Journaling Our Journey's avatar
Journaling Our Journey
npub1kmua...wk8n
ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ
image คุณเคยคิดไหมครับว่า “ฉันอยากมีความสุขมากกว่านี้จัง?” . หากคุณกำลังมีความคิดทำนองนี้อยู่ล่ะก็ วันนี้ ผมมีทางออกมานำเสนอครับ . และที่สำคัญก็คือ ทางออกที่ว่านี้ เป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ตั้งแต่วันนี้เลยครับ! . ถ้าเราต้องการมีความสุขมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้คือ การหยิบยื่น “ความใจดี” เล็กๆน้อยๆให้กับคนอื่นครับ . ไม่ว่าจะเป็นการยิ้มให้กับแม่ค้าตอนที่เราซื้อของ หรือการตักกับข้าวให้คนในบ้านระหว่างที่กำลังกินข้าวด้วยกัน หรือการกดปุ่มเปิดประตูลิฟต์ค้างให้คนอื่นเดินเข้ามาได้ทัน . บางคนอาจสงสัยนะครับว่า ในวันที่เราไม่ได้รู้สึกมีความสุขขนาดนั้น เราจะยังมีแรงใจเหลือพอที่จะ “ใจดี” กับคนอื่นอีกหรือ? . เพราะถ้าเรามองดูเผินๆล่ะก็ การที่เรา “ใจดี” กับคนอื่น มันคือการที่เราเป็นฝ่าย “ให้” . และการที่เราจะเป็นฝ่าย “ให้” ได้นั้น เราก็ควรต้องเป็นคนที่ “มีเหลือ” ไม่ใช่หรือ? . แต่ในความเป็นจริงแล้ว เวลาที่เราตั้งใจที่จะ “ใจดี” กับคนอื่น เราไม่ได้เป็นฝ่ายที่ “เสีย” เพียงอย่างเดียว . เรายังเป็นฝ่ายที่ “ได้รับ” อีกด้วย . ด้วยเหตุนี้ เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ “มีเหลือ” หรือมีความสุขมากๆก่อน แล้วจึงค่อยไป “ใจดี” กับคนอื่นในภายหลัง . ขอเพียงแค่เรามีความตั้งใจที่จะ “ใจดี” กับคนอื่น และมีแรงมากพอที่จะทำสิ่งเล็กๆน้อยๆให้กับคนอื่น . …นั่นก็เพียงพอสำหรับเราที่จะ “ได้รับ” ผ่านการ “ให้” แล้ว . เพราะการ “ใจดี” กับคนอื่นไม่ใช่สิ่งที่สงวนไว้ สำหรับคนที่มีความสุขเหลือล้นอยู่แล้วเท่านั้น แต่มันคือสิ่งที่จะเติมความสุขให้กับเราตั้งแต่ 0 ต่างหากครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1126/science.1150952 https://doi.org/10.1037/a0031578 https://doi.org/10.1371/journal.pone.0039211 https://doi.org/10.1080/17439760.2016.1209541 #จิตวิทยา #siamstr
image คุณเคยมีบางอย่างเกิดขึ้นในอดีต ที่คุณอยากจะย้อนเวลากลับไปแก้ไขไหมครับ? . หลายคน (รวมทั้งตัวผมเอง) มีครับ . แต่ถึงพวกเราจะอยากย้อนเวลา กลับไปแก้อดีตขนาดไหน เราก็ไม่สามารถทำมันได้ . อย่างไรก็ตาม เราสามารถเปลี่ยน วิธีมองเหตุการณ์ในอดีตนั้นได้ครับ . ยกตัวอย่างเช่น . เราทำงานอยู่กับองค์กรแห่งหนึ่ง และเราเจอกับเจ้านายที่ toxic มาก . ทุกครั้งที่เราคุยกับงานกับเจ้านาย (ซึ่งก็คือทุกวัน) เจ้านายจะมีคำพูดที่บ่อนทำลายจิตใจเราเสมอ ไม่ว่าเราจะทำงานได้ดีแค่ไหนก็ตาม (เช่น “มีปัญญาทำได้แค่นี้หรือ?”) . มันทำให้เรากลายเป็นคนที่ไม่เหลือ ความมั่นใจและความเคารพในตัวเองโดยสิ้นเชิง . จนกระทั่งในที่สุด เราก็ตัดสินใจยื่นใบลาออก . ทุกครั้งที่เรามองย้อนกลับไป ที่การตัดสินใจลาออกในวันนั้น เราจะรู้สึกอับอายอยู่ในใจเสมอ . เพราะเรามองว่าตัวเอง “ขี้แพ้” และ “อ่อนแอ” ที่ไม่สามารถทนทำงานต่อไปในสภาพแวดล้อมดังกล่าวได้ . เราอาจจะไม่สามารถย้อนเวลา กลับไปในอดีตและตัดสินใจที่จะทนอยู่ต่อได้ . แต่แทนที่เราจะมองการตัดสินใจลาออก ว่าเป็นการตัดสินใจของคน “ขี้แพ้” เราสามารถเรียนรู้ที่จะมองว่า การตัดสินใจดังกล่าวมันสะท้อน ความกล้าหาญที่จะยืนหยัดเพื่อตัวเองได้ . เป็นต้น . นี่แหละครับ…คือ time machine ที่พวกเราทุกคนมีอยู่ในกำมือ . เพราะต่อให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตจะยังคงเดิม แต่มุมมองที่เปลี่ยนไปของเราสามารถทำให้เรา มองเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยสายตาที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1038/35021052 https://doi.org/10.1017/s0140525x14000041 http://dx.doi.org/10.26613/esic.3.1.110 #จิตวิทยา #siamstr
image ครอบครัวคืออะไร? . สำหรับบางคน ครอบครัวคือความรัก ครอบครัวคือความปลอดภัย . แต่สำหรับหลายคน ครอบครัวคือความเจ็บปวด ครอบครัวคือความขัดแย้ง . ผลสำรวจพบว่า ทุกวันนี้ ครอบครัวจำนวนมาก (เกือบๆ 50%) มีสมาชิกบางคนที่ตัดขาดการติดต่อ กับสมาชิกคนอื่นๆภายในบ้านโดยสมบูรณ์ . เพราะพวกเขามีความขัดแย้งกับคนในบ้าน (ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง ศาสนา หรือค่านิยมในการใช้ชีวิตก็ตาม) ที่รุนแรงจนเกิด “รอยร้าว” ในความสัมพันธ์ . มันทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขา กับคนอื่นๆในครอบครัวเกิดช่องว่างขนาดใหญ่ จนยากที่พวกเขาจะ “ต่อกันติด” ได้อีก . แน่นอนครับว่า สำหรับฝ่ายที่เป็นคน “เดินออกมา” จากครอบครัวนั้น พวกเขาหลายคน “เดินออกมา” พร้อมกับคำถามในใจ . คำถามที่ว่า “การที่ฉันเดินออกมานี้ มันคือการทรยศต่อครอบครัวใช่ไหม?” . และหลายคนก็ตอบคำถามนี้ว่า “ใช่! ฉันทรยศต่อครอบครัว!” (แม้คนนอกอาจจะมองว่าพวกเขา ไม่ได้ถึงขั้นทรยศครอบครัวขนาดนั้นก็ตาม) . แต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็ยังหนักแน่น ในการตัดสินใจที่จะ “เดินออกมา” อยู่ดี . เพราะอะไร? . เพราะในสายตาของพวกเขานั้น ต่อให้พวกเขาจะไม่อยาก “ทรยศ” ครอบครัวก็จริง แต่พวกเขายังมีคนที่ไม่อยาก “ทรยศ” ยิ่งกว่าครอบครัวเสียอีก . คนๆนั้นคือตัวพวกเขาเอง . เพราะสำหรับคนกลุ่มนี้ พวกเขาได้ทุ่มเทเวลาและพลังงานไปเยอะมากๆ กับการพยายามเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว พร้อมๆกับที่ไม่ “ทรยศ” ต่อตัวเองในเวลาเดียวกัน . ยกตัวอย่างเช่น . พวกเขาเป็น LGBTQ+ และครอบครัวไม่ยอมรับ ความเป็น LGBTQ+ ของพวกเขาอย่างแรง . พวกเขาพยายามอย่างหนัก เพื่อที่จะยังคง “ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง” พร้อมๆกับยังคงเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวอยู่ . พวกเขาหวังว่า สักวันหนึ่ง ครอบครัวจะเริ่มต้นยอมรับ ความเป็น LGBTQ+ ของพวกเขาได้ . เป็นต้น . แต่ในที่สุด คนกลุ่มนี้ก็ได้ค้นพบว่า ความหวังของพวกเขา ที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว โดยที่ไม่ต้อง “ทรยศ” ตัวเองนั้น มันคือความหวังที่ไม่มีทางเป็นจริงได้ . (เช่น ไม่ว่ายังไง ครอบครัวก็จะไม่ยอมรับ ความเป็น LGBTQ+ ของพวกเขาได้) . นั่นจึงเป็นวันที่พวกเขาตัดสินใจ ที่จะ “ทรยศ” ต่อครอบครัว และพาตัวเอง “เดินออกมา” ครับ . อ้างอิง Pillemer, K. A. (2020). Fault lines: fractured families and how to mend them. Avery, Penguin Random House LLC. https://psycnet.apa.org/doi/10.1606/1044-3894.4055 https://psycnet.apa.org/doi/10.1177/0886109913495727 #จิตวิทยา #siamstr
image พวกเราหลายคนให้เวลากับการดูแลร่างกาย . เราออกกำลังกาย เราเลือกกินอาหารดีๆ . แล้วสมองของเราล่ะ? . สมองเราก็เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเรา แต่หลายคนกลับมองข้ามมัน ส่งผลให้เราอาจจะติดนิสัยเล็กๆน้อยๆบางอย่าง ที่เป็นผลเสียต่อสมองเราได้ . ยกตัวอย่างเช่น… . พูดกับตัวเองบ่อยๆว่า “ฉันหัวไม่ดี” = จำกัดศักยภาพการเรียนรู้ของสมองเรา . นอนหลับไม่เพียงพอ = สมองไม่มีเวลาซ่อมแซมตัวเอง จัดระเบียบความทรงจำ และขัดเกลาสมาธิให้ “คม” . ดื่มแอลกอฮอล์ = ต่อให้เราดื่มในปริมาณกลางๆ สมองก็เกิดความเสียหายได้ . ใช้ชีวิตแบบไม่มี routine หรือ deadline = เอื้อต่อการผัดวันประกันพรุ่ง สมองจะกลายเป็นเหมือนมีดที่ “ทื่อ” . เสพข่าวร้ายหรือเรื่องซุบซิบนินทาเยอะ = ฝรั่งมีคำพูดว่า We are what we eat คำพูดนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องอาหารการกินเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับเรื่องข้อมูลข่าวสารที่เรา “เสพ” ด้วย . …เป็นต้น . ข่าวดีก็คือ นิสัยเหล่านี้ เป็นสิ่งที่เราสามารถ เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อยได้ . ไม่ว่าจะเป็นการเตือนตัวเองเวลาที่เราพูดว่า “ฉันหัวไม่ดี” หรือการเข้านอนเร็วกว่าเดิม 30 นาที หรือการงดฟังเรื่องซุบซิบนินทาอย่างน้อย 1 วันในทุกๆสัปดาห์ . หากเรายอมแบ่งเวลาและพลังงานให้กับการดูแลสมองบ้าง สมองก็จะตอบแทนเราด้วยความสดใส ความจำที่แม่นยำ และพลังในการใช้ชีวิตในทุกๆวันครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/2006-08575-000 https://doi.org/10.1136/bmj.j2353 https://psycnet.apa.org/doi/10.1207/s15327965pli0701_1 https://doi.org/10.1016/j.jpsychores.2005.06.074 https://psycnet.apa.org/doi/10.1111/j.1745-6924.2008.00073.x #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราเห็นคนใกล้ตัว (เช่น พี่น้อง แฟน เพื่อนสนิท) กำลังลำบาก หลายคนก็จะเป็นห่วง และอยากยื่นมือเข้าไปช่วย . ซึ่งหากพวกเขาไม่สามารถ ยื่นมือเข้าไปช่วยได้ตรงๆ อย่างน้อยที่สุด พวกเขาก็จะอยากช่วยเหลือ ด้วยการให้คำแนะนำ . แต่ถ้าคำแนะนำของเราเป็นคำแนะนำที่… . (1) เจ้าตัวเขาไม่ได้ร้องขอ (2) มีโทนของการบังคับ (เช่น “เธอต้องทำแบบนี้เท่านั้นนะ!”) (3) เพิกเฉยต่อมุมมองของเจ้าตัว (เช่น เจ้าตัวอยากลดน้ำหนัก แต่เราบอกเจ้าตัวว่า “ไม่ต้องลดหรอก”) . …คำแนะนำของเรามีแนวโน้มที่จะถูก “ต่อต้าน” ครับ . ฉะนั้น ก่อนที่เราจะให้คำแนะนำกับใคร เราอาจจะลองถามตัวเองดูก่อนนะครับว่า . “ทำไมฉันถึงอยากช่วยเขา?” “ฉันเคารพการตัดสินใจของเขาหรือไม่?” “ถ้าเขาไม่ทำตามคำแนะนำของฉัน ฉันจะยังสามารถรับฟังเขาได้อยู่หรือเปล่า?” . คำถามเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถ ให้คำแนะนำได้ดีขึ้นเยอะเลยครับ . ไม่ใช่เพราะมันช่วยให้เรา คิดคำแนะนำเจ๋งๆได้เพิ่มขึ้นหรอกนะครับ . แต่เป็นเพราะมันช่วยให้ใจเรา “นิ่ง” ระหว่างที่เราเข้าไปช่วยเหลือคนใกล้ตัวมากกว่า . อันที่จริง หลังจากที่พวกเขาได้ถาม คำถามเหล่านี้กับตัวเองแล้ว หลายคนก็ได้ค้นพบว่า… . บางที สิ่งที่ดีที่สุดที่พวกเขาทำได้ไม่ใช่การให้คำแนะนำ แต่คือการนั่งอยู่ข้างๆและรับฟังด้วยหัวใจครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1080/03637750500111815 #จิตวิทยา #siamstr
image ความรักส่วนใหญ่ไม่ได้จบลง เพราะคู่รักเกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ตู้มเดียว . แต่ความรักส่วนใหญ่จบลง เพราะคู่รักเริ่มมีระยะห่างจากกันและกัน เพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อยมากกว่าครับ . ยกตัวอย่างเช่น . แฟนรู้สึกตื่นเต้นเพราะญาติของแฟน ที่ใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศกำลังจะ เดินทางมาเยี่ยมในอีก 1 เดือนข้างหน้า . แต่พอแฟนเล่าเรื่องนี้ให้เราฟัง เราตัดสินใจที่จะฟังแฟนพูด พร้อมๆกับทำงานอย่างอื่นไปด้วย . เป็นต้น . นี่คือหนึ่งตัวอย่างของ moment เล็กๆ ที่ทำให้ความสัมพันธ์มีความห่างเหินเพิ่มขึ้น . และยิ่งถ้ามีเหตุการณ์ใหญ่ๆเกิดขึ้นในชีวิตคู่ (เช่น เรากับแฟนกำลังจะเป็นคุณพ่อคุณแม่ป้ายแดง แฟนได้รับ promotion ทำให้ต้องย้ายงานไปอยู่ต่างจังหวัด) มันยิ่งมีโอกาสที่จะทำให้ความสัมพันธ์ยิ่งเกิดระยะห่างเข้าไปใหญ่ . หากปฏิสัมพันธ์ระหว่างคู่รัก มี moment หรือเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง . ในที่สุด เราก็อาจจะตื่นขึ้นมาวันหนึ่ง และพบว่าระยะห่างระหว่างตัวเรากับแฟน มีมากจนเราไม่สามารถ เดินจับมือไปพร้อมๆกับแฟนได้อีกแล้ว . ถ้าวันนั้นมาถึงเมื่อไหร่ ต่อให้เราจะยังคงอยากเดินจับมือไปกับแฟนขนาดไหน มันก็คงยากที่จะทำแบบนั้นได้แล้วครับ . แต่ข่าวดีก็คือ ก่อนที่วันนั้นจะมาถึง คู่รักยังสามารถทำอะไรบางอย่าง เพื่อลดช่องว่างในความสัมพันธ์ได้อยู่ครับ . และเราไม่จำเป็นต้องทำสิ่งที่ใหญ่โตเลยครับ สิ่งที่ดูเล็กๆน้อยๆในสายตาของหลายๆคน (เช่น วางมือถือและตั้งใจฟังแฟน ถามแฟนว่า “วันนี้เป็นยังไงบ้าง?” และฟังคำตอบจริงๆ เอื้อมมือไปนวดไหล่เบาๆระหว่างที่แฟนทำงาน) ก็สามารถส่งผลต่อความสัมพันธ์ได้อย่างมหาศาลแล้วครับ . อ้างอิง Gottman, J. M., & DeClaire, J. (2001). The Relationship Cure: A 5 Step Guide to Strengthening Your Marriage, Family, and Friendships https://psycnet.apa.org/record/1993-99115-000 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.52.3.511 #จิตวิทยา #siamstr
image ทุกวันนี้ เวลาที่เราต้องการจะเขียนอะไรสักอย่าง (เช่น post ที่คุณกำลังอ่านอยู่ตอนนี้) เราสามารถ “ไหว้วาน” ให้ AI เขียนได้อย่างง่ายดาย . มันชวนให้เกิดคำถามอยู่เหมือนกันนะครับว่า ในเมื่อ AI ทำสิ่งนี้ได้ดี แล้วทำไมเรายังต้องเขียนอยู่ด้วย? . เพราะการเขียนไม่ได้เป็นเพียงแค่ การเอาคำมาวางบนหน้ากระดาษ แต่มันคือการที่เราได้ใช้ความคิดอย่างเข้มข้น . เราจะต้อง “ต่อสู้” กับความคิดที่ตีกันไปมาในหัว . นอกจากนี้ การเขียนยังสามารถนำพาให้เรา ได้ “ค้นพบ” บางสิ่งที่เราไม่เคยคิดว่า มีอยู่ในหัวเรามาก่อนได้อีกด้วย . เพราะความคิดของเราก็ไม่ต่างอะไรกับสวนดอกไม้ครับ . การที่เราบอก prompt กับ AI และให้ AI “เนรมิต” งานเขียนขึ้นมาเองนั้น มันเปรียบเหมือนกับการที่เราเดินสำรวจสวน เฉพาะบริเวณที่ “สว่างชัด” เท่านั้น . แต่ถ้าเราลงมือเขียนด้วยตัวเอง มันคือการที่เราได้มีโอกาสเดินสำรวจสวนอย่างทั่วถึง ส่งผลให้เราอาจจะมองเห็นดอกไม้บางดอก ในมุมมืดที่เราจะไม่มีวันได้มองเห็น หากเราสำรวจเฉพาะพื้นที่ “สว่างชัด” ในสวนเท่านั้น . ฉะนั้น หากเราให้ความสนใจเพียงแค่การ “เขียนให้เสร็จ” เราอาจจะมองว่าการพึ่งพา AI อย่างเดียวไม่ใช่เรื่องที่เสียหาย . แต่ถ้าเรามองถึงแง่มุม “การพัฒนาตัวเอง” (รวมถึง “การรู้จักตัวเอง”) ที่แฝงอยู่ในกระบวนการเขียน เราจะไม่อยาก “ละทิ้ง” การเขียนด้วยตัวเองโดยสมบูรณ์ (แม้เราจะมีการใช้ AI ช่วยเขียนก็ตาม) . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0021-843X.95.3.274 https://doi.org/10.1080/10615806.2013.802308 https://doi.org/10.1080/10615806.2013.802308 https://psycnet.apa.org/doi/10.1017/bec.2022.24 https://psycnet.apa.org/record/1985-98423-000 https://psycnet.apa.org/record/1994-98205-000 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราเห็นคนใกล้ตัวกำลังลำบาก (เช่น เห็นลูกสับสนกับการบ้าน เห็นแฟนขัดแย้งกับพี่ของแฟน) ความเป็นห่วงที่เรามีให้กับเขา ส่งผลให้เราไม่สามารถอยู่นิ่งได้ . เราอยากที่จะทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ชีวิตเขาดีขึ้น . เราเลยเข้าไปให้คำแนะนำก่อนที่เขาจะเอ่ยปากร้องขอ เราเลยก้าวเข้าไปป้องกันไม่ให้เขา “ทำพลาด” . การกระทำของเรามาจากความหวังดีก็จริง . แต่บางครั้ง ความหวังดีของเรา ก็กำลังสื่อสารกับคนใกล้ตัว (แบบอ้อมๆ) ว่า . “เธอรับมือกับสถานการณ์นี้ด้วยตัวคนเดียวไม่ได้หรอก” “ฉันรู้ดีว่าอะไรคือสิ่งที่ดีกับชีวิตเธอ (รู้ดีกว่าตัวเธอเองด้วย)” . สิ่งนี้จะค่อยๆกัดเซาะความมั่นใจของเขา และทำให้ใจเราห่างกันโดยที่เราเองก็อาจจะไม่ทันรู้ตัว . หากเราหวังดีกับคนใกล้ตัวของเราจริงๆ ความหวังดีนั้นไม่ควรที่จะ “ขัดแข้งขัดขา” ของเขา . หากเราหวังดีกับคนใกล้ตัวของเราจริงๆ เราจะคอยอยู่เคียงข้างเขาเวลาที่เขาพยายามเดินด้วยตัวเอง เราจะรับฟังเขาก่อนที่จะเข้าไปแก้ปัญหาให้เขา เราจะวางใจว่าเขาจะเผชิญหน้ากับอุปสรรคและผ่านมันไปได้ . หากเราหวังดีกับคนใกล้ตัวของเราจริงๆ เราจะไม่ “ชี้ชะตา” ชีวิตของเขา แต่เราจะเชื่อมั่นว่าเขาเข้มแข็งพอ ที่จะ “เขียนชะตา” ชีวิตของเขาเองได้ครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.4135/9781446249215.n21 http://dx.doi.org/10.1037/a0012760 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.92.3.434 #จิตวิทยา #siamstr
image คุณเป็นคนที่ช่วยคนอื่นบ่อยจนตัวเองหมดแรงเองไหมครับ? . ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่มีคนมาขอให้คุณช่วยงาน คุณก็จะตอบตกลง ทั้งๆที่งานของคุณเองก็ล้นมืออยู่แล้ว เป็นต้น . หลายคนเป็นแบบนั้นครับ - พวกเขาตามใจคนอื่นจนอาจถึงขั้น “เบียดเบียน” ตัวเอง . ทางออกที่จะช่วยให้พวกเขาหยุดการ “เบียดเบียน” ตัวเองได้คือการเรียนรู้ที่จะ “ขีดเส้น” ในความสัมพันธ์ให้มากขึ้น . ยกตัวอย่างเช่น ต่อให้จะมีคนมาขอให้พวกเขาช่วยงาน พวกเขาก็จะไม่ตอบตกลงจนกว่าพวกเขาจะทำงานของตัวเองเสร็จหมดแล้ว เป็นต้น . สำหรับบางคน พอเขาเริ่มต้น “ขีดเส้น” แล้ว เขาก็จะ “ขีดเส้น” หนาทึบมาก – มากจนคนอื่นๆไม่สามารถ “เข้าถึง” ได้แม้แต่นิดเดียว . เรียกได้ว่า หากจะเปรียบเขาเป็นบ้านสักหลัง เขาก็จะเป็นบ้านที่มี “กำแพง” หนาๆล้อมรอบบ้านไปหมด . ตอนแรกๆ เราอาจจะชอบ “กำแพง” นี้นะครับ เพราะมันช่วยให้บรรยากาศภายในบ้านเงียบสงบ . แต่พอวันเวลาผ่านไป บ้านที่ไม่มีเสียงหัวเราะหรือเสียงพูดคุยของผู้คนเลยนั้น มันก็เป็นอะไรที่เหงาและโดดเดี่ยวอยู่เหมือนกัน . ซึ่งแน่นอนครับว่า นี่ไม่ใช่เรื่องดี . แล้วทางออกคืออะไรกัน? เขาควรที่จะทุบ “กำแพง” ทิ้งและกลับไป “เบียดเบียน” ตัวอย่างอย่างนั้นหรือ? . แน่นอนครับว่านั่นไม่ใช่ทางออก . เพราะหากเราทำเช่นนั้น บ้านเราก็จะกลายเป็น “พื้นที่สาธารณะ” ที่ใครๆก็สามารถเข้ามาได้ทุกเมื่อ . ซึ่งบ้านที่เป็น “พื้นที่สาธารณะ” มันก็จะไม่ใช่บ้านอีกต่อไป . ทางออกที่ดีกว่าก็คือ เราจะต้องเพิ่ม “ประตู” เข้าไปใน “กำแพง” ครับ . ทางออกนี้จะทำให้บ้านยังไม่ใช่ “พื้นที่สาธารณะ” และในขณะเดียวกัน ผู้คนก็ยังสามารถ “เข้าถึง” เจ้าของบ้านได้อยู่ (โดยที่เจ้าของบ้านสามารถเลือกได้ว่าจะ “เปิดประตู” ให้ใครเข้ามา และเข้ามาได้เมื่อไหร่) . เพราะในที่สุดแล้ว “กำแพง” ที่ดีจำเป็นต้องมี “ประตู” ครับ ไม่อย่างนั้นบ้านของเราจะกลายเป็นบ้านที่ “ปิดตาย” . บ้านที่ “ปิดตาย” อาจจะปลอดภัยก็จริง แต่มันจะไม่มีทางเป็นบ้านที่อบอุ่นได้เลยครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1111/j.1545-5300.1991.00393.x https://psycnet.apa.org/record/1973-28661-000 #จิตวิทยา #siamstr
image คุณเป็น “พนักงานดับเพลิง” ประจำองค์กรหรือเปล่าครับ? . คนที่เป็น “พนักงานดับเพลิง” ประจำองค์กรคือคนที่ทุกคนจะนึกถึงเวลาที่พวกเขาเจอปัญหาในการทำงาน . เพราะไม่ว่าปัญหานั้นจะเป็นอะไร คุณก็จะ “ดับไฟ” ปัญหาดังกล่าวได้เสมอ . คุณอาจจะเป็นคนที่ “ขาดไม่ได้” ในองค์กร แต่ในขณะเดียวกัน ชีวิตการทำงานของคุณกลับไม่ค่อยก้าวหน้าไปไหน . เพราะผู้คนในองค์กรมองเห็นว่า “ไฟ” ถูกดับ แต่มักจะมองไม่เห็นตัว “พนักงานดับเพลิง” . หรือต่อให้ผู้คนจะมองเห็น “พนักงานดับเพลิง” แต่พวกเขาก็อาจจะมี “ภาพจำ” ว่าคุณคือ “นักแก้ปัญหา” (ไม่ใช่ “ผู้นำ” ที่จะพาองค์กรเติบโต) . ยิ่งไปกว่านั้น พอคุณใช้เวลา “ดับไฟ” ให้คนอื่นมากๆเข้า มันก็อาจทำให้ตัวคุณมีเวลาในการทำงานของคุณเองน้อยลง และทำให้คุณกลายเป็นคนที่ “ดับไฟ” เก่งแต่ “ไร้ผลงาน” ซะอย่างงั้น . ทั้งหมดนี้ส่งผลให้คุณถูกมองข้ามเวลาที่มีการ promote คนในองค์กรอยู่เรื่อยไป . แต่ถ้าคุณไม่อยากถูกมองข้ามแบบนี้อีกต่อไปล่ะ? มีอะไรที่คุณพอจะทำได้ไหม? . มีครับ! . . . # 1 คุณจะต้องปฏิเสธและให้คนอื่นเรียนรู้ที่จะ “ดับไฟ” ของพวกเขาเองบ้าง ไม่อย่างนั้น คุณจะกลายเป็น “พนักงานดับเพลิงที่ไร้ผลงาน” ต่อไปเรื่อยๆ . # 2 คุณจะต้องแสดง “ความเป็นผู้นำ” ให้คนอื่นเห็นด้วยการกระจายงานให้คนอื่น สอนงานให้คนอื่น (ทั้งงานประเภท “ดับไฟ” และงานประเภทอื่นๆ) เพราะนอกจากการทำเช่นนี้จะช่วยให้คนอื่นเห็น “ความเป็นผู้นำ” ของคุณแล้ว มันยังช่วยให้คุณมี “ลูกทีม” ที่พร้อมสนับสนุนคุณในช่วงเวลาที่มีการตัดสินใจ promote คนอีกด้วย . # 3 คุณไม่จำเป็นต้องโอ้อวด “ไฟ” ที่คุณดับได้หรือผลงานที่คุณทำสำเร็จ แต่คุณจำเป็นต้องสื่อสาร impact ที่คุณมีให้คนอื่นรับรู้ (พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ อย่าปิดทองหลังพระเงียบๆเพียงอย่างเดียว) เพราะในหลายๆครั้ง คนอื่น (โดยเฉพาะคนที่อยู่ในตำแหน่งผู้บริหารสูงๆ) เขาไม่ได้มีเวลาหรือพลังงานมากพอที่จะมองเห็น impact ของคุณด้วยตาของเขาเองเสมอไป . . . ผมหวังว่าเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่ผมนำเสนอในวันนี้จะเป็นประโยชน์กับ “พนักงานดับเพลิง” ทุกๆคนนะครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1146/annurev-orgpsych-032117-104631 #จิตวิทยา #siamstr
image คุณเคยทำงานเสร็จแต่ก็ยังไม่ส่งงานนั้นออกไป เพราะคุณอยากที่จะ “ตรวจเช็ค” งานดังกล่าวก่อนไหมครับ? . การทำแบบนี้ถือเป็นเรื่องดีนะครับ เพราะมันสะท้อนถึงความรอบคอบในการทำงาน . แต่ถ้าเราไม่เพียงแค่หยิบงานมา “ตรวจเช็ค” 1 รอบล่ะ? ถ้าเราหยิบงานมา “ตรวจเช็ค” 2 รอบ…3 รอบ…5 รอบ…10 รอบ…20 รอบล่ะ? . เราจะยังเรียกสิ่งนี้ว่า “ความรอบคอบ” อยู่ไหม? หรือมันคือความกลัวที่จะ “ก้าวต่อไป” มากกว่า? . วิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เราแยกความแตกต่าง ระหว่าง “ความรอบคอบ” ที่แท้จริงกับ ความกลัวที่ปลอมตัวเป็น “ความรอบคอบ” คือผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเราครับ . ถ้า “ความรอบคอบ” ที่เราเจออยู่ มันช่วยให้เรา “ก้าวต่อไป” ได้อย่างมั่นคง (ไม่ใช่ “ย่ำอยู่กับที่”) นั่นคือ “ความรอบคอบ” ที่แท้จริง . แต่ถ้า “ความรอบคอบ” ที่เราเจออยู่ มันส่งผลให้เรา “ย่ำอยู่กับที่” (ไม่ได้ “ก้าวต่อไป” อย่างมั่นคง) นั่นอาจเป็น “ความรอบคอบ” ตัวปลอม…ก็เป็นได้ . ฉะนั้น ครั้งต่อไปที่เรา “ตรวจเช็ค” งานของเรา เราอย่าลืมถามตัวเองด้วยนะครับว่า . “ที่ฉันกำลังเช็คงานอยู่ตอนนี้ มันกำลังช่วยให้ฉันเดินต่อไปข้างหน้า หรือรากงอกอยู่กับที่กันนะ?” . บางครั้ง พอเราได้ตั้งคำถามนี้กับตัวเอง เราก็อาจจะพบว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้ในตอนนี้ ไม่ใช่การ “ตรวจเช็ค” รอบที่ 21 แต่มันคือการไว้วางใจในตัวเรามากพอ ที่จะส่งงานนั้นออกไปมากกว่าครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1002/nop2.1922 #จิตวิทยา #siamstr
image เคยไหมครับ? . เราเขียนอีเมลเสร็จแล้ว แต่เราก็ยังไม่ส่งอีเมลนั้นออกไป เพราะเรามองว่าเนื้อหามันยัง “ไม่โดน”? . เคยไหมครับ? . เราเจอโอกาสในการทำงานที่ดีมากๆ แต่เราก็เลือกที่จะปฏิเสธมันไป เพราะเรามองว่าตัวเองยังไม่พร้อม ที่จะทำงานดังกล่าวได้ดีแบบเป๊ะๆ? . เคยไหมครับ? . คนที่เราแอบชอบเขาอยากรู้จักเรามากขึ้น แต่เราก็ไม่ยอมเปิดช่องให้เขา เพราะเรามองว่าตัวเองไม่สามารถ ที่จะเป็นแฟนที่เพียบพร้อมให้เขาได้? . ทั้งหมดที่ผมหยิบมาเล่าให้ฟังในข้างต้น มันคือความเป็น perfectionist . ซึ่งเจ้าความเป็น perfectionist นี้ มันมักจะ “ปลอมตัว” มาในรูปแบบของการมีมาตรฐานสูง . แต่ในความเป็นจริงแล้ว ธรรมชาติของความเป็น perfectionist คือความกลัว . กลัวว่าจะล้มเหลว กลัวว่าจะถูกตัดสิน กลัวว่าจะ “ดีไม่พอ” . หากเราปล่อยให้ความกลัวนี้ครอบงำ เราก็จะผัดผ่อนการใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ . หนทางที่จะช่วยให้เราเป็นอิสระ จากความกลัวลักษณะนี้ คือการต้อนรับคำว่า “ดีพอ” เข้ามาในชีวิต . ยกตัวอย่างเช่น . เนื้อหาในอีเมลไม่จำเป็นต้อง “โดน” ขอแค่มัน “ดีพอ” ก็พอแล้ว . เราไม่จำเป็นต้องทำงานได้ดีแบบเป๊ะๆ ขอแค่เราทำงานได้ “ดีพอ” ก็พอแล้ว . เราไม่จำเป็นต้องเป็นแฟนที่เพียงพร้อม ขอแค่เราเป็นแฟนที่ “ดีพอ” ก็พอแล้ว . เป็นต้น . ฉะนั้น เรามาเริ่มต้อนรับ “ดีพอ” เข้ามาในชีวิต (อย่างน้อยสัก 1 เรื่อง) กันเถอะครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1007/s10942-007-0052-7 https://doi.org/10.1123/jsep.31.5.602 #จิตวิทยา #siamstr
image ตอนที่ผมยังเป็นนิสิตนักศึกษา “เคล็ดลับ” การสอบของเพื่อนๆ (รวมถึงรุ่นน้องและรุ่นพี่) หลายคน คือการหา “เสื้อสีมงคล” มาใส่ในวันสอบ . อันที่จริง เพื่อนของผมบางคน (ที่สนิทกับอาจารย์บางท่าน) ถึงกับนัดแนะกับอาจารย์ล่วงหน้าเพื่อขอให้อาจารย์ ใส่เสื้อสีเดียวกันกับเจ้าตัวในวันสอบเสียด้วย! . สำหรับคนที่ไม่เชื่อในเรื่อง “สีมงคล” สิ่งที่ผมเล่าให้ฟังในข้างต้นอาจจะดูน่าหัวเราะนะครับ . แต่สำหรับคนที่เชื่อในเรื่อง “สีมงคล” (หรือแม้กระทั่งสำหรับคนที่ไม่ได้เชื่อเรื่องนี้จริงๆจังๆ) การทำแบบนี้มันช่วยให้พวกเขารู้สึกมีกำลังใจ . ซึ่งแน่นอนครับว่า การเข้าห้องสอบด้วยกำลังใจที่เต็มเปี่ยม มันย่อมดีกว่าการเข้าห้องสอบด้วยใจที่สั่นกลัว . ฉะนั้น แม้บางคนอาจมองว่านี่คือความเชื่อที่ “งมงาย” แต่สำหรับคนที่เชื่อใน “สีมงคล” แล้ว ความเชื่อที่ “งมงาย” นี้มันเป็นประโยชน์กับพวกเขา . แต่ถึงกระนั้น บางคนก็จะเกิดคำถามตามมาว่า ประโยชน์ที่ได้จากความเชื่อที่ “งมงาย” นี้ มันคุ้มค่ากับโทษของความเชื่อดังกล่าวหรือ? . เพราะถ้าเรายึดถือในเรื่อง “สีมงคล” อย่างเข้มข้น มันอาจทำให้เราไม่ “ลงแรง” กับการอ่านหนังสือสอบ และพึ่งพาแต่การใส่ “เสื้อสีมงคล” เพียงอย่างเดียวได้ . สำหรับตัวผมเองนั้น ผมมองว่าความเชื่อที่ “งมงาย” อย่างเรื่อง “สีมงคล” นี้ยังสามารถ เป็นประโยชน์มากกว่าโทษได้อยู่ครับ . …ตราบใดที่เราใช้ความเชื่อนี้อย่างมีสติ …ตราบใดที่เราใช้ความเชื่อนี้เป็น “เทคนิค” ช่วยทำใจให้สงบ …ตราบใดที่เราเข้าใจว่าเรายังต้อง “ลงแรง” ด้วยตัวเองอยู่ . แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เรายึดความเชื่อดังกล่าวอย่างเหนียวแน่นไร้สติ ความเชื่อดังกล่าวก็จะกลายเป็น “กรงขัง” มากกว่า “กำลังใจ” ได้ครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1177/0956797610372631 #จิตวิทยา #siamstr
image เคยรู้สึกไหมครับว่า ยิ่งเราอายุมากขึ้น “นาฬิกาชีวิต” ของเราก็ยิ่งดูจะวิ่งเร็วขึ้น? . มันแอบรู้สึกน่าใจหายอยู่เหมือนกันนะครับ . อย่างไรก็ตาม วันนี้ ผมมีข่าวดี . ผมมีวิธีที่จะช่วยให้เราชะลอ ความเร็วของ “นาฬิกาชีวิต” เราลงได้ครับ . . . # 1 ลดการไถมือถือ . ผมไม่ได้ต้องการจะสื่อว่า เราควรหยุดใช้โทรศัพท์มือถือนะครับ . อย่างไรก็ตาม หากเราต้องการจะ ชะลอ “นาฬิกาชีวิต” ของเราลง เราไม่ควรหยิบมือถือมาไถ โซเชียลเล่นบ่อยเกินไปนัก . เพราะการทำแบบนั้น มันมีแนวโน้มที่จะกินเวลาในชีวิตเรา นานเกินกว่าที่เราคาด . (เช่น ตอนแรก เราคิดจะไถมือถือเล่นสัก 10 นาที แต่พอรู้ตัวอีกที เราไถมือถือเล่นไปแล้ว 2 ชั่วโมง) . นอกจากนี้ ช่วงเวลาที่เราไถโซเชียลนั้น มันยังถือเป็นช่วงเวลาที่เราใช้ไปกับ การมองดูชีวิตคนอื่น (แทนที่จะใช้ชีวิตของเราเอง) อีกด้วย . # 2 พาตัวเองไปทำสิ่งที่ไม่คุ้นเคย . ยกตัวอย่างเช่น การเล่นกีฬาที่ไม่เคยเล่นมาก่อน การไปเที่ยวในที่ที่ไม่เคยไปมาก่อน การพูดคุยกับคนที่ไม่เคยคุยด้วยมาก่อน การเรียนรู้ภาษาที่ไม่เคยใช้มาก่อน เป็นต้น . เพราะเวลาที่เราทำสิ่งที่ไม่คุ้นเคย มันเป็นการบังคับให้สมองเรา มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ส่งผลให้ “นาฬิกาชีวิต” ของเราชะลอตัวลงตามลำดับ . # 3 ทำสิ่งที่น่าสนใจและท้าทาย . เพราะเวลาที่เรากำลังทำสิ่งที่น่าสนใจ (ไม่น่าเบื่อ) และท้าทาย (ไม่ง่ายเกินไป) สำหรับเรา ใจเราจะจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้นแบบ “ดำดิ่ง” จนทำให้เรา “ลืมหิว” หรือ “ลืมว่าตัวเองอยู่ที่ไหน” ได้ . มันทำให้เรารู้สึกราวกับว่า เวลาแต่ละนาทีที่ผ่านพ้นไป มันเต็มไปด้วยความ “เข้มข้น” มากขึ้น เมื่อเทียบกับกรณีที่เราทำสิ่งที่ น่าเบื่อหรือง่ายเกินไปสำหรับเรา . (มันคล้ายๆกับเวลาที่เราดื่มกาแฟ 2 แก้ว โดยที่กาแฟแก้วแรกคือกาแฟดำ ส่วนกาแฟแก้วที่สองคือน้ำเปล่ากลิ่นกาแฟเลยครับ เราดื่มเครื่องดื่ม 1 แก้วเหมือนกัน แต่แก้วแรกให้ความรู้สึกเข้มข้นมากกว่า กาแฟที่สองอย่างเทียบไม่ติดเลยครับ) . . . ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่ผมหยิบมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้ จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกๆคน ที่อยากจะทำอะไรบางอย่างกับ “นาฬิกาชีวิต” ของตัวเองนะครับ . อ้างอิง https://www.researchgate.net/publication/224927532_Flow_The_Psychology_of_Optimal_Experience http://dx.doi.org/10.1038/s41562-024-01863-2 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่คนใกล้ตัวทำ “สิ่งไม่ดี” กับเรา (เช่น แฟนตอบข้อความช้า น้องไม่พูดขอบคุณหลังจากที่เราเพิ่งให้ความช่วยเหลือ เพื่อนสนิทเปลี่ยนเวลานัดหมายกะทันหัน) มันปกติมากๆครับที่เราจะรู้สึกไม่โอเค . ถ้า “สิ่งไม่ดี” นั้นเป็นเรื่อง “เล็กน้อย” ความไม่โอเคของเราก็จะอยู่ในระดับที่ “เล็กน้อย” . แต่ถ้า “สิ่งไม่ดี” นั้นเป็นเรื่อง “ใหญ่โต” ความไม่โอเคของเราก็จะอยู่ในระดับที่ “ใหญ่โต” . แล้วถ้า “สิ่งไม่ดี” นั้นเป็นเรื่อง “เล็กน้อย” แต่ความไม่โอเคของเราอยู่ในระดับที่ “ใหญ่โต” ล่ะ? . ยกตัวอย่างเช่น . แฟนมีสีหน้าไม่ดีและบอกเราว่า “เดี๋ยวฉันขอเวลาอยู่คนเดียวสักหน่อยนะ” . เราฟังคำพูดของแฟนและรู้สึกกลัวจนใจสั่น เพราะในใจเราเกิดความคิดผุดขึ้นมาว่า “เดี๋ยวแฟนจะต้องเลิกกับฉันแน่ๆเลย” . เป็นต้น . เพราะอะไรความไม่โอเคของเราถึงอยู่ในระดับที่ “ใหญ่โต” ได้ ทั้งๆที่ “สิ่งไม่ดี” ที่เกิดขึ้นมันแค่ “เล็กน้อย” เท่านั้น? . เหตุผลที่เป็นไปได้ข้อหนึ่งก็คือ เพราะ “สิ่งไม่ดี” ที่ “เล็กน้อย” นั้น มันมี “กลิ่นอาย” คลับคล้ายคลับคลา กับ “สิ่งไม่ดี” ขนาด “ใหญ่โต” ที่เคยเกิดขึ้นกับเราในอดีต . ยกตัวอย่างเช่น . แฟนเก่าของเราเคย “ขอเวลาอยู่คนเดียว” มาก่อน และหลังจากนั้นไม่นาน แฟนเก่าก็เลิกกับเราโดยไม่บอกกล่าวเราแม้แต่คำเดียว ส่งผลให้เรารู้สึกกลัวขึ้นมาเมื่อแฟนปัจจุบัน “ขอเวลาอยู่คนเดียว” บ้าง . เป็นต้น . ฉะนั้น สำหรับกรณีแบบนี้ การรับมือกับความไม่โอเคที่ “ใหญ่โต” ได้อย่าง “ตรงจุด” จะไม่ใช่การจัดการกับสถานการณ์ตรงหน้าในปัจจุบัน (เช่น การยื้อไม่ให้แฟนได้มีเวลาอยู่คนเดียว) แต่จะเป็นการสำรวจตัวเองเพื่อทำความเข้าใจว่า ความไม่โอเคที่ “ใหญ่โต” นี้มี “ที่มา” จากไหนมากกว่า (เช่น เหตุการณ์ที่เลิกรากับแฟนเก่า) . เพราะถ้าเราเข้าใจ “ที่มา” ของความไม่โอเคที่ “ใหญ่โต” นี้ได้ การดึงตัวเองกลับมา “อยู่กับปัจจุบัน” ก็จะทำได้ง่ายขึ้น (เช่น “แฟนคนนี้ไม่ใช่แฟนเก่านะ”) ส่งผลให้ความไม่โอเคที่ “ใหญ่โต” นั้นลดระดับลงมา สอดคล้องกับ “สิ่งไม่ดี” ที่เกิดขึ้นตรงหน้ามากขึ้นนั่นเองครับ (เช่น ไม่ได้รู้สึกกลัวจนใจสั่นเมื่อแฟนอยากมีเวลาอยู่ตัวคนเดียว) . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1146/annurev.ps.46.020195.001233 https://doi.org/10.1016/j.tics.2005.03.010 https://doi.org/10.1016/s0005-7967(99)00123-0 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/1089-2680.5.4.323 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราเห็นใครสักคน ที่พยายามทำอะไรบางอย่าง (เช่น เรียนภาษาจีน) และล้มเลิกสิ่งนั้นในเวลาต่อมา . มันเป็นภาพลักษณ์ที่ดูไม่ดีเท่าไหร่นัก . เพราะมันดูเหมือนกับว่า คนๆนั้นเขา “ขี้แพ้” หรือ “ไร้ความอดทน” . แต่ในความเป็นจริง การตัดสินใจที่จะล้มเลิกอะไรบางอย่าง ใช่ว่าจะเป็นการตัดสินใจที่ “เลวร้าย” เสมอไป . ลองนึกถึงกรณีต่อไปนี้ดูก็ได้ครับ… . สมมตินะครับว่าเรามีแฟน และแฟนก็ทำร้ายร่างกายเรามาโดยตลอด . ซึ่งที่ผ่านมา เราเลือกที่จะอยู่ต่อในความสัมพันธ์นี้ เพราะเราไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเรา “ล้มเหลวในความรัก” . หากวันหนึ่ง เราตัดสินใจที่จะเดินออกมาจากความสัมพันธ์นั้น มันจะเป็นการตัดสินใจที่ “เลวร้าย” หรือไม่? . ไม่เลยครับ! . อันที่จริง หลายคนอาจมองว่า เราควรเดินออกมาจากความสัมพันธ์ดังกล่าวให้เร็วกว่านี้เสียอีก! . เราจะเห็นได้จากตัวอย่างในข้างต้นว่า สมการ “ล้มเลิก = ขี้แพ้, เลวร้าย, ไม่อดทน” ไม่ใช่สมการที่เป็นจริงเสมอไป . เพราะการที่เราล้มเลิกมันอาจสะท้อนถึง การที่เรากล้าเผชิญหน้ากับความจริงว่า “สิ่งนี้ไม่ได้เหมาะกับฉันอีกต่อไปแล้ว” . ยิ่งไปกว่านั้น การที่เราล้มเลิกยังอาจสะท้อนถึงความถ่อมตัวอีกด้วย (เพราะเรายอมรับว่าเรามีเวลาและพลังงานจำกัด ส่งผลให้เราขอเลือกใช้มันกับสิ่งที่มีค่าจริงๆเท่านั้น) . ดังนั้น หากเรากำลังคิดที่จะล้มเลิกอะไรบางอย่างอยู่ล่ะก็ เราอาจลองถามตัวเองดูครับว่า… . ฉันยังอยากทำสิ่งนี้อยู่จริงๆไหม? ที่ฉันยังทำสิ่งนี้อยู่เพราะฉันกลัวว่าคนอื่นจะมองฉันไม่ดีหรือเปล่า? ถ้าฉันหยุดทำสิ่งนี้ ฉันจะได้อะไรกลับคืนมาบ้าง? . ผมเชื่อว่าการตั้งคำถามเหล่านี้กับตัวเองจะช่วยให้การล้มเลิกของเราไม่ใช่การล้มเลิกที่ตรงกับสมการ “ล้มเลิก = ขี้แพ้, เลวร้าย, ไม่อดทน” แน่นอนครับ! . อ้างอิง Annie Duke – Quit: The Power of Knowing When to Walk Away (2022) #จิตวิทยา #siamstr
image ถ้าเราพูดถึงจังหวะ “ระเบิดลง” ภายในความสัมพันธ์ (เช่น ลูกร้องไห้งอแงที่เราไม่อนุญาตให้เล่นเกมเกิน 2 ทุ่ม แฟนงอนเพราะเราลืมวันเกิดของแฟน เพื่อนโกรธที่เรามาสาย 30 นาที เป็นต้น) . บางครั้ง จังหวะ “ระเบิดลง” ก็เกิดขึ้นแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย แต่บ่อยครั้ง จังหวะ “ระเบิดลง” เป็นสิ่งที่เราพอจะมองเห็นล่วงหน้า . ในกรณีที่เราพอจะมองเห็นล่วงหน้านั้น เราได้ลงมือทำอะไรหลังจากที่เรามองเห็นบ้าง? . หลายคนตัดสินใจที่จะไม่ได้ทำอะไรเพราะพวกเขามองว่า “มันยังไม่ถึงเวลา” . อันที่จริง หลายคนแอบหวังอยู่ในใจว่า หากพวกเขาเลือกที่จะอยู่เงียบๆ จังหวะ “ระเบิดลง” อาจไม่เกิดขึ้นอย่างที่พวกเขาคาดก็ได้ . แต่ในความเป็นจริงนั้น หากพวกเขาเลือกที่จะลงมือทำอะไรบางอย่าง ในช่วงเวลาก่อน “ระเบิดลง” มันมีโอกาสสูงมากๆเลยครับ ที่สถานการณ์จะ “ผ่อนหนักเป็นเบา” ได้ . ยกตัวอย่างเช่น . การพูดกับลูกว่า… . “เดี๋ยวอีก 1 ชั่วโมง เวลาก็จะถึง 2 ทุ่มแล้ว แม่รู้ว่าลูกอยากที่จะเล่นเกมนานกว่านี้ แต่ในเมื่อเราตกลงกันแล้วว่าเราจะไม่เล่นเกมหลัง 2 ทุ่ม ดังนั้น ถ้าเวลาถึง 2 ทุ่มเมื่อไหร่ แม่ก็จะบอกให้ลูกหยุดเล่นเกมนะ . ซึ่งตอนที่แม่บอกให้ลูกหยุดเล่นเกมนั้น ลูกก็อาจจะรู้สึกไม่พอใจ และอาจจะส่งเสียงดังหรือขว้างปาสิ่งของ (เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต) . ซึ่งหากมันเป็นแบบนั้นขึ้นมาจริงๆ แม่เองก็คงจะไม่พอใจและเริ่มเสียงดังกับลูกเหมือนกัน . สำหรับวันนี้ แม่ไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยแบบนั้นอีก แม่เลยอยากจะมาคุยกับลูกว่า เราจะป้องกันไม่ให้เหตุการณ์บานปลายได้ยังไงบ้าง . เป็นต้น . เพราะในช่วงเวลาก่อน “ระเบิดลง” นั้น มันคือช่วงเวลาที่อารมณ์ความรู้สึกยังไม่เข้มข้น มันคือช่วงเวลาที่คนเรายังสามารถรับฟังกันได้อยู่ . ฉะนั้น เราอย่าปล่อยให้ช่วงเวลา “นาทีทอง” ผ่านพ้นไปโดยไม่ได้ take action ใดใดเลยครับ . อ้างอิง http://dx.doi.org/10.4324/9780203763568 https://psycnet.apa.org/record/1999-02501-000 #จิตวิทยา #siamstr
image ทุกวันนี้ หลายคนรู้สึกว่า ชีวิตของพวกเขาเป็นเหมือนกับ การล่องเรือลำเล็กๆอยู่กลางมหาสมุทร . หากคลื่นลมทะเลต้องการจะพัด ให้เรือของพวกเขาลอยไปทางซ้าย เรือของพวกเขาก็จะลอยไปทางซ้าย . หากคลื่นลมทะเลต้องการจะพัด ให้เรือของพวกเขาลอยไปทางขวา เรือของพวกเขาก็จะลอยไปทางขวา . หากคลื่นลมทะเลเกิดปั่นป่วนขึ้นมา เรือของพวกเขาก็พร้อมที่จะคว่ำได้เสมอ . และไม่ว่าพวกเขาจะพยายามแค่ไหน พวกเขาก็ควบคุมคลื่นลมทะเลที่พวกเขาเจอไม่ได้เสียที . มันทำให้พวกเขาหมดแรงใจที่จะ “ลุยต่อ” กับการเดินทางบนมหาสมุทรชีวิตแห่งนี้ . แต่ข่าวดีก็คือ แม้พวกเขาจะไม่สามารถควบคุม คลื่นลมทะเลที่พวกเขาเจอได้ . แต่พวกเขาสามารถจับไม้พายให้มั่นคง ปรับองศาใบเรือให้เหมาะสม และครองสติตัวเองให้นิ่งท่ามกลางคลื่นลมที่ปั่นป่วนได้! . มันคือการหยุดนิ่งสักครู่ เวลาเผชิญกับเหตุการณ์ที่เลวร้าย . มันคือการเลือกคำพูดอย่างระมัดระวัง ในช่วงเวลาที่ใจอยากกรีดร้อง . มันคือการเท่าทันความคิดตัวเอง ก่อนที่มันจะเหนี่ยวนำให้เราทำสิ่งที่เราจะเสียใจในภายหลัง . แน่นอนครับว่าการให้ความสำคัญกับ “คนบนเรือ” มากกว่า “คลื่นลมทะเล” มันอาจจะไม่ได้ช่วยให้การเดินทาง บนมหาสมุทรชีวิตราบรื่นแบบ 100% ก็จริง . แต่มันก็เป็นทางเลือกที่ดีกว่า การให้ความสำคัญกับ “คลื่นลมทะเล” ที่เราควบคุมไม่ได้เยอะเลยครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1111/j.1467-8721.2007.00534.x https://psycnet.apa.org/record/1999-04037-000 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนรู้สึกผิดที่ตัวเองคิดถึงแฟนเก่า . ยิ่งถ้าพวกเขามีแฟนใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกผิดเวลาที่มี ความคิดเกี่ยวกับแฟนเก่าปรากฏขึ้นมาในใจ . เพราะพวกเขามองว่าการนึกถึงแฟนเก่านั้น มันสะท้อนว่าพวกเขา “มีปัญหา” หรือ “ยัง move on ไม่ได้” . แต่ในความเป็นจริงแล้ว หลายคนที่นึกถึงแฟนเก่า ก็ค่อนข้างชัดเจนเลยนะครับว่า ต่อให้พวกเขาสามารถที่จะ กลับไปคบกับแฟนเก่าได้ในวันนี้ พวกเขาก็จะไม่ไปอยู่ดี . แต่ถึงกระนั้น ในบางเวลา ในใจพวกเขาก็ยังคงมีภาพ ของแฟนเก่าโผล่ขึ้นมาได้! . มันเป็นเพราะอะไรกัน? . สาเหตุที่เป็นไปได้ข้อหนึ่งก็คือ พวกเขาไม่เชิงว่าคิดถึงแฟนเก่าหรอกครับ . แต่พวกเขาคิดถึงตัวเองในตอนนั้นมากกว่า . เพราะตัวพวกเขาในตอนนั้นมีบางอย่างที่พวกเขาไม่มีในทุกวันนี้ . ยกตัวอย่างเช่น . ตัวพวกเขาในตอนนั้น… …มีคนที่พึ่งพาพวกเขาอยู่ ทำให้พวกเขารู้สึกมีค่า …มีคนที่พวกเขารู้สึกปลอดภัยที่จะแบ่งปันเรื่องราวที่น่าอับอายได้ …มีความเชื่อมั่นว่าไม่มีอะไรที่พวกเขาทำไม่ได้ . เป็นต้น . ดังนั้น หากพวกเขาไม่รีบ “ปัดตก” ความคิดถึงแฟนเก่า และเริ่มต้นหยิบความรู้สึกดังกล่าวมา “ดู” จริงๆจังๆ พวกเขาก็อาจจะพบกับคำตอบที่ช่วยให้ชีวิต ในปัจจุบันของพวกเขา “เต็มอิ่ม” มากขึ้นก็ได้ . บางครั้ง ความคิดถึงแฟนเก่าไม่ได้ “ชี้นำ” ให้เรากลับไปหาแฟนเก่าอีกครั้ง แต่มันกำลังผลักดันให้เราหันมา “เจอตัวเอง” ให้มากขึ้น…ก็เป็นได้ครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1177/0146167209341580 https://psycnet.apa.org/doi/10.1111/j.1467-8721.2008.00595.x #จิตวิทยา #siamstr
image “ฉันดีไม่พอ” “ฉันโง่จริงๆที่พลาดง่ายๆแบบนั้น” “ฉันเรื่องเยอะเกินไป” . คุณผู้อ่านคุ้นเคยกับประโยคเหล่านี้ไหมครับ? . มันคือเสียงของความรู้สึก “อับอาย” ที่ดังอยู่ภายในใจของหลายๆคน . …ซึ่งหลายคนก็เชื่อว่าเสียงเหล่านี้มันคือความจริง . พวกเขาเชื่อว่าตัวเองดีไม่พอจริงๆ พวกเขาเชื่อว่าตัวเองโง่จริงๆ พวกเขาเชื่อว่าตัวเองเรื่องเยอะเกินไปจริงๆ . ซึ่งหากเรามองในมุมหนึ่ง การเชื่อคำพูดของความรู้สึก “อับอาย” ที่ดังอยู่ในใจเรานั้น ก็สามารถเป็นประโยชน์กับเราได้เหมือนกันนะครับ . เพราะมันช่วยผลักดันให้เรา level up และกลายเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ upgrade ขึ้นได้ . แต่ในอีกด้านหนึ่ง คำพูดของความรู้สึก “อับอาย” ในใจเรานั้น ก็สามารถกลายเป็น “แส้” ที่เฆี่ยนตีเรา และทำให้เราหมดแรงใจที่จะพัฒนาตัวเองได้ . เท่านั้นยังไม่พอนะครับ หลายครั้ง คำพูดของความรู้สึก “อับอาย” ก็ใช่ว่าจะเป็นความจริงเสมอไปอีกด้วย . ด้วยเหตุนี้ หากเราได้ยินเสียงของความรู้สึก “อับอาย” ในอนาคต คำถามสำคัญที่เราควรจะถามตัวเอง ก่อนที่จะเชื่อในคำพูดของความ “อับอาย” นั้นก็คือ… . # 1 มันเป็นความจริงหรือไม่? # 2 มันกำลังช่วยอุ้มชูให้เราเติบโตขึ้นหรือกำลังกดหัวเราจมดินกันแน่? . การหยุดตั้งคำถามกับตัวเองในลักษณะนี้ อาจจะดูเป็นการ “เสียเวลา” นะครับ แต่ผมมองว่า หากเรา “เสียเวลา” เล็กน้อย และมันช่วยให้เราหลบเลี่ยง “หลุมพราง” จากความรู้สึก “อับอาย” ได้ . …มันก็ดูเป็นการ “เสียเวลา” ที่คุ้มค่าอยู่เหมือนกันครับ . อ้างอิง Brown, B. (2012). Daring greatly: how the courage to be vulnerable transforms the way we live, love, parent, and lead. Gotham Books. Gilbert, P. (2009). The Compassionate Mind: A New Approach to Life Challenges. London: Constable and Robinson Ltd. #จิตวิทยา #siamstr