หลายคนมีความเชื่อว่า “เป็นคนดี = น่าเบื่อ”
.
หลายคนมองว่า
คนที่จะ “ดูดี” ได้นั้น
จะต้องมีความ bad อยู่ในตัว
.
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่มีอยู่…ไม่ได้ support
ความเชื่อ “เป็นคนดี = ไม่น่าดึงดูด” เท่าไหร่นัก
.
ผลการศึกษาพบว่า
ต่อให้จะเป็นคนๆเดียวกัน
แต่ความรู้สึกที่ผู้อื่นมีต่อคนๆนั้น
ในช่วงที่เขากำลังพูดความจริง
กับความรู้สึกที่ผู้อื่นมีต่อคนๆนั้น
ในช่วงที่เขากำลังพูดโกหก
.
…มันแตกต่างกันอย่างชัดเจน
.
กล่าวคือ เวลาที่เราพูดความจริง
เราจะ “ดูดี” ในสายตาคนอื่นมากกว่า
เมื่อเทียบกับเวลาที่เรากำลังพูดโกหกครับ
.
เพราะเวลาที่เราพูดความจริง
มันช่วย “ส่งสัญญาณ” ให้คนอื่น
รู้สึกปลอดภัยและไว้วางใจในตัวเรา
.
นอกจากนี้ เวลาที่เราพูดความจริง
มันยังทำให้คนอื่นมองว่าเราเป็น
คนที่มีความมั่นใจในตัวเองอีกด้วย
.
(มันให้อารมณ์ประมาณว่า
“ตัวฉันแบบที่เป็นอยู่นี้…มันดีพออยู่แล้ว
ฉันไม่จำเป็นต้องใช้คำโกหก
เพื่อเสริมแต่งให้ตัวเองดีพอ”)
.
กล่าวโดยสรุปก็คือ หากเราอยากเป็นคนที่ “มีเสน่ห์” ล่ะก็
เราต้องพร้อมที่จะเป็น “คนจริง” (ไม่ใช่ “คนโกหก”) ครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1016/j.jrp.2004.12.003
https://doi.org/10.1177/01461672231207567
#จิตวิทยา #siamstr
Journaling Our Journey
npub1kmua...wk8n
ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ
หลายคนมีความเชื่อว่า “เป็นคนดี = น่าเบื่อ”
.
หลายคนมองว่า
คนที่จะ “ดูดี” ได้นั้น
จะต้องมีความ bad อยู่ในตัว
.
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่มีอยู่…ไม่ได้ support
ความเชื่อ “เป็นคนดี = ไม่น่าดึงดูด” เท่าไหร่นัก
.
ผลการศึกษาพบว่า
ต่อให้จะเป็นคนๆเดียวกัน
แต่ความรู้สึกที่ผู้อื่นมีต่อคนๆนั้น
ในช่วงที่เขากำลังพูดความจริง
กับความรู้สึกที่ผู้อื่นมีต่อคนๆนั้น
ในช่วงที่เขากำลังพูดโกหก
.
…มันแตกต่างกันอย่างชัดเจน
.
กล่าวคือ เวลาที่เราพูดความจริง
เราจะ “ดูดี” ในสายตาคนอื่นมากกว่า
เมื่อเทียบกับเวลาที่เรากำลังพูดโกหกครับ
.
เพราะเวลาที่เราพูดความจริง
มันช่วย “ส่งสัญญาณ” ให้คนอื่น
รู้สึกปลอดภัยและไว้วางใจในตัวเรา
.
นอกจากนี้ เวลาที่เราพูดความจริง
มันยังทำให้คนอื่นมองว่าเราเป็น
คนที่มีความมั่นใจในตัวเองอีกด้วย
.
(มันให้อารมณ์ประมาณว่า
“ตัวฉันแบบที่เป็นอยู่นี้…มันดีพออยู่แล้ว
ฉันไม่จำเป็นต้องใช้คำโกหก
เพื่อเสริมแต่งให้ตัวเองดีพอ”)
.
กล่าวโดยสรุปก็คือ หากเราอยากเป็นคนที่ “มีเสน่ห์” ล่ะก็
เราต้องพร้อมที่จะเป็น “คนจริง” (ไม่ใช่ “คนโกหก”) ครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1016/j.jrp.2004.12.003
https://doi.org/10.1177/01461672231207567
#จิตวิทยา #siamstr
สิ่งหนึ่งที่สร้างความทุกข์ใจให้กับหลายๆคน
คือการที่พวกเขามักจะนึกถึงอนาคตล่วงหน้า
.
และเป็นการนึกถึงภาพอนาคตที่ “เลวร้าย” อย่างแรงอีกด้วย
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
ในการนำเสนองานกับหัวหน้าครั้งถัดไป
หัวหน้าจะ “ถามจี้” ในเรื่องที่ฉันไม่เชี่ยวชาญ
และฉันก็จะให้คำตอบกับหัวหน้าไม่ได้
ส่งผลให้หัวหน้าไม่พอใจ ต่อว่าฉันอย่างรุนแรง
พร้อมกับไล่ให้ฉันยื่นใบลาออกภายในวันถัดไปแน่ๆ
.
เป็นต้น
.
พวกเขาจะ replay ภาพอนาคต
ที่ “เลวร้าย” เหล่านี้ซ้ำไปซ้ำมาในหัว
ส่งผลให้ใจพวกเขาปั่นป่วนทรมานไม่หยุด
(แม้พวกเขาจะรู้ว่าโอกาสที่เหตุการณ์
จะออกมา “เลวร้าย” มันมีไม่เยอะก็ตาม)
.
และไม่ว่าพวกเขาจะพยายาม “ออกคำสั่ง”
ให้ตัวเองหยุดนึกถึงภาพอนาคตที่ “เลวร้าย” นั้นขนาดไหน
สมองพวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะ replay ภาพเหล่านั้นอยู่ดี
.
วันนี้ ผมมีแนวทางหนึ่งที่อาจจะช่วยแก้ไขปัญหา
“replay ภาพอนาคตที่เลวร้ายซ้ำไปมา” นี้ได้ครับ
.
อย่างแรก เราจะต้องทำความเข้าใจก่อนครับว่า
ทำไมสมองเราจึงไม่ยอมหยุด replay ภาพอนาคตเหล่านี้เสียที
.
สาเหตุที่เป็นไปได้ข้อหนึ่งก็คือ…
.
เพราะเรายังไม่มีทางออกที่ดีพอ
ในการรับมือกับภาพอนาคต
ที่ “เลวร้าย” ดังกล่าวนั่นเองครับ
.
ดังนั้น
หากเราหยิบภาพอนาคตที่ “เลวร้าย” นั้นมาดู
พร้อมตอบคำถามกับตัวเองให้ได้ชัดๆว่า
“ถ้าเหตุการณ์มันเลวร้ายได้แบบนั้นจริงๆ ฉันจะรับมือกับมันยังไง?”
.
…มันมีความเป็นไปได้พอสมควรเลยครับ
ที่สมองเราจะเริ่ม replay ภาพอนาคตที่ “เลวร้าย” นั้นน้อยลง
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
ก่อนที่ฉันจะนำเสนองานกับหัวหน้า
ฉันจะชวนเพื่อนร่วมงานที่เชี่ยวชาญ
ในเรื่องที่ฉันไม่ถนัดมานั่งอยู่ในห้องประชุมด้วย
หากหัวหน้า “ถามจี้” ฉันในเรื่องดังกล่าวขึ้นมาจริงๆ
ฉันก็จะเปิดโอกาสให้เพื่อนร่วมงานตอบข้อสงสัยในเรื่องนี้กับหัวหน้า
.
เป็นต้น
.
ผมหวังว่าสิ่งที่ผมหยิบมานำเสนอในวันนี้
จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่กำลังทุกข์ใจกับปัญหา
“replay ภาพอนาคตที่เลวร้ายซ้ำไปมา” นะครับ
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/record/2004-16375-004
https://psycnet.apa.org/doi/10.1016/S0065-2601(06)38002-1
https://psycnet.apa.org/fulltext/2008-01984-001.html
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่เราทุกข์ใจจากการสูญเสียบางสิ่ง
(เช่น งาน) หรือบางคน (เช่น สมาชิกในครอบครัว)
.
หนึ่งในคำปลอบใจที่หลายคนพยายาม
มอบให้กับเราด้วยความหวังดี
คือการชี้ชวนให้เรามองเห็นสิ่งที่เรายังมีอยู่ตอนนี้
(เช่น แม้สมาชิกในครอบครัวของเราจะจากไป
แต่เราก็มีคนอื่นๆในครอบครัวที่ยังมีชีวิตอยู่)
.
และในบางครั้ง พวกเขาเหล่านี้ก็จะพูดเสริมด้วยว่า
“เธอควรจะรู้สึกขอบคุณสำหรับสิ่งที่เธอยังมีอยู่นะ”
.
อย่างไรก็ตาม ความหวังดีเช่นนี้…ใช่ว่าจะนำมาสู่ผลลัพธ์ที่สวยงามเสมอไป
.
เพราะสำหรับคนที่กำลังทุกข์ใจอยู่นั้น
การถูกชี้ชวนให้รู้สึกขอบคุณในช่วงเวลานี้
มันไม่ต่างอะไรกับการที่เราเพิ่งถูกเลื่อย
หั่นแขนขาดไปข้างหนึ่งสดๆร้อนๆ
และมีคนมาบอกว่าเราควรจะรู้สึกขอบคุณ
ที่ตัวเองยังคงเหลือแขนอีกหนึ่งข้าง
(แทนที่จะส่งเสียงร้องโหยหวนกับความเจ็บปวด
กับบาดแผลที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้)
.
สำหรับคนที่กำลังทุกข์ใจอยู่นั้น
มันให้ความรู้สึกราวกับว่าความทุกข์ใจของพวกเขา
กำลังถูก “ปฏิเสธ” หรือ “ดูเบา” หรือ “ลดทอนความสำคัญ”
.
มันจึงกลายเป็นว่า นอกจากคนที่กำลังทุกข์ใจอยู่นี้
จะรู้สึกทุกข์ใจจากความสูญเสียที่เกิดขึ้นแล้ว
พวกเขายังทุกข์ใจจากการที่ความรู้สึกตัวเองถูกมองข้ามเพิ่มเติมอีกด้วย!
.
ผมมองว่า หากเราหวังดีกับคนที่กำลังทุกข์ใจ
และอยากให้ความหวังดีนั้นนำมาสู่ผลลัพธ์ที่ดีตามมาล่ะก็
แนวทางที่ดีกว่าคือการเปิดพื้นที่ให้กับความทุกข์ใจของเจ้าตัวเขาเสียก่อน
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ
อย่าเพิ่งรีบชี้ชวนให้เจ้าตัวรู้สึกขอบคุณ
ในช่วงเวลาที่ใจของเขาไม่มี “ช่องว่าง”
สำหรับความรู้สึกดังกล่าว
(เพราะยังเต็มไปด้วยความทุกข์อยู่)
.
เมื่อเจ้าตัวได้สัมผัสกับความทุกข์ใจอย่างเต็มที่แล้ว
“ช่องว่าง” ในใจเขาก็จะค่อยๆเพิ่มขึ้น
และเปิดพื้นที่ให้กับความรู้สึกขอบคุณมากขึ้นเองครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1016/j.cpr.2010.03.005

einstein (São Paulo)
The effects of gratitude interventions: a systematic review and meta-analysis - einstein (São Paulo)
ABSTRACT Introduction Gratitude has several implications. Over time, a logical relationship has been established between gratitude and well-being. ...

SpringerLink
The Effect of Expressed Gratitude Interventions on Psychological Wellbeing: A Meta-Analysis of Randomised Controlled Studies - International Journal of Applied Positive Psychology
The effectiveness of expressed gratitude interventions in enhancing psychological wellbeing has been explored in a number of studies. The present m...
หนึ่งใน “หลุมพราง” ที่น่ากลัวที่สุด
ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนๆหนึ่ง
คือการที่เขาคนนั้นมีความมั่นใจว่าตัวเองถูกต้อง
.
แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว
เจ้าตัวจะไม่ได้ถูกต้องอย่างที่คิดก็ตาม
.
เพราะเมื่อที่เรามีความมั่นใจเช่นนั้น
เรามักจะไม่ค่อย “เช็คตัวเอง”
.
หรือต่อให้เราจะ “เช็คตัวเอง”
เราก็มีแนวโน้มที่จะมองไม่เห็น “จุดบอด”
ของตัวเองได้ชัดเจนเท่าไหร่นัก
.
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประเด็นทางการเมือง
ศาสนา การทำงาน ความสัมพันธ์ส่วนตัว
หรือเรื่องอะไรก็ตาม “หลุมพราง” ที่ว่านี้
ก็สามารถแผลงฤทธิ์กับเราได้เสมอ
.
ทำยังไงเราจึงจะปกป้องตัวเองจาก “หลุมพราง” นี้ได้?
.
สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้คือการเปิดช่องให้
คนที่มีใจหวังดีและมีสายตาที่เฉียบคม
ได้มีโอกาสให้ feedback กับเราอย่างสม่ำเสมอ
.
วิธีการนี้…ฟังดูไม่ยากเลยนะครับ
.
เพราะคนที่ต้อง “ลงแรง” ไม่ใช่ตัวเราด้วยซ้ำ
คนที่ “ลงแรง” คือคนที่ให้ feedback กับเรามากกว่า
.
อย่างไรก็ตาม แม้เราจะไม่ได้ “ลงแรง” เท่าไหร่นัก
แต่วิธีการดังกล่าวมัน “ทำใจยาก” อยู่ไม่น้อย
.
เพราะถ้าจะว่ากันโดยทั่วไปแล้ว
น้อยคนครับที่จะชอบเวลามีคนอื่นมาชี้นิ้วที่เรา
และบอกว่าเราขาดตกบกพร่องตรงนู้นตรงนี้ตรงนั้น
.
มันเหมือนกับเรากำลังถูกตัดสินว่า…เรา “ดีไม่พอ”
.
ซึ่งหากจะมองในแง่หนึ่ง เราก็ “ดีไม่พอ” จริงๆแหละครับ
(ไม่อย่างนั้น เราคงรับมือกับ “หลุมพราง” ได้ด้วยตัวเองไปแล้ว)
.
แต่ต่อให้เราจะ “ดีไม่พอ” ในบางเรื่อง
(หรือแม้กระทั่งหลายเรื่อง)
นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะ “ไม่มีค่า”
.
เพราะคุณค่าในความเป็นมนุษย์ของเรา
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถของเราครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1016/j.jesp.2006.05.011
https://doi.org/10.1016/j.tics.2006.11.001
自己の客観性を過信する傾向についての一考察
J-STAGE
เวลาที่เราพูดถึงแรงบันดาลใจ
หลายคนจะนึกถึงการวาดภาพความฝัน
ที่พวกเขาอยากจะทำให้เป็นจริง
.
ยกตัวอย่างเช่น
ภาพที่ตัวเองแต่งงานและมีครอบครัวที่น่ารัก
ภาพที่ตัวเองเติบโตในหน้าที่การงานจนอยู่ในบอร์ดบริหาร
ภาพที่ตัวเองได้เดินทางรอบโลก
เป็นต้น
.
พวกเขาจะโฟกัสกับภาพความฝันนั้นและใช้มันเป็นแรงผลักดัน
.
พวกเขาหวังว่าภาพความฝันที่สวยงามนี้
จะมีพลังเพียงพอในการกระตุ้นให้ตัวเอง
ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อใทำฝันให้เป็นจริงได้ในท้ายที่สุด
.
แต่ประสบการณ์ของหลายคนแสดงให้เห็นว่า
แม้ภาพความฝันจะมีพลังอยู่ไม่น้อย
แต่พลังที่ว่านี้ยังมีไม่มากพอสำหรับพวกเขาจริงๆ
.
พวกเขาจำเป็นต้องมีสิ่งอื่นมา “เสริมพลัง”
นอกจากภาพความฝันที่สวยงาม
.
แล้วสิ่งอื่นที่ว่านี้…คืออะไร?
.
สำหรับหลายๆคน มันคือภาพของชีวิตตัวเอง
หากพวกเขาทำฝันนั้นเป็นจริงไม่สำเร็จครับ
.
ยกตัวอย่างเช่น
ภาพที่ตัวเองไม่มีชีวิตครอบครัวในแบบที่วาดฝันไว้
ภาพที่ตัวเองล้มเหลวในหน้าที่การงาน
ภาพที่ตัวเองไม่ได้เดินทางไปที่ไหน
เป็นต้น
.
ถ้าภาพความฝันอันสวยงามทำหน้าที่
เป็น “สวรรค์” ให้พวกเขาอยาก “วิ่งไล่ตาม”
ภาพในตัวอย่างข้างต้นนี้ก็จะทำหน้าที่
เป็น “นรก” ให้พวกเขาอยาก “วิ่งหนีให้พ้น”
.
อันที่จริง หลายคนพบว่า
ภาพ “นรก” ของพวกเขานั้น
สามารถสร้างแรงจูงใจให้พวกเขา
active ในแต่ละวันได้มากกว่า
เมื่อเทียบกับภาพ “สวรรค์” เสียอีก!
.
ฉะนั้น สำหรับใครก็ตามที่กำลังมองหา
แรงบันดาลใจในการทำอะไรบางอย่างอยู่ล่ะก็
.
นอกจากเราจะค้นพบแรงบันดาลใจได้จากความสำเร็จแล้ว
ความล้มเหลวก็ถือเป็นอีกหนึ่งแหล่งแรงบันดาลใจชั้นดีอีกด้วยครับ!
อ้างอิง
https://doi.org/10.3389/fnhum.2020.00287

SpringerLink
How the threat of losses makes people explore more than the promise of gains - Psychonomic Bulletin & Review
Until recently, loss aversion has been inferred exclusively from choice asymmetries in the loss and gain domains. This study examines the impact of...
พวกเราหลายคนมีความเชื่อบางอย่าง
ที่พวกเรายึดถือในการใช้ชีวิต
.
ยกตัวอย่างเช่น
“ฉันต้องเข้มแข็งตลอดเวลา”
“ลึกๆแล้ว ทุกคนเป็นคนดี”
“ฉันเป็นคนไม่มีค่า”
เป็นต้น
.
การมีความเชื่อให้เรายึดถือ
อาจช่วยให้เราไม่รู้สึกเคว้งคว้างก็จริง
.
แต่การยึดถือความเชื่ออย่างเหนียวแน่น
สามารถทำให้เรามี “จุดบอด” ได้
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
หากเรายึดถือความเชื่อที่ว่า
“ฉันต้องเข้มแข็งตลอดเวลา”
อย่างเหนียวแน่น
.
มันอาจทำให้เราไม่ยอมรับ
ส่วนที่ “เปราะบาง” ของตัวเอง
(เช่น ความกลัว ความเจ็บปวด)
.
ซึ่งสามารถส่งผลให้เรา
connect กับคนอื่นได้ยากขึ้น
(เพราะคนอื่นก็จะไม่รู้จัก “ตัวตนที่แท้จริง” ของเราได้)
.
หรือในกรณีที่เรายึดถือความเชื่อว่า
“ลึกๆแล้ว ทุกคนเป็นคนดี” อย่างเหนียวแน่น
.
มันก็สามารถทำให้เราประมาทและ
ขาดความระมัดระวังเวลาที่อยู่กับคนอื่น
.
ซึ่งอาจนำมาสู่อันตรายและ
ความเสียหายกับตัวเราได้
(เช่น ถูกคนที่คิดว่าเป็นเพื่อนโกง)
.
เป็นต้น
.
ทั้งหมดนี้…ผมไม่ได้ต้องการจะสื่อว่า
เราไม่ควรมีความเชื่อใดใดเลย
หรือความเชื่อที่ผมยกตัวอย่าง
มาในข้างต้นเป็นความเชื่อที่ “ผิด” นะครับ
.
แต่สิ่งที่ผมต้องการจะสื่อก็คือ
ความเชื่อของเราก็ไม่ต่างอะไรกับ
“แว่นตา” ที่เราสวมใส่ครับ
.
หากเราไม่ต้องการให้ “แว่นตา” ของเรา
บดบังโลกที่เรามองเห็นโดยสมบูรณ์
เราก็ไม่ควรสวม “แว่นตา” ดังกล่าวอย่างเหนียวแน่นเกินไป
(แม้มันจะเป็น “แว่นตา” ที่ “ถูกต้อง” ก็ตาม) ครับ
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่เราหวังดีกับใครสักคน
เราก็จะอยากให้ความช่วยเหลือกับเขา
.
แต่ในหลายๆครั้ง แม้เราจะหวังดีกับเขา
(และเขาก็รับรู้ถึงความหวังดีของเรา)
แต่สุดท้ายแล้ว ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมันกลับไม่ได้ “สวยงาม”
.
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น…กลายเป็นทั้งเรา (ที่เป็นฝ่ายช่วยเหลือ)
และเขา (ที่เป็นฝ่ายรับความช่วยเหลือ) ต่างรู้สึกแย่ด้วยกันทั้งคู่
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เราเห็นว่าเพื่อนของเรากำลังทุกข์ใจ
ที่จับได้ว่าแฟนตัวเองนอกใจ (อีกแล้ว)
.
เราเป็นห่วงเพื่อน
เราหวังดีกับเพื่อน
.
เราก็เลยเดินเข้าไปหาเพื่อนและ
แนะนำให้เพื่อน “รีบๆเลิกกับมันซะ!”
.
แต่แทนที่เพื่อนจะเลิกกับแฟนทันที
เพื่อนกลับมีปากเสียงกับเรา ส่งผลให้ในที่สุด
เรากับเพื่อนทะเลาะกันยกใหญ่ซะอย่างงั้น
.
เป็นต้น
.
ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ได้?
.
เวลาที่เราเห็นคนๆหนึ่งกำลังหิวข้าว
และเราเสนอตัวที่จะทำอาหารให้เขาทาน
.
ถ้าจะให้ดีที่สุด ก่อนที่เราจะลงมือทำอาหาร
เราควรถามเจ้าตัวเขาก่อนว่า เขาอยากทานอะไร
.
ไม่อย่างนั้น สมมติว่าเราทำกระเพราหมูสับให้คนๆนั้น
แต่เจ้าตัวเป็นชาวมุสลิมที่ไม่ทานเนื้อหมูขึ้นมา
อาหารที่เราลงแรงทำไปให้ (ด้วยความหวังดี) ก็จะ “เสียเปล่า” ได้
.
และยิ่งถ้าเราพยายาม “ยัดเยียด” กระเพราหมูสับ
เผลอๆ มันอาจจะจุดชนวนให้เราขัดแย้ง
กับคนที่เราอยากจะช่วยเหลืออีกด้วย!
.
การให้ความช่วยเหลือคนอื่นก็ไม่ต่างกันเลยครับ
.
การมีความหวังดีต่อเพื่อนมนุษย์มันคือสิ่งที่สวยงามนะครับ
.
แต่ในหลายๆครั้ง
เพียงแค่ความหวังดีอย่างเดียว
มันไม่เพียงพอจริงๆครับ
.
ในหลายๆครั้ง
การเข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรคือ
สิ่งที่ “ขาดไม่ได้” เลยครับ
.
ฉะนั้น หากเราจะย้อนกลับไปที่ตัวอย่างในข้างต้น
.
ผมมองว่า…
.
เราสามารถสื่อสารกับเพื่อนได้ครับว่า
เราเป็นห่วงเพื่อน
.
เราสามารถสื่อสารกับเพื่อนได้ครับว่า
เราไม่พอใจที่แฟนเพื่อนทำกับเพื่อนแบบนี้
.
เราสามารถสื่อสารกับเพื่อนได้ครับว่า
เราอยากจะช่วย support เพื่อน
.
นอกจากนี้ ผมก็อยากจะเชียร์ให้
เราถามเพื่อนต่อไปด้วยครับว่า
.
ณ ตอนนี้ เพื่อนต้องการอะไร
มีอะไรที่เราพอจะทำเพื่อช่วย
support เพื่อนในขณะนี้ได้บ้าง
.
ผมมองว่า หากเราทำแบบนี้
มันน่าจะ “สวยงาม” ขึ้นเยอะเลยครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1002/pon.3896
https://doi.org/10.1017/S1041610217000898

Cambridge Core
Who helps more? How self-other discrepancies influence decisions in helping situations | Judgment and Decision Making | Cambridge Core
Who helps more? How self-other discrepancies influence decisions in helping situations - Volume 3 Issue 8
ในแต่ละวัน หลายคนจะเจอกับงาน
ที่ต่อคิวเรียงแถวให้พวกเขาเข้าไปทำเต็มไปหมด
.
ไม่ว่าจะเป็นการตอบอีเมลลูกค้า
การนำเสนองานกับเจ้านาย
การประเมินผลงานของลูกน้อง
ฯลฯ
.
งานบางอย่าง…เราใช้เวลาเพียงแค่แป๊บเดียวก็ทำเสร็จแล้ว
(เช่น การจัดเอกสารที่อยู่บนโต๊ะให้เป็นระเบียบเรียบร้อย)
.
งานบางอย่าง…เราต้อง “ต่อสู้” กับมันอยู่นานกว่าจะเสร็จได้
(เช่น การพูดคุยให้คำปรึกษากับลูกน้องในทีมที่ทำงานติดขัด)
.
เมื่อต้องเลือกระหว่างงานประเภทแรกกับงานประเภทหลัง
หลายคนจะเลือกงานประเภทแรกโดยอัตโนมัติ
.
เพราะมันเป็นงานที่ “ทำแล้วรู้สึกดี”
.
ลองนึกภาพดูนะครับ
.
สมมติว่าวันนี้
เรามีงานต้องทำ 10 อย่าง
8 อย่างคืองานประเภทแรก
2 อย่างคืองานประเภทหลัง
.
ถ้าเราเลือกทำงานประเภทแรกก่อน
เราใช้เวลาและพลังงานเพียงนิดเดียว
ก็ทำให้งานของวันนี้เสร็จไปแล้วถึง 80%!
.
มันทำให้เรารู้สึกว่าวันนี้เป็นวันที่ productive
.
คำถามสำคัญก็คือ หากเราตัดสินใจแบบนี้
เราจะพูดว่าวันนี้คือวันที่ productive ได้จริงๆหรือ?
.
เราอาจจะทำงานประเภทแรกได้เสร็จเต็มไปหมด
แต่มันคืองานที่มี impact และความสำคัญมากน้อยเพียงใด?
.
ในหลายๆกรณี เราจะพบว่า
แม้งานประเภทแรกจะ “ทำเสร็จได้ง่าย”
แต่มันไม่ได้มีความสำคัญหรือมี impact เท่าไหร่นัก
.
อันที่จริง หลายๆครั้ง เราพบว่างานประเภทแรกบางอย่าง
(เช่น การจัดเรียงปากกาบนโต๊ะทำงานให้เรียงสีตามสายรุ้ง)
แทบจะไม่มี impact หรือความสำคัญเลยด้วยซ้ำ!
.
มันจึงกลายเป็นว่า เราจะดู busy แต่เราไม่ได้ productive
.
ถ้าเราต้องการให้วันทำงานของเรา productive จริงๆ
เราควรจะโฟกัสงานที่มี impact หรือความสำคัญสูงๆ
แม้งานเหล่านี้อาจจะไม่ได้ “ทำเสร็จได้ง่าย” เท่าไหร่นักก็ตาม
.
แต่ก็นะครับ…ของแบบนี้มัน “พูดง่ายแต่ทำยาก”
.
เพราะธรรมชาติของงานที่มี
impact หรือความสำคัญสูงๆนั้น
มักจะไม่ค่อย “ทำแล้วรู้สึกดี” เท่าไหร่นัก
.
อย่างไรก็ตาม
มันมีเทคนิคที่จะช่วยให้งานเหล่านี้
“ทำแล้วรู้สึกดี” ได้อยู่เหมือนกันครับ
.
เทคนิคที่ว่านี้คือการหยิบงานดังกล่าว
มาหั่นออกมาเป็นขั้นตอนเล็กๆหลายๆขั้น
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
หากเราจะพูดคุยให้คำปรึกษากับลูกน้องในทีมที่ทำงานติดขัด
.
ขั้นตอน # 1 เราต้องหาวัน เวลา และสถานที่ที่เหมาะสมก่อน
(ต้องเป็นช่วงวันเวลาที่ลูกน้องกับตัวเราสะดวก
และต้องเป็นสถานที่ที่มีความเป็นส่วนตัวสักหน่อย)
.
ขั้นตอน # 2 เราจะเปิดโอกาสให้ลูกน้องเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น
.
ขั้นตอน # 3 เราจะพูดสะท้อนกลับไปให้ลูกน้องฟังว่า
ในความเข้าใจของเรานั้น เราเข้าใจว่าลูกน้องเผชิญกับอุปสรรคอะไรอยู่
(เพื่อเป็นการเช็คว่าเราเข้าใจลูกน้องถูกต้องหรือไม่)
.
ขั้นตอน # 4 เราจะถามลูกน้องว่า ลูกน้องต้องการให้เราช่วยเหลืออะไรบ้าง
.
ขั้นตอน # 5 เราจะพิจารณาว่า สิ่งที่ลูกน้องต้องการให้เราช่วยนั้น มันเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน
.
ขั้นตอน # 6 สำหรับความช่วยเหลือที่เราสามารถมอบให้ลูกน้องได้นั้น
เราก็จะมอบให้ แต่สำหรับความช่วยเหลือที่เราไม่สามารถมอบให้ลูกน้องได้
เราก็จะบอกกับลูกน้องว่าเราช่วยไม่ได้ และชวนลูกน้องพูดคุยว่า
มีอะไรอย่างอื่นที่พอจะ “ทดแทน” ความช่วยเหลือที่เรามอบให้ไม่ได้บ้างหรือเปล่า
.
เป็นต้น
.
การหยิบงานมาหั่นเป็นขั้นตอนเล็กๆนี้
มันช่วยให้เรา “รู้สึกดี” ได้ง่ายขึ้นเยอะเลยครับ
.
เพราะเดิมที เราต้องทำงานนั้นทั้งหมดเสียก่อน
มันถึงจะเรียกได้ว่า “ทำเสร็จ” ได้
แต่พอเราหยิบงานนั้นมาหั่นเป็นขั้นตอนเล็กๆแล้ว
เพียงแค่การทำขั้นตอน # 1 เสร็จ
เราก็พอจะเรียกว่าเรา “ทำเสร็จ” ได้แล้ว
.
นอกจากนี้ การหยิบงานมาหั่นเป็นขั้นตอนเล็กๆ
มันยังช่วยให้รู้สึกว่าเรา “เอื้อมถึง” ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
.
ผมหวังว่าสิ่งที่ผมหยิบมาแบ่งปันในวันนี้
จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่ต้องการ
เห็นตัวเอง productive (ไม่ใช่แค่ busy) นะครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.3389/fpsyg.2018.01087
https://psycnet.apa.org/doi/10.1017/S1930297500007518
#จิตวิทยา #siamstr
เมื่อเทียบกับ
ยุคสมัยของพ่อแม่
ยุคสมัยของปู่ย่าตายาย
หรือยุคสมัยของทวด
.
ชีวิตของพวกเราทุกวันนี้
มีความสะดวกสบายสุดๆเลยครับ
.
การเดินทางของเราดีขึ้น
การติดต่อสื่อสารของเราดีขึ้น
การรักษาพยาบาลของเราดีขึ้น
.
หากบรรพบุรุษเราได้มาเห็นว่า
ชีวิตของเราทุกวันนี้เป็นอย่างไร
.
บรรพบุรุษเราคงจะคิดว่า
ชีวิตของเรามีความสุขน่าดู
.
แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น
.
ต่อให้ชีวิตของเราจะมี
ความสะดวกสบายมากขึ้นมหาศาล
เราก็ยังคงหนีความทุกข์ไม่พ้นอยู่ดี
.
เพราะมนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวเก่ง
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
ในสมัยที่การเดินทางยังลำบาก
สมองเราก็จะมองว่าการเดินเท้า
เป็นระยะเวลา 10 กิโลเมตรใน 1 วัน
คือเรื่องปกติและไม่ใช่เรื่องทุกข์อะไร
.
เราจะรู้สึกทุกข์ก็ต่อเมื่อมีเหตุ
ที่ทำให้เราต้องลำบากกว่า
การเดินเท้า 10 กิโลเมตรภายใน 1 วันเท่านั้น
.
แต่สำหรับทุกวันนี้
การเดินทางมีความสะดวกสบายมากขึ้น
สมองของเราก็เลยปรับตัวและมองว่า
การเดินทางด้วยรถยนต์ รถไฟ จักรยานยนต์คือเรื่องปกติแทน
.
ดังนั้น อะไรก็ตามที่ผิดไปจาก “ปกติ” ในยุคปัจจุบัน
(เช่น มีเหตุให้ต้องเดินทางด้วยเท้าเปล่า
เป็นระยะทาง 10 กิโลเมตรใน 1 วัน)
ก็จะสามารถสร้างความทุกข์ให้เราได้
.
เป็นต้น
.
หากมองดูเผินๆ การทำงานของสมองเรานี้
มันดู “หวังร้าย” กับเราเหมือนกันนะครับ
.
เพราะแทนที่มันจะปล่อยให้เรามีความสุข
มันกลับทำตัวเป็น “ก้างขวางคอ” และ
“หาเรื่อง” ทำให้เราเป็นทุกข์ซะอย่างนั้น
.
แต่จริงๆแล้ว สมองเราไม่ได้ “หวังร้าย” กับเราเลยครับ
.
ลองนึกดูนะครับว่า
หากสมองเราไม่มีความสามารถ
ในการปรับตัวให้เข้ากับ
บริบทต่างๆในชีวิตเราเลย
ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร
.
ใช่ครับ เราจะรู้สึกพึงพอใจกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น
.
แต่ในขณะเดียวกัน
หากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น
(เช่น รถที่เรากำลังขับ
ไม่สามารถเร่งความเร็ว
เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้)
.
เราก็จะไม่รู้ตัวเช่นกัน
(เพราะสมองเรายังคงมองว่า
ตราบใดที่เราเดินทางได้เร็วกว่า
10 กิโลเมตรภายใน 1 วัน
นั่นก็คือเรื่องที่ดีอยู่)
.
และพอเราไม่รู้ตัว เราก็จะไม่ได้ลงมือ
take action อย่างเหมาะสม
(เช่น ยังคงขับรถของเราต่อไป
ไม่รีบจอดข้างทางเพื่อเช็คว่าเกิดอะไรขึ้น)
ซึ่งอาจนำมาสู่ผลลัพธ์ที่อันตรายได้
(เช่น รถพังขณะที่กำลังขับอยู่บนทางด่วน)
.
ฉะนั้น อย่าโมโหที่สมองเรามีธรรมชาติการทำงานแบบนี้เลยครับ
.
และสำหรับคนที่อยากจะ “บริหารจัดการ”
ธรรมชาติของสมองตัวเองให้ “ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง”
.
(กล่าวคือ ยังคงความสามารถ
ในการปรับตัวเข้ากับบริบทในชีวิต
โดยไม่ให้ตัวเองเป็นทุกข์ง่ายเกินไป)
.
สิ่งหนึ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ก็คือ
การจงใจพาตัวเองไปเผชิญกับ
“ความยากลำบาก” ทีละเล็กทีละน้อยครับ
.
ยกตัวอย่างเช่น
แทนที่จะนั่งรถมอเตอร์ไซค์เข้าไปในซอย 1 กิโลเมตร
เราเลือกที่จะเดินเท้าในช่วง 1 กิโลเมตรนั้นเอง
เป็นต้น
.
หากเราทำแบบนี้ สมองเราก็จะคุ้นชิน
กับ “ความยากลำบาก” มากขึ้น
ทำให้เราสามารถ enjoy กับชีวิต
ในโลกยุคปัจจุบันได้โดยที่เราเองก็จะ
ไม่เป็นทุกข์ง่ายเกินไปเช่นกันครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1037/0003-066x.61.4.305
https://doi.org/10.1016/j.joep.2017.02.014
https://doi.org/10.1016/j.jenvp.2015.11.004
#จิตวิทยา #siamstr
หลายคนจะรู้สึกผิด
เวลาที่พวกเขาเห็นว่าตัวเอง
กำลังรู้สึกอิจฉาคนอื่น
.
ยกตัวอย่างเช่น
อิจฉาเพื่อนที่มีแฟนดี
อิจฉาน้องที่ได้รับการยอมรับจากคนในบ้าน
อิจฉาหัวหน้าที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน
เป็นต้น
.
พวกเขารู้สึกผิดเพราะพวกเขามองว่า
ความรู้สึกอิจฉาในใจพวกเขานั้น
มันคือ “หลักฐาน” ว่าพวกเขาเป็นคนไม่ดี
.
อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้มองแบบนั้นครับ
.
ผมมองว่าความรู้สึกอิจฉาดังกล่าว
มันคือ “เข็มทิศ” ที่ชี้ให้พวกเขาเห็นว่า
ตัวเองให้ความสำคัญกับอะไรมากกว่า
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
พวกเขาอิจฉาเพื่อนที่มีแฟนดี
เพราะการมีแฟนที่ดีคือเรื่องสำคัญสำหรับพวกเขา
.
พวกเขาอิจฉาน้องที่ได้รับการยอมรับจากคนในบ้าน
เพราะการได้รับการยอมรับจากครอบครัวคือเรื่องสำคัญสำหรับพวกเขา
.
พวกเขาอิจฉาหัวหน้าที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน
เพราะความสำเร็จในหน้าที่การงานคือเรื่องสำคัญสำหรับพวกเขา
.
เป็นต้น
.
การที่เรารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญสำหรับเรา
(ผ่านความรู้สึกอิจฉา) ไม่ได้ทำให้เราเป็นคนแย่เลยครับ
.
อันที่จริง นี่คือเรื่องดีด้วยซ้ำครับ
เพราะมันช่วย “ชี้นำ” ให้เรารู้ว่า
เราจะขยับชีวิตตัวเองไปในทิศทางไหนดี
.
ยกตัวอย่างเช่น
ขยับตัวเองไปในทิศทางที่จะเจอแฟนดีๆ
ขยับตัวเองในทิศทางที่จะได้รับการยอมรับจากครอบครัว
ขยับตัวเองในทิศทางที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
เป็นต้น
.
สิ่งที่จะ “ฟันธง” ว่าเราเป็นคนแย่คือ
สิ่งที่เรา “ลงมือทำ “เพื่อให้ได้มา
ซึ่งสิ่งที่สำคัญนั้นมากกว่าครับ
.
ยกตัวอย่างเช่น
อยากได้แฟนดีๆ ก็เลยยุแยงให้เพื่อนเลิกกับแฟน
อยากได้รับการยอมรับจากที่บ้าน ก็เลยใส่ร้ายป้ายสีน้อง
อยากประสบความสำเร็จในการทำงาน ก็เลยเลื่อยขาเก้าอี้หัวหน้า
เป็นต้น
.
ฉะนั้น อย่ารู้สึกผิดที่เรามีความอิจฉาอยู่ในใจเลยครับ
.
ถ้าเราจะรู้สึกผิดจริงๆ ขอให้เรารู้สึกผิด
กับ “การกระทำ” ของเรา (มากกว่า “ความรู้สึก” ของเรา) ครับ
อ้างอิง

SpringerLink
An Interdisciplinary Perspective on the Value of Envy - Review of Philosophy and Psychology
The public and scholars alike largely consider envy to be reprehensible. This judgment of the value of envy commonly results either from a limited ...
Frontiers | Validating the “Two Faces” of Envy: The Effect of Self-Control
SpringerLink
Appraisal patterns of envy and related emotions - Motivation and Emotion
Envy is a frustrating emotion that arises from upward social comparison. Two studies investigated the appraisals that distinguish benign envy (aime...
หลายคนไม่มีปัญหากับการรักคนอื่น
แต่พอเป็นเรื่องของการรักตัวเอง
.
…พวกเขากลับ “ไปไม่เป็น”
.
มันไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่อยากรักตัวเองนะครับ
แต่พวกเขาไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไงจริงๆ
.
สำหรับกรณีเช่นนี้ ผมมองว่า “ก้าวแรก”
ของการเริ่มต้นรักตัวเองคือการสังเกตดู
ช่วงเวลาที่พวกเขาอยู่กับคนที่พวกเขารัก
(เช่น ลูก แฟน พี่น้อง พ่อแม่)
.
สังเกตและลองตั้งคำถามดูครับว่า
“ถ้ามองในสายตาของคนนอก
คนนอกเขาจะรู้ได้ยังไงว่าฉันรักคนๆนี้?”
.
หนึ่งในคำตอบที่ทรงพลังมากที่สุดก็คือ…
.
แม้ในช่วงเวลาที่คนๆนี้
ทำตัว “ไม่น่ารัก” กับพวกเขา
แต่พวกเขาก็ยังคงรักคนๆนี้อยู่
.
และพวกเขาก็ไม่ได้รักคนๆนี้เพียงแค่ “ลมปาก” เท่านั้น
แต่พวกเขายังรักคนๆนี้ผ่าน “การกระทำ” ด้วย
.
ยกตัวอย่างเช่น
แม้ลูกจะใช้คำพูดตวาดเสียงดังใส่
แต่พอฝนเริ่มตกในนาทีต่อมา
พวกเขาก็ยังคงกางร่มบังฝนให้ลูกอยู่ดี
เป็นต้น
.
สำหรับคนที่อยากจะ “รักตัวเองให้เป็น”
แต่ไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นทำสิ่งนี้ได้ยังไง
.
การทำสิ่งดีๆให้ตัวเอง (แม้เราจะมองว่าตัวเอง “ไม่คู่ควร” กับสิ่งดีๆเหล่านี้ก็ตาม) ถือเป็น “ก้าวแรก” ที่ไม่เลวเลยครับ
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1080/15298860309032

Cambridge Core
Introducing compassion-focused therapy | Advances in Psychiatric Treatment | Cambridge Core
Introducing compassion-focused therapy - Volume 15 Issue 3
เคยไหมครับ?
.
เราเจอกับปัญหาในชีวิต
เราพยายามคิดๆๆๆๆอยู่นาน
แต่เราก็คิดไม่ออกเสียที?
.
(เช่น
จะเลิกกับแฟนดีไหม
จะเลือกสมัครงานที่ไหนดี
จะนำเสนอสินค้าให้ถูกใจลูกค้ายังไง
เป็นต้น)
.
ในสถานการณ์แบบนี้ เราจะทำยังไงดี?
.
สิ่งที่ผมกำลังจะบอกต่อไปนี้
อาจฟังดู “กำปั้นทุบดิน” หน่อยนะครับ
.
แต่ในสถานการณ์แบบนี้
สิ่งที่ดีที่สุดที่เราสามารถทำได้
คือการหยุดคิดครับ
.
หยุดคิดและพาตัวเองไปทำอย่างอื่น
.
ปล่อยให้ความคิดของเรา
ได้ล่องลอยแบบไร้จุดหมาย
โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าเราจะ “คิดออก” เมื่อไหร่
.
สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ
ในหลายๆครั้ง พอเราหยุดคิด
“คำตอบ” มันกลับโผล่เข้ามาในหัวเรา
อย่างง่ายดายซะอย่างงั้น
.
เพราะเมื่อเราหยุดใช้ความคิดอย่างหนักหน่วง
นั่นเท่ากับเรากำลัง “เปิดช่อง” ให้สมองส่วนอื่น
(ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของเรา)
ทำงานได้อย่างเต็มที่มากขึ้นนั่นเองครับ
.
แน่นอนครับว่าการทำแบบนี้
มันอาจไม่สามารถการันตีได้ว่า
เราจะคิดออกในท้ายที่สุด
.
แต่อย่างน้อย มันก็เป็นหนทางที่เรา
จะได้ใช้ “พลังสมอง” ของเรา
(ทั้งสมองส่วนที่เราควบคุมได้และควบคุมไม่ได้)
ในการขบคิดอย่างเต็มที่ที่สุดแล้วครับ
.
ฉะนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เราคิดอะไรไม่ออก
แทนที่เราจะพยายาม “เอาหัวชนกำแพง” ต่อไปเรื่อยๆ
การเก็บเรื่องนั้น “เข้าไปในลิ้นชัก” สักหน่อย
อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าก็ได้นะครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.3389/fpsyg.2016.01076
https://psycnet.apa.org/doi/10.1207/s15326934crj1601_13

arXiv.org
Honing Theory: A Complex Systems Framework for Creativity
This paper proposes a theory of creativity, referred to as honing theory, which posits that creativity fuels the process by which culture evolves t...
ทุกวันนี้ พ่อแม่หลายคนจะพูดแซวๆกันว่า
พวกเขาให้ tablet ช่วยเป็น “พี่เลี้ยง” ให้กับลูกของตัวเอง
.
(ถ้าเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะมี tablet
ทีวีก็ถือเป็น “พี่เลี้ยง” ประจำยุคสมัยนั้น)
.
แต่ไม่ว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะก้าวหน้าไปขนาดไหน
“พี่เลี้ยง” คนหนึ่งที่ช่วยดูแลลูกของหลายๆบ้านมาตลอด
(แต่อาจจะไม่ถูกพูดถึงบ่อยนัก) คือสัตว์เลี้ยงครับ
.
สัตว์เลี้ยงไม่เพียงแค่ตอบโจทย์เด็กๆ
ในด้านความสนุกสนานเท่านั้น
แต่ยังสามารถตอบโจทย์ในเรื่อง…
.
การสอนให้เด็กๆมีความรับผิดชอบ
(เช่น ต้องให้อาหารในทุกๆวัน)
มีความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น
(เช่น ต้อง “อ่านภาษากาย” ของสัตว์เลี้ยง
เพื่อจะได้รู้ว่าเขาไม่ชอบให้สัมผัสบริเวณไหน)
แถมยังช่วยเด็กๆในด้านอารมณ์ความรู้สึกอีกด้วย
(เช่น น้องหมาเดินมานอนหมอบใกล้ๆเวลารู้สึกเสียใจ)
.
ซึ่งในเรื่องของผลกระทบของสัตว์เลี้ยง
ที่มีต่ออารมณ์ความรู้สึกของเด็กๆนั้น
มันไม่ได้เป็นเพียงแค่ผลกระทบในระยะสั้นเท่านั้น
แต่มันยังสามารถส่งผลในระยะยาวจนถึงวัยผู้ใหญ่ได้เลยทีเดียว
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เด็กที่กอดสัตว์เลี้ยงบ่อยๆจะ “ซึมซับ” ความรู้สึกปลอดภัย
ความรู้สึกอบอุ่นที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น
ส่งผลให้เขามี “ต้นทุนทางใจ” ที่ช่วยให้
การสานสัมพันธ์กับคนอื่นเป็นไปได้ง่ายขึ้นในอนาคต
.
เด็กที่ใกล้ชิดกับสัตว์เลี้ยงมีแนวโน้มที่จะโตขึ้นมา
และมีความเข้าอกเข้าใจในผู้อื่นตอนที่เขาเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น
เพราะเขาคุ้นชินกับการเข้าใจความรู้สึกและ
ความต้องการของสัตว์เลี้ยง (ซึ่งสื่อสารด้วยคำพูดไม่ได้) มาเยอะ
ฉะนั้น พอเขามีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
(ซึ่งสื่อสารด้วยคำพูดได้) มันยิ่งง่ายขึ้นที่เขาจะ
เข้าใจความรู้สึกและความต้องการของผู้อื่น
.
เป็นต้น
.
ด้วยเหตุนี้
มันจึงไม่น่าแปลกใจที่ครอบครัวจำนวนมากจะพูดกับลูกว่า
สัตว์เลี้ยงภายในบ้านไม่ได้เป็นเพียงแค่สัตว์เลี้ยงเท่านั้น
แต่ยังเป็นเหมือนกับ “พี่” หรือ “น้อง” ของลูกอีกด้วยครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.3390/bs12040109
https://doi.org/10.3390/ijerph14030234
https://doi.org/10.3390/ani15081143
https://doi.org/10.3390/ijerph14050490
SpringerLink
Companion animals and child development outcomes: longitudinal and cross-sectional analysis of a UK birth cohort study - BMC Pediatrics
Background Research into the impact of social relationships on childhood and adolescent health and wellbeing has been largely limited to children&#...
The Impact of Petting and Building Relationships with Pets in Childhood on Future Personality Development
Relationships with pets for children are important in their stage of personality development. Interacting with pets for a long time will cause chil...
หลายคนกลัวที่จะรักใครสักคนอย่างเต็มที่
.
เพราะเมื่อพวกเขาทุ่มเทความรักอย่างเต็มที่
มันเปิดช่องให้พวกเขาเจ็บปวดได้เต็มที่เช่นกัน
.
พวกเขาต้องการปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวดนั้น
พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะไม่รักใครแบบ “ใส่สุด” อีก
.
มันเป็นการตัดสินใจที่ “ปลอดภัย” นะครับ
แต่มันก็ทำให้พวกเขา connect กับคนอื่นได้ยาก
.
และเมื่อพวกเขา connect กับคนอื่นได้ยาก
ความสัมพันธ์ก็มีโอกาสที่จะ “ไปรอด” น้อยลง
.
มันจึงยิ่งเป็นการตอกย้ำกับพวกเขาเข้าไปใหญ่ว่า
“นี่ไงล่ะ! ความรักมันเป็นเรื่องที่เจ็บปวดนะ!
ฉันยิ่งต้องปกป้องตัวเองให้เข้มเลยแหละ!”
.
มันทำให้พวกเขายิ่งไม่กล้ารักคนอื่นแบบ “ใส่สุด” มากขึ้น
พวกเขาจึง connect กับคนอื่นยากยิ่งกว่าเดิม
ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขา “ไปรอด” ยากเข้าไปอีก
.
พวกเขาก็เลยยิ่งอยากปกป้องตัวเองเข้าไปใหญ่!
.
ทั้งหมดนี้มันกลายเป็นเป็นวังวนความเจ็บปวด
(ที่มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่เจ้าตัว
พยายามปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวดนั้น)
.
“หนทาง” ที่จะออกจากวังวนนี้ได้คือ
การเลิกพยายามปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวด
และเริ่มต้น “ใส่สุด” กับความรักมากขึ้นทีละเล็กทีละน้อย
.
จริงอยู่ครับว่าการตัดสินใจเช่นนี้
มันอาจทำให้เราเจ็บปวดได้
.
แต่มันก็เปิดโอกาสให้เราสามารถ
connect กับคนอื่นได้อย่างเต็มที่ด้วย
.
และถ้าเราโชคดี เราก็อาจจะพบว่า
connection ที่เรามีกับคนอื่นนั้น
มัน “คุ้มค่า” กับความเสี่ยงที่จะเจ็บปวด…ก็เป็นได้
.
ในทางกลับกัน
หากเราเลือกที่จะปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวด
นอกจากเราจะไม่สามารถทำได้แล้ว
เรายังโดดเดี่ยวตัวคนเดียวอีกด้วย
.
เราอาจไม่มีสิทธิ์หลีกหนีจากความเจ็บปวดได้ก็จริง
แต่เรามีสิทธิ์เลือกได้ว่าเราจะอ้าแขนต้อนรับความโดดเดี่ยวหรือไม่ครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1038/s41598-025-24119-z
Frontiers | The Role of Relational Entitlement, Self-Disclosure and Perceived Partner Responsiveness in Predicting Couple Satisfaction: A Daily-Diary Study
เวลาที่หลายคนถูกคนอื่น “ล้ำเส้น”
(เช่น เอาเปรียบเรื่องการทำงาน
ใช้คำพูดล้อเลียนรูปร่างหน้าตา)
.
…พวกเขาไม่ชอบนะครับ
แต่พวกเขาก็ลังเลที่จะ “โต้กลับ”
(เช่น ปฏิเสธที่จะทำงานที่ถูกโยนมาให้
สื่อสารให้อีกฝ่ายรู้ว่าตัวเองไม่โอเคกับคำล้อเลียน)
.
เพราะพวกเขามองว่าการ “โต้กลับ” นั้น
มัน “รุนแรงเกินไป” หรือ “ไม่เหมาะสม”
.
แน่นอนครับว่า
การ “โต้กลับ” แบบ “รุนแรงเกินไป” นั้น
มันมีอยู่จริงและมันสามารถเกิดขึ้นได้
(เช่น “โต้กลับ” เมื่อถูกอีกฝ่ายโยนงาน
ให้เราทำด้วยการโยนงานเราให้อีกฝ่ายทำบ้าง
หรือการ “โต้กลับ” เมื่ออีกฝ่ายใช้คำล้อเลียนเรา
ด้วยการใช้คำด่าทอหยาบคายกลับไป)
.
แต่มันมีความแตกต่างระหว่าง
การ “โต้กลับ” แบบ “รุนแรงเกินไป” กับ
การ “โต้กลับ” แบบ “ยืนหยัดเพื่อตัวเอง” อยู่ครับ
.
การ “ยืนหยัดเพื่อตัวเอง” จะมุ่งเน้นให้อีกฝ่าย
หยุด “ล้ำเส้น” เรา (จากเดิมที่ “ล้ำเส้น” เรา)
ในขณะที่ถ้ามัน “รุนแรงเกินไป”
เราจะกลายเป็นคนที่ “ล้ำเส้น” อีกฝ่ายเสียเอง
.
นี่ถือเป็น “ไม้บรรทัด” ที่เราสามารถใช้วัดได้ว่า
เรากำลัง “รุนแรงเกินไป” หรือ “ไม่เหมาะสม” หรือเปล่า
.
หากการ “โต้กลับ” ของเราไม่ได้จบลง
ที่ตัวเราไป “ล้ำเส้น” อีกฝ่าย
(เพียงแค่ให้อีกฝ่ายหยุด “ล้ำเส้น” เรา) ล่ะก็
ขอให้มั่นใจได้ในเบื้องต้นเลยครับว่า
สิ่งที่เราได้ทำลงไปนั้นมันไม่ได้
“รุนแรงเกินไป” หรือ “ไม่เหมาะสม” แน่นอนครับ
อ้างอิง
Frontiers | The four pathways of assertiveness: a multidimensional framework for enhancing individual well-being

SpringerLink
Work-family practices and work-family relationship: the role of boundary management - BMC Public Health
Work-family practices are defined as instruments which are used to facilitate reconciliation between work and family. However, research regarding t...
ผมเชื่อว่าคนไทยเราคุ้นเคยกับ
เรื่อง “พ่อแม่รังแกฉัน” เป็นอย่างดี
.
มันคือเรื่องราวของพ่อแม่
ที่ตามใจลูกไปหมดทุกอย่าง
ส่งผลให้ลูก “เสียคน” ในท้ายที่สุด
.
“พ่อแม่รังแกฉัน” อาจจะเกี่ยวข้อง
กับการเลี้ยงลูกเป็นหลักก็จริง
แต่เราสามารถนำ “พ่อแม่รังแกฉัน”
มาต่อยอดในความสัมพันธ์อื่นๆได้ด้วย
.
ยกตัวอย่างเช่น
ในบริบทของการทำงาน หากเราเป็นหัวหน้าทีม
และเรารายล้อมไปด้วยคนที่ say yes กับเราไปหมด
(เหมือนพ่อแม่ที่ตามใจลูกไปหมด)
มันอาจส่งผลให้เรากลายเป็นหัวหน้าทีมที่แย่ได้
เป็นต้น
.
อีกหนึ่งแง่มุมที่ “พ่อแม่รังแกฉัน”
สามารถถูกนำมาต่อยอดได้
คือแง่มุมของการใช้ generative AI
(เช่น ChatGPT, Gemini) ในชีวิตของเราครับ
.
ทุกวันนี้ เวลาที่เราต้องการหาข้อมูล
หรือเวลาที่เรามีปัญหาส่วนตัวและต้องการคำปรึกษา
หลายคนเริ่มหันมาใช้ AI กันมากขึ้น
.
ซึ่งลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของ AI ก็คือ
มันมักจะ “อวย” หรือ “คล้อยตาม” เราเสียเยอะ
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ เรากำลังตกอยู่ในสถานการณ์
เดียวกันกับหัวหน้าที่รายล้อมไปด้วยคน
ที่พร้อมจะ say yes เต็มไปหมด (อย่างที่ผมกล่าวไว้ในข้างต้น) นั่นเอง!
.
แล้วเราจะรับมือกับสถานการณ์ “AI รังแกฉัน” นี้ยังไงดี?
.
หนึ่งในวิธีรับมือที่ง่ายที่สุดก็คือ
ทุกครั้งที่เราคุยกับ AI ให้เรา “ทิ้งท้าย” การพูดคุย
ด้วยการป้อนคำสั่งให้ AI วิพากษ์วิจารณ์
(หรือแม้กระทั่ง “ตั้งใจขยี้ช่องโหว่”)
ในทุกสิ่งที่เราคุยกันมาอย่างตรงไปตรงมาครับ
.
สิ่งที่ผมพิมพ์มานี้…อาจฟังดูน่ากลัวนะครับ
.
แต่ในที่สุดแล้ว ต่อให้ AI จะวิพากษ์วิจารณ์
“เนื้อหา” หนักขนาดไหน แต่นิสัย “ชอบอวย” ของ AI
ก็จะทำให้ AI เลือกใช้คำพูดที่ “ฟังง่าย” สำหรับเราอยู่ดี
.
อันที่จริง
หากจะเทียบกันระหว่าง “AI รังแกฉัน”
กับ “หัวหน้าที่เจอแต่คน say yes” ล่ะก็
สถานการณ์ “AI รังแกฉัน” ยังนับว่า
แก้ไขได้ง่ายกว่าพอสมควรเลยครับ
.
เพราะในกรณีของ AI นั้น
หากเราป้อนคำสั่งให้ AI วิพากษ์วิจารณ์
เจ้า AI ก็จะวิพากษ์วิจารณ์
(อย่างมีศิลปะในการใช้คำพูด)
.
แต่ในกรณีของหัวหน้านั้น
ต่อให้หัวหน้าจะบอกให้คนรอบตัว
วิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา
คนรอบตัวก็ใช่ว่าจะยอมคล้อยตามเสมอไป
.
หรือแม้ว่าคนรอบตัวจะยอมคล้อย
พวกเขาก็ใช่ว่าจะวิพากษ์วิจารณ์
ด้วยคำพูดที่ “ฟังง่าย” แบบ AI ได้!
.
ด้วยเหตุนี้
ผมจึงอยากเชิญชวนให้พวกเรา
หันมาป้องกันไม่ให้ “AI รังแก”
ด้วยการหมั่นป้อนคำสั่งให้ AI วิจารณ์
เราอย่างตรงไปตรงมาเสมอๆครับ
อ้างอิง

arXiv.org
To Trust or to Think: Cognitive Forcing Functions Can Reduce Overreliance on AI in AI-assisted Decision-making
People supported by AI-powered decision support tools frequently overrely on the AI: they accept an AI's suggestion even when that suggestion is wr...

arXiv.org
Human-AI Interactions in Public Sector Decision-Making: "Automation Bias" and "Selective Adherence" to Algorithmic Advice
Artificial intelligence algorithms are increasingly adopted as decisional aides by public bodies, with the promise of overcoming biases of human de...

arXiv.org
Explanations Can Reduce Overreliance on AI Systems During Decision-Making
Prior work has identified a resilient phenomenon that threatens the performance of human-AI decision-making teams: overreliance, when people agree ...
พวกเราหลายคนอยากได้รับการยอมรับจากคนอื่น
พวกเราหลายคนอยากพักผ่อน
พวกเราหลายคนอยากให้คนอื่นยื่นมือเข้ามาช่วย
.
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมรับได้
แบบเต็มปากเต็มคำว่า
ตัวเองมีความต้องการเหล่านี้
.
เพราะอะไร?
.
เพราะหลายคนตัดสินตัวเอง
พวกเขามองว่าความต้องการเหล่านี้
มัน “ไม่เหมาะสม” “ฟังดูเด็กน้อย” ฯลฯ
.
พวกเขาพยายามออกคำสั่งให้ใจตัวเองหยุดต้องการสิ่งเหล่านี้
.
และเมื่อพวกเขาพบว่า
พวกเขาไม่สามารถบังคับใจตัวเองได้
พวกเขาก็เลือกที่จะเมินเฉยต่อความต้องการเหล่านั้น
.
นี่ถือเป็น “ระเบิดเวลา” ครับ
.
เพราะไม่ว่าพวกเขาจะพยายามเมินเฉย
ต่อความต้องการตัวเองขนาดไหน
แต่ในที่สุดแล้ว ความต้องการดังกล่าวก็ไม่ได้หายไป
.
อันที่จริง ยิ่งพวกเขาไม่สนใจ
ความต้องการตัวเองมากเท่าไหร่
ความต้องการนั้นก็จะยิ่งพยายาม
“แสดงตัว” ออกมาในรูปแบบต่างๆ
(เช่น รู้สึกหงุดหงิด รู้สึกเหนื่อย รู้สึกเคว้งคว้าง) มากเท่านั้น
.
การ “แสดงตัว” ในช่วงแรกอาจจะ
ออกมาในรูปแบบที่ “เบา” สักหน่อย
(เช่น รู้สึกเหนื่อยล้าในบางวัน)
.
แต่หากพวกเขายังคงยืนยันที่จะ
เมินเฉยต่อความต้องการตัวเอง
การ “แสดงตัว” ก็จะเริ่มเพิ่มดีกรี
ความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ
(เช่น ไม่มีแรงที่จะทำอะไร แม้กระทั่งลุกจากเตียงนอน)
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากนำเสนอว่า
เราอย่าตัดสินความต้องการของตัวเองกันเลยครับ
.
ยอมรับการมีอยู่ของความต้องการตัวเอง
ตั้งใจฟังความต้องการดังกล่าว
และหาทางเติมเต็มความต้องการนั้นให้เป็นจริง
(เท่าที่จะทำได้ภายใต้ข้อจำกัดของชีวิต ณ ขณะนั้น) กันดีกว่าครับ
อ้างอิง
Frontiers | The predictive roles of self-compassion, perceived social support, and psychological flexibility in early maladaptive schemas among college students: an exploration based on latent profile analysis
Frontiers | An individual perspective on psychological safety: The role of basic need satisfaction and self-compassion
Relationships between emotional schemas, mindfulness, self-compassion and unconditional self-acceptance on the regulation of psychological needs
| Research in Psychotherapy: Psychopathology, Process and Outcome
จากประสบการณ์ที่ผมได้มีโอกาสพูดคุย
กับผู้ชายที่รับบท “คุณพ่อ” และ “สามี” มาหลายคน
สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ
.
พวกเขาจะมองว่า หน้าที่หลักของตัวเองคือ
“การเงิน” และ “ความปลอดภัย” ของครอบครัว
.
มันคือมุมมองสไตล์ “ช้างเท้าหน้า” ที่คนไทยเราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
.
ฉะนั้น
เราจึงเห็นพวกเขาทุ่มเทเวลาและพลังงาน
จำนวนมากไปกับเรื่องเหล่านี้
.
พวกเขาทำงานหนัก
เช็คว่าลูกนอนหลับดีไหมกลางดึก
ซ่อมประตูบ้านให้ใช้งานได้
ฯลฯ
.
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ดีนะครับ
(โดยเฉพาะเมื่อเราเทียบกับผู้ชาย
ที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว)
.
ปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ชาย (บางส่วน)
ที่มีความรับผิดชอบเหล่านี้ก็คือ
พวกเขาโฟกัสกับการทำหน้าที่ในเรื่อง
“การเงิน” และ “ความปลอดภัย”
มากจนไม่มีพื้นที่ให้กับสิ่งอื่นๆเลย
.
…รวมถึงความใกล้ชิดกับคนในครอบครัวด้วย
.
มันจึงทำให้ในบางครั้ง
ผู้ชายกลุ่มนี้ก็จะเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า
“นี่ฉันกำลังเหนื่อยไปเพื่ออะไร?”
.
พวกเขาเข้าใจในเชิงเหตุผลแหละครับว่า
พวกเขากำลังเหนื่อยเพื่อครอบครัวที่พวกเขารัก
.
แต่ด้วย “ระยะห่าง” ที่พวกเขามีกับครอบครัว
มันจึงเป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะสัมผัส
ถึง “ความรัก” ภายในครอบครัวนั้นได้
.
นี่คือจุดบอดของการยึดในหน้าที่และความรับผิดชอบ
เรื่อง “การเงิน” และ “ความปลอดภัย” มากเกินไป
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากที่จะเชิญชวนว่า…
.
การเป็น “สามี” หรือ “คุณพ่อ” ที่มี
ความรับผิดชอบนั้นเป็นเรื่องที่ดีครับ
.
แต่อย่าลืมเป็น “สามี” หรือ “คุณพ่อ”
ที่ใกล้ชิดกับสมาชิกภายในบ้านด้วยนะครับ
.
มันจะช่วยให้เรามีพลังที่จะ “สู้เพื่อครอบครัว” ได้อีกเยอะเลยล่ะครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.3390/children10081357
https://doi.org/10.1093/wbro/lkae009

Cambridge Core
Father’s involvement associated with rural children’s depression and anxiety: A large-scale analysis based on data from seven provinces in China | Cambridge Prisms: Global Mental Health | Cambridge Core
Father’s involvement associated with rural children’s depression and anxiety: A large-scale analysis based on data from seven provinces in Chin...
หนึ่งในความรู้สึกที่ “รับได้ยาก” มากที่สุดคือความรู้สึกอับอาย
.
มัน “รับได้ยาก” จนถึงขั้นที่คนไทยเรา
พูดกันบ่อยๆเลยครับว่า
“อายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี”
.
อย่างไรก็ตาม หากวันหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์คิดค้นยา
ที่สามารถกำจัดความรู้สึกอับอายให้หายไปได้ขึ้นมาล่ะก็…
.
ผมจะยังไม่แนะนำให้เราหยิบยานั้นมาทานครับ
.
เพราะความรู้สึกอับอายมีหน้าที่ที่สำคัญอยู่
.
มันช่วยให้เรารู้ว่าสิ่งที่เราได้พูดหรือทำไปนั้น
มันผิดพลาดตรงไหน มันจะปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นได้ยังไง
.
ฉะนั้น หากเราไม่สามารถรู้สึกอับอายได้
นั่นก็หมายความว่าเราไม่สามารถเรียนรู้และเติบโตได้เช่นกัน!
.
อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้กำลังเสนอให้เรา “กัดฟันทน”
กับความรู้สึกอับอายโดยไม่ทำอะไรเพิ่มนะครับ
.
แบบนั้น…ก็ไม่ดีเช่นกัน
.
ถ้าเราเพียงแค่ “กัดฟันทน” อยู่กับความรู้สึกอับอายเฉยๆ
ความรู้สึกอับอายนั้นก็จะเข้มข้นอยู่ในใจเราไปเรื่อยๆ
.
เพราะการ “กัดฟันทน” เฉยๆนั้นไม่ได้ช่วยให้เราเกิดการเรียนรู้
(ว่าความรู้สึกอับอายนั้นกำลังพยายามบอกอะไรกับเราอยู่)
.
สิ่งที่ผมต้องการจะนำเสนอก็คือ เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้สึกอับอาย
เราอย่าปฏิเสธมัน อย่าวิ่งหนีจากมัน อย่า “กัดฟันทน” อยู่กับมันเฉยๆ
.
…ให้เราตั้งคำถามกับมันด้วยความอยากรู้ว่า “เธออยากจะบอกอะไรกับฉัน” แทน
.
หลังจากที่เราได้ยินคำตอบจากมัน
และตั้งใจที่จะเอาคำตอบของมันไปปฏิบัติในอนาคตแล้ว
เราก็จะพบว่า ความรู้สึกอับอายนั้น
มันจะค่อยๆลดระดับความเข้มข้นในใจเราลงโดยอัตโนมัติเลยครับ
อ้างอิง
Frontiers | Understanding shame, guilt, embarrassment and pride: a systematic review of self-conscious emotions
Self Development and Self-Conscious Emotions on JSTOR
Michael Lewis, Margaret Wolan Sullivan, Catherine Stanger, Maya Weiss, Self Development and Self-Conscious Emotions, Child Development, Vol. 60, No...

PubMed
The Neural Signatures of Shame, Embarrassment, and Guilt: A Voxel-Based Meta-Analysis on Functional Neuroimaging Studies - PubMed
Self-conscious emotions, such as shame and guilt, play a fundamental role in regulating moral behaviour and in promoting the welfare of society. De...
เวลาที่หลายคนมีความรัก
พวกเขาคาดหวังให้อีกฝ่าย “ทุ่มเท”
ให้กับความรักนี้ในระดับที่เท่ากันกับตัวพวกเขาเอง
.
มันเป็นความคาดหวังที่ไม่น่าแปลกใจนะครับ
.
เพราะโดยทั่วไปแล้ว
เราคงไม่อยากเป็น “เดอะแบก”
ที่คอยให้ๆๆ (ส่วนแฟนก็คอยรับๆๆ)
อยู่ฝ่ายเดียวในความสัมพันธ์เท่าไหร่นัก
.
แต่ต่อให้เราไม่ใช่ “เดอะแบก” ในความสัมพันธ์
การคาดหวังให้อีกฝ่าย “ทุ่มเท” ในระดับที่พอๆกับเรานั้น
ก็ยังสามารถสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นได้…
.
…หากเรา “ล็อกเป้า” ไว้ในใจอย่างเหนียวแน่นว่า
เราอยากจะเห็นพฤติกรรมอะไรจากอีกฝ่ายบ้าง
.
เพราะมันอาจทำให้เรามองข้ามความ “ทุ่มเท” อื่นๆของอีกฝ่าย
(ที่ไม่ตรงกับสิ่งที่เรา “ล็อกเป้า” ไว้ในใจว่าอยากจะเห็น) ได้
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เราเคยเสนอตัวว่าจะช่วยแฟนทำงาน
เพราะตอนนั้นเราเห็นว่าแฟนกำลังป่วย
.
ฉะนั้น พอเรากำลังป่วย เราก็คาดหวัง
อยากให้แฟนเสนอตัวช่วยเราทำงานบ้าง
และพอแฟนไม่ได้ทำเช่นนั้น
มันก็ทำให้เรารู้สึกผิดหวังในตัวแฟน
.
มันทำให้เรามองว่าตัวเองเป็น “เดอะแบก”
ที่ “ทุ่มเท” ให้กับแฟนมากกว่าที่แฟน “ทุ่มเท” ให้กับเรา
.
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เรามองข้ามไปก็คือ…
.
แม้แฟนจะไม่ได้ช่วยเราทำงานในวันนั้น
แต่แฟนรับผิดชอบงานบ้าน
และการดูแลลูกในช่วงที่เรากำลังป่วยทั้งหมด
(ซึ่งปกติแล้ว สิ่งเหล่านี้จะเป็นความรับผิดชอบ
ร่วมกันระหว่างเรากับแฟนมาโดยตลอด)
.
เป็นต้น
.
แน่นอนครับ ผมไม่ได้กำลังบอกว่า
การคาดหวังพฤติกรรมบางอย่างจากแฟน
(เช่น การเสนอตัวช่วยทำงานในยามที่เราเจ็บป่วย)
เป็นเรื่องที่ “ผิด” นะครับ
.
อันที่จริง หากเรามีความต้องการที่ชัดเจนเช่นนั้น
ผมสนับสนุนให้เราสื่อสารความต้องการดังกล่าวกับแฟนด้วยซ้ำ
.
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมไม่สนับสนุนคือการฟันธงทันทีทันใดว่า
การที่แฟนไม่ได้ทำตามที่เรา “ล็อกเป้า” ไว้ในใจนั้น
มันคือการที่แฟนไม่ได้ “ทุ่มเท” ให้กับความสัมพันธ์นี้มากเท่ากับเราครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1177/00332941221092659

PubMed
The Association Between Relationship Events and Experiences and Partner Evaluations: An Ideal Standards Perspective - PubMed
Drawing on the Ideal Standards Model, the current study investigated whether the relationship events and experiences that occur on a given day in r...

PubMed
Gendered perceptions of fairness in housework and shared expenses: Implications for relationship satisfaction and sex frequency - PubMed
There is a demonstrated relationship between couples' division of household chores-and, to a lesser extent, the division of shared expenses-and the...