Journaling Our Journey's avatar
Journaling Our Journey
npub1kmua...wk8n
ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ
image หลายคนมีความรู้สึกไม่พึงพอใจกับ งานที่ทำอยู่หรือความสัมพันธ์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน . บางคนรู้สึกไม่พอใจนิดๆหน่อยๆ บางคนรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก . อย่างไรก็ตาม ในวันที่พวกเขาสูญเสียงานหรือความสัมพันธ์ดังกล่าวไป พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกช็อก เสียใจ เคว้งคว้างอยู่ดี . ใจพวกเขาเริ่มโหยหางานหรือความสัมพันธ์นั้น . เพราะถ้าพวกเขาสามารถกลับมา มีงานหรือความสัมพันธ์นั้นได้ ความรู้สึกช็อก เสียใจ เคว้งคว้าง ที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ก็จะหายไป . แต่มันก็มีความเป็นไปได้เหมือนกันครับว่า หากพวกเขา “สมหวัง” และได้งาน หรือความสัมพันธ์นั้นกลับมาจริงๆ แม้ความรู้สึกช็อก เสียใจ เคว้งคว้างจะทุเลาลง แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปสักพัก ความรู้สึกไม่พึงพอใจก็จะกลับมาด้วยเช่นกัน! . เราอยากให้ประวัติศาสตร์กลับมาซ้ำรอยแบบนี้จริงๆหรือ? . สิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอก็คือ ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ มันอาจจะให้ความรู้สึกว่าชีวิตเรากำลังเกิดวิกฤติก็จริง แต่ในอีกแง่หนึ่ง มันก็เป็นโอกาสด้วย . มันคือโอกาสที่เราจะได้พาตัวเอง ไปเจอกับงานหรือความสัมพันธ์ใหม่ ที่สามารถ “ตอบโจทย์” สิ่งที่ทำให้เรารู้สึก ไม่พึงพอใจในงานหรือความสัมพันธ์เก่าได้ . แน่นอนครับ ผมไม่ได้กำลังบอกว่า การกลับไปหางานหรือความสัมพันธ์เก่า คือทางเลือกที่แย่เสมอไป . เพราะมันก็มีความเป็นไปได้เหมือนกันครับว่า หลังจากที่ชีวิตเราเจอการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้แล้ว สิ่งที่เคยทำให้เรารู้สึกไม่พึงพอใจในงานหรือ ความสัมพันธ์เก่านั้นมันอาจจะคลี่คลายไปแล้วก็ได้ . แต่ถ้ามันยังไม่คลี่คลาย การ U-turn กลับไปหา งานหรือความสัมพันธ์เดิมมันจะไม่ต่างอะไร กับการหนีเสือปะจระเข้เลยครับ (ความรู้สึกช็อก เสียใจ เคว้งคว้างจะหายไป แต่จะมีความไม่พึงพอใจเข้ามาแทนที่) . มันจะดีกว่าไหมหากเราหนีจาก “เสือ” และหันไปหาสิ่งที่ดีกว่า “จระเข้”? . ใช่ครับ ชีวิตของเราแต่ละคนล้วนมีข้อจำกัด ในที่สุดแล้ว เราอาจจะไม่มีสิ่งที่ดีกว่า “จระเข้” รออยู่…ก็เป็นไปได้ . แต่เราจะรู้ได้ยังไงว่าชีวิตเราไม่มี สิ่งที่ดีกว่า “จระเข้” รออยู่ ถ้าเราไม่ได้ลองหาดูสักตั้งเสียก่อน? . บางคนอาจจะรู้สึกกลัวกับการมองหา เพราะพวกเขากลัวว่า หากตัวเองมองหา และค้นพบว่าไม่มีสิ่งที่ดีกว่ารออยู่ มันจะเป็นการเสียเวลาเปล่า . แต่ผมไม่ได้มองแบบนั้น . เพราะถ้าเราฟันธงว่าไม่มีสิ่งที่ดีกว่า “จระเข้” รออยู่ (โดยที่ไม่ได้ยังลองหาจริงๆจังๆก่อน) มันมีโอกาสที่เราจะรู้สึกค้างคาใจ . แต่ในทางกลับกัน หากเราได้ลงแรงค้นหาดูก่อน แม้เราจะไม่เจอสิ่งที่ดีกว่า “จระเข้” ในท้ายที่สุด แต่กระบวนการค้นหาของเรานั้น มันจะช่วยเคลียร์ความรู้สึกค้างคา ไม่ให้ตามหลอกหลอนเราในใจได้ . ฉะนั้น ต่อให้เราจะ “คว้าน้ำเหลว” ในการค้นหาสิ่งที่ดีกว่า “จระเข้” แต่เชื่อได้เลยครับว่ามันจะไม่ใช่ การ “กลับบ้านมือเปล่า” แน่นอนครับ อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/10397-000 https://psycnet.apa.org/record/2004-21666-000 #จิตวิทยา #siamstr
image การมีแผนในอนาคตร่วมกัน (เช่น แผนที่จะย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกัน แผนที่จะแต่งงาน แผนที่จะมีลูก) คือเรื่องปกติของคู่รัก . แต่สำหรับบางคน แผนในอนาคต ได้กลายเป็นเครื่องมือในการชักใย ให้อีกฝ่ายทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ . ยกตัวอย่างเช่น สัญญากับแฟนว่าจะคุยกับผู้ใหญ่เพื่อขอหมั้น เพื่อให้แฟนมองข้ามเหตุการณ์ที่ตัวเองคิดจะนอกใจแฟน เป็นต้น . มันทำให้ฝ่ายที่ถูกชักใยรู้สึกดีใจ กับภาพอนาคตที่สวยงามนั้น ส่งผลให้ฝ่ายที่ถูกชักใยเลือก ที่จะ “ตามใจ” แฟนตัวเอง (เช่น มองข้ามเหตุการณ์ที่คิดจะนอกใจ) . ประเด็นสำคัญก็คือฝ่ายที่วาดภาพหรูนั้น เขาเพียงแค่ “ขายผ้า (ภาพ) เอาหน้ารอด” เท่านั้น . เขาไม่ได้มีเจตนาที่จะ “ลงมือทำ” ให้ภาพ อนาคตดังกล่าวเป็นจริงขึ้นแม้แต่นิดเดียว ดังนั้น เมื่อฝ่ายที่ถูกชักใยมีการ “ทวง” (เช่น “ผ่านมานานแล้วนะ ทำไมเธอถึงยังคุยกับผู้ใหญ่เสียที”) ฝ่ายที่วาดภาพหรูก็จะบ่ายเบี่ยงไปเรื่อยๆ . …ซึ่งสามารถนำมาสู่ความขัดแย้งในเวลาต่อมาได้ . และที่ตลกร้ายก็คือ บ่อยครั้ง ฝ่ายที่วาดภาพหรู จะแก้ไขความขัดแย้งครั้งใหม่นี้ด้วยการ วาดภาพอนาคตที่สวยงามภาพใหม่ขึ้นมาอีก! . มันจึงกลายเป็น loop ที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ . ขัดแย้ง => ให้คำสัญญาที่สวยงาม => ไม่ลงมือทำ => มีการทวง => ขัดแย้ง => ให้คำสัญญาที่สวยงาม (อีกแล้ว) . ฝ่ายที่ถูกชักใยจึงได้แต่รอ รอ และก็รอ รอด้วยความหวัง…ซึ่งในที่สุดก็จบลงด้วยการ “รอเก้อ” อยู่เรื่อยไป . การรอคอยด้วยความหวัง (ด้วยตัวมันเอง) ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายนะครับ . แต่ถ้ามันเป็นการรอคอย แบบที่อีกฝ่ายมีแต่ “คำสัญญา” (แต่ไม่มีการ “ลงมือทำ”) ติดต่อกันต่อเนื่องเป็นเวลานานล่ะก็ . นี่อาจเป็นสัญญาณว่าคนๆนี้ไม่ “ควรค่า” แก่การรอคอยของเรา…ก็เป็นได้ครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1037/a0021857 https://doi.org/10.1111/pere.70028 https://psycnet.apa.org/doi/10.1017/jrr.2014.8 #จิตวิทยา #siamstr
image ทุกวันนี้ หลายคนรู้สึกหมดไฟ . พวกเขาไม่ได้หมดไฟเพราะปัญหาในชีวิตตัวเอง ถาโถมเข้ามาจนพวกเขารับไม่ไหวนะครับ . แต่พวกเขาหมดไฟเพราะพวกเขาเป็นห่วงคนรอบตัว . เวลาที่พวกเขาเห็นว่าคนรอบตัวเผชิญกับปัญหา ใจของพวกเขาจะรีบกระโจนอยากเข้าไปช่วยเหลือ . เพราะพวกเขาไม่ต้องการเห็นคนรอบตัวทรมานกับปัญหาเหล่านั้น . ด้วยเหตุนี้ ความทุกข์ที่คนรอบตัวเผชิญ จึงกลายเป็นความทุกข์ของพวกเขาไปด้วย . พวกเขาเข้าใจ (ในเชิงตรรกะ) ครับว่า พวกเราสามารถช่วยเหลือกันและกันได้ แต่ไม่มีใครที่จะแบกรับความทุกข์แทนกันได้ . แต่ถึงกระนั้น ใจพวกเขาก็ยังคงอยากที่จะ “แบกรับความทุกข์แทน” คนรอบตัวในชีวิตพวกเขาอยู่ดี . คุณผู้อ่านรู้จักคนที่มีลักษณะเหมือน กับที่ผมเขียนไว้ในข้างต้นไหมครับ? . (หรือในบางกรณี คนๆนั้นก็อาจจะเป็นตัวคุณผู้อ่านเอง…ก็เป็นได้) . ความท้าทายสำคัญสำหรับคนที่ผมเขียนถึงในข้างต้นก็คือ . เราจะบริหารจัดการใจตัวเองอย่างไร ให้สามารถเป็นห่วงและช่วยเหลือคนรอบตัวได้ โดยไม่ถูกความทุกข์ใจถาโถมเข้ามาจนรับมือไม่ไหว? . สิ่งหนึ่งที่อาจจะช่วยเราได้ในเบื้องต้น คือการ “ขีดเส้น” กับตัวเองให้ชัดเจนครับ . ยกตัวอย่างเช่น . เราจะอนุญาตให้ตัวเองรู้สึกเป็นห่วงและ ช่วยเหลือผู้คนในชีวิตของเราอย่างเต็มที่ . แต่เราก็จะ “ขีดเส้น” ไว้ว่า นับตั้งแต่ 19.00 น เป็นต้นไป (จนถึงเวลานอน) เราจะหยุดคิดถึงคนอื่นและจะใช้เวลาดังกล่าว ในการทำเฉพาะสิ่งที่ “เห็นแก่ตัวเอง” เท่านั้น (เช่น อ่านนิยาย เล่นเกม เล่นดนตรี วาดรูป) . เป็นต้น . ตอนแรกๆที่เราเริ่มต้น “ขีดเส้น” เราอาจจะพบว่า พอถึงเวลาจริงๆ ใจเราก็ยังคงนึกเป็นห่วงคนอื่น สมองเราก็ยังคงคิดหาหนทางที่จะช่วยคนอื่น สองมือเราก็ยังลงมือทำนู่นนี่นั่นเพื่อคนอื่นอยู่ดี . หากเรา “ติดขัด” ในลักษณะนี้ ผมขอเสนอให้เราลองเริ่มต้น “ขีดเส้น” เป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆก่อนครับ . ยกตัวอย่างเช่น เริ่มต้นด้วยการ block เวลานาน 30 นาที ของแต่ละวันให้ “เวลาเห็นแก่ตัวเอง” (แทนที่จะเริ่มต้น “ขีดเส้น” วันละเป็นชั่วโมงๆ) เป็นต้น . พอเราเริ่มคุ้นชินกับช่วงระยะเวลาดังกล่าว เราก็ค่อยๆขยายช่วงเวลานั้นให้นานขึ้นทีละนิดๆ (เช่น จาก 30 นาทีเป็น 1 ชั่วโมง จาก 1 ชั่วโมงเป็น 2 ชั่วโมง จาก 2 ชั่วโมงเป็น 4 ชั่วโมง เป็นต้น) . ในที่สุดแล้ว เราอาจจะยังอดไม่ได้ที่ จะรู้สึกเป็นห่วงคนอื่นหรอกนะครับ (และเอาเข้าจริงๆ ต่อให้เราจะสามารถ “ดีดนิ้ว” และบังคับให้ตัวเองกลายเป็นคนที่ไม่ห่วงใครเลย (นอกจากตัวเอง) ได้จริงๆ หลายคนก็คง ไม่อยากเห็นตัวเองกลายเป็นคนแบบนั้นอยู่ดี) . แต่ด้วยแนวทางที่ผมนำเสนอในวันนี้ มันอาจจะช่วยให้เรากลายเป็นคน ที่แคร์คนอื่น (โดยที่ตัวเองไม่หมดไฟ) ได้ครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.burn.2017.06.003 https://doi.org/10.1080/07317115.2022.2090879 #จิตวิทยา #siamstr
image ทุกวันนี้ หลายคนมีสิ่งที่ พวกเขา “ต้องทำ” เป็นจำนวนมาก . (เช่น รายงานที่ “ต้อง” เขียน การบ้านที่ “ต้อง” ทำให้เสร็จ “ต้อง” ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ) . …แต่พวกเขาไม่ได้ “อยากทำ” สิ่งเหล่านั้น . เพราะอะไร? . เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ “มีความสำคัญ” ในความรู้สึกของพวกเขาเท่าไหร่นัก . พวกเขาอาจจะเข้าใจ (ในเชิงตรรกะ) ว่าสิ่งเหล่านั้น “มีความสำคัญ” นะครับ . …แต่พวกเขาไม่ได้ “รู้สึก” ว่าสิ่งเหล่านั้น “มีความสำคัญ” . คำถามสำคัญก็คือ ทำยังไงเราถึงจะ “รู้สึก” ได้ว่า สิ่งที่เรา “ต้องทำ” เหล่านี้ “มีความสำคัญ”? . ผมมองว่าหนทางหนึ่งที่จะช่วยให้เราตอบคำถามข้อนี้ได้ คือการที่เราจะต้องชัดเจนกับตัวเองให้ได้ก่อนว่า “ชีวิตที่เราอยากจะมี” นั้นมันมีรูปร่างหน้าตาในรายละเอียดยังไง . ถ้าเราสามารถดีดนิ้ว 1 ทีและ “เสก” ให้ชีวิตเรา เป็นไปในลักษณะที่เราต้องการในทุกๆด้านได้ . …เราจะอยู่ที่ไหน? …ใครคือคนที่จะอยู่ในชีวิตเราบ้าง? …เวลาที่พวกเขาเหล่านั้นนึกถึงเรา พวกเขาจะรู้สึกยังไง? …ในแต่ละวัน ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน เราจะทำอะไรบ้าง? . หากเราสามารถตอบคำถามในข้างต้น ได้อย่างละเอียดและชัดเจน สิ่งต่อไปที่เราควรจะถามตัวเองต่อก็คือ . สิ่งที่เรา “ต้องทำ” เหล่านี้กำลังช่วยให้เรา ขยับเข้าไปใกล้ “ชีวิตที่เราอยากจะมี” หรือไม่? . ถ้าสิ่งเหล่านี้ช่วย พวกมันช่วยได้ยังไง? => คำตอบนี้คือ “กุญแจ” ที่สามารถช่วยให้เรา “รู้สึก” ว่าสิ่งที่เรา “ต้องทำ” นี้ “มีความสำคัญ” ได้ . แต่ถ้าเราตั้งคำถามกับตัวเองและพบว่า สิ่งที่เรา “ต้องทำ” เหล่านี้มันไม่ได้ช่วย ให้เราขยับไปใกล้ “ชีวิตที่เราอยากจะมี” ล่ะ? . นั่นอาจเป็นสัญญาณว่า สิ่งที่เรา “ต้องทำ” เหล่านี้ อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เรา “ควรทำ” ก็เป็นได้ครับ! อ้างอิง https://doi.org/10.1111/j.2044-8295.1992.tb02429.x #จิตวิทยา #siamstr
image คุณผู้อ่านคุ้นเคยกับพฤติกรรมผัดวันประกันพรุ่งไหมครับ? . ยกตัวอย่างเช่น . เรามีรายงานที่ต้องเขียน แต่เราก็บอกกับตัวเองว่า “ไว้ค่อยเขียนก็แล้วกัน” . พอเรารู้ตัวอีกที deadline การส่งรายงาน ก็ใกล้เข้ามามากๆแล้ว ทำให้เราต้องรีบเขียนรายงานให้เสร็จ แม้ว่า “คุณภาพ” ของรายงานจะแย่ก็ตาม . เป็นต้น . พวกเราแต่ละคนล้วนมีสาเหตุ ที่อยู่เบื้องหลังการผัดวันประกันพรุ่ง ที่แตกต่างกันออกไป . สำหรับหลายๆคน ความกลัวคือสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้พวกเขาผัดวันประกันพรุ่ง . พวกเขาไม่ได้กลัวว่าตัวเอง จะทำงานที่ผัดผ่อนได้ไม่ดีนะครับ . อันที่จริง พวกเขามั่นใจมากๆด้วยว่า หากพวกเขาได้ลงมือทำ งานดังกล่าวจะออกมาดีแน่นอน . สิ่งที่พวกเขากลัวก็คือ หลังจากพวกเขาทำงานดังกล่าวเสร็จ คนอื่นก็จะมองเห็นว่าผลงานของพวกเขา “มีคุณภาพ” ส่งผลให้พวกเขาตกอยู่ท่ามกลาง spotlight จากคนอื่น . การที่คนอื่นฉาย spotlight มาที่พวกเขา และคาดหวังว่าพวกเขาจะ “ทำได้ดี” ต่อไปในอนาคตได้เรื่อยๆนี่แหละครับ…คือสิ่งที่พวกเขากลัว . พวกเขากลัวว่าความสำเร็จของพวกเขาในวันนี้ จะนำมาสู่ความคาดหวัง (จากคนอื่น) ที่เพิ่มขึ้น ในระดับที่ “เกินมนุษย์” มากขึ้นเรื่อยๆ . จนกระทั่งวันหนึ่ง ความคาดหวังนั้นก็จะสูงลิ่ว จนพวกเขาไม่มีทางที่จะ “ตอบโจทย์” ความหวังดังกล่าวได้ . มันจะกลายเป็นวันที่คนอื่นๆรู้สึกผิดหวังกับพวกเขา . พูดง่ายๆก็คือ พวกเขาแคร์คนอื่นมากๆ พวกเขาจึงกลัวว่าตัวเองจะไม่สามารถ ตอบสนองต่อความคาดหวังที่คนอื่นมี (ในระดับที่สูงเสียดฟ้า) ในอนาคตได้นั่นเอง . แต่ข้อสังเกตข้อหนึ่งก็คือ การที่พวกเขาแคร์คนอื่นมากๆนี้ มันกำลัง “ขวางทาง” ไม่ให้พวกเขา มีชีวิตที่ประสบความสำเร็จได้ เต็มตามศักยภาพของตัวเอง . พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ พวกเขาแคร์คนอื่นมาก จนละเลยการแคร์ตัวเอง . ถ้าพวกเขาไม่ได้สนใจเรื่องการพยายาม “ตอบโจทย์” ความคาดหวังของคนอื่นที่สูงลิ่ว พวกเขาก็คงจะหยุดผัดวันประกันพรุ่ง และมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จ เต็มศักยภาพของตัวเองได้มากกว่านี้ . แต่ทีนี้ พวกเขาจะเริ่มต้นโอเค กับการ “ทำให้คนอื่นผิดหวัง” ยังไงดี? . เริ่มจากการ “ทำให้คนอื่นผิดหวัง” ในเรื่องเล็กๆน้อยๆ (ที่ไม่ได้ “ขวางทาง” ความสำเร็จของตัวเอง) ก่อนครับ . ยกตัวอย่างเช่น เริ่มปฏิเสธที่จะช่วยคนอื่นทำงานเล็กๆน้อยๆ บางงานในช่วงเวลาที่ตัวเอง “งานล้นมือ” (จากที่ก่อนหน้านี้เคยตอบตกลง ให้ความช่วยเหลือกับทุกๆงาน ไม่ว่าจะงานเล็กหรืองานใหญ่ก็ตาม) เป็นต้น . ช่วงแรกๆที่พวกเขาเริ่มต้น “ทำให้คนอื่นผิดหวัง” มันอาจจะรู้สึกไม่สบายใจเท่าไหร่นัก (ต่อให้มันจะเป็นการ “ทำให้คนอื่นผิดหวัง” ในเรื่องเล็กๆก็ตาม) . แต่หากพวกเขายังคงเดินหน้า “ทำให้คนอื่นผิดหวัง” ในเรื่องเล็กๆอย่างต่อเนื่องไปสักพัก พวกเขาจะเริ่มค้นพบว่า ความรู้สึกไม่สบายใจนั้น มันค่อยๆลดระดับความเข้มข้นลงเรื่อยๆ . ถ้าพวกเขารักษา momentum นี้ต่อไปได้เรื่อยๆ วันหนึ่ง พวกเขาก็จะตื่นขึ้นมา และพบว่าปัญหา การผัดวันประกันพรุ่งของตัวเองได้หายไปแล้ว . เพราะพวกเขาไม่ได้ “แคร์คนอื่นจนขวางทางตัวเอง” อีกต่อไปแล้วครับ! อ้างอิง https://doi.org/10.1207/s15327752jpa4701_4 https://doi.org/10.1007/s10942-012-0153-9 https://doi.org/10.1016/j.sbspro.2013.04.384 https://awspntest.apa.org/doi/10.24193/jebp.2023.2.11 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนกลัวการมาพูดคุยกับนักจิตวิทยา . พวกเขาไม่ได้กลัวว่าจะถูกคนอื่นมองว่า “บ้า” พวกเขาไม่ได้กลัวว่าจะถูกนักจิตวิทยาตัดสิน . แต่พวกเขากลัวว่า การมาคุยกับนักจิตวิทยา จะเหนี่ยวนำให้พวกเขาสัมผัสกับ อารมณ์ความรู้สึกในใจอย่างเข้มข้น . …และพวกเขาไม่มั่นใจว่า พวกเขาจะรับมือกับคลื่น อารมณ์ความรู้สึกที่เข้มข้นนั้นได้ . พวกเขามองว่าคลื่นอารมณ์ความรู้สึกนั้น มันเปรียบได้กับน้ำปริมาณมหาศาลที่ถูกกักเก็บไว้ในเขื่อน . ทันทีที่เขื่อนถูกเปิด น้ำภายในเขื่อนก็จะไหลทะลักออกมา ส่งผลให้พวกเขา “จมน้ำ” อย่างรวดเร็ว . ยิ่งพวกเขาหลีกเลี่ยงอารมณ์ ความรู้สึกดังกล่าวนานเท่าไหร่ พวกเขายิ่งกลัวที่จะเผชิญกับมัน ตอนที่คุยกับนักจิตวิทยามากเท่านั้น . ตั้งแต่สมัยที่ผมยังเป็นนักจิตวิทยาฝึกหัดจนถึงวันนี้ ผมได้มีโอกาสพบผู้รับบริการจำนวนมาก ที่มีความกลัวในเรื่องที่ผมกล่าวถึงในข้างต้นนี้ . สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ หากผู้รับบริการตั้งใจที่จะเผชิญหน้า กับอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง (พร้อมกับ “ให้เวลา” กับการทำสิ่งนี้อย่างเพียงพอ) . …ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่ “จมน้ำ” ครับ! . อันที่จริง ผู้รับบริการหลายคน ถึงกับเอ่ยปากออกมาด้วยซ้ำว่า “มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเลยนะ!” . เพราะอะไร? . เพราะโดยทั่วไปแล้ว ความกลัวมักจะไม่ได้ “ฉายภาพ” สิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงๆให้เราเห็น . ความกลัวมักจะ “ฉายภาพ” worst-case scenario แบบสุดขั้วให้เราเห็น . แน่นอนครับว่า worst-case scenario มันสามารถเกิดขึ้นได้จริง . (เช่น กลัวว่าจะสอบตกและก็สอบตกจริงๆ กลัวว่าแฟนจะนอกใจและแฟนก็นอกใจจริงๆ กลัวว่าจะถูกไล่ออกและก็ถูกไล่ออกจริงๆ เป็นต้น) . แต่สำหรับกรณีที่เราจะ “จมน้ำ” เพราะถูกคลื่นอารมณ์ความรู้สึกที่เข้มข้น ถาโถมเข้ามาจน “ท่วม” นั้น . …ผมยังไม่เคยเห็นว่ามันเกิดขึ้นจริงๆเลยครับ . ยิ่งถ้าเราค่อยๆเผชิญหน้ากับอารมณ์ ความรู้สึกของตัวเองแบบทีละนิดๆๆด้วยล่ะก็ แทบจะเรียกได้ว่าตัดโอกาส สำหรับ worst-case scenario ไปได้โดยสมบูรณ์ . และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ไม่ว่าคลื่นอารมณ์ความรู้สึกในใจเราจะรุนแรงแค่ไหน การที่เราสามารถทำหน้าที่เป็น “เขื่อน” ที่กักเก็บ มันไว้ได้มาโดยตลอดคือหลักฐานที่สะท้อนให้เห็นว่า เรา “แข็งแกร่ง” เพียงพอสำหรับอารมณ์ความรู้สึกในใจเรา . มันจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยครับ ที่พอผู้รับบริการของผมได้หันมาเผชิญหน้า กับอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองเต็มๆแล้ว พวกเขาก็จะได้ค้นพบว่าตัวเอง “เอาอยู่” กันทุกคนเลยครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1037/ccp0000315 https://doi.org/10.1348/135910707x251180 https://doi.org/10.1016/j.brat.2014.04.006 https://doi.org/10.1348/135910702169349 #จิตวิทยา #siamstr
image คู่รักจำนวนมากพบว่า พอพวกเขามีลูก ความรักที่พวกเขามีให้กันก็ดูจะลดน้อยถอยลงไป . ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น? . เพราะเมื่อพวกเขาเป็นพ่อแม่ พวกเขาก็เปรียบเหมือนกับคน ที่มีงาน full time เพิ่มขึ้นมาเต็มๆ . (โดยเฉพาะในช่วงที่ลูกยังเล็กมากๆ) . ไม่ว่าจะเป็นการหาอาหารให้ลูกกิน การอาบน้ำให้กับลูก การสอนการบ้านให้กับลูก การดูแลลูกในยามเจ็บป่วย การรับมือกับลูกตอนที่ลูกงอแง ฯลฯ . พ่อแม่จำนวนมากพบว่า หลังจากที่พวกเขาจัดการ “เรื่องของลูก” เสร็จ พวกเขาก็แทบจะไม่เหลือเวลาและพลังงาน สำหรับ “กันและกัน” อีกแล้ว . หลายคนจึงอยู่ในจุดที่ “ยอมรับสภาพ” . กล่าวคือ พวกเขาทำใจยอมรับแล้วว่า ความรักระหว่างกันคือ “ราคาที่ต้องจ่าย” เพื่อแลกมากับการมีลูกน้อย . อย่างไรก็ตาม มันไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้นเสมอไป . เพราะข่าวดีก็คือ การรักษา connection ระหว่างคู่รักให้คงอยู่ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องใช้เวลาหรือพลังงานจำนวนมากเลยครับ . เพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆไม่กี่นาทีในแต่ละวัน ก็เพียงพอที่จะช่วยให้สายสัมพันธ์ระหว่างคู่รักไม่ขาดสะบั้นแล้ว . ยกตัวอย่างเช่น การโอบกอดกันก่อนที่จะแยกกันไปทำงาน การเขียนโน้ตน่ารักๆบนกระดาษ post-it ที่แปะให้อีกฝ่ายเห็น การนั่งชงเครื่องดื่มร้อนๆกินด้วยกันหลังจากที่ลูกเข้านอน เป็นต้น . คู่รักจำนวนมากพบว่า สิ่งเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต้องคิดขึ้นมาใหม่ให้ปวดหัวเลยด้วยซ้ำ . เพราะหลายอย่างเป็นสิ่งที่พวกเขาเคยทำในอดีต (ก่อนมีลูก) อยู่แล้ว . เพียงแค่ว่า พอพวกเขามีลูก พวกเขาก็หยุดทำสิ่งเหล่านี้ไปหมด เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีเวลาและพลังงาน สำหรับ “ความ romantic” เหล่านี้อีกแล้ว . ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้นะครับ เพราะการดูแลลูกคือสิ่งที่กิน เวลาและพลังงานมหาศาลจริงๆ . อย่างไรก็ตาม มันมีความแตกต่างระหว่าง “ไม่มีเวลาสำหรับความ romantic อีกแล้ว” กับ “ไม่มีเวลาสำหรับความ romantic มากเท่าอดีต” . สำหรับพ่อแม่หลายคน พวกเขายังพอจะมีเวลาให้ “กันและกัน” ในปัจจุบัน แต่พวกเขาอาจจะมี “ภาพจำ” ของการทำ สิ่งใหญ่ๆที่ romantic ให้ “กันและกัน” ในอดีตอยู่ (เช่น วางแผน surprise วันเกิดให้แฟนแบบใหญ่โต) . พวกเขาจึงอาจจะมองข้ามการทำ สิ่งเล็กๆน้อยๆให้ “กันและกัน” ไป ส่งผลให้ความ romantic ที่มีกับแฟน แห้งเหือดไปโดยสมบูรณ์ (ทั้งๆที่มันไม่จำเป็นต้องเหือดแห้งถึงเพียงนั้น) . ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่ผมได้หยิบมานำเสนอในวันนี้ จะเป็นส่วนเล็กๆที่ช่วยให้คู่รัก หันมาใส่ใจ (ไม่ใช่มองข้าม) ในสิ่งเล็กๆน้อยๆกันมากขึ้นนะครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1111/j.1475-6811.2009.01230.x https://doi.org/10.1111/jmft.70051 https://doi.org/10.1016/j.midw.2018.02.022 https://doi.org/10.1177/0146167212454548 https://doi.org/10.1037/a0013969 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนมองว่าตัวเอง “ดีไม่พอ” . “ดีไม่พอ” ในเรื่องรูปร่างหน้าตา “ดีไม่พอ” ในเรื่องความสามารถ “ดีไม่พอ” ในเรื่องนิสัยใจคอ . พวกเขาหวังว่า สักวันหนึ่ง พวกเขาจะเจอใครสักคน ที่รักพวกเขาอย่างที่พวกเขาเป็น . …และวันนั้น พวกเขาก็จะ “ดีพอ” . อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่พวกเขา ยังมองว่าตัวเอง “ดีไม่พอ” มันยากจริงๆครับที่คนอื่น จะรู้สึก “ดึงดูด” กับพวกเขาได้ . พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ การหวังว่าคนอื่นจะเข้ามาในชีวิต และช่วยให้เรา “ดีพอ” นั้น มันไม่ใช่หนทางที่ “ได้ผล” เท่าไหร่นัก . หนทางที่ดีกว่าคือการ “ดีพอ” ให้ได้โดยไม่ต้องพึ่งคนอื่น . แต่หลายคนก็จะเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า . “แล้วฉันจะดีพอด้วยตัวเองได้ยังไงล่ะ? ฉันรู้นะว่าจริงๆแล้ว ตัวฉันไม่ได้แย่ขนาดนั้น แต่ทำไงได้ล่ะ ก็ใจฉันยังคงคอยส่งเสียง บอกว่าฉันยังดีไม่พอ ดีไม่พอ และก็ดีไม่พอไม่หยุดเลย!” . ในกรณีเช่นนี้ เราจะรับมือกับเสียงในใจที่คอย “ถ่มถุยตัวเอง” ยังไงดี? . บางคนมองว่า เราจะต้องโต้เถียงกับ เสียงที่คอย “ถ่มถุยตัวเอง” เหล่านี้ . ยกตัวอย่างเช่น ทุกครั้งที่เสียงในใจส่งเสียงบอกว่าเรา “ดีไม่พอ” เราก็จะแย้งกลับทันทีทันใดว่าเรา “ดีพอ” เป็นต้น . บางคนมองว่า ยิ่งเราโต้เถียงในลักษณะนี้มากเท่าไหร่ เสียงที่คอย “ถ่มถุยตัวเอง” ก็จะอ่อนกำลังลงมากเท่านั้น . แต่หลายคนที่เคยทดลองโต้เถียงกับใจตัวเองพบว่า ไม่ว่าพวกเขาจะโต้เถียงขนาดไหน เสียงที่ “ถ่มถุยตัวเอง” ก็ไม่อ่อนกำลังลงเสียที . วันนี้ ผมจึงอยากนำเสนออีกหนึ่งแนวทาง ในการรับมือกับเสียงที่ “ถ่มถุยตัวเอง” ครับ . แนวทางที่ว่านี้คือการ “ดื้อ” กับเสียงที่ “ถ่มถุยตัวเอง” . ยกตัวอย่างเช่น . เรากำลังนั่งอยู่ในห้องประชุม และเรามีไอเดียที่จะนำเสนอต่อที่ประชุม . ตอนนั้นเองที่เสียงในใจเริ่ม “ถ่มถุย” เรา บอกว่าไอเดียของเรา “ห่วยแตก” เกินไป มันจะทำให้คนในที่ประชุมต้องเสียเวลาเปล่าๆ ฉะนั้น เราควรที่จะนั่งเงียบๆต่อไป…จะดีที่สุด . อย่างไรก็ตาม หากเราคิดที่จะ “ดื้อ” เราก็จะไม่นั่งเงียบๆ แต่เราจะอ้าปากนำเสนอไอเดียของเราทันที (ไม่ว่าเสียงในใจเราจะพยายาม “ปิดปาก” เราขนาดไหนก็ตาม) . เป็นต้น . ตอนแรก เราอาจจะ “ดื้อ” กับเรื่องเล็กๆก่อน และพอเราเริ่ม “ปีกกล้าขาแข็ง” มากขึ้น เราก็จะ “ดื้อ” กับเรื่องใหญ่ๆมากขึ้น . แนวทางนี้อาจจะไม่ทำให้เสียงที่ “ถ่มถุยตัวเอง” หายไปได้แบบสมบูรณ์ก็จริง แต่เสียงดังกล่าวจะค่อยๆอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ . จนกระทั่งวันหนึ่ง เราก็จะตื่นขึ้นมาและพบว่า เสียงที่เคย “ถ่มถุยตัวเอง” ดังๆในอดีตนั้น มันได้กลายเป็นเสียงที่ไม่มี power ต่อใจเราอีกต่อไปแล้วครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.cpr.2019.101808 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/a0032355 #จิตวิทยา #siamstr
image เคยไหมครับ? . คุณเป็นคนที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทุกวัน . แต่พอคุณเปลี่ยนมาทำงานกับองค์กรแห่งใหม่ และคุณย้ายที่อยู่ (เช่น จากเชียงใหม่มากรุงเทพฯ) คุณพบว่าการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆอีกแล้ว . ทั้งๆที่คุณใช้เวลาทำงานน้อยลง แถมยังมีฟิตเนสอยู่ใกล้ที่พักใหม่ของคุณอีกด้วย! . ในสถานการณ์เช่นนี้ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควรจะเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ แต่พอถึงเวลาจริงๆ คุณกลับรู้สึก “ฝืด” กับการออกกำลังกายซะอย่างนั้น . มันเกิดอะไรขึ้น? . ผมขออธิบายผ่านคำเปรียบเปรยดังต่อไปนี้ครับ . สมมติว่าเราปลูกต้นไม้อยู่ต้นหนึ่ง และต้นไม้ต้นนี้ก็เติบโตได้งามดีมาก . แต่แล้ววันหนึ่ง เพื่อนเรามาเห็นต้นไม้ต้นนี้เข้าและรู้สึกชอบใจขึ้นมา . เพื่อนเราเอ่ยปากขอต้นไม้ต้นนี้ และเราก็ตอบตกลงแต่โดยดี . เพื่อนเราเอาต้นไม้ไปเลี้ยงไว้ในกระถาง ภายในบ้านของเพื่อนเป็นเวลา 1 เดือน . ตอนนั้นเองที่เพื่อนเราเห็นว่าต้นไม้ต้นนี้ (ซึ่งเคยเติบโตได้งามมากที่ยังอยู่กับเรา) ดูจะไม่งามมากเท่ากับตอนที่เราเลี้ยงอยู่ . ทำไมน่ะหรือ? . เพราะดินที่อยู่ในกระถางบ้านเพื่อนไม่เหมือนกับดินในบ้านเรา เพราะปริมาณน้ำที่เพื่อนรดไม่เหมือนกับตอนที่เรารดน้ำ เพราะแสงแดดในบ้านเพื่อนไม่เหมือนกับแสงแดดในบ้านเรา เพราะความชื้นในบ้านเพื่อนไม่เหมือนกับความชื้นในบ้านเรา ฯลฯ . เรื่องการออกกำลังกายในข้างต้นก็เช่นกันครับ . มันเป็นเรื่องปกติมากเลยครับ ที่พอเราย้ายมาอยู่ในสภาพแวดล้อมแห่งใหม่ (แม้จะเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการออกกำลังกายก็ตาม) เราอาจจะ “ติดขัด” อยู่บ้าง (อย่างน้อยก็ในช่วงแรกๆ) . การ “ติดขัด” นี้ไม่ได้หมายความว่าเรา “ไม่ได้เรื่อง” แต่อย่างใด . เราแค่กำลังอยู่ในช่วง “ปรับตัว” ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่เท่านั้น . แน่นอนครับว่า หลายคนจะอยากเห็นตัวเอง “ปรับตัว” กับสภาพแวดล้อมใหม่ได้รวดเร็วจนสามารถ กลับไปออกกำลังกายได้อย่างสม่ำเสมอทันทีทันใด . …ซึ่งบางคนก็ “ปรับตัว” ได้เร็วแบบนั้นจริงๆนะครับ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะ “ปรับตัว” ได้เร็วเช่นนั้น . ฉะนั้น หากเราไม่ใช่คนที่ “ปรับตัว” ได้เร็วล่ะก็ ผมขอเชิญชวนให้เราใจเย็นๆกับตัวเองสักหน่อยครับ . อย่าเพิ่งรีบต่อว่าตัวเอง อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าตัวเอง “ไม่ได้เรื่อง” . เพราะนอกจากมันจะไม่ได้ช่วยให้เรา “ปรับตัว” ได้เร็วขึ้นแล้ว การทำเช่นนี้ยังอาจทำให้เรา “ปรับตัว” ได้ช้าขึ้นอีกด้วย! . แทนที่จะ “ใจร้าย” กับตัวเองแบบนั้น ทางเลือกที่น่าจะดีกว่าคือการค่อยๆพาตัวเอง กลับมาออกกำลังกายทีละนิดทีละน้อยก่อนครับ . ยกตัวอย่างเช่น ก่อนย้ายงาน เราอาจจะเคยออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง ตอนนี้ เราอาจจะเริ่มออกกำลังกายวันละ 10 นาทีดูก่อน เป็นต้น . พอเราเริ่มคุ้นชินกับสภาพแวดล้อมใหม่ เราก็ค่อยๆเพิ่มปริมาณการออกกำลังกายมากขึ้น . จนกระทั่งเราสามารถกลับไปออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอเหมือนเมื่อก่อนได้ในท้ายที่สุด! . ทั้งหมดที่ผมเขียนมานี้…ผมอาจจะพูดถึงเรื่องการออกกำลังกาย . แต่จริงๆแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การอ่านหนังสือ การนั่งสมาธิ หรือพฤติกรรมดูแลสุขภาพใดก็ตาม . …ทั้งหมดล้วนใช้หลักการเดียวกับที่ผมเขียนมาทั้งสิ้น . เรามาเป็นต้นไม้ในกระถางใหม่ ที่เริ่มกลับมางอกงามทีละนิด อย่างมั่นคงกันเถอะครับ! อ้างอิง https://doi.org/10.1080/08870446.2021.2003362 https://doi.org/10.1016/j.peh.2025.100350 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่หลายคนมีเรื่องขัดแย้งกับแฟน พวกเขาจะตอบสนองด้วยความเงียบ . ยกตัวอย่างเช่น เดินออกจากห้องโดยไม่พูดอะไรเพิ่มเติม อ่านข้อความที่แฟนพิมพ์มาหาทางไลน์ แต่ไม่ตอบข้อความนั้น เป็นต้น . ทำไมพวกเขาถึงเลือกที่จะเงียบ? . เพราะพวกเขากังวลว่า หากพวกเขาพูดหรือทำอะไรไปในตอนนี้ (ซึ่งเป็นช่วงที่อารมณ์ยังคุกกรุ่นอยู่) มันอาจจะทำให้พวกเขาเสียใจทีหลังได้ . พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ความเงียบของพวกเขา เกิดจากเจตนาที่ดีครับ . แต่ในมุมของแฟน ความเงียบที่เกิดขึ้นนี้ อาจถูกมองว่าเป็น “การลงโทษ” รูปแบบหนึ่งได้ . ฉะนั้น หากเราตัดสินใจที่จะเงียบ และไม่ต้องการให้แฟนเข้าใจผิด สิ่งหนึ่งที่สามารถช่วยได้คือ การสื่อสารเจตนาของเราก่อนที่เราจะเงียบครับ . ยกตัวอย่างเช่น “ตอนนี้ฉันกำลังรู้สึกไม่พอใจมากๆ ฉันขอเวลาไปสงบสติอารมณ์ก่อน แล้วเดี๋ยวเราค่อยมาคุยกันต่อนะ” เป็นต้น . มันเป็นการสื่อสารที่สั้น กระชับ ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที แต่มันช่วยป้องกันความทุกข์ใจจากความเข้าใจผิด (ซึ่งอาจนำมาสู่ความขัดแย้งเพิ่มเติมในอนาคต) ได้ชะงัดเลยครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1080/03637751.2013.813632 https://doi.org/10.1111/j.1545-5300.2002.40102000083.x https://doi.org/10.1111/j.1468-2958.2002.tb00798.x #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนพบว่า… . พวกเขารู้จักกับผู้คนมากมาย พวกเขามีคนห้อมล้อมเต็มไปหมด มีคนเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาไม่ขาดสาย . แต่พวกเขาก็ยังคงรู้สึกเหงาอยู่ดี . เพราะอะไร? . เพราะไม่มีใครที่รู้จักตัวตนที่แท้จริง ของพวกเขาเลยแม้แต่คนเดียว . หรือถ้าจะพูดกันชัดๆก็คือ เพราะพวกเขากลัวที่จะเปิดเผย ตัวตนที่แท้จริงให้คนอื่นได้รู้จัก . เพราะในอดีตที่ผ่านมา พวกเขาเคยลองเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง ให้ใครบางคนเห็นมาแล้ว แต่คนๆนั้นแสดงท่าทีชัดเจนว่า เขาไม่ยอมรับตัวตนดังกล่าว . พวกเขารู้สึกเจ็บปวดกับเหตุการณ์ในอดีตนั้นเป็นอย่างมาก . …มากจนพวกเขาไม่กล้าที่จะ เปิดเผยตัวตนนั้นให้ใครได้เห็นอีก . …มากจนทำให้พวกเขายอมอยู่กับความเหงา และไม่ขอเสี่ยงเจอกับการไม่ได้รับการยอมรับจากคนอื่นอีก . แต่ถ้าความเหงานั้นมันบีบหัวใจ มากเกินกว่าที่จะรับได้ขึ้นมาล่ะ? . ในกรณีเช่นนี้ พวกเขาจำต้องหันหน้า มาเผชิญกับความกลัวของตัวเอง และเริ่มต้นเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงให้คนอื่นได้เห็น . ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นเปิดเผยกับทุกคนในชีวิตนะครับ . เอาแค่ 1 คนที่รู้สึก “ปลอดภัย” มากที่สุดก่อน . และก็ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงแบบ 100% ทันทีนะครับ . เอาแค่เปิดเผยมากกว่าเดิมสัก 5% ก่อน . ยกตัวอย่างเช่น ก่อนหน้านี้ เวลาคนที่เรารู้สึกปลอดภัยคนนี้ถามว่า “เธออยากกินอะไร?” เราจะตอบว่า “อะไรก็ได้” มาตลอด แต่นับจากนี้ เราจะบอกให้คนๆนี้รู้ว่าเราอยากกินอะไร (ไม่มีการตอบว่า “อะไรก็ได้” อีกแล้ว) เป็นต้น . เมื่อเริ่มคุ้นเคยกับการเปิดเผยตัวเอง มากขึ้น 5% กับคนที่รู้สึกปลอดภัยแล้ว เป้าหมายต่อไปก็คือการเปิดเผยตัวเอง เพิ่มอีก 5% กับคนที่รู้สึกปลอดภัยคนนั้น . หนทางที่ผมกำลังนำเสนอนี้…ฟังดูช้านะครับ เพราะมันคือการค่อยๆขยับทีละ 5% กับคนเพียง 1 คนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งคนๆนี้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเรามากระดับหนึ่ง เราจึงค่อยเริ่มต้นเปิดเผยตัวของเราทีละ 5% กับคนที่เรารู้สึกปลอดภัยคนถัดไป . มันคือความตั้งใจของผมเองครับที่จะนำเสนอแนวทางที่ช้าเช่นนี้ . เพราะผมเข้าใจว่า การเผชิญหน้ากับความกลัว (ที่เกิดจากประสบการณ์จริงอันเจ็บปวดในอดีต) มันไม่ใช่เรื่องง่าย . แนวทางที่ผมนำเสนอนั้น…ผมจึงตั้งใจให้ “เอื้อมถึง” ให้ง่ายที่สุด . ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่ผมแบ่งปันในวันนี้ จะช่วยให้คนที่กำลังเจ็บปวดกับความเหงา สามารถเริ่มต้นพาตัวเองก้าวออกมาจากเงามืดของความกลัวได้ . ผมไม่อยากเห็นใครต้องทรมานกับความเหงาเพราะความกลัวอีกแล้วครับ อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/1974-22306-000 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนเลือกที่จะตามใจคนอื่น (แม้การตามใจคนอื่นจะขัดใจตัวเองก็ตาม) เพราะพวกเขาเชื่อว่า การตามใจคนอื่น จะช่วยให้พวกเขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นได้ . แต่ความเชื่อนี้เป็นความจริงหรือเปล่า? . ถ้า “ความสัมพันธ์ที่ดี” คือ ความสัมพันธ์ที่ไม่มีความขัดแย้ง ความเชื่อดังกล่าวอาจเป็นจริงได้ (หากเรามีความอดทนมากพอ) . แต่ถ้า “ความสัมพันธ์ที่ดี” คือ ความสัมพันธ์ที่ทุกฝ่าย win-win หรือความสัมพันธ์ที่ทุกฝ่ายรู้สึกปลอดภัย มากพอที่จะเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่ หรือความสัมพันธ์ที่ทุกฝ่ายชอบ ที่จะได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกันล่ะก็ ความเชื่อดังกล่าวจะไม่มีทางเป็นจริง (ต่อให้เราจะมีความอดทนมหาศาลก็ตาม) . เพราะการตามใจคนอื่นตลอดเวลา คือการส่งสัญญาณว่าความรู้สึกและ ความต้องการของคนอื่นสำคัญมากกว่า ความรู้สึกและความต้องการของตัวเรา . ยิ่งเราส่งสัญญาณในลักษณะนี้ออกไปบ่อยเท่าไหร่ “ตาชั่งความสัมพันธ์” ที่เรามีกับคนอื่น ก็จะเริ่มเอียงไปหาคนอื่นมากขึ้นเท่านั้น . หาก “ตาชั่ง” ยังคงเอียงเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ วันหนึ่ง เราก็จะตื่นขึ้นมาและพบว่าตัวเอง เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ความอึดอัด และคำถามในใจว่า “ตัวฉันที่แท้จริงหายไปไหน?” . มันจะกลายเป็นวันที่เรารู้สึกราวกับกำลังตกนรกทั้งเป็นได้เลยครับ . ข่าวดีก็คือเราสามารถป้องกันตัวเอง ไม่ให้ถล้ำลึกลงไปอยู่ในขุมนรกนั้นได้ แต่เราจะต้องทำสิ่งที่หลายคนรู้สึกไม่สบายใจที่จะทำ . สิ่งนั้นคือการเลิกตามใจคนอื่นตลอดเวลา . ผมไม่ได้กำลังเสนอให้เราเลิกตามใจ คนอื่นในทุกๆเรื่องทันทีนะครับ แต่ผมกำลังเสนอ ให้เราเริ่มต้นด้วยการเลือกเรื่องเล็กๆมา 1 เรื่อง และตั้งใจหยุดตามใจในเรื่องนั้นก่อน (เอาเรื่องที่การหยุดตามใจของเรา จะไม่กระตุ้น reaction ที่รุนแรงจากอีกฝ่ายมากนัก) . ต่อให้เรื่องดังกล่าวจะเป็นเรื่องที่เล็ก แต่สำหรับคนที่คุ้นชินกับการตามใจคนอื่นมาตลอด ช่วงแรกของการตั้งใจหยุดตามใจคนอื่น 1 เรื่องนี้ จะไม่ใช่ช่วงเวลาที่ง่ายเลยครับ . แต่ “ไม่ง่าย” ไม่ได้หมายความว่า “เป็นไปไม่ได้” . เมื่อเราเริ่ม “คล่อง” กับการ หยุดตามใจใน 1 เรื่องเล็กๆนั้นแล้ว ต่อไป ผมขอเสนอให้เราหยิบอีกหนึ่งเรื่องเล็กๆ และตั้งใจหยุดตามใจในเรื่องนั้นต่อ . และเมื่อเราเริ่ม “คล่อง” กับการ หยุดตามใจในเรื่องดังกล่าว ผมก็ขอเสนอให้เราหยิบอีกหนึ่งเรื่องเล็กๆ และตั้งใจหยุดตามใจในเรื่องนั้นต่อไปอีก! . การทำเช่นนี้จะช่วยให้ “ตาชั่ง” (ที่เคยเอียงมากๆในอดีต) ค่อยๆกลับมาสมดุลมากขึ้น . เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้สึกพอใจกับ “ตาชั่ง” ดังกล่าว (ต่อให้ “ตาชั่ง” นั้นจะไม่ได้สมดุลเป๊ะๆก็ตาม) นั่นคือสัญญาณว่าเราไม่จำเป็น ต้องหยุดตามใจคนอื่นเพิ่มไปมากกว่านี้แล้ว . ผมขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้คุณผู้อ่าน เริ่มต้นเดินทางมาสู่จุดที่คุณผู้อ่านพอใจ กับ “ตาชั่ง” ของตัวเองได้ในท้ายที่สุดนะครับ! อ้างอิง https://doi.org/10.1002/pchj.70016 https://doi.org/10.3390/bs14010077 https://psycnet.apa.org/doi/10.1017/jrr.2017.17 #จิตวิทยา #siamstr
image “อย่าคิดมากเลย” “มองแง่บวกดูสิ” “ช่างมันเถอะ” . นี่คือตัวอย่างคำพูดที่หลายคนใช้ เมื่อคนใกล้ตัวพวกเขากำลังทุกข์ใจ . มันเป็นคำพูดที่แฝงไปด้วยความหวังดีนะครับ . แต่สำหรับคนที่กำลังทุกข์ใจอยู่นั้น นี่อาจจะไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุด ณ วินาทีนี้ . สิ่งที่พวกเขาต้องการมากกว่า ณ ตอนนี้คือ… . …การมีคนที่ “มองเห็น” ความเจ็บปวดของพวกเขา …การไม่ถูกตัดสินว่าพวกเขา “อ่อนแอ” เพียงเพราะพวกเขากำลังทุกข์ใจ …การไม่ต้องเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดดังกล่าว “คนเดียว” . ฉะนั้น แทนที่เราจะให้คำแนะนำหรือ พูดกระตุ้นให้พวกเขารู้สึกดีขึ้น สิ่งที่เป็นประโยชน์มากกว่าคือ… . …การนั่งอยู่เป็นเพื่อนข้างๆพวกเขา …การสื่อสารให้พวกเขารับรู้ว่า เราเข้าใจและยอมรับสิ่งที่พวกเขากำลังรู้สึกอยู่ …การใช้คำถามเปิดช่องให้พวกเขาบอกเราว่า อะไรคือสิ่งที่พวกเขาอยากให้เราทำให้พวกเขาในตอนนี้บ้าง . ทั้งหมดนี้อาจจะไม่สามารถช่วยปัดเป่า ความทุกข์ในใจพวกเขาให้หายไปได้หรอกนะครับ . แต่มันจะช่วยให้พวกเขารับมือกับ ความทุกข์ใจของพวกเขาได้ดีขึ้นอย่างชัดเจนเลยครับ อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/h0045357 https://psycnet.apa.org/record/1991-98405-000 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0033-2909.101.1.91 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนบอกผมว่า หากพวกเขาแก่ตัวไป พวกเขารับได้หากตัวเอง จะไม่สามารถยกของหนักๆ หรือไม่สามารถเดินเหินได้ คล่องแคล่วเหมือนตอนหนุ่มสาว . แต่พวกเขาจะรับไม่ได้สุดๆ หากสมองของพวกเขาไม่ได้ sharp เหมือนกับตอนหนุ่มสาว . วันนี้ผมจึงอยากจะนำเสนอแนวทาง ที่เรียบง่าย (แต่ได้ผล) ในการรักษา ความแหลมคมของสมองเราดังนี้ครับ . . . # 1 ถ้าสมองเราคือเครื่องยนต์ อาหารที่เราทานก็คือน้ำมัน . ถ้าเราทานอาหารที่ “คุณภาพต่ำ” มันก็เหมือนกับเราเติม น้ำมัน “คุณภาพต่ำ” เข้าไปในเครื่องยนต์ ส่งผลให้เครื่องยนต์สึกหรอได้ง่ายขึ้น . ฉะนั้น เราควรจำกัดการทานน้ำตาล อาหารทอด รวมถึงอาหารแปรรูปให้น้อยที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ครับ . # 2 อย่าลืมออกกำลังกาย . เวลาที่เราออกกำลังกาย หัวใจเราจะสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น oxygen และสารอาหารจะไหลเข้าสู่เซลล์สมองมากขึ้น . และที่สำคัญก็คือ เราไม่จำเป็นใช้เวลา ออกกำลังกายเยอะด้วยครับ เพียงแค่ การออกกำลังกายครั้งละ 20 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้งก็ช่วยสร้าง ความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดแล้วครับ . # 3 หมั่นเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ . ยกตัวอย่างเช่น การเรียนรู้ภาษาใหม่ การเล่นเครื่องดนตรีชนิดใหม่ หรือแม้กระทั่งการเล่นเกมใหม่ๆ เป็นต้น . เพราะเวลาที่เราเจอกับสิ่งใหม่ๆ สมองเราก็จะทำงานหนักกว่าปกติ มันจึงให้ผลลัพธ์คล้ายๆกับการ “ออกกำลังสมอง” และทำให้สมองแข็งแรงขึ้นนั่นเอง . # 4 อย่าใช้ชีวิตเป็น “หมาป่าเดียวดาย” . เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่มีเพื่อนเยอะก็จริง แต่ชีวิตเรามีควรที่จะมีเพื่อนที่เราใช้เวลา พูดคุยและมีปฏิสัมพันธ์ด้วยเป็นระยะๆ . มันจะช่วยให้สมองเรา active ได้ดีเลยทีเดียวครับ . . . ผมหวังว่าสิ่งที่ผมได้นำเสนอในวันนี้ จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคน (ในทุกช่วงวัย) ที่ต้องการรักษาสมองตัวเองให้ sharp ตลอดชีวิตนะครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1001/jama.2025.12923 https://doi.org/10.1056/nejmoa2302368 https://doi.org/10.1016/j.jalz.2015.04.011 https://doi.org/10.1001/jamainternmed.2015.1668 #จิตวิทยา #siamstr
image ตอนที่ผมยังเป็นนักเรียน ผมโตมาในยุคที่ไม่มี tablet . นั่นหมายความว่า เวลาที่ผมฟัง lecture อาจารย์ หรือทบทวนเนื้อหาบทเรียนก่อนสอบ การจด note ของผมจะเป็นการใช้มือ เขียนตัวอักษรทีละตัวลงบนกระดาษ . หรือเวลาที่ผมจะต้องเขียนเรียงความ ผมก็ต้องร่าง outline ด้วยการ ใช้ปากกาเขียนลงในกระดาษเช่นกัน . ทุกวันนี้ ผมสังเกตเห็นว่า นักเรียนหลายคนไม่ได้ทำแบบนั้นแล้ว . เพราะพวกเขาจะจด note หรือร่าง outline ด้วยการพิมพ์มันลงใน tablet หรือ laptop แทน . ซึ่งแน่นอนครับว่า การพิมพ์มันคือวิธีที่รวดเร็วกว่าอย่างชัดเจน . แต่ในกรณีที่เราไม่ได้จำเป็นต้องใช้ความเร็ว ในกรณีที่เราเน้นเรื่องของความเข้าใจ หรือความคิดสร้างสรรค์เป็นหลักนั้น ผมอยากเชียร์ให้เราหยุดพิมพ์และหันมาเขียนดีกว่าครับ . เพราะเวลาที่เราพิมพ์ มันเป็นแค่การเอานิ้วกดลงไปที่ปุ่มๆหนึ่ง แต่เวลาที่เราเขียน มันคือการที่เราเอาดินสอหรือปากกา ลากเส้นโค้งงอตามตัวอักษรต่างๆ . การเขียนจึงกระตุ้นการทำงานของสมองได้มากกว่าการพิมพ์ . และเนื่องจากสมองเราได้รับการกระตุ้นมากกว่า เราจึง “หัวแล่น” มากกว่า ส่งผลให้เรามีแนวโน้ม ที่จะเรียนรู้หรือปิ๊งไอเดียใหม่ๆได้ง่ายขึ้นตามลำดับ . ฉะนั้น ไม่ว่าเราจะเป็นนักเรียน นิสิตนักศึกษา หรือคนวัยทำงาน เมื่อไหร่ก็ตามที่เราต้องการความเร็วเป็นหลัก การพิมพ์จะสามารถตอบโจทย์ได้ดี แต่เมื่อไหร่ที่เราอยากจะเน้นการเรียนรู้หรือความคิดสร้างสรรค์เป็นหลัก เราน่าจะลองเปลี่ยนมาเขียนแทนครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.cortex.2013.05.011 https://doi.org/10.3390/brainsci12121724 https://doi.org/10.3390/life15030345 #จิตวิทยา #siamstr
image มีคนเคยบอกผมว่า ตั้งแต่เขาเลี้ยงน้องหมา ชีวิตเขาก็มีความสุขมากขึ้น . คนที่ไม่ได้เลี้ยงสุนัข (หรือมีสัตว์เลี้ยง) อาจมองว่านี่เป็นการ “คิดไปเอง” . อย่างไรก็ตาม การศึกษาล่าสุดพบว่า การเลี้ยงสุนัขสามารถส่งผลทางบวกต่อสุขภาพจิตของเราได้ . เพราะอะไรน่ะหรือ? . # 1 การเป็นเจ้าของสุนัขทำให้ชีวิตเรามี routine มากขึ้น (เช่น มีเวลาให้อาหาร เวลาพาไปเดินเล่น) ส่งผลให้เรารู้สึกว่าชีวิตแต่ละวันมีความมั่นคงแน่นอนมากขึ้นตามไปด้วย . # 2 เพียงแค่ได้มีเวลาเอามือลูบตัวน้องหมา มันก็ช่วยให้ลมหายใจและหัวใจเราเต้นช้าลง แถมยังทำให้ฮอร์โมนความเครียดลดลงอีกด้วย . # 3 ไม่ว่าเราจะหงุดหงิด ล้มเหลว หรืออะไรก็ตามแต่ น้องหมาจะยังคงนั่งอยู่ข้างๆเราด้วยความภักดีเสมอ . # 4 การเป็นเจ้าของสุนัขช่วยให้เรา connect กับคนอื่น (ที่เลี้ยงน้องหมาเหมือนกัน) ได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้เรา make friends ได้ง่ายขึ้นตามไปด้วย . # 5 การเลี้ยงน้องหมาทำให้ชีวิตเรามีความหมายมากขึ้น เพราะเราไม่ได้มีชีวิตเพื่อตัวเองอย่างเดียวอีกต่อไป เรากำลังมีชีวิตเพื่อดูแลอีกหนึ่งชีวิตด้วย . แล้วคุณผู้อ่านล่ะครับ? . ประสบการณ์การเลี้ยงน้องหมาของคุณผู้อ่าน สอดคล้องกับสิ่งที่ผมได้นำเสนอไว้ข้างต้น มากน้อยแค่ไหนหรือครับ? . คุณผู้อ่านสามารถแชร์มาได้ที่ช่อง comment ด้านล่างได้เลยนะครับ! #จิตวิทยา #siamstr
image คุณกำลังอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจนหรือเปล่าครับ? . คุณใช้เวลาอยู่กับ “คนพิเศษ” คนนี้ ราวกับว่าเขาเป็นแฟนของคุณมาเป็นปี . คุณไปกินข้าวด้วยกัน ไปดูหนังด้วยกัน มีเซ็กส์กัน . แต่ในขณะเดียวกัน คุณก็ไม่สามารถเรียกเขา ได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่านี่คือแฟนของคุณ . และที่สำคัญก็คือ คุณไม่ได้ต้องการความสัมพันธ์ แบบ friends with benefits . คุณต้องการความสัมพันธ์แบบแฟน . แต่คุณกลับโอเคกับความสัมพันธ์ ณ ปัจจุบันที่ไม่ชัดเจนนี้ . เพราะอะไร? . ต่อไปนี้คือ 2 เหตุผลที่พบได้บ่อยๆครับ . # 1 คุณอาจจะลงทุนเวลาและพลังงานชีวิตกับความสัมพันธ์นี้มาเยอะ คุณเสียดายเวลาและพลังงานที่ได้ลงทุนไป คุณเลยเลือกที่จะไม่หันหลังให้กับความสัมพันธ์นี้ . # 2 แม้ความสัมพันธ์นี้จะไม่ได้เป็นอย่างที่คุณต้องการ แต่มันก็มีช่วงเวลาดีๆในความสัมพันธ์มากพอ ที่จะทำให้คุณตัดสินใจว่า “โอเค ฉันอยู่ต่อก็แล้วกัน” . แต่เหตุผลเหล่านี้มันคุ้มค่ากับหัวใจของคุณหรือเปล่า? . คุณมองว่าตัวคุณเองคู่ควรกับความสัมพันธ์แบบนี้จริงๆหรือ? . ถ้าคำตอบของคุณคือ “ไม่ใช่” ผมก็อยากจะขอเชิญชวน ให้คุณก้าวออกมาดีกว่าครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.45.1.101 https://psycnet.apa.org/doi/10.1016/0022-1031(80)90007-4 #จิตวิทยา #siamstr
image ความยากอย่างหนึ่งของการใช้ dating app คือการคัดกรองว่าคำอธิบาย profile ของแต่ละคนเป็นความจริงมากน้อยแค่ไหน . เพราะเวลาหลายคนเขียน profile ตัวเอง พวกเขาก็จะมีการโกหก (หรือถ้าในกรณีที่น่าเกลียดน้อยหน่อย พวกเขาก็จะมีการกล่าวอ้างเกินจริง) . ซึ่งมันเป็นการตัดสินใจที่เข้าใจได้นะครับ เพราะเวลาที่เรานำเสนอตัวเองบน dating app เราย่อมอยากดูดีให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ . แต่มันก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆครับว่า การทำเช่นนี้สร้างปัญหาให้กับ ผู้ใช้ dating app จำนวนไม่น้อย . เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเขาอ่าน profile ของคนๆหนึ่ง พวกเขาก็จะเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า “สิ่งที่ฉันกำลังอ่านนี้คือความจริงหรือคำโกหกบิดเบือนกันแน่?” . มันเป็นคำถามที่ชวนสับสนและตอบยากจริงๆครับ . แต่ในเบื้องต้น หาก profile ของคนๆหนึ่ง มีลักษณะดังต่อไปนี้ มันอาจเป็นสัญญาณว่า เจ้าของ profile กำลังโกหกหรือบิดเบือนความจริงอยู่ครับ . # 1 ใช้คำที่คลุมเครือในการอธิบายตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น เจ้าของ profile บอกว่า ตัวเองเป็นคนตัวค่อนข้างสูง แต่ไม่ได้บอกว่าสูงกี่เซนติเมตร เป็นต้น . # 2 ใช้คำที่ “ฟังแล้วใครๆก็ต้องชอบ” ใน profile ยกตัวอย่างเช่น อธิบายว่าตัวเองมี growth mindset เป็นต้น . # 3 มีความย้อนแย้งปรากฎให้เห็น ยกตัวอย่างเช่น บอกว่าตัวเองชอบการ์ตูนญี่ปุ่นใน profile แต่พอคุยเรื่องตัวละครหลักใน One Piece เจ้าตัวกลับ “ไปไม่เป็น” เป็นต้น . # 4 มีความพยายามในการ “ขายตัวเอง” ด้วยการบอกว่าตัวเองดีอย่างนู้นอย่างนี้ซ้ำๆบ่อยๆ . ทั้ง 4 ข้อนี้อาจจะไม่ได้ทำให้เรา “จับโกหก” ได้แม่นยำแบบ 100% ก็จริง แต่มันจะช่วยให้เรา เข้าใจคนที่เรากำลังคุยด้วยมากขึ้นว่า เขากำลังนำเสนอตัวตนแบบไหนให้เราเห็นใน dating app นี้ครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1177/0146167208318067 https://doi.org/10.1111/j.1083-6101.2006.00020.x https://psycnet.apa.org/doi/10.1093/joc/jqy019 https://doi.org/10.1108/INTR-03-2019-0095 https://psycnet.apa.org/doi/10.1177/0093650209356437 #จิตวิทยา #siamstr
image คุณผู้อ่านคุ้นเคยกับความรัก ของ perfectionist ไหมครับ? . มันคือความรักที่เต็มไปด้วย คำถามในใจเต็มไปหมด . คำถามเช่น… . “เขารู้สึกผิดหวังกับฉันไหมนะ?” “สิ่งที่ฉันพูดไปเมื่อกี้มันดีหรือเปล่า?” “ฉันทำแบบนี้มันโอเคใช่ไหม?” . มันคือความรักที่เจ้าตัวพยายาม เป็นแฟนที่สมบูรณ์แบบและไร้ที่ติ ในทุกๆคำพูดและการกระทำ . ชาว perfectionist เชื่อว่า หากเขาทำทุกอย่างได้ “ถูกต้อง” ความรักของเขาก็จะปลอดภัย . ปัญหาก็คือ ความเชื่อนี้จะทำให้ ชาว perfectionist รู้สึกเหงาอยู่ในใจครับ . เพราะยิ่งเขาพยายามที่จะ “เป๊ะ” มากเท่าไหร่ แฟนก็ยิ่งรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเขาน้อยลงเท่านั้น . อันที่จริง มันอาจส่งผลให้ชาว perfectionist เกิดอีกหนึ่งคำถามขึ้นมาในใจด้วยครับ . คำถามนั้นก็คือ… . “ตกลงแล้ว แฟนรักฉันจริงๆ หรือรักตัวตนอันสมบูรณ์แบบ ที่ฉันพยายามแสดงออกกันแน่?” . ฉะนั้น หากชาว perfectionist ต้องการความรักที่แท้จริง เขาก็ต้องมีความกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเองกับแฟน (แม้ตัวตนดังกล่าวจะเต็มไปด้วยข้อบกพร่อง ความกลัว และความยุ่งเหยิงก็ตาม) . แน่นอนครับว่า ความกล้านั้นอาจไม่ได้ นำมาสู่ผลลัพธ์ที่สวยงามเหมือนตอนจบเทพนิยายเสมอไป . บางครั้ง พอแฟนที่เรากำลังคบอยู่ ณ ปัจจุบัน ได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของเรา แฟนก็อาจจะตัดสินใจเลิกกับเรา ส่งผลให้เรารู้สึกเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสได้ . ประสบการณ์เช่นนี้อาจทำให้ ชาว perfectionist มองว่าตัวเองคิดผิด (ที่เปิดเผยด้านที่ไม่ perfect ของตัวเองให้แฟนรับรู้) . แต่การอยู่ในความสัมพันธ์ ที่แฟนรู้จักเพียงแค่เสี้ยวเดียวของเรา (แทนที่จะรู้จักทั้งหมดของเรา) คือทางเลือกที่ดีกว่าจริงๆหรือ? . แน่ใจหรือว่าการอยู่ในความรัก ที่ปฏิเสธตัวตนของเรา มันเจ็บปวดน้อยกว่าการอยู่เป็นโสด? . หากชาว perfectionist สามารถ ตอบคำถามเหล่านี้ได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า “ใช่” เขาก็คงเลือกที่จะเก็บซ่อนตัวตนที่ “ขี้เหร่” ของตัวเองต่อไป . แต่ถ้าชาว perfectionist ไม่สามารถ ตอบคำถามเหล่านี้ได้อย่างชัดเจนว่า “ใช่” มันอาจจะเป็นสัญญาณว่า การกล้าที่จะเปิดเผยตัวตนของตัวเองทั้งหมด คือทางเลือกที่ตอบโจทย์มากกว่า…ก็เป็นได้ครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1177/1066480704267279 https://doi.org/10.1007/s12144-001-1013-4 https://doi.org/10.1016/j.paid.2012.04.002 #จิตวิทยา #siamstr
image เพื่อนที่ดีคือเพื่อนที่ทั้ง give และ take (ไม่ใช่ take อย่างเดียว) . ผมเชื่อว่าทุกคนคงจะเห็นด้วยกับประโยคข้างต้น . แต่เราจะรู้ (ในทางปฏิบัติ) ได้ยังไงว่า เพื่อนเราไม่ได้ take อย่างเดียว? . ต่อไปนี้คือตัวอย่างของการ take อย่างเดียวที่พบเจอได้บ่อยๆครับ . (ผมเชื่อว่าคุณผู้อ่านหลายคนคงจะ คุ้นเคยกับตัวอย่างต่อไปนี้อยู่เหมือนกันครับ) . # 1 เพื่อนเป็นฝ่ายติดต่อมาหาเรา ก็ต่อเมื่อเพื่อนต้องการความช่วยเหลือ (เช่น ยืมเงิน ขอคำปรึกษา) จากเราเท่านั้น ถ้าเพื่อนไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือ ก็จะมีแต่เราที่เป็นฝ่ายติดต่อไปก่อนเสมอ . # 2 เวลาที่เพื่อนคุยกับเรา บทสนทนาที่เกิดขึ้น จะกลายเป็นเวทีให้เพื่อนระบายอารมณ์ประจำ แต่เมื่อไหร่ที่เราอยากแชร์ความรู้สึกของเราบ้าง เพื่อนก็ดูไม่พร้อมที่จะรับฟังแม้แต่ครั้งเดียว . # 3 ไม่ว่าเรากำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่ เพื่อนก็จะดึงบทสนทนาให้กลับมาที่ ประสบการณ์หรือความรู้สึกของตัวเพื่อนเสมอ . หากเราพบว่าเพื่อนเราเป็นแบบนี้ และถ้าเราเคยคุยกับเพื่อนแล้วว่าเราไม่โอเคกับจุดนี้ แต่เพื่อนก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงล่ะก็ นี่อาจเป็นสัญญาณให้เราทิ้งระยะห่างกับเพื่อนคนนี้มากขึ้น…ก็เป็นได้ครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1080/00224549709595483 https://doi.org/10.1111/jora.12501 #จิตวิทยา #siamstr