มีคนเคยบอกผมว่า
ตั้งแต่เขาเลี้ยงน้องหมา
ชีวิตเขาก็มีความสุขมากขึ้น
.
คนที่ไม่ได้เลี้ยงสุนัข (หรือมีสัตว์เลี้ยง)
อาจมองว่านี่เป็นการ “คิดไปเอง”
.
อย่างไรก็ตาม การศึกษาล่าสุดพบว่า
การเลี้ยงสุนัขสามารถส่งผลทางบวกต่อสุขภาพจิตของเราได้
.
เพราะอะไรน่ะหรือ?
.
# 1
การเป็นเจ้าของสุนัขทำให้ชีวิตเรามี routine มากขึ้น
(เช่น มีเวลาให้อาหาร เวลาพาไปเดินเล่น)
ส่งผลให้เรารู้สึกว่าชีวิตแต่ละวันมีความมั่นคงแน่นอนมากขึ้นตามไปด้วย
.
# 2
เพียงแค่ได้มีเวลาเอามือลูบตัวน้องหมา
มันก็ช่วยให้ลมหายใจและหัวใจเราเต้นช้าลง
แถมยังทำให้ฮอร์โมนความเครียดลดลงอีกด้วย
.
# 3
ไม่ว่าเราจะหงุดหงิด ล้มเหลว หรืออะไรก็ตามแต่
น้องหมาจะยังคงนั่งอยู่ข้างๆเราด้วยความภักดีเสมอ
.
# 4
การเป็นเจ้าของสุนัขช่วยให้เรา connect กับคนอื่น
(ที่เลี้ยงน้องหมาเหมือนกัน) ได้ง่ายขึ้น
ส่งผลให้เรา make friends ได้ง่ายขึ้นตามไปด้วย
.
# 5
การเลี้ยงน้องหมาทำให้ชีวิตเรามีความหมายมากขึ้น
เพราะเราไม่ได้มีชีวิตเพื่อตัวเองอย่างเดียวอีกต่อไป
เรากำลังมีชีวิตเพื่อดูแลอีกหนึ่งชีวิตด้วย
.
แล้วคุณผู้อ่านล่ะครับ?
.
ประสบการณ์การเลี้ยงน้องหมาของคุณผู้อ่าน
สอดคล้องกับสิ่งที่ผมได้นำเสนอไว้ข้างต้น
มากน้อยแค่ไหนหรือครับ?
.
คุณผู้อ่านสามารถแชร์มาได้ที่ช่อง comment ด้านล่างได้เลยนะครับ!
#จิตวิทยา #siamstr
Journaling Our Journey
npub1kmua...wk8n
ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ
มีคนเคยบอกผมว่า
ตั้งแต่เขาเลี้ยงน้องหมา
ชีวิตเขาก็มีความสุขมากขึ้น
.
คนที่ไม่ได้เลี้ยงสุนัข (หรือมีสัตว์เลี้ยง)
อาจมองว่านี่เป็นการ “คิดไปเอง”
.
อย่างไรก็ตาม การศึกษาล่าสุดพบว่า
การเลี้ยงสุนัขสามารถส่งผลทางบวกต่อสุขภาพจิตของเราได้
.
เพราะอะไรน่ะหรือ?
.
# 1
การเป็นเจ้าของสุนัขทำให้ชีวิตเรามี routine มากขึ้น
(เช่น มีเวลาให้อาหาร เวลาพาไปเดินเล่น)
ส่งผลให้เรารู้สึกว่าชีวิตแต่ละวันมีความมั่นคงแน่นอนมากขึ้นตามไปด้วย
.
# 2
เพียงแค่ได้มีเวลาเอามือลูบตัวน้องหมา
มันก็ช่วยให้ลมหายใจและหัวใจเราเต้นช้าลง
แถมยังทำให้ฮอร์โมนความเครียดลดลงอีกด้วย
.
# 3
ไม่ว่าเราจะหงุดหงิด ล้มเหลว หรืออะไรก็ตามแต่
น้องหมาจะยังคงนั่งอยู่ข้างๆเราด้วยความภักดีเสมอ
.
# 4
การเป็นเจ้าของสุนัขช่วยให้เรา connect กับคนอื่น
(ที่เลี้ยงน้องหมาเหมือนกัน) ได้ง่ายขึ้น
ส่งผลให้เรา make friends ได้ง่ายขึ้นตามไปด้วย
.
# 5
การเลี้ยงน้องหมาทำให้ชีวิตเรามีความหมายมากขึ้น
เพราะเราไม่ได้มีชีวิตเพื่อตัวเองอย่างเดียวอีกต่อไป
เรากำลังมีชีวิตเพื่อดูแลอีกหนึ่งชีวิตด้วย
.
แล้วคุณผู้อ่านล่ะครับ?
.
ประสบการณ์การเลี้ยงน้องหมาของคุณผู้อ่าน
สอดคล้องกับสิ่งที่ผมได้นำเสนอไว้ข้างต้น
มากน้อยแค่ไหนหรือครับ?
.
คุณผู้อ่านสามารถแชร์มาได้ที่ช่อง comment ด้านล่างได้เลยนะครับ!
#จิตวิทยา #siamstr
ชีวิตของเราแต่ละวัน
ก็ไม่ต่างอะไรกับ
สภาพอากาศในแต่ละวันเลยครับ
.
ชีวิตบางวันก็เป็นเหมือนวันที่แดดออก
สดใส ร่าเริง น่าตื่นเต้น
.
แต่ชีวิตบางวันก็เป็นเหมือนวันที่ฟ้ามืด
น่าเบื่อ เครียด หม่นหมอง
.
ในวันที่ชีวิตแดดออก
มันไม่แปลกที่เราจะ
อ้าแขนต้อนรับชีวิตอย่างเต็มที่
.
แต่ในวันที่ชีวิตฟ้ามืดล่ะ?
เราต้องทนอยู่กับความเบื่อ
ความเครียด ความหม่นหมอง
โดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้อย่างนั้นหรือ?
.
มันอาจจะเป็นเช่นนั้นจริงๆแหละครับ…หากเราฟันธงในใจว่า
.
“วันนี้คือวันที่ฟ้ามืด ฉะนั้น
ฉันก็จะต้องเจอกับความเบื่อ
ความเครียด และความหม่นหมอง
อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน”
.
เพราะถ้าเราฟันธงแบบนี้
มันเท่ากับว่าเราปิดโอกาสไม่ให้ตัวเอง
ได้เจอกับอย่างอื่นนอกจาก
ความเบื่อ ความเครียด และความหม่นหมองเท่านั้น
.
ในทางกลับกัน
หากเรามองวันที่ฟ้ามืด
ด้วยสายตาที่ใคร่รู้
(เช่น “ฉันอยากรู้จังว่าจะเจอกับอะไรบ้างในวันนี้?”)
เราอาจจะยังเจอกับความเบื่อ
ความเครียด และความหม่นหมองอยู่ก็จริง
.
แต่สายตาที่ใคร่รู้ก็จะเปิดโอกาสให้เรา
มองเห็น “แสงสว่าง” ภายในวันที่ฟ้ามืดได้ง่ายขึ้น
(แม้จะเป็น “แสงสว่าง” เล็กๆน้อยๆอย่างเช่น
การเจอคนแปลกหน้าเปิดประตูลิฟต์ค้างไว้ให้เราก็ตาม)
.
มันจะช่วยให้วันที่ฟ้ามืดของเราไม่ใช่วันที่ “มืดสนิท” ได้
.
ผมขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจเล็กๆ
ให้ทุกคนที่กำลังเผชิญกับวันที่ฟ้ามืดอยู่นั้น
ได้พบกับ “แสงสว่าง” กันถ้วนหน้านะครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1037//0003-066x.56.3.218
https://doi.org/10.1037//0022-3514.84.2.377
#จิตวิทยา #siamstr
คุณเคยปฏิเสธคนอื่นและ
รู้สึกผิดหรือกังวลใจไหมครับ?
.
ยกตัวอย่างเช่น
เพื่อนร่วมงานขอให้คุณช่วยทำรายงานให้
แต่คุณก็ปฏิเสธเพราะตัวคุณเองก็งานล้นมืออยู่แล้ว
ซึ่งการปฏิเสธนั้นมันทำให้คุณรู้สึกผิดต่อเพื่อนร่วมงาน
อีกทั้งยังกังวลใจด้วยว่าเพื่อนร่วมงานจะมองว่าคุณ “เห็นแก่ตัว”
เป็นต้น
.
นี่คือประสบการณ์ของหลายๆคนครับ
.
แต่เมื่อเวลาผ่านไป หลายคนก็พบว่า
ความรู้สึกผิดหรือความกังวลจากการปฏิเสธคนอื่น
มันไม่ได้เข้มข้นเหมือนเดิมอีกแล้ว
.
ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้พวกเขาเริ่มสงสัยว่า
พวกเขากำลังกลายเป็น “คนไม่ดี” หรือเปล่า
.
เพราะมีแต่ “คนไม่ดี” เท่านั้นที่จะไม่แคร์คนอื่น
จนไม่ค่อยรู้สึกผิดหรือกังวลแบบนี้
.
แต่ในความเป็นจริงแล้ว
ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หมายความว่า
พวกเขากำลังกลายเป็น “คนไม่ดี” เสมอไป
.
มันเป็นไปได้ว่า พวกเขายังคงแคร์
ความต้องการของคนอื่นอยู่แหละครับ
แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็เริ่มแคร์
ความต้องการของตัวเองด้วยเช่นกัน
.
ซึ่งการให้ความสำคัญกับ
ความต้องการของตัวเองนั้น
มันไม่ใช่เรื่องที่แย่หรือ
เรื่องที่ทำให้เป็น “คนไม่ดี” แต่อย่างใด
.
ไม่เช่นนั้น คนที่เราตอบปฏิเสธไป
ก็ต้องเป็น “คนไม่ดี” เหมือนกัน
เพราะการที่เขามาขอ
ความช่วยเหลือจากเรานั้น
มันก็สะท้อนว่าเขาให้ความสำคัญ
กับความต้องการของตัวเขาเอง
.
ฉะนั้น เวลาที่เราเห็นตัวเองปฏิเสธคนอื่น
โดยที่เราไม่ได้รู้สึกแย่เหมือนเมื่อก่อน
เราอย่าเพิ่งรีบด่วนสรุปว่าเรากำลังกลายเป็น “คนไม่ดี” เลยครับ
.
เพราะในความเป็นจริงแล้ว
นี่อาจจะเป็นสัญญาณว่าเรากำลังเติบโตขึ้นอีกขั้น
(ด้วยการเรียนรู้ที่จะฟังเสียงความต้องการของตัวเองมากขึ้น
ไม่ใช่แค่เสียงความต้องการของคนอื่นอย่างเดียว) ก็เป็นได้ครับ!
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.68.3.518
https://psycnet.apa.org/doi/10.3758/BF03328637
#จิตวิทยา #siamstr
ทุกวันนี้ เรามีชีวิตอยู่ในโลก
ที่ให้ความสำคัญกับ productivity
.
อันที่จริง
เวลาที่เราถามคนรู้จักว่า “ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง?”
และคำตอบที่ได้รับคือ “ช่วงนี้ยุ่งมากเลย”
.
สังเกตไหมครับว่า สำหรับหลายๆคน
พวกเขาพูดคำตอบดังกล่าวออกมา
ด้วยน้ำเสียงที่แอบภาคภูมิใจเล็กๆด้วย?
.
ยิ่งไปกว่านั้น หลายคนยังพบว่า
เมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเขาว่างหรือพักผ่อน
พวกเขาจะแอบรู้สึกผิดเสียด้วย!
.
สิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอในวันนี้ก็คือ
หากเราให้ความสำคัญกับ productivity จริงๆ
การพักผ่อนคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ขาดไม่ได้ครับ
.
เพราะเวลาที่เราพักผ่อน
(ต้องเป็นการพักผ่อนจริงๆนะครับ
ไม่ใช่พักผ่อนในรูปแบบที่ยังทำ
สิ่งที่แอบ productive ไปพลางๆด้วย)
default mode network ของสมองเรา
ก็จะเริ่มต้นทำงานอย่างจริงจัง
.
มันจะช่วยประมวลผลความทรงจำของเรา
ช่วยให้เราปิ๊งไอเดียใหม่ๆได้ง่ายขึ้น
และช่วยแก้ไขปัญหาที่เราติดขัดก่อนที่เราจะมาพักผ่อน
.
ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นในสมองเราแบบ “อัตโนมัติ”
ในระหว่างที่เรากำลังพักผ่อนอย่างสบายใจ
.
ด้วยเหตุนี้
เมื่อไหร่ก็ตามที่เราพักผ่อนเสร็จ
และกลับไปลุยงานต่อ เราก็จะค้นพบว่า
เราสามารถทำงานได้อย่างมีสมาธิมากขึ้น
แถมยังสามารถแก้ปัญหาที่เราคิดไม่ตก
ในช่วงก่อนพักผ่อนได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
.
เราจะเห็นได้ว่า ถ้าเราสนใจกับ productivity จริงๆ
การพักผ่อนจะไม่ได้เพียงแค่สิ่งที่ “มีก็ดีไม่มีก็ได้” อีกแล้ว
.
แต่มันคือสิ่งที่เราควรจะล็อกเวลาไว้ใน
ตารางชีวิตของเราอย่างสม่ำเสมอเลยครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1016/j.neuron.2023.04.023
#จิตวิทยา #siamstr
เราเชื่อกันมาตลอดว่า “วินัย” คือกุญแจสู่ความสำเร็จ
.
แต่เคยสงสัยไหมครับว่า
ถ้าไม่นับการเฆี่ยนตีตัวเองให้มี “วินัย” แล้ว
(เช่น เฆี่ยนตีตัวเองให้ออกกำลังกาย ให้อ่านหนังสือ ให้หยุดใช้เงินเกินตัว)
มันมีวิธีอื่นในการสร้าง “วินัย” อีกไหม?
.
ผมคนหนึ่งครับที่เคยสงสัยในเรื่องนี้
.
ผมใช้เวลาในการหาคำตอบในเรื่องนี้อยู่พักใหญ่
และวันนี้ ผมอยากจะนำเสนอทางเลือกใหม่
ที่จะช่วยให้เรามี “วินัย” ได้โดยไม่ต้องเฆี่ยนตีตัวเองครับ
.
.
.
# 1 ตอบตัวเองให้ได้ว่าเราทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร
.
ยกตัวอย่างเช่น
เราควบคุมอาหารการกินไปเพื่ออะไร?
เราอย่าตอบเพียงแค่ว่า
“เพราะมันเป็นสิ่งที่ควรทำ” เท่านั้นนะครับ
(เพราะคำตอบนี้มัน “ทรงพลัง” ไม่มากพอ)
.
ถ้าจะให้คำตอบ “ทรงพลัง” มากพอ
มันจะต้องเป็นคำตอบที่ทำให้ใจเรา
รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า “ใช่เลย!” ครับ
.
(เช่น ฉันควบคุมสิ่งที่ฉันกิน
เพราะฉันอยากมีสุขภาพที่ดี
ฉันจะได้มีแรงเล่นกับลูกได้เต็มที่)
.
# 2 อย่าละเลยการพักผ่อนเด็ดขาด
.
เวลาที่เราพักผ่อนไม่เพียงพอ
ไม่เพียงแค่ร่างกายเราที่ “พลังงานต่ำ” เท่านั้น
แต่พลังใจเราก็จะ “พลังงานต่ำ” ด้วย
.
และเมื่อพลังใจเรามีน้อย
“วินัย” ของเราก็จะหย่อนยานลง
ส่งผลให้การทำสิ่งที่เราควรทำ
กลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้นกว่าเดิม
.
(เช่น เราจะตบะแตกและกินแหลกมากขึ้น
หากเมื่อคืนเรานอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ)
.
# 3 จัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการมี “วินัย”
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
หากเราต้องการควบคุมสิ่งที่เรากิน
เราก็ไม่ควรซื้อ “ของต้องห้าม” มาเก็บไว้ในบ้าน
(เช่น ไอศกรีม เค้ก น้ำอัดลม)
.
ไม่อย่างนั้น ทุกครั้งที่เราเดินผ่านตู้เย็น
ใจเราก็จะนึกถึง “ของต้องห้าม” ทุกรอบ
ส่งผลให้พลังใจเราถูกบั่นทอนเรื่อยๆ
จนในที่สุด เราก็อาจจะทนไม่ไหว
และเดินไปหยิบ “ของต้องห้าม” มากินจนได้
.
แต่ในทางกลับกัน
หากเราไม่มี “ของต้องห้าม” อยู่ในบ้าน
และเราอยากกิน “ของต้องห้าม” ขึ้นมา
เราก็จะต้องออกจากบ้านไปหามากิน
.
ความไม่สะดวกในการกิน “ของต้องห้าม” นี้
จะช่วยให้เรามี “วินัย” ทางการกินได้ง่ายขึ้น
.
เป็นต้น
.
.
.
ผมหวังว่าสิ่งที่ผมได้หยิบมาแบ่งปันในวันนี้
จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกๆคนที่ต้องการ
มี “วินัย” โดยไม่เฆี่ยนตีตัวเองนะครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.74.5.1252
https://doi.org/10.1037/0022-3514.92.2.325
https://doi.org/10.1016/j.copsyc.2024.101882
#จิตวิทยา #siamstr
คุณเคยคิดไหมครับว่า
“ฉันอยากมีความสุขมากกว่านี้จัง?”
.
หากคุณกำลังมีความคิดทำนองนี้อยู่ล่ะก็
วันนี้ ผมมีทางออกมานำเสนอครับ
.
และที่สำคัญก็คือ ทางออกที่ว่านี้
เป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ตั้งแต่วันนี้เลยครับ!
.
ถ้าเราต้องการมีความสุขมากขึ้น
สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้คือ
การหยิบยื่น “ความใจดี” เล็กๆน้อยๆให้กับคนอื่นครับ
.
ไม่ว่าจะเป็นการยิ้มให้กับแม่ค้าตอนที่เราซื้อของ
หรือการตักกับข้าวให้คนในบ้านระหว่างที่กำลังกินข้าวด้วยกัน
หรือการกดปุ่มเปิดประตูลิฟต์ค้างให้คนอื่นเดินเข้ามาได้ทัน
.
บางคนอาจสงสัยนะครับว่า
ในวันที่เราไม่ได้รู้สึกมีความสุขขนาดนั้น
เราจะยังมีแรงใจเหลือพอที่จะ “ใจดี” กับคนอื่นอีกหรือ?
.
เพราะถ้าเรามองดูเผินๆล่ะก็
การที่เรา “ใจดี” กับคนอื่น
มันคือการที่เราเป็นฝ่าย “ให้”
.
และการที่เราจะเป็นฝ่าย “ให้” ได้นั้น
เราก็ควรต้องเป็นคนที่ “มีเหลือ” ไม่ใช่หรือ?
.
แต่ในความเป็นจริงแล้ว
เวลาที่เราตั้งใจที่จะ “ใจดี” กับคนอื่น
เราไม่ได้เป็นฝ่ายที่ “เสีย” เพียงอย่างเดียว
.
เรายังเป็นฝ่ายที่ “ได้รับ” อีกด้วย
.
ด้วยเหตุนี้ เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่
“มีเหลือ” หรือมีความสุขมากๆก่อน
แล้วจึงค่อยไป “ใจดี” กับคนอื่นในภายหลัง
.
ขอเพียงแค่เรามีความตั้งใจที่จะ “ใจดี” กับคนอื่น
และมีแรงมากพอที่จะทำสิ่งเล็กๆน้อยๆให้กับคนอื่น
.
…นั่นก็เพียงพอสำหรับเราที่จะ “ได้รับ” ผ่านการ “ให้” แล้ว
.
เพราะการ “ใจดี” กับคนอื่นไม่ใช่สิ่งที่สงวนไว้
สำหรับคนที่มีความสุขเหลือล้นอยู่แล้วเท่านั้น
แต่มันคือสิ่งที่จะเติมความสุขให้กับเราตั้งแต่ 0 ต่างหากครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1126/science.1150952
https://doi.org/10.1037/a0031578
https://doi.org/10.1371/journal.pone.0039211
https://doi.org/10.1080/17439760.2016.1209541
#จิตวิทยา #siamstr
พวกเราหลายคนให้เวลากับการดูแลร่างกาย
.
เราออกกำลังกาย
เราเลือกกินอาหารดีๆ
.
แล้วสมองของเราล่ะ?
.
สมองเราก็เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเรา
แต่หลายคนกลับมองข้ามมัน
ส่งผลให้เราอาจจะติดนิสัยเล็กๆน้อยๆบางอย่าง
ที่เป็นผลเสียต่อสมองเราได้
.
ยกตัวอย่างเช่น…
.
พูดกับตัวเองบ่อยๆว่า “ฉันหัวไม่ดี”
=
จำกัดศักยภาพการเรียนรู้ของสมองเรา
.
นอนหลับไม่เพียงพอ
=
สมองไม่มีเวลาซ่อมแซมตัวเอง
จัดระเบียบความทรงจำ
และขัดเกลาสมาธิให้ “คม”
.
ดื่มแอลกอฮอล์
=
ต่อให้เราดื่มในปริมาณกลางๆ
สมองก็เกิดความเสียหายได้
.
ใช้ชีวิตแบบไม่มี routine หรือ deadline
=
เอื้อต่อการผัดวันประกันพรุ่ง
สมองจะกลายเป็นเหมือนมีดที่ “ทื่อ”
.
เสพข่าวร้ายหรือเรื่องซุบซิบนินทาเยอะ
=
ฝรั่งมีคำพูดว่า We are what we eat
คำพูดนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องอาหารการกินเท่านั้น
แต่ยังเกี่ยวกับเรื่องข้อมูลข่าวสารที่เรา “เสพ” ด้วย
.
…เป็นต้น
.
ข่าวดีก็คือ นิสัยเหล่านี้
เป็นสิ่งที่เราสามารถ
เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อยได้
.
ไม่ว่าจะเป็นการเตือนตัวเองเวลาที่เราพูดว่า “ฉันหัวไม่ดี”
หรือการเข้านอนเร็วกว่าเดิม 30 นาที
หรือการงดฟังเรื่องซุบซิบนินทาอย่างน้อย 1 วันในทุกๆสัปดาห์
.
หากเรายอมแบ่งเวลาและพลังงานให้กับการดูแลสมองบ้าง
สมองก็จะตอบแทนเราด้วยความสดใส ความจำที่แม่นยำ และพลังในการใช้ชีวิตในทุกๆวันครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/record/2006-08575-000
https://doi.org/10.1146/annurev.psych.56.091103.070307
https://doi.org/10.1136/bmj.j2353
https://psycnet.apa.org/doi/10.1207/s15327965pli0701_1
https://doi.org/10.1016/j.jpsychores.2005.06.074
https://psycnet.apa.org/doi/10.1111/j.1745-6924.2008.00073.x
#จิตวิทยา #siamstr
เคยไหมครับ?
.
เราเขียนอีเมลเสร็จแล้ว
แต่เราก็ยังไม่ส่งอีเมลนั้นออกไป
เพราะเรามองว่าเนื้อหามันยัง “ไม่โดน”?
.
เคยไหมครับ?
.
เราเจอโอกาสในการทำงานที่ดีมากๆ
แต่เราก็เลือกที่จะปฏิเสธมันไป
เพราะเรามองว่าตัวเองยังไม่พร้อม
ที่จะทำงานดังกล่าวได้ดีแบบเป๊ะๆ?
.
เคยไหมครับ?
.
คนที่เราแอบชอบเขาอยากรู้จักเรามากขึ้น
แต่เราก็ไม่ยอมเปิดช่องให้เขา
เพราะเรามองว่าตัวเองไม่สามารถ
ที่จะเป็นแฟนที่เพียบพร้อมให้เขาได้?
.
ทั้งหมดที่ผมหยิบมาเล่าให้ฟังในข้างต้น
มันคือความเป็น perfectionist
.
ซึ่งเจ้าความเป็น perfectionist นี้
มันมักจะ “ปลอมตัว” มาในรูปแบบของการมีมาตรฐานสูง
.
แต่ในความเป็นจริงแล้ว
ธรรมชาติของความเป็น perfectionist คือความกลัว
.
กลัวว่าจะล้มเหลว
กลัวว่าจะถูกตัดสิน
กลัวว่าจะ “ดีไม่พอ”
.
หากเราปล่อยให้ความกลัวนี้ครอบงำ
เราก็จะผัดผ่อนการใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ
.
หนทางที่จะช่วยให้เราเป็นอิสระ
จากความกลัวลักษณะนี้
คือการต้อนรับคำว่า “ดีพอ” เข้ามาในชีวิต
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เนื้อหาในอีเมลไม่จำเป็นต้อง “โดน”
ขอแค่มัน “ดีพอ” ก็พอแล้ว
.
เราไม่จำเป็นต้องทำงานได้ดีแบบเป๊ะๆ
ขอแค่เราทำงานได้ “ดีพอ” ก็พอแล้ว
.
เราไม่จำเป็นต้องเป็นแฟนที่เพียงพร้อม
ขอแค่เราเป็นแฟนที่ “ดีพอ” ก็พอแล้ว
.
เป็นต้น
.
ฉะนั้น เรามาเริ่มต้อนรับ “ดีพอ” เข้ามาในชีวิต (อย่างน้อยสัก 1 เรื่อง) กันเถอะครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1007/s10942-007-0052-7
https://doi.org/10.1123/jsep.31.5.602
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่เราเห็นใครสักคน
ที่พยายามทำอะไรบางอย่าง
(เช่น เรียนภาษาจีน)
และล้มเลิกสิ่งนั้นในเวลาต่อมา
.
มันเป็นภาพลักษณ์ที่ดูไม่ดีเท่าไหร่นัก
.
เพราะมันดูเหมือนกับว่า
คนๆนั้นเขา “ขี้แพ้” หรือ “ไร้ความอดทน”
.
แต่ในความเป็นจริง
การตัดสินใจที่จะล้มเลิกอะไรบางอย่าง
ใช่ว่าจะเป็นการตัดสินใจที่ “เลวร้าย” เสมอไป
.
ลองนึกถึงกรณีต่อไปนี้ดูก็ได้ครับ…
.
สมมตินะครับว่าเรามีแฟน
และแฟนก็ทำร้ายร่างกายเรามาโดยตลอด
.
ซึ่งที่ผ่านมา เราเลือกที่จะอยู่ต่อในความสัมพันธ์นี้
เพราะเราไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเรา “ล้มเหลวในความรัก”
.
หากวันหนึ่ง เราตัดสินใจที่จะเดินออกมาจากความสัมพันธ์นั้น
มันจะเป็นการตัดสินใจที่ “เลวร้าย” หรือไม่?
.
ไม่เลยครับ!
.
อันที่จริง หลายคนอาจมองว่า
เราควรเดินออกมาจากความสัมพันธ์ดังกล่าวให้เร็วกว่านี้เสียอีก!
.
เราจะเห็นได้จากตัวอย่างในข้างต้นว่า
สมการ “ล้มเลิก = ขี้แพ้, เลวร้าย, ไม่อดทน”
ไม่ใช่สมการที่เป็นจริงเสมอไป
.
เพราะการที่เราล้มเลิกมันอาจสะท้อนถึง
การที่เรากล้าเผชิญหน้ากับความจริงว่า
“สิ่งนี้ไม่ได้เหมาะกับฉันอีกต่อไปแล้ว”
.
ยิ่งไปกว่านั้น
การที่เราล้มเลิกยังอาจสะท้อนถึงความถ่อมตัวอีกด้วย
(เพราะเรายอมรับว่าเรามีเวลาและพลังงานจำกัด
ส่งผลให้เราขอเลือกใช้มันกับสิ่งที่มีค่าจริงๆเท่านั้น)
.
ดังนั้น หากเรากำลังคิดที่จะล้มเลิกอะไรบางอย่างอยู่ล่ะก็ เราอาจลองถามตัวเองดูครับว่า…
.
ฉันยังอยากทำสิ่งนี้อยู่จริงๆไหม?
ที่ฉันยังทำสิ่งนี้อยู่เพราะฉันกลัวว่าคนอื่นจะมองฉันไม่ดีหรือเปล่า?
ถ้าฉันหยุดทำสิ่งนี้ ฉันจะได้อะไรกลับคืนมาบ้าง?
.
ผมเชื่อว่าการตั้งคำถามเหล่านี้กับตัวเองจะช่วยให้การล้มเลิกของเราไม่ใช่การล้มเลิกที่ตรงกับสมการ “ล้มเลิก = ขี้แพ้, เลวร้าย, ไม่อดทน” แน่นอนครับ!
.
อ้างอิง
Annie Duke – Quit: The Power of Knowing When to Walk Away (2022)
#จิตวิทยา #siamstr
เคยไหมครับ?
.
ในระหว่างที่คุณกำลังทำงาน
อยู่ดีๆ คุณก็เกิดอาการ “หัวตื้อ”
และคิดงานไม่ออกขึ้นมาซะอย่างนั้น
.
และไม่ว่าคุณจะใช้เวลานั่งอยู่
หน้าจอคอมพิวเตอร์นานแค่ไหน
อาการ “หัวตื้อ” ของคุณก็ไม่ยอมหายไปเสียที
.
วันนี้ ผมมีวิธีง่ายๆที่สามารถช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้
.
เมื่อไหร่ก็ตามที่เรา “หัวตื้อ”
ให้เราหยุดพักจากการทำงานนั้น
และใช้เวลา “ขยับมือ” สักหน่อยครับ
.
ไม่ว่าจะเป็นการ “ขยับมือ”
จัดของบนโต๊ะให้เป็นระเบียบ
วาดรูปบนกระดาษ หรือล้างจาน
.
…ทั้งหมดนี้ล้วนสามารถช่วยแก้ปัญหา “หัวตื้อ” ได้ทั้งสิ้น!
.
เพราะสมองของเราก็ไม่ต่างอะไรกับท่อน้ำครับ
.
ยิ่งเรานั่งทำงานเป็นระยะเวลานานเท่าไหร่
“ท่อน้ำ” ของเราก็จะยิ่งอุดตันมากขึ้นเท่านั้น
.
จนกระทั่งในที่สุด “ท่อน้ำ” ของเราก็จะอุดตัน
จนความคิดเราไม่สามารถไหลได้อย่างคล่องแคล่วอีก
.
การที่เราหยุดพักจากการทำงานและหันมา “ขยับมือ”
ถือเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วย “เคลียร์ท่อ” ให้หายอุดตันได้
.
นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้การ “ขยับมือ” สามารถ
แก้ปัญหา “หัวตื้อ” ระหว่างทำงานได้นั่นเองครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1038/srep10964
https://doi.org/10.1002/acp.1561
#จิตวิทยา #siamstr
หนึ่งใน “ความรักต้องห้าม” ที่พบได้บ่อยที่สุดคือการ “รักคนมีเจ้าของ”
.
แต่เคยสังเกตไหมครับว่า…
.
สำหรับหลายๆคนนั้น ตอนที่พวกเขายังโสดอยู่
พวกเขาก็ดูจะไม่ได้รับความสนใจเท่าไหร่นัก
.
แต่พอพวกเขามีแฟนเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา
พวกเขากลับได้รับความสนใจขึ้นมาทันที
.
มันเกิดอะไรขึ้น?
.
มันเป็นเพราะพวกเขาหน้าตาดีขึ้นแบบชั่วข้ามคืนอย่างนั้นหรือ?
…ก็คงไม่ใช่
.
เหตุผล (บางส่วน) ที่ทำให้ “คนมีเจ้าของ” เป็นที่น่าดึงดูดมากขึ้นก็คือ…
.
ประการแรก
การที่พวกเขา “ถูกเลือก” สะท้อนให้คนอื่นเห็นว่า
พวกเขาจะต้อง “มีดี” อะไรบางอย่าง
.
อีกประการหนึ่ง
พอพวกเขา “มีเจ้าของ” มันทำให้พวกเขาดูเป็น rare item ขึ้นมา
.
อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่น่าสนใจสำหรับผมมากที่สุดก็คือ
หลังจากที่หลายคนมีแฟน พวกเขาจะดูผ่อนคลายและมั่นใจในตัวเองมากขึ้น
.
เหตุผลข้อนี้มีความน่าสนใจสำหรับผมเป็นพิเศษ
เพราะมันสะท้อนว่าการคนอื่นให้ความสนใจกับเรามากขึ้นนั้น…
.
มันไม่จำเป็นว่าเราต้อง “มีดี”
มันไม่จำเป็นว่าเราต้องมี “เอกลักษณ์ที่ไม่มีใครเหมือน”
.
ขอเพียงแค่เราโอเคกับตัวเราที่เป็น “เรา”
เพียงแค่นั้น…ก็ทรงพลังมากๆแล้วครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1007/s12110-007-9004-2
https://doi.org/10.1016/j.evolhumbehav.2010.02.001
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาเราพูดคำว่า “ซึมเศร้า” เราอาจจะนึกถึงคนที่พลังงานต่ำๆและร้องไห้บ่อยๆ
.
อย่างไรก็ตาม คนที่ active ในการใช้ชีวิตและยิ้มแย้มแจ่มใส…ก็สามารถมีภาวะ “ซึมเศร้า” ได้เช่นกัน
.
เขาเพียงแค่เลือกที่จะไม่แสดงอาการ “ซึมเศร้า” ออกมาภายนอกต่อหน้าคนอื่นเท่านั้น
.
.
.
ฝรั่งเรียกสิ่งนี้ว่า smiling depression หรือภาวะซึมเศร้าที่เปื้อนรอยยิ้ม
.
.
.
สาเหตุที่ทำให้คนที่มีภาวะ “ซึมเศร้า” เลือกที่จะแสดงออกในลักษณะ “เปื้อนยิ้ม” เวลาอยู่กับคนอื่น…มีอยู่หลายประการด้วยกันครับ
.
แต่สาเหตุที่ตัวผมพบบ่อยๆเวลาที่ผมให้บริการก็คือ…พวกเขาไม่อยากโดนคนอื่นตัดสิน (เช่น “เรียกร้องความสนใจ” “อ่อนแอ” “พยายามไม่มากพอ” “ประหลาด” “ไร้ความสามารถ”)
.
ซึ่งการไม่อยากโดนคนอื่นตัดสินนี้…ก็เป็นอะไรที่ “มีมูล” ในหลายๆครั้งเสียด้วย (กล่าวคือ พวกเขาเคยโดนคนอื่นตัดสินด้วยคำว่า “เรียกร้องความสนใจ” “อ่อนแอ” “พยายามไม่มากพอ” “ประหลาด” “ไร้ความสามารถ” มาก่อนจริงๆ)
.
.
.
ผมมองว่า…นี่เป็นอะไรที่อันตรายมากๆ
.
เพราะครอบครัวและเพื่อนของคนที่มีภาวะ “ซึมเศร้าเปื้อนยิ้ม” จะมองเห็น “สัญญาณเตือนภัย” ได้ไม่ชัดเจน
.
กว่าพวกเขาจะเอะใจ…มันก็อาจจะสายเกินไปแล้ว – สมาชิกครอบครัวหรือเพื่อนของพวกเขาที่มีภาวะ “ซึมเศร้าเปื้อนยิ้ม” อาจจะฆ่าตัวตายสำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
.
.
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงคิดว่า…การสร้างบรรยากาศที่ทุกคนสามารถแสดงความทุกข์ใจได้โดยไม่ถูกตัดสินว่า “เรียกร้องความสนใจ” “อ่อนแอ” “พยายามไม่มากพอ” “ประหลาด” “ไร้ความสามารถ” ฯลฯ…จึงเป็นเรื่องสำคัญ
.
มันอาจจะ “แก้ปัญหา” ได้ไม่หมดชนิด “ทุกซอกทุกมุม” หรอกนะครับ
.
แต่มันก็ช่วยได้เยอะเลยครับ
#siamstr