Journaling Our Journey's avatar
Journaling Our Journey
npub1kmua...wk8n
ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ
image ตอนที่ผมยังเป็นนักเรียน ผมเคยอ่านหนังสืออยู่หน้าหนึ่ง . ผมอ่านหน้านั้นซ้ำๆติดกัน 3-4 รอบ แต่เนื้อหาของหน้านั้นกลับไม่เข้าหัวผมเลยแม้แต่นิดเดียว! . ทำไมมันถึงเป็นแบบนั้น? . สาเหตุข้อหนึ่งก็คือ วิธีการเรียนรู้ของผมในตอนนั้น มันเป็นวิธีการเรียนรู้ที่ไม่เอื้อ ต่อการทำงานของสมองเท่าไหร่นัก . ถ้าผมย้อนเวลากลับไปได้ ต่อไปนี้คือสิ่งที่ผมจะทำครับ . # 1 ผมจะขยับร่างกายเล็กๆน้อยๆก่อนอ่านหนังสือ (เช่น เดินเล่นสักนิด ยืดเหยียดแขนขาสักหน่อย) . # 2 ผมจะไม่อ่านหนังสือครั้งละ 2-3 ชั่วโมง ผมจะอ่านหนังสือ 20-30 นาที พักสัก 5-10 นาที และกลับมาอ่านหนังสือต่ออีก 20-30 นาทีแทน . # 3 ผมจะเก็บเนื้อหาที่สำคัญที่สุดมาอ่านทวนก่อนเข้านอน . # 4 ผมจะไม่เพียงแค่หยิบหนังสือมาอ่านในใจอย่างเดียว แต่ผมจะทั้งอ่านในใจ ทั้งอ่านออกเสียง ทั้งเขียน ทั้งวาดผสมกันไป . # 5 ผมจะไม่อ่านหนังสือแต่ละบทซ้ำๆกันหลายรอบ แต่ทุกครั้งที่ผมอ่านหนังสือจบแต่ละบท ผมจะเขียนสรุปเนื้อหาสำคัญของบทนั้น พักผ่อนสักระยะหนึ่ง และทดสอบตัวเองว่า จดจำและเข้าใจเนื้อหาในบทนั้นมากแค่ไหน ถ้าผลการทดสอบออกมาดี ผมก็จะขยับไปที่บทต่อไป แต่ถ้าผลการทดสอบยังออกมาไม่ดี ผมก็จะอ่านบทนั้นซ้ำ ตามด้วยการเขียนสรุปเนื้อหาสำคัญของบทนั้น พักผ่อนสักระยะ และทดสอบตัวเองอีกรอบ . ทั้งหมดนี้จะช่วยให้สมองของผมเรียนรู้ได้ง่ายขึ้นเยอะครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1111/j.1467-9280.2006.01693.x https://psycnet.apa.org/doi/10.1017/CBO9781139164603 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนรู้สึกผิดเวลาที่พวกเขาพักผ่อน . เพราะพวกเขามองว่า เวลาที่พวกเขาใช้พักผ่อนนั้น ควรถูกนำเอาไปใช้ทำอย่างอื่น ที่ “เป็นประโยชน์” มากกว่า . พวกเขาจะยิ่งรู้สึกผิดเป็นพิเศษ หากพวกเขาเป็นคนที่แคร์คนอื่นเป็นอย่างมาก . เพราะพวกเขาจะมองว่าช่วงเวลาพักผ่อนนั้น มันคือช่วงเวลาที่พวกเขาเอาไปช่วยเหลือคนอื่นได้ . มันทำให้การพักผ่อนของพวกเขา ดูเป็นการกระทำที่ “เห็นแก่ตัว” ขึ้นมาทันที . แต่ในความเป็นจริงแล้ว แม้กระทั่งรถยนต์ก็ยังต้องมีเวลา แวะเติมน้ำมัน แวะเข้าศูนย์เป็นระยะๆ . การตัดสินใจเอารถยนต์ไปแวะเข้า ศูนย์หรือปั้มน้ำมันไม่ใช่สิ่งที่ “เห็นแก่ตัว” แต่มันเป็นสิ่งที่ “จำเป็น” ต่อการที่รถยนต์ จะทำหน้าที่พาผู้คนและสิ่งของไปส่ง ตามที่ต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ . การพักผ่อนของคนเราก็เช่นเดียวครับ . มันไม่ใช่การตัดสินใจที่ “เห็นแก่ตัว” แต่มันคือสิ่งที่เรา “จำเป็น” ต้องทำ หากเราต้องการให้ตัวเองช่วยเหลือคนอื่นได้ยาวๆครับ . อ้างอิง https://www.researchgate.net/publication/245720535_Compassion_fatigue_as_secondary_traumatic_stress_disorder_An_overview https://psycnet.apa.org/record/1997-36453-000 https://psycnet.apa.org/record/1998-06505-001 #จิตวิทยา #siamstr
image พวกเราคงจะคุ้นเคยกับ เรื่องราวของหลายคน ที่ตัดสินใจ drop out จากมหาวิทยาลัย เพื่อมาทำธุรกิจของตัวเอง . ไม่ว่าจะเป็น Bill Gates (Microsoft) Steve Jobs (Apple) หรือ Mark Zuckerberg (Facebook) . คำถามคือ…นี่เป็นการตัดสินใจที่ดีหรือไม่? . หลายคนจะตอบอย่างไม่ลังเลเลยครับว่า “ดี” เพราะธุรกิจของบุคคลในข้างต้น คือธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงระดับโลก . แต่ถ้าธุรกิจของพวกเขาไม่ประสบความสำเร็จล่ะ? . หลายคนก็จะตอบทันทีว่า ในกรณีแบบนี้ การตัดสินใจ drop out นั้นคือการตัดสินใจที่ไม่ดี . พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ หลายคนใช้ “ผลลัพธ์” เป็นตัวประเมินคุณภาพของการตัดสินใจ . แต่ในความเป็นจริงแล้ว การตัดสินใจที่ดีไม่ได้นำมาสู่ “ผลลัพธ์” ที่ดีเสมอไป . และเช่นเดียวกัน การตัดสินใจที่แย่ ก็ไม่ได้นำมาสู่ “ผลลัพธ์” ที่แย่เสมอไปด้วย . เราลองนึกถึงเรื่องราวของคนที่ลาออกจากงาน เอาเงินก้อนทั้งหมดที่มีไปซื้อหวย และเกิดถูกหวยก็ได้ครับ . ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคน น่าจะเห็นตรงกันว่า นี่คือการตัดสินใจที่แย่มากๆ . แต่การตัดสินใจที่แย่นี้กลับทำให้ เจ้าตัวกลายเป็นเศรษฐีเงินล้านไปเรียบร้อย! . หรืออีกหนึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ การที่เราตัดสินใจที่จะคบกับแฟนเก่าของเรา . สุดท้ายแล้ว แม้แฟนเก่ากับเราจะไม่สามารถไปด้วยกันได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เราตัดสินใจผิดที่คบกับแฟนเก่าของเราเสมอไป . ผมมองว่า หากเราตัดสินใจ ด้วยข้อมูลทั้งหมดที่เรามี ณ เวลานั้น และเราได้พิจารณาไตร่ตรองดีแล้ว (ไม่ได้ตัดสินใจแบบหุนหันผันแล่น) ต่อให้ “ผลลัพธ์” จะออกมาดีหรือไม่ดี ผมก็นับว่านั่นคือการตัดสินใจที่ดีแล้วแหละครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1177/0956797619828724 https://doi.org/10.1037//0022-3514.54.4.569 #จิตวิทยา #siamstr
image เคยไหมครับ? . เราพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น แต่เสียงในหัวกลับคอยบอกว่า… . “ฉันเปลี่ยนไม่ได้หรอก” “มันยากเกินไป มันสายเกินไป” “พยายามไปเดี๋ยวก็ล้มเหลวอีกอยู่ดี” ฯลฯ . สิ่งหนึ่งที่ทำให้เสียงเหล่านี้มีพลังก็คือ มันมีความจริงที่แอบซ่อนอยู่ในนั้น . แต่มันเป็นความจริงที่ถูกหยิบมาบิดเบือน . ยกตัวอย่างเช่น . เวลาที่เสียงในหัวเราบอกว่า “พยายามไปเดี๋ยวก็ล้มเหลวอีกอยู่ดี” . ความจริงที่แอบซ่อนอยู่ก็คือ ในอดีตที่ผ่านมา เราได้เคย พยายามและล้มเหลวมาแล้ว . เสียงในหัวเราหยิบเอาความจริงข้อนี้ มาบิดเบือนจนกลายเป็นคำตัดสินที่ฟังดูเด็ดขาดว่า… . เนื่องจากเราเคยพยายาม และล้มเหลวมาก่อนในอดีต การพยายามครั้งต่อไป ก็จะต้องจบลงด้วยความล้มเหลวแน่นอน . เป็นต้น . ฉะนั้น กุญแจสำคัญในการรับมือ กับเสียงในหัวเหล่านี้คือการไม่ปล่อย ให้ตัวเอง “ไหลตามน้ำ” ไปกับความจริงที่บิดเบือน . เราจะต้อง “ยืนหยัด” ให้มั่นคง ว่าความจริง (จริงๆ) คืออะไรกันแน่ . และอาศัยความจริง (ที่ไม่บิดเบือน) มาใช้รับมือกับเสียงในหัวเหล่านั้น . ยกตัวอย่างเช่น . เวลาที่เสียงในหัวบอกเราว่า “พยายามไปเดี๋ยวก็ล้มเหลวอีกอยู่ดี” . สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้ คือการต่อสู้กับเสียงดังกล่าวว่า . “ใช่ ที่ผ่านมา ฉันเคยพยายามและก็ล้มเหลวมาแล้วหลายรอบ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าความพยายามครั้งนี้จะล้มเหลวเหมือนเก่า มันอาจจะสำเร็จก็ได้ หรือถ้ามันจะล้มเหลวอีก อย่างน้อย ฉันก็ได้ก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว แทนที่จะยืนอยู่ที่เดิมและยกธงขาวยอมแพ้ตั้งแต่แรก” . เป็นต้น . ผมหวังว่าสิ่งที่ผมได้หยิบมานำเสนอในวันนี้ จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่กำลังเผชิญหน้า กับเสียงในหัวที่ขัดขวางไม่ให้ตัวเองกลายเป็นคนที่ดีขึ้นนะครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1111/jopy.12005 https://psycnet.apa.org/record/1999-02577-000 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราพูดถึง self-care หลายคนจะนึกถึงการปรนเปรอตัวเองในรูปแบบต่างๆ . ยกตัวอย่างเช่น การดูซีรี่ย์แบบมาราธอนข้ามคืน การทานขนมตามใจปากแบบจัดเต็ม เป็นต้น . ผมมองว่าการปรนเปรอตัวเองเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่ “ผิด” นะครับ . แต่ถ้าเราปรนเปรอตัวเองแบบนี้บ่อยๆ เราจะไม่สามารถเรียกสิ่งนี้ว่า self-care ได้ . เพราะเมื่อเราพูดถึง self มันไม่ใช่แค่ตัวเราในวันนี้ แต่ยังรวมถึงตัวเราในวันพรุ่งนี้ด้วย . ฉะนั้น เวลาที่เราปรนเปรอตัวเองถี่ๆ นั่นคือการที่เรากำลังตอบโจทย์ self ในปัจจุบัน โดยที่เรากำลังละเลย self ในอนาคต . มันไม่ต่างอะไรกับการให้รางวัลตัวเองในวันนี้ พร้อมๆกับส่งบิลเก็บเงินตัวเราในวันหน้า . self-care ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเราได้คำนึงถึงความรู้สึกและ ความต้องการของ self ทั้ง 2 ช่วงเวลาเท่านั้น . พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ การปรนเปรอตัวเองนั้น ยังถือว่าเป็น self-care อยู่… . …หากมันมันยังไม่ทำให้ตัวเราในอนาคตต้องลำบากอย่างแรงนะครับ! . อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.jebo.2019.08.016 https://doi.org/10.1016/j.ijnss.2021.08.007 https://doi.org/10.1093/scan/nsq081 https://doi.org/10.1177/1745691617690880 #จิตวิทยา #siamstr
image เราจะรู้ได้ยังไงว่าเรารักใครสักคนจริงๆ? . การที่เรารู้สึกใจเต้นแรงเวลามองตาเขา มันสะท้อนว่าเรารักเขาจริงๆใช่ไหม? . หรือการที่เราบอกรักเขาทุกคืนก่อนนอน คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเรารักเขาจริงๆ? . สิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจมองข้ามก็คือ ท่าทีของเราที่มีต่อแฟนในช่วงเวลาที่เรา กำลังเหนื่อย เครียด หรือหงุดหงิดครับ . เพราะในช่วงเวลาดังกล่าว มันง่ายมากที่เราจะ… . …ชี้นิ้วกล่าวโทษแฟน …ไม่คุยกับแฟน …หรือแม้กระทั่งไม่อยากอยู่ในห้องเดียวกันกับแฟน . อย่างไรก็ตาม ถ้าเรากำลังเหนื่อย เครียด หงุดหงิด… . …และเรายังคงเปิดใจฟังสิ่งที่แฟนพูด . …และเรายังคงรับผิดชอบในส่วนของเรา (กรณีที่เกิดความขัดแย้งกับแฟน) . …และเรายังคงมีการแสดงออกเล็กๆน้อยๆ ให้แฟนมั่นใจว่าเรายังให้ความสำคัญกับเขาอยู่ (เช่น จับมือ กอด ส่งข้อความ) . ผมมองว่าสิ่งนี้คือ “ตัวชี้วัด” ชั้นดี ว่าเรารักคนๆนี้อย่างชัดเจนครับ . อ้างอิง #จิตวิทยา #siamstr
image การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น (ไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นครอบครัว แฟน เพื่อน หรือใครก็ตาม) คือกุญแจสำคัญของการมีชีวิตที่มีความสุข . แต่ทำยังไงเราจึงจะพัฒนาความสัมพันธ์ให้ดีได้ล่ะ? . หลายคนมองว่าการ “จัดหนักจัดเต็ม” คือคำตอบ . ยกตัวอย่างเช่น การพาแฟนไปเที่ยวทริปสุดหรู การจัดเซอร์ไพรส์วันเกิดอลังการให้กับแม่ เป็นต้น . การ “จัดหนักจัดเต็ม” เช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่แย่นะครับ . แต่งานวิจัยพบว่า การสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรื่องใหญ่โต แต่ขึ้นอยู่กับสิ่ง “เล็กๆน้อยๆ” ที่เราทำในทุกๆวันมากกว่าครับ . # 1 สังเกตสิ่งดีๆที่เขาทำและชื่นชมมัน # 2 อยู่ข้างเขาและรับฟังอย่างตั้งใจ # 3 ให้อภัยในสิ่งที่เขาทำพลาด (โดยเฉพาะสิ่งเล็กๆ) # 4 ติดต่อเพื่อถามไถ่ว่า “ชีวิตช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง” เป็นระยะๆ # 5 สนับสนุนการเติบโตของเขา (ไม่อิจฉาและ “ขัดแข้งขัดขา”) . หากเราสม่ำเสมอกับสิ่ง “เล็กๆน้อยๆ” เหล่านี้ ต่อให้เราจะไม่ได้ “จัดหนักจัดเต็ม” แต่เชื่อได้เลยว่าความสัมพันธ์ของเรา จะเป็นความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพแน่นอนครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1177/0146167211412196 https://doi.org/10.1080/17439760.2015.1117131 https://doi.org/10.1037/1528-3542.8.3.425 #จิตวิทยา #siamstr
image คุณผู้อ่านเคยตั้งใจทำอะไรบางอย่างมาก จนแทบจะหายใจไม่ออกไหมครับ? . มันทำให้เราไม่สามารถดึงเอาศักยภาพ ของตัวเองออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ . …ทำให้ผลงานของเราแย่กว่าที่ควรจะเป็นได้ . เราจะรับมือกับแรงกดดันนี้ยังไงดี? วันนี้ ผมมีแนวทางในเบื้องต้นมานำเสนอครับ . . . # 1 อย่าปล่อยให้ผลงานของเรา มาตัดสินคุณค่าของตัวเรา . ไม่ว่าผลงานจะออกมาดีหรือไม่ดี เราก็มีคุณค่าในตัวเองเสมอ . # 2 อย่าตั้งเงื่อนไขกับตัวเองว่า เราต้องทำงานให้หนักก่อน เราถึงจะพักผ่อนได้ . ต่อให้เราจะไม่ได้ทำงานแบบทุ่มสุดตัวในวันนี้ เราก็ยังสามารถ “อนุญาต” ให้ตัวเองพักได้ครับ . # 3 หากเรามีแรงกดดันในระดับที่พอดีได้จริงๆ เราจะพูดกับตัวเองว่าอะไร? เราจะปฏิบัติต่อตัวเองอย่างไร? . ขอให้เราหยิบคำตอบที่มีต่อคำถามด้านบน มา “ลงมือทำ” ตั้งแต่ตอนนี้เลยครับ . . . ผมหวังว่าสิ่งที่ผมหยิบมาแบ่งปันในวันนี้ จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่กำลัง เผชิญกับความกดดันในชีวิตนะครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1111/j.1469-8986.2011.01175.x https://doi.org/10.1177/0146167207305538 https://doi.org/10.3758/PBR.16.2.344 https://doi.org/10.1080/02640414.2016.1265661 #จิตวิทยา #siamstr
image คุณกลัวตายไหมครับ? . ผมกลัวครับ…กลัวมากเสียด้วย . อย่างไรก็ตาม หากว่าวันหนึ่ง ผมตื่นขึ้นมา และผมมีพลังวิเศษที่สามารถลบ ความกลัวตายให้หายไปจากใจผมได้ . ผมก็จะไม่ใช้พลังนั้นอยู่ดี . เพราะผมมองว่าความกลัวตาย เป็นเหมือน “นาฬิกา” คอยย้ำเตือน ไม่ให้ผมลืมว่าชีวิตผมมีจำกัด . มันกระตุ้นให้ผมถามตัวเองเป็นระยะๆว่า “ชีวิตของฉันจะต้องมีรูปร่างหน้าตาแบบไหน ฉันถึงจะสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า ‘ฉันพร้อมต้อนรับความตายเพราะฉันได้ชีวิตอย่างเต็มที่แล้ว’?” . มันเป็นคำถามที่ช่วยให้ผมพยายาม ใช้ชีวิตในแต่ละวันให้มีคุณค่ามากที่สุด . ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หากผมใช้ประโยชน์ จากความกลัวตายของผมแบบนี้ได้เรื่อยๆ วันหนึ่ง ผมก็จะอยู่ในจุดที่สามารถพูดได้อย่างจริงใจว่า . “หากฉันต้องตายในวันนี้ ฉันก็จะตายได้อย่างไม่มีอะไรค้างคาแล้ว” . อ้างอิง https://doi.org/10.1007/978-1-4613-9564-5_10 https://psycnet.apa.org/record/2013-04278-000 #จิตวิทยา #siamstr
image “จงเลือกคนที่ ‘ต่ำกว่า’ เป็นแฟน เพราะมันจะช่วยการันตีว่า เราจะไม่เป็นฝ่ายถูกทิ้งอย่างแน่นอน” . คุณผู้อ่านคุ้นเคยกับแนวคิดข้างต้นไหมครับ? . ทุกวันนี้ หลายคนใช้แนวคิดดังกล่าว เป็น guideline ในเรื่องความรักความสัมพันธ์ . กล่าวคือ พวกเขาจะเลือกคบเป็นแฟนกับคนที่… . หล่อ/สวยไม่เท่าตัวเอง มีรายได้น้อยกว่า มีสถานะทางสังคมที่ต่ำกว่า ฯลฯ . ต่อให้พวกเขาจะเจอคนที่ถูกใจ แต่หากคนๆนั้น ‘เหนือกว่า’ พวกเขาก็จะตัดสินใจไม่สานสัมพันธ์ต่อทันที . ซึ่งหากมองในแง่หนึ่ง ผมก็เข้าใจคนที่มีแนวคิดนี้นะครับ . พวกเขาต้องการปกป้องตัวเอง จากความเจ็บปวดในเรื่องความรัก . พวกเขามองว่า หากตัวเองคบกับคนที่ ‘ต่ำกว่า’ ตัวเองก็จะเป็นฝ่ายที่ ‘มีอำนาจ’ ในความสัมพันธ์ . ส่งผลให้โอกาสที่พวกเขาจะอกหัก ถูกเมินเฉย โดนทำร้าย ฯลฯ…ลดน้อยลงได้ . แต่ในความเป็นจริง มันอาจไม่ได้เป็นแบบนั้นก็ได้ครับ . เพราะคนเราเปลี่ยนแปลงกันได้ . ตอนที่เริ่มต้นคบกัน แฟนอาจจะ ‘ต่ำกว่า’ แฟนอาจจะยอมอยู่ ‘ใต้อำนาจ’ . แต่พอคบกันไปเรื่อยๆ แฟนก็อาจจะ upgrade ตัวเองขึ้นมา หรือไม่แฟนก็อาจจะถึงขีดจำกัดความอดทน และไม่ยอมอยู่ ‘ใต้อำนาจ’ อีกต่อไป . ส่งผลให้แฟนกลายเป็นฝ่ายที่เดินจากไปได้ . นี่คือสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ เมื่อเรายึด ‘ความปลอดภัย’ เป็นหลัก ในการตัดสินใจเรื่องความรัก . ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากนำเสนอว่า แทนที่เราจะตัดสินใจเรื่องความรัก โดยยึดเอา ‘ความปลอดภัย’ เป็นสำคัญ . ทางเลือกที่น่าจะดีกว่า คือการตัดสินใจเรื่องความรัก โดยยึดเอา ‘ความเคารพซึ่งกันและกัน’ และ ‘การมีค่านิยมร่วมกัน’ เป็นสำคัญครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1177/02654075211017670 https://doi.org/10.1177/19485506241234391 https://doi.org/10.3390/ijerph18041914 https://doi.org/10.1007/BF00287608 #จิตวิทยา #siamstr
image “จงเลือกคนที่ ‘ต่ำกว่า’ เป็นแฟน เพราะมันจะช่วยการันตีว่า เราจะไม่เป็นฝ่ายถูกทิ้งอย่างแน่นอน” . คุณผู้อ่านคุ้นเคยกับแนวคิดข้างต้นไหมครับ? . ทุกวันนี้ หลายคนใช้แนวคิดดังกล่าว เป็น guideline ในเรื่องความรักความสัมพันธ์ . กล่าวคือ พวกเขาจะเลือกคบเป็นแฟนกับคนที่… . หล่อ/สวยไม่เท่าตัวเอง มีรายได้น้อยกว่า มีสถานะทางสังคมที่ต่ำกว่า ฯลฯ . ต่อให้พวกเขาจะเจอคนที่ถูกใจ แต่หากคนๆนั้น ‘เหนือกว่า’ พวกเขาก็จะตัดสินใจไม่สานสัมพันธ์ต่อทันที . ซึ่งหากมองในแง่หนึ่ง ผมก็เข้าใจคนที่มีแนวคิดนี้นะครับ . พวกเขาต้องการปกป้องตัวเอง จากความเจ็บปวดในเรื่องความรัก . พวกเขามองว่า หากตัวเองคบกับคนที่ ‘ต่ำกว่า’ ตัวเองก็จะเป็นฝ่ายที่ ‘มีอำนาจ’ ในความสัมพันธ์ . ส่งผลให้โอกาสที่พวกเขาจะอกหัก ถูกเมินเฉย โดนทำร้าย ฯลฯ…ลดน้อยลงได้ . แต่ในความเป็นจริง มันอาจไม่ได้เป็นแบบนั้นก็ได้ครับ . เพราะคนเราเปลี่ยนแปลงกันได้ . ตอนที่เริ่มต้นคบกัน แฟนอาจจะ ‘ต่ำกว่า’ แฟนอาจจะยอมอยู่ ‘ใต้อำนาจ’ . แต่พอคบกันไปเรื่อยๆ แฟนก็อาจจะ upgrade ตัวเองขึ้นมา หรือไม่แฟนก็อาจจะถึงขีดจำกัดความอดทน และไม่ยอมอยู่ ‘ใต้อำนาจ’ อีกต่อไป . ส่งผลให้แฟนกลายเป็นฝ่ายที่เดินจากไปได้ . นี่คือสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ เมื่อเรายึด ‘ความปลอดภัย’ เป็นหลัก ในการตัดสินใจเรื่องความรัก . ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากนำเสนอว่า แทนที่เราจะตัดสินใจเรื่องความรัก โดยยึดเอา ‘ความปลอดภัย’ เป็นสำคัญ . ทางเลือกที่น่าจะดีกว่า คือการตัดสินใจเรื่องความรัก โดยยึดเอา ‘ความเคารพซึ่งกันและกัน’ และ ‘การมีค่านิยมร่วมกัน’ เป็นสำคัญครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1177/02654075211017670 https://doi.org/10.1177/19485506241234391 https://doi.org/10.3390/ijerph18041914 https://doi.org/10.1007/BF00287608 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เรารู้จักใครสักคนในระดับหนึ่ง หลายคนจะเริ่มมีการสัมผัสตัว (เช่น ตบบ่า จับมือ กอด) . เพราะพวกเขามองว่า การสัมผัส = ความสนิทสนม ความห่วงใย . (แน่นอนครับว่า การสัมผัสตัวด้วยเจตนาร้ายนั้นมีอยู่จริง แต่สำหรับวันนี้ ผมขอพูดถึงเฉพาะการสัมผัสที่ไม่มีเจตนาร้ายครับ) . อย่างไรก็ตาม บางคนไม่ชอบการสัมผัสตัว . ไม่ว่าเขาจะเป็นฝ่ายสัมผัสคนอื่น หรือคนอื่นจะเป็นฝ่ายสัมผัสเขาก็ตาม . (และไม่ว่าคนอื่นจะเป็นคนที่สนิทหรือไม่สนิท…ก็ไม่ชอบเหมือนกันหมด) . ฉะนั้น เมื่อฝ่ายหนึ่งชอบที่สัมผัส (แบบไม่มีเจตนาร้าย) ในขณะที่อีกฝ่ายไม่ชอบการสัมผัส มันก็อาจส่งผลให้เกิดจังหวะที่เข้าใจผิดกันได้ . เข้าใจผิดว่า… . “การที่เธอไม่อยากให้ฉันสัมผัสนี้ แสดงว่าฉันคิดไปเองสินะ ฉันเข้าใจว่าเราสนิทกัน แต่จริงๆแล้วเธออาจไม่ได้รู้สึกสนิทกับฉันขนาดนั้น” . ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว ฝ่ายที่ปฏิเสธการสัมผัสเขาอาจจะรู้สึกสนิท เพียงแค่เขาไม่ได้สะดวกใจหรือ สบายใจกับการสัมผัสเท่านั้น . ผมจึงอยากจะขอนำเสนอว่า เวลาเราเจอคนที่มีท่าที “ถอยห่าง” จากการสัมผัสนั้น เราอย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า เขาไม่สนิทกับ (หรือไม่ชอบขี้หน้า) เราเลยครับ . เขาอาจจะเพียงแค่ไม่สบายใจกับการสัมผัสตัว…ก็เป็นได้ครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1097/anc.0b013e3181fd2263 https://doi.org/10.1098/rstb.2016.0009 https://doi.org/10.1177/0146167220977709 https://doi.org/10.1371/journal.pone.0241041 #จิตวิทยา #siamstr
image เป็นที่รู้กันว่าคนที่เป็น perfectionist มีแนวโน้มที่จะกลัวความล้มเหลวหรือข้อบกพร่อง . แต่เชื่อไหมครับว่า อีกหนึ่งสิ่งที่ชาว perfectionist กลัว…ก็คือความสำเร็จ! . เพราะ perfectionist มีความเชื่อว่า คนที่จะ “คู่ควร” กับความสำเร็จ…จะต้องเป็นคนที่ “ไร้ที่ติ” . และเนื่องจากชาว perfectionist เขามองดูตัวเองด้วยสายตาที่คมกริบ เขาจึงเห็น “ข้อบกพร่อง” ของตัวเองเป็นจำนวนมาก . มันทำให้เขาตัดสินตัวเองอยู่ในใจว่า “คนอย่างฉันน่ะ…ทำไม่สำเร็จหรอก” . ฉะนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่โอกาสผ่านเข้ามาในชีวิต คนที่เป็น perfectionist ก็มักกลัวที่จะคว้าโอกาสนั้นไว้ . หรือต่อให้เขาจะทำอะไรบางอย่างได้สำเร็จมาแล้ว เขาก็มีแนวโน้มที่จะลดทอนความสำเร็จของตัวเอง เพราะมันทำให้เขารู้สึก “ปลอดภัย” . ทั้งหมดนี้ทำให้ชาว perfectionist ประสบความสำเร็จในชีวิตได้น้อยกว่าที่ “ควรจะเป็น” . …ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากเลยครับ . เพราะความสำเร็จเป็นเรื่องของ การเรียนรู้และการเติบโตมากกว่าความเป๊ะ . สังเกตได้จากผู้คนที่ “ประสบความสำเร็จ” ในด้านต่างๆ (ไม่ว่าจะเป็นด้านธุรกิจ กีฬา ครอบครัว หรือด้านไหนก็ตาม) . ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่สมบูรณ์แบบ (โดยเฉพาะในช่วงแรกๆ) . แต่ทุกคนล้วนอ้าแขนต้อนรับการเรียนรู้และการเติบโต จนทำให้พวกเขาดู “perfect” ในวันที่พวกเขา “สำเร็จ” . (แต่ถึงกระนั้น แม้ในวันที่พวกเขาถึง “ปลายทาง” ของความสำเร็จแล้ว หลายคนก็ยังไม่ได้ดู “ไร้ที่ติ” อยู่ดี!) . ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากที่จะนำเสนอว่า แทนที่เราจะมองว่า “ความสำเร็จ” คือสิ่งที่อยู่คู่กับ “ความสมบูรณ์” . เราหันมาตระหนักถึงข้อเท็จจริงที่ว่า “การเติบโต” (ไม่ใช่ “ความสมบูรณ์”) คือกุญแจสำคัญของ “ความสำเร็จ” กันดีกว่าครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1123/jsep.31.5.602 https://doi.org/10.1177/07342829241249784 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่ทุกอย่างในชีวิตถล่มลงมา . สิ่งหนึ่งที่ช่วยให้หลายคน พอจะประคองตัวเองผ่าน ช่วงเวลาดังกล่าวมาได้ คือการมีความหวัง . มันไม่ใช่การปฏิเสธความจริงที่โหดร้าย มันไม่ใช่การฝืนดันทุรังให้ตัวเอง positive . แต่มันคือการยอมรับกับตัวเองอย่างตรงไปตรงมาว่า “ใช่ ตอนนี้ ฉันกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ย่ำแย่อยู่” . เพียงแต่ว่า แม้ชีวิตพวกเขากำลังยากลำบาก พวกเขาก็ยังคงเลือกที่จะไม่ยอมแพ้ . เพราะพวกเขาเชื่อว่า สิ่งต่างๆมันจะดีขึ้นในอนาคตได้ . พวกเขายังไม่รู้หรอกครับว่า สถานการณ์ของตัวเองจะดีขึ้นได้ยังไง . แต่พวกเขาตัดสินใจว่า ตราบใดที่พวกเขาทำให้ดีที่สุดในทุกๆวัน ไม่ช้าก็เร็ว พวกเขาก็จะเจอกับ “จุดเปลี่ยน” ที่พลิกให้ชีวิตพวกเขากลับมาดีขึ้นได้แน่นอน . นี่คือความหมายของ “การมีความหวัง” สำหรับหลายๆคนครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.60.4.570 http://dx.doi.org/10.1521/jscp.2000.19.1.11 https://doi.org/10.1016/j.pec.2021.07.029 https://doi.org/10.1521/jscp.24.3.401.65616 #จิตวิทยา #siamstr
image คุณเป็นคนที่ขยันทำงานมาก จนตัวเองหมดแรงอยู่เรื่อยๆไหมครับ? . หลายคนที่เป็นเช่นนี้มักจะมีนิสัย “ชอบตามใจคนอื่น” ครับ . เพราะคนที่ชอบตามใจคนอื่นมักจะ say yes เวลาที่มีคนมาขอความช่วยเหลือไปหมด มันเลยทำให้พวกเขา “งานล้นมือ” และรู้สึกเหนื่อยจนหมดแรงอยู่เรื่อยๆ . ยิ่งไปกว่านั้น พอพวกเขามี “ชื่อเสียง” เรื่องของการเป็นคนที่พร้อมจะ say yes ในที่ทำงาน มันก็ยิ่งดึงดูดให้ผู้คนมาขอความช่วยเหลือเพิ่มขึ้น พวกเขาจึงยิ่ง “งานล้นมือ” และยิ่งเหนื่อยมากเข้าไปใหญ่! . แล้วถ้าพวกเขาไม่อยากที่จะเหนื่อยแบบนี้อีกแล้วล่ะ? . หลายคนอาจมองว่า หนทางเดียวที่จะช่วยให้พวกเขาเหล่านี้ หลุดพ้นจากภาวะ “งานล้นมือ” และความเหนื่อยล้า คือการที่พวกเขาจะต้องเปลี่ยนตัวเองอย่างสุดขั้ว . กล่าวคือ จากเดิมที่พวกเขา “ตามใจคนอื่น” แบบขีดสุด พวกเขาจะต้องกลายเป็นคนที่ “เห็นแก่ตัว” แบบสุดขั้ว . แต่จริงๆแล้ว พวกเขายังสามารถที่จะ “ตามใจคนอื่น” โดยที่ไม่ต้อง “งานล้นมือ” จนเหนื่อยได้ . เพียงแต่ว่า แทนที่พวกเขาจะ say yes กับคนอื่นแบบไม่มีเงื่อนไข (เหมือนในอดีต) พวกเขาอาจจะต้องเปลี่ยนมา say yes กับคนอื่นแบบมีเงื่อนไขแทน . ยกตัวอย่างเช่น . สมมติว่าเรากำลังเขียนรายงานการประชุมอยู่ และมีเพื่อนร่วมงานมาขอให้เราช่วยทำงานบางอย่างให้ แทนที่เราจะตอบตกลงช่วยทำงานไปเลย เราก็อาจจะพูดว่า . “ฉันยินดีช่วยนะ แต่ตอนนี้ ฉันต้องเขียนรายงานการประชุมให้เสร็จก่อน ถ้าฉันเขียนรายงานเสร็จแล้ว และเธอยังอยากให้ฉันช่วยอยู่ล่ะก็ เธอบอกฉันได้เลยนะ” . เป็นต้น . หากเราสามารถเรียนรู้ที่จะ say yes แบบมีเงื่อนไขได้ มันก็จะช่วยให้ภาวะ “งานล้นมือ” ของเราลดลง โดยที่เราไม่ต้องกลายเป็นคนที่ “เห็นแก่ตัว” แบบสุดขั้ว . ผมหวังว่าสิ่งที่ผมหยิบมานำเสนอในวันนี้ จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่ชอบ “ตามใจคนอื่น” นะครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.jvb.2010.01.003 https://doi.org/10.1002/pchj.70016 http://dx.doi.org/10.18052/www.scipress.com/ILSHS.63.218 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราสูญเสียใครสักคนที่เรารักมากๆไป หลายคนจะพยายามเก็บของทุกอย่าง ที่ทำให้พวกเขานึกถึงคนๆนั้นให้พ้นหูพ้นตา . เพราะถ้าพวกเขาเห็นสิ่งของเหล่านั้น มันก็จะกระตุ้นให้เขานึกถึงคนๆนั้น . และพวกเขาก็จะต้องเผชิญกับคลื่นความเสียใจที่ถาโถมเข้ามาอีกรอบ . ซึ่งแน่นอนครับว่า ความเสียใจนั้น มันเจ็บปวด . แต่ถึงกระนั้น ผมก็ยังไม่อยากเรา shut down ความทรงจำที่เรามีกับคนที่เราสูญเสียไปอยู่ดีครับ . เพราะถ้าเราสังเกตดูดีๆ เราก็จะพบว่า เวลาที่เรานึกถึงความทรงจำเหล่านั้น มันอาจจะทำให้เรารู้สึกเจ็บปวดก็จริง . แต่ในขณะเดียวกัน ความทรงจำดังกล่าว ก็ช่วยให้เรายิ้มได้ (ในบางครั้ง) เช่นกัน . มันทำให้ประสบการณ์ (หลังการสูญเสีย) ของเรา ไม่ได้มีเพียงรสชาติที่ “ขมขื่น” เท่านั้น แต่มันยังมีรสชาติที่ “หอมหวาน” ผสมอยู่ด้วย . ในทางกลับกัน หากเรา “ปัดตก” ทุกความทรงจำ ที่เรามีกับคนที่เราสูญเสียไป ความเจ็บปวดจากการที่เรา ไม่มีเขาในชีวิตก็จะยังคงอยู่ . แต่เราจะไม่มีความทรงดีๆมาช่วย ปลอบประโลมใจเราอีกแล้วครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1080/02699931.2020.1825339 https://doi.org/10.1111/jopy.12824 https://doi.org/10.1111/j.1467-9280.2008.02194.x #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราพูดถึงการสื่อสาร หลายคนจะให้น้ำหนักกับ คำพูดที่เราพูดกันออกมาเป็นหลัก . แต่นั่นไม่ใช่ “ทั้งหมด” ของการสื่อสาร . หัวใจสำคัญของการสื่อสารที่เกิดขึ้น ไม่ได้อยู่ที่คำพูดที่มีการพูดกันออกมา . แต่มักอยู่ที่โทนเสียง การเว้นจังหวะ หรือภาษากาย และบางครั้ง ก็อยู่ที่คำที่ไม่ได้ถูกพูดออกมา . ฉะนั้น หากเราต้องการ connect กับใครสักคนจริงๆ… . เราจะไม่ฟังเขาด้วยหูอย่างเดียว แต่เราจะฟังด้วยตาและหัวใจด้วย . เราจะไม่รับรู้เพียงแค่ “เนื้อหา” ที่เขาสื่อ แต่เราจะรับรู้ “ความรู้สึก” ของเขาโดยไม่ตัดสินด้วย . เราจะไม่มองเห็นแค่คำพูดของเขา แต่เราจะมองเห็นโทนเสียง ภาษากาย และ energy ของเขาด้วย . เราจะไม่เพียงแค่รับฟังเขานิ่งๆ แต่เราจะพูดสะท้อนสิ่งที่เรารับรู้กลับไปให้เขาได้ยินด้วย (เช่น “ฉันรับรู้ได้ว่าเธอดูไม่แน่ใจตอนที่พูดถึงเรื่อง xxx เท่าไหร่นะ”) . ผมหวังว่าสิ่งที่ผมได้หยิบมานำเสนอในวันนี้ จะช่วยให้เรา connect กับคนในชีวิตของเราได้มากขึ้นนะครับ . อ้างอิง http://dx.doi.org/10.1037/h0027795 http://dx.doi.org/10.1002/9781118766804.wbiect096 http://dx.doi.org/10.1080/10904018.2000.10499035 https://doi.org/10.1016/j.copsyc.2023.101681 #จิตวิทยา #siamstr
image ความรักที่ดีไม่ใช่ความรักที่ คนหนึ่งคอย give อย่างเดียว ในขณะที่อีกคนหนึ่งคอย take อย่างเดียว . ความรักที่ดีคือความรักที่ทุกฝ่ายต่าง give และ take . แต่ปัญหาสำหรับคนที่เป็นฝ่าย give ก็คือ หลายครั้ง พวกเขาไม่รู้เหมือนกันว่า พวกเขากำลัง give มากไปหรือเปล่า . วิธีง่ายๆที่จะช่วยให้เรารู้ว่า เรากำลัง give มากไปหรือเปล่า คือการสังเกตดูความรู้สึกของเราเวลาที่เรา give ครับ . ถ้าเรา give และเรารู้สึกมีความสุข นั่นอาจจะไม่ใช่ปัญหาเท่าไหร่นัก . แต่ในทางกลับกัน หากเรา give และเราเห็นว่าตัวเอง… . รู้สึกหงุดหงิด (เช่น “เธอจะเรียกร้องอะไรเยอะแยะนัก!”) หรือรู้สึกว่างเปล่า (เช่น “ไม่ว่าฉันจะทำอะไร มันก็ไร้ค่าในสายตาเธออยู่ดี”) หรือรู้สึกกลัว (เช่น “ฉันยอมแล้ว เธออย่าทิ้งฉันไปเลยนะ”) . …นี่อาจเป็นสัญญาณว่าเรากำลังอยู่ ในความรักที่เราเป็นฝ่าย give มากเกินไปได้ครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.37.1.12 https://doi.org/10.1177/0265407585024002 https://doi.org/10.1037//0022-3514.51.2.333 https://doi.org/10.3389/fpsyg.2020.01006 #จิตวิทยา #siamstr
image อะไรคือสัญญาณของการมีความสัมพันธ์ที่ดี? . บางคนจะตอบว่า “ความสงบ” หรือ “การไร้ความขัดแย้ง” . อย่างไรก็ตาม ผมมองว่านั่นไม่ใช่คำตอบที่ดีเท่าไหร่นัก . เพราะผมเคยเห็นความสัมพันธ์แย่ๆ จำนวนไม่น้อยที่เต็มไปด้วย “ความสงบ” . “ความสงบ” นั้นไม่ได้เกิดขึ้น เพราะแต่ละฝ่ายในความสัมพันธ์ มีความรู้สึก มุมมอง หรือความต้องการที่สอดคล้องกัน . แต่เป็นเพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลือก ที่จะเก็บงำความรู้สึกและความต้องการของตัวเอง . เขาเลือกที่จะ “ตามใจ” อีกฝ่ายหนึ่งเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง . คนภายนอกจึงมองมาที่ ความสัมพันธ์ดังกล่าว และมองเห็น “ความสงบ” . แต่ในความเป็นจริงแล้ว แม้ความสัมพันธ์นี้จะเต็มไปด้วย “ความสงบ” แต่ฝ่ายที่ “ตามใจ” กำลังเป็นทุกข์อยู่ . ด้วยเหตุนี้ ผมจึงมองว่า “ความสงบ” ไม่ใช่ “ตัดชี้วัด” ความดีงาม ของความสัมพันธ์ที่ดีเท่าไหร่นัก . ผมมองว่า “ตัวชี้วัด” ที่ดีกว่า “ความสงบ” คือ “ความปลอดภัย” . “ความปลอดภัย” จากการถูกทำร้ายร่างกาย “ความปลอดภัย” จากการถูกทำร้ายจิตใจ “ความปลอดภัย” ที่จะแชร์ความรู้สึกจริงๆของตัวเองได้ “ความปลอดภัย” ที่จะแชร์ความต้องการจริงๆของตัวเองได้ “ความปลอดภัย” ที่มาจากความเชื่อมั่นว่าเราและอีกฝ่ายจะสามารถรับมือกับความแตกต่างระหว่างกันได้ . ฉะนั้น หากเราต้องการความสัมพันธ์ที่ดี เราอย่าไปให้น้ำหนักกับ “ความสงบ” มากนักเลยครับ . เรามาให้น้ำหนักกับ “ความปลอดภัย” กันดีกว่าครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1080/14616730110058999 https://doi.org/10.1111/j.1545-5300.1991.00393.x https://doi.org/10.1080/13691058.2016.1148779 https://doi.org/10.1016/j.copsyc.2018.04.002 https://doi.org/10.1111/1467-8624.00130 #จิตวิทยา #siamstr
image คุณเคยหยิบบทสนทนา ที่คุณคุยกับใครสักคนมาก่อนหน้านี้ มา replay ในหัวซ้ำไปซ้ำมาไหมครับ? . คุณรู้แหละครับว่า ไม่ว่าคุณ replay บทสนทนานั้นกี่รอบ คุณก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปพูดคุยกับคนๆนั้นได้ . คุณรู้แหละครับว่า การที่คุณกำลัง replay บทสนทนาเช่นนี้ มันกำลัง “กิน” พลังงานชีวิตของคุณ และทำให้คุณนอนไม่หลับตอนกลางคืน . …แต่คุณอดไม่ได้ที่จะทำมันอยู่ดี! . เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณ เข้าไปใน loop ของการ “คิดมาก” มันก็เหมือนกับมีเชือกมามัดความคิดของคุณไว้ ทำให้คุณไม่สามารถ “ปล่อยวาง” หรือหยุด “คิดมาก” ได้เลย . วันนี้ ผมมีแนวทางในเบื้องต้น ที่อาจจะช่วยให้คุณ “คลายเชือก” ที่มัดความคิดของคุณไว้ได้ครับ . # 1 ทันทีที่คุณเห็นว่าตัวเองกำลังติดอยู่ใน loop ขอให้คุณพูดกับตัวเองชัดๆว่า “ฉันสังเกตเห็นว่า ตอนนี้ ฉันกำลังอยู่ใน loop” . # 2 อย่าปล่อยให้ความคิดอยู่ในหัวเพียงอย่างเดียว คุณสามารถหยิบมันมาเขียนลงบนกระดาษได้ . # 3 ตั้งคำถามกับตัวเองว่า “มีอะไรในสถานการณ์นี้ ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฉันบ้าง?” . # 4 ถ้าเราหยุด “คิดมาก” ไม่ได้จริงๆ อย่างน้อยที่สุด สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้ คือการจำกัดเวลา “คิดมาก” ครับ (เช่น ในช่วง 15 นาทีต่อจากนี้ ฉันจะอนุญาตให้ตัวเอง “คิดมาก” ให้เต็มที่ แต่หลังจากที่ครบ 15 นาที ฉันก็จะลุกขึ้นไปทำอย่างอื่นแล้ว) . # 5 ดึงตัวเองกลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ ด้วยการตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ตอนนี้ ฉันกำลังมองเห็นอะไรอยู่?” (ตอบให้ได้ 5 อย่าง) “ตอนนี้ ฉันกำลังสัมผัสอะไรอยู่?” (ตอบให้ได้ 4 อย่าง) “ตอนนี้ ฉันกำลังได้ยินอะไรอยู่?” (ตอบให้ได้ 3 อย่าง) “ตอนนี้ ฉันกำลังได้กลิ่นอะไรอยู่?” (ตอบให้ได้ 2 อย่าง) “ตอนนี้ ฉันกำลังรับรู้รสอะไรอยู่?” (ตอบให้ได้ 1 อย่าง) . # 6 ตั้งคำถามกับตัวเองว่า “อะไรคือสิ่งเล็กๆที่ฉันสามารถทำได้ ณ วินาทีนี้?” และลงมือทำสิ่งๆนั้น . ผมหวังว่าแนวทางทั้ง 6 ที่ผมได้นำเสนอนี้ จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่ต้องการ “คลายเชือก” ทางความคิดนะครับ! . อ้างอิง https://doi.org/10.1111/j.1745-6924.2008.00088.x https://doi.org/10.1037/0021-843x.110.2.333 https://doi.org/10.1017/s1352465818000103 https://doi.org/10.1016/j.bpsgos.2023.08.012 #จิตวิทยา #siamstr