ตอนที่ผมยังเป็นนักเรียน
ผมเคยอ่านหนังสืออยู่หน้าหนึ่ง
.
ผมอ่านหน้านั้นซ้ำๆติดกัน 3-4 รอบ
แต่เนื้อหาของหน้านั้นกลับไม่เข้าหัวผมเลยแม้แต่นิดเดียว!
.
ทำไมมันถึงเป็นแบบนั้น?
.
สาเหตุข้อหนึ่งก็คือ
วิธีการเรียนรู้ของผมในตอนนั้น
มันเป็นวิธีการเรียนรู้ที่ไม่เอื้อ
ต่อการทำงานของสมองเท่าไหร่นัก
.
ถ้าผมย้อนเวลากลับไปได้
ต่อไปนี้คือสิ่งที่ผมจะทำครับ
.
# 1
ผมจะขยับร่างกายเล็กๆน้อยๆก่อนอ่านหนังสือ
(เช่น เดินเล่นสักนิด ยืดเหยียดแขนขาสักหน่อย)
.
# 2
ผมจะไม่อ่านหนังสือครั้งละ 2-3 ชั่วโมง
ผมจะอ่านหนังสือ 20-30 นาที พักสัก 5-10 นาที
และกลับมาอ่านหนังสือต่ออีก 20-30 นาทีแทน
.
# 3
ผมจะเก็บเนื้อหาที่สำคัญที่สุดมาอ่านทวนก่อนเข้านอน
.
# 4
ผมจะไม่เพียงแค่หยิบหนังสือมาอ่านในใจอย่างเดียว
แต่ผมจะทั้งอ่านในใจ ทั้งอ่านออกเสียง ทั้งเขียน ทั้งวาดผสมกันไป
.
# 5
ผมจะไม่อ่านหนังสือแต่ละบทซ้ำๆกันหลายรอบ
แต่ทุกครั้งที่ผมอ่านหนังสือจบแต่ละบท
ผมจะเขียนสรุปเนื้อหาสำคัญของบทนั้น
พักผ่อนสักระยะหนึ่ง และทดสอบตัวเองว่า
จดจำและเข้าใจเนื้อหาในบทนั้นมากแค่ไหน
ถ้าผลการทดสอบออกมาดี ผมก็จะขยับไปที่บทต่อไป
แต่ถ้าผลการทดสอบยังออกมาไม่ดี ผมก็จะอ่านบทนั้นซ้ำ
ตามด้วยการเขียนสรุปเนื้อหาสำคัญของบทนั้น
พักผ่อนสักระยะ และทดสอบตัวเองอีกรอบ
.
ทั้งหมดนี้จะช่วยให้สมองของผมเรียนรู้ได้ง่ายขึ้นเยอะครับ
.
อ้างอิง

PubMed
Memory: a contribution to experimental psychology - PubMed
Memory: a contribution to experimental psychology
หลายคนรู้สึกผิดเวลาที่พวกเขาพักผ่อน
.
เพราะพวกเขามองว่า
เวลาที่พวกเขาใช้พักผ่อนนั้น
ควรถูกนำเอาไปใช้ทำอย่างอื่น
ที่ “เป็นประโยชน์” มากกว่า
.
พวกเขาจะยิ่งรู้สึกผิดเป็นพิเศษ
หากพวกเขาเป็นคนที่แคร์คนอื่นเป็นอย่างมาก
.
เพราะพวกเขาจะมองว่าช่วงเวลาพักผ่อนนั้น
มันคือช่วงเวลาที่พวกเขาเอาไปช่วยเหลือคนอื่นได้
.
มันทำให้การพักผ่อนของพวกเขา
ดูเป็นการกระทำที่ “เห็นแก่ตัว” ขึ้นมาทันที
.
แต่ในความเป็นจริงแล้ว
แม้กระทั่งรถยนต์ก็ยังต้องมีเวลา
แวะเติมน้ำมัน แวะเข้าศูนย์เป็นระยะๆ
.
การตัดสินใจเอารถยนต์ไปแวะเข้า
ศูนย์หรือปั้มน้ำมันไม่ใช่สิ่งที่ “เห็นแก่ตัว”
แต่มันเป็นสิ่งที่ “จำเป็น” ต่อการที่รถยนต์
จะทำหน้าที่พาผู้คนและสิ่งของไปส่ง
ตามที่ต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
การพักผ่อนของคนเราก็เช่นเดียวครับ
.
มันไม่ใช่การตัดสินใจที่ “เห็นแก่ตัว”
แต่มันคือสิ่งที่เรา “จำเป็น” ต้องทำ
หากเราต้องการให้ตัวเองช่วยเหลือคนอื่นได้ยาวๆครับ
.
อ้างอิง
พวกเราคงจะคุ้นเคยกับ
เรื่องราวของหลายคน
ที่ตัดสินใจ drop out
จากมหาวิทยาลัย
เพื่อมาทำธุรกิจของตัวเอง
.
ไม่ว่าจะเป็น Bill Gates (Microsoft)
Steve Jobs (Apple)
หรือ Mark Zuckerberg (Facebook)
.
คำถามคือ…นี่เป็นการตัดสินใจที่ดีหรือไม่?
.
หลายคนจะตอบอย่างไม่ลังเลเลยครับว่า “ดี”
เพราะธุรกิจของบุคคลในข้างต้น
คือธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงระดับโลก
.
แต่ถ้าธุรกิจของพวกเขาไม่ประสบความสำเร็จล่ะ?
.
หลายคนก็จะตอบทันทีว่า ในกรณีแบบนี้
การตัดสินใจ drop out นั้นคือการตัดสินใจที่ไม่ดี
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ หลายคนใช้ “ผลลัพธ์”
เป็นตัวประเมินคุณภาพของการตัดสินใจ
.
แต่ในความเป็นจริงแล้ว
การตัดสินใจที่ดีไม่ได้นำมาสู่
“ผลลัพธ์” ที่ดีเสมอไป
.
และเช่นเดียวกัน การตัดสินใจที่แย่
ก็ไม่ได้นำมาสู่ “ผลลัพธ์” ที่แย่เสมอไปด้วย
.
เราลองนึกถึงเรื่องราวของคนที่ลาออกจากงาน
เอาเงินก้อนทั้งหมดที่มีไปซื้อหวย และเกิดถูกหวยก็ได้ครับ
.
ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคน
น่าจะเห็นตรงกันว่า
นี่คือการตัดสินใจที่แย่มากๆ
.
แต่การตัดสินใจที่แย่นี้กลับทำให้
เจ้าตัวกลายเป็นเศรษฐีเงินล้านไปเรียบร้อย!
.
หรืออีกหนึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ
การที่เราตัดสินใจที่จะคบกับแฟนเก่าของเรา
.
สุดท้ายแล้ว
แม้แฟนเก่ากับเราจะไม่สามารถไปด้วยกันได้
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า
เราตัดสินใจผิดที่คบกับแฟนเก่าของเราเสมอไป
.
ผมมองว่า หากเราตัดสินใจ
ด้วยข้อมูลทั้งหมดที่เรามี ณ เวลานั้น
และเราได้พิจารณาไตร่ตรองดีแล้ว
(ไม่ได้ตัดสินใจแบบหุนหันผันแล่น)
ต่อให้ “ผลลัพธ์” จะออกมาดีหรือไม่ดี
ผมก็นับว่านั่นคือการตัดสินใจที่ดีแล้วแหละครับ
.
อ้างอิง

เคยไหมครับ?
.
เราพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น
แต่เสียงในหัวกลับคอยบอกว่า…
.
“ฉันเปลี่ยนไม่ได้หรอก”
“มันยากเกินไป มันสายเกินไป”
“พยายามไปเดี๋ยวก็ล้มเหลวอีกอยู่ดี”
ฯลฯ
.
สิ่งหนึ่งที่ทำให้เสียงเหล่านี้มีพลังก็คือ
มันมีความจริงที่แอบซ่อนอยู่ในนั้น
.
แต่มันเป็นความจริงที่ถูกหยิบมาบิดเบือน
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เวลาที่เสียงในหัวเราบอกว่า
“พยายามไปเดี๋ยวก็ล้มเหลวอีกอยู่ดี”
.
ความจริงที่แอบซ่อนอยู่ก็คือ
ในอดีตที่ผ่านมา เราได้เคย
พยายามและล้มเหลวมาแล้ว
.
เสียงในหัวเราหยิบเอาความจริงข้อนี้
มาบิดเบือนจนกลายเป็นคำตัดสินที่ฟังดูเด็ดขาดว่า…
.
เนื่องจากเราเคยพยายาม
และล้มเหลวมาก่อนในอดีต
การพยายามครั้งต่อไป
ก็จะต้องจบลงด้วยความล้มเหลวแน่นอน
.
เป็นต้น
.
ฉะนั้น กุญแจสำคัญในการรับมือ
กับเสียงในหัวเหล่านี้คือการไม่ปล่อย
ให้ตัวเอง “ไหลตามน้ำ” ไปกับความจริงที่บิดเบือน
.
เราจะต้อง “ยืนหยัด” ให้มั่นคง
ว่าความจริง (จริงๆ) คืออะไรกันแน่
.
และอาศัยความจริง (ที่ไม่บิดเบือน)
มาใช้รับมือกับเสียงในหัวเหล่านั้น
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เวลาที่เสียงในหัวบอกเราว่า
“พยายามไปเดี๋ยวก็ล้มเหลวอีกอยู่ดี”
.
สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้
คือการต่อสู้กับเสียงดังกล่าวว่า
.
“ใช่ ที่ผ่านมา ฉันเคยพยายามและก็ล้มเหลวมาแล้วหลายรอบ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าความพยายามครั้งนี้จะล้มเหลวเหมือนเก่า มันอาจจะสำเร็จก็ได้ หรือถ้ามันจะล้มเหลวอีก อย่างน้อย ฉันก็ได้ก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว แทนที่จะยืนอยู่ที่เดิมและยกธงขาวยอมแพ้ตั้งแต่แรก”
.
เป็นต้น
.
ผมหวังว่าสิ่งที่ผมได้หยิบมานำเสนอในวันนี้
จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่กำลังเผชิญหน้า
กับเสียงในหัวที่ขัดขวางไม่ให้ตัวเองกลายเป็นคนที่ดีขึ้นนะครับ
.
อ้างอิง
เวลาที่เราพูดถึง self-care
หลายคนจะนึกถึงการปรนเปรอตัวเองในรูปแบบต่างๆ
.
ยกตัวอย่างเช่น
การดูซีรี่ย์แบบมาราธอนข้ามคืน
การทานขนมตามใจปากแบบจัดเต็ม
เป็นต้น
.
ผมมองว่าการปรนเปรอตัวเองเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่ “ผิด” นะครับ
.
แต่ถ้าเราปรนเปรอตัวเองแบบนี้บ่อยๆ
เราจะไม่สามารถเรียกสิ่งนี้ว่า self-care ได้
.
เพราะเมื่อเราพูดถึง self
มันไม่ใช่แค่ตัวเราในวันนี้
แต่ยังรวมถึงตัวเราในวันพรุ่งนี้ด้วย
.
ฉะนั้น เวลาที่เราปรนเปรอตัวเองถี่ๆ
นั่นคือการที่เรากำลังตอบโจทย์ self ในปัจจุบัน
โดยที่เรากำลังละเลย self ในอนาคต
.
มันไม่ต่างอะไรกับการให้รางวัลตัวเองในวันนี้
พร้อมๆกับส่งบิลเก็บเงินตัวเราในวันหน้า
.
self-care ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้
ก็ต่อเมื่อเราได้คำนึงถึงความรู้สึกและ
ความต้องการของ self ทั้ง 2 ช่วงเวลาเท่านั้น
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ
การปรนเปรอตัวเองนั้น
ยังถือว่าเป็น self-care อยู่…
.
…หากมันมันยังไม่ทำให้ตัวเราในอนาคตต้องลำบากอย่างแรงนะครับ!
.
อ้างอิง
เราจะรู้ได้ยังไงว่าเรารักใครสักคนจริงๆ?
.
การที่เรารู้สึกใจเต้นแรงเวลามองตาเขา
มันสะท้อนว่าเรารักเขาจริงๆใช่ไหม?
.
หรือการที่เราบอกรักเขาทุกคืนก่อนนอน
คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเรารักเขาจริงๆ?
.
สิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจมองข้ามก็คือ
ท่าทีของเราที่มีต่อแฟนในช่วงเวลาที่เรา
กำลังเหนื่อย เครียด หรือหงุดหงิดครับ
.
เพราะในช่วงเวลาดังกล่าว
มันง่ายมากที่เราจะ…
.
…ชี้นิ้วกล่าวโทษแฟน
…ไม่คุยกับแฟน
…หรือแม้กระทั่งไม่อยากอยู่ในห้องเดียวกันกับแฟน
.
อย่างไรก็ตาม ถ้าเรากำลังเหนื่อย เครียด หงุดหงิด…
.
…และเรายังคงเปิดใจฟังสิ่งที่แฟนพูด
.
…และเรายังคงรับผิดชอบในส่วนของเรา
(กรณีที่เกิดความขัดแย้งกับแฟน)
.
…และเรายังคงมีการแสดงออกเล็กๆน้อยๆ
ให้แฟนมั่นใจว่าเรายังให้ความสำคัญกับเขาอยู่
(เช่น จับมือ กอด ส่งข้อความ)
.
ผมมองว่าสิ่งนี้คือ “ตัวชี้วัด” ชั้นดี
ว่าเรารักคนๆนี้อย่างชัดเจนครับ
.
อ้างอิง
การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น
(ไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นครอบครัว แฟน เพื่อน หรือใครก็ตาม)
คือกุญแจสำคัญของการมีชีวิตที่มีความสุข
.
แต่ทำยังไงเราจึงจะพัฒนาความสัมพันธ์ให้ดีได้ล่ะ?
.
หลายคนมองว่าการ “จัดหนักจัดเต็ม” คือคำตอบ
.
ยกตัวอย่างเช่น
การพาแฟนไปเที่ยวทริปสุดหรู
การจัดเซอร์ไพรส์วันเกิดอลังการให้กับแม่
เป็นต้น
.
การ “จัดหนักจัดเต็ม” เช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่แย่นะครับ
.
แต่งานวิจัยพบว่า
การสร้างความสัมพันธ์ที่ดี
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรื่องใหญ่โต
แต่ขึ้นอยู่กับสิ่ง “เล็กๆน้อยๆ”
ที่เราทำในทุกๆวันมากกว่าครับ
.
# 1 สังเกตสิ่งดีๆที่เขาทำและชื่นชมมัน
# 2 อยู่ข้างเขาและรับฟังอย่างตั้งใจ
# 3 ให้อภัยในสิ่งที่เขาทำพลาด (โดยเฉพาะสิ่งเล็กๆ)
# 4 ติดต่อเพื่อถามไถ่ว่า “ชีวิตช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง” เป็นระยะๆ
# 5 สนับสนุนการเติบโตของเขา (ไม่อิจฉาและ “ขัดแข้งขัดขา”)
.
หากเราสม่ำเสมอกับสิ่ง “เล็กๆน้อยๆ” เหล่านี้
ต่อให้เราจะไม่ได้ “จัดหนักจัดเต็ม”
แต่เชื่อได้เลยว่าความสัมพันธ์ของเรา
จะเป็นความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพแน่นอนครับ
.
อ้างอิง
คุณผู้อ่านเคยตั้งใจทำอะไรบางอย่างมาก
จนแทบจะหายใจไม่ออกไหมครับ?
.
มันทำให้เราไม่สามารถดึงเอาศักยภาพ
ของตัวเองออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่
.
…ทำให้ผลงานของเราแย่กว่าที่ควรจะเป็นได้
.
เราจะรับมือกับแรงกดดันนี้ยังไงดี?
วันนี้ ผมมีแนวทางในเบื้องต้นมานำเสนอครับ
.
.
.
# 1
อย่าปล่อยให้ผลงานของเรา
มาตัดสินคุณค่าของตัวเรา
.
ไม่ว่าผลงานจะออกมาดีหรือไม่ดี
เราก็มีคุณค่าในตัวเองเสมอ
.
# 2
อย่าตั้งเงื่อนไขกับตัวเองว่า
เราต้องทำงานให้หนักก่อน
เราถึงจะพักผ่อนได้
.
ต่อให้เราจะไม่ได้ทำงานแบบทุ่มสุดตัวในวันนี้
เราก็ยังสามารถ “อนุญาต” ให้ตัวเองพักได้ครับ
.
# 3
หากเรามีแรงกดดันในระดับที่พอดีได้จริงๆ
เราจะพูดกับตัวเองว่าอะไร?
เราจะปฏิบัติต่อตัวเองอย่างไร?
.
ขอให้เราหยิบคำตอบที่มีต่อคำถามด้านบน
มา “ลงมือทำ” ตั้งแต่ตอนนี้เลยครับ
.
.
.
ผมหวังว่าสิ่งที่ผมหยิบมาแบ่งปันในวันนี้
จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่กำลัง
เผชิญกับความกดดันในชีวิตนะครับ
.
อ้างอิง
คุณกลัวตายไหมครับ?
.
ผมกลัวครับ…กลัวมากเสียด้วย
.
อย่างไรก็ตาม หากว่าวันหนึ่ง ผมตื่นขึ้นมา
และผมมีพลังวิเศษที่สามารถลบ
ความกลัวตายให้หายไปจากใจผมได้
.
ผมก็จะไม่ใช้พลังนั้นอยู่ดี
.
เพราะผมมองว่าความกลัวตาย
เป็นเหมือน “นาฬิกา” คอยย้ำเตือน
ไม่ให้ผมลืมว่าชีวิตผมมีจำกัด
.
มันกระตุ้นให้ผมถามตัวเองเป็นระยะๆว่า
“ชีวิตของฉันจะต้องมีรูปร่างหน้าตาแบบไหน
ฉันถึงจะสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า
‘ฉันพร้อมต้อนรับความตายเพราะฉันได้ชีวิตอย่างเต็มที่แล้ว’?”
.
มันเป็นคำถามที่ช่วยให้ผมพยายาม
ใช้ชีวิตในแต่ละวันให้มีคุณค่ามากที่สุด
.
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หากผมใช้ประโยชน์
จากความกลัวตายของผมแบบนี้ได้เรื่อยๆ
วันหนึ่ง ผมก็จะอยู่ในจุดที่สามารถพูดได้อย่างจริงใจว่า
.
“หากฉันต้องตายในวันนี้ ฉันก็จะตายได้อย่างไม่มีอะไรค้างคาแล้ว”
.
อ้างอิง
“จงเลือกคนที่ ‘ต่ำกว่า’ เป็นแฟน
เพราะมันจะช่วยการันตีว่า
เราจะไม่เป็นฝ่ายถูกทิ้งอย่างแน่นอน”
.
คุณผู้อ่านคุ้นเคยกับแนวคิดข้างต้นไหมครับ?
.
ทุกวันนี้ หลายคนใช้แนวคิดดังกล่าว
เป็น guideline ในเรื่องความรักความสัมพันธ์
.
กล่าวคือ พวกเขาจะเลือกคบเป็นแฟนกับคนที่…
.
หล่อ/สวยไม่เท่าตัวเอง
มีรายได้น้อยกว่า
มีสถานะทางสังคมที่ต่ำกว่า
ฯลฯ
.
ต่อให้พวกเขาจะเจอคนที่ถูกใจ
แต่หากคนๆนั้น ‘เหนือกว่า’
พวกเขาก็จะตัดสินใจไม่สานสัมพันธ์ต่อทันที
.
ซึ่งหากมองในแง่หนึ่ง
ผมก็เข้าใจคนที่มีแนวคิดนี้นะครับ
.
พวกเขาต้องการปกป้องตัวเอง
จากความเจ็บปวดในเรื่องความรัก
.
พวกเขามองว่า หากตัวเองคบกับคนที่ ‘ต่ำกว่า’
ตัวเองก็จะเป็นฝ่ายที่ ‘มีอำนาจ’ ในความสัมพันธ์
.
ส่งผลให้โอกาสที่พวกเขาจะอกหัก ถูกเมินเฉย โดนทำร้าย ฯลฯ…ลดน้อยลงได้
.
แต่ในความเป็นจริง
มันอาจไม่ได้เป็นแบบนั้นก็ได้ครับ
.
เพราะคนเราเปลี่ยนแปลงกันได้
.
ตอนที่เริ่มต้นคบกัน
แฟนอาจจะ ‘ต่ำกว่า’
แฟนอาจจะยอมอยู่ ‘ใต้อำนาจ’
.
แต่พอคบกันไปเรื่อยๆ
แฟนก็อาจจะ upgrade ตัวเองขึ้นมา
หรือไม่แฟนก็อาจจะถึงขีดจำกัดความอดทน
และไม่ยอมอยู่ ‘ใต้อำนาจ’ อีกต่อไป
.
ส่งผลให้แฟนกลายเป็นฝ่ายที่เดินจากไปได้
.
นี่คือสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้
เมื่อเรายึด ‘ความปลอดภัย’ เป็นหลัก
ในการตัดสินใจเรื่องความรัก
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากนำเสนอว่า
แทนที่เราจะตัดสินใจเรื่องความรัก
โดยยึดเอา ‘ความปลอดภัย’ เป็นสำคัญ
.
ทางเลือกที่น่าจะดีกว่า
คือการตัดสินใจเรื่องความรัก
โดยยึดเอา ‘ความเคารพซึ่งกันและกัน’
และ ‘การมีค่านิยมร่วมกัน’ เป็นสำคัญครับ
.
อ้างอิง
เวลาที่เรารู้จักใครสักคนในระดับหนึ่ง
หลายคนจะเริ่มมีการสัมผัสตัว
(เช่น ตบบ่า จับมือ กอด)
.
เพราะพวกเขามองว่า
การสัมผัส = ความสนิทสนม ความห่วงใย
.
(แน่นอนครับว่า
การสัมผัสตัวด้วยเจตนาร้ายนั้นมีอยู่จริง
แต่สำหรับวันนี้
ผมขอพูดถึงเฉพาะการสัมผัสที่ไม่มีเจตนาร้ายครับ)
.
อย่างไรก็ตาม บางคนไม่ชอบการสัมผัสตัว
.
ไม่ว่าเขาจะเป็นฝ่ายสัมผัสคนอื่น
หรือคนอื่นจะเป็นฝ่ายสัมผัสเขาก็ตาม
.
(และไม่ว่าคนอื่นจะเป็นคนที่สนิทหรือไม่สนิท…ก็ไม่ชอบเหมือนกันหมด)
.
ฉะนั้น
เมื่อฝ่ายหนึ่งชอบที่สัมผัส (แบบไม่มีเจตนาร้าย)
ในขณะที่อีกฝ่ายไม่ชอบการสัมผัส
มันก็อาจส่งผลให้เกิดจังหวะที่เข้าใจผิดกันได้
.
เข้าใจผิดว่า…
.
“การที่เธอไม่อยากให้ฉันสัมผัสนี้
แสดงว่าฉันคิดไปเองสินะ
ฉันเข้าใจว่าเราสนิทกัน
แต่จริงๆแล้วเธออาจไม่ได้รู้สึกสนิทกับฉันขนาดนั้น”
.
ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว
ฝ่ายที่ปฏิเสธการสัมผัสเขาอาจจะรู้สึกสนิท
เพียงแค่เขาไม่ได้สะดวกใจหรือ
สบายใจกับการสัมผัสเท่านั้น
.
ผมจึงอยากจะขอนำเสนอว่า
เวลาเราเจอคนที่มีท่าที “ถอยห่าง” จากการสัมผัสนั้น
เราอย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า
เขาไม่สนิทกับ (หรือไม่ชอบขี้หน้า) เราเลยครับ
.
เขาอาจจะเพียงแค่ไม่สบายใจกับการสัมผัสตัว…ก็เป็นได้ครับ
.
อ้างอิง
เป็นที่รู้กันว่าคนที่เป็น perfectionist
มีแนวโน้มที่จะกลัวความล้มเหลวหรือข้อบกพร่อง
.
แต่เชื่อไหมครับว่า
อีกหนึ่งสิ่งที่ชาว perfectionist กลัว…ก็คือความสำเร็จ!
.
เพราะ perfectionist มีความเชื่อว่า
คนที่จะ “คู่ควร” กับความสำเร็จ…จะต้องเป็นคนที่ “ไร้ที่ติ”
.
และเนื่องจากชาว perfectionist
เขามองดูตัวเองด้วยสายตาที่คมกริบ
เขาจึงเห็น “ข้อบกพร่อง” ของตัวเองเป็นจำนวนมาก
.
มันทำให้เขาตัดสินตัวเองอยู่ในใจว่า
“คนอย่างฉันน่ะ…ทำไม่สำเร็จหรอก”
.
ฉะนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่โอกาสผ่านเข้ามาในชีวิต
คนที่เป็น perfectionist ก็มักกลัวที่จะคว้าโอกาสนั้นไว้
.
หรือต่อให้เขาจะทำอะไรบางอย่างได้สำเร็จมาแล้ว
เขาก็มีแนวโน้มที่จะลดทอนความสำเร็จของตัวเอง
เพราะมันทำให้เขารู้สึก “ปลอดภัย”
.
ทั้งหมดนี้ทำให้ชาว perfectionist
ประสบความสำเร็จในชีวิตได้น้อยกว่าที่ “ควรจะเป็น”
.
…ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากเลยครับ
.
เพราะความสำเร็จเป็นเรื่องของ
การเรียนรู้และการเติบโตมากกว่าความเป๊ะ
.
สังเกตได้จากผู้คนที่ “ประสบความสำเร็จ” ในด้านต่างๆ
(ไม่ว่าจะเป็นด้านธุรกิจ กีฬา ครอบครัว หรือด้านไหนก็ตาม)
.
ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่สมบูรณ์แบบ
(โดยเฉพาะในช่วงแรกๆ)
.
แต่ทุกคนล้วนอ้าแขนต้อนรับการเรียนรู้และการเติบโต
จนทำให้พวกเขาดู “perfect” ในวันที่พวกเขา “สำเร็จ”
.
(แต่ถึงกระนั้น แม้ในวันที่พวกเขาถึง “ปลายทาง”
ของความสำเร็จแล้ว หลายคนก็ยังไม่ได้ดู “ไร้ที่ติ” อยู่ดี!)
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากที่จะนำเสนอว่า
แทนที่เราจะมองว่า “ความสำเร็จ” คือสิ่งที่อยู่คู่กับ “ความสมบูรณ์”
.
เราหันมาตระหนักถึงข้อเท็จจริงที่ว่า
“การเติบโต” (ไม่ใช่ “ความสมบูรณ์”)
คือกุญแจสำคัญของ “ความสำเร็จ” กันดีกว่าครับ
.
อ้างอิง
เวลาที่ทุกอย่างในชีวิตถล่มลงมา
.
สิ่งหนึ่งที่ช่วยให้หลายคน
พอจะประคองตัวเองผ่าน
ช่วงเวลาดังกล่าวมาได้
คือการมีความหวัง
.
มันไม่ใช่การปฏิเสธความจริงที่โหดร้าย
มันไม่ใช่การฝืนดันทุรังให้ตัวเอง positive
.
แต่มันคือการยอมรับกับตัวเองอย่างตรงไปตรงมาว่า
“ใช่ ตอนนี้ ฉันกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ย่ำแย่อยู่”
.
เพียงแต่ว่า
แม้ชีวิตพวกเขากำลังยากลำบาก
พวกเขาก็ยังคงเลือกที่จะไม่ยอมแพ้
.
เพราะพวกเขาเชื่อว่า
สิ่งต่างๆมันจะดีขึ้นในอนาคตได้
.
พวกเขายังไม่รู้หรอกครับว่า
สถานการณ์ของตัวเองจะดีขึ้นได้ยังไง
.
แต่พวกเขาตัดสินใจว่า
ตราบใดที่พวกเขาทำให้ดีที่สุดในทุกๆวัน
ไม่ช้าก็เร็ว พวกเขาก็จะเจอกับ “จุดเปลี่ยน”
ที่พลิกให้ชีวิตพวกเขากลับมาดีขึ้นได้แน่นอน
.
นี่คือความหมายของ “การมีความหวัง” สำหรับหลายๆคนครับ
.
อ้างอิง
คุณเป็นคนที่ขยันทำงานมาก
จนตัวเองหมดแรงอยู่เรื่อยๆไหมครับ?
.
หลายคนที่เป็นเช่นนี้มักจะมีนิสัย “ชอบตามใจคนอื่น” ครับ
.
เพราะคนที่ชอบตามใจคนอื่นมักจะ say yes
เวลาที่มีคนมาขอความช่วยเหลือไปหมด
มันเลยทำให้พวกเขา “งานล้นมือ”
และรู้สึกเหนื่อยจนหมดแรงอยู่เรื่อยๆ
.
ยิ่งไปกว่านั้น พอพวกเขามี “ชื่อเสียง”
เรื่องของการเป็นคนที่พร้อมจะ say yes ในที่ทำงาน
มันก็ยิ่งดึงดูดให้ผู้คนมาขอความช่วยเหลือเพิ่มขึ้น
พวกเขาจึงยิ่ง “งานล้นมือ” และยิ่งเหนื่อยมากเข้าไปใหญ่!
.
แล้วถ้าพวกเขาไม่อยากที่จะเหนื่อยแบบนี้อีกแล้วล่ะ?
.
หลายคนอาจมองว่า
หนทางเดียวที่จะช่วยให้พวกเขาเหล่านี้
หลุดพ้นจากภาวะ “งานล้นมือ” และความเหนื่อยล้า
คือการที่พวกเขาจะต้องเปลี่ยนตัวเองอย่างสุดขั้ว
.
กล่าวคือ จากเดิมที่พวกเขา “ตามใจคนอื่น” แบบขีดสุด
พวกเขาจะต้องกลายเป็นคนที่ “เห็นแก่ตัว” แบบสุดขั้ว
.
แต่จริงๆแล้ว
พวกเขายังสามารถที่จะ “ตามใจคนอื่น”
โดยที่ไม่ต้อง “งานล้นมือ” จนเหนื่อยได้
.
เพียงแต่ว่า แทนที่พวกเขาจะ say yes
กับคนอื่นแบบไม่มีเงื่อนไข (เหมือนในอดีต)
พวกเขาอาจจะต้องเปลี่ยนมา say yes
กับคนอื่นแบบมีเงื่อนไขแทน
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
สมมติว่าเรากำลังเขียนรายงานการประชุมอยู่
และมีเพื่อนร่วมงานมาขอให้เราช่วยทำงานบางอย่างให้
แทนที่เราจะตอบตกลงช่วยทำงานไปเลย เราก็อาจจะพูดว่า
.
“ฉันยินดีช่วยนะ แต่ตอนนี้
ฉันต้องเขียนรายงานการประชุมให้เสร็จก่อน
ถ้าฉันเขียนรายงานเสร็จแล้ว
และเธอยังอยากให้ฉันช่วยอยู่ล่ะก็
เธอบอกฉันได้เลยนะ”
.
เป็นต้น
.
หากเราสามารถเรียนรู้ที่จะ say yes แบบมีเงื่อนไขได้
มันก็จะช่วยให้ภาวะ “งานล้นมือ” ของเราลดลง
โดยที่เราไม่ต้องกลายเป็นคนที่ “เห็นแก่ตัว” แบบสุดขั้ว
.
ผมหวังว่าสิ่งที่ผมหยิบมานำเสนอในวันนี้
จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่ชอบ “ตามใจคนอื่น” นะครับ
.
อ้างอิง
เวลาที่เราสูญเสียใครสักคนที่เรารักมากๆไป
หลายคนจะพยายามเก็บของทุกอย่าง
ที่ทำให้พวกเขานึกถึงคนๆนั้นให้พ้นหูพ้นตา
.
เพราะถ้าพวกเขาเห็นสิ่งของเหล่านั้น
มันก็จะกระตุ้นให้เขานึกถึงคนๆนั้น
.
และพวกเขาก็จะต้องเผชิญกับคลื่นความเสียใจที่ถาโถมเข้ามาอีกรอบ
.
ซึ่งแน่นอนครับว่า
ความเสียใจนั้น
มันเจ็บปวด
.
แต่ถึงกระนั้น ผมก็ยังไม่อยากเรา shut down
ความทรงจำที่เรามีกับคนที่เราสูญเสียไปอยู่ดีครับ
.
เพราะถ้าเราสังเกตดูดีๆ เราก็จะพบว่า
เวลาที่เรานึกถึงความทรงจำเหล่านั้น
มันอาจจะทำให้เรารู้สึกเจ็บปวดก็จริง
.
แต่ในขณะเดียวกัน ความทรงจำดังกล่าว
ก็ช่วยให้เรายิ้มได้ (ในบางครั้ง) เช่นกัน
.
มันทำให้ประสบการณ์ (หลังการสูญเสีย) ของเรา
ไม่ได้มีเพียงรสชาติที่ “ขมขื่น” เท่านั้น
แต่มันยังมีรสชาติที่ “หอมหวาน” ผสมอยู่ด้วย
.
ในทางกลับกัน
หากเรา “ปัดตก” ทุกความทรงจำ
ที่เรามีกับคนที่เราสูญเสียไป
ความเจ็บปวดจากการที่เรา
ไม่มีเขาในชีวิตก็จะยังคงอยู่
.
แต่เราจะไม่มีความทรงดีๆมาช่วย
ปลอบประโลมใจเราอีกแล้วครับ
.
อ้างอิง
เวลาที่เราพูดถึงการสื่อสาร
หลายคนจะให้น้ำหนักกับ
คำพูดที่เราพูดกันออกมาเป็นหลัก
.
แต่นั่นไม่ใช่ “ทั้งหมด” ของการสื่อสาร
.
หัวใจสำคัญของการสื่อสารที่เกิดขึ้น
ไม่ได้อยู่ที่คำพูดที่มีการพูดกันออกมา
.
แต่มักอยู่ที่โทนเสียง การเว้นจังหวะ หรือภาษากาย
และบางครั้ง ก็อยู่ที่คำที่ไม่ได้ถูกพูดออกมา
.
ฉะนั้น หากเราต้องการ connect กับใครสักคนจริงๆ…
.
เราจะไม่ฟังเขาด้วยหูอย่างเดียว
แต่เราจะฟังด้วยตาและหัวใจด้วย
.
เราจะไม่รับรู้เพียงแค่ “เนื้อหา” ที่เขาสื่อ
แต่เราจะรับรู้ “ความรู้สึก” ของเขาโดยไม่ตัดสินด้วย
.
เราจะไม่มองเห็นแค่คำพูดของเขา
แต่เราจะมองเห็นโทนเสียง ภาษากาย และ energy ของเขาด้วย
.
เราจะไม่เพียงแค่รับฟังเขานิ่งๆ
แต่เราจะพูดสะท้อนสิ่งที่เรารับรู้กลับไปให้เขาได้ยินด้วย
(เช่น “ฉันรับรู้ได้ว่าเธอดูไม่แน่ใจตอนที่พูดถึงเรื่อง xxx เท่าไหร่นะ”)
.
ผมหวังว่าสิ่งที่ผมได้หยิบมานำเสนอในวันนี้
จะช่วยให้เรา connect กับคนในชีวิตของเราได้มากขึ้นนะครับ
.
อ้างอิง
ความรักที่ดีไม่ใช่ความรักที่
คนหนึ่งคอย give อย่างเดียว
ในขณะที่อีกคนหนึ่งคอย take อย่างเดียว
.
ความรักที่ดีคือความรักที่ทุกฝ่ายต่าง give และ take
.
แต่ปัญหาสำหรับคนที่เป็นฝ่าย give ก็คือ
หลายครั้ง พวกเขาไม่รู้เหมือนกันว่า
พวกเขากำลัง give มากไปหรือเปล่า
.
วิธีง่ายๆที่จะช่วยให้เรารู้ว่า
เรากำลัง give มากไปหรือเปล่า
คือการสังเกตดูความรู้สึกของเราเวลาที่เรา give ครับ
.
ถ้าเรา give และเรารู้สึกมีความสุข
นั่นอาจจะไม่ใช่ปัญหาเท่าไหร่นัก
.
แต่ในทางกลับกัน หากเรา give และเราเห็นว่าตัวเอง…
.
รู้สึกหงุดหงิด
(เช่น “เธอจะเรียกร้องอะไรเยอะแยะนัก!”)
หรือรู้สึกว่างเปล่า
(เช่น “ไม่ว่าฉันจะทำอะไร มันก็ไร้ค่าในสายตาเธออยู่ดี”)
หรือรู้สึกกลัว
(เช่น “ฉันยอมแล้ว เธออย่าทิ้งฉันไปเลยนะ”)
.
…นี่อาจเป็นสัญญาณว่าเรากำลังอยู่
ในความรักที่เราเป็นฝ่าย give มากเกินไปได้ครับ
.
อ้างอิง
อะไรคือสัญญาณของการมีความสัมพันธ์ที่ดี?
.
บางคนจะตอบว่า “ความสงบ” หรือ “การไร้ความขัดแย้ง”
.
อย่างไรก็ตาม ผมมองว่านั่นไม่ใช่คำตอบที่ดีเท่าไหร่นัก
.
เพราะผมเคยเห็นความสัมพันธ์แย่ๆ
จำนวนไม่น้อยที่เต็มไปด้วย “ความสงบ”
.
“ความสงบ” นั้นไม่ได้เกิดขึ้น
เพราะแต่ละฝ่ายในความสัมพันธ์
มีความรู้สึก มุมมอง หรือความต้องการที่สอดคล้องกัน
.
แต่เป็นเพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลือก
ที่จะเก็บงำความรู้สึกและความต้องการของตัวเอง
.
เขาเลือกที่จะ “ตามใจ” อีกฝ่ายหนึ่งเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง
.
คนภายนอกจึงมองมาที่
ความสัมพันธ์ดังกล่าว
และมองเห็น “ความสงบ”
.
แต่ในความเป็นจริงแล้ว
แม้ความสัมพันธ์นี้จะเต็มไปด้วย “ความสงบ”
แต่ฝ่ายที่ “ตามใจ” กำลังเป็นทุกข์อยู่
.
ด้วยเหตุนี้
ผมจึงมองว่า “ความสงบ”
ไม่ใช่ “ตัดชี้วัด” ความดีงาม
ของความสัมพันธ์ที่ดีเท่าไหร่นัก
.
ผมมองว่า “ตัวชี้วัด” ที่ดีกว่า “ความสงบ” คือ “ความปลอดภัย”
.
“ความปลอดภัย” จากการถูกทำร้ายร่างกาย
“ความปลอดภัย” จากการถูกทำร้ายจิตใจ
“ความปลอดภัย” ที่จะแชร์ความรู้สึกจริงๆของตัวเองได้
“ความปลอดภัย” ที่จะแชร์ความต้องการจริงๆของตัวเองได้
“ความปลอดภัย” ที่มาจากความเชื่อมั่นว่าเราและอีกฝ่ายจะสามารถรับมือกับความแตกต่างระหว่างกันได้
.
ฉะนั้น หากเราต้องการความสัมพันธ์ที่ดี
เราอย่าไปให้น้ำหนักกับ “ความสงบ” มากนักเลยครับ
.
เรามาให้น้ำหนักกับ “ความปลอดภัย” กันดีกว่าครับ
.
อ้างอิง
คุณเคยหยิบบทสนทนา
ที่คุณคุยกับใครสักคนมาก่อนหน้านี้
มา replay ในหัวซ้ำไปซ้ำมาไหมครับ?
.
คุณรู้แหละครับว่า
ไม่ว่าคุณ replay บทสนทนานั้นกี่รอบ
คุณก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปพูดคุยกับคนๆนั้นได้
.
คุณรู้แหละครับว่า
การที่คุณกำลัง replay บทสนทนาเช่นนี้
มันกำลัง “กิน” พลังงานชีวิตของคุณ
และทำให้คุณนอนไม่หลับตอนกลางคืน
.
…แต่คุณอดไม่ได้ที่จะทำมันอยู่ดี!
.
เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณ
เข้าไปใน loop ของการ “คิดมาก”
มันก็เหมือนกับมีเชือกมามัดความคิดของคุณไว้
ทำให้คุณไม่สามารถ “ปล่อยวาง”
หรือหยุด “คิดมาก” ได้เลย
.
วันนี้ ผมมีแนวทางในเบื้องต้น
ที่อาจจะช่วยให้คุณ “คลายเชือก”
ที่มัดความคิดของคุณไว้ได้ครับ
.
# 1
ทันทีที่คุณเห็นว่าตัวเองกำลังติดอยู่ใน loop
ขอให้คุณพูดกับตัวเองชัดๆว่า
“ฉันสังเกตเห็นว่า ตอนนี้ ฉันกำลังอยู่ใน loop”
.
# 2
อย่าปล่อยให้ความคิดอยู่ในหัวเพียงอย่างเดียว
คุณสามารถหยิบมันมาเขียนลงบนกระดาษได้
.
# 3
ตั้งคำถามกับตัวเองว่า
“มีอะไรในสถานการณ์นี้
ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฉันบ้าง?”
.
# 4
ถ้าเราหยุด “คิดมาก” ไม่ได้จริงๆ
อย่างน้อยที่สุด สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้
คือการจำกัดเวลา “คิดมาก” ครับ
(เช่น ในช่วง 15 นาทีต่อจากนี้
ฉันจะอนุญาตให้ตัวเอง “คิดมาก” ให้เต็มที่
แต่หลังจากที่ครบ 15 นาที
ฉันก็จะลุกขึ้นไปทำอย่างอื่นแล้ว)
.
# 5
ดึงตัวเองกลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ
ด้วยการตั้งคำถามกับตัวเองว่า
“ตอนนี้ ฉันกำลังมองเห็นอะไรอยู่?”
(ตอบให้ได้ 5 อย่าง)
“ตอนนี้ ฉันกำลังสัมผัสอะไรอยู่?”
(ตอบให้ได้ 4 อย่าง)
“ตอนนี้ ฉันกำลังได้ยินอะไรอยู่?”
(ตอบให้ได้ 3 อย่าง)
“ตอนนี้ ฉันกำลังได้กลิ่นอะไรอยู่?”
(ตอบให้ได้ 2 อย่าง)
“ตอนนี้ ฉันกำลังรับรู้รสอะไรอยู่?”
(ตอบให้ได้ 1 อย่าง)
.
# 6
ตั้งคำถามกับตัวเองว่า
“อะไรคือสิ่งเล็กๆที่ฉันสามารถทำได้ ณ วินาทีนี้?”
และลงมือทำสิ่งๆนั้น
.
ผมหวังว่าแนวทางทั้ง 6 ที่ผมได้นำเสนอนี้
จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่ต้องการ
“คลายเชือก” ทางความคิดนะครับ!
.
อ้างอิง