้วย! . การให้ความช่วยเหลือคนอื่นก็ไม่ต่างกันเลยครับ . การมีความหวังดีต่อเพื่อนมนุษย์มันคือสิ่งที่สวยงามนะครับ . แต่ในหลายๆครั้ง เพียงแค่ความหวังดีอย่างเดียว มันไม่เพียงพอจริงๆครับ . ในหลายๆครั้ง การเข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรคือ สิ่งที่ “ขาดไม่ได้” เลยครับ . ฉะนั้น หากเราจะย้อนกลับไปที่ตัวอย่างในข้างต้น . ผมมองว่า… . เราสามารถสื่อสารกับเพื่อนได้ครับว่า เราเป็นห่วงเพื่อน . เราสามารถสื่อสารกับเพื่อนได้ครับว่า เราไม่พอใจที่แฟนเพื่อนทำกับเพื่อนแบบนี้ . เราสามารถสื่อสารกับเพื่อนได้ครับว่า เราอยากจะช่วย support เพื่อน . นอกจากนี้ ผมก็อยากจะเชียร์ให้ เราถามเพื่อนต่อไปด้วยครับว่า . ณ ตอนนี้ เพื่อนต้องการอะไร มีอะไรที่เราพอจะทำเพื่อช่วย support เพื่อนในขณะนี้ได้บ้าง . ผมมองว่า หากเราทำแบบนี้ มันน่าจะ “สวยงาม” ขึ้นเยอะเลยครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1002/pon.3896 https://doi.org/10.1017/S1041610217000898 #จิตวิทยา #siamstr
image ในแต่ละวัน หลายคนจะเจอกับงาน ที่ต่อคิวเรียงแถวให้พวกเขาเข้าไปทำเต็มไปหมด . ไม่ว่าจะเป็นการตอบอีเมลลูกค้า การนำเสนองานกับเจ้านาย การประเมินผลงานของลูกน้อง ฯลฯ . งานบางอย่าง…เราใช้เวลาเพียงแค่แป๊บเดียวก็ทำเสร็จแล้ว (เช่น การจัดเอกสารที่อยู่บนโต๊ะให้เป็นระเบียบเรียบร้อย) . งานบางอย่าง…เราต้อง “ต่อสู้” กับมันอยู่นานกว่าจะเสร็จได้ (เช่น การพูดคุยให้คำปรึกษากับลูกน้องในทีมที่ทำงานติดขัด) . เมื่อต้องเลือกระหว่างงานประเภทแรกกับงานประเภทหลัง หลายคนจะเลือกงานประเภทแรกโดยอัตโนมัติ . เพราะมันเป็นงานที่ “ทำแล้วรู้สึกดี” . ลองนึกภาพดูนะครับ . สมมติว่าวันนี้ เรามีงานต้องทำ 10 อย่าง 8 อย่างคืองานประเภทแรก 2 อย่างคืองานประเภทหลัง . ถ้าเราเลือกทำงานประเภทแรกก่อน เราใช้เวลาและพลังงานเพียงนิดเดียว ก็ทำให้งานของวันนี้เสร็จไปแล้วถึง 80%! . มันทำให้เรารู้สึกว่าวันนี้เป็นวันที่ productive . คำถามสำคัญก็คือ หากเราตัดสินใจแบบนี้ เราจะพูดว่าวันนี้คือวันที่ productive ได้จริงๆหรือ? . เราอาจจะทำงานประเภทแรกได้เสร็จเต็มไปหมด แต่มันคืองานที่มี impact และความสำคัญมากน้อยเพียงใด? . ในหลายๆกรณี เราจะพบว่า แม้งานประเภทแรกจะ “ทำเสร็จได้ง่าย” แต่มันไม่ได้มีความสำคัญหรือมี impact เท่าไหร่นัก . อันที่จริง หลายๆครั้ง เราพบว่างานประเภทแรกบางอย่าง (เช่น การจัดเรียงปากกาบนโต๊ะทำงานให้เรียงสีตามสายรุ้ง) แทบจะไม่มี impact หรือความสำคัญเลยด้วยซ้ำ! . มันจึงกลายเป็นว่า เราจะดู busy แต่เราไม่ได้ productive . ถ้าเราต้องการให้วันทำงานของเรา productive จริงๆ เราควรจะโฟกัสงานที่มี impact หรือความสำคัญสูงๆ แม้งานเหล่านี้อาจจะไม่ได้ “ทำเสร็จได้ง่าย” เท่าไหร่นักก็ตาม . แต่ก็นะครับ…ของแบบนี้มัน “พูดง่ายแต่ทำยาก” . เพราะธรรมชาติของงานที่มี impact หรือความสำคัญสูงๆนั้น มักจะไม่ค่อย “ทำแล้วรู้สึกดี” เท่าไหร่นัก . อย่างไรก็ตาม มันมีเทคนิคที่จะช่วยให้งานเหล่านี้ “ทำแล้วรู้สึกดี” ได้อยู่เหมือนกันครับ . เทคนิคที่ว่านี้คือการหยิบงานดังกล่าว มาหั่นออกมาเป็นขั้นตอนเล็กๆหลายๆขั้น . ยกตัวอย่างเช่น . หากเราจะพูดคุยให้คำปรึกษากับลูกน้องในทีมที่ทำงานติดขัด . ขั้นตอน # 1 เราต้องหาวัน เวลา และสถานที่ที่เหมาะสมก่อน (ต้องเป็นช่วงวันเวลาที่ลูกน้องกับตัวเราสะดวก และต้องเป็นสถานที่ที่มีความเป็นส่วนตัวสักหน่อย) . ขั้นตอน # 2 เราจะเปิดโอกาสให้ลูกน้องเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น . ขั้นตอน # 3 เราจะพูดสะท้อนกลับไปให้ลูกน้องฟังว่า ในความเข้าใจของเรานั้น เราเข้าใจว่าลูกน้องเผชิญกับอุปสรรคอะไรอยู่ (เพื่อเป็นการเช็คว่าเราเข้าใจลูกน้องถูกต้องหรือไม่) . ขั้นตอน # 4 เราจะถามลูกน้องว่า ลูกน้องต้องการให้เราช่วยเหลืออะไรบ้าง . ขั้นตอน # 5 เราจะพิจารณาว่า สิ่งที่ลูกน้องต้องการให้เราช่วยนั้น มันเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน . ขั้นตอน # 6 สำหรับความช่วยเหลือที่เราสามารถมอบให้ลูกน้องได้นั้น เราก็จะมอบให้ แต่สำหรับความช่วยเหลือที่เราไม่สามารถมอบให้ลูกน้องได้ เราก็จะบอกกับลูกน้องว่าเราช่วยไม่ได้ และชวนลูกน้องพูดคุยว่า มีอะไรอย่างอื่นที่พอจะ “ทดแทน” ความช่วยเหลือที่เรามอบให้ไม่ได้บ้างหรือเปล่า . เป็นต้น . การหยิบงานมาหั่นเป็นขั้นตอนเล็กๆนี้ มันช่วยให้เรา “รู้สึกดี” ได้ง่ายขึ้นเยอะเลยครับ . เพราะเดิมที เราต้องทำงานนั้นทั้งหมดเสียก่อน มันถึงจะเรียกได้ว่า “ทำเสร็จ” ได้ แต่พอเราหยิบงานนั้นมาหั่นเป็นขั้นตอนเล็กๆแล้ว เพียงแค่การทำขั้นตอน # 1 เสร็จ เราก็พอจะเรียกว่าเรา “ทำเสร็จ” ได้แล้ว . นอกจากนี้ การหยิบงานมาหั่นเป็นขั้นตอนเล็กๆ มันยังช่วยให้รู้สึกว่าเรา “เอื้อมถึง” ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย . ผมหวังว่าสิ่งที่ผมหยิบมาแบ่งปันในวันนี้ จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่ต้องการ เห็นตัวเอง productive (ไม่ใช่แค่ busy) นะครับ อ้างอิง https://doi.org/10.3389/fpsyg.2018.01087 https://psycnet.apa.org/doi/10.1017/S1930297500007518 #จิตวิทยา #siamstr
image เมื่อเทียบกับ ยุคสมัยของพ่อแม่ ยุคสมัยของปู่ย่าตายาย หรือยุคสมัยของทวด . ชีวิตของพวกเราทุกวันนี้ มีความสะดวกสบายสุดๆเลยครับ . การเดินทางของเราดีขึ้น การติดต่อสื่อสารของเราดีขึ้น การรักษาพยาบาลของเราดีขึ้น . หากบรรพบุรุษเราได้มาเห็นว่า ชีวิตของเราทุกวันนี้เป็นอย่างไร . บรรพบุรุษเราคงจะคิดว่า ชีวิตของเรามีความสุขน่าดู . แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น . ต่อให้ชีวิตของเราจะมี ความสะดวกสบายมากขึ้นมหาศาล เราก็ยังคงหนีความทุกข์ไม่พ้นอยู่ดี . เพราะมนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวเก่ง . ยกตัวอย่างเช่น . ในสมัยที่การเดินทางยังลำบาก สมองเราก็จะมองว่าการเดินเท้า เป็นระยะเวลา 10 กิโลเมตรใน 1 วัน คือเรื่องปกติและไม่ใช่เรื่องทุกข์อะไร . เราจะรู้สึกทุกข์ก็ต่อเมื่อมีเหตุ ที่ทำให้เราต้องลำบากกว่า การเดินเท้า 10 กิโลเมตรภายใน 1 วันเท่านั้น . แต่สำหรับทุกวันนี้ การเดินทางมีความสะดวกสบายมากขึ้น สมองของเราก็เลยปรับตัวและมองว่า การเดินทางด้วยรถยนต์ รถไฟ จักรยานยนต์คือเรื่องปกติแทน . ดังนั้น อะไรก็ตามที่ผิดไปจาก “ปกติ” ในยุคปัจจุบัน (เช่น มีเหตุให้ต้องเดินทางด้วยเท้าเปล่า เป็นระยะทาง 10 กิโลเมตรใน 1 วัน) ก็จะสามารถสร้างความทุกข์ให้เราได้ . เป็นต้น . หากมองดูเผินๆ การทำงานของสมองเรานี้ มันดู “หวังร้าย” กับเราเหมือนกันนะครับ . เพราะแทนที่มันจะปล่อยให้เรามีความสุข มันกลับทำตัวเป็น “ก้างขวางคอ” และ “หาเรื่อง” ทำให้เราเป็นทุกข์ซะอย่างนั้น . แต่จริงๆแล้ว สมองเราไม่ได้ “หวังร้าย” กับเราเลยครับ . ลองนึกดูนะครับว่า หากสมองเราไม่มีความสามารถ ในการปรับตัวให้เข้ากับ บริบทต่างๆในชีวิตเราเลย ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร . ใช่ครับ เราจะรู้สึกพึงพอใจกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น . แต่ในขณะเดียวกัน หากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น (เช่น รถที่เรากำลังขับ ไม่สามารถเร่งความเร็ว เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้) . เราก็จะไม่รู้ตัวเช่นกัน (เพราะสมองเรายังคงมองว่า ตราบใดที่เราเดินทางได้เร็วกว่า 10 กิโลเมตรภายใน 1 วัน นั่นก็คือเรื่องที่ดีอยู่) . และพอเราไม่รู้ตัว เราก็จะไม่ได้ลงมือ take action อย่างเหมาะสม (เช่น ยังคงขับรถของเราต่อไป ไม่รีบจอดข้างทางเพื่อเช็คว่าเกิดอะไรขึ้น) ซึ่งอาจนำมาสู่ผลลัพธ์ที่อันตรายได้ (เช่น รถพังขณะที่กำลังขับอยู่บนทางด่วน) . ฉะนั้น อย่าโมโหที่สมองเรามีธรรมชาติการทำงานแบบนี้เลยครับ . และสำหรับคนที่อยากจะ “บริหารจัดการ” ธรรมชาติของสมองตัวเองให้ “ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง” . (กล่าวคือ ยังคงความสามารถ ในการปรับตัวเข้ากับบริบทในชีวิต โดยไม่ให้ตัวเองเป็นทุกข์ง่ายเกินไป) . สิ่งหนึ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ก็คือ การจงใจพาตัวเองไปเผชิญกับ “ความยากลำบาก” ทีละเล็กทีละน้อยครับ . ยกตัวอย่างเช่น แทนที่จะนั่งรถมอเตอร์ไซค์เข้าไปในซอย 1 กิโลเมตร เราเลือกที่จะเดินเท้าในช่วง 1 กิโลเมตรนั้นเอง เป็นต้น . หากเราทำแบบนี้ สมองเราก็จะคุ้นชิน กับ “ความยากลำบาก” มากขึ้น ทำให้เราสามารถ enjoy กับชีวิต ในโลกยุคปัจจุบันได้โดยที่เราเองก็จะ ไม่เป็นทุกข์ง่ายเกินไปเช่นกันครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1037/0003-066x.61.4.305 https://doi.org/10.1016/j.joep.2017.02.014 https://doi.org/10.1016/j.jenvp.2015.11.004 #จิตวิทยา #siamstr