เวลาที่เรารู้สึกอับอาย หรือรู้สึกว่าตัวเองดีไม่พอ
หลายคนจะรับมือกับความรู้สึกดังกล่าว
ด้วยการ “เหยียบย่ำ” คนอื่นในรูปแบบต่างๆ
.
ยกตัวอย่างเช่น
ใช้คำพูดล้อเลียนสิ่งที่เป็น “จุดด้อย” ของคนอื่น
เป็นต้น
.
การ “เหยียบย่ำ” คนอื่นอาจไม่ได้
ช่วยให้ตัวเราเองดีขึ้นก็จริง
.
แต่หลายคนก็หวังว่า
มันจะช่วยให้พวกเขา
รู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้นบ้าง
.
(“อย่างน้อย ฉันก็จะไม่มีคนรอบตัวที่โดดเด่น
มาตอกย้ำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองดีไม่พอบ่อยๆ”)
.
คำถามสำคัญก็คือ…
.
การ “เหยียบย่ำ” คนอื่นมันช่วย
ให้เรารู้สึกโอเคขึ้นจริงๆหรือ?
.
หลายคนพบว่า “ไม่” ครับ
.
เพราะเวลาที่เรา “เหยียบย่ำ” คนอื่น
มันสามารถสร้างความรู้สึกผิดขึ้นมาในใจ
และ “หักล้าง” ความรู้สึกดีๆ
ที่เกิดจากการ “เหยียบย่ำ” คนอื่นลงได้
.
เพราะไม่ว่าเราจะ “ดึงคนอื่นลงต่ำ”
ผ่านการ “เหยียบย่ำ” ขนาดไหน
ตัวเราก็ยังคงอยู่ที่เดิม (ไม่ได้ “ขยับขึ้น”)
ส่งผลให้ความรู้สึกอับอายและดีไม่พอ
ไม่ได้จางหายไปได้เท่าไหร่นัก
.
เพราะตอนที่เรา “เหยียบย่ำ” คนอื่นอยู่นั้น
เรากำลังเพิกเฉยต่อความรู้สึกของเราเอง
(ความรู้สึกอับอาย ดีไม่พอ)
.
หนทางที่ดีกว่าที่จะช่วยให้เรารับมือกับ
ความรู้สึกอับอายหรือความรู้สึกดีไม่พอ
คือการรับฟังเสียงของความรู้สึกดังกล่าว
(โดยไม่ตัดสินตัวเอง)
.
มันจะช่วยให้เรารับรู้ได้ชัดเจนมากขึ้น
ว่าเราต้องการอะไร ส่งผลให้เราสามารถ
คิดต่อยอดได้ว่า มีอะไรที่เราสามารถทำได้
ในตอนนี้ที่จะช่วยเติมเต็มความต้องการดังกล่าวหรือไม่?
.
หรือในกรณีที่เรายังไม่สามารถ
เติมเต็มความต้องการนั้นได้ 100%
มีหนทางไหนอีกไหมที่จะช่วยให้เรา
เติมเต็มความต้องการนั้นได้ 90% ก็ยังดี?
.
หรือถ้า 90% มันไม่ไหว แล้ว 80% ล่ะ?
.
หรือ 50% ล่ะ? 20% ล่ะ? 5% ล่ะ?
.
หนทางนี้จะไม่ช่วยให้เรารู้สึกผิดต่อคนอื่น
หนทางนี้จะตอบโจทย์ความต้องการของเราได้ตรงจุด
.
มันอาจการันตีไม่ได้ว่าจะทำให้ความรู้สึก
อับอายหรือดีไม่พอหายไปได้โดยสมบูรณ์นะครับ
.
แต่มันเป็นหนทางที่ดีกว่าการ “เหยียบย่ำ” คนอื่นอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.3390/bs13080633
Shame and Self-Esteem: A Meta-Analysis| Europe’s Journal of Psychology
หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้คู่รักขัดแย้งกันมากที่สุด
คือความแตกต่างระหว่าง
“พฤติกรรมนอกบ้าน” กับ “พฤติกรรมในบ้าน”
.
หลายคนเป็นคนที่ active กล้าตัดสินใจ
มีความเป็นผู้นำ รอบคอบรับผิดชอบ ฯลฯ ในที่ทำงาน
.
แต่พอพวกเขาอยู่ในบ้าน
พวกเขากลับกลายเป็นคนที่เรื่อยๆเฉื่อยๆ
ชอบตอบว่า “อะไรก็ได้” เมื่อถึงเวลาตัดสินใจ
สะเพร่าไม่ถี่ถ้วน ฯลฯ ซะอย่างนั้น!
.
มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
.
มันเป็นเพราะพวกเขาเหล่านี้
มีนิสัยที่เสแสร้งอย่างนั้นหรือ?
.
ไม่เสมอไปครับ
.
เวลาที่เราอยู่ในที่ทำงาน เรามีบทบาทที่ชัดเจน
เรารู้ได้ (โดยที่ไม่ต้องเดา) ว่าคนอื่นคาดหวังอะไรจากเราบ้าง
เราได้รับ feedback อย่างรวดเร็วเวลาที่เรา “ทำผิด” และ “ทำถูก”
.
แต่พอเราอยู่บ้าน
บทบาท ความคาดหวัง และ feedback ที่เราได้รับ
มันไม่ได้ชัดเจนและรวดเร็วเท่าไหร่นัก
.
ไม่แปลกเลยครับที่เราจะตกอยู่ในภาวะ
“ทำอะไรไม่ถูก” หรือ “ไม่ชัวร์ว่าควรทำอะไรดี” เวลาที่เราอยู่บ้าน
.
…ส่งผลให้พฤติกรรมของเราตอนอยู่บ้าน
active น้อยกว่า เมื่อเทียบกับ
พฤติกรรมของเราในที่ทำงานได้
.
หากคู่รักเข้าใจในจุดนี้ คู่รักก็จะสามารถหาโอกาส
นั่งจับเข่าคุยกันในเรื่องของความคาดหวัง
ที่ต่างฝ่ายต่างมีต่อกันในบ้านให้เคลียร์มากขึ้นได้
.
มันจะช่วยลดความขัดแย้งระหว่างคู่รักในเรื่องนี้ได้ไม่น้อยเลยครับ
อ้างอิง
“I don’t get lucky. I make my own luck.”
“ฉันไม่ได้เป็นคนที่โชคดี ฉันเป็นคนที่สร้างโชคให้เกิดขึ้นในชีวิตฉันเองต่างหาก”
.
นี่คือคำพูดของตัวละครที่ชื่อว่า
Harvey Specter ในซีรี่ย์ที่ชื่อว่า Suits
.
มันเป็นคำพูดที่โดนใจหลายคนที่ดูซีรี่ย์นี้ไม่น้อยเลยครับ
.
หลายคนมองว่าการ “สร้างโชค” นั้น
เกิดขึ้นจากการทำงานหนัก
ความรู้ และความสามารถ
.
ผมเห็นด้วยกับมุมมองดังกล่าวนะครับ
.
แต่ผมมองว่ามันยังมีหนึ่งหนทาง
ในการ “สร้างโชค” ที่หลายคนไม่ค่อยพูดถึงเท่าไหร่นัก
.
มันคือการสังเกตเห็น “โชค”
ที่ปรากฏอยู่ในชีวิตของเราครับ
.
เพราะถ้าเรามองไม่เห็น “โชค” ที่มีอยู่ในชีวิตเรา
เราก็จะไม่สามารถใช้ประโยชน์จาก “โชค” นั้นได้
ส่งผลให้เราฟันธงว่าชีวิตเรา “ไร้โชค” ตามลำดับ
.
แต่ในทางกลับกัน หากเรามองเห็น “โชค” ที่มีอยู่ในชีวิต
มันก็จะเปิดช่องให้เราสามารถใช้ประโยชน์จาก “โชค” นั้นได้
และทำให้ชีวิตเราดู “มีโชค” มากขึ้นตามลำดับ
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
สมมติว่าเราเจอกับญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง
และเราคาดการณ์ว่า เราจะต้องรู้สึกอึดอัด
ระหว่างที่พูดคุยกับญาติผู้ใหญ่คนนี้แน่ๆ
.
แต่พอถึงเวลาเข้าจริงๆ
เรากลับพบว่าบทสนทนาที่เกิดขึ้น
มันไม่ได้แย่อย่างที่คิด
.
สำหรับตัวอย่างนี้ เราอาจมองว่า
การอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องพูดคุย
กับญาติผู้ใหญ่คนดังกล่าว
ถือเป็นเหตุการณ์ที่ “โชคร้าย”
.
แต่ถ้าเราลองตั้งข้อสังเกตกับตัวเองว่า…
.
ทำไมเหตุการณ์นี้มันถึงไม่ได้อึดอัดอย่างที่คิด?
ฉันได้ทำอะไรลงไปในเหตุการณ์ครั้งนี้…ที่ช่วยให้สถานการณ์ไม่ย่ำแย่กันนะ?
.
ถ้าเราตอบคำถามเหล่านี้ได้
คำตอบที่เราได้ก็จะกลายเป็น “ขุมทรัพย์”
ที่เราสามารถหยิบมาใช้ในการรับมือกับญาติคนนี้
(หรือคนอื่นๆในชีวิตที่มีลักษณะคล้ายกับญาติคนนี้) ในอนาคตได้
.
…ชีวิตเราดู “โชคดี” ขึ้นมาเลยนะครับ
.
ฉะนั้น หากเราอยากจะ “สร้างโชค”
ให้เกิดขึ้นในชีวิตของเราล่ะก็
การหมั่นสังเกตเหตุการณ์ที่ “ไม่ได้แย่อย่างที่คิด”
ในชีวิตประจำวันของเราถือเป็น
สิ่งหนึ่งที่จะช่วยได้มากเลยครับ
อ้างอิง
เวลาที่เราเพิ่งจะรู้จักใครสักคน
มันปกติมากๆเลยครับที่เราจะอยาก
สร้างความประทับใจกับเขาคนนั้น
.
ปัญหาก็คือ…
.
เวลาที่เราต้องการจะสร้าง
ความประทับใจกับใครสักคนมากๆ
ในใจเราก็มีแนวโน้มที่จะ
เต็มไปด้วยความคิดดังต่อไปนี้
.
“เขาชอบฉันไหมนะ?”
“ฉันพูดแบบนี้ไป…มันโอเคหรือเปล่า?”
“เขาจะคิดกับฉันยังไง?”
ฯลฯ
.
มันเป็นความคิดที่โฟกัสอยู่กับตัวเรา
ไม่ใช่ตัวคนที่เรากำลัง
ทำความรู้จักเป็นครั้งแรกคนนั้น
.
มันทำให้เราใส่ใจคู่สนทนาของเราน้อยลง
.
…ซึ่งแน่นอนครับว่า
ทั้งหมดนี้ไม่เป็นผลดีต่อ
การสร้างความประทับใจแรกพบเท่าไหร่นัก
.
ในทางกลับกัน
หากเราเปลี่ยนโฟกัส
จากตัวเราไปเป็นคู่สนทนา
.
หากเราโฟกัสที่การรับฟังคู่สนทนา
หากเราโฟกัสที่การทำความเข้าใจคู่สนทนา
.
มันจะเป็นการ “ส่งสัญญาณ” ให้อีกฝ่าย
รับรู้ว่าเราให้คุณค่า/ความสำคัญกับเขา
.
…ซึ่งก็จะส่งผลให้เขามีแนวโน้มที่จะรู้สึก
ประทับใจในปฏิสัมพันธ์ที่มีกับเรามากขึ้นได้
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ หลายๆครั้ง
ความประทับใจไม่ได้เกิดขึ้น
จากการที่เรา “โชว์” ตัวเองให้คนอื่นเห็น
แต่เกิดจากการที่เรา “ถอยหลัง”
และเปิดพื้นที่ให้คนอื่นมากขึ้นมากกว่าครับ
อ้างอิง
เวลาที่เรากำลังตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆในชีวิต
(เช่น ฉันจะตอบตกลงข้อเสนอเลื่อนตำแหน่งครั้งนี้หรือไม่?
ฉันจะเลิกกับแฟนที่กำลังคบอยู่ดีไหม?)
.
หลายคนจะนั่งบนโต๊ะพร้อมกับกระดาษ 1 แผ่น
และเขียน list ข้อดี-ข้อเสียของทางเลือกแต่ละทางที่มีอยู่
(เช่น ข้อดีของการตกลงรับข้อเสนอเลื่อนตำแหน่งมีอะไร?
ข้อเสียของการตกลงรับข้อเสนอเลื่อนตำแหน่งมีอะไร?)
.
ในหลายๆครั้ง พวกเขาจะพบว่า
ต่อให้พวกเขาจะ list ข้อดี-ข้อเสียเสร็จแล้ว
และต่อให้การทำแบบนี้จะช่วยให้พวกเขา
มองเห็นชัดเจนว่าทางเลือกไหนที่ “ดูดี” มากที่สุด
.
พวกเขาก็ยังไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างหนักแน่นอยู่ดี
.
ทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้น?
.
สาเหตุข้อหนึ่งก็คือ พวกเขาใช้เพียงแค่ “สมอง”
(เหตุผล ตรรกะ) ในการพิจารณาเรื่องดังกล่าว
.
พวกเขาไม่ได้หยิบเรื่องนี้มาเช็คกับ “ร่างกาย” ของตัวเอง
(เช่น ร่างกายฉันรู้สึกยังไงเมื่อฉันนึกถึงภาพ
ที่ตัวเองเลิกกับแฟนที่กำลังคบอยู่ในปัจจุบัน? โล่งใจ? เสียใจ? ฯลฯ)
.
มันไม่ต่างอะไรกับการที่เราเป็นเจ้าของบริษัท
และเรามีที่ปรึกษาอยู่ 2 คน (“สมอง” กับ “ร่างกาย”)
และเราถามความเห็นของที่ปรึกษาเพียง 1 คน (“สมอง”)
โดยที่ละเลยการพูดคุยกับที่ปรึกษาอีก 1 คน (“ร่างกาย”)
.
ที่ปรึกษาคนที่ถูกละเลย (“ร่างกาย”)
จึงพยายามส่งสัญญาณให้เจ้าของบริษัทอย่างเรา
หันมาเปิดช่องให้เขาทำหน้าที่บ้าง
(มันจึงทำให้เรายังไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างหนักแน่นนั่นเอง)
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากจะนำเสนอว่า
ทุกครั้งที่เราจะตัดสินใจในเรื่องใหญ่ๆ
เราอย่ารับฟังเฉพาะเสียงของ “สมอง” เท่านั้น
แต่เราควรรับฟังเสียงของ “ร่างกาย” ด้วย
.
ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะสื่อว่า
เราควรให้น้ำหนักกับเสียงของ “ร่างกาย”
มากกว่าเสียงของ “สมอง” นะครับ
.
แต่ผมมีเจตนาที่จะสื่อว่า
เราควรรับฟังทั้ง “สมอง” และ “ร่างกาย”
ก่อนที่เราจะตัดสินใจครับ
.
ฉะนั้น สำหรับบางเรื่อง
หลังจากที่เรารับฟังเสียของ “สมอง” และ “ร่างกาย” แล้ว
เราอาจจะเลือกเส้นทางที่สอดคล้องกับ “สมอง” ก็ได้
.
และในทางกลับกัน สำหรับบางเรื่อง
หลังจากที่เรารับฟังเสียของ “สมอง” และ “ร่างกาย” แล้ว
เราอาจจะเลือกเส้นทางที่สอดคล้องกับ “ร่างกาย” ก็ได้
.
ในที่สุดแล้ว ไม่ว่าเราจะตัดสินใจเลือกอะไร นั่นคือเรื่องรองครับ
.
เรื่องหลักก็คือ เราตัดสินใจเลือก…หลังจากที่เราได้รับฟัง
ที่ปรึกษาทั้ง 2 คน (ไม่ใช่ 1 คน) เรียบร้อยแล้วครับ
อ้างอิง

เคยไหมครับ?
.
เรากำลังรู้สึกเหนื่อยล้าจากการทำงาน
และในใจเราก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า
“ดีแค่ไหนแล้วที่มันเหนื่อยแค่นี้?”
.
เรากำลังรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่แฟนพูด
และในใจเราก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า
“ฉันมันเรื่องเยอะเกินไปแล้วนะ”
.
เรากำลังรู้สึกกังวลจนนอนไม่หลับ
และในใจเราก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า
“ทำไมฉันถึงอ่อนแอจังเลย?”
.
นี่คือตัวอย่างของการ “ปิดปาก”
ความรู้สึกของตัวเองในรูปแบบต่างๆ
.
แต่ไม่ว่าเราจะพยายามแค่ไหน
ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่
เราจะไม่มีวัน “ปิดปาก” ความรู้สึกตัวเองได้โดยสมบูรณ์
.
มันจะดีกว่าไหมถ้าเราเลิก
พยายามทำสิ่งที่ “เป็นไปไม่ได้” นี้?
.
มันจะดีกว่าไหมถ้าเราหยุด
“ปัดตก” ความรู้สึกของตัวเอง
และหันมา “รับฟัง” ความรู้สึกของตัวเอง?
(โดยไม่จำเป็นต้อง “ตามใจ” ความรู้สึกของเราเสมอไป)
.
สำหรับผมแล้ว มันดีกว่า
อย่างไม่ต้องสงสัยเลยครับ
อ้างอิง

Scammer ประเภทหนึ่งที่พบได้บ่อยๆคือ Romance Scammer
.
Romance Scammer คือ
มิจฉาชีพที่เข้ามาในชีวิตของเรา
ทำทีว่าตกหลุมรักกับเรา
จากนั้นก็หลอกเอาเงิน
(หรือผลประโยชน์อื่นๆ) จากเรา
.
การมีอยู่ของ Romance Scammer นี้
คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้หลายคนตั้งกฎกับตัวเองว่า
“ฉันจะไม่ตามหาความรักในโลกออนไลน์เด็ดขาด”
.
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่ยึดถือกฎเช่นนั้นในการใช้ชีวิต
.
ทุกวันนี้
หลายคนใช้ช่องทางออนไลน์
เป็นช่องทางสำคัญในการตามหา
ความรักความสัมพันธ์ที่จริงจัง
.
สำหรับคนกลุ่มหลังนี้
พวกเขาจะแยกความสัมพันธ์จริงๆ
ออกจากความสัมพันธ์แบบ
Romance Scammer ได้อย่างไร?
.
บทความวันนี้มีคำตอบครับ
.
.
.
# 1
.
Romance Scammer มักจะปฏิเสธ
การมีปฏิสัมพันธ์กับเราในโลกออฟไลน์
.
# 2
.
ในช่วงแรกของความสัมพันธ์
Romance Scammer มักจะแสดง
ความรัก ความสนใจ ความชื่นชม
ให้กับเราอย่างมหาศาล
เพื่อหวังให้เรา “ติดอกติดใจ”
ในตัว Scammer ให้เร็วที่สุด
.
# 3
.
เวลาที่เราสอบถามข้อมูลส่วนตัว
ของ Romance Scammer
เรามักจะได้คำตอบเพียงแค่เล็กน้อย
(หรือคำตอบที่ได้รับก็จะเต็มไปด้วยความคลุมเครือ)
.
# 4
.
เวลาที่ Romance Scammer
เล่าเรื่องของตัวเองให้เราฟัง
เราจะพบกับรายละเอียด
ที่ขัดแย้งกันเองในเรื่องราวที่ถูกเล่า
(เช่น เคยไปเที่ยวต่างประเทศ
แต่ไม่เคยมี passport มาก่อน)
.
# 5
.
หลายครั้ง ระหว่างที่เรากำลังพูดคุย
กับ Romance Scammer
ในใจเราก็จะเกิดความคิดขึ้นมาว่า
“ฉันรู้สึกว่ามันชักจะดีเว่อร์เกินจริงไปแล้วนะ!”
.
# 6
.
Romance Scammer มักจะพยายาม
ดึงเราออกมาจากครอบครัวและเพื่อนสนิท
(เพราะกลัวว่าคนใกล้ตัวเหล่านี้จะเตือน
ให้เราถอยห่างออกมาจาก Scammer)
.
# 7
.
และแน่นอนครับว่า หลังจากที่ Romance Scammer
ประเมินว่าเรา “ตกหลุมรัก” เข้าเต็มเปาแล้ว
การเอ่ยปากขอทรัพย์สินเงินทองจากเราก็จะเริ่มต้นขึ้น
.
.
.
ผมหวังว่าสิ่งที่ผมได้หยิบมานำเสนอในวันนี้
จะช่วยให้ทุกคนปลอดภัยจาก
Romance Scammer ได้มากขึ้นนะครับ
อ้างอิง
ชีวิตเต็มไปด้วยความคลุมเครือ
ชีวิตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ชีวิตเต็มไปด้วยความไม่ชัดเจน
.
ยกตัวอย่างเช่น
เราไม่รู้ว่าเราจะป่วยเป็นโรคร้ายแรงในยามแก่เฒ่าหรือเปล่า
เราไม่รู้ว่าแฟนของเราจะยังอยากคบกับเราต่อไปอีกนานแค่ไหน
เราไม่รู้ว่าเราจะยังมีงานทำในปีหน้าอยู่ไหม
เป็นต้น
.
ซึ่งความคลุมเครือของชีวิตเหล่านี้
สามารถทำให้เกิดความวิตกกังวล
ที่สร้างความปั่นป่วนภายในใจเราได้
.
…เว้นแต่เราจะเป็นคนที่สามารถเผชิญหน้าและ
รับมือกับความคลุมเครือของชีวิตได้เป็นอย่างดี
.
แต่เราจะพัฒนาให้ตัวเองกลายเป็นคนแบบนั้นได้อย่างไร?
.
ผลการศึกษาที่มีอยู่พบว่า
การอ่านนวนิยาย
สามารถช่วยเราในเรื่องนี้ได้ครับ
.
เพราะอะไร?
.
เพราะเวลาที่เราอ่านนวนิยาย
เนื้อเรื่องทั้งหมดมันจะไม่ถูก
เปิดเผยให้เรารับรู้ตั้งแต่หน้าแรก
.
หากเราต้องการจะรู้เนื้อเรื่องทั้งหมด
เราจะต้องทนอยู่กับ “ความไม่รู้” ให้ได้
และตั้งใจอ่านต่อไปเรื่อยๆ
.
มันให้ความรู้สึกเหมือนกับ
เรากำลังต่อจิ๊กซอว์
โดยที่นวนิยายแต่ละหน้า
จะหยิบยื่นจิ๊กซอว์ให้เราทีละชิ้นๆๆ
.
นวนิยาย (หรือ fiction ในรูปแบบอื่น เช่น ภาพยนตร์)
จึงถือเป็น “แบบฝึกหัด” ให้เราได้ฝึก
เผชิญหน้ากับความคลุมเครือ
ความไม่แน่นอน ความไม่ชัดเจน
.
ยิ่งได้ทำ “แบบฝึกหัด” นี้มากเท่าไหร่
เราก็ยิ่งรับมือกับความคลุมเครือ
ความไม่แน่นอน และความไม่ชัดเจน
ของชีวิตได้มากเท่านั้น
.
เรียกได้ว่า
นอกจากนวนิยายจะช่วยให้ชีวิตเรา
มีความเพลิดเพลินมากขึ้นแล้ว
มันยังสามารถช่วยเสริมความมั่นคงทางอารมณ์
ให้เราได้มากขึ้นอีกด้วยครับ
อ้างอิง
สำหรับหลายๆคน
การ “ยับยั้งชั่งใจ” ไม่ให้ตัวเองใช้จ่ายเกินตัว
คือหนึ่งในสิ่งที่ทำได้ยากที่สุด
.
โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มี promotion เด็ดๆ
(เช่น Black Friday, 11-11) มาล่อตาล่อใจ
.
ต่อให้พวกเขาจะตั้งใจ “ยั้งมือ” ก็ตาม
แต่พอพวกเขารู้ตัวอีกที พวกเขาก็พบว่า
ตัวเองจ่ายเงินไปเรียบร้อยแล้ว
.
วันนี้ ผมมีเทคนิคเล็กๆน้อยๆ
สำหรับคนที่กำลังพยายามควบคุม
พฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเองมานำเสนอครับ
.
.
.
# 1
.
ทำให้การจ่ายเงินเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามให้มากขึ้น
(เช่น จ่ายเงินด้วยเหรียญและธนบัตรเท่านั้น
ไม่ใช้บัตรเครดิต ไม่ใช้การโอน QR code)
.
วิธีนี้จะสร้าง “แรงเสียดทาน” เวลาที่เราจะใช้เงิน
ซึ่งช่วยลดโอกาสที่เราจะ “ตบะแตก” ขณะใช้จ่ายได้
.
# 2
.
ให้เราตั้งกฎกับตัวเองว่า
ก่อนที่เราจะซื้ออะไรสักอย่าง
เราจะต้องใช้เวลา 5 นาที
ในตอบคำถามกับตัวเองให้ได้ว่า
“ทำไมเราจึงไม่ควรซื้อสิ่งนี้?”
.
หากเราตอบคำถามข้อนี้กับตัวเองได้แล้ว
และเราพบว่าเรายังอยากซื้ออยู่ เราก็ซื้อได้
(แต่ถ้าเราพบว่าตัวเองไม่ได้อยากซื้อแล้ว เราก็ไม่ซื้อ)
.
วิธีนี้อาจไม่สามารถหยุดพฤติกรรม
“ช้อปแหลก” ได้ 100% นะครับ
แต่หลายคนจะพบว่า
การได้มีโอกาสตอบคำถามกับตัวเองในช่วง 5 นาทีนั้น
มันก็เพียงพอที่จะช่วยโน้มน้าวใจตัวเอง
ไม่ให้จ่ายเงินกับบางสิ่งบางอย่างได้
(ซึ่งก็ช่วย save เงินในกระเป๋าตังค์ได้ไม่น้อยแล้ว)
.
# 3
.
เวลาที่เราอยากซื้ออะไรสักอย่าง
แทนที่เราจะซื้อทันที ให้เราตั้งกฎกับตัวเองว่า
เราจะรออีกสัก 2-3 วันและเราค่อย
ตัดสินใจอีกทีว่าจะยังคงอยากซื้อสิ่งนั้นอยู่ไหม
.
ถ้าผ่านไป 2-3 วันและเรายังอยากซื้ออยู่
เราก็จะอนุญาตให้ตัวเองซื้อได้
แต่ถ้าวันเวลาผ่านไปและเราไม่ได้อยากซื้อแล้ว
(หรือแม้กระทั่งลืมไปแล้วว่าเราอยากซื้อสิ่งนั้น) เราก็จะไม่ซื้อ
.
.
.
ผมหวังว่าเทคนิคเล็กๆน้อยๆที่ผมหยิบมานำเสนอในวันนี้
จะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่กำลังพยายามควบคุม
พฤติกรรมการ shopping ของตัวเองอยู่นะครับ
อ้างอิง
เวลาที่ชีวิตของเราเจอกับความล้มเหลว
(เช่น สอบไม่ติดคณะที่ต้องการ
ไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งที่อยากได้
ถูกแฟนที่คบกันมานานบอกเลิก)
สิ่งที่เราพูดกับตัวเองในช่วงเวลาดังกล่าวมีความสำคัญมากๆเลยครับ
.
เราจะพูดกับตัวเองว่า
“ชีวิตของฉันมันล้มเหลว” ก็ได้
หรือเราจะพูดกับตัวเองว่า
“ฉันกำลังเจอกับความล้มเหลวในตอนนี้” ก็ได้
.
บางคนอาจมองว่า 2 ประโยคที่ผมเขียน
ไปในย่อหน้าข้างต้นมันก็เหมือนๆกัน
.
แต่ผมมองว่ามันแตกต่างมากเลยครับ
.
เพราะถ้าเราเปรียบเปรยชีวิตของตัวเอง
เป็นเหมือนกับนิยายสักเล่มล่ะก็…
.
ประโยคแรก (“ชีวิตของฉันมันล้มเหลว”)
คือการเอาเนื้อหา 1 เหตุการณ์มาเขียนเป็นนิยายทั้งเล่ม
.
ในขณะที่ประโยคต่อมา (“ฉันกำลังเจอกับความล้มเหลวในตอนนี้”)
คือการเอาเนื้อหาดังกล่าวมาเขียนเป็นนิยาย 1 บท (ไม่ใช่ทั้งเล่ม) เท่านั้น
.
ประโยคแรกจะทำให้เรารู้สึกหดหู่และหมดหวัง
ส่วนประโยคที่สองจะช่วยให้เรารู้สึกมีพลังและมีความหวัง
.
จริงอยู่ครับว่า คำพูดที่ปรากฏอยู่ในประโยคที่สอง
แทบจะไม่ต่างกับคำพูดที่ปรากฏอยู่ในประโยคแรก
.
แต่ความแตกต่างที่เล็กน้อยนี้
มันสามารถส่งผลได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว
.
ด้วยเหตุนี้ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเจอกับอุปสรรค
ปัญหา หรือความล้มเหลวในรูปแบบใดก็ตาม
ผมขอเชิญชวนให้เราพยายามมองเหตุการณ์นั้น
เป็น “นิยาย 1 บท” ไม่ใช่ “นิยายทั้งเล่ม” ครับ
อ้างอิง

ช่วงที่คู่รักเริ่มต้นความสัมพันธ์กันใหม่ๆ
สิ่งหนึ่งที่พวกเขาทำเป็นระยะๆ
คือการแสดงความชื่นชมให้แก่กันและกัน
.
ยกตัวอย่างเช่น
“เธอใส่กางเกงตัวนี้แล้วดูน่ารักดีนะ”
“ฉันชอบที่เธอใจเย็นระหว่างสอนฉันขับรถจัง”
“ขอบคุณที่เธอเลิกบุหรี่ให้ตามที่ฉันร้องขอนะ”
เป็นต้น
.
แต่พอพวกเขาคบกันไปได้สักระยะ
การแสดงความชื่นชมให้แก่กันและกันก็เริ่มลดลง
.
ด้วยเหตุผลเช่น…
“มันทำแล้วรู้สึกแปลกๆ”
“ต่อให้ไม่พูด แฟนก็รู้อยู่แล้วแหละ”
“แทนที่โฟกัสที่คำพูด โฟกัสที่การกระทำไม่ดีกว่าหรือ?”
เป็นต้น
.
อย่างไรก็ตาม
.
ดอกไม้ต้องการการรดน้ำอย่างสม่ำเสมอฉันใด
ความรักก็ต้องการคำชื่นชมอย่างสม่ำเสมอฉันนั้น
.
หากเราหยุดรดน้ำ ดอกไม้ของเราก็จะเหี่ยวเฉาลงเรื่อยๆ
.
เช่นเดียวกันครับ คู่รักที่หยุด “รดการชื่นชม” ให้กัน
ก็มีแนวโน้มที่จะรู้สึกโดดเดี่ยว (แม้จะยังคบกันแฟนอยู่)
รู้สึกว่าตัวเองเป็น “ของตาย” ในสายตาแฟน
รวมทั้งรู้สึกว่าแฟนไม่เห็นคุณค่าของตนได้
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากจะขอเชิญชวนให้เรา
หมั่นสังเกตสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นกับแฟนในแต่ละวัน
(ต่อให้มันจะเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆก็ตาม)
และหยิบมา highlight ให้แฟนได้ยินกันครับ
อ้างอิง
เวลาที่หลายคนตรวจสุขภาพประจำปี
พวกเขามักจะได้รับคำแนะนำจากคุณหมอ
ให้ “ทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ” มากกว่านี้
.
แต่พอถึงเวลาเข้าจริงๆ มันยากมากๆเลยครับ
ที่พวกเขาจะไม่เอื้อมมือไปหยิบ
ไอศกรีม เค้ก มันฝรั่งทอด ฯลฯ เข้าปาก
.
พอพวกเขาเห็นพฤติกรรมการกินของตัวเองแบบนี้
หลายคนก็จะชี้นิ้วกล่าวโทษตัวเอง
พร้อมกับบอกว่าตัวเองมีวินัยไม่มากพอ
.
คำถามคือ…แล้วพวกเขาต้องใช้วินัยมากขนาดไหนจึงจะ “มากพอ” กันนะ?
.
ผลการศึกษาที่มีอยู่พบว่า
พวกเขาจำเป็นต้องใช้วินัยในปริมาณ
ที่มากกว่าที่หลายคนคิดครับ
.
อันที่จริง พวกเขาอาจจะต้องใช้วินัยมากพอๆ
กับคนที่พยายามเลิกใช้สารเสพติดบางประเภทด้วยซ้ำ!
.
เพราะธรรมชาติของอาหาร ultra-processed
(เช่น ไอศกรีม เค้ก มันฝรั่งทอด) นั้น
มันส่งผลให้สมองเรามีอาการ “โหย”
อาหารเหล่านั้นจนยากที่ควบคุมตัวเองได้
.
มันไม่ต่างอะไรกับธรรมชาติของสารเสพติดบางประเภทเลยทีเดียว
.
มันจึงอาจกล่าวได้ว่า การปรับอาหารการกินของตัวเอง
ด้วยการลดอาหาร ultra-processed
ไม่ใช่เป็นแค่การ “เข็นครกไปข้างหน้า” เท่านั้น
แต่มันเป็นการ “เข็นครกขึ้นภูเขา”
ที่มี “แรงโน้มถ่วง” ในรูปแบบของธรรมชาติ
อาหาร ultra-processed เป็น “แรงต้าน” เพิ่มเข้ามาอีกด้วย
.
ดังนั้น
เราใจเย็นกับคนที่พยายามเลิกใช้สารเสพติดฉันใด
เราก็น่าจะใจเย็นกับตัวเองเมื่อเราพยายาม
ลดการทานอาหาร ultra-processed ฉันนั้นครับ
อ้างอิง

หลายคนมีความเชื่อว่า “เป็นคนดี = น่าเบื่อ”
.
หลายคนมองว่า
คนที่จะ “ดูดี” ได้นั้น
จะต้องมีความ bad อยู่ในตัว
.
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่มีอยู่…ไม่ได้ support
ความเชื่อ “เป็นคนดี = ไม่น่าดึงดูด” เท่าไหร่นัก
.
ผลการศึกษาพบว่า
ต่อให้จะเป็นคนๆเดียวกัน
แต่ความรู้สึกที่ผู้อื่นมีต่อคนๆนั้น
ในช่วงที่เขากำลังพูดความจริง
กับความรู้สึกที่ผู้อื่นมีต่อคนๆนั้น
ในช่วงที่เขากำลังพูดโกหก
.
…มันแตกต่างกันอย่างชัดเจน
.
กล่าวคือ เวลาที่เราพูดความจริง
เราจะ “ดูดี” ในสายตาคนอื่นมากกว่า
เมื่อเทียบกับเวลาที่เรากำลังพูดโกหกครับ
.
เพราะเวลาที่เราพูดความจริง
มันช่วย “ส่งสัญญาณ” ให้คนอื่น
รู้สึกปลอดภัยและไว้วางใจในตัวเรา
.
นอกจากนี้ เวลาที่เราพูดความจริง
มันยังทำให้คนอื่นมองว่าเราเป็น
คนที่มีความมั่นใจในตัวเองอีกด้วย
.
(มันให้อารมณ์ประมาณว่า
“ตัวฉันแบบที่เป็นอยู่นี้…มันดีพออยู่แล้ว
ฉันไม่จำเป็นต้องใช้คำโกหก
เพื่อเสริมแต่งให้ตัวเองดีพอ”)
.
กล่าวโดยสรุปก็คือ หากเราอยากเป็นคนที่ “มีเสน่ห์” ล่ะก็
เราต้องพร้อมที่จะเป็น “คนจริง” (ไม่ใช่ “คนโกหก”) ครับ
อ้างอิง
เวลาที่เราทุกข์ใจจากการสูญเสียบางสิ่ง
(เช่น งาน) หรือบางคน (เช่น สมาชิกในครอบครัว)
.
หนึ่งในคำปลอบใจที่หลายคนพยายาม
มอบให้กับเราด้วยความหวังดี
คือการชี้ชวนให้เรามองเห็นสิ่งที่เรายังมีอยู่ตอนนี้
(เช่น แม้สมาชิกในครอบครัวของเราจะจากไป
แต่เราก็มีคนอื่นๆในครอบครัวที่ยังมีชีวิตอยู่)
.
และในบางครั้ง พวกเขาเหล่านี้ก็จะพูดเสริมด้วยว่า
“เธอควรจะรู้สึกขอบคุณสำหรับสิ่งที่เธอยังมีอยู่นะ”
.
อย่างไรก็ตาม ความหวังดีเช่นนี้…ใช่ว่าจะนำมาสู่ผลลัพธ์ที่สวยงามเสมอไป
.
เพราะสำหรับคนที่กำลังทุกข์ใจอยู่นั้น
การถูกชี้ชวนให้รู้สึกขอบคุณในช่วงเวลานี้
มันไม่ต่างอะไรกับการที่เราเพิ่งถูกเลื่อย
หั่นแขนขาดไปข้างหนึ่งสดๆร้อนๆ
และมีคนมาบอกว่าเราควรจะรู้สึกขอบคุณ
ที่ตัวเองยังคงเหลือแขนอีกหนึ่งข้าง
(แทนที่จะส่งเสียงร้องโหยหวนกับความเจ็บปวด
กับบาดแผลที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้)
.
สำหรับคนที่กำลังทุกข์ใจอยู่นั้น
มันให้ความรู้สึกราวกับว่าความทุกข์ใจของพวกเขา
กำลังถูก “ปฏิเสธ” หรือ “ดูเบา” หรือ “ลดทอนความสำคัญ”
.
มันจึงกลายเป็นว่า นอกจากคนที่กำลังทุกข์ใจอยู่นี้
จะรู้สึกทุกข์ใจจากความสูญเสียที่เกิดขึ้นแล้ว
พวกเขายังทุกข์ใจจากการที่ความรู้สึกตัวเองถูกมองข้ามเพิ่มเติมอีกด้วย!
.
ผมมองว่า หากเราหวังดีกับคนที่กำลังทุกข์ใจ
และอยากให้ความหวังดีนั้นนำมาสู่ผลลัพธ์ที่ดีตามมาล่ะก็
แนวทางที่ดีกว่าคือการเปิดพื้นที่ให้กับความทุกข์ใจของเจ้าตัวเขาเสียก่อน
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ
อย่าเพิ่งรีบชี้ชวนให้เจ้าตัวรู้สึกขอบคุณ
ในช่วงเวลาที่ใจของเขาไม่มี “ช่องว่าง”
สำหรับความรู้สึกดังกล่าว
(เพราะยังเต็มไปด้วยความทุกข์อยู่)
.
เมื่อเจ้าตัวได้สัมผัสกับความทุกข์ใจอย่างเต็มที่แล้ว
“ช่องว่าง” ในใจเขาก็จะค่อยๆเพิ่มขึ้น
และเปิดพื้นที่ให้กับความรู้สึกขอบคุณมากขึ้นเองครับ
อ้างอิง

หนึ่งใน “หลุมพราง” ที่น่ากลัวที่สุด
ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนๆหนึ่ง
คือการที่เขาคนนั้นมีความมั่นใจว่าตัวเองถูกต้อง
.
แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว
เจ้าตัวจะไม่ได้ถูกต้องอย่างที่คิดก็ตาม
.
เพราะเมื่อที่เรามีความมั่นใจเช่นนั้น
เรามักจะไม่ค่อย “เช็คตัวเอง”
.
หรือต่อให้เราจะ “เช็คตัวเอง”
เราก็มีแนวโน้มที่จะมองไม่เห็น “จุดบอด”
ของตัวเองได้ชัดเจนเท่าไหร่นัก
.
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประเด็นทางการเมือง
ศาสนา การทำงาน ความสัมพันธ์ส่วนตัว
หรือเรื่องอะไรก็ตาม “หลุมพราง” ที่ว่านี้
ก็สามารถแผลงฤทธิ์กับเราได้เสมอ
.
ทำยังไงเราจึงจะปกป้องตัวเองจาก “หลุมพราง” นี้ได้?
.
สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้คือการเปิดช่องให้
คนที่มีใจหวังดีและมีสายตาที่เฉียบคม
ได้มีโอกาสให้ feedback กับเราอย่างสม่ำเสมอ
.
วิธีการนี้…ฟังดูไม่ยากเลยนะครับ
.
เพราะคนที่ต้อง “ลงแรง” ไม่ใช่ตัวเราด้วยซ้ำ
คนที่ “ลงแรง” คือคนที่ให้ feedback กับเรามากกว่า
.
อย่างไรก็ตาม แม้เราจะไม่ได้ “ลงแรง” เท่าไหร่นัก
แต่วิธีการดังกล่าวมัน “ทำใจยาก” อยู่ไม่น้อย
.
เพราะถ้าจะว่ากันโดยทั่วไปแล้ว
น้อยคนครับที่จะชอบเวลามีคนอื่นมาชี้นิ้วที่เรา
และบอกว่าเราขาดตกบกพร่องตรงนู้นตรงนี้ตรงนั้น
.
มันเหมือนกับเรากำลังถูกตัดสินว่า…เรา “ดีไม่พอ”
.
ซึ่งหากจะมองในแง่หนึ่ง เราก็ “ดีไม่พอ” จริงๆแหละครับ
(ไม่อย่างนั้น เราคงรับมือกับ “หลุมพราง” ได้ด้วยตัวเองไปแล้ว)
.
แต่ต่อให้เราจะ “ดีไม่พอ” ในบางเรื่อง
(หรือแม้กระทั่งหลายเรื่อง)
นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะ “ไม่มีค่า”
.
เพราะคุณค่าในความเป็นมนุษย์ของเรา
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถของเราครับ
อ้างอิง
เวลาที่เราพูดถึงแรงบันดาลใจ
หลายคนจะนึกถึงการวาดภาพความฝัน
ที่พวกเขาอยากจะทำให้เป็นจริง
.
ยกตัวอย่างเช่น
ภาพที่ตัวเองแต่งงานและมีครอบครัวที่น่ารัก
ภาพที่ตัวเองเติบโตในหน้าที่การงานจนอยู่ในบอร์ดบริหาร
ภาพที่ตัวเองได้เดินทางรอบโลก
เป็นต้น
.
พวกเขาจะโฟกัสกับภาพความฝันนั้นและใช้มันเป็นแรงผลักดัน
.
พวกเขาหวังว่าภาพความฝันที่สวยงามนี้
จะมีพลังเพียงพอในการกระตุ้นให้ตัวเอง
ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อใทำฝันให้เป็นจริงได้ในท้ายที่สุด
.
แต่ประสบการณ์ของหลายคนแสดงให้เห็นว่า
แม้ภาพความฝันจะมีพลังอยู่ไม่น้อย
แต่พลังที่ว่านี้ยังมีไม่มากพอสำหรับพวกเขาจริงๆ
.
พวกเขาจำเป็นต้องมีสิ่งอื่นมา “เสริมพลัง”
นอกจากภาพความฝันที่สวยงาม
.
แล้วสิ่งอื่นที่ว่านี้…คืออะไร?
.
สำหรับหลายๆคน มันคือภาพของชีวิตตัวเอง
หากพวกเขาทำฝันนั้นเป็นจริงไม่สำเร็จครับ
.
ยกตัวอย่างเช่น
ภาพที่ตัวเองไม่มีชีวิตครอบครัวในแบบที่วาดฝันไว้
ภาพที่ตัวเองล้มเหลวในหน้าที่การงาน
ภาพที่ตัวเองไม่ได้เดินทางไปที่ไหน
เป็นต้น
.
ถ้าภาพความฝันอันสวยงามทำหน้าที่
เป็น “สวรรค์” ให้พวกเขาอยาก “วิ่งไล่ตาม”
ภาพในตัวอย่างข้างต้นนี้ก็จะทำหน้าที่
เป็น “นรก” ให้พวกเขาอยาก “วิ่งหนีให้พ้น”
.
อันที่จริง หลายคนพบว่า
ภาพ “นรก” ของพวกเขานั้น
สามารถสร้างแรงจูงใจให้พวกเขา
active ในแต่ละวันได้มากกว่า
เมื่อเทียบกับภาพ “สวรรค์” เสียอีก!
.
ฉะนั้น สำหรับใครก็ตามที่กำลังมองหา
แรงบันดาลใจในการทำอะไรบางอย่างอยู่ล่ะก็
.
นอกจากเราจะค้นพบแรงบันดาลใจได้จากความสำเร็จแล้ว
ความล้มเหลวก็ถือเป็นอีกหนึ่งแหล่งแรงบันดาลใจชั้นดีอีกด้วยครับ!
อ้างอิง

พวกเราหลายคนมีความเชื่อบางอย่าง
ที่พวกเรายึดถือในการใช้ชีวิต
.
ยกตัวอย่างเช่น
“ฉันต้องเข้มแข็งตลอดเวลา”
“ลึกๆแล้ว ทุกคนเป็นคนดี”
“ฉันเป็นคนไม่มีค่า”
เป็นต้น
.
การมีความเชื่อให้เรายึดถือ
อาจช่วยให้เราไม่รู้สึกเคว้งคว้างก็จริง
.
แต่การยึดถือความเชื่ออย่างเหนียวแน่น
สามารถทำให้เรามี “จุดบอด” ได้
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
หากเรายึดถือความเชื่อที่ว่า
“ฉันต้องเข้มแข็งตลอดเวลา”
อย่างเหนียวแน่น
.
มันอาจทำให้เราไม่ยอมรับ
ส่วนที่ “เปราะบาง” ของตัวเอง
(เช่น ความกลัว ความเจ็บปวด)
.
ซึ่งสามารถส่งผลให้เรา
connect กับคนอื่นได้ยากขึ้น
(เพราะคนอื่นก็จะไม่รู้จัก “ตัวตนที่แท้จริง” ของเราได้)
.
หรือในกรณีที่เรายึดถือความเชื่อว่า
“ลึกๆแล้ว ทุกคนเป็นคนดี” อย่างเหนียวแน่น
.
มันก็สามารถทำให้เราประมาทและ
ขาดความระมัดระวังเวลาที่อยู่กับคนอื่น
.
ซึ่งอาจนำมาสู่อันตรายและ
ความเสียหายกับตัวเราได้
(เช่น ถูกคนที่คิดว่าเป็นเพื่อนโกง)
.
เป็นต้น
.
ทั้งหมดนี้…ผมไม่ได้ต้องการจะสื่อว่า
เราไม่ควรมีความเชื่อใดใดเลย
หรือความเชื่อที่ผมยกตัวอย่าง
มาในข้างต้นเป็นความเชื่อที่ “ผิด” นะครับ
.
แต่สิ่งที่ผมต้องการจะสื่อก็คือ
ความเชื่อของเราก็ไม่ต่างอะไรกับ
“แว่นตา” ที่เราสวมใส่ครับ
.
หากเราไม่ต้องการให้ “แว่นตา” ของเรา
บดบังโลกที่เรามองเห็นโดยสมบูรณ์
เราก็ไม่ควรสวม “แว่นตา” ดังกล่าวอย่างเหนียวแน่นเกินไป
(แม้มันจะเป็น “แว่นตา” ที่ “ถูกต้อง” ก็ตาม) ครับ
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่เราหวังดีกับใครสักคน
เราก็จะอยากให้ความช่วยเหลือกับเขา
.
แต่ในหลายๆครั้ง แม้เราจะหวังดีกับเขา
(และเขาก็รับรู้ถึงความหวังดีของเรา)
แต่สุดท้ายแล้ว ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมันกลับไม่ได้ “สวยงาม”
.
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น…กลายเป็นทั้งเรา (ที่เป็นฝ่ายช่วยเหลือ)
และเขา (ที่เป็นฝ่ายรับความช่วยเหลือ) ต่างรู้สึกแย่ด้วยกันทั้งคู่
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เราเห็นว่าเพื่อนของเรากำลังทุกข์ใจ
ที่จับได้ว่าแฟนตัวเองนอกใจ (อีกแล้ว)
.
เราเป็นห่วงเพื่อน
เราหวังดีกับเพื่อน
.
เราก็เลยเดินเข้าไปหาเพื่อนและ
แนะนำให้เพื่อน “รีบๆเลิกกับมันซะ!”
.
แต่แทนที่เพื่อนจะเลิกกับแฟนทันที
เพื่อนกลับมีปากเสียงกับเรา ส่งผลให้ในที่สุด
เรากับเพื่อนทะเลาะกันยกใหญ่ซะอย่างงั้น
.
เป็นต้น
.
ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ได้?
.
เวลาที่เราเห็นคนๆหนึ่งกำลังหิวข้าว
และเราเสนอตัวที่จะทำอาหารให้เขาทาน
.
ถ้าจะให้ดีที่สุด ก่อนที่เราจะลงมือทำอาหาร
เราควรถามเจ้าตัวเขาก่อนว่า เขาอยากทานอะไร
.
ไม่อย่างนั้น สมมติว่าเราทำกระเพราหมูสับให้คนๆนั้น
แต่เจ้าตัวเป็นชาวมุสลิมที่ไม่ทานเนื้อหมูขึ้นมา
อาหารที่เราลงแรงทำไปให้ (ด้วยความหวังดี) ก็จะ “เสียเปล่า” ได้
.
และยิ่งถ้าเราพยายาม “ยัดเยียด” กระเพราหมูสับ
เผลอๆ มันอาจจะจุดชนวนให้เราขัดแย้ง
กับคนที่เราอยากจะช่วยเหลืออีกด้วย!
.
การให้ความช่วยเหลือคนอื่นก็ไม่ต่างกันเลยครับ
.
การมีความหวังดีต่อเพื่อนมนุษย์มันคือสิ่งที่สวยงามนะครับ
.
แต่ในหลายๆครั้ง
เพียงแค่ความหวังดีอย่างเดียว
มันไม่เพียงพอจริงๆครับ
.
ในหลายๆครั้ง
การเข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรคือ
สิ่งที่ “ขาดไม่ได้” เลยครับ
.
ฉะนั้น หากเราจะย้อนกลับไปที่ตัวอย่างในข้างต้น
.
ผมมองว่า…
.
เราสามารถสื่อสารกับเพื่อนได้ครับว่า
เราเป็นห่วงเพื่อน
.
เราสามารถสื่อสารกับเพื่อนได้ครับว่า
เราไม่พอใจที่แฟนเพื่อนทำกับเพื่อนแบบนี้
.
เราสามารถสื่อสารกับเพื่อนได้ครับว่า
เราอยากจะช่วย support เพื่อน
.
นอกจากนี้ ผมก็อยากจะเชียร์ให้
เราถามเพื่อนต่อไปด้วยครับว่า
.
ณ ตอนนี้ เพื่อนต้องการอะไร
มีอะไรที่เราพอจะทำเพื่อช่วย
support เพื่อนในขณะนี้ได้บ้าง
.
ผมมองว่า หากเราทำแบบนี้
มันน่าจะ “สวยงาม” ขึ้นเยอะเลยครับ
อ้างอิง

ในแต่ละวัน หลายคนจะเจอกับงาน
ที่ต่อคิวเรียงแถวให้พวกเขาเข้าไปทำเต็มไปหมด
.
ไม่ว่าจะเป็นการตอบอีเมลลูกค้า
การนำเสนองานกับเจ้านาย
การประเมินผลงานของลูกน้อง
ฯลฯ
.
งานบางอย่าง…เราใช้เวลาเพียงแค่แป๊บเดียวก็ทำเสร็จแล้ว
(เช่น การจัดเอกสารที่อยู่บนโต๊ะให้เป็นระเบียบเรียบร้อย)
.
งานบางอย่าง…เราต้อง “ต่อสู้” กับมันอยู่นานกว่าจะเสร็จได้
(เช่น การพูดคุยให้คำปรึกษากับลูกน้องในทีมที่ทำงานติดขัด)
.
เมื่อต้องเลือกระหว่างงานประเภทแรกกับงานประเภทหลัง
หลายคนจะเลือกงานประเภทแรกโดยอัตโนมัติ
.
เพราะมันเป็นงานที่ “ทำแล้วรู้สึกดี”
.
ลองนึกภาพดูนะครับ
.
สมมติว่าวันนี้
เรามีงานต้องทำ 10 อย่าง
8 อย่างคืองานประเภทแรก
2 อย่างคืองานประเภทหลัง
.
ถ้าเราเลือกทำงานประเภทแรกก่อน
เราใช้เวลาและพลังงานเพียงนิดเดียว
ก็ทำให้งานของวันนี้เสร็จไปแล้วถึง 80%!
.
มันทำให้เรารู้สึกว่าวันนี้เป็นวันที่ productive
.
คำถามสำคัญก็คือ หากเราตัดสินใจแบบนี้
เราจะพูดว่าวันนี้คือวันที่ productive ได้จริงๆหรือ?
.
เราอาจจะทำงานประเภทแรกได้เสร็จเต็มไปหมด
แต่มันคืองานที่มี impact และความสำคัญมากน้อยเพียงใด?
.
ในหลายๆกรณี เราจะพบว่า
แม้งานประเภทแรกจะ “ทำเสร็จได้ง่าย”
แต่มันไม่ได้มีความสำคัญหรือมี impact เท่าไหร่นัก
.
อันที่จริง หลายๆครั้ง เราพบว่างานประเภทแรกบางอย่าง
(เช่น การจัดเรียงปากกาบนโต๊ะทำงานให้เรียงสีตามสายรุ้ง)
แทบจะไม่มี impact หรือความสำคัญเลยด้วยซ้ำ!
.
มันจึงกลายเป็นว่า เราจะดู busy แต่เราไม่ได้ productive
.
ถ้าเราต้องการให้วันทำงานของเรา productive จริงๆ
เราควรจะโฟกัสงานที่มี impact หรือความสำคัญสูงๆ
แม้งานเหล่านี้อาจจะไม่ได้ “ทำเสร็จได้ง่าย” เท่าไหร่นักก็ตาม
.
แต่ก็นะครับ…ของแบบนี้มัน “พูดง่ายแต่ทำยาก”
.
เพราะธรรมชาติของงานที่มี
impact หรือความสำคัญสูงๆนั้น
มักจะไม่ค่อย “ทำแล้วรู้สึกดี” เท่าไหร่นัก
.
อย่างไรก็ตาม
มันมีเทคนิคที่จะช่วยให้งานเหล่านี้
“ทำแล้วรู้สึกดี” ได้อยู่เหมือนกันครับ
.
เทคนิคที่ว่านี้คือการหยิบงานดังกล่าว
มาหั่นออกมาเป็นขั้นตอนเล็กๆหลายๆขั้น
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
หากเราจะพูดคุยให้คำปรึกษากับลูกน้องในทีมที่ทำงานติดขัด
.
ขั้นตอน # 1 เราต้องหาวัน เวลา และสถานที่ที่เหมาะสมก่อน
(ต้องเป็นช่วงวันเวลาที่ลูกน้องกับตัวเราสะดวก
และต้องเป็นสถานที่ที่มีความเป็นส่วนตัวสักหน่อย)
.
ขั้นตอน # 2 เราจะเปิดโอกาสให้ลูกน้องเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น
.
ขั้นตอน # 3 เราจะพูดสะท้อนกลับไปให้ลูกน้องฟังว่า
ในความเข้าใจของเรานั้น เราเข้าใจว่าลูกน้องเผชิญกับอุปสรรคอะไรอยู่
(เพื่อเป็นการเช็คว่าเราเข้าใจลูกน้องถูกต้องหรือไม่)
.
ขั้นตอน # 4 เราจะถามลูกน้องว่า ลูกน้องต้องการให้เราช่วยเหลืออะไรบ้าง
.
ขั้นตอน # 5 เราจะพิจารณาว่า สิ่งที่ลูกน้องต้องการให้เราช่วยนั้น มันเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน
.
ขั้นตอน # 6 สำหรับความช่วยเหลือที่เราสามารถมอบให้ลูกน้องได้นั้น
เราก็จะมอบให้ แต่สำหรับความช่วยเหลือที่เราไม่สามารถมอบให้ลูกน้องได้
เราก็จะบอกกับลูกน้องว่าเราช่วยไม่ได้ และชวนลูกน้องพูดคุยว่า
มีอะไรอย่างอื่นที่พอจะ “ทดแทน” ความช่วยเหลือที่เรามอบให้ไม่ได้บ้างหรือเปล่า
.
เป็นต้น
.
การหยิบงานมาหั่นเป็นขั้นตอนเล็กๆนี้
มันช่วยให้เรา “รู้สึกดี” ได้ง่ายขึ้นเยอะเลยครับ
.
เพราะเดิมที เราต้องทำงานนั้นทั้งหมดเสียก่อน
มันถึงจะเรียกได้ว่า “ทำเสร็จ” ได้
แต่พอเราหยิบงานนั้นมาหั่นเป็นขั้นตอนเล็กๆแล้ว
เพียงแค่การทำขั้นตอน # 1 เสร็จ
เราก็พอจะเรียกว่าเรา “ทำเสร็จ” ได้แล้ว
.
นอกจากนี้ การหยิบงานมาหั่นเป็นขั้นตอนเล็กๆ
มันยังช่วยให้รู้สึกว่าเรา “เอื้อมถึง” ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
.
ผมหวังว่าสิ่งที่ผมหยิบมาแบ่งปันในวันนี้
จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่ต้องการ
เห็นตัวเอง productive (ไม่ใช่แค่ busy) นะครับ
อ้างอิง
เมื่อเทียบกับ
ยุคสมัยของพ่อแม่
ยุคสมัยของปู่ย่าตายาย
หรือยุคสมัยของทวด
.
ชีวิตของพวกเราทุกวันนี้
มีความสะดวกสบายสุดๆเลยครับ
.
การเดินทางของเราดีขึ้น
การติดต่อสื่อสารของเราดีขึ้น
การรักษาพยาบาลของเราดีขึ้น
.
หากบรรพบุรุษเราได้มาเห็นว่า
ชีวิตของเราทุกวันนี้เป็นอย่างไร
.
บรรพบุรุษเราคงจะคิดว่า
ชีวิตของเรามีความสุขน่าดู
.
แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น
.
ต่อให้ชีวิตของเราจะมี
ความสะดวกสบายมากขึ้นมหาศาล
เราก็ยังคงหนีความทุกข์ไม่พ้นอยู่ดี
.
เพราะมนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวเก่ง
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
ในสมัยที่การเดินทางยังลำบาก
สมองเราก็จะมองว่าการเดินเท้า
เป็นระยะเวลา 10 กิโลเมตรใน 1 วัน
คือเรื่องปกติและไม่ใช่เรื่องทุกข์อะไร
.
เราจะรู้สึกทุกข์ก็ต่อเมื่อมีเหตุ
ที่ทำให้เราต้องลำบากกว่า
การเดินเท้า 10 กิโลเมตรภายใน 1 วันเท่านั้น
.
แต่สำหรับทุกวันนี้
การเดินทางมีความสะดวกสบายมากขึ้น
สมองของเราก็เลยปรับตัวและมองว่า
การเดินทางด้วยรถยนต์ รถไฟ จักรยานยนต์คือเรื่องปกติแทน
.
ดังนั้น อะไรก็ตามที่ผิดไปจาก “ปกติ” ในยุคปัจจุบัน
(เช่น มีเหตุให้ต้องเดินทางด้วยเท้าเปล่า
เป็นระยะทาง 10 กิโลเมตรใน 1 วัน)
ก็จะสามารถสร้างความทุกข์ให้เราได้
.
เป็นต้น
.
หากมองดูเผินๆ การทำงานของสมองเรานี้
มันดู “หวังร้าย” กับเราเหมือนกันนะครับ
.
เพราะแทนที่มันจะปล่อยให้เรามีความสุข
มันกลับทำตัวเป็น “ก้างขวางคอ” และ
“หาเรื่อง” ทำให้เราเป็นทุกข์ซะอย่างนั้น
.
แต่จริงๆแล้ว สมองเราไม่ได้ “หวังร้าย” กับเราเลยครับ
.
ลองนึกดูนะครับว่า
หากสมองเราไม่มีความสามารถ
ในการปรับตัวให้เข้ากับ
บริบทต่างๆในชีวิตเราเลย
ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร
.
ใช่ครับ เราจะรู้สึกพึงพอใจกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น
.
แต่ในขณะเดียวกัน
หากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น
(เช่น รถที่เรากำลังขับ
ไม่สามารถเร่งความเร็ว
เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้)
.
เราก็จะไม่รู้ตัวเช่นกัน
(เพราะสมองเรายังคงมองว่า
ตราบใดที่เราเดินทางได้เร็วกว่า
10 กิโลเมตรภายใน 1 วัน
นั่นก็คือเรื่องที่ดีอยู่)
.
และพอเราไม่รู้ตัว เราก็จะไม่ได้ลงมือ
take action อย่างเหมาะสม
(เช่น ยังคงขับรถของเราต่อไป
ไม่รีบจอดข้างทางเพื่อเช็คว่าเกิดอะไรขึ้น)
ซึ่งอาจนำมาสู่ผลลัพธ์ที่อันตรายได้
(เช่น รถพังขณะที่กำลังขับอยู่บนทางด่วน)
.
ฉะนั้น อย่าโมโหที่สมองเรามีธรรมชาติการทำงานแบบนี้เลยครับ
.
และสำหรับคนที่อยากจะ “บริหารจัดการ”
ธรรมชาติของสมองตัวเองให้ “ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง”
.
(กล่าวคือ ยังคงความสามารถ
ในการปรับตัวเข้ากับบริบทในชีวิต
โดยไม่ให้ตัวเองเป็นทุกข์ง่ายเกินไป)
.
สิ่งหนึ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ก็คือ
การจงใจพาตัวเองไปเผชิญกับ
“ความยากลำบาก” ทีละเล็กทีละน้อยครับ
.
ยกตัวอย่างเช่น
แทนที่จะนั่งรถมอเตอร์ไซค์เข้าไปในซอย 1 กิโลเมตร
เราเลือกที่จะเดินเท้าในช่วง 1 กิโลเมตรนั้นเอง
เป็นต้น
.
หากเราทำแบบนี้ สมองเราก็จะคุ้นชิน
กับ “ความยากลำบาก” มากขึ้น
ทำให้เราสามารถ enjoy กับชีวิต
ในโลกยุคปัจจุบันได้โดยที่เราเองก็จะ
ไม่เป็นทุกข์ง่ายเกินไปเช่นกันครับ
อ้างอิง