Journaling Our Journey's avatar
Journaling Our Journey
npub1kmua...wk8n
ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ
image มีคนเคยบอกผมว่า ตั้งแต่เขาเลี้ยงน้องหมา ชีวิตเขาก็มีความสุขมากขึ้น . คนที่ไม่ได้เลี้ยงสุนัข (หรือมีสัตว์เลี้ยง) อาจมองว่านี่เป็นการ “คิดไปเอง” . อย่างไรก็ตาม การศึกษาล่าสุดพบว่า การเลี้ยงสุนัขสามารถส่งผลทางบวกต่อสุขภาพจิตของเราได้ . เพราะอะไรน่ะหรือ? . # 1 การเป็นเจ้าของสุนัขทำให้ชีวิตเรามี routine มากขึ้น (เช่น มีเวลาให้อาหาร เวลาพาไปเดินเล่น) ส่งผลให้เรารู้สึกว่าชีวิตแต่ละวันมีความมั่นคงแน่นอนมากขึ้นตามไปด้วย . # 2 เพียงแค่ได้มีเวลาเอามือลูบตัวน้องหมา มันก็ช่วยให้ลมหายใจและหัวใจเราเต้นช้าลง แถมยังทำให้ฮอร์โมนความเครียดลดลงอีกด้วย . # 3 ไม่ว่าเราจะหงุดหงิด ล้มเหลว หรืออะไรก็ตามแต่ น้องหมาจะยังคงนั่งอยู่ข้างๆเราด้วยความภักดีเสมอ . # 4 การเป็นเจ้าของสุนัขช่วยให้เรา connect กับคนอื่น (ที่เลี้ยงน้องหมาเหมือนกัน) ได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้เรา make friends ได้ง่ายขึ้นตามไปด้วย . # 5 การเลี้ยงน้องหมาทำให้ชีวิตเรามีความหมายมากขึ้น เพราะเราไม่ได้มีชีวิตเพื่อตัวเองอย่างเดียวอีกต่อไป เรากำลังมีชีวิตเพื่อดูแลอีกหนึ่งชีวิตด้วย . แล้วคุณผู้อ่านล่ะครับ? . ประสบการณ์การเลี้ยงน้องหมาของคุณผู้อ่าน สอดคล้องกับสิ่งที่ผมได้นำเสนอไว้ข้างต้น มากน้อยแค่ไหนหรือครับ? . คุณผู้อ่านสามารถแชร์มาได้ที่ช่อง comment ด้านล่างได้เลยนะครับ! #จิตวิทยา #siamstr
image ชีวิตของเราแต่ละวัน ก็ไม่ต่างอะไรกับ สภาพอากาศในแต่ละวันเลยครับ . ชีวิตบางวันก็เป็นเหมือนวันที่แดดออก สดใส ร่าเริง น่าตื่นเต้น . แต่ชีวิตบางวันก็เป็นเหมือนวันที่ฟ้ามืด น่าเบื่อ เครียด หม่นหมอง . ในวันที่ชีวิตแดดออก มันไม่แปลกที่เราจะ อ้าแขนต้อนรับชีวิตอย่างเต็มที่ . แต่ในวันที่ชีวิตฟ้ามืดล่ะ? เราต้องทนอยู่กับความเบื่อ ความเครียด ความหม่นหมอง โดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้อย่างนั้นหรือ? . มันอาจจะเป็นเช่นนั้นจริงๆแหละครับ…หากเราฟันธงในใจว่า . “วันนี้คือวันที่ฟ้ามืด ฉะนั้น ฉันก็จะต้องเจอกับความเบื่อ ความเครียด และความหม่นหมอง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน” . เพราะถ้าเราฟันธงแบบนี้ มันเท่ากับว่าเราปิดโอกาสไม่ให้ตัวเอง ได้เจอกับอย่างอื่นนอกจาก ความเบื่อ ความเครียด และความหม่นหมองเท่านั้น . ในทางกลับกัน หากเรามองวันที่ฟ้ามืด ด้วยสายตาที่ใคร่รู้ (เช่น “ฉันอยากรู้จังว่าจะเจอกับอะไรบ้างในวันนี้?”) เราอาจจะยังเจอกับความเบื่อ ความเครียด และความหม่นหมองอยู่ก็จริง . แต่สายตาที่ใคร่รู้ก็จะเปิดโอกาสให้เรา มองเห็น “แสงสว่าง” ภายในวันที่ฟ้ามืดได้ง่ายขึ้น (แม้จะเป็น “แสงสว่าง” เล็กๆน้อยๆอย่างเช่น การเจอคนแปลกหน้าเปิดประตูลิฟต์ค้างไว้ให้เราก็ตาม) . มันจะช่วยให้วันที่ฟ้ามืดของเราไม่ใช่วันที่ “มืดสนิท” ได้ . ผมขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจเล็กๆ ให้ทุกคนที่กำลังเผชิญกับวันที่ฟ้ามืดอยู่นั้น ได้พบกับ “แสงสว่าง” กันถ้วนหน้านะครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1037//0003-066x.56.3.218 https://doi.org/10.1037//0022-3514.84.2.377 #จิตวิทยา #siamstr
image คุณเคยปฏิเสธคนอื่นและ รู้สึกผิดหรือกังวลใจไหมครับ? . ยกตัวอย่างเช่น เพื่อนร่วมงานขอให้คุณช่วยทำรายงานให้ แต่คุณก็ปฏิเสธเพราะตัวคุณเองก็งานล้นมืออยู่แล้ว ซึ่งการปฏิเสธนั้นมันทำให้คุณรู้สึกผิดต่อเพื่อนร่วมงาน อีกทั้งยังกังวลใจด้วยว่าเพื่อนร่วมงานจะมองว่าคุณ “เห็นแก่ตัว” เป็นต้น . นี่คือประสบการณ์ของหลายๆคนครับ . แต่เมื่อเวลาผ่านไป หลายคนก็พบว่า ความรู้สึกผิดหรือความกังวลจากการปฏิเสธคนอื่น มันไม่ได้เข้มข้นเหมือนเดิมอีกแล้ว . ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้พวกเขาเริ่มสงสัยว่า พวกเขากำลังกลายเป็น “คนไม่ดี” หรือเปล่า . เพราะมีแต่ “คนไม่ดี” เท่านั้นที่จะไม่แคร์คนอื่น จนไม่ค่อยรู้สึกผิดหรือกังวลแบบนี้ . แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หมายความว่า พวกเขากำลังกลายเป็น “คนไม่ดี” เสมอไป . มันเป็นไปได้ว่า พวกเขายังคงแคร์ ความต้องการของคนอื่นอยู่แหละครับ แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็เริ่มแคร์ ความต้องการของตัวเองด้วยเช่นกัน . ซึ่งการให้ความสำคัญกับ ความต้องการของตัวเองนั้น มันไม่ใช่เรื่องที่แย่หรือ เรื่องที่ทำให้เป็น “คนไม่ดี” แต่อย่างใด . ไม่เช่นนั้น คนที่เราตอบปฏิเสธไป ก็ต้องเป็น “คนไม่ดี” เหมือนกัน เพราะการที่เขามาขอ ความช่วยเหลือจากเรานั้น มันก็สะท้อนว่าเขาให้ความสำคัญ กับความต้องการของตัวเขาเอง . ฉะนั้น เวลาที่เราเห็นตัวเองปฏิเสธคนอื่น โดยที่เราไม่ได้รู้สึกแย่เหมือนเมื่อก่อน เราอย่าเพิ่งรีบด่วนสรุปว่าเรากำลังกลายเป็น “คนไม่ดี” เลยครับ . เพราะในความเป็นจริงแล้ว นี่อาจจะเป็นสัญญาณว่าเรากำลังเติบโตขึ้นอีกขั้น (ด้วยการเรียนรู้ที่จะฟังเสียงความต้องการของตัวเองมากขึ้น ไม่ใช่แค่เสียงความต้องการของคนอื่นอย่างเดียว) ก็เป็นได้ครับ! . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.68.3.518 https://psycnet.apa.org/doi/10.3758/BF03328637 #จิตวิทยา #siamstr
image ทุกวันนี้ เรามีชีวิตอยู่ในโลก ที่ให้ความสำคัญกับ productivity . อันที่จริง เวลาที่เราถามคนรู้จักว่า “ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง?” และคำตอบที่ได้รับคือ “ช่วงนี้ยุ่งมากเลย” . สังเกตไหมครับว่า สำหรับหลายๆคน พวกเขาพูดคำตอบดังกล่าวออกมา ด้วยน้ำเสียงที่แอบภาคภูมิใจเล็กๆด้วย? . ยิ่งไปกว่านั้น หลายคนยังพบว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเขาว่างหรือพักผ่อน พวกเขาจะแอบรู้สึกผิดเสียด้วย! . สิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอในวันนี้ก็คือ หากเราให้ความสำคัญกับ productivity จริงๆ การพักผ่อนคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ขาดไม่ได้ครับ . เพราะเวลาที่เราพักผ่อน (ต้องเป็นการพักผ่อนจริงๆนะครับ ไม่ใช่พักผ่อนในรูปแบบที่ยังทำ สิ่งที่แอบ productive ไปพลางๆด้วย) default mode network ของสมองเรา ก็จะเริ่มต้นทำงานอย่างจริงจัง . มันจะช่วยประมวลผลความทรงจำของเรา ช่วยให้เราปิ๊งไอเดียใหม่ๆได้ง่ายขึ้น และช่วยแก้ไขปัญหาที่เราติดขัดก่อนที่เราจะมาพักผ่อน . ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นในสมองเราแบบ “อัตโนมัติ” ในระหว่างที่เรากำลังพักผ่อนอย่างสบายใจ . ด้วยเหตุนี้ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราพักผ่อนเสร็จ และกลับไปลุยงานต่อ เราก็จะค้นพบว่า เราสามารถทำงานได้อย่างมีสมาธิมากขึ้น แถมยังสามารถแก้ปัญหาที่เราคิดไม่ตก ในช่วงก่อนพักผ่อนได้ง่ายขึ้นอีกด้วย . เราจะเห็นได้ว่า ถ้าเราสนใจกับ productivity จริงๆ การพักผ่อนจะไม่ได้เพียงแค่สิ่งที่ “มีก็ดีไม่มีก็ได้” อีกแล้ว . แต่มันคือสิ่งที่เราควรจะล็อกเวลาไว้ใน ตารางชีวิตของเราอย่างสม่ำเสมอเลยครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.neuron.2023.04.023 #จิตวิทยา #siamstr
image เราเชื่อกันมาตลอดว่า “วินัย” คือกุญแจสู่ความสำเร็จ . แต่เคยสงสัยไหมครับว่า ถ้าไม่นับการเฆี่ยนตีตัวเองให้มี “วินัย” แล้ว (เช่น เฆี่ยนตีตัวเองให้ออกกำลังกาย ให้อ่านหนังสือ ให้หยุดใช้เงินเกินตัว) มันมีวิธีอื่นในการสร้าง “วินัย” อีกไหม? . ผมคนหนึ่งครับที่เคยสงสัยในเรื่องนี้ . ผมใช้เวลาในการหาคำตอบในเรื่องนี้อยู่พักใหญ่ และวันนี้ ผมอยากจะนำเสนอทางเลือกใหม่ ที่จะช่วยให้เรามี “วินัย” ได้โดยไม่ต้องเฆี่ยนตีตัวเองครับ . . . # 1 ตอบตัวเองให้ได้ว่าเราทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร . ยกตัวอย่างเช่น เราควบคุมอาหารการกินไปเพื่ออะไร? เราอย่าตอบเพียงแค่ว่า “เพราะมันเป็นสิ่งที่ควรทำ” เท่านั้นนะครับ (เพราะคำตอบนี้มัน “ทรงพลัง” ไม่มากพอ) . ถ้าจะให้คำตอบ “ทรงพลัง” มากพอ มันจะต้องเป็นคำตอบที่ทำให้ใจเรา รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า “ใช่เลย!” ครับ . (เช่น ฉันควบคุมสิ่งที่ฉันกิน เพราะฉันอยากมีสุขภาพที่ดี ฉันจะได้มีแรงเล่นกับลูกได้เต็มที่) . # 2 อย่าละเลยการพักผ่อนเด็ดขาด . เวลาที่เราพักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่เพียงแค่ร่างกายเราที่ “พลังงานต่ำ” เท่านั้น แต่พลังใจเราก็จะ “พลังงานต่ำ” ด้วย . และเมื่อพลังใจเรามีน้อย “วินัย” ของเราก็จะหย่อนยานลง ส่งผลให้การทำสิ่งที่เราควรทำ กลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้นกว่าเดิม . (เช่น เราจะตบะแตกและกินแหลกมากขึ้น หากเมื่อคืนเรานอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ) . # 3 จัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการมี “วินัย” . ยกตัวอย่างเช่น . หากเราต้องการควบคุมสิ่งที่เรากิน เราก็ไม่ควรซื้อ “ของต้องห้าม” มาเก็บไว้ในบ้าน (เช่น ไอศกรีม เค้ก น้ำอัดลม) . ไม่อย่างนั้น ทุกครั้งที่เราเดินผ่านตู้เย็น ใจเราก็จะนึกถึง “ของต้องห้าม” ทุกรอบ ส่งผลให้พลังใจเราถูกบั่นทอนเรื่อยๆ จนในที่สุด เราก็อาจจะทนไม่ไหว และเดินไปหยิบ “ของต้องห้าม” มากินจนได้ . แต่ในทางกลับกัน หากเราไม่มี “ของต้องห้าม” อยู่ในบ้าน และเราอยากกิน “ของต้องห้าม” ขึ้นมา เราก็จะต้องออกจากบ้านไปหามากิน . ความไม่สะดวกในการกิน “ของต้องห้าม” นี้ จะช่วยให้เรามี “วินัย” ทางการกินได้ง่ายขึ้น . เป็นต้น . . . ผมหวังว่าสิ่งที่ผมได้หยิบมาแบ่งปันในวันนี้ จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกๆคนที่ต้องการ มี “วินัย” โดยไม่เฆี่ยนตีตัวเองนะครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.74.5.1252 https://doi.org/10.1037/0022-3514.92.2.325 https://doi.org/10.1016/j.copsyc.2024.101882 #จิตวิทยา #siamstr
image คุณเคยคิดไหมครับว่า “ฉันอยากมีความสุขมากกว่านี้จัง?” . หากคุณกำลังมีความคิดทำนองนี้อยู่ล่ะก็ วันนี้ ผมมีทางออกมานำเสนอครับ . และที่สำคัญก็คือ ทางออกที่ว่านี้ เป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ตั้งแต่วันนี้เลยครับ! . ถ้าเราต้องการมีความสุขมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้คือ การหยิบยื่น “ความใจดี” เล็กๆน้อยๆให้กับคนอื่นครับ . ไม่ว่าจะเป็นการยิ้มให้กับแม่ค้าตอนที่เราซื้อของ หรือการตักกับข้าวให้คนในบ้านระหว่างที่กำลังกินข้าวด้วยกัน หรือการกดปุ่มเปิดประตูลิฟต์ค้างให้คนอื่นเดินเข้ามาได้ทัน . บางคนอาจสงสัยนะครับว่า ในวันที่เราไม่ได้รู้สึกมีความสุขขนาดนั้น เราจะยังมีแรงใจเหลือพอที่จะ “ใจดี” กับคนอื่นอีกหรือ? . เพราะถ้าเรามองดูเผินๆล่ะก็ การที่เรา “ใจดี” กับคนอื่น มันคือการที่เราเป็นฝ่าย “ให้” . และการที่เราจะเป็นฝ่าย “ให้” ได้นั้น เราก็ควรต้องเป็นคนที่ “มีเหลือ” ไม่ใช่หรือ? . แต่ในความเป็นจริงแล้ว เวลาที่เราตั้งใจที่จะ “ใจดี” กับคนอื่น เราไม่ได้เป็นฝ่ายที่ “เสีย” เพียงอย่างเดียว . เรายังเป็นฝ่ายที่ “ได้รับ” อีกด้วย . ด้วยเหตุนี้ เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ “มีเหลือ” หรือมีความสุขมากๆก่อน แล้วจึงค่อยไป “ใจดี” กับคนอื่นในภายหลัง . ขอเพียงแค่เรามีความตั้งใจที่จะ “ใจดี” กับคนอื่น และมีแรงมากพอที่จะทำสิ่งเล็กๆน้อยๆให้กับคนอื่น . …นั่นก็เพียงพอสำหรับเราที่จะ “ได้รับ” ผ่านการ “ให้” แล้ว . เพราะการ “ใจดี” กับคนอื่นไม่ใช่สิ่งที่สงวนไว้ สำหรับคนที่มีความสุขเหลือล้นอยู่แล้วเท่านั้น แต่มันคือสิ่งที่จะเติมความสุขให้กับเราตั้งแต่ 0 ต่างหากครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1126/science.1150952 https://doi.org/10.1037/a0031578 https://doi.org/10.1371/journal.pone.0039211 https://doi.org/10.1080/17439760.2016.1209541 #จิตวิทยา #siamstr
image พวกเราหลายคนให้เวลากับการดูแลร่างกาย . เราออกกำลังกาย เราเลือกกินอาหารดีๆ . แล้วสมองของเราล่ะ? . สมองเราก็เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเรา แต่หลายคนกลับมองข้ามมัน ส่งผลให้เราอาจจะติดนิสัยเล็กๆน้อยๆบางอย่าง ที่เป็นผลเสียต่อสมองเราได้ . ยกตัวอย่างเช่น… . พูดกับตัวเองบ่อยๆว่า “ฉันหัวไม่ดี” = จำกัดศักยภาพการเรียนรู้ของสมองเรา . นอนหลับไม่เพียงพอ = สมองไม่มีเวลาซ่อมแซมตัวเอง จัดระเบียบความทรงจำ และขัดเกลาสมาธิให้ “คม” . ดื่มแอลกอฮอล์ = ต่อให้เราดื่มในปริมาณกลางๆ สมองก็เกิดความเสียหายได้ . ใช้ชีวิตแบบไม่มี routine หรือ deadline = เอื้อต่อการผัดวันประกันพรุ่ง สมองจะกลายเป็นเหมือนมีดที่ “ทื่อ” . เสพข่าวร้ายหรือเรื่องซุบซิบนินทาเยอะ = ฝรั่งมีคำพูดว่า We are what we eat คำพูดนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องอาหารการกินเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับเรื่องข้อมูลข่าวสารที่เรา “เสพ” ด้วย . …เป็นต้น . ข่าวดีก็คือ นิสัยเหล่านี้ เป็นสิ่งที่เราสามารถ เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อยได้ . ไม่ว่าจะเป็นการเตือนตัวเองเวลาที่เราพูดว่า “ฉันหัวไม่ดี” หรือการเข้านอนเร็วกว่าเดิม 30 นาที หรือการงดฟังเรื่องซุบซิบนินทาอย่างน้อย 1 วันในทุกๆสัปดาห์ . หากเรายอมแบ่งเวลาและพลังงานให้กับการดูแลสมองบ้าง สมองก็จะตอบแทนเราด้วยความสดใส ความจำที่แม่นยำ และพลังในการใช้ชีวิตในทุกๆวันครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/2006-08575-000 https://doi.org/10.1146/annurev.psych.56.091103.070307 https://doi.org/10.1136/bmj.j2353 https://psycnet.apa.org/doi/10.1207/s15327965pli0701_1 https://doi.org/10.1016/j.jpsychores.2005.06.074 https://psycnet.apa.org/doi/10.1111/j.1745-6924.2008.00073.x #จิตวิทยา #siamstr
image เคยไหมครับ? . เราเขียนอีเมลเสร็จแล้ว แต่เราก็ยังไม่ส่งอีเมลนั้นออกไป เพราะเรามองว่าเนื้อหามันยัง “ไม่โดน”? . เคยไหมครับ? . เราเจอโอกาสในการทำงานที่ดีมากๆ แต่เราก็เลือกที่จะปฏิเสธมันไป เพราะเรามองว่าตัวเองยังไม่พร้อม ที่จะทำงานดังกล่าวได้ดีแบบเป๊ะๆ? . เคยไหมครับ? . คนที่เราแอบชอบเขาอยากรู้จักเรามากขึ้น แต่เราก็ไม่ยอมเปิดช่องให้เขา เพราะเรามองว่าตัวเองไม่สามารถ ที่จะเป็นแฟนที่เพียบพร้อมให้เขาได้? . ทั้งหมดที่ผมหยิบมาเล่าให้ฟังในข้างต้น มันคือความเป็น perfectionist . ซึ่งเจ้าความเป็น perfectionist นี้ มันมักจะ “ปลอมตัว” มาในรูปแบบของการมีมาตรฐานสูง . แต่ในความเป็นจริงแล้ว ธรรมชาติของความเป็น perfectionist คือความกลัว . กลัวว่าจะล้มเหลว กลัวว่าจะถูกตัดสิน กลัวว่าจะ “ดีไม่พอ” . หากเราปล่อยให้ความกลัวนี้ครอบงำ เราก็จะผัดผ่อนการใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ . หนทางที่จะช่วยให้เราเป็นอิสระ จากความกลัวลักษณะนี้ คือการต้อนรับคำว่า “ดีพอ” เข้ามาในชีวิต . ยกตัวอย่างเช่น . เนื้อหาในอีเมลไม่จำเป็นต้อง “โดน” ขอแค่มัน “ดีพอ” ก็พอแล้ว . เราไม่จำเป็นต้องทำงานได้ดีแบบเป๊ะๆ ขอแค่เราทำงานได้ “ดีพอ” ก็พอแล้ว . เราไม่จำเป็นต้องเป็นแฟนที่เพียงพร้อม ขอแค่เราเป็นแฟนที่ “ดีพอ” ก็พอแล้ว . เป็นต้น . ฉะนั้น เรามาเริ่มต้อนรับ “ดีพอ” เข้ามาในชีวิต (อย่างน้อยสัก 1 เรื่อง) กันเถอะครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1007/s10942-007-0052-7 https://doi.org/10.1123/jsep.31.5.602 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราเห็นใครสักคน ที่พยายามทำอะไรบางอย่าง (เช่น เรียนภาษาจีน) และล้มเลิกสิ่งนั้นในเวลาต่อมา . มันเป็นภาพลักษณ์ที่ดูไม่ดีเท่าไหร่นัก . เพราะมันดูเหมือนกับว่า คนๆนั้นเขา “ขี้แพ้” หรือ “ไร้ความอดทน” . แต่ในความเป็นจริง การตัดสินใจที่จะล้มเลิกอะไรบางอย่าง ใช่ว่าจะเป็นการตัดสินใจที่ “เลวร้าย” เสมอไป . ลองนึกถึงกรณีต่อไปนี้ดูก็ได้ครับ… . สมมตินะครับว่าเรามีแฟน และแฟนก็ทำร้ายร่างกายเรามาโดยตลอด . ซึ่งที่ผ่านมา เราเลือกที่จะอยู่ต่อในความสัมพันธ์นี้ เพราะเราไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเรา “ล้มเหลวในความรัก” . หากวันหนึ่ง เราตัดสินใจที่จะเดินออกมาจากความสัมพันธ์นั้น มันจะเป็นการตัดสินใจที่ “เลวร้าย” หรือไม่? . ไม่เลยครับ! . อันที่จริง หลายคนอาจมองว่า เราควรเดินออกมาจากความสัมพันธ์ดังกล่าวให้เร็วกว่านี้เสียอีก! . เราจะเห็นได้จากตัวอย่างในข้างต้นว่า สมการ “ล้มเลิก = ขี้แพ้, เลวร้าย, ไม่อดทน” ไม่ใช่สมการที่เป็นจริงเสมอไป . เพราะการที่เราล้มเลิกมันอาจสะท้อนถึง การที่เรากล้าเผชิญหน้ากับความจริงว่า “สิ่งนี้ไม่ได้เหมาะกับฉันอีกต่อไปแล้ว” . ยิ่งไปกว่านั้น การที่เราล้มเลิกยังอาจสะท้อนถึงความถ่อมตัวอีกด้วย (เพราะเรายอมรับว่าเรามีเวลาและพลังงานจำกัด ส่งผลให้เราขอเลือกใช้มันกับสิ่งที่มีค่าจริงๆเท่านั้น) . ดังนั้น หากเรากำลังคิดที่จะล้มเลิกอะไรบางอย่างอยู่ล่ะก็ เราอาจลองถามตัวเองดูครับว่า… . ฉันยังอยากทำสิ่งนี้อยู่จริงๆไหม? ที่ฉันยังทำสิ่งนี้อยู่เพราะฉันกลัวว่าคนอื่นจะมองฉันไม่ดีหรือเปล่า? ถ้าฉันหยุดทำสิ่งนี้ ฉันจะได้อะไรกลับคืนมาบ้าง? . ผมเชื่อว่าการตั้งคำถามเหล่านี้กับตัวเองจะช่วยให้การล้มเลิกของเราไม่ใช่การล้มเลิกที่ตรงกับสมการ “ล้มเลิก = ขี้แพ้, เลวร้าย, ไม่อดทน” แน่นอนครับ! . อ้างอิง Annie Duke – Quit: The Power of Knowing When to Walk Away (2022) #จิตวิทยา #siamstr
image เคยไหมครับ? . ในระหว่างที่คุณกำลังทำงาน อยู่ดีๆ คุณก็เกิดอาการ “หัวตื้อ” และคิดงานไม่ออกขึ้นมาซะอย่างนั้น . และไม่ว่าคุณจะใช้เวลานั่งอยู่ หน้าจอคอมพิวเตอร์นานแค่ไหน อาการ “หัวตื้อ” ของคุณก็ไม่ยอมหายไปเสียที . วันนี้ ผมมีวิธีง่ายๆที่สามารถช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้ . เมื่อไหร่ก็ตามที่เรา “หัวตื้อ” ให้เราหยุดพักจากการทำงานนั้น และใช้เวลา “ขยับมือ” สักหน่อยครับ . ไม่ว่าจะเป็นการ “ขยับมือ” จัดของบนโต๊ะให้เป็นระเบียบ วาดรูปบนกระดาษ หรือล้างจาน . …ทั้งหมดนี้ล้วนสามารถช่วยแก้ปัญหา “หัวตื้อ” ได้ทั้งสิ้น! . เพราะสมองของเราก็ไม่ต่างอะไรกับท่อน้ำครับ . ยิ่งเรานั่งทำงานเป็นระยะเวลานานเท่าไหร่ “ท่อน้ำ” ของเราก็จะยิ่งอุดตันมากขึ้นเท่านั้น . จนกระทั่งในที่สุด “ท่อน้ำ” ของเราก็จะอุดตัน จนความคิดเราไม่สามารถไหลได้อย่างคล่องแคล่วอีก . การที่เราหยุดพักจากการทำงานและหันมา “ขยับมือ” ถือเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วย “เคลียร์ท่อ” ให้หายอุดตันได้ . นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้การ “ขยับมือ” สามารถ แก้ปัญหา “หัวตื้อ” ระหว่างทำงานได้นั่นเองครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1038/srep10964 https://doi.org/10.1002/acp.1561 #จิตวิทยา #siamstr
image หนึ่งใน “ความรักต้องห้าม” ที่พบได้บ่อยที่สุดคือการ “รักคนมีเจ้าของ” . แต่เคยสังเกตไหมครับว่า… . สำหรับหลายๆคนนั้น ตอนที่พวกเขายังโสดอยู่ พวกเขาก็ดูจะไม่ได้รับความสนใจเท่าไหร่นัก . แต่พอพวกเขามีแฟนเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา พวกเขากลับได้รับความสนใจขึ้นมาทันที . มันเกิดอะไรขึ้น? . มันเป็นเพราะพวกเขาหน้าตาดีขึ้นแบบชั่วข้ามคืนอย่างนั้นหรือ? …ก็คงไม่ใช่ . เหตุผล (บางส่วน) ที่ทำให้ “คนมีเจ้าของ” เป็นที่น่าดึงดูดมากขึ้นก็คือ… . ประการแรก การที่พวกเขา “ถูกเลือก” สะท้อนให้คนอื่นเห็นว่า พวกเขาจะต้อง “มีดี” อะไรบางอย่าง . อีกประการหนึ่ง พอพวกเขา “มีเจ้าของ” มันทำให้พวกเขาดูเป็น rare item ขึ้นมา . อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่น่าสนใจสำหรับผมมากที่สุดก็คือ หลังจากที่หลายคนมีแฟน พวกเขาจะดูผ่อนคลายและมั่นใจในตัวเองมากขึ้น . เหตุผลข้อนี้มีความน่าสนใจสำหรับผมเป็นพิเศษ เพราะมันสะท้อนว่าการคนอื่นให้ความสนใจกับเรามากขึ้นนั้น… . มันไม่จำเป็นว่าเราต้อง “มีดี” มันไม่จำเป็นว่าเราต้องมี “เอกลักษณ์ที่ไม่มีใครเหมือน” . ขอเพียงแค่เราโอเคกับตัวเราที่เป็น “เรา” เพียงแค่นั้น…ก็ทรงพลังมากๆแล้วครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1007/s12110-007-9004-2 https://doi.org/10.1016/j.evolhumbehav.2010.02.001 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาเราพูดคำว่า “ซึมเศร้า” เราอาจจะนึกถึงคนที่พลังงานต่ำๆและร้องไห้บ่อยๆ . อย่างไรก็ตาม คนที่ active ในการใช้ชีวิตและยิ้มแย้มแจ่มใส…ก็สามารถมีภาวะ “ซึมเศร้า” ได้เช่นกัน . เขาเพียงแค่เลือกที่จะไม่แสดงอาการ “ซึมเศร้า” ออกมาภายนอกต่อหน้าคนอื่นเท่านั้น . . . ฝรั่งเรียกสิ่งนี้ว่า smiling depression หรือภาวะซึมเศร้าที่เปื้อนรอยยิ้ม . . . สาเหตุที่ทำให้คนที่มีภาวะ “ซึมเศร้า” เลือกที่จะแสดงออกในลักษณะ “เปื้อนยิ้ม” เวลาอยู่กับคนอื่น…มีอยู่หลายประการด้วยกันครับ . แต่สาเหตุที่ตัวผมพบบ่อยๆเวลาที่ผมให้บริการก็คือ…พวกเขาไม่อยากโดนคนอื่นตัดสิน (เช่น “เรียกร้องความสนใจ” “อ่อนแอ” “พยายามไม่มากพอ” “ประหลาด” “ไร้ความสามารถ”) . ซึ่งการไม่อยากโดนคนอื่นตัดสินนี้…ก็เป็นอะไรที่ “มีมูล” ในหลายๆครั้งเสียด้วย (กล่าวคือ พวกเขาเคยโดนคนอื่นตัดสินด้วยคำว่า “เรียกร้องความสนใจ” “อ่อนแอ” “พยายามไม่มากพอ” “ประหลาด” “ไร้ความสามารถ” มาก่อนจริงๆ) . . . ผมมองว่า…นี่เป็นอะไรที่อันตรายมากๆ . เพราะครอบครัวและเพื่อนของคนที่มีภาวะ “ซึมเศร้าเปื้อนยิ้ม” จะมองเห็น “สัญญาณเตือนภัย” ได้ไม่ชัดเจน . กว่าพวกเขาจะเอะใจ…มันก็อาจจะสายเกินไปแล้ว – สมาชิกครอบครัวหรือเพื่อนของพวกเขาที่มีภาวะ “ซึมเศร้าเปื้อนยิ้ม” อาจจะฆ่าตัวตายสำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว . . . ด้วยเหตุนี้ ผมจึงคิดว่า…การสร้างบรรยากาศที่ทุกคนสามารถแสดงความทุกข์ใจได้โดยไม่ถูกตัดสินว่า “เรียกร้องความสนใจ” “อ่อนแอ” “พยายามไม่มากพอ” “ประหลาด” “ไร้ความสามารถ” ฯลฯ…จึงเป็นเรื่องสำคัญ . มันอาจจะ “แก้ปัญหา” ได้ไม่หมดชนิด “ทุกซอกทุกมุม” หรอกนะครับ . แต่มันก็ช่วยได้เยอะเลยครับ #siamstr