อะไรคือสัญญาณของการมีความสัมพันธ์ที่ดี?
.
บางคนจะตอบว่า “ความสงบ” หรือ “การไร้ความขัดแย้ง”
.
อย่างไรก็ตาม ผมมองว่านั่นไม่ใช่คำตอบที่ดีเท่าไหร่นัก
.
เพราะผมเคยเห็นความสัมพันธ์แย่ๆ
จำนวนไม่น้อยที่เต็มไปด้วย “ความสงบ”
.
“ความสงบ” นั้นไม่ได้เกิดขึ้น
เพราะแต่ละฝ่ายในความสัมพันธ์
มีความรู้สึก มุมมอง หรือความต้องการที่สอดคล้องกัน
.
แต่เป็นเพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลือก
ที่จะเก็บงำความรู้สึกและความต้องการของตัวเอง
.
เขาเลือกที่จะ “ตามใจ” อีกฝ่ายหนึ่งเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง
.
คนภายนอกจึงมองมาที่
ความสัมพันธ์ดังกล่าว
และมองเห็น “ความสงบ”
.
แต่ในความเป็นจริงแล้ว
แม้ความสัมพันธ์นี้จะเต็มไปด้วย “ความสงบ”
แต่ฝ่ายที่ “ตามใจ” กำลังเป็นทุกข์อยู่
.
ด้วยเหตุนี้
ผมจึงมองว่า “ความสงบ”
ไม่ใช่ “ตัดชี้วัด” ความดีงาม
ของความสัมพันธ์ที่ดีเท่าไหร่นัก
.
ผมมองว่า “ตัวชี้วัด” ที่ดีกว่า “ความสงบ” คือ “ความปลอดภัย”
.
“ความปลอดภัย” จากการถูกทำร้ายร่างกาย
“ความปลอดภัย” จากการถูกทำร้ายจิตใจ
“ความปลอดภัย” ที่จะแชร์ความรู้สึกจริงๆของตัวเองได้
“ความปลอดภัย” ที่จะแชร์ความต้องการจริงๆของตัวเองได้
“ความปลอดภัย” ที่มาจากความเชื่อมั่นว่าเราและอีกฝ่ายจะสามารถรับมือกับความแตกต่างระหว่างกันได้
.
ฉะนั้น หากเราต้องการความสัมพันธ์ที่ดี
เราอย่าไปให้น้ำหนักกับ “ความสงบ” มากนักเลยครับ
.
เรามาให้น้ำหนักกับ “ความปลอดภัย” กันดีกว่าครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1080/14616730110058999
https://doi.org/10.1111/j.1545-5300.1991.00393.x
https://doi.org/10.1080/13691058.2016.1148779
https://doi.org/10.1016/j.copsyc.2018.04.002
https://doi.org/10.1111/1467-8624.00130
#จิตวิทยา #siamstr
Journaling Our Journey
npub1kmua...wk8n
ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ
อะไรคือสัญญาณของการมีความสัมพันธ์ที่ดี?
.
บางคนจะตอบว่า “ความสงบ” หรือ “การไร้ความขัดแย้ง”
.
อย่างไรก็ตาม ผมมองว่านั่นไม่ใช่คำตอบที่ดีเท่าไหร่นัก
.
เพราะผมเคยเห็นความสัมพันธ์แย่ๆ
จำนวนไม่น้อยที่เต็มไปด้วย “ความสงบ”
.
“ความสงบ” นั้นไม่ได้เกิดขึ้น
เพราะแต่ละฝ่ายในความสัมพันธ์
มีความรู้สึก มุมมอง หรือความต้องการที่สอดคล้องกัน
.
แต่เป็นเพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลือก
ที่จะเก็บงำความรู้สึกและความต้องการของตัวเอง
.
เขาเลือกที่จะ “ตามใจ” อีกฝ่ายหนึ่งเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง
.
คนภายนอกจึงมองมาที่
ความสัมพันธ์ดังกล่าว
และมองเห็น “ความสงบ”
.
แต่ในความเป็นจริงแล้ว
แม้ความสัมพันธ์นี้จะเต็มไปด้วย “ความสงบ”
แต่ฝ่ายที่ “ตามใจ” กำลังเป็นทุกข์อยู่
.
ด้วยเหตุนี้
ผมจึงมองว่า “ความสงบ”
ไม่ใช่ “ตัดชี้วัด” ความดีงาม
ของความสัมพันธ์ที่ดีเท่าไหร่นัก
.
ผมมองว่า “ตัวชี้วัด” ที่ดีกว่า “ความสงบ” คือ “ความปลอดภัย”
.
“ความปลอดภัย” จากการถูกทำร้ายร่างกาย
“ความปลอดภัย” จากการถูกทำร้ายจิตใจ
“ความปลอดภัย” ที่จะแชร์ความรู้สึกจริงๆของตัวเองได้
“ความปลอดภัย” ที่จะแชร์ความต้องการจริงๆของตัวเองได้
“ความปลอดภัย” ที่มาจากความเชื่อมั่นว่าเราและอีกฝ่ายจะสามารถรับมือกับความแตกต่างระหว่างกันได้
.
ฉะนั้น หากเราต้องการความสัมพันธ์ที่ดี
เราอย่าไปให้น้ำหนักกับ “ความสงบ” มากนักเลยครับ
.
เรามาให้น้ำหนักกับ “ความปลอดภัย” กันดีกว่าครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1080/14616730110058999
https://doi.org/10.1111/j.1545-5300.1991.00393.x
https://doi.org/10.1080/13691058.2016.1148779
https://doi.org/10.1016/j.copsyc.2018.04.002
https://doi.org/10.1111/1467-8624.00130
#จิตวิทยา #siamstr
คุณเคยหยิบบทสนทนา
ที่คุณคุยกับใครสักคนมาก่อนหน้านี้
มา replay ในหัวซ้ำไปซ้ำมาไหมครับ?
.
คุณรู้แหละครับว่า
ไม่ว่าคุณ replay บทสนทนานั้นกี่รอบ
คุณก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปพูดคุยกับคนๆนั้นได้
.
คุณรู้แหละครับว่า
การที่คุณกำลัง replay บทสนทนาเช่นนี้
มันกำลัง “กิน” พลังงานชีวิตของคุณ
และทำให้คุณนอนไม่หลับตอนกลางคืน
.
…แต่คุณอดไม่ได้ที่จะทำมันอยู่ดี!
.
เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณ
เข้าไปใน loop ของการ “คิดมาก”
มันก็เหมือนกับมีเชือกมามัดความคิดของคุณไว้
ทำให้คุณไม่สามารถ “ปล่อยวาง”
หรือหยุด “คิดมาก” ได้เลย
.
วันนี้ ผมมีแนวทางในเบื้องต้น
ที่อาจจะช่วยให้คุณ “คลายเชือก”
ที่มัดความคิดของคุณไว้ได้ครับ
.
# 1
ทันทีที่คุณเห็นว่าตัวเองกำลังติดอยู่ใน loop
ขอให้คุณพูดกับตัวเองชัดๆว่า
“ฉันสังเกตเห็นว่า ตอนนี้ ฉันกำลังอยู่ใน loop”
.
# 2
อย่าปล่อยให้ความคิดอยู่ในหัวเพียงอย่างเดียว
คุณสามารถหยิบมันมาเขียนลงบนกระดาษได้
.
# 3
ตั้งคำถามกับตัวเองว่า
“มีอะไรในสถานการณ์นี้
ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฉันบ้าง?”
.
# 4
ถ้าเราหยุด “คิดมาก” ไม่ได้จริงๆ
อย่างน้อยที่สุด สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้
คือการจำกัดเวลา “คิดมาก” ครับ
(เช่น ในช่วง 15 นาทีต่อจากนี้
ฉันจะอนุญาตให้ตัวเอง “คิดมาก” ให้เต็มที่
แต่หลังจากที่ครบ 15 นาที
ฉันก็จะลุกขึ้นไปทำอย่างอื่นแล้ว)
.
# 5
ดึงตัวเองกลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ
ด้วยการตั้งคำถามกับตัวเองว่า
“ตอนนี้ ฉันกำลังมองเห็นอะไรอยู่?”
(ตอบให้ได้ 5 อย่าง)
“ตอนนี้ ฉันกำลังสัมผัสอะไรอยู่?”
(ตอบให้ได้ 4 อย่าง)
“ตอนนี้ ฉันกำลังได้ยินอะไรอยู่?”
(ตอบให้ได้ 3 อย่าง)
“ตอนนี้ ฉันกำลังได้กลิ่นอะไรอยู่?”
(ตอบให้ได้ 2 อย่าง)
“ตอนนี้ ฉันกำลังรับรู้รสอะไรอยู่?”
(ตอบให้ได้ 1 อย่าง)
.
# 6
ตั้งคำถามกับตัวเองว่า
“อะไรคือสิ่งเล็กๆที่ฉันสามารถทำได้ ณ วินาทีนี้?”
และลงมือทำสิ่งๆนั้น
.
ผมหวังว่าแนวทางทั้ง 6 ที่ผมได้นำเสนอนี้
จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่ต้องการ
“คลายเชือก” ทางความคิดนะครับ!
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1111/j.1745-6924.2008.00088.x
https://doi.org/10.1037/0021-843x.110.2.333
https://doi.org/10.1017/s1352465818000103
https://doi.org/10.1016/j.bpsgos.2023.08.012
Frontiers | A systematic review of the effects of rumination-focused cognitive behavioral therapy in reducing depressive symptoms
หลายคนแสวงหาความรัก
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถตอบได้ว่า
ทำไมพวกเขาถึงแสวงหาความรัก
.
บางคนอาจมองว่า
“ต่อให้ฉันจะตอบคำถามนี้ไม่ได้
มันก็ไม่เห็นจะอะไรเลยนะ”
.
แต่ผมมองว่านี่คือคำถามที่สำคัญมาก
.
เพราะเหตุผลที่อยู่เบื้องหลัง
การแสวงหาความรักของเรา
สามารถ “ชี้ชะตา” ความรักของเรา
ได้ไม่น้อยเลยทีเดียวครับ
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
ถ้าเราอยากมีแฟนเพราะเราอยากจะมี
คนมาแชร์ชีวิตและมีความสุขไปด้วยกัน
เราก็มีแนวโน้มที่จะเจอแฟนที่ support และให้ค่าเรา
.
ถ้าเราอยากมีแฟนเพราะแรงกดดัน
จากครอบครัวและสังคม
เราก็มีแนวโน้มที่จะเจอกับความรัก
ที่ไม่ได้เหมาะหรือเข้ากันได้กับเราขนาดนั้น
.
ถ้าเราอยากมีแฟนเพราะเราอยากมี
คนที่เกื้อหนุนให้เราเติบโต
ความรักที่เรามีก็มีแนวโน้ม
ที่จะเป็นเต็มไปด้วยพลังบวก
.
ถ้าเราอยากมีแฟนเพราะเราแสวงหา
การยอมรับและความมั่นใจในตัวเองจากแฟน
คุณค่าในตัวเราก็มีแนวโน้มที่จะผูกโยงเข้ากับแฟนสูง
.
ถ้าเราอยากมีแฟนเพราะ
เรากลัวที่จะอยู่ตัวคนเดียว
เราก็มีแนวโน้มที่จะคบกับแฟน
ที่ไม่ได้ทำให้เรามีความสุขเท่าไหร่นัก
.
เป็นต้น
.
ความรักจะเป็นสิ่งที่สวยงามได้
ก็ต่อเมื่อเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังความรักดังกล่าว
เป็นเหตุผลที่สวยงามเท่านั้นครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1177/1088868313498000
Frontiers | The psychology of romantic relationships: motivations and mate preferences
คุณอยาก “ทำงานให้ได้งาน” โดยที่ไม่ต้อง
รู้สึกทรมานระหว่างทำงานไหมครับ?
.
วันนี้ ผมมีเทคนิคเล็กๆน้อยๆมานำเสนอครับ
.
.
.
# 1 ทำงานให้เหมือนกับการ “วิ่ง 100 เมตร” (ไม่ใช่การ “วิ่งมาราธอน”)
.
ตั้งนาฬิกาไว้สัก 30 นาที
และใช้เวลาดังกล่าวในการทำงานชิ้นเดียวเท่านั้น
.
ห้ามทำงานสลับกับเล่นโทรศัพท์มือถือ
ห้ามทำงานชิ้นที่ 1 สลับกับทำงานชิ้นที่ 2
.
การทำแบบนี้จะมีประโยชน์อย่างน้อย 2 แง่มุมด้วยกันครับ
.
ประการแรก
มันช่วยให้เราเริ่มทำงานได้ง่ายขึ้น
(เพราะมันแค่ 30 นาที)
.
ประการที่สอง
เนื่องจากเรากำหนดเวลาไว้สั้น (เพียงแค่ 30 นาที)
เราจะสามารถโฟกัสกับงานได้เต็มที่
ส่งผลให้งานคืบหน้าได้เยอะ (กว่าที่เราคาด)
ซึ่งพอเราเห็นความคืบหน้านั้น
มันก็อาจทำให้เรารู้สึกมีกำลังใจที่จะ “ลุยงาน” มากขึ้น
(ในช่วง slot เวลา 30 นาทีสำหรับการทำงานครั้งต่อไปของเรา)
.
# 2 เปิดโหมด “ตั้งใจทำงาน” ก่อนลงมือทำงาน
.
ก่อนที่เราจะเริ่มต้นทำงาน
ให้เราทำอะไรบางอย่างที่เป็นการ “ส่งสัญญาณ”
ให้สมองเรารับรู้ว่า ต่อจากนี้ไป (เป็นระยะเวลา 30 นาที)
เรากำลังจะโฟกัสกับการทำงานอย่างเต็มตัว
.
ยกตัวอย่างเช่น
การสวมหูฟังตัดเสียงรบกวน
การเอาโทรศัพท์มือถือออกไปวางนอกห้องทำงาน
การจุดเทียนหอม
เป็นต้น
.
หากเรา “ส่งสัญญาณ” แบบนี้ไปเรื่อยๆ
สมองเราก็จะเกิดการเรียนรู้ว่า
“อ๋อ! ทุกครั้งที่ฉันสวมหูฟังตัดเสียงรบกวน
นั่นหมายความว่าฉันกำลังจะทำงานอย่างจริงจังแล้วนะ”
.
มันจะช่วยสมองเรามีสมาธิในช่วงที่ลงมือทำงานได้ง่ายขึ้นครับ
.
.
.
ผมหวังว่าสิ่งที่ผมหยิบมาแบ่งปันในวันนี้
จะช่วยให้ทุกคนทำงานได้อย่าง
มีประสิทธิภาพและมีความสุขนะครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1111/bjep.12593
https://doi.org/10.1006/cogp.1998.0681
#จิตวิทยา #siamstr
“จงเป็นตัวของตัวเอง”
.
นี่คือคำแนะนำยอดฮิตที่หลายคนชอบบอกกัน
.
แต่จริงๆแล้ว คำแนะนำนี้แอบมี
“จุดบอด” อยู่หลายข้อเหมือนกันครับ
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
บางคนใช้คำแนะนำดังกล่าว
เป็น “ข้ออ้าง” ในการแสดงพฤติกรรมที่หยาบคาย
.
บางคนยึดติดกับ “ความจริงใจ”
มากจนทำลายความสัมพันธ์
.
บางคนไม่ได้รู้สึกปลอดภัยมากพอ
ที่จะเป็น “ตัวของตัวเอง” ได้ขนาดนั้น
.
เป็นต้น
.
ผมจึงมองว่า แทนที่เราจะมุ่งเป็น “ตัวของตัวเอง”
ทางเลือกที่ดีกว่าคือการเป็น “ตัวเองเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด” ครับ
.
กล่าวคือ…
.
เรายังคงเอกลักษณ์ความเป็นตัวเองอยู่
แต่เราจะเติมการนึกถึงใจคนอื่นผสมเข้าไปด้วย
.
เรายังคงมีความซื่อตรงในสิ่งที่เราคิดและรู้สึก
แต่เราจะเติมความเห็นอกเห็นใจเข้าไปเพิ่ม
.
เรายังคงเลือกเส้นทางชีวิตของเราเอง
แต่เราก็ยินดีต้อนรับการพัฒนาและการเติบโตด้วยเช่นกัน
.
เรายังคงมีความคิดเห็นเป็นของตัวเอง
แต่เราจะคำนึงเพิ่มด้วยว่าเราจะแชร์ความคิดเห็นนั้นเมื่อไหร่ (และกับใคร) จึงจะดีที่สุด
.
…เรามาร่วมกันเป็น “ตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด” กันเถอะครับ!
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.73.6.1380
https://doi.org/10.1016/S0065-2601(06)38006-9
https://doi.org/10.1016/j.jrp.2019.103900
https://doi.org/10.1016/j.jrp.2018.09.005
#จิตวิทยา #siamstr
ทุกวันนี้ ไม่ว่าเราจะมองไปทางไหน
เราก็จะเห็นพลังของ algorithm และ AI เต็มไปหมด
.
มันจะคอยแนะนำเราว่า…
.
คลิปวิดิโอไหนที่เราน่าจะอยากดู
บทความไหนที่เราน่าจะอยากอ่าน
สินค้าตัวไหนที่เราน่าจะอยากซื้อ
.
และถ้าเราต้องการจะสร้างสรรค์อะไร
(ไม่ว่าจะเป็นบทความ คลิปวิดีโอ รูปภาพ ฯลฯ)
เราก็สามารถออกคำสั่งให้มัน “เสก” ออกมาให้เราได้อย่างง่ายดาย
.
หลายคนกังวลว่า
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้มันจะค่อยๆ
บั่นทอนพลังความคิดของเราไปเรื่อยๆ
จนกระทั่งเรา “สมองฝ่อ” ในท้ายที่สุด
.
นอกจากนี้ หลายคนยังกังวลว่า
สิ่งที่เราเสพในโลกออนไลน์
(โดยเฉพาะเนื้อหาที่ผ่านการแนะนำ
ของ algorithm และเครื่องมือ AI ต่างๆ)
จะมีผลในด้านการชักจูงความคิดเรา
ส่งผลให้เราถูก “ล้างสมอง” ได้อีกด้วย
.
โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่รู้เหมือนกันนะครับว่า
ความกังวลนี้มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นจริงได้มากน้อยแค่ไหน
.
แต่สำหรับคนที่ถือคติ “กันไว้ก่อนดีกว่าแก้”
ต่อไปนี้คือสิ่งที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ไปถึง “จุดวิกฤต” นั้นได้ครับ
.
# 1
อย่าปักใจเชื่อว่าสิ่งแรกที่เราเห็นมันคือความจริง
(เช่น ถ้าเราถามคำถามกับ ChatGPT
เราจะยังไม่เชื่อว่าคำตอบที่ ChatGPT ให้มานั้นคือความจริง
แต่เราจะตั้งคำถามเพิ่มเติมว่า
คำตอบดังกล่าวมันถูกต้องจริงหรือ
ถูกต้องเพราะอะไร มีแง่มุมอื่นอีกไหม เป็นต้น)
.
# 2
เวลาที่เราสร้างสรรค์ผลงานของเราขึ้นมา
(โดยมี AI เป็นเครื่องมือหรือตัวช่วยสำคัญ)
เราต้องอย่า copy (จาก AI) และ paste อย่างเดียว
แต่เราควรจะใส่ “ตัวเรา” เข้าไปในผลงานนั้นด้วย
.
# 3
“ฉันยังไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มากพอที่จะฟันธงในเรื่องนี้ได้”
นี่ถือเป็นคาถาประจำใจที่เราควรหยิบมาใช้บ่อยๆ
.
ไม่ว่าความกังวลในเรื่อง “ด้านมืดของเทคโนโลยี”
ที่ผมพูดถึงในข้างต้นจะเป็นความจริงมากน้อยแค่ไหน
แต่หากเรายึดถือแนวทาง 3 ข้อนี้อย่างสม่ำเสมอ
เชื่อได้เลยครับว่าเราจะ “ปลอดภัย” อย่างแน่นอนครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0033-2909.116.1.75

arXiv.org
From Psychological Curiosity to Artificial Curiosity: Curiosity-Driven Learning in Artificial Intelligence Tasks
Psychological curiosity plays a significant role in human intelligence to enhance learning through exploration and information acquisition. In the ...
บางครั้ง มิตรภาพจบลงด้วยความขัดแย้งอย่างรุนแรง
.
แต่ในหลายๆครั้ง
จุดจบของมิตรภาพ
เกิดขึ้นท่ามกลางความเงียบ
.
ยกตัวอย่างเช่น
เรานัดเจอเพื่อน แต่เพื่อนก็ยกเลิกนัด
เราส่งข้อความไปหาเพื่อน แต่เพื่อนก็ไม่เคยตอบ
เป็นต้น
.
แน่นอนครับว่าการถูกเพื่อน “เท”
มันเป็นประสบการณ์ที่เจ็บปวด
.
เพราะมิตรภาพคือสิ่งที่ช่วยทำให้เรารู้สึกว่า
ตัวเองเป็นที่รัก มีคุณค่า ไม่ได้อยู่ลำพัง
.
มันไม่ได้ช่วยให้เรามีชีวิตรอด
(เหมือนปัจจัยสี่)
แต่มันช่วยให้เรามีชีวิตที่มีชีวา
.
นอกจากนี้ เวลาที่เราถูกเพื่อน “เท”
เราก็อาจจะเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า
“ฉันทำอะไรผิดหรือเปล่านะ?”
ส่งผลให้ความปั่นป่วนในใจเรา
ยิ่งทวีความเข้มข้นกว่าเดิมเข้าไปอีกด้วย
.
ความจริงก็คือ…มิตรภาพก็ไม่ต่างอะไรกับต้นไม้
.
ต้นไม้มิตรภาพจะเติบโตได้งาม
ก็ต่อเมื่อทั้ง 2 ฝ่ายตัดสินใจที่จะช่วยกัน
รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ยให้กับมันอย่างสม่ำเสมอ
.
ไม่อย่างนั้น หากเราเป็นฝ่ายที่
ดูแลต้นไม้มิตรภาพอยู่ฝ่ายเดียว
ต่อให้ต้นไม้ดังกล่าวจะยังมีชีวิตอยู่
แต่มันก็จะกินพลังงานเราจนหมดแรงได้
.
ต่อไปนี้คือสิ่งที่เราสามารถทำได้ครับ
.
# 1 คอยสังเกตดูว่าเพื่อนเขาช่วยเราดูแลต้นไม้นี้มากน้อยแค่ไหน
# 2 หากเพื่อนไม่ช่วยเราดูแล เราหาจังหวะสื่อสารกับเพื่อนในจุดนี้ดู (ถ้าทำได้)
# 3 อนุญาตให้ตัวเองหยุด “วิ่งไล่ตาม” มิตรภาพข้างเดียว
# 4 เทพลังงานให้กับความสัมพันธ์ที่อีกฝ่ายพร้อมดูแลต้นไม้ไปพร้อมกับเราแทน
.
หากเรายึดแนวทางดังกล่าว
เราก็จะพบว่าตัวเองตัดสินใจ “หันหลัง”
ให้กับต้นไม้มิตรภาพบางต้น
.
มันเป็นการตัดสินใจที่รู้สึก
ใจหายได้เหมือนกันนะครับ
.
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า
ความทรงจำดีๆที่เรามีกับต้นไม้ต้นนั้น
จะต้องถูกโยนทิ้งไปด้วยเสมอไป
.
มันอาจหมายความว่า
ต้นไม้ต้นนั้นคือต้นไม้ประเภท “ถั่วงอก”
ที่มีอายุขัยธรรมชาติสั้นเท่านั้น
.
มันไม่เป็นไรเลยครับที่เราจะหยุดรดน้ำ
ให้กับ “ถั่วงอก” ที่เกินอายุขัยของมันไปแล้ว
.
ชีวิตของเราจะได้มีพื้นที่ว่างสำหรับต้นไม้มิตรภาพต้นอื่นครับ
.
อ้างอิง
Weiss, R. (1974) The Provisions of Social Relationships. In: Rubin, Z., Ed., Doing unto Others, Prentice Hall, Englewood Cliffs, 17-26.

Taylor & Francis
Friendship Matters | Communication, Dialectics and the Life Course | W
In this volume, Dr. Rawlins traces and investigates the varieties, tensions, and functions of friendship for males and females throughout the life ...
เคยสงสัยไหมครับว่า
ทำไมคนรุ่นใหม่หลายคน
จึงเลือกที่จะไม่มีลูกมากขึ้นเรื่อยๆ?
.
บางคนมองว่า คนรุ่นใหม่ตัดสินใจไม่มีลูก
เพราะต้องการ “หลีกหนี” จากความรับผิดชอบ
.
แต่ในความเป็นจริงแล้ว
นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้หลายคนเลือกที่จะไม่มีลูก
.
วันนี้ ผมได้รวบรวม 3 “เหตุผลยอดฮิต”
ที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจดังกล่าวมานำเสนอครับ
.
.
.
# 1 ภาพของ “ชีวิตที่ประสบความสำเร็จ” ในวันนี้ไม่เหมือนกับเมื่อวาน
.
ในอดีต
การมี “ชีวิตที่ประสบความสำเร็จ” มักจะเป็น
การเติบโตขึ้นและสร้างครอบครัวของตัวเอง
.
แต่ทุกวันนี้
ภาพของ “ชีวิตที่ประสบความสำเร็จ”
มีความหลากหลายมากขึ้น
.
(เช่น การมีอิสรภาพในชีวิต
การเติบโตในหน้าที่การงาน
การมีโอกาสได้ท่องเที่ยวรอบโลก เป็นต้น)
.
# 2 มองว่าตัวเองมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ไม่เพียงพอที่จะมีลูก
.
ทุกวันนี้
หลายคน “เข้าถึง” ความรู้ทางจิตวิทยามากขึ้น
ส่งผลให้พวกเขาเห็นว่าพ่อแม่มีบทบาท
ต่อสุขภาพจิตของลูกเป็นอย่างมาก
.
พวกเขาจึงมองว่า ตราบใดที่พวกเขา
ยังไม่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่สูงมากพอ
พวกเขาก็จะยังไม่มีลูกเพราะพวกเขา
ไม่ต้องการให้ลูกเกิดปัญหาสุขภาพจิต
เนื่องจากวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่ต่ำของพวกเขา
.
# 3 เหตุผลด้านเศรษฐกิจ
.
หลายคนได้ลองคิดคำนวณดูว่า
หากพวกเขาต้องการเลี้ยงลูกให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี
ค่าใช้จ่ายคร่าวๆจะมีอยู่ทั้งหมดเท่าไหร่
.
พอพวกเขามองเห็นตัวเลขค่าใช้จ่ายแล้ว
พวกเขาก็พบว่าตัวเองแบกรับค่าใช้จ่ายในระดับนั้นไม่ไหว
.
.
.
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่ผมนำเสนอในวันนี้
จะเป็นส่วนเล็กๆที่ช่วยให้ทุกคนเข้าใจ
กลุ่มคนที่เลือกจะไม่มีลูกได้มากขึ้นนะครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1007/BF01082080
https://doi.org/10.1007/BF00140093
https://doi.org/10.1007/BF00287774
https://doi.org/10.1017/s0021932000014449

Nordic Yearbook of Population Research
Voluntary or Involuntary Childlessness? Socio-Demographic Factors and Childlessness Intentions among Childless Finnish Men and Women aged 25-44
Lifetime childlessness is expected to increase in the future. Recent research suggests that also voluntary childlessness in increasing among young ...
คุณเป็นคนที่ขี้กังวล คิดมาก หรือทุกข์ใจง่ายหรือเปล่าครับ?
.
ถ้าคุณเป็นคนแบบนี้ คุณอาจจะมองว่า
ตัวเองมีนิสัยที่อ่อนแอและไร้ประโยชน์
.
แต่ในความเป็นจริงแล้ว
นี่คือนิสัยที่ทำให้คุณสามารถ
รับมือกับสถานการณ์ความขัดแย้ง
(เช่น ทะเลาะกับเพื่อนสนิท) ได้ดีกว่าที่คุณคิด
.
.
.
นั่นเป็นเพราะว่า…
.
คุณจะจับสัญญาณความ “ไม่โอเค” ของคนอื่นได้ไว
(เช่น ตอนที่คุณมาสาย เพื่อนสนิทบอกว่า “ไม่เป็นไร”
แต่คุณเห็นว่าเพื่อนสนิทมีสีหน้าไม่สู้ดีเท่าไหร่นัก)
.
ส่งผลให้คุณสามารถลงมือทำการ “ตัดไฟแต่ต้นลม”
และทำให้ความขัดแย้งไม่ปะทุหนักได้
(เช่น คุณสวมกอดเพื่อนสนิทพร้อมกับพูดว่า
“ขอบคุณนะที่พยายามไม่ถือโทษโกรธเคืองฉันในครั้งนี้
ทั้งๆที่ในใจเธอคงจะหงุดหงิดฉันไม่น้อยเลย”)
.
นอกจากนี้…
.
ความคิดมากของคุณยังสามารถช่วยให้คุณ
“วาดภาพ” ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ล่วงหน้า
ก่อนที่มันจะเกิดขึ้นจริงๆได้อย่างชัดเจน
(เช่น คุณ “วาดภาพ” ไว้ว่า
เพื่อนสนิทจะรู้สึกไม่พอใจที่คุณมาสาย
เพราะมันจะทำให้ซื้อตั๋วหนังไม่ทันรอบฉาย)
.
ส่งผลให้คุณสามารถลงมือแก้ปัญหาดังกล่าว
ให้คลี่คลายก่อนที่จะเกิดความขัดแย้งกับ “คู่กรณี” ได้
(เช่น คุณซื้อตั๋วหนังออนไลน์ให้ตัวเองและเพื่อนสนิท
ก่อนที่จะเดินทางถึงโรงหนัง ทำให้คุณกับเพื่อนสนิท
ดูหนังได้ทันรอบฉาย แม้ว่าคุณจะมาสายก็ตาม)
.
.
.
เราจะเห็นได้ว่านิสัย “กังวล คิดมาก หรือทุกข์ใจง่าย” นั้น
ใช่ว่าจะเป็นนิสัยที่ไร้ประโยชน์หรือสร้างปัญหาภายในความสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว
.
หากเราหยิบนิสัยดังกล่าวมาใช้อย่างเหมาะสม
มันสามารถกลายเป็น “จุดแข็ง” ที่ช่วยให้เรา
แก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ได้ดีเลยทีเดียวครับ!
.
อ้างอิง
http://dx.doi.org/10.1016/j.jrp.2025.104625
https://doi.org/10.1525/collabra.266
https://doi.org/10.1108/eb022814
https://doi.org/10.1016/j.paid.2019.109794
#จิตวิทยา #siamstr
เพื่อนผู้หญิงหลายคนบอกผมว่า
พวกเธอเป็น “เดอะแบก” ภายในความสัมพันธ์
.
พวกเธอทำงานหาเงิน พอกลับบ้านยังต้องทำงานบ้าน
แล้วยังต้องคอยเป็น “นักจิตวิทยาส่วนตัว” ให้แฟน
แถมยังเป็นฝ่ายรดน้ำ “ต้นไม้ความสัมพันธ์” อยู่คนเดียวอีกด้วย
.
ไม่แปลกใจเลยครับที่พวกเธอจะรู้สึกหนักและเหนื่อย
.
หากสถานการณ์ภายในความสัมพันธ์
ยังคงดำเนินต่อไปในลักษณะนี้
พวกเธอก็จะถึงขีดจำกัดของการเป็น “เดอะแบก”
ส่งผลให้พวกเธอ “เททุกอย่าง” ได้
.
ซึ่งแน่นอนครับว่า เมื่อ “เดอะแบก” เลือกที่จะ “เททุกอย่าง”
มันก็ไม่ต่างอะไรกับรถจักรยานที่ล้อหลุดไป 1 เส้น
(แถมเป็นล้อที่รับน้ำหนักส่วนใหญ่ของจักรยานมาโดยตลอดอีกด้วย)
.
มันมีโอกาสไม่น้อยเลยครับที่ความรักครั้งนี้จะ “ไปต่อไม่ได้” และ “พังทลาย” ลงในที่สุด
.
ฉะนั้น หากวันนี้ เรากำลังเป็น “เดอะแบก” อยู่
และเราไม่อยากเห็นความสัมพันธ์ของเรา “ขรุขระ” ในระยะยาว
สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้คือการจับเข่าพูดคุยกับแฟนดูครับ
.
สื่อสารให้แฟนรับรู้อย่างชัดเจนว่า…
…เรารู้สึกหนักและเหนื่อยแค่ไหน
…เราอยากลดปริมาณการ “แบก” ในเรื่องอะไรบ้าง
…เราอยากให้แฟนเข้ามาช่วย “แบก” ในเรื่องอะไรบ้าง
.
แฟนอาจจะไม่ได้ “ตอบตกลง”
กับทุกอย่างที่เราร้องขอไปก็จริง
แต่ถ้าแฟน “ตอบตกลง” กับ
สิ่งที่เราร้องขอไปสัก 10%
มันก็ช่วยลดความหนักและความเหนื่อย
ของเรา (ที่เป็น “เดอะแบก”) ได้ไม่น้อยแล้วครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1093/sf/79.1.191
https://psycnet.apa.org/doi/10.1111/j.1741-3737.2000.01208.x
Hochschild, A. R. (1983). The Managed Heart: Commercialization of Human Feeling. Berkeley, CA: University of California Press.
Hochschild, A. R., & Machung, A. (1989). The second shift. New York, NY: Avon.
#จิตวิทยา #siamstr
ชีวิตของเราแต่ละวัน
ก็ไม่ต่างอะไรกับ
สภาพอากาศในแต่ละวันเลยครับ
.
ชีวิตบางวันก็เป็นเหมือนวันที่แดดออก
สดใส ร่าเริง น่าตื่นเต้น
.
แต่ชีวิตบางวันก็เป็นเหมือนวันที่ฟ้ามืด
น่าเบื่อ เครียด หม่นหมอง
.
ในวันที่ชีวิตแดดออก
มันไม่แปลกที่เราจะ
อ้าแขนต้อนรับชีวิตอย่างเต็มที่
.
แต่ในวันที่ชีวิตฟ้ามืดล่ะ?
เราต้องทนอยู่กับความเบื่อ
ความเครียด ความหม่นหมอง
โดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้อย่างนั้นหรือ?
.
มันอาจจะเป็นเช่นนั้นจริงๆแหละครับ…หากเราฟันธงในใจว่า
.
“วันนี้คือวันที่ฟ้ามืด ฉะนั้น
ฉันก็จะต้องเจอกับความเบื่อ
ความเครียด และความหม่นหมอง
อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน”
.
เพราะถ้าเราฟันธงแบบนี้
มันเท่ากับว่าเราปิดโอกาสไม่ให้ตัวเอง
ได้เจอกับอย่างอื่นนอกจาก
ความเบื่อ ความเครียด และความหม่นหมองเท่านั้น
.
ในทางกลับกัน
หากเรามองวันที่ฟ้ามืด
ด้วยสายตาที่ใคร่รู้
(เช่น “ฉันอยากรู้จังว่าจะเจอกับอะไรบ้างในวันนี้?”)
เราอาจจะยังเจอกับความเบื่อ
ความเครียด และความหม่นหมองอยู่ก็จริง
.
แต่สายตาที่ใคร่รู้ก็จะเปิดโอกาสให้เรา
มองเห็น “แสงสว่าง” ภายในวันที่ฟ้ามืดได้ง่ายขึ้น
(แม้จะเป็น “แสงสว่าง” เล็กๆน้อยๆอย่างเช่น
การเจอคนแปลกหน้าเปิดประตูลิฟต์ค้างไว้ให้เราก็ตาม)
.
มันจะช่วยให้วันที่ฟ้ามืดของเราไม่ใช่วันที่ “มืดสนิท” ได้
.
ผมขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจเล็กๆ
ให้ทุกคนที่กำลังเผชิญกับวันที่ฟ้ามืดอยู่นั้น
ได้พบกับ “แสงสว่าง” กันถ้วนหน้านะครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1037//0003-066x.56.3.218
https://doi.org/10.1037//0022-3514.84.2.377
#จิตวิทยา #siamstr
คุณเป็นคนที่ชอบออกกำลังกายไหมครับ?
.
หลายคนไม่ชอบครับ
.
หลายคนออกกำลังกายเพียงเพราะ
มันเป็นเรื่องที่ “จำเป็นต้องทำ” เท่านั้น
.
พวกเขาใช้วิธี “กัดฟันทน” เวลาออกกำลังกาย
.
ปัญหาของวิธีนี้ก็คือ
มันทำให้การออกกำลังกาย
กลายเป็นเรื่องทรมาน
.
คนเราอาจจะบังคับตัวเอง
ให้ทนทำสิ่งที่ทรมานได้ระยะหนึ่งแหละครับ
.
แต่ถ้ามองดูกันในระยะยาวแล้ว
มันมีโอกาสสูงมากครับ
ที่เราจะเลิกออกกำลังกายในกรณีแบบนี้
.
วันนี้ ผมมีเทคนิคเล็กๆน้อยๆ
ที่สามารถช่วยให้การออกกำลังกาย
เป็นประสบการณ์ที่เพลิดเพลินมากขึ้น
(ไม่ใช่เรื่องที่ต้อง “กัดฟันทน”) ได้ครับ
.
.
.
สมมติว่าวันนี้ เราตั้งใจจะใช้เวลาออกกำลังกาย 1 ชั่วโมง
.
ในช่วง 1 ชั่วโมงนั้น เราอาจจะต้องทำ
สิ่งที่เราไม่ชอบทำเต็มไปหมด
(เช่น ไม่อยากวิดพื้นแต่ก็ต้องวิดพื้น
ไม่อยาก squat แต่ก็ต้อง squat)
.
ไม่อย่างนั้น ร่างกายของเราอาจ “ไม่สมส่วน” ได้
(เช่น ร่างกายครึ่งบนแข็งแรงแต่ขาลีบ)
.
แต่หลังจากที่เราออกกำลังกายไปได้ราวๆครึ่งชั่วโมง
ให้เราเริ่มต้นออกกำลังกายในรูปแบบที่เราชื่นชอบ
(เช่น เต้นซุมบ้า โยคะ) เป็นระยะเวลา 5-10 นาที
.
ซึ่งในช่วง 5-10 นาทีนั้น
ขอให้เราดื่มด่ำและสนุกกับมันให้เต็มที่
โดยไม่ต้องสนใจเลยครับว่า
ช่วงเวลา 5-10 นาทีนี้
หัวใจเราจะเต้นในระดับที่เหมาะสมไหม
กล้ามเนื้อเราจะถูกใช้งานเพียงพอหรือเปล่า
ฯลฯ
.
หลังจากที่ 5-10 นาทีนี้จบลง
เราค่อยกลับไปออกกำลังกาย
โดยคำนึงถึง “ประสิทธิภาพ” เหมือนเดิม
.
และในช่วง 5-10 นาทีสุดท้าย
ของการออกกำลังกาย
เราก็กลับมาออกกำลังกาย
โดยเน้นความสนุก (ไม่เน้น “ประสิทธิภาพ”) อีกครั้ง
.
การทำแบบนี้จะทำให้ 1 ชั่วโมง
ของการออกกำลังกายของเรา
มีช่วงเวลาที่โดดเด่นในความทรงจำอยู่ 2 ช่วง
(ซึ่งก็คือช่วงกลางๆและช่วงท้ายสุด)
.
นั่นหมายความว่า หากในอนาคต
เรานึกย้อนกลับมาที่การออกกำลังกายในครั้งนี้
สิ่งที่เราจะจดจำมันจะไม่ใช่ช่วงเวลา
ที่เรากำลังทำสิ่งที่เราไม่ชอบ (เช่น วิดพื้น squat)
.
สิ่งที่โดดเด่นในความทรงจำเราคือช่วงไม่กี่นาที
ที่เราสนุกสนานเพลิดเพลินกับการออกกำลังกาย (เช่น เต้นซุมบ้า โยคะ)
.
ต่อให้เวลาส่วนใหญ่ในการออกกำลังกายครั้งนั้นจะถูกใช้กับสิ่งที่เราไม่ชอบก็ตาม!
.
ฉะนั้น ครั้งต่อไปที่คุณจะออกกำลังกาย
ลองเพิ่มความสนุกสั้นๆในช่วง
“ครึ่งทาง” และ “ปลายทาง” ดูครับ
.
มันอาจทำให้การออกกำลังกาย
กลายเป็นเรื่องสนุกสำหรับคุณก็ได้ครับ!
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1037//0022-3514.65.1.45
When More Pain Is Preferred to Less: Adding a Better End on JSTOR
Daniel Kahneman, Barbara L. Fredrickson, Charles A. Schreiber, Donald A. Redelmeier, When More Pain Is Preferred to Less: Adding a Better End, Psyc...
คุณเคยพูดหรือทำอะไรบางอย่างลงไป
ที่ทำให้คุณรู้สึกเสียใจในภายหลังไหมครับ?
.
หรือบางครั้ง คุณไม่ได้เสียใจ
เพราะสิ่งที่คุณได้พูดหรือได้ทำลงไป
แต่เป็นเพราะคุณไม่ได้พูดหรือไม่ได้ทำบางอย่างไปมากกว่า
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
คุณตั้งใจว่าจะบอกรักกับคนๆหนึ่ง
(เช่น ครอบครัว แฟน เพื่อนสนิท)
แต่คุณก็ตัดสินใจว่า “เดี๋ยวค่อยบอกแล้วกัน”
.
แต่แล้ว โชคชะตาชีวิตก็ทำให้คุณ
ไม่สามารถที่จะบอกรักกับคนๆนั้นได้อีก
(เช่น สมาชิกครอบครัวคนนั้นเสียชีวิต
เพื่อนคนนั้นที่คุณแอบชอบเขามีแฟน)
.
เป็นต้น
.
สำหรับหลายๆคน
ความรู้สึกเสียใจนี้
มันค่อยๆจางลงเมื่อเวลาผ่านไป
.
แต่หลายคนก็พบว่า
ต่อให้เหตุการณ์ดังกล่าวจะผ่านมาแล้วเป็นปีๆ
ความรู้สึกในใจพวกเขาก็ยังคงเข้มข้นมากๆอยู่ดี
.
เพราะสำหรับคนกลุ่มนี้
เมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเขานึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว
ในใจของพวกเขาก็จะเต็มไปด้วยคำพูดเช่น…
.
“ฉันควรจะบอกรักกับอาม่าในคืนนั้น”
“ฉันไม่น่าตัดสินใจโง่ๆพลาดๆแบบนั้นเลย”
“ถ้าฉันบอกความรู้สึกตัวเองให้เพื่อนรู้ตอนนู้น…ก็คงจะดีนะ”
ฯลฯ
.
คำพูดเหล่านี้คือสาเหตุสำคัญ
ที่ทำให้ความรู้สึกเสียใจ
ยังคงหนักอึ้งอยู่จนถึงทุกวันนี้
.
ทำยังไงเราจึงจะผ่อนความรู้สึกที่หนักอึ้งในใจนี้ได้?
.
วันนี้ ผมมี 2 แนวทางมานำเสนอครับ
.
.
.
# 1
.
แทนที่เราจะมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต
และพูดกับตัวเองว่า “ฉันพลาด” หรือ “ฉัน fail”
.
ผมอยากจะชวนให้เรามองเพิ่มเติมว่า
ใช่ครับ เราอาจจะพลาดหรือ fail ก็จริง
แต่สิ่งที่ตัวเราทำในวันนั้นมันคือสิ่งที่ดีที่สุด
ที่ตัวเราในตอนนั้นสามารถทำได้แล้วจริงๆ
.
ตัวเราในวันนี้อาจจะมองย้อนกลับไปและมองว่า
“ฉันไม่น่าพลาดหรือ fail แบบนั้นเลยนะ”
.
แต่นั่นเป็นเพราะว่าตัวเราในวันนี้
มีความรู้และประสบการณ์มากกว่าตัวเราในวันนั้น
.
(ซึ่งก็ยังการันตีไม่ได้อยู่ดีว่า
หากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในวันนี้
ตัวเราในเวอร์ชั่นที่ upgrade นี้
จะยังไม่พลาดหรือ fail แบบเดิมอยู่)
.
การที่เรายอมรับความผิดพลาดของตัวเองในอดีต
(พร้อมกับตระหนักถึงข้อจำกัดของตัวเอง ณ เวลานั้น)
คือสิ่งหนึ่งที่สามารถผ่อนความหนักอึ้งในใจลงได้
.
# 2
.
แทนที่เราจะหยิบเหตุการณ์ดังกล่าว
มา replay ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
(โดยเฉพาะการ replay ที่ “ขยี้” สิ่งที่เราพลาด)
.
ผมขอเสนอให้เราเอาเวลาและพลังงาน
ไปใช้ในการตอบคำถามกับตัวเองให้ได้ว่า
.
หนึ่ง
อะไรคือ “บทเรียน” ของเหตุการณ์นี้?
สอง
ฉันจะเอา “บทเรียน” ดังกล่าวไปปรับใช้กับชีวิตของฉันต่อไปยังไงเพื่อให้ตัวฉันในอีก 20 ปีข้างหน้าหันกลับมามองเหตุการณ์นี้และพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า “ดีแล้วนะที่ฉันพลาดในวันนั้น เพราะบทเรียนที่ฉันได้รับจากเหตุการณ์นั้นมันช่วยให้ฉันมีชีวิตที่ดีขึ้นสุดๆเลย”?
.
หากเราสามารถตอบ 2 คำถามนี้
กับตัวเองได้ (โดยเฉพาะคำถามที่ 2)
และหยิบเอาคำตอบนั้นไปลงมือปฏิบัติ
เราก็จะพบว่าความหนักอึ้งในใจ
ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้
มันจะลดลงอย่างฮวบฮาบเลยครับ
.
.
.
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งที่ผมได้นำมาแบ่งปันในวันนี้
จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่ต้องการจะเป็นอิสระ
จากความรู้สึกเสียใจอันหนักอึ้งกับเหตุการณ์บางอย่างในอดีตนะครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1207/s15327663jcp1701_3
https://psycnet.apa.org/doi/10.1080/15298860309032
https://psycnet.apa.org/record/2006-08575-000
#จิตวิทยา #siamstr
เคยสงสัยไหมครับว่า
ทำไมคนบางคนเขาถึงดูเท่เป็นพิเศษ
เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ?
.
มันเป็นเพราะคนๆนั้น
เขาใส่เสื้อผ้าที่ดูดี
หรือขับรถ supercar
หรือฟังเพลงที่ “ไม่เหมือนใคร” อย่างนั้นหรือ?
.
สิ่งเหล่านั้นอาจจะมีส่วน
ที่ช่วยให้เขาดูเท่ได้บ้างแหละครับ
.
แต่จริงๆแล้ว สิ่งสำคัญที่ทำให้
คนๆหนึ่งดูเท่คือสิ่งต่อไปนี้ครับ
.
# 1 คนที่เท่ = คนที่เป็นผู้นำ มีอำนาจ พูดอะไรและมีคนทำตาม
# 2 คนที่เท่ = คนที่หาความสุขสนุกเพลิดเพลินในชีวิตได้
# 3 คนที่เท่ = คนที่ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ (ไม่ใช่ใช้ชีวิตตามคนอื่น)
# 4 คนที่เท่ = คนที่กล้าเสี่ยง กล้าผจญภัย กล้าออกนอก comfort zone
# 5 คนที่เท่ = คนที่เปิดกว้างต่อประสบการณ์ใหม่ๆ ไอเดียใหม่ๆ กิจกรรมใหม่ๆ
# 6 คนที่เท่ = คนที่ไม่มีปัญหากับการเข้าสังคม พูดคุยกับผู้คน
.
ในบรรดา 6 ข้อนี้ คุณคิดว่าข้อไหน
ที่มีผลต่อความเท่ของคนๆหนึ่งมากที่สุด?
.
คำตอบคือข้อ 4 ครับ
.
ไม่น่าแปลกใจเลยนะครับที่พวกเราหลายคน
(โดยเฉพาะเด็กๆหรือวัยรุ่น) จะมองว่า
คนที่เป็นนักกีฬา นักร้อง นักแสดง นักธุรกิจคือคนที่เท่
.
ต่อให้นักกีฬา นักร้อง นักแสดง หรือนักธุรกิจเหล่านี้
จะไม่ได้ประสบความสำเร็จในระดับ “จุดสูงสุด”
พวกเขาก็ยังคงดูเท่ในสายตาหลายๆคนอยู่ดี
.
เพราะคนเหล่านี้มีสิ่งที่เหมือนกันอย่างหนึ่ง
.
นั่นคือความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความเสี่ยง
(ในอาชีพการงาน) เพื่อให้ตัวเองได้มีชีวิตที่ต้องการนั่นเองครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/xge0001799
#จิตวิทยา #siamstr
คุณมีเพื่อนสักคนในชีวิต
ที่คุณอยากจะสนิทกับเขา
ให้มากขึ้นไหมครับ?
.
ถ้าคุณมี แล้วอะไรที่ทำให้คุณยัง
ไม่สนิทกับเขามากกว่านี้หรือครับ?
.
สำหรับหลายๆคน
คำตอบที่พวกเขามีให้กับ
คำถามในข้างต้นก็คือ
.
“เพราะฉันเดาว่าเขาคงไม่ได้อยากคุยด้วย”
“เพราะถ้าฉันทักทายเขาแค่นิดๆหน่อยๆ มันจะเป็นการเสียเวลาชีวิตเขาเปล่าๆ”
.
แต่ในความเป็นจริงนั้น…
.
.
.
# 1
.
คนส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะคนที่เราไม่ได้สนิทมาก)
มักจะมีท่าทีที่ “เปิดรับ” (ไม่ใช่ “ปฏิเสธ”) เวลาที่เราติดต่อไปหา
.
# 2
.
ความสนิทมักจะไม่ได้เกิดขึ้น
เพราะเรากับเขามีช่วงเวลาที่ได้
connect กันอย่างเข้มข้นเพียงครั้งเดียว
(เช่น เราได้มี deep conversation กับเขา
ที่กินระยะเวลานานเป็นครึ่งวัน)
.
แต่ความสนิทมักจะเกิดขึ้น
เพราะเราได้มีปฏิสัมพันธ์กับเขา
เป็นประจำสม่ำเสมอมากกว่า
(ต่อให้ปฏิสัมพันธ์ที่มีจะไม่ได้เข้มข้นนักก็ตาม
เช่น การถามไถ่ชีวิตเขาช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา)
.
.
.
ฉะนั้น หากเราอยากสนิทกับใครมากขึ้น
แต่เรากลัวว่าเขาจะรู้สึกรำคาญกับเรา
หรือมองว่ามันจะรบกวนชีวิตเขาอยู่ล่ะก็
ผมขอเชียร์ให้ลองติดต่อไปดูก่อนครับ
.
และเวลาที่เราติดต่อไปนั้น
เราไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเองให้เป็นฝ่าย
“แบกบทสนทนา” ด้วยการชวนเขาคุยยาวๆนะครับ
.
แค่เราทักทายนิดๆหน่อยๆ (แต่ทำสม่ำเสมอ) มันก็เพียงพอแล้วครับ
.
อ้างอิง
Frontiers | Classroom Seat Proximity Predicts Friendship Formation
ชีวิตของพวกเราทุกคนมีหลากหลายฤดูกาล
.
บางวัน ชีวิตเราก็เป็นเหมือนฤดูร้อนที่ท้องฟ้าสดใส
บางวัน ชีวิตเราก็เป็นเหมือนฤดูฝนที่ทุกอย่างอึมครึมไปหมด
.
คำถามสำคัญก็คือ เราจะทำยังไงดีในวันที่ฝนตกหนัก?
.
แน่นอนครับว่าเราคงไม่มี
พลังอำนาจที่จะสั่งให้ฝนหยุดตกได้
แต่สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้
คือการเรียนรู้ที่จะ “เต้นรำ” กลางสายฝน
.
ต่อไปนี้คือสิ่งเล็กๆน้อยๆที่ช่วยให้เรา
“เต้นรำ” กลางสายฝนได้ง่ายขึ้นครับ
.
.
.
# 1
.
นึกย้อนถึงวันวานในอดีตที่เราก็เจอฝนตกหนัก (ไม่ต่างกับปัจจุบัน)
แต่ถึงกระนั้น เราก็ยังก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาดังกล่าวมาได้
.
อะไรบ้างคือสิ่งที่ช่วยให้เราก้าวข้ามผ่านวันที่ฝนตกหนักได้สำเร็จ?
.
สำหรับบางคน มันคือการที่เขามีคนรอบตัว
ที่พร้อมจะ support เขาเสมอ (ขอแค่เขาเอ่ยปากเท่านั้น)
.
สำหรับบางคน มันคือการที่เขามีความเชื่อว่า
ตัวเองแข็งแกร่งพอที่จะเผชิญหน้ากับพายุฝนนั้น
.
สำหรับบางคน มันคือการที่เขามีความสามารถ
ในการมองเห็นสิ่งเล็กๆที่ทำให้เขาหัวเราะอารมณ์ดีได้ในทุกวัน
.
การได้ทบทวนและหาคำตอบให้กับตัวเองในแง่มุมนี้
จะช่วยให้เรา “เต้นรำ” กลางสายฝนได้ง่ายขึ้นครับ
.
# 2
.
ตั้งคำถามกับตัวเองว่า
หากคนที่เราชื่นชมเป็นการส่วนตัว
เขากำลังเจอกับฝนตกหนัก
(แบบที่เรากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน)
คนๆนั้นเขาจะทำอะไรบ้าง?
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เขาอาจจะเดินไปขอยืม “ร่ม” จากคนอื่น
(ไม่รอให้คนอื่นเป็นฝ่ายยื่น “ร่ม” ให้เขา)
.
เขาอาจจะพูดกับตัวเองว่า
“ฉันจะเผชิญหน้ากับฝนในวันนี้
ด้วยความหวัง ไม่ใช่ความหวาดกลัว
เพราะถ้าวันนี้ผ่านพ้นไปได้
ฉันอยากที่จะหันกลับมามอง
ตัวฉันในวันที่ฝนตกด้วยความภาคภูมิใจ”
.
เป็นต้น
.
บางครั้ง การที่เรามองสถานการณ์ความยากลำบาก
ที่เราเผชิญอยู่ด้วยสายตาของ “บุคคลที่สาม”
(โดยเฉพาะบุคคลที่ “อุดมคติ” ในสายตาเรา)
มันอาจช่วยให้เรา “เต้นรำ” กลางสายฝนได้ง่ายขึ้นได้ครับ
.
# 3
.
เวลาที่ชีวิตเราเจอฝนตกหนักๆ
ต่อให้เราจะระมัดระวังขนาดไหน
บางครั้งเราก็อดไม่ได้ที่จะตัวเปียก
.
แต่สำหรับหลายๆคน
การที่พวกเขาตัวเปียก
ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายที่สุด
.
สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือ
สิ่งที่พวกเขาพูดกับตัวเอง
เวลาที่พวกเขาตัวเปียก
.
ยกตัวอย่างเช่น
“ฉันนี่มันเซ่อซ่าจริงๆ!”
เป็นต้น
.
คำพูดลักษณะนี้เปรียบเหมือน
แส้ที่พวกเขาหวดใส่ตัวเองอย่างจัง
.
มันส่งผลให้พวกเขาไม่เพียงแค่ตัวเปียกเท่านั้น
แต่ยังมีรอยแผลจากแส้แถมเพิ่มมาอีกด้วย
.
ในทางกลับกัน หากพวกเขาไม่ได้ใช้คำพูดที่เลวร้ายกับตัวเอง
(เช่น “ฉันไม่ชอบที่ตัวเองเปียกปอนในวันนี้ ฉะนั้น
ฉันจะต้องเรียนรู้จากวันนี้เพื่อไม่ให้วันพรุ่งนี้เปียกปอนซ้ำสองอีก!”)
มันอาจไม่ได้ทำให้พวกเขาตัวแห้งก็จริง
แต่มันก็จะป้องกันไม่ให้มีรอยแผลจากแส้ได้
.
และพอตัวเราไม่มีรอยแผลที่แสบจากแส้
การ “เต้นรำ” กลางสายฝนก็จะทำได้ง่ายขึ้นครับ
.
.
.
ผมหวังว่าสิ่งที่ผมเขียนในวันนี้จะช่วยให้ทุกคน
เผชิญหน้ากับฤดูฝนในชีวิตตัวเองได้อย่างมั่นคงมากขึ้นนะครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/record/1976-28303-000
http://dx.doi.org/10.1111/1467-6427.00043
#จิตวิทยา #siamstr
คุณเคยปฏิเสธคนอื่นและ
รู้สึกผิดหรือกังวลใจไหมครับ?
.
ยกตัวอย่างเช่น
เพื่อนร่วมงานขอให้คุณช่วยทำรายงานให้
แต่คุณก็ปฏิเสธเพราะตัวคุณเองก็งานล้นมืออยู่แล้ว
ซึ่งการปฏิเสธนั้นมันทำให้คุณรู้สึกผิดต่อเพื่อนร่วมงาน
อีกทั้งยังกังวลใจด้วยว่าเพื่อนร่วมงานจะมองว่าคุณ “เห็นแก่ตัว”
เป็นต้น
.
นี่คือประสบการณ์ของหลายๆคนครับ
.
แต่เมื่อเวลาผ่านไป หลายคนก็พบว่า
ความรู้สึกผิดหรือความกังวลจากการปฏิเสธคนอื่น
มันไม่ได้เข้มข้นเหมือนเดิมอีกแล้ว
.
ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้พวกเขาเริ่มสงสัยว่า
พวกเขากำลังกลายเป็น “คนไม่ดี” หรือเปล่า
.
เพราะมีแต่ “คนไม่ดี” เท่านั้นที่จะไม่แคร์คนอื่น
จนไม่ค่อยรู้สึกผิดหรือกังวลแบบนี้
.
แต่ในความเป็นจริงแล้ว
ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หมายความว่า
พวกเขากำลังกลายเป็น “คนไม่ดี” เสมอไป
.
มันเป็นไปได้ว่า พวกเขายังคงแคร์
ความต้องการของคนอื่นอยู่แหละครับ
แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็เริ่มแคร์
ความต้องการของตัวเองด้วยเช่นกัน
.
ซึ่งการให้ความสำคัญกับ
ความต้องการของตัวเองนั้น
มันไม่ใช่เรื่องที่แย่หรือ
เรื่องที่ทำให้เป็น “คนไม่ดี” แต่อย่างใด
.
ไม่เช่นนั้น คนที่เราตอบปฏิเสธไป
ก็ต้องเป็น “คนไม่ดี” เหมือนกัน
เพราะการที่เขามาขอ
ความช่วยเหลือจากเรานั้น
มันก็สะท้อนว่าเขาให้ความสำคัญ
กับความต้องการของตัวเขาเอง
.
ฉะนั้น เวลาที่เราเห็นตัวเองปฏิเสธคนอื่น
โดยที่เราไม่ได้รู้สึกแย่เหมือนเมื่อก่อน
เราอย่าเพิ่งรีบด่วนสรุปว่าเรากำลังกลายเป็น “คนไม่ดี” เลยครับ
.
เพราะในความเป็นจริงแล้ว
นี่อาจจะเป็นสัญญาณว่าเรากำลังเติบโตขึ้นอีกขั้น
(ด้วยการเรียนรู้ที่จะฟังเสียงความต้องการของตัวเองมากขึ้น
ไม่ใช่แค่เสียงความต้องการของคนอื่นอย่างเดียว) ก็เป็นได้ครับ!
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.68.3.518
https://psycnet.apa.org/doi/10.3758/BF03328637
#จิตวิทยา #siamstr
ทุกวันนี้ เรามีชีวิตอยู่ในโลก
ที่ให้ความสำคัญกับ productivity
.
อันที่จริง
เวลาที่เราถามคนรู้จักว่า “ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง?”
และคำตอบที่ได้รับคือ “ช่วงนี้ยุ่งมากเลย”
.
สังเกตไหมครับว่า สำหรับหลายๆคน
พวกเขาพูดคำตอบดังกล่าวออกมา
ด้วยน้ำเสียงที่แอบภาคภูมิใจเล็กๆด้วย?
.
ยิ่งไปกว่านั้น หลายคนยังพบว่า
เมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเขาว่างหรือพักผ่อน
พวกเขาจะแอบรู้สึกผิดเสียด้วย!
.
สิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอในวันนี้ก็คือ
หากเราให้ความสำคัญกับ productivity จริงๆ
การพักผ่อนคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ขาดไม่ได้ครับ
.
เพราะเวลาที่เราพักผ่อน
(ต้องเป็นการพักผ่อนจริงๆนะครับ
ไม่ใช่พักผ่อนในรูปแบบที่ยังทำ
สิ่งที่แอบ productive ไปพลางๆด้วย)
default mode network ของสมองเรา
ก็จะเริ่มต้นทำงานอย่างจริงจัง
.
มันจะช่วยประมวลผลความทรงจำของเรา
ช่วยให้เราปิ๊งไอเดียใหม่ๆได้ง่ายขึ้น
และช่วยแก้ไขปัญหาที่เราติดขัดก่อนที่เราจะมาพักผ่อน
.
ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นในสมองเราแบบ “อัตโนมัติ”
ในระหว่างที่เรากำลังพักผ่อนอย่างสบายใจ
.
ด้วยเหตุนี้
เมื่อไหร่ก็ตามที่เราพักผ่อนเสร็จ
และกลับไปลุยงานต่อ เราก็จะค้นพบว่า
เราสามารถทำงานได้อย่างมีสมาธิมากขึ้น
แถมยังสามารถแก้ปัญหาที่เราคิดไม่ตก
ในช่วงก่อนพักผ่อนได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
.
เราจะเห็นได้ว่า ถ้าเราสนใจกับ productivity จริงๆ
การพักผ่อนจะไม่ได้เพียงแค่สิ่งที่ “มีก็ดีไม่มีก็ได้” อีกแล้ว
.
แต่มันคือสิ่งที่เราควรจะล็อกเวลาไว้ใน
ตารางชีวิตของเราอย่างสม่ำเสมอเลยครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1016/j.neuron.2023.04.023
#จิตวิทยา #siamstr
เราเชื่อกันมาตลอดว่า “วินัย” คือกุญแจสู่ความสำเร็จ
.
แต่เคยสงสัยไหมครับว่า
ถ้าไม่นับการเฆี่ยนตีตัวเองให้มี “วินัย” แล้ว
(เช่น เฆี่ยนตีตัวเองให้ออกกำลังกาย ให้อ่านหนังสือ ให้หยุดใช้เงินเกินตัว)
มันมีวิธีอื่นในการสร้าง “วินัย” อีกไหม?
.
ผมคนหนึ่งครับที่เคยสงสัยในเรื่องนี้
.
ผมใช้เวลาในการหาคำตอบในเรื่องนี้อยู่พักใหญ่
และวันนี้ ผมอยากจะนำเสนอทางเลือกใหม่
ที่จะช่วยให้เรามี “วินัย” ได้โดยไม่ต้องเฆี่ยนตีตัวเองครับ
.
.
.
# 1 ตอบตัวเองให้ได้ว่าเราทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร
.
ยกตัวอย่างเช่น
เราควบคุมอาหารการกินไปเพื่ออะไร?
เราอย่าตอบเพียงแค่ว่า
“เพราะมันเป็นสิ่งที่ควรทำ” เท่านั้นนะครับ
(เพราะคำตอบนี้มัน “ทรงพลัง” ไม่มากพอ)
.
ถ้าจะให้คำตอบ “ทรงพลัง” มากพอ
มันจะต้องเป็นคำตอบที่ทำให้ใจเรา
รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า “ใช่เลย!” ครับ
.
(เช่น ฉันควบคุมสิ่งที่ฉันกิน
เพราะฉันอยากมีสุขภาพที่ดี
ฉันจะได้มีแรงเล่นกับลูกได้เต็มที่)
.
# 2 อย่าละเลยการพักผ่อนเด็ดขาด
.
เวลาที่เราพักผ่อนไม่เพียงพอ
ไม่เพียงแค่ร่างกายเราที่ “พลังงานต่ำ” เท่านั้น
แต่พลังใจเราก็จะ “พลังงานต่ำ” ด้วย
.
และเมื่อพลังใจเรามีน้อย
“วินัย” ของเราก็จะหย่อนยานลง
ส่งผลให้การทำสิ่งที่เราควรทำ
กลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้นกว่าเดิม
.
(เช่น เราจะตบะแตกและกินแหลกมากขึ้น
หากเมื่อคืนเรานอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ)
.
# 3 จัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการมี “วินัย”
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
หากเราต้องการควบคุมสิ่งที่เรากิน
เราก็ไม่ควรซื้อ “ของต้องห้าม” มาเก็บไว้ในบ้าน
(เช่น ไอศกรีม เค้ก น้ำอัดลม)
.
ไม่อย่างนั้น ทุกครั้งที่เราเดินผ่านตู้เย็น
ใจเราก็จะนึกถึง “ของต้องห้าม” ทุกรอบ
ส่งผลให้พลังใจเราถูกบั่นทอนเรื่อยๆ
จนในที่สุด เราก็อาจจะทนไม่ไหว
และเดินไปหยิบ “ของต้องห้าม” มากินจนได้
.
แต่ในทางกลับกัน
หากเราไม่มี “ของต้องห้าม” อยู่ในบ้าน
และเราอยากกิน “ของต้องห้าม” ขึ้นมา
เราก็จะต้องออกจากบ้านไปหามากิน
.
ความไม่สะดวกในการกิน “ของต้องห้าม” นี้
จะช่วยให้เรามี “วินัย” ทางการกินได้ง่ายขึ้น
.
เป็นต้น
.
.
.
ผมหวังว่าสิ่งที่ผมได้หยิบมาแบ่งปันในวันนี้
จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกๆคนที่ต้องการ
มี “วินัย” โดยไม่เฆี่ยนตีตัวเองนะครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.74.5.1252
https://doi.org/10.1037/0022-3514.92.2.325
https://doi.org/10.1016/j.copsyc.2024.101882
#จิตวิทยา #siamstr
คุณเคยคิดไหมครับว่า
“ฉันอยากมีความสุขมากกว่านี้จัง?”
.
หากคุณกำลังมีความคิดทำนองนี้อยู่ล่ะก็
วันนี้ ผมมีทางออกมานำเสนอครับ
.
และที่สำคัญก็คือ ทางออกที่ว่านี้
เป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ตั้งแต่วันนี้เลยครับ!
.
ถ้าเราต้องการมีความสุขมากขึ้น
สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้คือ
การหยิบยื่น “ความใจดี” เล็กๆน้อยๆให้กับคนอื่นครับ
.
ไม่ว่าจะเป็นการยิ้มให้กับแม่ค้าตอนที่เราซื้อของ
หรือการตักกับข้าวให้คนในบ้านระหว่างที่กำลังกินข้าวด้วยกัน
หรือการกดปุ่มเปิดประตูลิฟต์ค้างให้คนอื่นเดินเข้ามาได้ทัน
.
บางคนอาจสงสัยนะครับว่า
ในวันที่เราไม่ได้รู้สึกมีความสุขขนาดนั้น
เราจะยังมีแรงใจเหลือพอที่จะ “ใจดี” กับคนอื่นอีกหรือ?
.
เพราะถ้าเรามองดูเผินๆล่ะก็
การที่เรา “ใจดี” กับคนอื่น
มันคือการที่เราเป็นฝ่าย “ให้”
.
และการที่เราจะเป็นฝ่าย “ให้” ได้นั้น
เราก็ควรต้องเป็นคนที่ “มีเหลือ” ไม่ใช่หรือ?
.
แต่ในความเป็นจริงแล้ว
เวลาที่เราตั้งใจที่จะ “ใจดี” กับคนอื่น
เราไม่ได้เป็นฝ่ายที่ “เสีย” เพียงอย่างเดียว
.
เรายังเป็นฝ่ายที่ “ได้รับ” อีกด้วย
.
ด้วยเหตุนี้ เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่
“มีเหลือ” หรือมีความสุขมากๆก่อน
แล้วจึงค่อยไป “ใจดี” กับคนอื่นในภายหลัง
.
ขอเพียงแค่เรามีความตั้งใจที่จะ “ใจดี” กับคนอื่น
และมีแรงมากพอที่จะทำสิ่งเล็กๆน้อยๆให้กับคนอื่น
.
…นั่นก็เพียงพอสำหรับเราที่จะ “ได้รับ” ผ่านการ “ให้” แล้ว
.
เพราะการ “ใจดี” กับคนอื่นไม่ใช่สิ่งที่สงวนไว้
สำหรับคนที่มีความสุขเหลือล้นอยู่แล้วเท่านั้น
แต่มันคือสิ่งที่จะเติมความสุขให้กับเราตั้งแต่ 0 ต่างหากครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1126/science.1150952
https://doi.org/10.1037/a0031578
https://doi.org/10.1371/journal.pone.0039211
https://doi.org/10.1080/17439760.2016.1209541
#จิตวิทยา #siamstr