Journaling Our Journey's avatar
Journaling Our Journey
npub1kmua...wk8n
ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ
image อะไรคือสัญญาณของการมีความสัมพันธ์ที่ดี? . บางคนจะตอบว่า “ความสงบ” หรือ “การไร้ความขัดแย้ง” . อย่างไรก็ตาม ผมมองว่านั่นไม่ใช่คำตอบที่ดีเท่าไหร่นัก . เพราะผมเคยเห็นความสัมพันธ์แย่ๆ จำนวนไม่น้อยที่เต็มไปด้วย “ความสงบ” . “ความสงบ” นั้นไม่ได้เกิดขึ้น เพราะแต่ละฝ่ายในความสัมพันธ์ มีความรู้สึก มุมมอง หรือความต้องการที่สอดคล้องกัน . แต่เป็นเพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลือก ที่จะเก็บงำความรู้สึกและความต้องการของตัวเอง . เขาเลือกที่จะ “ตามใจ” อีกฝ่ายหนึ่งเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง . คนภายนอกจึงมองมาที่ ความสัมพันธ์ดังกล่าว และมองเห็น “ความสงบ” . แต่ในความเป็นจริงแล้ว แม้ความสัมพันธ์นี้จะเต็มไปด้วย “ความสงบ” แต่ฝ่ายที่ “ตามใจ” กำลังเป็นทุกข์อยู่ . ด้วยเหตุนี้ ผมจึงมองว่า “ความสงบ” ไม่ใช่ “ตัดชี้วัด” ความดีงาม ของความสัมพันธ์ที่ดีเท่าไหร่นัก . ผมมองว่า “ตัวชี้วัด” ที่ดีกว่า “ความสงบ” คือ “ความปลอดภัย” . “ความปลอดภัย” จากการถูกทำร้ายร่างกาย “ความปลอดภัย” จากการถูกทำร้ายจิตใจ “ความปลอดภัย” ที่จะแชร์ความรู้สึกจริงๆของตัวเองได้ “ความปลอดภัย” ที่จะแชร์ความต้องการจริงๆของตัวเองได้ “ความปลอดภัย” ที่มาจากความเชื่อมั่นว่าเราและอีกฝ่ายจะสามารถรับมือกับความแตกต่างระหว่างกันได้ . ฉะนั้น หากเราต้องการความสัมพันธ์ที่ดี เราอย่าไปให้น้ำหนักกับ “ความสงบ” มากนักเลยครับ . เรามาให้น้ำหนักกับ “ความปลอดภัย” กันดีกว่าครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1080/14616730110058999 https://doi.org/10.1111/j.1545-5300.1991.00393.x https://doi.org/10.1080/13691058.2016.1148779 https://doi.org/10.1016/j.copsyc.2018.04.002 https://doi.org/10.1111/1467-8624.00130 #จิตวิทยา #siamstr
image คุณเคยหยิบบทสนทนา ที่คุณคุยกับใครสักคนมาก่อนหน้านี้ มา replay ในหัวซ้ำไปซ้ำมาไหมครับ? . คุณรู้แหละครับว่า ไม่ว่าคุณ replay บทสนทนานั้นกี่รอบ คุณก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปพูดคุยกับคนๆนั้นได้ . คุณรู้แหละครับว่า การที่คุณกำลัง replay บทสนทนาเช่นนี้ มันกำลัง “กิน” พลังงานชีวิตของคุณ และทำให้คุณนอนไม่หลับตอนกลางคืน . …แต่คุณอดไม่ได้ที่จะทำมันอยู่ดี! . เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณ เข้าไปใน loop ของการ “คิดมาก” มันก็เหมือนกับมีเชือกมามัดความคิดของคุณไว้ ทำให้คุณไม่สามารถ “ปล่อยวาง” หรือหยุด “คิดมาก” ได้เลย . วันนี้ ผมมีแนวทางในเบื้องต้น ที่อาจจะช่วยให้คุณ “คลายเชือก” ที่มัดความคิดของคุณไว้ได้ครับ . # 1 ทันทีที่คุณเห็นว่าตัวเองกำลังติดอยู่ใน loop ขอให้คุณพูดกับตัวเองชัดๆว่า “ฉันสังเกตเห็นว่า ตอนนี้ ฉันกำลังอยู่ใน loop” . # 2 อย่าปล่อยให้ความคิดอยู่ในหัวเพียงอย่างเดียว คุณสามารถหยิบมันมาเขียนลงบนกระดาษได้ . # 3 ตั้งคำถามกับตัวเองว่า “มีอะไรในสถานการณ์นี้ ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฉันบ้าง?” . # 4 ถ้าเราหยุด “คิดมาก” ไม่ได้จริงๆ อย่างน้อยที่สุด สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้ คือการจำกัดเวลา “คิดมาก” ครับ (เช่น ในช่วง 15 นาทีต่อจากนี้ ฉันจะอนุญาตให้ตัวเอง “คิดมาก” ให้เต็มที่ แต่หลังจากที่ครบ 15 นาที ฉันก็จะลุกขึ้นไปทำอย่างอื่นแล้ว) . # 5 ดึงตัวเองกลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ ด้วยการตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ตอนนี้ ฉันกำลังมองเห็นอะไรอยู่?” (ตอบให้ได้ 5 อย่าง) “ตอนนี้ ฉันกำลังสัมผัสอะไรอยู่?” (ตอบให้ได้ 4 อย่าง) “ตอนนี้ ฉันกำลังได้ยินอะไรอยู่?” (ตอบให้ได้ 3 อย่าง) “ตอนนี้ ฉันกำลังได้กลิ่นอะไรอยู่?” (ตอบให้ได้ 2 อย่าง) “ตอนนี้ ฉันกำลังรับรู้รสอะไรอยู่?” (ตอบให้ได้ 1 อย่าง) . # 6 ตั้งคำถามกับตัวเองว่า “อะไรคือสิ่งเล็กๆที่ฉันสามารถทำได้ ณ วินาทีนี้?” และลงมือทำสิ่งๆนั้น . ผมหวังว่าแนวทางทั้ง 6 ที่ผมได้นำเสนอนี้ จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่ต้องการ “คลายเชือก” ทางความคิดนะครับ! . อ้างอิง https://doi.org/10.1111/j.1745-6924.2008.00088.x https://doi.org/10.1037/0021-843x.110.2.333 https://doi.org/10.1017/s1352465818000103 https://doi.org/10.1016/j.bpsgos.2023.08.012 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนแสวงหาความรัก แต่ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถตอบได้ว่า ทำไมพวกเขาถึงแสวงหาความรัก . บางคนอาจมองว่า “ต่อให้ฉันจะตอบคำถามนี้ไม่ได้ มันก็ไม่เห็นจะอะไรเลยนะ” . แต่ผมมองว่านี่คือคำถามที่สำคัญมาก . เพราะเหตุผลที่อยู่เบื้องหลัง การแสวงหาความรักของเรา สามารถ “ชี้ชะตา” ความรักของเรา ได้ไม่น้อยเลยทีเดียวครับ . ยกตัวอย่างเช่น . ถ้าเราอยากมีแฟนเพราะเราอยากจะมี คนมาแชร์ชีวิตและมีความสุขไปด้วยกัน เราก็มีแนวโน้มที่จะเจอแฟนที่ support และให้ค่าเรา . ถ้าเราอยากมีแฟนเพราะแรงกดดัน จากครอบครัวและสังคม เราก็มีแนวโน้มที่จะเจอกับความรัก ที่ไม่ได้เหมาะหรือเข้ากันได้กับเราขนาดนั้น . ถ้าเราอยากมีแฟนเพราะเราอยากมี คนที่เกื้อหนุนให้เราเติบโต ความรักที่เรามีก็มีแนวโน้ม ที่จะเป็นเต็มไปด้วยพลังบวก . ถ้าเราอยากมีแฟนเพราะเราแสวงหา การยอมรับและความมั่นใจในตัวเองจากแฟน คุณค่าในตัวเราก็มีแนวโน้มที่จะผูกโยงเข้ากับแฟนสูง . ถ้าเราอยากมีแฟนเพราะ เรากลัวที่จะอยู่ตัวคนเดียว เราก็มีแนวโน้มที่จะคบกับแฟน ที่ไม่ได้ทำให้เรามีความสุขเท่าไหร่นัก . เป็นต้น . ความรักจะเป็นสิ่งที่สวยงามได้ ก็ต่อเมื่อเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังความรักดังกล่าว เป็นเหตุผลที่สวยงามเท่านั้นครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1177/1088868313498000 https://doi.org/10.3389/fpsyg.2020.02019 https://doi.org/10.1037/a0025012 #จิตวิทยา #siamstr
image คุณอยาก “ทำงานให้ได้งาน” โดยที่ไม่ต้อง รู้สึกทรมานระหว่างทำงานไหมครับ? . วันนี้ ผมมีเทคนิคเล็กๆน้อยๆมานำเสนอครับ . . . # 1 ทำงานให้เหมือนกับการ “วิ่ง 100 เมตร” (ไม่ใช่การ “วิ่งมาราธอน”) . ตั้งนาฬิกาไว้สัก 30 นาที และใช้เวลาดังกล่าวในการทำงานชิ้นเดียวเท่านั้น . ห้ามทำงานสลับกับเล่นโทรศัพท์มือถือ ห้ามทำงานชิ้นที่ 1 สลับกับทำงานชิ้นที่ 2 . การทำแบบนี้จะมีประโยชน์อย่างน้อย 2 แง่มุมด้วยกันครับ . ประการแรก มันช่วยให้เราเริ่มทำงานได้ง่ายขึ้น (เพราะมันแค่ 30 นาที) . ประการที่สอง เนื่องจากเรากำหนดเวลาไว้สั้น (เพียงแค่ 30 นาที) เราจะสามารถโฟกัสกับงานได้เต็มที่ ส่งผลให้งานคืบหน้าได้เยอะ (กว่าที่เราคาด) ซึ่งพอเราเห็นความคืบหน้านั้น มันก็อาจทำให้เรารู้สึกมีกำลังใจที่จะ “ลุยงาน” มากขึ้น (ในช่วง slot เวลา 30 นาทีสำหรับการทำงานครั้งต่อไปของเรา) . # 2 เปิดโหมด “ตั้งใจทำงาน” ก่อนลงมือทำงาน . ก่อนที่เราจะเริ่มต้นทำงาน ให้เราทำอะไรบางอย่างที่เป็นการ “ส่งสัญญาณ” ให้สมองเรารับรู้ว่า ต่อจากนี้ไป (เป็นระยะเวลา 30 นาที) เรากำลังจะโฟกัสกับการทำงานอย่างเต็มตัว . ยกตัวอย่างเช่น การสวมหูฟังตัดเสียงรบกวน การเอาโทรศัพท์มือถือออกไปวางนอกห้องทำงาน การจุดเทียนหอม เป็นต้น . หากเรา “ส่งสัญญาณ” แบบนี้ไปเรื่อยๆ สมองเราก็จะเกิดการเรียนรู้ว่า “อ๋อ! ทุกครั้งที่ฉันสวมหูฟังตัดเสียงรบกวน นั่นหมายความว่าฉันกำลังจะทำงานอย่างจริงจังแล้วนะ” . มันจะช่วยสมองเรามีสมาธิในช่วงที่ลงมือทำงานได้ง่ายขึ้นครับ . . . ผมหวังว่าสิ่งที่ผมหยิบมาแบ่งปันในวันนี้ จะช่วยให้ทุกคนทำงานได้อย่าง มีประสิทธิภาพและมีความสุขนะครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1111/bjep.12593 https://doi.org/10.1006/cogp.1998.0681 #จิตวิทยา #siamstr
image “จงเป็นตัวของตัวเอง” . นี่คือคำแนะนำยอดฮิตที่หลายคนชอบบอกกัน . แต่จริงๆแล้ว คำแนะนำนี้แอบมี “จุดบอด” อยู่หลายข้อเหมือนกันครับ . ยกตัวอย่างเช่น . บางคนใช้คำแนะนำดังกล่าว เป็น “ข้ออ้าง” ในการแสดงพฤติกรรมที่หยาบคาย . บางคนยึดติดกับ “ความจริงใจ” มากจนทำลายความสัมพันธ์ . บางคนไม่ได้รู้สึกปลอดภัยมากพอ ที่จะเป็น “ตัวของตัวเอง” ได้ขนาดนั้น . เป็นต้น . ผมจึงมองว่า แทนที่เราจะมุ่งเป็น “ตัวของตัวเอง” ทางเลือกที่ดีกว่าคือการเป็น “ตัวเองเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด” ครับ . กล่าวคือ… . เรายังคงเอกลักษณ์ความเป็นตัวเองอยู่ แต่เราจะเติมการนึกถึงใจคนอื่นผสมเข้าไปด้วย . เรายังคงมีความซื่อตรงในสิ่งที่เราคิดและรู้สึก แต่เราจะเติมความเห็นอกเห็นใจเข้าไปเพิ่ม . เรายังคงเลือกเส้นทางชีวิตของเราเอง แต่เราก็ยินดีต้อนรับการพัฒนาและการเติบโตด้วยเช่นกัน . เรายังคงมีความคิดเห็นเป็นของตัวเอง แต่เราจะคำนึงเพิ่มด้วยว่าเราจะแชร์ความคิดเห็นนั้นเมื่อไหร่ (และกับใคร) จึงจะดีที่สุด . …เรามาร่วมกันเป็น “ตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด” กันเถอะครับ! . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.73.6.1380 https://doi.org/10.1016/S0065-2601(06)38006-9 https://doi.org/10.1016/j.jrp.2019.103900 https://doi.org/10.1016/j.jrp.2018.09.005 #จิตวิทยา #siamstr
image ทุกวันนี้ ไม่ว่าเราจะมองไปทางไหน เราก็จะเห็นพลังของ algorithm และ AI เต็มไปหมด . มันจะคอยแนะนำเราว่า… . คลิปวิดิโอไหนที่เราน่าจะอยากดู บทความไหนที่เราน่าจะอยากอ่าน สินค้าตัวไหนที่เราน่าจะอยากซื้อ . และถ้าเราต้องการจะสร้างสรรค์อะไร (ไม่ว่าจะเป็นบทความ คลิปวิดีโอ รูปภาพ ฯลฯ) เราก็สามารถออกคำสั่งให้มัน “เสก” ออกมาให้เราได้อย่างง่ายดาย . หลายคนกังวลว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้มันจะค่อยๆ บั่นทอนพลังความคิดของเราไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเรา “สมองฝ่อ” ในท้ายที่สุด . นอกจากนี้ หลายคนยังกังวลว่า สิ่งที่เราเสพในโลกออนไลน์ (โดยเฉพาะเนื้อหาที่ผ่านการแนะนำ ของ algorithm และเครื่องมือ AI ต่างๆ) จะมีผลในด้านการชักจูงความคิดเรา ส่งผลให้เราถูก “ล้างสมอง” ได้อีกด้วย . โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่รู้เหมือนกันนะครับว่า ความกังวลนี้มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นจริงได้มากน้อยแค่ไหน . แต่สำหรับคนที่ถือคติ “กันไว้ก่อนดีกว่าแก้” ต่อไปนี้คือสิ่งที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ไปถึง “จุดวิกฤต” นั้นได้ครับ . # 1 อย่าปักใจเชื่อว่าสิ่งแรกที่เราเห็นมันคือความจริง (เช่น ถ้าเราถามคำถามกับ ChatGPT เราจะยังไม่เชื่อว่าคำตอบที่ ChatGPT ให้มานั้นคือความจริง แต่เราจะตั้งคำถามเพิ่มเติมว่า คำตอบดังกล่าวมันถูกต้องจริงหรือ ถูกต้องเพราะอะไร มีแง่มุมอื่นอีกไหม เป็นต้น) . # 2 เวลาที่เราสร้างสรรค์ผลงานของเราขึ้นมา (โดยมี AI เป็นเครื่องมือหรือตัวช่วยสำคัญ) เราต้องอย่า copy (จาก AI) และ paste อย่างเดียว แต่เราควรจะใส่ “ตัวเรา” เข้าไปในผลงานนั้นด้วย . # 3 “ฉันยังไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มากพอที่จะฟันธงในเรื่องนี้ได้” นี่ถือเป็นคาถาประจำใจที่เราควรหยิบมาใช้บ่อยๆ . ไม่ว่าความกังวลในเรื่อง “ด้านมืดของเทคโนโลยี” ที่ผมพูดถึงในข้างต้นจะเป็นความจริงมากน้อยแค่ไหน แต่หากเรายึดถือแนวทาง 3 ข้อนี้อย่างสม่ำเสมอ เชื่อได้เลยครับว่าเราจะ “ปลอดภัย” อย่างแน่นอนครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0033-2909.116.1.75 https://doi.org/10.1016/j.neuron.2015.09.010 #จิตวิทยา #siamstr
image บางครั้ง มิตรภาพจบลงด้วยความขัดแย้งอย่างรุนแรง . แต่ในหลายๆครั้ง จุดจบของมิตรภาพ เกิดขึ้นท่ามกลางความเงียบ . ยกตัวอย่างเช่น เรานัดเจอเพื่อน แต่เพื่อนก็ยกเลิกนัด เราส่งข้อความไปหาเพื่อน แต่เพื่อนก็ไม่เคยตอบ เป็นต้น . แน่นอนครับว่าการถูกเพื่อน “เท” มันเป็นประสบการณ์ที่เจ็บปวด . เพราะมิตรภาพคือสิ่งที่ช่วยทำให้เรารู้สึกว่า ตัวเองเป็นที่รัก มีคุณค่า ไม่ได้อยู่ลำพัง . มันไม่ได้ช่วยให้เรามีชีวิตรอด (เหมือนปัจจัยสี่) แต่มันช่วยให้เรามีชีวิตที่มีชีวา . นอกจากนี้ เวลาที่เราถูกเพื่อน “เท” เราก็อาจจะเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า “ฉันทำอะไรผิดหรือเปล่านะ?” ส่งผลให้ความปั่นป่วนในใจเรา ยิ่งทวีความเข้มข้นกว่าเดิมเข้าไปอีกด้วย . ความจริงก็คือ…มิตรภาพก็ไม่ต่างอะไรกับต้นไม้ . ต้นไม้มิตรภาพจะเติบโตได้งาม ก็ต่อเมื่อทั้ง 2 ฝ่ายตัดสินใจที่จะช่วยกัน รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ยให้กับมันอย่างสม่ำเสมอ . ไม่อย่างนั้น หากเราเป็นฝ่ายที่ ดูแลต้นไม้มิตรภาพอยู่ฝ่ายเดียว ต่อให้ต้นไม้ดังกล่าวจะยังมีชีวิตอยู่ แต่มันก็จะกินพลังงานเราจนหมดแรงได้ . ต่อไปนี้คือสิ่งที่เราสามารถทำได้ครับ . # 1 คอยสังเกตดูว่าเพื่อนเขาช่วยเราดูแลต้นไม้นี้มากน้อยแค่ไหน # 2 หากเพื่อนไม่ช่วยเราดูแล เราหาจังหวะสื่อสารกับเพื่อนในจุดนี้ดู (ถ้าทำได้) # 3 อนุญาตให้ตัวเองหยุด “วิ่งไล่ตาม” มิตรภาพข้างเดียว # 4 เทพลังงานให้กับความสัมพันธ์ที่อีกฝ่ายพร้อมดูแลต้นไม้ไปพร้อมกับเราแทน . หากเรายึดแนวทางดังกล่าว เราก็จะพบว่าตัวเองตัดสินใจ “หันหลัง” ให้กับต้นไม้มิตรภาพบางต้น . มันเป็นการตัดสินใจที่รู้สึก ใจหายได้เหมือนกันนะครับ . แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ความทรงจำดีๆที่เรามีกับต้นไม้ต้นนั้น จะต้องถูกโยนทิ้งไปด้วยเสมอไป . มันอาจหมายความว่า ต้นไม้ต้นนั้นคือต้นไม้ประเภท “ถั่วงอก” ที่มีอายุขัยธรรมชาติสั้นเท่านั้น . มันไม่เป็นไรเลยครับที่เราจะหยุดรดน้ำ ให้กับ “ถั่วงอก” ที่เกินอายุขัยของมันไปแล้ว . ชีวิตของเราจะได้มีพื้นที่ว่างสำหรับต้นไม้มิตรภาพต้นอื่นครับ . อ้างอิง Weiss, R. (1974) The Provisions of Social Relationships. In: Rubin, Z., Ed., Doing unto Others, Prentice Hall, Englewood Cliffs, 17-26. https://psycnet.apa.org/doi/10.2307/1130550 https://doi.org/10.1037/a0028601 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0033-2909.121.3.355 #จิตวิทยา #siamstr
image เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมคนรุ่นใหม่หลายคน จึงเลือกที่จะไม่มีลูกมากขึ้นเรื่อยๆ? . บางคนมองว่า คนรุ่นใหม่ตัดสินใจไม่มีลูก เพราะต้องการ “หลีกหนี” จากความรับผิดชอบ . แต่ในความเป็นจริงแล้ว นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้หลายคนเลือกที่จะไม่มีลูก . วันนี้ ผมได้รวบรวม 3 “เหตุผลยอดฮิต” ที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจดังกล่าวมานำเสนอครับ . . . # 1 ภาพของ “ชีวิตที่ประสบความสำเร็จ” ในวันนี้ไม่เหมือนกับเมื่อวาน . ในอดีต การมี “ชีวิตที่ประสบความสำเร็จ” มักจะเป็น การเติบโตขึ้นและสร้างครอบครัวของตัวเอง . แต่ทุกวันนี้ ภาพของ “ชีวิตที่ประสบความสำเร็จ” มีความหลากหลายมากขึ้น . (เช่น การมีอิสรภาพในชีวิต การเติบโตในหน้าที่การงาน การมีโอกาสได้ท่องเที่ยวรอบโลก เป็นต้น) . # 2 มองว่าตัวเองมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ไม่เพียงพอที่จะมีลูก . ทุกวันนี้ หลายคน “เข้าถึง” ความรู้ทางจิตวิทยามากขึ้น ส่งผลให้พวกเขาเห็นว่าพ่อแม่มีบทบาท ต่อสุขภาพจิตของลูกเป็นอย่างมาก . พวกเขาจึงมองว่า ตราบใดที่พวกเขา ยังไม่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่สูงมากพอ พวกเขาก็จะยังไม่มีลูกเพราะพวกเขา ไม่ต้องการให้ลูกเกิดปัญหาสุขภาพจิต เนื่องจากวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่ต่ำของพวกเขา . # 3 เหตุผลด้านเศรษฐกิจ . หลายคนได้ลองคิดคำนวณดูว่า หากพวกเขาต้องการเลี้ยงลูกให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ค่าใช้จ่ายคร่าวๆจะมีอยู่ทั้งหมดเท่าไหร่ . พอพวกเขามองเห็นตัวเลขค่าใช้จ่ายแล้ว พวกเขาก็พบว่าตัวเองแบกรับค่าใช้จ่ายในระดับนั้นไม่ไหว . . . ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่ผมนำเสนอในวันนี้ จะเป็นส่วนเล็กๆที่ช่วยให้ทุกคนเข้าใจ กลุ่มคนที่เลือกจะไม่มีลูกได้มากขึ้นนะครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1007/BF01082080 https://doi.org/10.1007/BF00140093 https://doi.org/10.1007/BF00287774 https://doi.org/10.1017/s0021932000014449 https://doi.org/10.1111/j.1751-9020.2012.00496.x #จิตวิทยา #siamstr
image คุณเป็นคนที่ขี้กังวล คิดมาก หรือทุกข์ใจง่ายหรือเปล่าครับ? . ถ้าคุณเป็นคนแบบนี้ คุณอาจจะมองว่า ตัวเองมีนิสัยที่อ่อนแอและไร้ประโยชน์ . แต่ในความเป็นจริงแล้ว นี่คือนิสัยที่ทำให้คุณสามารถ รับมือกับสถานการณ์ความขัดแย้ง (เช่น ทะเลาะกับเพื่อนสนิท) ได้ดีกว่าที่คุณคิด . . . นั่นเป็นเพราะว่า… . คุณจะจับสัญญาณความ “ไม่โอเค” ของคนอื่นได้ไว (เช่น ตอนที่คุณมาสาย เพื่อนสนิทบอกว่า “ไม่เป็นไร” แต่คุณเห็นว่าเพื่อนสนิทมีสีหน้าไม่สู้ดีเท่าไหร่นัก) . ส่งผลให้คุณสามารถลงมือทำการ “ตัดไฟแต่ต้นลม” และทำให้ความขัดแย้งไม่ปะทุหนักได้ (เช่น คุณสวมกอดเพื่อนสนิทพร้อมกับพูดว่า “ขอบคุณนะที่พยายามไม่ถือโทษโกรธเคืองฉันในครั้งนี้ ทั้งๆที่ในใจเธอคงจะหงุดหงิดฉันไม่น้อยเลย”) . นอกจากนี้… . ความคิดมากของคุณยังสามารถช่วยให้คุณ “วาดภาพ” ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ล่วงหน้า ก่อนที่มันจะเกิดขึ้นจริงๆได้อย่างชัดเจน (เช่น คุณ “วาดภาพ” ไว้ว่า เพื่อนสนิทจะรู้สึกไม่พอใจที่คุณมาสาย เพราะมันจะทำให้ซื้อตั๋วหนังไม่ทันรอบฉาย) . ส่งผลให้คุณสามารถลงมือแก้ปัญหาดังกล่าว ให้คลี่คลายก่อนที่จะเกิดความขัดแย้งกับ “คู่กรณี” ได้ (เช่น คุณซื้อตั๋วหนังออนไลน์ให้ตัวเองและเพื่อนสนิท ก่อนที่จะเดินทางถึงโรงหนัง ทำให้คุณกับเพื่อนสนิท ดูหนังได้ทันรอบฉาย แม้ว่าคุณจะมาสายก็ตาม) . . . เราจะเห็นได้ว่านิสัย “กังวล คิดมาก หรือทุกข์ใจง่าย” นั้น ใช่ว่าจะเป็นนิสัยที่ไร้ประโยชน์หรือสร้างปัญหาภายในความสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว . หากเราหยิบนิสัยดังกล่าวมาใช้อย่างเหมาะสม มันสามารถกลายเป็น “จุดแข็ง” ที่ช่วยให้เรา แก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ได้ดีเลยทีเดียวครับ! . อ้างอิง http://dx.doi.org/10.1016/j.jrp.2025.104625 https://doi.org/10.1525/collabra.266 https://doi.org/10.1108/eb022814 https://doi.org/10.1016/j.paid.2019.109794 #จิตวิทยา #siamstr
image เพื่อนผู้หญิงหลายคนบอกผมว่า พวกเธอเป็น “เดอะแบก” ภายในความสัมพันธ์ . พวกเธอทำงานหาเงิน พอกลับบ้านยังต้องทำงานบ้าน แล้วยังต้องคอยเป็น “นักจิตวิทยาส่วนตัว” ให้แฟน แถมยังเป็นฝ่ายรดน้ำ “ต้นไม้ความสัมพันธ์” อยู่คนเดียวอีกด้วย . ไม่แปลกใจเลยครับที่พวกเธอจะรู้สึกหนักและเหนื่อย . หากสถานการณ์ภายในความสัมพันธ์ ยังคงดำเนินต่อไปในลักษณะนี้ พวกเธอก็จะถึงขีดจำกัดของการเป็น “เดอะแบก” ส่งผลให้พวกเธอ “เททุกอย่าง” ได้ . ซึ่งแน่นอนครับว่า เมื่อ “เดอะแบก” เลือกที่จะ “เททุกอย่าง” มันก็ไม่ต่างอะไรกับรถจักรยานที่ล้อหลุดไป 1 เส้น (แถมเป็นล้อที่รับน้ำหนักส่วนใหญ่ของจักรยานมาโดยตลอดอีกด้วย) . มันมีโอกาสไม่น้อยเลยครับที่ความรักครั้งนี้จะ “ไปต่อไม่ได้” และ “พังทลาย” ลงในที่สุด . ฉะนั้น หากวันนี้ เรากำลังเป็น “เดอะแบก” อยู่ และเราไม่อยากเห็นความสัมพันธ์ของเรา “ขรุขระ” ในระยะยาว สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้คือการจับเข่าพูดคุยกับแฟนดูครับ . สื่อสารให้แฟนรับรู้อย่างชัดเจนว่า… …เรารู้สึกหนักและเหนื่อยแค่ไหน …เราอยากลดปริมาณการ “แบก” ในเรื่องอะไรบ้าง …เราอยากให้แฟนเข้ามาช่วย “แบก” ในเรื่องอะไรบ้าง . แฟนอาจจะไม่ได้ “ตอบตกลง” กับทุกอย่างที่เราร้องขอไปก็จริง แต่ถ้าแฟน “ตอบตกลง” กับ สิ่งที่เราร้องขอไปสัก 10% มันก็ช่วยลดความหนักและความเหนื่อย ของเรา (ที่เป็น “เดอะแบก”) ได้ไม่น้อยแล้วครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1093/sf/79.1.191 https://psycnet.apa.org/doi/10.1111/j.1741-3737.2000.01208.x Hochschild, A. R. (1983). The Managed Heart: Commercialization of Human Feeling. Berkeley, CA: University of California Press. Hochschild, A. R., & Machung, A. (1989). The second shift. New York, NY: Avon. #จิตวิทยา #siamstr
image ชีวิตของเราแต่ละวัน ก็ไม่ต่างอะไรกับ สภาพอากาศในแต่ละวันเลยครับ . ชีวิตบางวันก็เป็นเหมือนวันที่แดดออก สดใส ร่าเริง น่าตื่นเต้น . แต่ชีวิตบางวันก็เป็นเหมือนวันที่ฟ้ามืด น่าเบื่อ เครียด หม่นหมอง . ในวันที่ชีวิตแดดออก มันไม่แปลกที่เราจะ อ้าแขนต้อนรับชีวิตอย่างเต็มที่ . แต่ในวันที่ชีวิตฟ้ามืดล่ะ? เราต้องทนอยู่กับความเบื่อ ความเครียด ความหม่นหมอง โดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้อย่างนั้นหรือ? . มันอาจจะเป็นเช่นนั้นจริงๆแหละครับ…หากเราฟันธงในใจว่า . “วันนี้คือวันที่ฟ้ามืด ฉะนั้น ฉันก็จะต้องเจอกับความเบื่อ ความเครียด และความหม่นหมอง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน” . เพราะถ้าเราฟันธงแบบนี้ มันเท่ากับว่าเราปิดโอกาสไม่ให้ตัวเอง ได้เจอกับอย่างอื่นนอกจาก ความเบื่อ ความเครียด และความหม่นหมองเท่านั้น . ในทางกลับกัน หากเรามองวันที่ฟ้ามืด ด้วยสายตาที่ใคร่รู้ (เช่น “ฉันอยากรู้จังว่าจะเจอกับอะไรบ้างในวันนี้?”) เราอาจจะยังเจอกับความเบื่อ ความเครียด และความหม่นหมองอยู่ก็จริง . แต่สายตาที่ใคร่รู้ก็จะเปิดโอกาสให้เรา มองเห็น “แสงสว่าง” ภายในวันที่ฟ้ามืดได้ง่ายขึ้น (แม้จะเป็น “แสงสว่าง” เล็กๆน้อยๆอย่างเช่น การเจอคนแปลกหน้าเปิดประตูลิฟต์ค้างไว้ให้เราก็ตาม) . มันจะช่วยให้วันที่ฟ้ามืดของเราไม่ใช่วันที่ “มืดสนิท” ได้ . ผมขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจเล็กๆ ให้ทุกคนที่กำลังเผชิญกับวันที่ฟ้ามืดอยู่นั้น ได้พบกับ “แสงสว่าง” กันถ้วนหน้านะครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1037//0003-066x.56.3.218 https://doi.org/10.1037//0022-3514.84.2.377 #จิตวิทยา #siamstr
image คุณเป็นคนที่ชอบออกกำลังกายไหมครับ? . หลายคนไม่ชอบครับ . หลายคนออกกำลังกายเพียงเพราะ มันเป็นเรื่องที่ “จำเป็นต้องทำ” เท่านั้น . พวกเขาใช้วิธี “กัดฟันทน” เวลาออกกำลังกาย . ปัญหาของวิธีนี้ก็คือ มันทำให้การออกกำลังกาย กลายเป็นเรื่องทรมาน . คนเราอาจจะบังคับตัวเอง ให้ทนทำสิ่งที่ทรมานได้ระยะหนึ่งแหละครับ . แต่ถ้ามองดูกันในระยะยาวแล้ว มันมีโอกาสสูงมากครับ ที่เราจะเลิกออกกำลังกายในกรณีแบบนี้ . วันนี้ ผมมีเทคนิคเล็กๆน้อยๆ ที่สามารถช่วยให้การออกกำลังกาย เป็นประสบการณ์ที่เพลิดเพลินมากขึ้น (ไม่ใช่เรื่องที่ต้อง “กัดฟันทน”) ได้ครับ . . . สมมติว่าวันนี้ เราตั้งใจจะใช้เวลาออกกำลังกาย 1 ชั่วโมง . ในช่วง 1 ชั่วโมงนั้น เราอาจจะต้องทำ สิ่งที่เราไม่ชอบทำเต็มไปหมด (เช่น ไม่อยากวิดพื้นแต่ก็ต้องวิดพื้น ไม่อยาก squat แต่ก็ต้อง squat) . ไม่อย่างนั้น ร่างกายของเราอาจ “ไม่สมส่วน” ได้ (เช่น ร่างกายครึ่งบนแข็งแรงแต่ขาลีบ) . แต่หลังจากที่เราออกกำลังกายไปได้ราวๆครึ่งชั่วโมง ให้เราเริ่มต้นออกกำลังกายในรูปแบบที่เราชื่นชอบ (เช่น เต้นซุมบ้า โยคะ) เป็นระยะเวลา 5-10 นาที . ซึ่งในช่วง 5-10 นาทีนั้น ขอให้เราดื่มด่ำและสนุกกับมันให้เต็มที่ โดยไม่ต้องสนใจเลยครับว่า ช่วงเวลา 5-10 นาทีนี้ หัวใจเราจะเต้นในระดับที่เหมาะสมไหม กล้ามเนื้อเราจะถูกใช้งานเพียงพอหรือเปล่า ฯลฯ . หลังจากที่ 5-10 นาทีนี้จบลง เราค่อยกลับไปออกกำลังกาย โดยคำนึงถึง “ประสิทธิภาพ” เหมือนเดิม . และในช่วง 5-10 นาทีสุดท้าย ของการออกกำลังกาย เราก็กลับมาออกกำลังกาย โดยเน้นความสนุก (ไม่เน้น “ประสิทธิภาพ”) อีกครั้ง . การทำแบบนี้จะทำให้ 1 ชั่วโมง ของการออกกำลังกายของเรา มีช่วงเวลาที่โดดเด่นในความทรงจำอยู่ 2 ช่วง (ซึ่งก็คือช่วงกลางๆและช่วงท้ายสุด) . นั่นหมายความว่า หากในอนาคต เรานึกย้อนกลับมาที่การออกกำลังกายในครั้งนี้ สิ่งที่เราจะจดจำมันจะไม่ใช่ช่วงเวลา ที่เรากำลังทำสิ่งที่เราไม่ชอบ (เช่น วิดพื้น squat) . สิ่งที่โดดเด่นในความทรงจำเราคือช่วงไม่กี่นาที ที่เราสนุกสนานเพลิดเพลินกับการออกกำลังกาย (เช่น เต้นซุมบ้า โยคะ) . ต่อให้เวลาส่วนใหญ่ในการออกกำลังกายครั้งนั้นจะถูกใช้กับสิ่งที่เราไม่ชอบก็ตาม! . ฉะนั้น ครั้งต่อไปที่คุณจะออกกำลังกาย ลองเพิ่มความสนุกสั้นๆในช่วง “ครึ่งทาง” และ “ปลายทาง” ดูครับ . มันอาจทำให้การออกกำลังกาย กลายเป็นเรื่องสนุกสำหรับคุณก็ได้ครับ! . อ้างอิง https://doi.org/10.1037//0022-3514.65.1.45 https://psycnet.apa.org/doi/10.1016/j.obhdp.2022.104149 #จิตวิทยา #siamstr
image คุณเคยพูดหรือทำอะไรบางอย่างลงไป ที่ทำให้คุณรู้สึกเสียใจในภายหลังไหมครับ? . หรือบางครั้ง คุณไม่ได้เสียใจ เพราะสิ่งที่คุณได้พูดหรือได้ทำลงไป แต่เป็นเพราะคุณไม่ได้พูดหรือไม่ได้ทำบางอย่างไปมากกว่า . ยกตัวอย่างเช่น . คุณตั้งใจว่าจะบอกรักกับคนๆหนึ่ง (เช่น ครอบครัว แฟน เพื่อนสนิท) แต่คุณก็ตัดสินใจว่า “เดี๋ยวค่อยบอกแล้วกัน” . แต่แล้ว โชคชะตาชีวิตก็ทำให้คุณ ไม่สามารถที่จะบอกรักกับคนๆนั้นได้อีก (เช่น สมาชิกครอบครัวคนนั้นเสียชีวิต เพื่อนคนนั้นที่คุณแอบชอบเขามีแฟน) . เป็นต้น . สำหรับหลายๆคน ความรู้สึกเสียใจนี้ มันค่อยๆจางลงเมื่อเวลาผ่านไป . แต่หลายคนก็พบว่า ต่อให้เหตุการณ์ดังกล่าวจะผ่านมาแล้วเป็นปีๆ ความรู้สึกในใจพวกเขาก็ยังคงเข้มข้นมากๆอยู่ดี . เพราะสำหรับคนกลุ่มนี้ เมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเขานึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว ในใจของพวกเขาก็จะเต็มไปด้วยคำพูดเช่น… . “ฉันควรจะบอกรักกับอาม่าในคืนนั้น” “ฉันไม่น่าตัดสินใจโง่ๆพลาดๆแบบนั้นเลย” “ถ้าฉันบอกความรู้สึกตัวเองให้เพื่อนรู้ตอนนู้น…ก็คงจะดีนะ” ฯลฯ . คำพูดเหล่านี้คือสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ความรู้สึกเสียใจ ยังคงหนักอึ้งอยู่จนถึงทุกวันนี้ . ทำยังไงเราจึงจะผ่อนความรู้สึกที่หนักอึ้งในใจนี้ได้? . วันนี้ ผมมี 2 แนวทางมานำเสนอครับ . . . # 1 . แทนที่เราจะมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต และพูดกับตัวเองว่า “ฉันพลาด” หรือ “ฉัน fail” . ผมอยากจะชวนให้เรามองเพิ่มเติมว่า ใช่ครับ เราอาจจะพลาดหรือ fail ก็จริง แต่สิ่งที่ตัวเราทำในวันนั้นมันคือสิ่งที่ดีที่สุด ที่ตัวเราในตอนนั้นสามารถทำได้แล้วจริงๆ . ตัวเราในวันนี้อาจจะมองย้อนกลับไปและมองว่า “ฉันไม่น่าพลาดหรือ fail แบบนั้นเลยนะ” . แต่นั่นเป็นเพราะว่าตัวเราในวันนี้ มีความรู้และประสบการณ์มากกว่าตัวเราในวันนั้น . (ซึ่งก็ยังการันตีไม่ได้อยู่ดีว่า หากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในวันนี้ ตัวเราในเวอร์ชั่นที่ upgrade นี้ จะยังไม่พลาดหรือ fail แบบเดิมอยู่) . การที่เรายอมรับความผิดพลาดของตัวเองในอดีต (พร้อมกับตระหนักถึงข้อจำกัดของตัวเอง ณ เวลานั้น) คือสิ่งหนึ่งที่สามารถผ่อนความหนักอึ้งในใจลงได้ . # 2 . แทนที่เราจะหยิบเหตุการณ์ดังกล่าว มา replay ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า (โดยเฉพาะการ replay ที่ “ขยี้” สิ่งที่เราพลาด) . ผมขอเสนอให้เราเอาเวลาและพลังงาน ไปใช้ในการตอบคำถามกับตัวเองให้ได้ว่า . หนึ่ง อะไรคือ “บทเรียน” ของเหตุการณ์นี้? สอง ฉันจะเอา “บทเรียน” ดังกล่าวไปปรับใช้กับชีวิตของฉันต่อไปยังไงเพื่อให้ตัวฉันในอีก 20 ปีข้างหน้าหันกลับมามองเหตุการณ์นี้และพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า “ดีแล้วนะที่ฉันพลาดในวันนั้น เพราะบทเรียนที่ฉันได้รับจากเหตุการณ์นั้นมันช่วยให้ฉันมีชีวิตที่ดีขึ้นสุดๆเลย”? . หากเราสามารถตอบ 2 คำถามนี้ กับตัวเองได้ (โดยเฉพาะคำถามที่ 2) และหยิบเอาคำตอบนั้นไปลงมือปฏิบัติ เราก็จะพบว่าความหนักอึ้งในใจ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ มันจะลดลงอย่างฮวบฮาบเลยครับ . . . ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งที่ผมได้นำมาแบ่งปันในวันนี้ จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่ต้องการจะเป็นอิสระ จากความรู้สึกเสียใจอันหนักอึ้งกับเหตุการณ์บางอย่างในอดีตนะครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1207/s15327663jcp1701_3 https://psycnet.apa.org/doi/10.1080/15298860309032 https://psycnet.apa.org/record/2006-08575-000 #จิตวิทยา #siamstr
image เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมคนบางคนเขาถึงดูเท่เป็นพิเศษ เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ? . มันเป็นเพราะคนๆนั้น เขาใส่เสื้อผ้าที่ดูดี หรือขับรถ supercar หรือฟังเพลงที่ “ไม่เหมือนใคร” อย่างนั้นหรือ? . สิ่งเหล่านั้นอาจจะมีส่วน ที่ช่วยให้เขาดูเท่ได้บ้างแหละครับ . แต่จริงๆแล้ว สิ่งสำคัญที่ทำให้ คนๆหนึ่งดูเท่คือสิ่งต่อไปนี้ครับ . # 1 คนที่เท่ = คนที่เป็นผู้นำ มีอำนาจ พูดอะไรและมีคนทำตาม # 2 คนที่เท่ = คนที่หาความสุขสนุกเพลิดเพลินในชีวิตได้ # 3 คนที่เท่ = คนที่ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ (ไม่ใช่ใช้ชีวิตตามคนอื่น) # 4 คนที่เท่ = คนที่กล้าเสี่ยง กล้าผจญภัย กล้าออกนอก comfort zone # 5 คนที่เท่ = คนที่เปิดกว้างต่อประสบการณ์ใหม่ๆ ไอเดียใหม่ๆ กิจกรรมใหม่ๆ # 6 คนที่เท่ = คนที่ไม่มีปัญหากับการเข้าสังคม พูดคุยกับผู้คน . ในบรรดา 6 ข้อนี้ คุณคิดว่าข้อไหน ที่มีผลต่อความเท่ของคนๆหนึ่งมากที่สุด? . คำตอบคือข้อ 4 ครับ . ไม่น่าแปลกใจเลยนะครับที่พวกเราหลายคน (โดยเฉพาะเด็กๆหรือวัยรุ่น) จะมองว่า คนที่เป็นนักกีฬา นักร้อง นักแสดง นักธุรกิจคือคนที่เท่ . ต่อให้นักกีฬา นักร้อง นักแสดง หรือนักธุรกิจเหล่านี้ จะไม่ได้ประสบความสำเร็จในระดับ “จุดสูงสุด” พวกเขาก็ยังคงดูเท่ในสายตาหลายๆคนอยู่ดี . เพราะคนเหล่านี้มีสิ่งที่เหมือนกันอย่างหนึ่ง . นั่นคือความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความเสี่ยง (ในอาชีพการงาน) เพื่อให้ตัวเองได้มีชีวิตที่ต้องการนั่นเองครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/xge0001799 #จิตวิทยา #siamstr
image คุณมีเพื่อนสักคนในชีวิต ที่คุณอยากจะสนิทกับเขา ให้มากขึ้นไหมครับ? . ถ้าคุณมี แล้วอะไรที่ทำให้คุณยัง ไม่สนิทกับเขามากกว่านี้หรือครับ? . สำหรับหลายๆคน คำตอบที่พวกเขามีให้กับ คำถามในข้างต้นก็คือ . “เพราะฉันเดาว่าเขาคงไม่ได้อยากคุยด้วย” “เพราะถ้าฉันทักทายเขาแค่นิดๆหน่อยๆ มันจะเป็นการเสียเวลาชีวิตเขาเปล่าๆ” . แต่ในความเป็นจริงนั้น… . . . # 1 . คนส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะคนที่เราไม่ได้สนิทมาก) มักจะมีท่าทีที่ “เปิดรับ” (ไม่ใช่ “ปฏิเสธ”) เวลาที่เราติดต่อไปหา . # 2 . ความสนิทมักจะไม่ได้เกิดขึ้น เพราะเรากับเขามีช่วงเวลาที่ได้ connect กันอย่างเข้มข้นเพียงครั้งเดียว (เช่น เราได้มี deep conversation กับเขา ที่กินระยะเวลานานเป็นครึ่งวัน) . แต่ความสนิทมักจะเกิดขึ้น เพราะเราได้มีปฏิสัมพันธ์กับเขา เป็นประจำสม่ำเสมอมากกว่า (ต่อให้ปฏิสัมพันธ์ที่มีจะไม่ได้เข้มข้นนักก็ตาม เช่น การถามไถ่ชีวิตเขาช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา) . . . ฉะนั้น หากเราอยากสนิทกับใครมากขึ้น แต่เรากลัวว่าเขาจะรู้สึกรำคาญกับเรา หรือมองว่ามันจะรบกวนชีวิตเขาอยู่ล่ะก็ ผมขอเชียร์ให้ลองติดต่อไปดูก่อนครับ . และเวลาที่เราติดต่อไปนั้น เราไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเองให้เป็นฝ่าย “แบกบทสนทนา” ด้วยการชวนเขาคุยยาวๆนะครับ . แค่เราทักทายนิดๆหน่อยๆ (แต่ทำสม่ำเสมอ) มันก็เพียงพอแล้วครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/h0025848 https://doi.org/10.1080/00223980109603687 #จิตวิทยา #siamstr
image ชีวิตของพวกเราทุกคนมีหลากหลายฤดูกาล . บางวัน ชีวิตเราก็เป็นเหมือนฤดูร้อนที่ท้องฟ้าสดใส บางวัน ชีวิตเราก็เป็นเหมือนฤดูฝนที่ทุกอย่างอึมครึมไปหมด . คำถามสำคัญก็คือ เราจะทำยังไงดีในวันที่ฝนตกหนัก? . แน่นอนครับว่าเราคงไม่มี พลังอำนาจที่จะสั่งให้ฝนหยุดตกได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้ คือการเรียนรู้ที่จะ “เต้นรำ” กลางสายฝน . ต่อไปนี้คือสิ่งเล็กๆน้อยๆที่ช่วยให้เรา “เต้นรำ” กลางสายฝนได้ง่ายขึ้นครับ . . . # 1 . นึกย้อนถึงวันวานในอดีตที่เราก็เจอฝนตกหนัก (ไม่ต่างกับปัจจุบัน) แต่ถึงกระนั้น เราก็ยังก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาดังกล่าวมาได้ . อะไรบ้างคือสิ่งที่ช่วยให้เราก้าวข้ามผ่านวันที่ฝนตกหนักได้สำเร็จ? . สำหรับบางคน มันคือการที่เขามีคนรอบตัว ที่พร้อมจะ support เขาเสมอ (ขอแค่เขาเอ่ยปากเท่านั้น) . สำหรับบางคน มันคือการที่เขามีความเชื่อว่า ตัวเองแข็งแกร่งพอที่จะเผชิญหน้ากับพายุฝนนั้น . สำหรับบางคน มันคือการที่เขามีความสามารถ ในการมองเห็นสิ่งเล็กๆที่ทำให้เขาหัวเราะอารมณ์ดีได้ในทุกวัน . การได้ทบทวนและหาคำตอบให้กับตัวเองในแง่มุมนี้ จะช่วยให้เรา “เต้นรำ” กลางสายฝนได้ง่ายขึ้นครับ . # 2 . ตั้งคำถามกับตัวเองว่า หากคนที่เราชื่นชมเป็นการส่วนตัว เขากำลังเจอกับฝนตกหนัก (แบบที่เรากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน) คนๆนั้นเขาจะทำอะไรบ้าง? . ยกตัวอย่างเช่น . เขาอาจจะเดินไปขอยืม “ร่ม” จากคนอื่น (ไม่รอให้คนอื่นเป็นฝ่ายยื่น “ร่ม” ให้เขา) . เขาอาจจะพูดกับตัวเองว่า “ฉันจะเผชิญหน้ากับฝนในวันนี้ ด้วยความหวัง ไม่ใช่ความหวาดกลัว เพราะถ้าวันนี้ผ่านพ้นไปได้ ฉันอยากที่จะหันกลับมามอง ตัวฉันในวันที่ฝนตกด้วยความภาคภูมิใจ” . เป็นต้น . บางครั้ง การที่เรามองสถานการณ์ความยากลำบาก ที่เราเผชิญอยู่ด้วยสายตาของ “บุคคลที่สาม” (โดยเฉพาะบุคคลที่ “อุดมคติ” ในสายตาเรา) มันอาจช่วยให้เรา “เต้นรำ” กลางสายฝนได้ง่ายขึ้นได้ครับ . # 3 . เวลาที่ชีวิตเราเจอฝนตกหนักๆ ต่อให้เราจะระมัดระวังขนาดไหน บางครั้งเราก็อดไม่ได้ที่จะตัวเปียก . แต่สำหรับหลายๆคน การที่พวกเขาตัวเปียก ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายที่สุด . สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือ สิ่งที่พวกเขาพูดกับตัวเอง เวลาที่พวกเขาตัวเปียก . ยกตัวอย่างเช่น “ฉันนี่มันเซ่อซ่าจริงๆ!” เป็นต้น . คำพูดลักษณะนี้เปรียบเหมือน แส้ที่พวกเขาหวดใส่ตัวเองอย่างจัง . มันส่งผลให้พวกเขาไม่เพียงแค่ตัวเปียกเท่านั้น แต่ยังมีรอยแผลจากแส้แถมเพิ่มมาอีกด้วย . ในทางกลับกัน หากพวกเขาไม่ได้ใช้คำพูดที่เลวร้ายกับตัวเอง (เช่น “ฉันไม่ชอบที่ตัวเองเปียกปอนในวันนี้ ฉะนั้น ฉันจะต้องเรียนรู้จากวันนี้เพื่อไม่ให้วันพรุ่งนี้เปียกปอนซ้ำสองอีก!”) มันอาจไม่ได้ทำให้พวกเขาตัวแห้งก็จริง แต่มันก็จะป้องกันไม่ให้มีรอยแผลจากแส้ได้ . และพอตัวเราไม่มีรอยแผลที่แสบจากแส้ การ “เต้นรำ” กลางสายฝนก็จะทำได้ง่ายขึ้นครับ . . . ผมหวังว่าสิ่งที่ผมเขียนในวันนี้จะช่วยให้ทุกคน เผชิญหน้ากับฤดูฝนในชีวิตตัวเองได้อย่างมั่นคงมากขึ้นนะครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/1976-28303-000 http://dx.doi.org/10.1111/1467-6427.00043 #จิตวิทยา #siamstr
image คุณเคยปฏิเสธคนอื่นและ รู้สึกผิดหรือกังวลใจไหมครับ? . ยกตัวอย่างเช่น เพื่อนร่วมงานขอให้คุณช่วยทำรายงานให้ แต่คุณก็ปฏิเสธเพราะตัวคุณเองก็งานล้นมืออยู่แล้ว ซึ่งการปฏิเสธนั้นมันทำให้คุณรู้สึกผิดต่อเพื่อนร่วมงาน อีกทั้งยังกังวลใจด้วยว่าเพื่อนร่วมงานจะมองว่าคุณ “เห็นแก่ตัว” เป็นต้น . นี่คือประสบการณ์ของหลายๆคนครับ . แต่เมื่อเวลาผ่านไป หลายคนก็พบว่า ความรู้สึกผิดหรือความกังวลจากการปฏิเสธคนอื่น มันไม่ได้เข้มข้นเหมือนเดิมอีกแล้ว . ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้พวกเขาเริ่มสงสัยว่า พวกเขากำลังกลายเป็น “คนไม่ดี” หรือเปล่า . เพราะมีแต่ “คนไม่ดี” เท่านั้นที่จะไม่แคร์คนอื่น จนไม่ค่อยรู้สึกผิดหรือกังวลแบบนี้ . แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หมายความว่า พวกเขากำลังกลายเป็น “คนไม่ดี” เสมอไป . มันเป็นไปได้ว่า พวกเขายังคงแคร์ ความต้องการของคนอื่นอยู่แหละครับ แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็เริ่มแคร์ ความต้องการของตัวเองด้วยเช่นกัน . ซึ่งการให้ความสำคัญกับ ความต้องการของตัวเองนั้น มันไม่ใช่เรื่องที่แย่หรือ เรื่องที่ทำให้เป็น “คนไม่ดี” แต่อย่างใด . ไม่เช่นนั้น คนที่เราตอบปฏิเสธไป ก็ต้องเป็น “คนไม่ดี” เหมือนกัน เพราะการที่เขามาขอ ความช่วยเหลือจากเรานั้น มันก็สะท้อนว่าเขาให้ความสำคัญ กับความต้องการของตัวเขาเอง . ฉะนั้น เวลาที่เราเห็นตัวเองปฏิเสธคนอื่น โดยที่เราไม่ได้รู้สึกแย่เหมือนเมื่อก่อน เราอย่าเพิ่งรีบด่วนสรุปว่าเรากำลังกลายเป็น “คนไม่ดี” เลยครับ . เพราะในความเป็นจริงแล้ว นี่อาจจะเป็นสัญญาณว่าเรากำลังเติบโตขึ้นอีกขั้น (ด้วยการเรียนรู้ที่จะฟังเสียงความต้องการของตัวเองมากขึ้น ไม่ใช่แค่เสียงความต้องการของคนอื่นอย่างเดียว) ก็เป็นได้ครับ! . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.68.3.518 https://psycnet.apa.org/doi/10.3758/BF03328637 #จิตวิทยา #siamstr
image ทุกวันนี้ เรามีชีวิตอยู่ในโลก ที่ให้ความสำคัญกับ productivity . อันที่จริง เวลาที่เราถามคนรู้จักว่า “ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง?” และคำตอบที่ได้รับคือ “ช่วงนี้ยุ่งมากเลย” . สังเกตไหมครับว่า สำหรับหลายๆคน พวกเขาพูดคำตอบดังกล่าวออกมา ด้วยน้ำเสียงที่แอบภาคภูมิใจเล็กๆด้วย? . ยิ่งไปกว่านั้น หลายคนยังพบว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเขาว่างหรือพักผ่อน พวกเขาจะแอบรู้สึกผิดเสียด้วย! . สิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอในวันนี้ก็คือ หากเราให้ความสำคัญกับ productivity จริงๆ การพักผ่อนคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ขาดไม่ได้ครับ . เพราะเวลาที่เราพักผ่อน (ต้องเป็นการพักผ่อนจริงๆนะครับ ไม่ใช่พักผ่อนในรูปแบบที่ยังทำ สิ่งที่แอบ productive ไปพลางๆด้วย) default mode network ของสมองเรา ก็จะเริ่มต้นทำงานอย่างจริงจัง . มันจะช่วยประมวลผลความทรงจำของเรา ช่วยให้เราปิ๊งไอเดียใหม่ๆได้ง่ายขึ้น และช่วยแก้ไขปัญหาที่เราติดขัดก่อนที่เราจะมาพักผ่อน . ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นในสมองเราแบบ “อัตโนมัติ” ในระหว่างที่เรากำลังพักผ่อนอย่างสบายใจ . ด้วยเหตุนี้ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราพักผ่อนเสร็จ และกลับไปลุยงานต่อ เราก็จะค้นพบว่า เราสามารถทำงานได้อย่างมีสมาธิมากขึ้น แถมยังสามารถแก้ปัญหาที่เราคิดไม่ตก ในช่วงก่อนพักผ่อนได้ง่ายขึ้นอีกด้วย . เราจะเห็นได้ว่า ถ้าเราสนใจกับ productivity จริงๆ การพักผ่อนจะไม่ได้เพียงแค่สิ่งที่ “มีก็ดีไม่มีก็ได้” อีกแล้ว . แต่มันคือสิ่งที่เราควรจะล็อกเวลาไว้ใน ตารางชีวิตของเราอย่างสม่ำเสมอเลยครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.neuron.2023.04.023 #จิตวิทยา #siamstr
image เราเชื่อกันมาตลอดว่า “วินัย” คือกุญแจสู่ความสำเร็จ . แต่เคยสงสัยไหมครับว่า ถ้าไม่นับการเฆี่ยนตีตัวเองให้มี “วินัย” แล้ว (เช่น เฆี่ยนตีตัวเองให้ออกกำลังกาย ให้อ่านหนังสือ ให้หยุดใช้เงินเกินตัว) มันมีวิธีอื่นในการสร้าง “วินัย” อีกไหม? . ผมคนหนึ่งครับที่เคยสงสัยในเรื่องนี้ . ผมใช้เวลาในการหาคำตอบในเรื่องนี้อยู่พักใหญ่ และวันนี้ ผมอยากจะนำเสนอทางเลือกใหม่ ที่จะช่วยให้เรามี “วินัย” ได้โดยไม่ต้องเฆี่ยนตีตัวเองครับ . . . # 1 ตอบตัวเองให้ได้ว่าเราทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร . ยกตัวอย่างเช่น เราควบคุมอาหารการกินไปเพื่ออะไร? เราอย่าตอบเพียงแค่ว่า “เพราะมันเป็นสิ่งที่ควรทำ” เท่านั้นนะครับ (เพราะคำตอบนี้มัน “ทรงพลัง” ไม่มากพอ) . ถ้าจะให้คำตอบ “ทรงพลัง” มากพอ มันจะต้องเป็นคำตอบที่ทำให้ใจเรา รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า “ใช่เลย!” ครับ . (เช่น ฉันควบคุมสิ่งที่ฉันกิน เพราะฉันอยากมีสุขภาพที่ดี ฉันจะได้มีแรงเล่นกับลูกได้เต็มที่) . # 2 อย่าละเลยการพักผ่อนเด็ดขาด . เวลาที่เราพักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่เพียงแค่ร่างกายเราที่ “พลังงานต่ำ” เท่านั้น แต่พลังใจเราก็จะ “พลังงานต่ำ” ด้วย . และเมื่อพลังใจเรามีน้อย “วินัย” ของเราก็จะหย่อนยานลง ส่งผลให้การทำสิ่งที่เราควรทำ กลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้นกว่าเดิม . (เช่น เราจะตบะแตกและกินแหลกมากขึ้น หากเมื่อคืนเรานอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ) . # 3 จัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการมี “วินัย” . ยกตัวอย่างเช่น . หากเราต้องการควบคุมสิ่งที่เรากิน เราก็ไม่ควรซื้อ “ของต้องห้าม” มาเก็บไว้ในบ้าน (เช่น ไอศกรีม เค้ก น้ำอัดลม) . ไม่อย่างนั้น ทุกครั้งที่เราเดินผ่านตู้เย็น ใจเราก็จะนึกถึง “ของต้องห้าม” ทุกรอบ ส่งผลให้พลังใจเราถูกบั่นทอนเรื่อยๆ จนในที่สุด เราก็อาจจะทนไม่ไหว และเดินไปหยิบ “ของต้องห้าม” มากินจนได้ . แต่ในทางกลับกัน หากเราไม่มี “ของต้องห้าม” อยู่ในบ้าน และเราอยากกิน “ของต้องห้าม” ขึ้นมา เราก็จะต้องออกจากบ้านไปหามากิน . ความไม่สะดวกในการกิน “ของต้องห้าม” นี้ จะช่วยให้เรามี “วินัย” ทางการกินได้ง่ายขึ้น . เป็นต้น . . . ผมหวังว่าสิ่งที่ผมได้หยิบมาแบ่งปันในวันนี้ จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกๆคนที่ต้องการ มี “วินัย” โดยไม่เฆี่ยนตีตัวเองนะครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.74.5.1252 https://doi.org/10.1037/0022-3514.92.2.325 https://doi.org/10.1016/j.copsyc.2024.101882 #จิตวิทยา #siamstr
image คุณเคยคิดไหมครับว่า “ฉันอยากมีความสุขมากกว่านี้จัง?” . หากคุณกำลังมีความคิดทำนองนี้อยู่ล่ะก็ วันนี้ ผมมีทางออกมานำเสนอครับ . และที่สำคัญก็คือ ทางออกที่ว่านี้ เป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ตั้งแต่วันนี้เลยครับ! . ถ้าเราต้องการมีความสุขมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้คือ การหยิบยื่น “ความใจดี” เล็กๆน้อยๆให้กับคนอื่นครับ . ไม่ว่าจะเป็นการยิ้มให้กับแม่ค้าตอนที่เราซื้อของ หรือการตักกับข้าวให้คนในบ้านระหว่างที่กำลังกินข้าวด้วยกัน หรือการกดปุ่มเปิดประตูลิฟต์ค้างให้คนอื่นเดินเข้ามาได้ทัน . บางคนอาจสงสัยนะครับว่า ในวันที่เราไม่ได้รู้สึกมีความสุขขนาดนั้น เราจะยังมีแรงใจเหลือพอที่จะ “ใจดี” กับคนอื่นอีกหรือ? . เพราะถ้าเรามองดูเผินๆล่ะก็ การที่เรา “ใจดี” กับคนอื่น มันคือการที่เราเป็นฝ่าย “ให้” . และการที่เราจะเป็นฝ่าย “ให้” ได้นั้น เราก็ควรต้องเป็นคนที่ “มีเหลือ” ไม่ใช่หรือ? . แต่ในความเป็นจริงแล้ว เวลาที่เราตั้งใจที่จะ “ใจดี” กับคนอื่น เราไม่ได้เป็นฝ่ายที่ “เสีย” เพียงอย่างเดียว . เรายังเป็นฝ่ายที่ “ได้รับ” อีกด้วย . ด้วยเหตุนี้ เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ “มีเหลือ” หรือมีความสุขมากๆก่อน แล้วจึงค่อยไป “ใจดี” กับคนอื่นในภายหลัง . ขอเพียงแค่เรามีความตั้งใจที่จะ “ใจดี” กับคนอื่น และมีแรงมากพอที่จะทำสิ่งเล็กๆน้อยๆให้กับคนอื่น . …นั่นก็เพียงพอสำหรับเราที่จะ “ได้รับ” ผ่านการ “ให้” แล้ว . เพราะการ “ใจดี” กับคนอื่นไม่ใช่สิ่งที่สงวนไว้ สำหรับคนที่มีความสุขเหลือล้นอยู่แล้วเท่านั้น แต่มันคือสิ่งที่จะเติมความสุขให้กับเราตั้งแต่ 0 ต่างหากครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1126/science.1150952 https://doi.org/10.1037/a0031578 https://doi.org/10.1371/journal.pone.0039211 https://doi.org/10.1080/17439760.2016.1209541 #จิตวิทยา #siamstr