Journaling Our Journey's avatar
Journaling Our Journey
npub1kmua...wk8n
ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ
image หลายคนมีความเชื่อว่า “เป็นคนดี = น่าเบื่อ” . หลายคนมองว่า คนที่จะ “ดูดี” ได้นั้น จะต้องมีความ bad อยู่ในตัว . อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่มีอยู่…ไม่ได้ support ความเชื่อ “เป็นคนดี = ไม่น่าดึงดูด” เท่าไหร่นัก . ผลการศึกษาพบว่า ต่อให้จะเป็นคนๆเดียวกัน แต่ความรู้สึกที่ผู้อื่นมีต่อคนๆนั้น ในช่วงที่เขากำลังพูดความจริง กับความรู้สึกที่ผู้อื่นมีต่อคนๆนั้น ในช่วงที่เขากำลังพูดโกหก . …มันแตกต่างกันอย่างชัดเจน . กล่าวคือ เวลาที่เราพูดความจริง เราจะ “ดูดี” ในสายตาคนอื่นมากกว่า เมื่อเทียบกับเวลาที่เรากำลังพูดโกหกครับ . เพราะเวลาที่เราพูดความจริง มันช่วย “ส่งสัญญาณ” ให้คนอื่น รู้สึกปลอดภัยและไว้วางใจในตัวเรา . นอกจากนี้ เวลาที่เราพูดความจริง มันยังทำให้คนอื่นมองว่าเราเป็น คนที่มีความมั่นใจในตัวเองอีกด้วย . (มันให้อารมณ์ประมาณว่า “ตัวฉันแบบที่เป็นอยู่นี้…มันดีพออยู่แล้ว ฉันไม่จำเป็นต้องใช้คำโกหก เพื่อเสริมแต่งให้ตัวเองดีพอ”) . กล่าวโดยสรุปก็คือ หากเราอยากเป็นคนที่ “มีเสน่ห์” ล่ะก็ เราต้องพร้อมที่จะเป็น “คนจริง” (ไม่ใช่ “คนโกหก”) ครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.jrp.2004.12.003 https://doi.org/10.1177/01461672231207567 #จิตวิทยา #siamstr
image สิ่งหนึ่งที่สร้างความทุกข์ใจให้กับหลายๆคน คือการที่พวกเขามักจะนึกถึงอนาคตล่วงหน้า . และเป็นการนึกถึงภาพอนาคตที่ “เลวร้าย” อย่างแรงอีกด้วย . ยกตัวอย่างเช่น . ในการนำเสนองานกับหัวหน้าครั้งถัดไป หัวหน้าจะ “ถามจี้” ในเรื่องที่ฉันไม่เชี่ยวชาญ และฉันก็จะให้คำตอบกับหัวหน้าไม่ได้ ส่งผลให้หัวหน้าไม่พอใจ ต่อว่าฉันอย่างรุนแรง พร้อมกับไล่ให้ฉันยื่นใบลาออกภายในวันถัดไปแน่ๆ . เป็นต้น . พวกเขาจะ replay ภาพอนาคต ที่ “เลวร้าย” เหล่านี้ซ้ำไปซ้ำมาในหัว ส่งผลให้ใจพวกเขาปั่นป่วนทรมานไม่หยุด (แม้พวกเขาจะรู้ว่าโอกาสที่เหตุการณ์ จะออกมา “เลวร้าย” มันมีไม่เยอะก็ตาม) . และไม่ว่าพวกเขาจะพยายาม “ออกคำสั่ง” ให้ตัวเองหยุดนึกถึงภาพอนาคตที่ “เลวร้าย” นั้นขนาดไหน สมองพวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะ replay ภาพเหล่านั้นอยู่ดี . วันนี้ ผมมีแนวทางหนึ่งที่อาจจะช่วยแก้ไขปัญหา “replay ภาพอนาคตที่เลวร้ายซ้ำไปมา” นี้ได้ครับ . อย่างแรก เราจะต้องทำความเข้าใจก่อนครับว่า ทำไมสมองเราจึงไม่ยอมหยุด replay ภาพอนาคตเหล่านี้เสียที . สาเหตุที่เป็นไปได้ข้อหนึ่งก็คือ… . เพราะเรายังไม่มีทางออกที่ดีพอ ในการรับมือกับภาพอนาคต ที่ “เลวร้าย” ดังกล่าวนั่นเองครับ . ดังนั้น หากเราหยิบภาพอนาคตที่ “เลวร้าย” นั้นมาดู พร้อมตอบคำถามกับตัวเองให้ได้ชัดๆว่า “ถ้าเหตุการณ์มันเลวร้ายได้แบบนั้นจริงๆ ฉันจะรับมือกับมันยังไง?” . …มันมีความเป็นไปได้พอสมควรเลยครับ ที่สมองเราจะเริ่ม replay ภาพอนาคตที่ “เลวร้าย” นั้นน้อยลง . ยกตัวอย่างเช่น . ก่อนที่ฉันจะนำเสนองานกับหัวหน้า ฉันจะชวนเพื่อนร่วมงานที่เชี่ยวชาญ ในเรื่องที่ฉันไม่ถนัดมานั่งอยู่ในห้องประชุมด้วย หากหัวหน้า “ถามจี้” ฉันในเรื่องดังกล่าวขึ้นมาจริงๆ ฉันก็จะเปิดโอกาสให้เพื่อนร่วมงานตอบข้อสงสัยในเรื่องนี้กับหัวหน้า . เป็นต้น . ผมหวังว่าสิ่งที่ผมหยิบมานำเสนอในวันนี้ จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่กำลังทุกข์ใจกับปัญหา “replay ภาพอนาคตที่เลวร้ายซ้ำไปมา” นะครับ อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/2004-16375-004 https://psycnet.apa.org/doi/10.1016/S0065-2601(06)38002-1 https://psycnet.apa.org/fulltext/2008-01984-001.html #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราทุกข์ใจจากการสูญเสียบางสิ่ง (เช่น งาน) หรือบางคน (เช่น สมาชิกในครอบครัว) . หนึ่งในคำปลอบใจที่หลายคนพยายาม มอบให้กับเราด้วยความหวังดี คือการชี้ชวนให้เรามองเห็นสิ่งที่เรายังมีอยู่ตอนนี้ (เช่น แม้สมาชิกในครอบครัวของเราจะจากไป แต่เราก็มีคนอื่นๆในครอบครัวที่ยังมีชีวิตอยู่) . และในบางครั้ง พวกเขาเหล่านี้ก็จะพูดเสริมด้วยว่า “เธอควรจะรู้สึกขอบคุณสำหรับสิ่งที่เธอยังมีอยู่นะ” . อย่างไรก็ตาม ความหวังดีเช่นนี้…ใช่ว่าจะนำมาสู่ผลลัพธ์ที่สวยงามเสมอไป . เพราะสำหรับคนที่กำลังทุกข์ใจอยู่นั้น การถูกชี้ชวนให้รู้สึกขอบคุณในช่วงเวลานี้ มันไม่ต่างอะไรกับการที่เราเพิ่งถูกเลื่อย หั่นแขนขาดไปข้างหนึ่งสดๆร้อนๆ และมีคนมาบอกว่าเราควรจะรู้สึกขอบคุณ ที่ตัวเองยังคงเหลือแขนอีกหนึ่งข้าง (แทนที่จะส่งเสียงร้องโหยหวนกับความเจ็บปวด กับบาดแผลที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้) . สำหรับคนที่กำลังทุกข์ใจอยู่นั้น มันให้ความรู้สึกราวกับว่าความทุกข์ใจของพวกเขา กำลังถูก “ปฏิเสธ” หรือ “ดูเบา” หรือ “ลดทอนความสำคัญ” . มันจึงกลายเป็นว่า นอกจากคนที่กำลังทุกข์ใจอยู่นี้ จะรู้สึกทุกข์ใจจากความสูญเสียที่เกิดขึ้นแล้ว พวกเขายังทุกข์ใจจากการที่ความรู้สึกตัวเองถูกมองข้ามเพิ่มเติมอีกด้วย! . ผมมองว่า หากเราหวังดีกับคนที่กำลังทุกข์ใจ และอยากให้ความหวังดีนั้นนำมาสู่ผลลัพธ์ที่ดีตามมาล่ะก็ แนวทางที่ดีกว่าคือการเปิดพื้นที่ให้กับความทุกข์ใจของเจ้าตัวเขาเสียก่อน . พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ อย่าเพิ่งรีบชี้ชวนให้เจ้าตัวรู้สึกขอบคุณ ในช่วงเวลาที่ใจของเขาไม่มี “ช่องว่าง” สำหรับความรู้สึกดังกล่าว (เพราะยังเต็มไปด้วยความทุกข์อยู่) . เมื่อเจ้าตัวได้สัมผัสกับความทุกข์ใจอย่างเต็มที่แล้ว “ช่องว่าง” ในใจเขาก็จะค่อยๆเพิ่มขึ้น และเปิดพื้นที่ให้กับความรู้สึกขอบคุณมากขึ้นเองครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.cpr.2010.03.005 https://doi.org/10.1080/00207594.2011.632009 https://doi.org/10.1080/07481187.2017.1296505 https://doi.org/10.3390/su14148679 #จิตวิทยา #siamstr
image หนึ่งใน “หลุมพราง” ที่น่ากลัวที่สุด ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนๆหนึ่ง คือการที่เขาคนนั้นมีความมั่นใจว่าตัวเองถูกต้อง . แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว เจ้าตัวจะไม่ได้ถูกต้องอย่างที่คิดก็ตาม . เพราะเมื่อที่เรามีความมั่นใจเช่นนั้น เรามักจะไม่ค่อย “เช็คตัวเอง” . หรือต่อให้เราจะ “เช็คตัวเอง” เราก็มีแนวโน้มที่จะมองไม่เห็น “จุดบอด” ของตัวเองได้ชัดเจนเท่าไหร่นัก . ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประเด็นทางการเมือง ศาสนา การทำงาน ความสัมพันธ์ส่วนตัว หรือเรื่องอะไรก็ตาม “หลุมพราง” ที่ว่านี้ ก็สามารถแผลงฤทธิ์กับเราได้เสมอ . ทำยังไงเราจึงจะปกป้องตัวเองจาก “หลุมพราง” นี้ได้? . สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้คือการเปิดช่องให้ คนที่มีใจหวังดีและมีสายตาที่เฉียบคม ได้มีโอกาสให้ feedback กับเราอย่างสม่ำเสมอ . วิธีการนี้…ฟังดูไม่ยากเลยนะครับ . เพราะคนที่ต้อง “ลงแรง” ไม่ใช่ตัวเราด้วยซ้ำ คนที่ “ลงแรง” คือคนที่ให้ feedback กับเรามากกว่า . อย่างไรก็ตาม แม้เราจะไม่ได้ “ลงแรง” เท่าไหร่นัก แต่วิธีการดังกล่าวมัน “ทำใจยาก” อยู่ไม่น้อย . เพราะถ้าจะว่ากันโดยทั่วไปแล้ว น้อยคนครับที่จะชอบเวลามีคนอื่นมาชี้นิ้วที่เรา และบอกว่าเราขาดตกบกพร่องตรงนู้นตรงนี้ตรงนั้น . มันเหมือนกับเรากำลังถูกตัดสินว่า…เรา “ดีไม่พอ” . ซึ่งหากจะมองในแง่หนึ่ง เราก็ “ดีไม่พอ” จริงๆแหละครับ (ไม่อย่างนั้น เราคงรับมือกับ “หลุมพราง” ได้ด้วยตัวเองไปแล้ว) . แต่ต่อให้เราจะ “ดีไม่พอ” ในบางเรื่อง (หรือแม้กระทั่งหลายเรื่อง) นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะ “ไม่มีค่า” . เพราะคุณค่าในความเป็นมนุษย์ของเรา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถของเราครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.jesp.2006.05.011 https://doi.org/10.1016/j.tics.2006.11.001 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราพูดถึงแรงบันดาลใจ หลายคนจะนึกถึงการวาดภาพความฝัน ที่พวกเขาอยากจะทำให้เป็นจริง . ยกตัวอย่างเช่น ภาพที่ตัวเองแต่งงานและมีครอบครัวที่น่ารัก ภาพที่ตัวเองเติบโตในหน้าที่การงานจนอยู่ในบอร์ดบริหาร ภาพที่ตัวเองได้เดินทางรอบโลก เป็นต้น . พวกเขาจะโฟกัสกับภาพความฝันนั้นและใช้มันเป็นแรงผลักดัน . พวกเขาหวังว่าภาพความฝันที่สวยงามนี้ จะมีพลังเพียงพอในการกระตุ้นให้ตัวเอง ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อใทำฝันให้เป็นจริงได้ในท้ายที่สุด . แต่ประสบการณ์ของหลายคนแสดงให้เห็นว่า แม้ภาพความฝันจะมีพลังอยู่ไม่น้อย แต่พลังที่ว่านี้ยังมีไม่มากพอสำหรับพวกเขาจริงๆ . พวกเขาจำเป็นต้องมีสิ่งอื่นมา “เสริมพลัง” นอกจากภาพความฝันที่สวยงาม . แล้วสิ่งอื่นที่ว่านี้…คืออะไร? . สำหรับหลายๆคน มันคือภาพของชีวิตตัวเอง หากพวกเขาทำฝันนั้นเป็นจริงไม่สำเร็จครับ . ยกตัวอย่างเช่น ภาพที่ตัวเองไม่มีชีวิตครอบครัวในแบบที่วาดฝันไว้ ภาพที่ตัวเองล้มเหลวในหน้าที่การงาน ภาพที่ตัวเองไม่ได้เดินทางไปที่ไหน เป็นต้น . ถ้าภาพความฝันอันสวยงามทำหน้าที่ เป็น “สวรรค์” ให้พวกเขาอยาก “วิ่งไล่ตาม” ภาพในตัวอย่างข้างต้นนี้ก็จะทำหน้าที่ เป็น “นรก” ให้พวกเขาอยาก “วิ่งหนีให้พ้น” . อันที่จริง หลายคนพบว่า ภาพ “นรก” ของพวกเขานั้น สามารถสร้างแรงจูงใจให้พวกเขา active ในแต่ละวันได้มากกว่า เมื่อเทียบกับภาพ “สวรรค์” เสียอีก! . ฉะนั้น สำหรับใครก็ตามที่กำลังมองหา แรงบันดาลใจในการทำอะไรบางอย่างอยู่ล่ะก็ . นอกจากเราจะค้นพบแรงบันดาลใจได้จากความสำเร็จแล้ว ความล้มเหลวก็ถือเป็นอีกหนึ่งแหล่งแรงบันดาลใจชั้นดีอีกด้วยครับ! อ้างอิง https://doi.org/10.3389/fnhum.2020.00287 https://doi.org/10.1016/j.econlet.2024.111555 #จิตวิทยา #siamstr
image พวกเราหลายคนมีความเชื่อบางอย่าง ที่พวกเรายึดถือในการใช้ชีวิต . ยกตัวอย่างเช่น “ฉันต้องเข้มแข็งตลอดเวลา” “ลึกๆแล้ว ทุกคนเป็นคนดี” “ฉันเป็นคนไม่มีค่า” เป็นต้น . การมีความเชื่อให้เรายึดถือ อาจช่วยให้เราไม่รู้สึกเคว้งคว้างก็จริง . แต่การยึดถือความเชื่ออย่างเหนียวแน่น สามารถทำให้เรามี “จุดบอด” ได้ . ยกตัวอย่างเช่น . หากเรายึดถือความเชื่อที่ว่า “ฉันต้องเข้มแข็งตลอดเวลา” อย่างเหนียวแน่น . มันอาจทำให้เราไม่ยอมรับ ส่วนที่ “เปราะบาง” ของตัวเอง (เช่น ความกลัว ความเจ็บปวด) . ซึ่งสามารถส่งผลให้เรา connect กับคนอื่นได้ยากขึ้น (เพราะคนอื่นก็จะไม่รู้จัก “ตัวตนที่แท้จริง” ของเราได้) . หรือในกรณีที่เรายึดถือความเชื่อว่า “ลึกๆแล้ว ทุกคนเป็นคนดี” อย่างเหนียวแน่น . มันก็สามารถทำให้เราประมาทและ ขาดความระมัดระวังเวลาที่อยู่กับคนอื่น . ซึ่งอาจนำมาสู่อันตรายและ ความเสียหายกับตัวเราได้ (เช่น ถูกคนที่คิดว่าเป็นเพื่อนโกง) . เป็นต้น . ทั้งหมดนี้…ผมไม่ได้ต้องการจะสื่อว่า เราไม่ควรมีความเชื่อใดใดเลย หรือความเชื่อที่ผมยกตัวอย่าง มาในข้างต้นเป็นความเชื่อที่ “ผิด” นะครับ . แต่สิ่งที่ผมต้องการจะสื่อก็คือ ความเชื่อของเราก็ไม่ต่างอะไรกับ “แว่นตา” ที่เราสวมใส่ครับ . หากเราไม่ต้องการให้ “แว่นตา” ของเรา บดบังโลกที่เรามองเห็นโดยสมบูรณ์ เราก็ไม่ควรสวม “แว่นตา” ดังกล่าวอย่างเหนียวแน่นเกินไป (แม้มันจะเป็น “แว่นตา” ที่ “ถูกต้อง” ก็ตาม) ครับ #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราหวังดีกับใครสักคน เราก็จะอยากให้ความช่วยเหลือกับเขา . แต่ในหลายๆครั้ง แม้เราจะหวังดีกับเขา (และเขาก็รับรู้ถึงความหวังดีของเรา) แต่สุดท้ายแล้ว ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมันกลับไม่ได้ “สวยงาม” . ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น…กลายเป็นทั้งเรา (ที่เป็นฝ่ายช่วยเหลือ) และเขา (ที่เป็นฝ่ายรับความช่วยเหลือ) ต่างรู้สึกแย่ด้วยกันทั้งคู่ . ยกตัวอย่างเช่น . เราเห็นว่าเพื่อนของเรากำลังทุกข์ใจ ที่จับได้ว่าแฟนตัวเองนอกใจ (อีกแล้ว) . เราเป็นห่วงเพื่อน เราหวังดีกับเพื่อน . เราก็เลยเดินเข้าไปหาเพื่อนและ แนะนำให้เพื่อน “รีบๆเลิกกับมันซะ!” . แต่แทนที่เพื่อนจะเลิกกับแฟนทันที เพื่อนกลับมีปากเสียงกับเรา ส่งผลให้ในที่สุด เรากับเพื่อนทะเลาะกันยกใหญ่ซะอย่างงั้น . เป็นต้น . ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ได้? . เวลาที่เราเห็นคนๆหนึ่งกำลังหิวข้าว และเราเสนอตัวที่จะทำอาหารให้เขาทาน . ถ้าจะให้ดีที่สุด ก่อนที่เราจะลงมือทำอาหาร เราควรถามเจ้าตัวเขาก่อนว่า เขาอยากทานอะไร . ไม่อย่างนั้น สมมติว่าเราทำกระเพราหมูสับให้คนๆนั้น แต่เจ้าตัวเป็นชาวมุสลิมที่ไม่ทานเนื้อหมูขึ้นมา อาหารที่เราลงแรงทำไปให้ (ด้วยความหวังดี) ก็จะ “เสียเปล่า” ได้ . และยิ่งถ้าเราพยายาม “ยัดเยียด” กระเพราหมูสับ เผลอๆ มันอาจจะจุดชนวนให้เราขัดแย้ง กับคนที่เราอยากจะช่วยเหลืออีกด้วย! . การให้ความช่วยเหลือคนอื่นก็ไม่ต่างกันเลยครับ . การมีความหวังดีต่อเพื่อนมนุษย์มันคือสิ่งที่สวยงามนะครับ . แต่ในหลายๆครั้ง เพียงแค่ความหวังดีอย่างเดียว มันไม่เพียงพอจริงๆครับ . ในหลายๆครั้ง การเข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรคือ สิ่งที่ “ขาดไม่ได้” เลยครับ . ฉะนั้น หากเราจะย้อนกลับไปที่ตัวอย่างในข้างต้น . ผมมองว่า… . เราสามารถสื่อสารกับเพื่อนได้ครับว่า เราเป็นห่วงเพื่อน . เราสามารถสื่อสารกับเพื่อนได้ครับว่า เราไม่พอใจที่แฟนเพื่อนทำกับเพื่อนแบบนี้ . เราสามารถสื่อสารกับเพื่อนได้ครับว่า เราอยากจะช่วย support เพื่อน . นอกจากนี้ ผมก็อยากจะเชียร์ให้ เราถามเพื่อนต่อไปด้วยครับว่า . ณ ตอนนี้ เพื่อนต้องการอะไร มีอะไรที่เราพอจะทำเพื่อช่วย support เพื่อนในขณะนี้ได้บ้าง . ผมมองว่า หากเราทำแบบนี้ มันน่าจะ “สวยงาม” ขึ้นเยอะเลยครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1002/pon.3896 https://doi.org/10.1017/S1041610217000898 #จิตวิทยา #siamstr
image ในแต่ละวัน หลายคนจะเจอกับงาน ที่ต่อคิวเรียงแถวให้พวกเขาเข้าไปทำเต็มไปหมด . ไม่ว่าจะเป็นการตอบอีเมลลูกค้า การนำเสนองานกับเจ้านาย การประเมินผลงานของลูกน้อง ฯลฯ . งานบางอย่าง…เราใช้เวลาเพียงแค่แป๊บเดียวก็ทำเสร็จแล้ว (เช่น การจัดเอกสารที่อยู่บนโต๊ะให้เป็นระเบียบเรียบร้อย) . งานบางอย่าง…เราต้อง “ต่อสู้” กับมันอยู่นานกว่าจะเสร็จได้ (เช่น การพูดคุยให้คำปรึกษากับลูกน้องในทีมที่ทำงานติดขัด) . เมื่อต้องเลือกระหว่างงานประเภทแรกกับงานประเภทหลัง หลายคนจะเลือกงานประเภทแรกโดยอัตโนมัติ . เพราะมันเป็นงานที่ “ทำแล้วรู้สึกดี” . ลองนึกภาพดูนะครับ . สมมติว่าวันนี้ เรามีงานต้องทำ 10 อย่าง 8 อย่างคืองานประเภทแรก 2 อย่างคืองานประเภทหลัง . ถ้าเราเลือกทำงานประเภทแรกก่อน เราใช้เวลาและพลังงานเพียงนิดเดียว ก็ทำให้งานของวันนี้เสร็จไปแล้วถึง 80%! . มันทำให้เรารู้สึกว่าวันนี้เป็นวันที่ productive . คำถามสำคัญก็คือ หากเราตัดสินใจแบบนี้ เราจะพูดว่าวันนี้คือวันที่ productive ได้จริงๆหรือ? . เราอาจจะทำงานประเภทแรกได้เสร็จเต็มไปหมด แต่มันคืองานที่มี impact และความสำคัญมากน้อยเพียงใด? . ในหลายๆกรณี เราจะพบว่า แม้งานประเภทแรกจะ “ทำเสร็จได้ง่าย” แต่มันไม่ได้มีความสำคัญหรือมี impact เท่าไหร่นัก . อันที่จริง หลายๆครั้ง เราพบว่างานประเภทแรกบางอย่าง (เช่น การจัดเรียงปากกาบนโต๊ะทำงานให้เรียงสีตามสายรุ้ง) แทบจะไม่มี impact หรือความสำคัญเลยด้วยซ้ำ! . มันจึงกลายเป็นว่า เราจะดู busy แต่เราไม่ได้ productive . ถ้าเราต้องการให้วันทำงานของเรา productive จริงๆ เราควรจะโฟกัสงานที่มี impact หรือความสำคัญสูงๆ แม้งานเหล่านี้อาจจะไม่ได้ “ทำเสร็จได้ง่าย” เท่าไหร่นักก็ตาม . แต่ก็นะครับ…ของแบบนี้มัน “พูดง่ายแต่ทำยาก” . เพราะธรรมชาติของงานที่มี impact หรือความสำคัญสูงๆนั้น มักจะไม่ค่อย “ทำแล้วรู้สึกดี” เท่าไหร่นัก . อย่างไรก็ตาม มันมีเทคนิคที่จะช่วยให้งานเหล่านี้ “ทำแล้วรู้สึกดี” ได้อยู่เหมือนกันครับ . เทคนิคที่ว่านี้คือการหยิบงานดังกล่าว มาหั่นออกมาเป็นขั้นตอนเล็กๆหลายๆขั้น . ยกตัวอย่างเช่น . หากเราจะพูดคุยให้คำปรึกษากับลูกน้องในทีมที่ทำงานติดขัด . ขั้นตอน # 1 เราต้องหาวัน เวลา และสถานที่ที่เหมาะสมก่อน (ต้องเป็นช่วงวันเวลาที่ลูกน้องกับตัวเราสะดวก และต้องเป็นสถานที่ที่มีความเป็นส่วนตัวสักหน่อย) . ขั้นตอน # 2 เราจะเปิดโอกาสให้ลูกน้องเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น . ขั้นตอน # 3 เราจะพูดสะท้อนกลับไปให้ลูกน้องฟังว่า ในความเข้าใจของเรานั้น เราเข้าใจว่าลูกน้องเผชิญกับอุปสรรคอะไรอยู่ (เพื่อเป็นการเช็คว่าเราเข้าใจลูกน้องถูกต้องหรือไม่) . ขั้นตอน # 4 เราจะถามลูกน้องว่า ลูกน้องต้องการให้เราช่วยเหลืออะไรบ้าง . ขั้นตอน # 5 เราจะพิจารณาว่า สิ่งที่ลูกน้องต้องการให้เราช่วยนั้น มันเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน . ขั้นตอน # 6 สำหรับความช่วยเหลือที่เราสามารถมอบให้ลูกน้องได้นั้น เราก็จะมอบให้ แต่สำหรับความช่วยเหลือที่เราไม่สามารถมอบให้ลูกน้องได้ เราก็จะบอกกับลูกน้องว่าเราช่วยไม่ได้ และชวนลูกน้องพูดคุยว่า มีอะไรอย่างอื่นที่พอจะ “ทดแทน” ความช่วยเหลือที่เรามอบให้ไม่ได้บ้างหรือเปล่า . เป็นต้น . การหยิบงานมาหั่นเป็นขั้นตอนเล็กๆนี้ มันช่วยให้เรา “รู้สึกดี” ได้ง่ายขึ้นเยอะเลยครับ . เพราะเดิมที เราต้องทำงานนั้นทั้งหมดเสียก่อน มันถึงจะเรียกได้ว่า “ทำเสร็จ” ได้ แต่พอเราหยิบงานนั้นมาหั่นเป็นขั้นตอนเล็กๆแล้ว เพียงแค่การทำขั้นตอน # 1 เสร็จ เราก็พอจะเรียกว่าเรา “ทำเสร็จ” ได้แล้ว . นอกจากนี้ การหยิบงานมาหั่นเป็นขั้นตอนเล็กๆ มันยังช่วยให้รู้สึกว่าเรา “เอื้อมถึง” ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย . ผมหวังว่าสิ่งที่ผมหยิบมาแบ่งปันในวันนี้ จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่ต้องการ เห็นตัวเอง productive (ไม่ใช่แค่ busy) นะครับ อ้างอิง https://doi.org/10.3389/fpsyg.2018.01087 https://psycnet.apa.org/doi/10.1017/S1930297500007518 #จิตวิทยา #siamstr
image เมื่อเทียบกับ ยุคสมัยของพ่อแม่ ยุคสมัยของปู่ย่าตายาย หรือยุคสมัยของทวด . ชีวิตของพวกเราทุกวันนี้ มีความสะดวกสบายสุดๆเลยครับ . การเดินทางของเราดีขึ้น การติดต่อสื่อสารของเราดีขึ้น การรักษาพยาบาลของเราดีขึ้น . หากบรรพบุรุษเราได้มาเห็นว่า ชีวิตของเราทุกวันนี้เป็นอย่างไร . บรรพบุรุษเราคงจะคิดว่า ชีวิตของเรามีความสุขน่าดู . แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น . ต่อให้ชีวิตของเราจะมี ความสะดวกสบายมากขึ้นมหาศาล เราก็ยังคงหนีความทุกข์ไม่พ้นอยู่ดี . เพราะมนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวเก่ง . ยกตัวอย่างเช่น . ในสมัยที่การเดินทางยังลำบาก สมองเราก็จะมองว่าการเดินเท้า เป็นระยะเวลา 10 กิโลเมตรใน 1 วัน คือเรื่องปกติและไม่ใช่เรื่องทุกข์อะไร . เราจะรู้สึกทุกข์ก็ต่อเมื่อมีเหตุ ที่ทำให้เราต้องลำบากกว่า การเดินเท้า 10 กิโลเมตรภายใน 1 วันเท่านั้น . แต่สำหรับทุกวันนี้ การเดินทางมีความสะดวกสบายมากขึ้น สมองของเราก็เลยปรับตัวและมองว่า การเดินทางด้วยรถยนต์ รถไฟ จักรยานยนต์คือเรื่องปกติแทน . ดังนั้น อะไรก็ตามที่ผิดไปจาก “ปกติ” ในยุคปัจจุบัน (เช่น มีเหตุให้ต้องเดินทางด้วยเท้าเปล่า เป็นระยะทาง 10 กิโลเมตรใน 1 วัน) ก็จะสามารถสร้างความทุกข์ให้เราได้ . เป็นต้น . หากมองดูเผินๆ การทำงานของสมองเรานี้ มันดู “หวังร้าย” กับเราเหมือนกันนะครับ . เพราะแทนที่มันจะปล่อยให้เรามีความสุข มันกลับทำตัวเป็น “ก้างขวางคอ” และ “หาเรื่อง” ทำให้เราเป็นทุกข์ซะอย่างนั้น . แต่จริงๆแล้ว สมองเราไม่ได้ “หวังร้าย” กับเราเลยครับ . ลองนึกดูนะครับว่า หากสมองเราไม่มีความสามารถ ในการปรับตัวให้เข้ากับ บริบทต่างๆในชีวิตเราเลย ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร . ใช่ครับ เราจะรู้สึกพึงพอใจกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น . แต่ในขณะเดียวกัน หากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น (เช่น รถที่เรากำลังขับ ไม่สามารถเร่งความเร็ว เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้) . เราก็จะไม่รู้ตัวเช่นกัน (เพราะสมองเรายังคงมองว่า ตราบใดที่เราเดินทางได้เร็วกว่า 10 กิโลเมตรภายใน 1 วัน นั่นก็คือเรื่องที่ดีอยู่) . และพอเราไม่รู้ตัว เราก็จะไม่ได้ลงมือ take action อย่างเหมาะสม (เช่น ยังคงขับรถของเราต่อไป ไม่รีบจอดข้างทางเพื่อเช็คว่าเกิดอะไรขึ้น) ซึ่งอาจนำมาสู่ผลลัพธ์ที่อันตรายได้ (เช่น รถพังขณะที่กำลังขับอยู่บนทางด่วน) . ฉะนั้น อย่าโมโหที่สมองเรามีธรรมชาติการทำงานแบบนี้เลยครับ . และสำหรับคนที่อยากจะ “บริหารจัดการ” ธรรมชาติของสมองตัวเองให้ “ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง” . (กล่าวคือ ยังคงความสามารถ ในการปรับตัวเข้ากับบริบทในชีวิต โดยไม่ให้ตัวเองเป็นทุกข์ง่ายเกินไป) . สิ่งหนึ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ก็คือ การจงใจพาตัวเองไปเผชิญกับ “ความยากลำบาก” ทีละเล็กทีละน้อยครับ . ยกตัวอย่างเช่น แทนที่จะนั่งรถมอเตอร์ไซค์เข้าไปในซอย 1 กิโลเมตร เราเลือกที่จะเดินเท้าในช่วง 1 กิโลเมตรนั้นเอง เป็นต้น . หากเราทำแบบนี้ สมองเราก็จะคุ้นชิน กับ “ความยากลำบาก” มากขึ้น ทำให้เราสามารถ enjoy กับชีวิต ในโลกยุคปัจจุบันได้โดยที่เราเองก็จะ ไม่เป็นทุกข์ง่ายเกินไปเช่นกันครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1037/0003-066x.61.4.305 https://doi.org/10.1016/j.joep.2017.02.014 https://doi.org/10.1016/j.jenvp.2015.11.004 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนจะรู้สึกผิด เวลาที่พวกเขาเห็นว่าตัวเอง กำลังรู้สึกอิจฉาคนอื่น . ยกตัวอย่างเช่น อิจฉาเพื่อนที่มีแฟนดี อิจฉาน้องที่ได้รับการยอมรับจากคนในบ้าน อิจฉาหัวหน้าที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน เป็นต้น . พวกเขารู้สึกผิดเพราะพวกเขามองว่า ความรู้สึกอิจฉาในใจพวกเขานั้น มันคือ “หลักฐาน” ว่าพวกเขาเป็นคนไม่ดี . อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้มองแบบนั้นครับ . ผมมองว่าความรู้สึกอิจฉาดังกล่าว มันคือ “เข็มทิศ” ที่ชี้ให้พวกเขาเห็นว่า ตัวเองให้ความสำคัญกับอะไรมากกว่า . ยกตัวอย่างเช่น . พวกเขาอิจฉาเพื่อนที่มีแฟนดี เพราะการมีแฟนที่ดีคือเรื่องสำคัญสำหรับพวกเขา . พวกเขาอิจฉาน้องที่ได้รับการยอมรับจากคนในบ้าน เพราะการได้รับการยอมรับจากครอบครัวคือเรื่องสำคัญสำหรับพวกเขา . พวกเขาอิจฉาหัวหน้าที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน เพราะความสำเร็จในหน้าที่การงานคือเรื่องสำคัญสำหรับพวกเขา . เป็นต้น . การที่เรารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญสำหรับเรา (ผ่านความรู้สึกอิจฉา) ไม่ได้ทำให้เราเป็นคนแย่เลยครับ . อันที่จริง นี่คือเรื่องดีด้วยซ้ำครับ เพราะมันช่วย “ชี้นำ” ให้เรารู้ว่า เราจะขยับชีวิตตัวเองไปในทิศทางไหนดี . ยกตัวอย่างเช่น ขยับตัวเองไปในทิศทางที่จะเจอแฟนดีๆ ขยับตัวเองในทิศทางที่จะได้รับการยอมรับจากครอบครัว ขยับตัวเองในทิศทางที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน เป็นต้น . สิ่งที่จะ “ฟันธง” ว่าเราเป็นคนแย่คือ สิ่งที่เรา “ลงมือทำ “เพื่อให้ได้มา ซึ่งสิ่งที่สำคัญนั้นมากกว่าครับ . ยกตัวอย่างเช่น อยากได้แฟนดีๆ ก็เลยยุแยงให้เพื่อนเลิกกับแฟน อยากได้รับการยอมรับจากที่บ้าน ก็เลยใส่ร้ายป้ายสีน้อง อยากประสบความสำเร็จในการทำงาน ก็เลยเลื่อยขาเก้าอี้หัวหน้า เป็นต้น . ฉะนั้น อย่ารู้สึกผิดที่เรามีความอิจฉาอยู่ในใจเลยครับ . ถ้าเราจะรู้สึกผิดจริงๆ ขอให้เรารู้สึกผิด กับ “การกระทำ” ของเรา (มากกว่า “ความรู้สึก” ของเรา) ครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1037/0033-2909.133.1.46 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนไม่มีปัญหากับการรักคนอื่น แต่พอเป็นเรื่องของการรักตัวเอง . …พวกเขากลับ “ไปไม่เป็น” . มันไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่อยากรักตัวเองนะครับ แต่พวกเขาไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไงจริงๆ . สำหรับกรณีเช่นนี้ ผมมองว่า “ก้าวแรก” ของการเริ่มต้นรักตัวเองคือการสังเกตดู ช่วงเวลาที่พวกเขาอยู่กับคนที่พวกเขารัก (เช่น ลูก แฟน พี่น้อง พ่อแม่) . สังเกตและลองตั้งคำถามดูครับว่า “ถ้ามองในสายตาของคนนอก คนนอกเขาจะรู้ได้ยังไงว่าฉันรักคนๆนี้?” . หนึ่งในคำตอบที่ทรงพลังมากที่สุดก็คือ… . แม้ในช่วงเวลาที่คนๆนี้ ทำตัว “ไม่น่ารัก” กับพวกเขา แต่พวกเขาก็ยังคงรักคนๆนี้อยู่ . และพวกเขาก็ไม่ได้รักคนๆนี้เพียงแค่ “ลมปาก” เท่านั้น แต่พวกเขายังรักคนๆนี้ผ่าน “การกระทำ” ด้วย . ยกตัวอย่างเช่น แม้ลูกจะใช้คำพูดตวาดเสียงดังใส่ แต่พอฝนเริ่มตกในนาทีต่อมา พวกเขาก็ยังคงกางร่มบังฝนให้ลูกอยู่ดี เป็นต้น . สำหรับคนที่อยากจะ “รักตัวเองให้เป็น” แต่ไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นทำสิ่งนี้ได้ยังไง . การทำสิ่งดีๆให้ตัวเอง (แม้เราจะมองว่าตัวเอง “ไม่คู่ควร” กับสิ่งดีๆเหล่านี้ก็ตาม) ถือเป็น “ก้าวแรก” ที่ไม่เลวเลยครับ อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1080/15298860309032 https://psycnet.apa.org/record/1999-04037-000 #จิตวิทยา #siamstr
image เคยไหมครับ? . เราเจอกับปัญหาในชีวิต เราพยายามคิดๆๆๆๆอยู่นาน แต่เราก็คิดไม่ออกเสียที? . (เช่น จะเลิกกับแฟนดีไหม จะเลือกสมัครงานที่ไหนดี จะนำเสนอสินค้าให้ถูกใจลูกค้ายังไง เป็นต้น) . ในสถานการณ์แบบนี้ เราจะทำยังไงดี? . สิ่งที่ผมกำลังจะบอกต่อไปนี้ อาจฟังดู “กำปั้นทุบดิน” หน่อยนะครับ . แต่ในสถานการณ์แบบนี้ สิ่งที่ดีที่สุดที่เราสามารถทำได้ คือการหยุดคิดครับ . หยุดคิดและพาตัวเองไปทำอย่างอื่น . ปล่อยให้ความคิดของเรา ได้ล่องลอยแบบไร้จุดหมาย โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าเราจะ “คิดออก” เมื่อไหร่ . สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ ในหลายๆครั้ง พอเราหยุดคิด “คำตอบ” มันกลับโผล่เข้ามาในหัวเรา อย่างง่ายดายซะอย่างงั้น . เพราะเมื่อเราหยุดใช้ความคิดอย่างหนักหน่วง นั่นเท่ากับเรากำลัง “เปิดช่อง” ให้สมองส่วนอื่น (ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของเรา) ทำงานได้อย่างเต็มที่มากขึ้นนั่นเองครับ . แน่นอนครับว่าการทำแบบนี้ มันอาจไม่สามารถการันตีได้ว่า เราจะคิดออกในท้ายที่สุด . แต่อย่างน้อย มันก็เป็นหนทางที่เรา จะได้ใช้ “พลังสมอง” ของเรา (ทั้งสมองส่วนที่เราควบคุมได้และควบคุมไม่ได้) ในการขบคิดอย่างเต็มที่ที่สุดแล้วครับ . ฉะนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เราคิดอะไรไม่ออก แทนที่เราจะพยายาม “เอาหัวชนกำแพง” ต่อไปเรื่อยๆ การเก็บเรื่องนั้น “เข้าไปในลิ้นชัก” สักหน่อย อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าก็ได้นะครับ อ้างอิง https://doi.org/10.3389/fpsyg.2016.01076 https://psycnet.apa.org/doi/10.1207/s15326934crj1601_13 #จิตวิทยา #siamstr
image ทุกวันนี้ พ่อแม่หลายคนจะพูดแซวๆกันว่า พวกเขาให้ tablet ช่วยเป็น “พี่เลี้ยง” ให้กับลูกของตัวเอง . (ถ้าเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะมี tablet ทีวีก็ถือเป็น “พี่เลี้ยง” ประจำยุคสมัยนั้น) . แต่ไม่ว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะก้าวหน้าไปขนาดไหน “พี่เลี้ยง” คนหนึ่งที่ช่วยดูแลลูกของหลายๆบ้านมาตลอด (แต่อาจจะไม่ถูกพูดถึงบ่อยนัก) คือสัตว์เลี้ยงครับ . สัตว์เลี้ยงไม่เพียงแค่ตอบโจทย์เด็กๆ ในด้านความสนุกสนานเท่านั้น แต่ยังสามารถตอบโจทย์ในเรื่อง… . การสอนให้เด็กๆมีความรับผิดชอบ (เช่น ต้องให้อาหารในทุกๆวัน) มีความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น (เช่น ต้อง “อ่านภาษากาย” ของสัตว์เลี้ยง เพื่อจะได้รู้ว่าเขาไม่ชอบให้สัมผัสบริเวณไหน) แถมยังช่วยเด็กๆในด้านอารมณ์ความรู้สึกอีกด้วย (เช่น น้องหมาเดินมานอนหมอบใกล้ๆเวลารู้สึกเสียใจ) . ซึ่งในเรื่องของผลกระทบของสัตว์เลี้ยง ที่มีต่ออารมณ์ความรู้สึกของเด็กๆนั้น มันไม่ได้เป็นเพียงแค่ผลกระทบในระยะสั้นเท่านั้น แต่มันยังสามารถส่งผลในระยะยาวจนถึงวัยผู้ใหญ่ได้เลยทีเดียว . ยกตัวอย่างเช่น . เด็กที่กอดสัตว์เลี้ยงบ่อยๆจะ “ซึมซับ” ความรู้สึกปลอดภัย ความรู้สึกอบอุ่นที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ส่งผลให้เขามี “ต้นทุนทางใจ” ที่ช่วยให้ การสานสัมพันธ์กับคนอื่นเป็นไปได้ง่ายขึ้นในอนาคต . เด็กที่ใกล้ชิดกับสัตว์เลี้ยงมีแนวโน้มที่จะโตขึ้นมา และมีความเข้าอกเข้าใจในผู้อื่นตอนที่เขาเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เพราะเขาคุ้นชินกับการเข้าใจความรู้สึกและ ความต้องการของสัตว์เลี้ยง (ซึ่งสื่อสารด้วยคำพูดไม่ได้) มาเยอะ ฉะนั้น พอเขามีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน (ซึ่งสื่อสารด้วยคำพูดได้) มันยิ่งง่ายขึ้นที่เขาจะ เข้าใจความรู้สึกและความต้องการของผู้อื่น . เป็นต้น . ด้วยเหตุนี้ มันจึงไม่น่าแปลกใจที่ครอบครัวจำนวนมากจะพูดกับลูกว่า สัตว์เลี้ยงภายในบ้านไม่ได้เป็นเพียงแค่สัตว์เลี้ยงเท่านั้น แต่ยังเป็นเหมือนกับ “พี่” หรือ “น้อง” ของลูกอีกด้วยครับ อ้างอิง https://doi.org/10.3390/bs12040109 https://doi.org/10.3390/ijerph14030234 https://doi.org/10.3390/ani15081143 https://doi.org/10.3390/ijerph14050490 https://doi.org/10.3390/ijerph16050758 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนกลัวที่จะรักใครสักคนอย่างเต็มที่ . เพราะเมื่อพวกเขาทุ่มเทความรักอย่างเต็มที่ มันเปิดช่องให้พวกเขาเจ็บปวดได้เต็มที่เช่นกัน . พวกเขาต้องการปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวดนั้น พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะไม่รักใครแบบ “ใส่สุด” อีก . มันเป็นการตัดสินใจที่ “ปลอดภัย” นะครับ แต่มันก็ทำให้พวกเขา connect กับคนอื่นได้ยาก . และเมื่อพวกเขา connect กับคนอื่นได้ยาก ความสัมพันธ์ก็มีโอกาสที่จะ “ไปรอด” น้อยลง . มันจึงยิ่งเป็นการตอกย้ำกับพวกเขาเข้าไปใหญ่ว่า “นี่ไงล่ะ! ความรักมันเป็นเรื่องที่เจ็บปวดนะ! ฉันยิ่งต้องปกป้องตัวเองให้เข้มเลยแหละ!” . มันทำให้พวกเขายิ่งไม่กล้ารักคนอื่นแบบ “ใส่สุด” มากขึ้น พวกเขาจึง connect กับคนอื่นยากยิ่งกว่าเดิม ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขา “ไปรอด” ยากเข้าไปอีก . พวกเขาก็เลยยิ่งอยากปกป้องตัวเองเข้าไปใหญ่! . ทั้งหมดนี้มันกลายเป็นเป็นวังวนความเจ็บปวด (ที่มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่เจ้าตัว พยายามปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวดนั้น) . “หนทาง” ที่จะออกจากวังวนนี้ได้คือ การเลิกพยายามปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวด และเริ่มต้น “ใส่สุด” กับความรักมากขึ้นทีละเล็กทีละน้อย . จริงอยู่ครับว่าการตัดสินใจเช่นนี้ มันอาจทำให้เราเจ็บปวดได้ . แต่มันก็เปิดโอกาสให้เราสามารถ connect กับคนอื่นได้อย่างเต็มที่ด้วย . และถ้าเราโชคดี เราก็อาจจะพบว่า connection ที่เรามีกับคนอื่นนั้น มัน “คุ้มค่า” กับความเสี่ยงที่จะเจ็บปวด…ก็เป็นได้ . ในทางกลับกัน หากเราเลือกที่จะปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวด นอกจากเราจะไม่สามารถทำได้แล้ว เรายังโดดเดี่ยวตัวคนเดียวอีกด้วย . เราอาจไม่มีสิทธิ์หลีกหนีจากความเจ็บปวดได้ก็จริง แต่เรามีสิทธิ์เลือกได้ว่าเราจะอ้าแขนต้อนรับความโดดเดี่ยวหรือไม่ครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1038/s41598-025-24119-z https://doi.org/10.1177/02654075241244821 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่หลายคนถูกคนอื่น “ล้ำเส้น” (เช่น เอาเปรียบเรื่องการทำงาน ใช้คำพูดล้อเลียนรูปร่างหน้าตา) . …พวกเขาไม่ชอบนะครับ แต่พวกเขาก็ลังเลที่จะ “โต้กลับ” (เช่น ปฏิเสธที่จะทำงานที่ถูกโยนมาให้ สื่อสารให้อีกฝ่ายรู้ว่าตัวเองไม่โอเคกับคำล้อเลียน) . เพราะพวกเขามองว่าการ “โต้กลับ” นั้น มัน “รุนแรงเกินไป” หรือ “ไม่เหมาะสม” . แน่นอนครับว่า การ “โต้กลับ” แบบ “รุนแรงเกินไป” นั้น มันมีอยู่จริงและมันสามารถเกิดขึ้นได้ (เช่น “โต้กลับ” เมื่อถูกอีกฝ่ายโยนงาน ให้เราทำด้วยการโยนงานเราให้อีกฝ่ายทำบ้าง หรือการ “โต้กลับ” เมื่ออีกฝ่ายใช้คำล้อเลียนเรา ด้วยการใช้คำด่าทอหยาบคายกลับไป) . แต่มันมีความแตกต่างระหว่าง การ “โต้กลับ” แบบ “รุนแรงเกินไป” กับ การ “โต้กลับ” แบบ “ยืนหยัดเพื่อตัวเอง” อยู่ครับ . การ “ยืนหยัดเพื่อตัวเอง” จะมุ่งเน้นให้อีกฝ่าย หยุด “ล้ำเส้น” เรา (จากเดิมที่ “ล้ำเส้น” เรา) ในขณะที่ถ้ามัน “รุนแรงเกินไป” เราจะกลายเป็นคนที่ “ล้ำเส้น” อีกฝ่ายเสียเอง . นี่ถือเป็น “ไม้บรรทัด” ที่เราสามารถใช้วัดได้ว่า เรากำลัง “รุนแรงเกินไป” หรือ “ไม่เหมาะสม” หรือเปล่า . หากการ “โต้กลับ” ของเราไม่ได้จบลง ที่ตัวเราไป “ล้ำเส้น” อีกฝ่าย (เพียงแค่ให้อีกฝ่ายหยุด “ล้ำเส้น” เรา) ล่ะก็ ขอให้มั่นใจได้ในเบื้องต้นเลยครับว่า สิ่งที่เราได้ทำลงไปนั้นมันไม่ได้ “รุนแรงเกินไป” หรือ “ไม่เหมาะสม” แน่นอนครับ อ้างอิง https://doi.org/10.5812/ircmj.21096 #จิตวิทยา #siamstr
image ผมเชื่อว่าคนไทยเราคุ้นเคยกับ เรื่อง “พ่อแม่รังแกฉัน” เป็นอย่างดี . มันคือเรื่องราวของพ่อแม่ ที่ตามใจลูกไปหมดทุกอย่าง ส่งผลให้ลูก “เสียคน” ในท้ายที่สุด . “พ่อแม่รังแกฉัน” อาจจะเกี่ยวข้อง กับการเลี้ยงลูกเป็นหลักก็จริง แต่เราสามารถนำ “พ่อแม่รังแกฉัน” มาต่อยอดในความสัมพันธ์อื่นๆได้ด้วย . ยกตัวอย่างเช่น ในบริบทของการทำงาน หากเราเป็นหัวหน้าทีม และเรารายล้อมไปด้วยคนที่ say yes กับเราไปหมด (เหมือนพ่อแม่ที่ตามใจลูกไปหมด) มันอาจส่งผลให้เรากลายเป็นหัวหน้าทีมที่แย่ได้ เป็นต้น . อีกหนึ่งแง่มุมที่ “พ่อแม่รังแกฉัน” สามารถถูกนำมาต่อยอดได้ คือแง่มุมของการใช้ generative AI (เช่น ChatGPT, Gemini) ในชีวิตของเราครับ . ทุกวันนี้ เวลาที่เราต้องการหาข้อมูล หรือเวลาที่เรามีปัญหาส่วนตัวและต้องการคำปรึกษา หลายคนเริ่มหันมาใช้ AI กันมากขึ้น . ซึ่งลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของ AI ก็คือ มันมักจะ “อวย” หรือ “คล้อยตาม” เราเสียเยอะ . พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ เรากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ เดียวกันกับหัวหน้าที่รายล้อมไปด้วยคน ที่พร้อมจะ say yes เต็มไปหมด (อย่างที่ผมกล่าวไว้ในข้างต้น) นั่นเอง! . แล้วเราจะรับมือกับสถานการณ์ “AI รังแกฉัน” นี้ยังไงดี? . หนึ่งในวิธีรับมือที่ง่ายที่สุดก็คือ ทุกครั้งที่เราคุยกับ AI ให้เรา “ทิ้งท้าย” การพูดคุย ด้วยการป้อนคำสั่งให้ AI วิพากษ์วิจารณ์ (หรือแม้กระทั่ง “ตั้งใจขยี้ช่องโหว่”) ในทุกสิ่งที่เราคุยกันมาอย่างตรงไปตรงมาครับ . สิ่งที่ผมพิมพ์มานี้…อาจฟังดูน่ากลัวนะครับ . แต่ในที่สุดแล้ว ต่อให้ AI จะวิพากษ์วิจารณ์ “เนื้อหา” หนักขนาดไหน แต่นิสัย “ชอบอวย” ของ AI ก็จะทำให้ AI เลือกใช้คำพูดที่ “ฟังง่าย” สำหรับเราอยู่ดี . อันที่จริง หากจะเทียบกันระหว่าง “AI รังแกฉัน” กับ “หัวหน้าที่เจอแต่คน say yes” ล่ะก็ สถานการณ์ “AI รังแกฉัน” ยังนับว่า แก้ไขได้ง่ายกว่าพอสมควรเลยครับ . เพราะในกรณีของ AI นั้น หากเราป้อนคำสั่งให้ AI วิพากษ์วิจารณ์ เจ้า AI ก็จะวิพากษ์วิจารณ์ (อย่างมีศิลปะในการใช้คำพูด) . แต่ในกรณีของหัวหน้านั้น ต่อให้หัวหน้าจะบอกให้คนรอบตัว วิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา คนรอบตัวก็ใช่ว่าจะยอมคล้อยตามเสมอไป . หรือแม้ว่าคนรอบตัวจะยอมคล้อย พวกเขาก็ใช่ว่าจะวิพากษ์วิจารณ์ ด้วยคำพูดที่ “ฟังง่าย” แบบ AI ได้! . ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากเชิญชวนให้พวกเรา หันมาป้องกันไม่ให้ “AI รังแก” ด้วยการหมั่นป้อนคำสั่งให้ AI วิจารณ์ เราอย่างตรงไปตรงมาเสมอๆครับ อ้างอิง #จิตวิทยา #siamstr
image พวกเราหลายคนอยากได้รับการยอมรับจากคนอื่น พวกเราหลายคนอยากพักผ่อน พวกเราหลายคนอยากให้คนอื่นยื่นมือเข้ามาช่วย . แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมรับได้ แบบเต็มปากเต็มคำว่า ตัวเองมีความต้องการเหล่านี้ . เพราะอะไร? . เพราะหลายคนตัดสินตัวเอง พวกเขามองว่าความต้องการเหล่านี้ มัน “ไม่เหมาะสม” “ฟังดูเด็กน้อย” ฯลฯ . พวกเขาพยายามออกคำสั่งให้ใจตัวเองหยุดต้องการสิ่งเหล่านี้ . และเมื่อพวกเขาพบว่า พวกเขาไม่สามารถบังคับใจตัวเองได้ พวกเขาก็เลือกที่จะเมินเฉยต่อความต้องการเหล่านั้น . นี่ถือเป็น “ระเบิดเวลา” ครับ . เพราะไม่ว่าพวกเขาจะพยายามเมินเฉย ต่อความต้องการตัวเองขนาดไหน แต่ในที่สุดแล้ว ความต้องการดังกล่าวก็ไม่ได้หายไป . อันที่จริง ยิ่งพวกเขาไม่สนใจ ความต้องการตัวเองมากเท่าไหร่ ความต้องการนั้นก็จะยิ่งพยายาม “แสดงตัว” ออกมาในรูปแบบต่างๆ (เช่น รู้สึกหงุดหงิด รู้สึกเหนื่อย รู้สึกเคว้งคว้าง) มากเท่านั้น . การ “แสดงตัว” ในช่วงแรกอาจจะ ออกมาในรูปแบบที่ “เบา” สักหน่อย (เช่น รู้สึกเหนื่อยล้าในบางวัน) . แต่หากพวกเขายังคงยืนยันที่จะ เมินเฉยต่อความต้องการตัวเอง การ “แสดงตัว” ก็จะเริ่มเพิ่มดีกรี ความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ (เช่น ไม่มีแรงที่จะทำอะไร แม้กระทั่งลุกจากเตียงนอน) . ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากนำเสนอว่า เราอย่าตัดสินความต้องการของตัวเองกันเลยครับ . ยอมรับการมีอยู่ของความต้องการตัวเอง ตั้งใจฟังความต้องการดังกล่าว และหาทางเติมเต็มความต้องการนั้นให้เป็นจริง (เท่าที่จะทำได้ภายใต้ข้อจำกัดของชีวิต ณ ขณะนั้น) กันดีกว่าครับ อ้างอิง #จิตวิทยา #siamstr
image จากประสบการณ์ที่ผมได้มีโอกาสพูดคุย กับผู้ชายที่รับบท “คุณพ่อ” และ “สามี” มาหลายคน สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ . พวกเขาจะมองว่า หน้าที่หลักของตัวเองคือ “การเงิน” และ “ความปลอดภัย” ของครอบครัว . มันคือมุมมองสไตล์ “ช้างเท้าหน้า” ที่คนไทยเราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี . ฉะนั้น เราจึงเห็นพวกเขาทุ่มเทเวลาและพลังงาน จำนวนมากไปกับเรื่องเหล่านี้ . พวกเขาทำงานหนัก เช็คว่าลูกนอนหลับดีไหมกลางดึก ซ่อมประตูบ้านให้ใช้งานได้ ฯลฯ . ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ดีนะครับ (โดยเฉพาะเมื่อเราเทียบกับผู้ชาย ที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว) . ปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ชาย (บางส่วน) ที่มีความรับผิดชอบเหล่านี้ก็คือ พวกเขาโฟกัสกับการทำหน้าที่ในเรื่อง “การเงิน” และ “ความปลอดภัย” มากจนไม่มีพื้นที่ให้กับสิ่งอื่นๆเลย . …รวมถึงความใกล้ชิดกับคนในครอบครัวด้วย . มันจึงทำให้ในบางครั้ง ผู้ชายกลุ่มนี้ก็จะเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า “นี่ฉันกำลังเหนื่อยไปเพื่ออะไร?” . พวกเขาเข้าใจในเชิงเหตุผลแหละครับว่า พวกเขากำลังเหนื่อยเพื่อครอบครัวที่พวกเขารัก . แต่ด้วย “ระยะห่าง” ที่พวกเขามีกับครอบครัว มันจึงเป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะสัมผัส ถึง “ความรัก” ภายในครอบครัวนั้นได้ . นี่คือจุดบอดของการยึดในหน้าที่และความรับผิดชอบ เรื่อง “การเงิน” และ “ความปลอดภัย” มากเกินไป . ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากที่จะเชิญชวนว่า… . การเป็น “สามี” หรือ “คุณพ่อ” ที่มี ความรับผิดชอบนั้นเป็นเรื่องที่ดีครับ . แต่อย่าลืมเป็น “สามี” หรือ “คุณพ่อ” ที่ใกล้ชิดกับสมาชิกภายในบ้านด้วยนะครับ . มันจะช่วยให้เรามีพลังที่จะ “สู้เพื่อครอบครัว” ได้อีกเยอะเลยล่ะครับ อ้างอิง https://doi.org/10.3390/children10081357 https://doi.org/10.1093/wbro/lkae009 #จิตวิทยา #siamstr
image หนึ่งในความรู้สึกที่ “รับได้ยาก” มากที่สุดคือความรู้สึกอับอาย . มัน “รับได้ยาก” จนถึงขั้นที่คนไทยเรา พูดกันบ่อยๆเลยครับว่า “อายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี” . อย่างไรก็ตาม หากวันหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์คิดค้นยา ที่สามารถกำจัดความรู้สึกอับอายให้หายไปได้ขึ้นมาล่ะก็… . ผมจะยังไม่แนะนำให้เราหยิบยานั้นมาทานครับ . เพราะความรู้สึกอับอายมีหน้าที่ที่สำคัญอยู่ . มันช่วยให้เรารู้ว่าสิ่งที่เราได้พูดหรือทำไปนั้น มันผิดพลาดตรงไหน มันจะปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นได้ยังไง . ฉะนั้น หากเราไม่สามารถรู้สึกอับอายได้ นั่นก็หมายความว่าเราไม่สามารถเรียนรู้และเติบโตได้เช่นกัน! . อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้กำลังเสนอให้เรา “กัดฟันทน” กับความรู้สึกอับอายโดยไม่ทำอะไรเพิ่มนะครับ . แบบนั้น…ก็ไม่ดีเช่นกัน . ถ้าเราเพียงแค่ “กัดฟันทน” อยู่กับความรู้สึกอับอายเฉยๆ ความรู้สึกอับอายนั้นก็จะเข้มข้นอยู่ในใจเราไปเรื่อยๆ . เพราะการ “กัดฟันทน” เฉยๆนั้นไม่ได้ช่วยให้เราเกิดการเรียนรู้ (ว่าความรู้สึกอับอายนั้นกำลังพยายามบอกอะไรกับเราอยู่) . สิ่งที่ผมต้องการจะนำเสนอก็คือ เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้สึกอับอาย เราอย่าปฏิเสธมัน อย่าวิ่งหนีจากมัน อย่า “กัดฟันทน” อยู่กับมันเฉยๆ . …ให้เราตั้งคำถามกับมันด้วยความอยากรู้ว่า “เธออยากจะบอกอะไรกับฉัน” แทน . หลังจากที่เราได้ยินคำตอบจากมัน และตั้งใจที่จะเอาคำตอบของมันไปปฏิบัติในอนาคตแล้ว เราก็จะพบว่า ความรู้สึกอับอายนั้น มันจะค่อยๆลดระดับความเข้มข้นในใจเราลงโดยอัตโนมัติเลยครับ อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.85.4.594 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่หลายคนมีความรัก พวกเขาคาดหวังให้อีกฝ่าย “ทุ่มเท” ให้กับความรักนี้ในระดับที่เท่ากันกับตัวพวกเขาเอง . มันเป็นความคาดหวังที่ไม่น่าแปลกใจนะครับ . เพราะโดยทั่วไปแล้ว เราคงไม่อยากเป็น “เดอะแบก” ที่คอยให้ๆๆ (ส่วนแฟนก็คอยรับๆๆ) อยู่ฝ่ายเดียวในความสัมพันธ์เท่าไหร่นัก . แต่ต่อให้เราไม่ใช่ “เดอะแบก” ในความสัมพันธ์ การคาดหวังให้อีกฝ่าย “ทุ่มเท” ในระดับที่พอๆกับเรานั้น ก็ยังสามารถสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นได้… . …หากเรา “ล็อกเป้า” ไว้ในใจอย่างเหนียวแน่นว่า เราอยากจะเห็นพฤติกรรมอะไรจากอีกฝ่ายบ้าง . เพราะมันอาจทำให้เรามองข้ามความ “ทุ่มเท” อื่นๆของอีกฝ่าย (ที่ไม่ตรงกับสิ่งที่เรา “ล็อกเป้า” ไว้ในใจว่าอยากจะเห็น) ได้ . ยกตัวอย่างเช่น . เราเคยเสนอตัวว่าจะช่วยแฟนทำงาน เพราะตอนนั้นเราเห็นว่าแฟนกำลังป่วย . ฉะนั้น พอเรากำลังป่วย เราก็คาดหวัง อยากให้แฟนเสนอตัวช่วยเราทำงานบ้าง และพอแฟนไม่ได้ทำเช่นนั้น มันก็ทำให้เรารู้สึกผิดหวังในตัวแฟน . มันทำให้เรามองว่าตัวเองเป็น “เดอะแบก” ที่ “ทุ่มเท” ให้กับแฟนมากกว่าที่แฟน “ทุ่มเท” ให้กับเรา . อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เรามองข้ามไปก็คือ… . แม้แฟนจะไม่ได้ช่วยเราทำงานในวันนั้น แต่แฟนรับผิดชอบงานบ้าน และการดูแลลูกในช่วงที่เรากำลังป่วยทั้งหมด (ซึ่งปกติแล้ว สิ่งเหล่านี้จะเป็นความรับผิดชอบ ร่วมกันระหว่างเรากับแฟนมาโดยตลอด) . เป็นต้น . แน่นอนครับ ผมไม่ได้กำลังบอกว่า การคาดหวังพฤติกรรมบางอย่างจากแฟน (เช่น การเสนอตัวช่วยทำงานในยามที่เราเจ็บป่วย) เป็นเรื่องที่ “ผิด” นะครับ . อันที่จริง หากเรามีความต้องการที่ชัดเจนเช่นนั้น ผมสนับสนุนให้เราสื่อสารความต้องการดังกล่าวกับแฟนด้วยซ้ำ . อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมไม่สนับสนุนคือการฟันธงทันทีทันใดว่า การที่แฟนไม่ได้ทำตามที่เรา “ล็อกเป้า” ไว้ในใจนั้น มันคือการที่แฟนไม่ได้ “ทุ่มเท” ให้กับความสัมพันธ์นี้มากเท่ากับเราครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1177/00332941221092659 #จิตวิทยา #siamstr