การมีแผนในอนาคตร่วมกัน
(เช่น แผนที่จะย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกัน
แผนที่จะแต่งงาน แผนที่จะมีลูก)
คือเรื่องปกติของคู่รัก
.
แต่สำหรับบางคน แผนในอนาคต
ได้กลายเป็นเครื่องมือในการชักใย
ให้อีกฝ่ายทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ
.
ยกตัวอย่างเช่น
สัญญากับแฟนว่าจะคุยกับผู้ใหญ่เพื่อขอหมั้น
เพื่อให้แฟนมองข้ามเหตุการณ์ที่ตัวเองคิดจะนอกใจแฟน
เป็นต้น
.
มันทำให้ฝ่ายที่ถูกชักใยรู้สึกดีใจ
กับภาพอนาคตที่สวยงามนั้น
ส่งผลให้ฝ่ายที่ถูกชักใยเลือก
ที่จะ “ตามใจ” แฟนตัวเอง
(เช่น มองข้ามเหตุการณ์ที่คิดจะนอกใจ)
.
ประเด็นสำคัญก็คือฝ่ายที่วาดภาพหรูนั้น
เขาเพียงแค่ “ขายผ้า (ภาพ) เอาหน้ารอด” เท่านั้น
.
เขาไม่ได้มีเจตนาที่จะ “ลงมือทำ” ให้ภาพ
อนาคตดังกล่าวเป็นจริงขึ้นแม้แต่นิดเดียว
ดังนั้น เมื่อฝ่ายที่ถูกชักใยมีการ “ทวง”
(เช่น “ผ่านมานานแล้วนะ ทำไมเธอถึงยังคุยกับผู้ใหญ่เสียที”)
ฝ่ายที่วาดภาพหรูก็จะบ่ายเบี่ยงไปเรื่อยๆ
.
…ซึ่งสามารถนำมาสู่ความขัดแย้งในเวลาต่อมาได้
.
และที่ตลกร้ายก็คือ บ่อยครั้ง ฝ่ายที่วาดภาพหรู
จะแก้ไขความขัดแย้งครั้งใหม่นี้ด้วยการ
วาดภาพอนาคตที่สวยงามภาพใหม่ขึ้นมาอีก!
.
มันจึงกลายเป็น loop ที่มีลักษณะดังต่อไปนี้
.
ขัดแย้ง => ให้คำสัญญาที่สวยงาม => ไม่ลงมือทำ => มีการทวง => ขัดแย้ง => ให้คำสัญญาที่สวยงาม (อีกแล้ว)
.
ฝ่ายที่ถูกชักใยจึงได้แต่รอ รอ และก็รอ
รอด้วยความหวัง…ซึ่งในที่สุดก็จบลงด้วยการ “รอเก้อ” อยู่เรื่อยไป
.
การรอคอยด้วยความหวัง
(ด้วยตัวมันเอง)
ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายนะครับ
.
แต่ถ้ามันเป็นการรอคอย
แบบที่อีกฝ่ายมีแต่ “คำสัญญา”
(แต่ไม่มีการ “ลงมือทำ”)
ติดต่อกันต่อเนื่องเป็นเวลานานล่ะก็
.
นี่อาจเป็นสัญญาณว่าคนๆนี้ไม่ “ควรค่า” แก่การรอคอยของเรา…ก็เป็นได้ครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1037/a0021857
https://doi.org/10.1111/pere.70028
https://psycnet.apa.org/doi/10.1017/jrr.2014.8
#จิตวิทยา #siamstr
Journaling Our Journey
npub1kmua...wk8n
ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ
การมีแผนในอนาคตร่วมกัน
(เช่น แผนที่จะย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกัน
แผนที่จะแต่งงาน แผนที่จะมีลูก)
คือเรื่องปกติของคู่รัก
.
แต่สำหรับบางคน แผนในอนาคต
ได้กลายเป็นเครื่องมือในการชักใย
ให้อีกฝ่ายทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ
.
ยกตัวอย่างเช่น
สัญญากับแฟนว่าจะคุยกับผู้ใหญ่เพื่อขอหมั้น
เพื่อให้แฟนมองข้ามเหตุการณ์ที่ตัวเองคิดจะนอกใจแฟน
เป็นต้น
.
มันทำให้ฝ่ายที่ถูกชักใยรู้สึกดีใจ
กับภาพอนาคตที่สวยงามนั้น
ส่งผลให้ฝ่ายที่ถูกชักใยเลือก
ที่จะ “ตามใจ” แฟนตัวเอง
(เช่น มองข้ามเหตุการณ์ที่คิดจะนอกใจ)
.
ประเด็นสำคัญก็คือฝ่ายที่วาดภาพหรูนั้น
เขาเพียงแค่ “ขายผ้า (ภาพ) เอาหน้ารอด” เท่านั้น
.
เขาไม่ได้มีเจตนาที่จะ “ลงมือทำ” ให้ภาพ
อนาคตดังกล่าวเป็นจริงขึ้นแม้แต่นิดเดียว
ดังนั้น เมื่อฝ่ายที่ถูกชักใยมีการ “ทวง”
(เช่น “ผ่านมานานแล้วนะ ทำไมเธอถึงยังคุยกับผู้ใหญ่เสียที”)
ฝ่ายที่วาดภาพหรูก็จะบ่ายเบี่ยงไปเรื่อยๆ
.
…ซึ่งสามารถนำมาสู่ความขัดแย้งในเวลาต่อมาได้
.
และที่ตลกร้ายก็คือ บ่อยครั้ง ฝ่ายที่วาดภาพหรู
จะแก้ไขความขัดแย้งครั้งใหม่นี้ด้วยการ
วาดภาพอนาคตที่สวยงามภาพใหม่ขึ้นมาอีก!
.
มันจึงกลายเป็น loop ที่มีลักษณะดังต่อไปนี้
.
ขัดแย้ง => ให้คำสัญญาที่สวยงาม => ไม่ลงมือทำ => มีการทวง => ขัดแย้ง => ให้คำสัญญาที่สวยงาม (อีกแล้ว)
.
ฝ่ายที่ถูกชักใยจึงได้แต่รอ รอ และก็รอ
รอด้วยความหวัง…ซึ่งในที่สุดก็จบลงด้วยการ “รอเก้อ” อยู่เรื่อยไป
.
การรอคอยด้วยความหวัง
(ด้วยตัวมันเอง)
ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายนะครับ
.
แต่ถ้ามันเป็นการรอคอย
แบบที่อีกฝ่ายมีแต่ “คำสัญญา”
(แต่ไม่มีการ “ลงมือทำ”)
ติดต่อกันต่อเนื่องเป็นเวลานานล่ะก็
.
นี่อาจเป็นสัญญาณว่าคนๆนี้ไม่ “ควรค่า” แก่การรอคอยของเรา…ก็เป็นได้ครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1037/a0021857
https://doi.org/10.1111/pere.70028
https://psycnet.apa.org/doi/10.1017/jrr.2014.8
#จิตวิทยา #siamstr
ทุกวันนี้ หลายคนรู้สึกหมดไฟ
.
พวกเขาไม่ได้หมดไฟเพราะปัญหาในชีวิตตัวเอง
ถาโถมเข้ามาจนพวกเขารับไม่ไหวนะครับ
.
แต่พวกเขาหมดไฟเพราะพวกเขาเป็นห่วงคนรอบตัว
.
เวลาที่พวกเขาเห็นว่าคนรอบตัวเผชิญกับปัญหา
ใจของพวกเขาจะรีบกระโจนอยากเข้าไปช่วยเหลือ
.
เพราะพวกเขาไม่ต้องการเห็นคนรอบตัวทรมานกับปัญหาเหล่านั้น
.
ด้วยเหตุนี้ ความทุกข์ที่คนรอบตัวเผชิญ
จึงกลายเป็นความทุกข์ของพวกเขาไปด้วย
.
พวกเขาเข้าใจ (ในเชิงตรรกะ) ครับว่า
พวกเราสามารถช่วยเหลือกันและกันได้
แต่ไม่มีใครที่จะแบกรับความทุกข์แทนกันได้
.
แต่ถึงกระนั้น ใจพวกเขาก็ยังคงอยากที่จะ
“แบกรับความทุกข์แทน” คนรอบตัวในชีวิตพวกเขาอยู่ดี
.
คุณผู้อ่านรู้จักคนที่มีลักษณะเหมือน
กับที่ผมเขียนไว้ในข้างต้นไหมครับ?
.
(หรือในบางกรณี คนๆนั้นก็อาจจะเป็นตัวคุณผู้อ่านเอง…ก็เป็นได้)
.
ความท้าทายสำคัญสำหรับคนที่ผมเขียนถึงในข้างต้นก็คือ
.
เราจะบริหารจัดการใจตัวเองอย่างไร
ให้สามารถเป็นห่วงและช่วยเหลือคนรอบตัวได้
โดยไม่ถูกความทุกข์ใจถาโถมเข้ามาจนรับมือไม่ไหว?
.
สิ่งหนึ่งที่อาจจะช่วยเราได้ในเบื้องต้น
คือการ “ขีดเส้น” กับตัวเองให้ชัดเจนครับ
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เราจะอนุญาตให้ตัวเองรู้สึกเป็นห่วงและ
ช่วยเหลือผู้คนในชีวิตของเราอย่างเต็มที่
.
แต่เราก็จะ “ขีดเส้น” ไว้ว่า
นับตั้งแต่ 19.00 น เป็นต้นไป (จนถึงเวลานอน)
เราจะหยุดคิดถึงคนอื่นและจะใช้เวลาดังกล่าว
ในการทำเฉพาะสิ่งที่ “เห็นแก่ตัวเอง” เท่านั้น
(เช่น อ่านนิยาย เล่นเกม เล่นดนตรี วาดรูป)
.
เป็นต้น
.
ตอนแรกๆที่เราเริ่มต้น “ขีดเส้น”
เราอาจจะพบว่า พอถึงเวลาจริงๆ
ใจเราก็ยังคงนึกเป็นห่วงคนอื่น
สมองเราก็ยังคงคิดหาหนทางที่จะช่วยคนอื่น
สองมือเราก็ยังลงมือทำนู่นนี่นั่นเพื่อคนอื่นอยู่ดี
.
หากเรา “ติดขัด” ในลักษณะนี้
ผมขอเสนอให้เราลองเริ่มต้น “ขีดเส้น”
เป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆก่อนครับ
.
ยกตัวอย่างเช่น
เริ่มต้นด้วยการ block เวลานาน 30 นาที
ของแต่ละวันให้ “เวลาเห็นแก่ตัวเอง”
(แทนที่จะเริ่มต้น “ขีดเส้น” วันละเป็นชั่วโมงๆ)
เป็นต้น
.
พอเราเริ่มคุ้นชินกับช่วงระยะเวลาดังกล่าว
เราก็ค่อยๆขยายช่วงเวลานั้นให้นานขึ้นทีละนิดๆ
(เช่น จาก 30 นาทีเป็น 1 ชั่วโมง
จาก 1 ชั่วโมงเป็น 2 ชั่วโมง
จาก 2 ชั่วโมงเป็น 4 ชั่วโมง เป็นต้น)
.
ในที่สุดแล้ว เราอาจจะยังอดไม่ได้ที่
จะรู้สึกเป็นห่วงคนอื่นหรอกนะครับ
(และเอาเข้าจริงๆ ต่อให้เราจะสามารถ “ดีดนิ้ว”
และบังคับให้ตัวเองกลายเป็นคนที่ไม่ห่วงใครเลย
(นอกจากตัวเอง) ได้จริงๆ หลายคนก็คง
ไม่อยากเห็นตัวเองกลายเป็นคนแบบนั้นอยู่ดี)
.
แต่ด้วยแนวทางที่ผมนำเสนอในวันนี้
มันอาจจะช่วยให้เรากลายเป็นคน
ที่แคร์คนอื่น (โดยที่ตัวเองไม่หมดไฟ) ได้ครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1016/j.burn.2017.06.003
https://doi.org/10.1080/07317115.2022.2090879
#จิตวิทยา #siamstr
ทุกวันนี้ หลายคนมีสิ่งที่
พวกเขา “ต้องทำ” เป็นจำนวนมาก
.
(เช่น รายงานที่ “ต้อง” เขียน
การบ้านที่ “ต้อง” ทำให้เสร็จ
“ต้อง” ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ)
.
…แต่พวกเขาไม่ได้ “อยากทำ” สิ่งเหล่านั้น
.
เพราะอะไร?
.
เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ “มีความสำคัญ”
ในความรู้สึกของพวกเขาเท่าไหร่นัก
.
พวกเขาอาจจะเข้าใจ (ในเชิงตรรกะ)
ว่าสิ่งเหล่านั้น “มีความสำคัญ” นะครับ
.
…แต่พวกเขาไม่ได้ “รู้สึก” ว่าสิ่งเหล่านั้น “มีความสำคัญ”
.
คำถามสำคัญก็คือ
ทำยังไงเราถึงจะ “รู้สึก” ได้ว่า
สิ่งที่เรา “ต้องทำ” เหล่านี้ “มีความสำคัญ”?
.
ผมมองว่าหนทางหนึ่งที่จะช่วยให้เราตอบคำถามข้อนี้ได้
คือการที่เราจะต้องชัดเจนกับตัวเองให้ได้ก่อนว่า
“ชีวิตที่เราอยากจะมี” นั้นมันมีรูปร่างหน้าตาในรายละเอียดยังไง
.
ถ้าเราสามารถดีดนิ้ว 1 ทีและ “เสก” ให้ชีวิตเรา
เป็นไปในลักษณะที่เราต้องการในทุกๆด้านได้
.
…เราจะอยู่ที่ไหน?
…ใครคือคนที่จะอยู่ในชีวิตเราบ้าง?
…เวลาที่พวกเขาเหล่านั้นนึกถึงเรา พวกเขาจะรู้สึกยังไง?
…ในแต่ละวัน ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน เราจะทำอะไรบ้าง?
.
หากเราสามารถตอบคำถามในข้างต้น
ได้อย่างละเอียดและชัดเจน
สิ่งต่อไปที่เราควรจะถามตัวเองต่อก็คือ
.
สิ่งที่เรา “ต้องทำ” เหล่านี้กำลังช่วยให้เรา
ขยับเข้าไปใกล้ “ชีวิตที่เราอยากจะมี” หรือไม่?
.
ถ้าสิ่งเหล่านี้ช่วย พวกมันช่วยได้ยังไง?
=> คำตอบนี้คือ “กุญแจ” ที่สามารถช่วยให้เรา
“รู้สึก” ว่าสิ่งที่เรา “ต้องทำ” นี้ “มีความสำคัญ” ได้
.
แต่ถ้าเราตั้งคำถามกับตัวเองและพบว่า
สิ่งที่เรา “ต้องทำ” เหล่านี้มันไม่ได้ช่วย
ให้เราขยับไปใกล้ “ชีวิตที่เราอยากจะมี” ล่ะ?
.
นั่นอาจเป็นสัญญาณว่า
สิ่งที่เรา “ต้องทำ” เหล่านี้
อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เรา “ควรทำ” ก็เป็นได้ครับ!
อ้างอิง

Annual Reviews
The Science of Meaning in Life
Meaning in life has long been a mystery of human existence. In this review, we seek to demystify this construct. Focusing on the subjective experie...

SpringerLink
Overcoming Procrastination: Time Pressure and Positive Affect as Compensatory Routes to Action - Journal of Business and Psychology
The current work seeks to identify factors that support action initiation from the theoretical lens of self-regulation. Specifically, we focus on f...
คุณผู้อ่านคุ้นเคยกับพฤติกรรมผัดวันประกันพรุ่งไหมครับ?
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เรามีรายงานที่ต้องเขียน
แต่เราก็บอกกับตัวเองว่า
“ไว้ค่อยเขียนก็แล้วกัน”
.
พอเรารู้ตัวอีกที
deadline การส่งรายงาน
ก็ใกล้เข้ามามากๆแล้ว
ทำให้เราต้องรีบเขียนรายงานให้เสร็จ
แม้ว่า “คุณภาพ” ของรายงานจะแย่ก็ตาม
.
เป็นต้น
.
พวกเราแต่ละคนล้วนมีสาเหตุ
ที่อยู่เบื้องหลังการผัดวันประกันพรุ่ง
ที่แตกต่างกันออกไป
.
สำหรับหลายๆคน
ความกลัวคือสาเหตุสำคัญ
ที่ทำให้พวกเขาผัดวันประกันพรุ่ง
.
พวกเขาไม่ได้กลัวว่าตัวเอง
จะทำงานที่ผัดผ่อนได้ไม่ดีนะครับ
.
อันที่จริง
พวกเขามั่นใจมากๆด้วยว่า
หากพวกเขาได้ลงมือทำ
งานดังกล่าวจะออกมาดีแน่นอน
.
สิ่งที่พวกเขากลัวก็คือ
หลังจากพวกเขาทำงานดังกล่าวเสร็จ
คนอื่นก็จะมองเห็นว่าผลงานของพวกเขา “มีคุณภาพ”
ส่งผลให้พวกเขาตกอยู่ท่ามกลาง spotlight จากคนอื่น
.
การที่คนอื่นฉาย spotlight มาที่พวกเขา
และคาดหวังว่าพวกเขาจะ “ทำได้ดี”
ต่อไปในอนาคตได้เรื่อยๆนี่แหละครับ…คือสิ่งที่พวกเขากลัว
.
พวกเขากลัวว่าความสำเร็จของพวกเขาในวันนี้
จะนำมาสู่ความคาดหวัง (จากคนอื่น) ที่เพิ่มขึ้น
ในระดับที่ “เกินมนุษย์” มากขึ้นเรื่อยๆ
.
จนกระทั่งวันหนึ่ง ความคาดหวังนั้นก็จะสูงลิ่ว
จนพวกเขาไม่มีทางที่จะ “ตอบโจทย์” ความหวังดังกล่าวได้
.
มันจะกลายเป็นวันที่คนอื่นๆรู้สึกผิดหวังกับพวกเขา
.
พูดง่ายๆก็คือ พวกเขาแคร์คนอื่นมากๆ
พวกเขาจึงกลัวว่าตัวเองจะไม่สามารถ
ตอบสนองต่อความคาดหวังที่คนอื่นมี
(ในระดับที่สูงเสียดฟ้า) ในอนาคตได้นั่นเอง
.
แต่ข้อสังเกตข้อหนึ่งก็คือ
การที่พวกเขาแคร์คนอื่นมากๆนี้
มันกำลัง “ขวางทาง” ไม่ให้พวกเขา
มีชีวิตที่ประสบความสำเร็จได้
เต็มตามศักยภาพของตัวเอง
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ
พวกเขาแคร์คนอื่นมาก
จนละเลยการแคร์ตัวเอง
.
ถ้าพวกเขาไม่ได้สนใจเรื่องการพยายาม
“ตอบโจทย์” ความคาดหวังของคนอื่นที่สูงลิ่ว
พวกเขาก็คงจะหยุดผัดวันประกันพรุ่ง
และมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จ
เต็มศักยภาพของตัวเองได้มากกว่านี้
.
แต่ทีนี้ พวกเขาจะเริ่มต้นโอเค
กับการ “ทำให้คนอื่นผิดหวัง” ยังไงดี?
.
เริ่มจากการ “ทำให้คนอื่นผิดหวัง” ในเรื่องเล็กๆน้อยๆ
(ที่ไม่ได้ “ขวางทาง” ความสำเร็จของตัวเอง) ก่อนครับ
.
ยกตัวอย่างเช่น
เริ่มปฏิเสธที่จะช่วยคนอื่นทำงานเล็กๆน้อยๆ
บางงานในช่วงเวลาที่ตัวเอง “งานล้นมือ”
(จากที่ก่อนหน้านี้เคยตอบตกลง
ให้ความช่วยเหลือกับทุกๆงาน
ไม่ว่าจะงานเล็กหรืองานใหญ่ก็ตาม)
เป็นต้น
.
ช่วงแรกๆที่พวกเขาเริ่มต้น “ทำให้คนอื่นผิดหวัง”
มันอาจจะรู้สึกไม่สบายใจเท่าไหร่นัก
(ต่อให้มันจะเป็นการ “ทำให้คนอื่นผิดหวัง” ในเรื่องเล็กๆก็ตาม)
.
แต่หากพวกเขายังคงเดินหน้า “ทำให้คนอื่นผิดหวัง”
ในเรื่องเล็กๆอย่างต่อเนื่องไปสักพัก พวกเขาจะเริ่มค้นพบว่า
ความรู้สึกไม่สบายใจนั้น มันค่อยๆลดระดับความเข้มข้นลงเรื่อยๆ
.
ถ้าพวกเขารักษา momentum นี้ต่อไปได้เรื่อยๆ
วันหนึ่ง พวกเขาก็จะตื่นขึ้นมา และพบว่าปัญหา
การผัดวันประกันพรุ่งของตัวเองได้หายไปแล้ว
.
เพราะพวกเขาไม่ได้ “แคร์คนอื่นจนขวางทางตัวเอง” อีกต่อไปแล้วครับ!
อ้างอิง
https://doi.org/10.1207/s15327752jpa4701_4
https://doi.org/10.1007/s10942-012-0153-9
https://doi.org/10.1016/j.sbspro.2013.04.384
https://awspntest.apa.org/doi/10.24193/jebp.2023.2.11
#จิตวิทยา #siamstr
หลายคนกลัวการมาพูดคุยกับนักจิตวิทยา
.
พวกเขาไม่ได้กลัวว่าจะถูกคนอื่นมองว่า “บ้า”
พวกเขาไม่ได้กลัวว่าจะถูกนักจิตวิทยาตัดสิน
.
แต่พวกเขากลัวว่า
การมาคุยกับนักจิตวิทยา
จะเหนี่ยวนำให้พวกเขาสัมผัสกับ
อารมณ์ความรู้สึกในใจอย่างเข้มข้น
.
…และพวกเขาไม่มั่นใจว่า
พวกเขาจะรับมือกับคลื่น
อารมณ์ความรู้สึกที่เข้มข้นนั้นได้
.
พวกเขามองว่าคลื่นอารมณ์ความรู้สึกนั้น
มันเปรียบได้กับน้ำปริมาณมหาศาลที่ถูกกักเก็บไว้ในเขื่อน
.
ทันทีที่เขื่อนถูกเปิด
น้ำภายในเขื่อนก็จะไหลทะลักออกมา
ส่งผลให้พวกเขา “จมน้ำ” อย่างรวดเร็ว
.
ยิ่งพวกเขาหลีกเลี่ยงอารมณ์
ความรู้สึกดังกล่าวนานเท่าไหร่
พวกเขายิ่งกลัวที่จะเผชิญกับมัน
ตอนที่คุยกับนักจิตวิทยามากเท่านั้น
.
ตั้งแต่สมัยที่ผมยังเป็นนักจิตวิทยาฝึกหัดจนถึงวันนี้
ผมได้มีโอกาสพบผู้รับบริการจำนวนมาก
ที่มีความกลัวในเรื่องที่ผมกล่าวถึงในข้างต้นนี้
.
สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ
หากผู้รับบริการตั้งใจที่จะเผชิญหน้า
กับอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง
(พร้อมกับ “ให้เวลา” กับการทำสิ่งนี้อย่างเพียงพอ)
.
…ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่ “จมน้ำ” ครับ!
.
อันที่จริง ผู้รับบริการหลายคน
ถึงกับเอ่ยปากออกมาด้วยซ้ำว่า
“มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเลยนะ!”
.
เพราะอะไร?
.
เพราะโดยทั่วไปแล้ว ความกลัวมักจะไม่ได้
“ฉายภาพ” สิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงๆให้เราเห็น
.
ความกลัวมักจะ “ฉายภาพ” worst-case scenario แบบสุดขั้วให้เราเห็น
.
แน่นอนครับว่า worst-case scenario มันสามารถเกิดขึ้นได้จริง
.
(เช่น กลัวว่าจะสอบตกและก็สอบตกจริงๆ
กลัวว่าแฟนจะนอกใจและแฟนก็นอกใจจริงๆ
กลัวว่าจะถูกไล่ออกและก็ถูกไล่ออกจริงๆ เป็นต้น)
.
แต่สำหรับกรณีที่เราจะ “จมน้ำ”
เพราะถูกคลื่นอารมณ์ความรู้สึกที่เข้มข้น
ถาโถมเข้ามาจน “ท่วม” นั้น
.
…ผมยังไม่เคยเห็นว่ามันเกิดขึ้นจริงๆเลยครับ
.
ยิ่งถ้าเราค่อยๆเผชิญหน้ากับอารมณ์
ความรู้สึกของตัวเองแบบทีละนิดๆๆด้วยล่ะก็
แทบจะเรียกได้ว่าตัดโอกาส
สำหรับ worst-case scenario ไปได้โดยสมบูรณ์
.
และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ
ไม่ว่าคลื่นอารมณ์ความรู้สึกในใจเราจะรุนแรงแค่ไหน
การที่เราสามารถทำหน้าที่เป็น “เขื่อน” ที่กักเก็บ
มันไว้ได้มาโดยตลอดคือหลักฐานที่สะท้อนให้เห็นว่า
เรา “แข็งแกร่ง” เพียงพอสำหรับอารมณ์ความรู้สึกในใจเรา
.
มันจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยครับ
ที่พอผู้รับบริการของผมได้หันมาเผชิญหน้า
กับอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองเต็มๆแล้ว
พวกเขาก็จะได้ค้นพบว่าตัวเอง “เอาอยู่” กันทุกคนเลยครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1037/ccp0000315
https://doi.org/10.1348/135910707x251180
https://doi.org/10.1016/j.brat.2014.04.006

PubMed
Does habituation matter? Emotional processing theory and exposure therapy for acrophobia - PubMed
Clinically, there is wide subscription to emotional processing theory (EPT; Foa & Kozak, 1986) as a model of therapeutic effectiveness of exposure ...
คู่รักจำนวนมากพบว่า พอพวกเขามีลูก
ความรักที่พวกเขามีให้กันก็ดูจะลดน้อยถอยลงไป
.
ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?
.
เพราะเมื่อพวกเขาเป็นพ่อแม่
พวกเขาก็เปรียบเหมือนกับคน
ที่มีงาน full time เพิ่มขึ้นมาเต็มๆ
.
(โดยเฉพาะในช่วงที่ลูกยังเล็กมากๆ)
.
ไม่ว่าจะเป็นการหาอาหารให้ลูกกิน
การอาบน้ำให้กับลูก
การสอนการบ้านให้กับลูก
การดูแลลูกในยามเจ็บป่วย
การรับมือกับลูกตอนที่ลูกงอแง
ฯลฯ
.
พ่อแม่จำนวนมากพบว่า
หลังจากที่พวกเขาจัดการ “เรื่องของลูก” เสร็จ
พวกเขาก็แทบจะไม่เหลือเวลาและพลังงาน
สำหรับ “กันและกัน” อีกแล้ว
.
หลายคนจึงอยู่ในจุดที่ “ยอมรับสภาพ”
.
กล่าวคือ พวกเขาทำใจยอมรับแล้วว่า
ความรักระหว่างกันคือ “ราคาที่ต้องจ่าย”
เพื่อแลกมากับการมีลูกน้อย
.
อย่างไรก็ตาม มันไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้นเสมอไป
.
เพราะข่าวดีก็คือ
การรักษา connection ระหว่างคู่รักให้คงอยู่
ไม่ใช่สิ่งที่ต้องใช้เวลาหรือพลังงานจำนวนมากเลยครับ
.
เพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆไม่กี่นาทีในแต่ละวัน
ก็เพียงพอที่จะช่วยให้สายสัมพันธ์ระหว่างคู่รักไม่ขาดสะบั้นแล้ว
.
ยกตัวอย่างเช่น
การโอบกอดกันก่อนที่จะแยกกันไปทำงาน
การเขียนโน้ตน่ารักๆบนกระดาษ post-it ที่แปะให้อีกฝ่ายเห็น
การนั่งชงเครื่องดื่มร้อนๆกินด้วยกันหลังจากที่ลูกเข้านอน
เป็นต้น
.
คู่รักจำนวนมากพบว่า สิ่งเล็กๆน้อยๆเหล่านี้
ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต้องคิดขึ้นมาใหม่ให้ปวดหัวเลยด้วยซ้ำ
.
เพราะหลายอย่างเป็นสิ่งที่พวกเขาเคยทำในอดีต (ก่อนมีลูก) อยู่แล้ว
.
เพียงแค่ว่า พอพวกเขามีลูก
พวกเขาก็หยุดทำสิ่งเหล่านี้ไปหมด
เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีเวลาและพลังงาน
สำหรับ “ความ romantic” เหล่านี้อีกแล้ว
.
ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้นะครับ
เพราะการดูแลลูกคือสิ่งที่กิน
เวลาและพลังงานมหาศาลจริงๆ
.
อย่างไรก็ตาม มันมีความแตกต่างระหว่าง
“ไม่มีเวลาสำหรับความ romantic อีกแล้ว” กับ
“ไม่มีเวลาสำหรับความ romantic มากเท่าอดีต”
.
สำหรับพ่อแม่หลายคน
พวกเขายังพอจะมีเวลาให้ “กันและกัน” ในปัจจุบัน
แต่พวกเขาอาจจะมี “ภาพจำ” ของการทำ
สิ่งใหญ่ๆที่ romantic ให้ “กันและกัน” ในอดีตอยู่
(เช่น วางแผน surprise วันเกิดให้แฟนแบบใหญ่โต)
.
พวกเขาจึงอาจจะมองข้ามการทำ
สิ่งเล็กๆน้อยๆให้ “กันและกัน” ไป
ส่งผลให้ความ romantic ที่มีกับแฟน
แห้งเหือดไปโดยสมบูรณ์
(ทั้งๆที่มันไม่จำเป็นต้องเหือดแห้งถึงเพียงนั้น)
.
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า
สิ่งที่ผมได้หยิบมานำเสนอในวันนี้
จะเป็นส่วนเล็กๆที่ช่วยให้คู่รัก
หันมาใส่ใจ (ไม่ใช่มองข้าม)
ในสิ่งเล็กๆน้อยๆกันมากขึ้นนะครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1111/j.1475-6811.2009.01230.x
https://doi.org/10.1111/jmft.70051
https://doi.org/10.1016/j.midw.2018.02.022
https://doi.org/10.1177/0146167212454548
https://doi.org/10.1037/a0013969
#จิตวิทยา #siamstr
หลายคนมองว่าตัวเอง “ดีไม่พอ”
.
“ดีไม่พอ” ในเรื่องรูปร่างหน้าตา
“ดีไม่พอ” ในเรื่องความสามารถ
“ดีไม่พอ” ในเรื่องนิสัยใจคอ
.
พวกเขาหวังว่า สักวันหนึ่ง
พวกเขาจะเจอใครสักคน
ที่รักพวกเขาอย่างที่พวกเขาเป็น
.
…และวันนั้น พวกเขาก็จะ “ดีพอ”
.
อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่พวกเขา
ยังมองว่าตัวเอง “ดีไม่พอ”
มันยากจริงๆครับที่คนอื่น
จะรู้สึก “ดึงดูด” กับพวกเขาได้
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ
การหวังว่าคนอื่นจะเข้ามาในชีวิต
และช่วยให้เรา “ดีพอ” นั้น
มันไม่ใช่หนทางที่ “ได้ผล” เท่าไหร่นัก
.
หนทางที่ดีกว่าคือการ “ดีพอ” ให้ได้โดยไม่ต้องพึ่งคนอื่น
.
แต่หลายคนก็จะเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า
.
“แล้วฉันจะดีพอด้วยตัวเองได้ยังไงล่ะ?
ฉันรู้นะว่าจริงๆแล้ว ตัวฉันไม่ได้แย่ขนาดนั้น
แต่ทำไงได้ล่ะ ก็ใจฉันยังคงคอยส่งเสียง
บอกว่าฉันยังดีไม่พอ ดีไม่พอ และก็ดีไม่พอไม่หยุดเลย!”
.
ในกรณีเช่นนี้ เราจะรับมือกับเสียงในใจที่คอย “ถ่มถุยตัวเอง” ยังไงดี?
.
บางคนมองว่า เราจะต้องโต้เถียงกับ
เสียงที่คอย “ถ่มถุยตัวเอง” เหล่านี้
.
ยกตัวอย่างเช่น
ทุกครั้งที่เสียงในใจส่งเสียงบอกว่าเรา “ดีไม่พอ”
เราก็จะแย้งกลับทันทีทันใดว่าเรา “ดีพอ”
เป็นต้น
.
บางคนมองว่า ยิ่งเราโต้เถียงในลักษณะนี้มากเท่าไหร่
เสียงที่คอย “ถ่มถุยตัวเอง” ก็จะอ่อนกำลังลงมากเท่านั้น
.
แต่หลายคนที่เคยทดลองโต้เถียงกับใจตัวเองพบว่า
ไม่ว่าพวกเขาจะโต้เถียงขนาดไหน
เสียงที่ “ถ่มถุยตัวเอง” ก็ไม่อ่อนกำลังลงเสียที
.
วันนี้ ผมจึงอยากนำเสนออีกหนึ่งแนวทาง
ในการรับมือกับเสียงที่ “ถ่มถุยตัวเอง” ครับ
.
แนวทางที่ว่านี้คือการ “ดื้อ” กับเสียงที่ “ถ่มถุยตัวเอง”
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เรากำลังนั่งอยู่ในห้องประชุม
และเรามีไอเดียที่จะนำเสนอต่อที่ประชุม
.
ตอนนั้นเองที่เสียงในใจเริ่ม “ถ่มถุย” เรา
บอกว่าไอเดียของเรา “ห่วยแตก” เกินไป
มันจะทำให้คนในที่ประชุมต้องเสียเวลาเปล่าๆ
ฉะนั้น เราควรที่จะนั่งเงียบๆต่อไป…จะดีที่สุด
.
อย่างไรก็ตาม
หากเราคิดที่จะ “ดื้อ” เราก็จะไม่นั่งเงียบๆ
แต่เราจะอ้าปากนำเสนอไอเดียของเราทันที
(ไม่ว่าเสียงในใจเราจะพยายาม “ปิดปาก” เราขนาดไหนก็ตาม)
.
เป็นต้น
.
ตอนแรก เราอาจจะ “ดื้อ” กับเรื่องเล็กๆก่อน
และพอเราเริ่ม “ปีกกล้าขาแข็ง” มากขึ้น
เราก็จะ “ดื้อ” กับเรื่องใหญ่ๆมากขึ้น
.
แนวทางนี้อาจจะไม่ทำให้เสียงที่
“ถ่มถุยตัวเอง” หายไปได้แบบสมบูรณ์ก็จริง
แต่เสียงดังกล่าวจะค่อยๆอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ
.
จนกระทั่งวันหนึ่ง เราก็จะตื่นขึ้นมาและพบว่า
เสียงที่เคย “ถ่มถุยตัวเอง” ดังๆในอดีตนั้น
มันได้กลายเป็นเสียงที่ไม่มี power ต่อใจเราอีกต่อไปแล้วครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1016/j.cpr.2019.101808
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/a0032355
#จิตวิทยา #siamstr
เคยไหมครับ?
.
คุณเป็นคนที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทุกวัน
.
แต่พอคุณเปลี่ยนมาทำงานกับองค์กรแห่งใหม่
และคุณย้ายที่อยู่ (เช่น จากเชียงใหม่มากรุงเทพฯ)
คุณพบว่าการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆอีกแล้ว
.
ทั้งๆที่คุณใช้เวลาทำงานน้อยลง
แถมยังมีฟิตเนสอยู่ใกล้ที่พักใหม่ของคุณอีกด้วย!
.
ในสถานการณ์เช่นนี้
การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ควรจะเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ
แต่พอถึงเวลาจริงๆ คุณกลับรู้สึก “ฝืด”
กับการออกกำลังกายซะอย่างนั้น
.
มันเกิดอะไรขึ้น?
.
ผมขออธิบายผ่านคำเปรียบเปรยดังต่อไปนี้ครับ
.
สมมติว่าเราปลูกต้นไม้อยู่ต้นหนึ่ง
และต้นไม้ต้นนี้ก็เติบโตได้งามดีมาก
.
แต่แล้ววันหนึ่ง เพื่อนเรามาเห็นต้นไม้ต้นนี้เข้าและรู้สึกชอบใจขึ้นมา
.
เพื่อนเราเอ่ยปากขอต้นไม้ต้นนี้
และเราก็ตอบตกลงแต่โดยดี
.
เพื่อนเราเอาต้นไม้ไปเลี้ยงไว้ในกระถาง
ภายในบ้านของเพื่อนเป็นเวลา 1 เดือน
.
ตอนนั้นเองที่เพื่อนเราเห็นว่าต้นไม้ต้นนี้
(ซึ่งเคยเติบโตได้งามมากที่ยังอยู่กับเรา)
ดูจะไม่งามมากเท่ากับตอนที่เราเลี้ยงอยู่
.
ทำไมน่ะหรือ?
.
เพราะดินที่อยู่ในกระถางบ้านเพื่อนไม่เหมือนกับดินในบ้านเรา
เพราะปริมาณน้ำที่เพื่อนรดไม่เหมือนกับตอนที่เรารดน้ำ
เพราะแสงแดดในบ้านเพื่อนไม่เหมือนกับแสงแดดในบ้านเรา
เพราะความชื้นในบ้านเพื่อนไม่เหมือนกับความชื้นในบ้านเรา
ฯลฯ
.
เรื่องการออกกำลังกายในข้างต้นก็เช่นกันครับ
.
มันเป็นเรื่องปกติมากเลยครับ
ที่พอเราย้ายมาอยู่ในสภาพแวดล้อมแห่งใหม่
(แม้จะเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการออกกำลังกายก็ตาม)
เราอาจจะ “ติดขัด” อยู่บ้าง (อย่างน้อยก็ในช่วงแรกๆ)
.
การ “ติดขัด” นี้ไม่ได้หมายความว่าเรา “ไม่ได้เรื่อง” แต่อย่างใด
.
เราแค่กำลังอยู่ในช่วง “ปรับตัว”
ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่เท่านั้น
.
แน่นอนครับว่า หลายคนจะอยากเห็นตัวเอง “ปรับตัว”
กับสภาพแวดล้อมใหม่ได้รวดเร็วจนสามารถ
กลับไปออกกำลังกายได้อย่างสม่ำเสมอทันทีทันใด
.
…ซึ่งบางคนก็ “ปรับตัว” ได้เร็วแบบนั้นจริงๆนะครับ
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะ “ปรับตัว” ได้เร็วเช่นนั้น
.
ฉะนั้น หากเราไม่ใช่คนที่ “ปรับตัว” ได้เร็วล่ะก็
ผมขอเชิญชวนให้เราใจเย็นๆกับตัวเองสักหน่อยครับ
.
อย่าเพิ่งรีบต่อว่าตัวเอง
อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าตัวเอง “ไม่ได้เรื่อง”
.
เพราะนอกจากมันจะไม่ได้ช่วยให้เรา “ปรับตัว” ได้เร็วขึ้นแล้ว
การทำเช่นนี้ยังอาจทำให้เรา “ปรับตัว” ได้ช้าขึ้นอีกด้วย!
.
แทนที่จะ “ใจร้าย” กับตัวเองแบบนั้น
ทางเลือกที่น่าจะดีกว่าคือการค่อยๆพาตัวเอง
กลับมาออกกำลังกายทีละนิดทีละน้อยก่อนครับ
.
ยกตัวอย่างเช่น
ก่อนย้ายงาน
เราอาจจะเคยออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง
ตอนนี้
เราอาจจะเริ่มออกกำลังกายวันละ 10 นาทีดูก่อน
เป็นต้น
.
พอเราเริ่มคุ้นชินกับสภาพแวดล้อมใหม่
เราก็ค่อยๆเพิ่มปริมาณการออกกำลังกายมากขึ้น
.
จนกระทั่งเราสามารถกลับไปออกกำลังกาย
อย่างสม่ำเสมอเหมือนเมื่อก่อนได้ในท้ายที่สุด!
.
ทั้งหมดที่ผมเขียนมานี้…ผมอาจจะพูดถึงเรื่องการออกกำลังกาย
.
แต่จริงๆแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย
การอ่านหนังสือ การนั่งสมาธิ
หรือพฤติกรรมดูแลสุขภาพใดก็ตาม
.
…ทั้งหมดล้วนใช้หลักการเดียวกับที่ผมเขียนมาทั้งสิ้น
.
เรามาเป็นต้นไม้ในกระถางใหม่
ที่เริ่มกลับมางอกงามทีละนิด
อย่างมั่นคงกันเถอะครับ!
อ้างอิง
https://doi.org/10.1080/08870446.2021.2003362
https://doi.org/10.1016/j.peh.2025.100350
Frontiers | A Systematic Review Examining the Relationship Between Habit and Physical Activity Behavior in Longitudinal Studies
เวลาที่หลายคนมีเรื่องขัดแย้งกับแฟน
พวกเขาจะตอบสนองด้วยความเงียบ
.
ยกตัวอย่างเช่น
เดินออกจากห้องโดยไม่พูดอะไรเพิ่มเติม
อ่านข้อความที่แฟนพิมพ์มาหาทางไลน์ แต่ไม่ตอบข้อความนั้น
เป็นต้น
.
ทำไมพวกเขาถึงเลือกที่จะเงียบ?
.
เพราะพวกเขากังวลว่า
หากพวกเขาพูดหรือทำอะไรไปในตอนนี้
(ซึ่งเป็นช่วงที่อารมณ์ยังคุกกรุ่นอยู่)
มันอาจจะทำให้พวกเขาเสียใจทีหลังได้
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ
ความเงียบของพวกเขา
เกิดจากเจตนาที่ดีครับ
.
แต่ในมุมของแฟน ความเงียบที่เกิดขึ้นนี้
อาจถูกมองว่าเป็น “การลงโทษ” รูปแบบหนึ่งได้
.
ฉะนั้น หากเราตัดสินใจที่จะเงียบ
และไม่ต้องการให้แฟนเข้าใจผิด
สิ่งหนึ่งที่สามารถช่วยได้คือ
การสื่อสารเจตนาของเราก่อนที่เราจะเงียบครับ
.
ยกตัวอย่างเช่น
“ตอนนี้ฉันกำลังรู้สึกไม่พอใจมากๆ
ฉันขอเวลาไปสงบสติอารมณ์ก่อน
แล้วเดี๋ยวเราค่อยมาคุยกันต่อนะ”
เป็นต้น
.
มันเป็นการสื่อสารที่สั้น กระชับ ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที
แต่มันช่วยป้องกันความทุกข์ใจจากความเข้าใจผิด
(ซึ่งอาจนำมาสู่ความขัดแย้งเพิ่มเติมในอนาคต) ได้ชะงัดเลยครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1080/03637751.2013.813632
https://doi.org/10.1111/j.1545-5300.2002.40102000083.x
https://doi.org/10.1111/j.1468-2958.2002.tb00798.x
#จิตวิทยา #siamstr
หลายคนพบว่า…
.
พวกเขารู้จักกับผู้คนมากมาย
พวกเขามีคนห้อมล้อมเต็มไปหมด
มีคนเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาไม่ขาดสาย
.
แต่พวกเขาก็ยังคงรู้สึกเหงาอยู่ดี
.
เพราะอะไร?
.
เพราะไม่มีใครที่รู้จักตัวตนที่แท้จริง
ของพวกเขาเลยแม้แต่คนเดียว
.
หรือถ้าจะพูดกันชัดๆก็คือ
เพราะพวกเขากลัวที่จะเปิดเผย
ตัวตนที่แท้จริงให้คนอื่นได้รู้จัก
.
เพราะในอดีตที่ผ่านมา
พวกเขาเคยลองเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง
ให้ใครบางคนเห็นมาแล้ว
แต่คนๆนั้นแสดงท่าทีชัดเจนว่า
เขาไม่ยอมรับตัวตนดังกล่าว
.
พวกเขารู้สึกเจ็บปวดกับเหตุการณ์ในอดีตนั้นเป็นอย่างมาก
.
…มากจนพวกเขาไม่กล้าที่จะ
เปิดเผยตัวตนนั้นให้ใครได้เห็นอีก
.
…มากจนทำให้พวกเขายอมอยู่กับความเหงา
และไม่ขอเสี่ยงเจอกับการไม่ได้รับการยอมรับจากคนอื่นอีก
.
แต่ถ้าความเหงานั้นมันบีบหัวใจ
มากเกินกว่าที่จะรับได้ขึ้นมาล่ะ?
.
ในกรณีเช่นนี้ พวกเขาจำต้องหันหน้า
มาเผชิญกับความกลัวของตัวเอง
และเริ่มต้นเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงให้คนอื่นได้เห็น
.
ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นเปิดเผยกับทุกคนในชีวิตนะครับ
.
เอาแค่ 1 คนที่รู้สึก “ปลอดภัย” มากที่สุดก่อน
.
และก็ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงแบบ 100% ทันทีนะครับ
.
เอาแค่เปิดเผยมากกว่าเดิมสัก 5% ก่อน
.
ยกตัวอย่างเช่น
ก่อนหน้านี้ เวลาคนที่เรารู้สึกปลอดภัยคนนี้ถามว่า
“เธออยากกินอะไร?” เราจะตอบว่า “อะไรก็ได้” มาตลอด
แต่นับจากนี้ เราจะบอกให้คนๆนี้รู้ว่าเราอยากกินอะไร
(ไม่มีการตอบว่า “อะไรก็ได้” อีกแล้ว)
เป็นต้น
.
เมื่อเริ่มคุ้นเคยกับการเปิดเผยตัวเอง
มากขึ้น 5% กับคนที่รู้สึกปลอดภัยแล้ว
เป้าหมายต่อไปก็คือการเปิดเผยตัวเอง
เพิ่มอีก 5% กับคนที่รู้สึกปลอดภัยคนนั้น
.
หนทางที่ผมกำลังนำเสนอนี้…ฟังดูช้านะครับ
เพราะมันคือการค่อยๆขยับทีละ 5% กับคนเพียง 1 คนไปเรื่อยๆ
จนกระทั่งคนๆนี้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเรามากระดับหนึ่ง
เราจึงค่อยเริ่มต้นเปิดเผยตัวของเราทีละ 5% กับคนที่เรารู้สึกปลอดภัยคนถัดไป
.
มันคือความตั้งใจของผมเองครับที่จะนำเสนอแนวทางที่ช้าเช่นนี้
.
เพราะผมเข้าใจว่า การเผชิญหน้ากับความกลัว
(ที่เกิดจากประสบการณ์จริงอันเจ็บปวดในอดีต) มันไม่ใช่เรื่องง่าย
.
แนวทางที่ผมนำเสนอนั้น…ผมจึงตั้งใจให้ “เอื้อมถึง” ให้ง่ายที่สุด
.
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่ผมแบ่งปันในวันนี้
จะช่วยให้คนที่กำลังเจ็บปวดกับความเหงา
สามารถเริ่มต้นพาตัวเองก้าวออกมาจากเงามืดของความกลัวได้
.
ผมไม่อยากเห็นใครต้องทรมานกับความเหงาเพราะความกลัวอีกแล้วครับ
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/record/1974-22306-000

PubMed
Social, Emotional, and Existential Loneliness: A Test of the Multidimensional Concept - PubMed
Loneliness is multifaceted and means that one is not embedded in a personal network, misses closeness and intimacy, and lacks meaning in life. The ...

SpringerLink
Associations between loneliness and perceived social support and outcomes of mental health problems: a systematic review - BMC Psychiatry
Background The adverse effects of loneliness and of poor perceived social support on physical health and mortality are established, but no systemat...
หลายคนเลือกที่จะตามใจคนอื่น
(แม้การตามใจคนอื่นจะขัดใจตัวเองก็ตาม)
เพราะพวกเขาเชื่อว่า การตามใจคนอื่น
จะช่วยให้พวกเขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นได้
.
แต่ความเชื่อนี้เป็นความจริงหรือเปล่า?
.
ถ้า “ความสัมพันธ์ที่ดี” คือ
ความสัมพันธ์ที่ไม่มีความขัดแย้ง
ความเชื่อดังกล่าวอาจเป็นจริงได้
(หากเรามีความอดทนมากพอ)
.
แต่ถ้า “ความสัมพันธ์ที่ดี” คือ
ความสัมพันธ์ที่ทุกฝ่าย win-win
หรือความสัมพันธ์ที่ทุกฝ่ายรู้สึกปลอดภัย
มากพอที่จะเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่
หรือความสัมพันธ์ที่ทุกฝ่ายชอบ
ที่จะได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกันล่ะก็
ความเชื่อดังกล่าวจะไม่มีทางเป็นจริง
(ต่อให้เราจะมีความอดทนมหาศาลก็ตาม)
.
เพราะการตามใจคนอื่นตลอดเวลา
คือการส่งสัญญาณว่าความรู้สึกและ
ความต้องการของคนอื่นสำคัญมากกว่า
ความรู้สึกและความต้องการของตัวเรา
.
ยิ่งเราส่งสัญญาณในลักษณะนี้ออกไปบ่อยเท่าไหร่
“ตาชั่งความสัมพันธ์” ที่เรามีกับคนอื่น
ก็จะเริ่มเอียงไปหาคนอื่นมากขึ้นเท่านั้น
.
หาก “ตาชั่ง” ยังคงเอียงเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ
วันหนึ่ง เราก็จะตื่นขึ้นมาและพบว่าตัวเอง
เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ความอึดอัด
และคำถามในใจว่า “ตัวฉันที่แท้จริงหายไปไหน?”
.
มันจะกลายเป็นวันที่เรารู้สึกราวกับกำลังตกนรกทั้งเป็นได้เลยครับ
.
ข่าวดีก็คือเราสามารถป้องกันตัวเอง
ไม่ให้ถล้ำลึกลงไปอยู่ในขุมนรกนั้นได้
แต่เราจะต้องทำสิ่งที่หลายคนรู้สึกไม่สบายใจที่จะทำ
.
สิ่งนั้นคือการเลิกตามใจคนอื่นตลอดเวลา
.
ผมไม่ได้กำลังเสนอให้เราเลิกตามใจ
คนอื่นในทุกๆเรื่องทันทีนะครับ แต่ผมกำลังเสนอ
ให้เราเริ่มต้นด้วยการเลือกเรื่องเล็กๆมา 1 เรื่อง
และตั้งใจหยุดตามใจในเรื่องนั้นก่อน
(เอาเรื่องที่การหยุดตามใจของเรา
จะไม่กระตุ้น reaction ที่รุนแรงจากอีกฝ่ายมากนัก)
.
ต่อให้เรื่องดังกล่าวจะเป็นเรื่องที่เล็ก
แต่สำหรับคนที่คุ้นชินกับการตามใจคนอื่นมาตลอด
ช่วงแรกของการตั้งใจหยุดตามใจคนอื่น 1 เรื่องนี้
จะไม่ใช่ช่วงเวลาที่ง่ายเลยครับ
.
แต่ “ไม่ง่าย” ไม่ได้หมายความว่า “เป็นไปไม่ได้”
.
เมื่อเราเริ่ม “คล่อง” กับการ
หยุดตามใจใน 1 เรื่องเล็กๆนั้นแล้ว
ต่อไป ผมขอเสนอให้เราหยิบอีกหนึ่งเรื่องเล็กๆ
และตั้งใจหยุดตามใจในเรื่องนั้นต่อ
.
และเมื่อเราเริ่ม “คล่อง” กับการ
หยุดตามใจในเรื่องดังกล่าว
ผมก็ขอเสนอให้เราหยิบอีกหนึ่งเรื่องเล็กๆ
และตั้งใจหยุดตามใจในเรื่องนั้นต่อไปอีก!
.
การทำเช่นนี้จะช่วยให้ “ตาชั่ง”
(ที่เคยเอียงมากๆในอดีต)
ค่อยๆกลับมาสมดุลมากขึ้น
.
เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้สึกพอใจกับ “ตาชั่ง” ดังกล่าว
(ต่อให้ “ตาชั่ง” นั้นจะไม่ได้สมดุลเป๊ะๆก็ตาม)
นั่นคือสัญญาณว่าเราไม่จำเป็น
ต้องหยุดตามใจคนอื่นเพิ่มไปมากกว่านี้แล้ว
.
ผมขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้คุณผู้อ่าน
เริ่มต้นเดินทางมาสู่จุดที่คุณผู้อ่านพอใจ
กับ “ตาชั่ง” ของตัวเองได้ในท้ายที่สุดนะครับ!
อ้างอิง
https://doi.org/10.1002/pchj.70016
https://doi.org/10.3390/bs14010077
https://psycnet.apa.org/doi/10.1017/jrr.2017.17
#จิตวิทยา #siamstr
“อย่าคิดมากเลย”
“มองแง่บวกดูสิ”
“ช่างมันเถอะ”
.
นี่คือตัวอย่างคำพูดที่หลายคนใช้
เมื่อคนใกล้ตัวพวกเขากำลังทุกข์ใจ
.
มันเป็นคำพูดที่แฝงไปด้วยความหวังดีนะครับ
.
แต่สำหรับคนที่กำลังทุกข์ใจอยู่นั้น
นี่อาจจะไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุด ณ วินาทีนี้
.
สิ่งที่พวกเขาต้องการมากกว่า ณ ตอนนี้คือ…
.
…การมีคนที่ “มองเห็น” ความเจ็บปวดของพวกเขา
…การไม่ถูกตัดสินว่าพวกเขา “อ่อนแอ” เพียงเพราะพวกเขากำลังทุกข์ใจ
…การไม่ต้องเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดดังกล่าว “คนเดียว”
.
ฉะนั้น
แทนที่เราจะให้คำแนะนำหรือ
พูดกระตุ้นให้พวกเขารู้สึกดีขึ้น
สิ่งที่เป็นประโยชน์มากกว่าคือ…
.
…การนั่งอยู่เป็นเพื่อนข้างๆพวกเขา
…การสื่อสารให้พวกเขารับรู้ว่า
เราเข้าใจและยอมรับสิ่งที่พวกเขากำลังรู้สึกอยู่
…การใช้คำถามเปิดช่องให้พวกเขาบอกเราว่า
อะไรคือสิ่งที่พวกเขาอยากให้เราทำให้พวกเขาในตอนนี้บ้าง
.
ทั้งหมดนี้อาจจะไม่สามารถช่วยปัดเป่า
ความทุกข์ในใจพวกเขาให้หายไปได้หรอกนะครับ
.
แต่มันจะช่วยให้พวกเขารับมือกับ
ความทุกข์ใจของพวกเขาได้ดีขึ้นอย่างชัดเจนเลยครับ
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/h0045357
https://psycnet.apa.org/record/1991-98405-000
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0033-2909.101.1.91
#จิตวิทยา #siamstr
หลายคนบอกผมว่า
หากพวกเขาแก่ตัวไป
พวกเขารับได้หากตัวเอง
จะไม่สามารถยกของหนักๆ
หรือไม่สามารถเดินเหินได้
คล่องแคล่วเหมือนตอนหนุ่มสาว
.
แต่พวกเขาจะรับไม่ได้สุดๆ
หากสมองของพวกเขาไม่ได้
sharp เหมือนกับตอนหนุ่มสาว
.
วันนี้ผมจึงอยากจะนำเสนอแนวทาง
ที่เรียบง่าย (แต่ได้ผล) ในการรักษา
ความแหลมคมของสมองเราดังนี้ครับ
.
.
.
# 1 ถ้าสมองเราคือเครื่องยนต์ อาหารที่เราทานก็คือน้ำมัน
.
ถ้าเราทานอาหารที่ “คุณภาพต่ำ”
มันก็เหมือนกับเราเติม
น้ำมัน “คุณภาพต่ำ” เข้าไปในเครื่องยนต์
ส่งผลให้เครื่องยนต์สึกหรอได้ง่ายขึ้น
.
ฉะนั้น เราควรจำกัดการทานน้ำตาล อาหารทอด
รวมถึงอาหารแปรรูปให้น้อยที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ครับ
.
# 2 อย่าลืมออกกำลังกาย
.
เวลาที่เราออกกำลังกาย
หัวใจเราจะสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น
oxygen และสารอาหารจะไหลเข้าสู่เซลล์สมองมากขึ้น
.
และที่สำคัญก็คือ เราไม่จำเป็นใช้เวลา
ออกกำลังกายเยอะด้วยครับ เพียงแค่
การออกกำลังกายครั้งละ 20 นาที
สัปดาห์ละ 3 ครั้งก็ช่วยสร้าง
ความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดแล้วครับ
.
# 3 หมั่นเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
.
ยกตัวอย่างเช่น
การเรียนรู้ภาษาใหม่
การเล่นเครื่องดนตรีชนิดใหม่
หรือแม้กระทั่งการเล่นเกมใหม่ๆ
เป็นต้น
.
เพราะเวลาที่เราเจอกับสิ่งใหม่ๆ
สมองเราก็จะทำงานหนักกว่าปกติ
มันจึงให้ผลลัพธ์คล้ายๆกับการ “ออกกำลังสมอง”
และทำให้สมองแข็งแรงขึ้นนั่นเอง
.
# 4 อย่าใช้ชีวิตเป็น “หมาป่าเดียวดาย”
.
เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่มีเพื่อนเยอะก็จริง
แต่ชีวิตเรามีควรที่จะมีเพื่อนที่เราใช้เวลา
พูดคุยและมีปฏิสัมพันธ์ด้วยเป็นระยะๆ
.
มันจะช่วยให้สมองเรา active ได้ดีเลยทีเดียวครับ
.
.
.
ผมหวังว่าสิ่งที่ผมได้นำเสนอในวันนี้
จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคน (ในทุกช่วงวัย)
ที่ต้องการรักษาสมองตัวเองให้ sharp ตลอดชีวิตนะครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1001/jama.2025.12923
https://doi.org/10.1056/nejmoa2302368
https://doi.org/10.1016/j.jalz.2015.04.011
https://doi.org/10.1001/jamainternmed.2015.1668
#จิตวิทยา #siamstr
ตอนที่ผมยังเป็นนักเรียน
ผมโตมาในยุคที่ไม่มี tablet
.
นั่นหมายความว่า
เวลาที่ผมฟัง lecture อาจารย์
หรือทบทวนเนื้อหาบทเรียนก่อนสอบ
การจด note ของผมจะเป็นการใช้มือ
เขียนตัวอักษรทีละตัวลงบนกระดาษ
.
หรือเวลาที่ผมจะต้องเขียนเรียงความ
ผมก็ต้องร่าง outline ด้วยการ
ใช้ปากกาเขียนลงในกระดาษเช่นกัน
.
ทุกวันนี้ ผมสังเกตเห็นว่า
นักเรียนหลายคนไม่ได้ทำแบบนั้นแล้ว
.
เพราะพวกเขาจะจด note หรือร่าง outline
ด้วยการพิมพ์มันลงใน tablet หรือ laptop แทน
.
ซึ่งแน่นอนครับว่า การพิมพ์มันคือวิธีที่รวดเร็วกว่าอย่างชัดเจน
.
แต่ในกรณีที่เราไม่ได้จำเป็นต้องใช้ความเร็ว
ในกรณีที่เราเน้นเรื่องของความเข้าใจ
หรือความคิดสร้างสรรค์เป็นหลักนั้น
ผมอยากเชียร์ให้เราหยุดพิมพ์และหันมาเขียนดีกว่าครับ
.
เพราะเวลาที่เราพิมพ์
มันเป็นแค่การเอานิ้วกดลงไปที่ปุ่มๆหนึ่ง
แต่เวลาที่เราเขียน
มันคือการที่เราเอาดินสอหรือปากกา
ลากเส้นโค้งงอตามตัวอักษรต่างๆ
.
การเขียนจึงกระตุ้นการทำงานของสมองได้มากกว่าการพิมพ์
.
และเนื่องจากสมองเราได้รับการกระตุ้นมากกว่า
เราจึง “หัวแล่น” มากกว่า ส่งผลให้เรามีแนวโน้ม
ที่จะเรียนรู้หรือปิ๊งไอเดียใหม่ๆได้ง่ายขึ้นตามลำดับ
.
ฉะนั้น
ไม่ว่าเราจะเป็นนักเรียน นิสิตนักศึกษา หรือคนวัยทำงาน
เมื่อไหร่ก็ตามที่เราต้องการความเร็วเป็นหลัก
การพิมพ์จะสามารถตอบโจทย์ได้ดี
แต่เมื่อไหร่ที่เราอยากจะเน้นการเรียนรู้หรือความคิดสร้างสรรค์เป็นหลัก
เราน่าจะลองเปลี่ยนมาเขียนแทนครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1016/j.cortex.2013.05.011
https://doi.org/10.3390/brainsci12121724
https://doi.org/10.3390/life15030345
#จิตวิทยา #siamstr
มีคนเคยบอกผมว่า
ตั้งแต่เขาเลี้ยงน้องหมา
ชีวิตเขาก็มีความสุขมากขึ้น
.
คนที่ไม่ได้เลี้ยงสุนัข (หรือมีสัตว์เลี้ยง)
อาจมองว่านี่เป็นการ “คิดไปเอง”
.
อย่างไรก็ตาม การศึกษาล่าสุดพบว่า
การเลี้ยงสุนัขสามารถส่งผลทางบวกต่อสุขภาพจิตของเราได้
.
เพราะอะไรน่ะหรือ?
.
# 1
การเป็นเจ้าของสุนัขทำให้ชีวิตเรามี routine มากขึ้น
(เช่น มีเวลาให้อาหาร เวลาพาไปเดินเล่น)
ส่งผลให้เรารู้สึกว่าชีวิตแต่ละวันมีความมั่นคงแน่นอนมากขึ้นตามไปด้วย
.
# 2
เพียงแค่ได้มีเวลาเอามือลูบตัวน้องหมา
มันก็ช่วยให้ลมหายใจและหัวใจเราเต้นช้าลง
แถมยังทำให้ฮอร์โมนความเครียดลดลงอีกด้วย
.
# 3
ไม่ว่าเราจะหงุดหงิด ล้มเหลว หรืออะไรก็ตามแต่
น้องหมาจะยังคงนั่งอยู่ข้างๆเราด้วยความภักดีเสมอ
.
# 4
การเป็นเจ้าของสุนัขช่วยให้เรา connect กับคนอื่น
(ที่เลี้ยงน้องหมาเหมือนกัน) ได้ง่ายขึ้น
ส่งผลให้เรา make friends ได้ง่ายขึ้นตามไปด้วย
.
# 5
การเลี้ยงน้องหมาทำให้ชีวิตเรามีความหมายมากขึ้น
เพราะเราไม่ได้มีชีวิตเพื่อตัวเองอย่างเดียวอีกต่อไป
เรากำลังมีชีวิตเพื่อดูแลอีกหนึ่งชีวิตด้วย
.
แล้วคุณผู้อ่านล่ะครับ?
.
ประสบการณ์การเลี้ยงน้องหมาของคุณผู้อ่าน
สอดคล้องกับสิ่งที่ผมได้นำเสนอไว้ข้างต้น
มากน้อยแค่ไหนหรือครับ?
.
คุณผู้อ่านสามารถแชร์มาได้ที่ช่อง comment ด้านล่างได้เลยนะครับ!
#จิตวิทยา #siamstr
คุณกำลังอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจนหรือเปล่าครับ?
.
คุณใช้เวลาอยู่กับ “คนพิเศษ” คนนี้
ราวกับว่าเขาเป็นแฟนของคุณมาเป็นปี
.
คุณไปกินข้าวด้วยกัน ไปดูหนังด้วยกัน มีเซ็กส์กัน
.
แต่ในขณะเดียวกัน คุณก็ไม่สามารถเรียกเขา
ได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่านี่คือแฟนของคุณ
.
และที่สำคัญก็คือ
คุณไม่ได้ต้องการความสัมพันธ์
แบบ friends with benefits
.
คุณต้องการความสัมพันธ์แบบแฟน
.
แต่คุณกลับโอเคกับความสัมพันธ์ ณ ปัจจุบันที่ไม่ชัดเจนนี้
.
เพราะอะไร?
.
ต่อไปนี้คือ 2 เหตุผลที่พบได้บ่อยๆครับ
.
# 1
คุณอาจจะลงทุนเวลาและพลังงานชีวิตกับความสัมพันธ์นี้มาเยอะ
คุณเสียดายเวลาและพลังงานที่ได้ลงทุนไป
คุณเลยเลือกที่จะไม่หันหลังให้กับความสัมพันธ์นี้
.
# 2
แม้ความสัมพันธ์นี้จะไม่ได้เป็นอย่างที่คุณต้องการ
แต่มันก็มีช่วงเวลาดีๆในความสัมพันธ์มากพอ
ที่จะทำให้คุณตัดสินใจว่า “โอเค ฉันอยู่ต่อก็แล้วกัน”
.
แต่เหตุผลเหล่านี้มันคุ้มค่ากับหัวใจของคุณหรือเปล่า?
.
คุณมองว่าตัวคุณเองคู่ควรกับความสัมพันธ์แบบนี้จริงๆหรือ?
.
ถ้าคำตอบของคุณคือ “ไม่ใช่”
ผมก็อยากจะขอเชิญชวน
ให้คุณก้าวออกมาดีกว่าครับ
.
อ้างอิง

PubMed
Commitment: Functions, Formation, and the Securing of Romantic Attachment - PubMed
In this theoretical paper, we review central concepts in the psychological literature on relationship commitment to provide a foundation to discuss...
ความยากอย่างหนึ่งของการใช้ dating app
คือการคัดกรองว่าคำอธิบาย profile
ของแต่ละคนเป็นความจริงมากน้อยแค่ไหน
.
เพราะเวลาหลายคนเขียน profile ตัวเอง
พวกเขาก็จะมีการโกหก
(หรือถ้าในกรณีที่น่าเกลียดน้อยหน่อย
พวกเขาก็จะมีการกล่าวอ้างเกินจริง)
.
ซึ่งมันเป็นการตัดสินใจที่เข้าใจได้นะครับ
เพราะเวลาที่เรานำเสนอตัวเองบน dating app
เราย่อมอยากดูดีให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
.
แต่มันก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆครับว่า
การทำเช่นนี้สร้างปัญหาให้กับ
ผู้ใช้ dating app จำนวนไม่น้อย
.
เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเขาอ่าน profile ของคนๆหนึ่ง
พวกเขาก็จะเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า
“สิ่งที่ฉันกำลังอ่านนี้คือความจริงหรือคำโกหกบิดเบือนกันแน่?”
.
มันเป็นคำถามที่ชวนสับสนและตอบยากจริงๆครับ
.
แต่ในเบื้องต้น หาก profile ของคนๆหนึ่ง
มีลักษณะดังต่อไปนี้ มันอาจเป็นสัญญาณว่า
เจ้าของ profile กำลังโกหกหรือบิดเบือนความจริงอยู่ครับ
.
# 1
ใช้คำที่คลุมเครือในการอธิบายตัวเอง
ยกตัวอย่างเช่น
เจ้าของ profile บอกว่า
ตัวเองเป็นคนตัวค่อนข้างสูง
แต่ไม่ได้บอกว่าสูงกี่เซนติเมตร
เป็นต้น
.
# 2
ใช้คำที่ “ฟังแล้วใครๆก็ต้องชอบ” ใน profile
ยกตัวอย่างเช่น
อธิบายว่าตัวเองมี growth mindset
เป็นต้น
.
# 3
มีความย้อนแย้งปรากฎให้เห็น
ยกตัวอย่างเช่น
บอกว่าตัวเองชอบการ์ตูนญี่ปุ่นใน profile
แต่พอคุยเรื่องตัวละครหลักใน One Piece
เจ้าตัวกลับ “ไปไม่เป็น”
เป็นต้น
.
# 4
มีความพยายามในการ “ขายตัวเอง”
ด้วยการบอกว่าตัวเองดีอย่างนู้นอย่างนี้ซ้ำๆบ่อยๆ
.
ทั้ง 4 ข้อนี้อาจจะไม่ได้ทำให้เรา “จับโกหก”
ได้แม่นยำแบบ 100% ก็จริง แต่มันจะช่วยให้เรา
เข้าใจคนที่เรากำลังคุยด้วยมากขึ้นว่า
เขากำลังนำเสนอตัวตนแบบไหนให้เราเห็นใน dating app นี้ครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1177/0146167208318067
https://doi.org/10.1111/j.1083-6101.2006.00020.x
https://psycnet.apa.org/doi/10.1093/joc/jqy019
https://doi.org/10.1108/INTR-03-2019-0095
https://psycnet.apa.org/doi/10.1177/0093650209356437
#จิตวิทยา #siamstr
คุณผู้อ่านคุ้นเคยกับความรัก
ของ perfectionist ไหมครับ?
.
มันคือความรักที่เต็มไปด้วย
คำถามในใจเต็มไปหมด
.
คำถามเช่น…
.
“เขารู้สึกผิดหวังกับฉันไหมนะ?”
“สิ่งที่ฉันพูดไปเมื่อกี้มันดีหรือเปล่า?”
“ฉันทำแบบนี้มันโอเคใช่ไหม?”
.
มันคือความรักที่เจ้าตัวพยายาม
เป็นแฟนที่สมบูรณ์แบบและไร้ที่ติ
ในทุกๆคำพูดและการกระทำ
.
ชาว perfectionist เชื่อว่า
หากเขาทำทุกอย่างได้ “ถูกต้อง”
ความรักของเขาก็จะปลอดภัย
.
ปัญหาก็คือ ความเชื่อนี้จะทำให้
ชาว perfectionist รู้สึกเหงาอยู่ในใจครับ
.
เพราะยิ่งเขาพยายามที่จะ “เป๊ะ” มากเท่าไหร่
แฟนก็ยิ่งรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเขาน้อยลงเท่านั้น
.
อันที่จริง
มันอาจส่งผลให้ชาว perfectionist
เกิดอีกหนึ่งคำถามขึ้นมาในใจด้วยครับ
.
คำถามนั้นก็คือ…
.
“ตกลงแล้ว แฟนรักฉันจริงๆ
หรือรักตัวตนอันสมบูรณ์แบบ
ที่ฉันพยายามแสดงออกกันแน่?”
.
ฉะนั้น
หากชาว perfectionist ต้องการความรักที่แท้จริง
เขาก็ต้องมีความกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเองกับแฟน
(แม้ตัวตนดังกล่าวจะเต็มไปด้วยข้อบกพร่อง ความกลัว และความยุ่งเหยิงก็ตาม)
.
แน่นอนครับว่า ความกล้านั้นอาจไม่ได้
นำมาสู่ผลลัพธ์ที่สวยงามเหมือนตอนจบเทพนิยายเสมอไป
.
บางครั้ง
พอแฟนที่เรากำลังคบอยู่ ณ ปัจจุบัน
ได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของเรา
แฟนก็อาจจะตัดสินใจเลิกกับเรา
ส่งผลให้เรารู้สึกเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสได้
.
ประสบการณ์เช่นนี้อาจทำให้
ชาว perfectionist มองว่าตัวเองคิดผิด
(ที่เปิดเผยด้านที่ไม่ perfect ของตัวเองให้แฟนรับรู้)
.
แต่การอยู่ในความสัมพันธ์
ที่แฟนรู้จักเพียงแค่เสี้ยวเดียวของเรา
(แทนที่จะรู้จักทั้งหมดของเรา)
คือทางเลือกที่ดีกว่าจริงๆหรือ?
.
แน่ใจหรือว่าการอยู่ในความรัก
ที่ปฏิเสธตัวตนของเรา
มันเจ็บปวดน้อยกว่าการอยู่เป็นโสด?
.
หากชาว perfectionist สามารถ
ตอบคำถามเหล่านี้ได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า “ใช่”
เขาก็คงเลือกที่จะเก็บซ่อนตัวตนที่ “ขี้เหร่” ของตัวเองต่อไป
.
แต่ถ้าชาว perfectionist ไม่สามารถ
ตอบคำถามเหล่านี้ได้อย่างชัดเจนว่า “ใช่”
มันอาจจะเป็นสัญญาณว่า
การกล้าที่จะเปิดเผยตัวตนของตัวเองทั้งหมด
คือทางเลือกที่ตอบโจทย์มากกว่า…ก็เป็นได้ครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1177/1066480704267279
https://doi.org/10.1007/s12144-001-1013-4
https://doi.org/10.1016/j.paid.2012.04.002

PubMed
The Relationship between Perfectionism and Sexual Function: A Systematic Review - PubMed
<span><b>Objective:</b> Perfectaionism is a common personality trait that can affect various aspects of life, especially sexual relationships. The ...
เพื่อนที่ดีคือเพื่อนที่ทั้ง give และ take
(ไม่ใช่ take อย่างเดียว)
.
ผมเชื่อว่าทุกคนคงจะเห็นด้วยกับประโยคข้างต้น
.
แต่เราจะรู้ (ในทางปฏิบัติ) ได้ยังไงว่า
เพื่อนเราไม่ได้ take อย่างเดียว?
.
ต่อไปนี้คือตัวอย่างของการ take
อย่างเดียวที่พบเจอได้บ่อยๆครับ
.
(ผมเชื่อว่าคุณผู้อ่านหลายคนคงจะ
คุ้นเคยกับตัวอย่างต่อไปนี้อยู่เหมือนกันครับ)
.
# 1
เพื่อนเป็นฝ่ายติดต่อมาหาเรา
ก็ต่อเมื่อเพื่อนต้องการความช่วยเหลือ
(เช่น ยืมเงิน ขอคำปรึกษา) จากเราเท่านั้น
ถ้าเพื่อนไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือ
ก็จะมีแต่เราที่เป็นฝ่ายติดต่อไปก่อนเสมอ
.
# 2
เวลาที่เพื่อนคุยกับเรา บทสนทนาที่เกิดขึ้น
จะกลายเป็นเวทีให้เพื่อนระบายอารมณ์ประจำ
แต่เมื่อไหร่ที่เราอยากแชร์ความรู้สึกของเราบ้าง
เพื่อนก็ดูไม่พร้อมที่จะรับฟังแม้แต่ครั้งเดียว
.
# 3
ไม่ว่าเรากำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่
เพื่อนก็จะดึงบทสนทนาให้กลับมาที่
ประสบการณ์หรือความรู้สึกของตัวเพื่อนเสมอ
.
หากเราพบว่าเพื่อนเราเป็นแบบนี้
และถ้าเราเคยคุยกับเพื่อนแล้วว่าเราไม่โอเคกับจุดนี้
แต่เพื่อนก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงล่ะก็
นี่อาจเป็นสัญญาณให้เราทิ้งระยะห่างกับเพื่อนคนนี้มากขึ้น…ก็เป็นได้ครับ
.
อ้างอิง
ソーシャル・サポートの互恵性が青年の心身の健康に及ぼす影響
J-STAGE
ตอนที่ผมยังเป็นนักเรียน
ผมเคยอ่านหนังสืออยู่หน้าหนึ่ง
.
ผมอ่านหน้านั้นซ้ำๆติดกัน 3-4 รอบ
แต่เนื้อหาของหน้านั้นกลับไม่เข้าหัวผมเลยแม้แต่นิดเดียว!
.
ทำไมมันถึงเป็นแบบนั้น?
.
สาเหตุข้อหนึ่งก็คือ
วิธีการเรียนรู้ของผมในตอนนั้น
มันเป็นวิธีการเรียนรู้ที่ไม่เอื้อ
ต่อการทำงานของสมองเท่าไหร่นัก
.
ถ้าผมย้อนเวลากลับไปได้
ต่อไปนี้คือสิ่งที่ผมจะทำครับ
.
# 1
ผมจะขยับร่างกายเล็กๆน้อยๆก่อนอ่านหนังสือ
(เช่น เดินเล่นสักนิด ยืดเหยียดแขนขาสักหน่อย)
.
# 2
ผมจะไม่อ่านหนังสือครั้งละ 2-3 ชั่วโมง
ผมจะอ่านหนังสือ 20-30 นาที พักสัก 5-10 นาที
และกลับมาอ่านหนังสือต่ออีก 20-30 นาทีแทน
.
# 3
ผมจะเก็บเนื้อหาที่สำคัญที่สุดมาอ่านทวนก่อนเข้านอน
.
# 4
ผมจะไม่เพียงแค่หยิบหนังสือมาอ่านในใจอย่างเดียว
แต่ผมจะทั้งอ่านในใจ ทั้งอ่านออกเสียง ทั้งเขียน ทั้งวาดผสมกันไป
.
# 5
ผมจะไม่อ่านหนังสือแต่ละบทซ้ำๆกันหลายรอบ
แต่ทุกครั้งที่ผมอ่านหนังสือจบแต่ละบท
ผมจะเขียนสรุปเนื้อหาสำคัญของบทนั้น
พักผ่อนสักระยะหนึ่ง และทดสอบตัวเองว่า
จดจำและเข้าใจเนื้อหาในบทนั้นมากแค่ไหน
ถ้าผลการทดสอบออกมาดี ผมก็จะขยับไปที่บทต่อไป
แต่ถ้าผลการทดสอบยังออกมาไม่ดี ผมก็จะอ่านบทนั้นซ้ำ
ตามด้วยการเขียนสรุปเนื้อหาสำคัญของบทนั้น
พักผ่อนสักระยะ และทดสอบตัวเองอีกรอบ
.
ทั้งหมดนี้จะช่วยให้สมองของผมเรียนรู้ได้ง่ายขึ้นเยอะครับ
.
อ้างอิง

PubMed
Memory: a contribution to experimental psychology - PubMed
Memory: a contribution to experimental psychology