คุณเคยมีบางอย่างเกิดขึ้นในอดีต
ที่คุณอยากจะย้อนเวลากลับไปแก้ไขไหมครับ?
.
หลายคน (รวมทั้งตัวผมเอง) มีครับ
.
แต่ถึงพวกเราจะอยากย้อนเวลา
กลับไปแก้อดีตขนาดไหน
เราก็ไม่สามารถทำมันได้
.
อย่างไรก็ตาม เราสามารถเปลี่ยน
วิธีมองเหตุการณ์ในอดีตนั้นได้ครับ
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เราทำงานอยู่กับองค์กรแห่งหนึ่ง
และเราเจอกับเจ้านายที่ toxic มาก
.
ทุกครั้งที่เราคุยกับงานกับเจ้านาย (ซึ่งก็คือทุกวัน)
เจ้านายจะมีคำพูดที่บ่อนทำลายจิตใจเราเสมอ
ไม่ว่าเราจะทำงานได้ดีแค่ไหนก็ตาม
(เช่น “มีปัญญาทำได้แค่นี้หรือ?”)
.
มันทำให้เรากลายเป็นคนที่ไม่เหลือ
ความมั่นใจและความเคารพในตัวเองโดยสิ้นเชิง
.
จนกระทั่งในที่สุด เราก็ตัดสินใจยื่นใบลาออก
.
ทุกครั้งที่เรามองย้อนกลับไป
ที่การตัดสินใจลาออกในวันนั้น
เราจะรู้สึกอับอายอยู่ในใจเสมอ
.
เพราะเรามองว่าตัวเอง “ขี้แพ้” และ “อ่อนแอ”
ที่ไม่สามารถทนทำงานต่อไปในสภาพแวดล้อมดังกล่าวได้
.
เราอาจจะไม่สามารถย้อนเวลา
กลับไปในอดีตและตัดสินใจที่จะทนอยู่ต่อได้
.
แต่แทนที่เราจะมองการตัดสินใจลาออก
ว่าเป็นการตัดสินใจของคน “ขี้แพ้”
เราสามารถเรียนรู้ที่จะมองว่า
การตัดสินใจดังกล่าวมันสะท้อน
ความกล้าหาญที่จะยืนหยัดเพื่อตัวเองได้
.
เป็นต้น
.
นี่แหละครับ…คือ time machine ที่พวกเราทุกคนมีอยู่ในกำมือ
.
เพราะต่อให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตจะยังคงเดิม
แต่มุมมองที่เปลี่ยนไปของเราสามารถทำให้เรา
มองเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยสายตาที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1038/35021052
https://doi.org/10.1017/s0140525x14000041

International Association of Applied Neuroscience Ltd - ABN 85 651 196 413
IJNPT Volume 3
Welcome to Volume 3 of the International Journal of Neuropsychotherapy.
ครอบครัวคืออะไร?
.
สำหรับบางคน
ครอบครัวคือความรัก
ครอบครัวคือความปลอดภัย
.
แต่สำหรับหลายคน
ครอบครัวคือความเจ็บปวด
ครอบครัวคือความขัดแย้ง
.
ผลสำรวจพบว่า ทุกวันนี้
ครอบครัวจำนวนมาก (เกือบๆ 50%)
มีสมาชิกบางคนที่ตัดขาดการติดต่อ
กับสมาชิกคนอื่นๆภายในบ้านโดยสมบูรณ์
.
เพราะพวกเขามีความขัดแย้งกับคนในบ้าน
(ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง ศาสนา หรือค่านิยมในการใช้ชีวิตก็ตาม)
ที่รุนแรงจนเกิด “รอยร้าว” ในความสัมพันธ์
.
มันทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขา
กับคนอื่นๆในครอบครัวเกิดช่องว่างขนาดใหญ่
จนยากที่พวกเขาจะ “ต่อกันติด” ได้อีก
.
แน่นอนครับว่า
สำหรับฝ่ายที่เป็นคน “เดินออกมา” จากครอบครัวนั้น
พวกเขาหลายคน “เดินออกมา” พร้อมกับคำถามในใจ
.
คำถามที่ว่า
“การที่ฉันเดินออกมานี้
มันคือการทรยศต่อครอบครัวใช่ไหม?”
.
และหลายคนก็ตอบคำถามนี้ว่า
“ใช่! ฉันทรยศต่อครอบครัว!”
(แม้คนนอกอาจจะมองว่าพวกเขา
ไม่ได้ถึงขั้นทรยศครอบครัวขนาดนั้นก็ตาม)
.
แต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็ยังหนักแน่น
ในการตัดสินใจที่จะ “เดินออกมา” อยู่ดี
.
เพราะอะไร?
.
เพราะในสายตาของพวกเขานั้น
ต่อให้พวกเขาจะไม่อยาก “ทรยศ” ครอบครัวก็จริง
แต่พวกเขายังมีคนที่ไม่อยาก “ทรยศ” ยิ่งกว่าครอบครัวเสียอีก
.
คนๆนั้นคือตัวพวกเขาเอง
.
เพราะสำหรับคนกลุ่มนี้
พวกเขาได้ทุ่มเทเวลาและพลังงานไปเยอะมากๆ
กับการพยายามเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว
พร้อมๆกับที่ไม่ “ทรยศ” ต่อตัวเองในเวลาเดียวกัน
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
พวกเขาเป็น LGBTQ+
และครอบครัวไม่ยอมรับ
ความเป็น LGBTQ+ ของพวกเขาอย่างแรง
.
พวกเขาพยายามอย่างหนัก
เพื่อที่จะยังคง “ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง”
พร้อมๆกับยังคงเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวอยู่
.
พวกเขาหวังว่า สักวันหนึ่ง
ครอบครัวจะเริ่มต้นยอมรับ
ความเป็น LGBTQ+ ของพวกเขาได้
.
เป็นต้น
.
แต่ในที่สุด คนกลุ่มนี้ก็ได้ค้นพบว่า
ความหวังของพวกเขา
ที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว
โดยที่ไม่ต้อง “ทรยศ” ตัวเองนั้น
มันคือความหวังที่ไม่มีทางเป็นจริงได้
.
(เช่น ไม่ว่ายังไง ครอบครัวก็จะไม่ยอมรับ
ความเป็น LGBTQ+ ของพวกเขาได้)
.
นั่นจึงเป็นวันที่พวกเขาตัดสินใจ
ที่จะ “ทรยศ” ต่อครอบครัว
และพาตัวเอง “เดินออกมา” ครับ
.
อ้างอิง
Pillemer, K. A. (2020). Fault lines: fractured families and how to mend them. Avery, Penguin Random House LLC.

พวกเราหลายคนให้เวลากับการดูแลร่างกาย
.
เราออกกำลังกาย
เราเลือกกินอาหารดีๆ
.
แล้วสมองของเราล่ะ?
.
สมองเราก็เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเรา
แต่หลายคนกลับมองข้ามมัน
ส่งผลให้เราอาจจะติดนิสัยเล็กๆน้อยๆบางอย่าง
ที่เป็นผลเสียต่อสมองเราได้
.
ยกตัวอย่างเช่น…
.
พูดกับตัวเองบ่อยๆว่า “ฉันหัวไม่ดี”
=
จำกัดศักยภาพการเรียนรู้ของสมองเรา
.
นอนหลับไม่เพียงพอ
=
สมองไม่มีเวลาซ่อมแซมตัวเอง
จัดระเบียบความทรงจำ
และขัดเกลาสมาธิให้ “คม”
.
ดื่มแอลกอฮอล์
=
ต่อให้เราดื่มในปริมาณกลางๆ
สมองก็เกิดความเสียหายได้
.
ใช้ชีวิตแบบไม่มี routine หรือ deadline
=
เอื้อต่อการผัดวันประกันพรุ่ง
สมองจะกลายเป็นเหมือนมีดที่ “ทื่อ”
.
เสพข่าวร้ายหรือเรื่องซุบซิบนินทาเยอะ
=
ฝรั่งมีคำพูดว่า We are what we eat
คำพูดนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องอาหารการกินเท่านั้น
แต่ยังเกี่ยวกับเรื่องข้อมูลข่าวสารที่เรา “เสพ” ด้วย
.
…เป็นต้น
.
ข่าวดีก็คือ นิสัยเหล่านี้
เป็นสิ่งที่เราสามารถ
เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อยได้
.
ไม่ว่าจะเป็นการเตือนตัวเองเวลาที่เราพูดว่า “ฉันหัวไม่ดี”
หรือการเข้านอนเร็วกว่าเดิม 30 นาที
หรือการงดฟังเรื่องซุบซิบนินทาอย่างน้อย 1 วันในทุกๆสัปดาห์
.
หากเรายอมแบ่งเวลาและพลังงานให้กับการดูแลสมองบ้าง
สมองก็จะตอบแทนเราด้วยความสดใส ความจำที่แม่นยำ และพลังในการใช้ชีวิตในทุกๆวันครับ
.
อ้างอิง


เวลาที่เราเห็นคนใกล้ตัว
(เช่น พี่น้อง แฟน เพื่อนสนิท)
กำลังลำบาก
หลายคนก็จะเป็นห่วง
และอยากยื่นมือเข้าไปช่วย
.
ซึ่งหากพวกเขาไม่สามารถ
ยื่นมือเข้าไปช่วยได้ตรงๆ
อย่างน้อยที่สุด
พวกเขาก็จะอยากช่วยเหลือ
ด้วยการให้คำแนะนำ
.
แต่ถ้าคำแนะนำของเราเป็นคำแนะนำที่…
.
(1) เจ้าตัวเขาไม่ได้ร้องขอ
(2) มีโทนของการบังคับ (เช่น “เธอต้องทำแบบนี้เท่านั้นนะ!”)
(3) เพิกเฉยต่อมุมมองของเจ้าตัว (เช่น เจ้าตัวอยากลดน้ำหนัก แต่เราบอกเจ้าตัวว่า “ไม่ต้องลดหรอก”)
.
…คำแนะนำของเรามีแนวโน้มที่จะถูก “ต่อต้าน” ครับ
.
ฉะนั้น ก่อนที่เราจะให้คำแนะนำกับใคร
เราอาจจะลองถามตัวเองดูก่อนนะครับว่า
.
“ทำไมฉันถึงอยากช่วยเขา?”
“ฉันเคารพการตัดสินใจของเขาหรือไม่?”
“ถ้าเขาไม่ทำตามคำแนะนำของฉัน ฉันจะยังสามารถรับฟังเขาได้อยู่หรือเปล่า?”
.
คำถามเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถ
ให้คำแนะนำได้ดีขึ้นเยอะเลยครับ
.
ไม่ใช่เพราะมันช่วยให้เรา
คิดคำแนะนำเจ๋งๆได้เพิ่มขึ้นหรอกนะครับ
.
แต่เป็นเพราะมันช่วยให้ใจเรา “นิ่ง”
ระหว่างที่เราเข้าไปช่วยเหลือคนใกล้ตัวมากกว่า
.
อันที่จริง
หลังจากที่พวกเขาได้ถาม
คำถามเหล่านี้กับตัวเองแล้ว
หลายคนก็ได้ค้นพบว่า…
.
บางที สิ่งที่ดีที่สุดที่พวกเขาทำได้ไม่ใช่การให้คำแนะนำ
แต่คือการนั่งอยู่ข้างๆและรับฟังด้วยหัวใจครับ
.
อ้างอิง
ความรักส่วนใหญ่ไม่ได้จบลง
เพราะคู่รักเกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ตู้มเดียว
.
แต่ความรักส่วนใหญ่จบลง
เพราะคู่รักเริ่มมีระยะห่างจากกันและกัน
เพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อยมากกว่าครับ
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
แฟนรู้สึกตื่นเต้นเพราะญาติของแฟน
ที่ใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศกำลังจะ
เดินทางมาเยี่ยมในอีก 1 เดือนข้างหน้า
.
แต่พอแฟนเล่าเรื่องนี้ให้เราฟัง
เราตัดสินใจที่จะฟังแฟนพูด
พร้อมๆกับทำงานอย่างอื่นไปด้วย
.
เป็นต้น
.
นี่คือหนึ่งตัวอย่างของ moment เล็กๆ
ที่ทำให้ความสัมพันธ์มีความห่างเหินเพิ่มขึ้น
.
และยิ่งถ้ามีเหตุการณ์ใหญ่ๆเกิดขึ้นในชีวิตคู่
(เช่น เรากับแฟนกำลังจะเป็นคุณพ่อคุณแม่ป้ายแดง
แฟนได้รับ promotion ทำให้ต้องย้ายงานไปอยู่ต่างจังหวัด)
มันยิ่งมีโอกาสที่จะทำให้ความสัมพันธ์ยิ่งเกิดระยะห่างเข้าไปใหญ่
.
หากปฏิสัมพันธ์ระหว่างคู่รัก
มี moment หรือเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
.
ในที่สุด เราก็อาจจะตื่นขึ้นมาวันหนึ่ง
และพบว่าระยะห่างระหว่างตัวเรากับแฟน
มีมากจนเราไม่สามารถ
เดินจับมือไปพร้อมๆกับแฟนได้อีกแล้ว
.
ถ้าวันนั้นมาถึงเมื่อไหร่
ต่อให้เราจะยังคงอยากเดินจับมือไปกับแฟนขนาดไหน
มันก็คงยากที่จะทำแบบนั้นได้แล้วครับ
.
แต่ข่าวดีก็คือ ก่อนที่วันนั้นจะมาถึง
คู่รักยังสามารถทำอะไรบางอย่าง
เพื่อลดช่องว่างในความสัมพันธ์ได้อยู่ครับ
.
และเราไม่จำเป็นต้องทำสิ่งที่ใหญ่โตเลยครับ
สิ่งที่ดูเล็กๆน้อยๆในสายตาของหลายๆคน
(เช่น วางมือถือและตั้งใจฟังแฟน
ถามแฟนว่า “วันนี้เป็นยังไงบ้าง?” และฟังคำตอบจริงๆ
เอื้อมมือไปนวดไหล่เบาๆระหว่างที่แฟนทำงาน)
ก็สามารถส่งผลต่อความสัมพันธ์ได้อย่างมหาศาลแล้วครับ
.
อ้างอิง
Gottman, J. M., & DeClaire, J. (2001). The Relationship Cure: A 5 Step Guide to Strengthening Your Marriage, Family, and Friendships
ทุกวันนี้ เวลาที่เราต้องการจะเขียนอะไรสักอย่าง
(เช่น post ที่คุณกำลังอ่านอยู่ตอนนี้)
เราสามารถ “ไหว้วาน” ให้ AI เขียนได้อย่างง่ายดาย
.
มันชวนให้เกิดคำถามอยู่เหมือนกันนะครับว่า
ในเมื่อ AI ทำสิ่งนี้ได้ดี แล้วทำไมเรายังต้องเขียนอยู่ด้วย?
.
เพราะการเขียนไม่ได้เป็นเพียงแค่
การเอาคำมาวางบนหน้ากระดาษ
แต่มันคือการที่เราได้ใช้ความคิดอย่างเข้มข้น
.
เราจะต้อง “ต่อสู้” กับความคิดที่ตีกันไปมาในหัว
.
นอกจากนี้
การเขียนยังสามารถนำพาให้เรา
ได้ “ค้นพบ” บางสิ่งที่เราไม่เคยคิดว่า
มีอยู่ในหัวเรามาก่อนได้อีกด้วย
.
เพราะความคิดของเราก็ไม่ต่างอะไรกับสวนดอกไม้ครับ
.
การที่เราบอก prompt กับ AI
และให้ AI “เนรมิต” งานเขียนขึ้นมาเองนั้น
มันเปรียบเหมือนกับการที่เราเดินสำรวจสวน
เฉพาะบริเวณที่ “สว่างชัด” เท่านั้น
.
แต่ถ้าเราลงมือเขียนด้วยตัวเอง
มันคือการที่เราได้มีโอกาสเดินสำรวจสวนอย่างทั่วถึง
ส่งผลให้เราอาจจะมองเห็นดอกไม้บางดอก
ในมุมมืดที่เราจะไม่มีวันได้มองเห็น
หากเราสำรวจเฉพาะพื้นที่ “สว่างชัด” ในสวนเท่านั้น
.
ฉะนั้น หากเราให้ความสนใจเพียงแค่การ “เขียนให้เสร็จ”
เราอาจจะมองว่าการพึ่งพา AI อย่างเดียวไม่ใช่เรื่องที่เสียหาย
.
แต่ถ้าเรามองถึงแง่มุม “การพัฒนาตัวเอง”
(รวมถึง “การรู้จักตัวเอง”)
ที่แฝงอยู่ในกระบวนการเขียน
เราจะไม่อยาก “ละทิ้ง” การเขียนด้วยตัวเองโดยสมบูรณ์
(แม้เราจะมีการใช้ AI ช่วยเขียนก็ตาม)
.
อ้างอิง
เวลาที่เราเห็นคนใกล้ตัวกำลังลำบาก
(เช่น เห็นลูกสับสนกับการบ้าน
เห็นแฟนขัดแย้งกับพี่ของแฟน)
ความเป็นห่วงที่เรามีให้กับเขา
ส่งผลให้เราไม่สามารถอยู่นิ่งได้
.
เราอยากที่จะทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ชีวิตเขาดีขึ้น
.
เราเลยเข้าไปให้คำแนะนำก่อนที่เขาจะเอ่ยปากร้องขอ
เราเลยก้าวเข้าไปป้องกันไม่ให้เขา “ทำพลาด”
.
การกระทำของเรามาจากความหวังดีก็จริง
.
แต่บางครั้ง ความหวังดีของเรา
ก็กำลังสื่อสารกับคนใกล้ตัว (แบบอ้อมๆ) ว่า
.
“เธอรับมือกับสถานการณ์นี้ด้วยตัวคนเดียวไม่ได้หรอก”
“ฉันรู้ดีว่าอะไรคือสิ่งที่ดีกับชีวิตเธอ (รู้ดีกว่าตัวเธอเองด้วย)”
.
สิ่งนี้จะค่อยๆกัดเซาะความมั่นใจของเขา
และทำให้ใจเราห่างกันโดยที่เราเองก็อาจจะไม่ทันรู้ตัว
.
หากเราหวังดีกับคนใกล้ตัวของเราจริงๆ
ความหวังดีนั้นไม่ควรที่จะ “ขัดแข้งขัดขา” ของเขา
.
หากเราหวังดีกับคนใกล้ตัวของเราจริงๆ
เราจะคอยอยู่เคียงข้างเขาเวลาที่เขาพยายามเดินด้วยตัวเอง
เราจะรับฟังเขาก่อนที่จะเข้าไปแก้ปัญหาให้เขา
เราจะวางใจว่าเขาจะเผชิญหน้ากับอุปสรรคและผ่านมันไปได้
.
หากเราหวังดีกับคนใกล้ตัวของเราจริงๆ
เราจะไม่ “ชี้ชะตา” ชีวิตของเขา
แต่เราจะเชื่อมั่นว่าเขาเข้มแข็งพอ
ที่จะ “เขียนชะตา” ชีวิตของเขาเองได้ครับ
.
อ้างอิง
คุณเป็นคนที่ช่วยคนอื่นบ่อยจนตัวเองหมดแรงเองไหมครับ?
.
ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่มีคนมาขอให้คุณช่วยงาน คุณก็จะตอบตกลง ทั้งๆที่งานของคุณเองก็ล้นมืออยู่แล้ว เป็นต้น
.
หลายคนเป็นแบบนั้นครับ - พวกเขาตามใจคนอื่นจนอาจถึงขั้น “เบียดเบียน” ตัวเอง
.
ทางออกที่จะช่วยให้พวกเขาหยุดการ “เบียดเบียน” ตัวเองได้คือการเรียนรู้ที่จะ “ขีดเส้น” ในความสัมพันธ์ให้มากขึ้น
.
ยกตัวอย่างเช่น ต่อให้จะมีคนมาขอให้พวกเขาช่วยงาน พวกเขาก็จะไม่ตอบตกลงจนกว่าพวกเขาจะทำงานของตัวเองเสร็จหมดแล้ว เป็นต้น
.
สำหรับบางคน พอเขาเริ่มต้น “ขีดเส้น” แล้ว เขาก็จะ “ขีดเส้น” หนาทึบมาก – มากจนคนอื่นๆไม่สามารถ “เข้าถึง” ได้แม้แต่นิดเดียว
.
เรียกได้ว่า หากจะเปรียบเขาเป็นบ้านสักหลัง เขาก็จะเป็นบ้านที่มี “กำแพง” หนาๆล้อมรอบบ้านไปหมด
.
ตอนแรกๆ เราอาจจะชอบ “กำแพง” นี้นะครับ เพราะมันช่วยให้บรรยากาศภายในบ้านเงียบสงบ
.
แต่พอวันเวลาผ่านไป บ้านที่ไม่มีเสียงหัวเราะหรือเสียงพูดคุยของผู้คนเลยนั้น มันก็เป็นอะไรที่เหงาและโดดเดี่ยวอยู่เหมือนกัน
.
ซึ่งแน่นอนครับว่า นี่ไม่ใช่เรื่องดี
.
แล้วทางออกคืออะไรกัน? เขาควรที่จะทุบ “กำแพง” ทิ้งและกลับไป “เบียดเบียน” ตัวอย่างอย่างนั้นหรือ?
.
แน่นอนครับว่านั่นไม่ใช่ทางออก
.
เพราะหากเราทำเช่นนั้น บ้านเราก็จะกลายเป็น “พื้นที่สาธารณะ” ที่ใครๆก็สามารถเข้ามาได้ทุกเมื่อ
.
ซึ่งบ้านที่เป็น “พื้นที่สาธารณะ” มันก็จะไม่ใช่บ้านอีกต่อไป
.
ทางออกที่ดีกว่าก็คือ เราจะต้องเพิ่ม “ประตู” เข้าไปใน “กำแพง” ครับ
.
ทางออกนี้จะทำให้บ้านยังไม่ใช่ “พื้นที่สาธารณะ” และในขณะเดียวกัน ผู้คนก็ยังสามารถ “เข้าถึง” เจ้าของบ้านได้อยู่ (โดยที่เจ้าของบ้านสามารถเลือกได้ว่าจะ “เปิดประตู” ให้ใครเข้ามา และเข้ามาได้เมื่อไหร่)
.
เพราะในที่สุดแล้ว “กำแพง” ที่ดีจำเป็นต้องมี “ประตู” ครับ ไม่อย่างนั้นบ้านของเราจะกลายเป็นบ้านที่ “ปิดตาย”
.
บ้านที่ “ปิดตาย” อาจจะปลอดภัยก็จริง แต่มันจะไม่มีทางเป็นบ้านที่อบอุ่นได้เลยครับ
.
อ้างอิง
คุณเป็น “พนักงานดับเพลิง” ประจำองค์กรหรือเปล่าครับ?
.
คนที่เป็น “พนักงานดับเพลิง” ประจำองค์กรคือคนที่ทุกคนจะนึกถึงเวลาที่พวกเขาเจอปัญหาในการทำงาน
.
เพราะไม่ว่าปัญหานั้นจะเป็นอะไร คุณก็จะ “ดับไฟ” ปัญหาดังกล่าวได้เสมอ
.
คุณอาจจะเป็นคนที่ “ขาดไม่ได้” ในองค์กร แต่ในขณะเดียวกัน ชีวิตการทำงานของคุณกลับไม่ค่อยก้าวหน้าไปไหน
.
เพราะผู้คนในองค์กรมองเห็นว่า “ไฟ” ถูกดับ แต่มักจะมองไม่เห็นตัว “พนักงานดับเพลิง”
.
หรือต่อให้ผู้คนจะมองเห็น “พนักงานดับเพลิง” แต่พวกเขาก็อาจจะมี “ภาพจำ” ว่าคุณคือ “นักแก้ปัญหา” (ไม่ใช่ “ผู้นำ” ที่จะพาองค์กรเติบโต)
.
ยิ่งไปกว่านั้น พอคุณใช้เวลา “ดับไฟ” ให้คนอื่นมากๆเข้า มันก็อาจทำให้ตัวคุณมีเวลาในการทำงานของคุณเองน้อยลง และทำให้คุณกลายเป็นคนที่ “ดับไฟ” เก่งแต่ “ไร้ผลงาน” ซะอย่างงั้น
.
ทั้งหมดนี้ส่งผลให้คุณถูกมองข้ามเวลาที่มีการ promote คนในองค์กรอยู่เรื่อยไป
.
แต่ถ้าคุณไม่อยากถูกมองข้ามแบบนี้อีกต่อไปล่ะ? มีอะไรที่คุณพอจะทำได้ไหม?
.
มีครับ!
.
.
.
# 1 คุณจะต้องปฏิเสธและให้คนอื่นเรียนรู้ที่จะ “ดับไฟ” ของพวกเขาเองบ้าง ไม่อย่างนั้น คุณจะกลายเป็น “พนักงานดับเพลิงที่ไร้ผลงาน” ต่อไปเรื่อยๆ
.
# 2 คุณจะต้องแสดง “ความเป็นผู้นำ” ให้คนอื่นเห็นด้วยการกระจายงานให้คนอื่น สอนงานให้คนอื่น (ทั้งงานประเภท “ดับไฟ” และงานประเภทอื่นๆ) เพราะนอกจากการทำเช่นนี้จะช่วยให้คนอื่นเห็น “ความเป็นผู้นำ” ของคุณแล้ว มันยังช่วยให้คุณมี “ลูกทีม” ที่พร้อมสนับสนุนคุณในช่วงเวลาที่มีการตัดสินใจ promote คนอีกด้วย
.
# 3 คุณไม่จำเป็นต้องโอ้อวด “ไฟ” ที่คุณดับได้หรือผลงานที่คุณทำสำเร็จ แต่คุณจำเป็นต้องสื่อสาร impact ที่คุณมีให้คนอื่นรับรู้ (พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ อย่าปิดทองหลังพระเงียบๆเพียงอย่างเดียว) เพราะในหลายๆครั้ง คนอื่น (โดยเฉพาะคนที่อยู่ในตำแหน่งผู้บริหารสูงๆ) เขาไม่ได้มีเวลาหรือพลังงานมากพอที่จะมองเห็น impact ของคุณด้วยตาของเขาเองเสมอไป
.
.
.
ผมหวังว่าเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่ผมนำเสนอในวันนี้จะเป็นประโยชน์กับ “พนักงานดับเพลิง” ทุกๆคนนะครับ
.
อ้างอิง
คุณเคยทำงานเสร็จแต่ก็ยังไม่ส่งงานนั้นออกไป
เพราะคุณอยากที่จะ “ตรวจเช็ค” งานดังกล่าวก่อนไหมครับ?
.
การทำแบบนี้ถือเป็นเรื่องดีนะครับ
เพราะมันสะท้อนถึงความรอบคอบในการทำงาน
.
แต่ถ้าเราไม่เพียงแค่หยิบงานมา “ตรวจเช็ค” 1 รอบล่ะ?
ถ้าเราหยิบงานมา “ตรวจเช็ค” 2 รอบ…3 รอบ…5 รอบ…10 รอบ…20 รอบล่ะ?
.
เราจะยังเรียกสิ่งนี้ว่า “ความรอบคอบ” อยู่ไหม?
หรือมันคือความกลัวที่จะ “ก้าวต่อไป” มากกว่า?
.
วิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เราแยกความแตกต่าง
ระหว่าง “ความรอบคอบ” ที่แท้จริงกับ
ความกลัวที่ปลอมตัวเป็น “ความรอบคอบ”
คือผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเราครับ
.
ถ้า “ความรอบคอบ” ที่เราเจออยู่
มันช่วยให้เรา “ก้าวต่อไป” ได้อย่างมั่นคง
(ไม่ใช่ “ย่ำอยู่กับที่”)
นั่นคือ “ความรอบคอบ” ที่แท้จริง
.
แต่ถ้า “ความรอบคอบ” ที่เราเจออยู่
มันส่งผลให้เรา “ย่ำอยู่กับที่”
(ไม่ได้ “ก้าวต่อไป” อย่างมั่นคง)
นั่นอาจเป็น “ความรอบคอบ” ตัวปลอม…ก็เป็นได้
.
ฉะนั้น
ครั้งต่อไปที่เรา “ตรวจเช็ค” งานของเรา
เราอย่าลืมถามตัวเองด้วยนะครับว่า
.
“ที่ฉันกำลังเช็คงานอยู่ตอนนี้
มันกำลังช่วยให้ฉันเดินต่อไปข้างหน้า
หรือรากงอกอยู่กับที่กันนะ?”
.
บางครั้ง พอเราได้ตั้งคำถามนี้กับตัวเอง
เราก็อาจจะพบว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้ในตอนนี้
ไม่ใช่การ “ตรวจเช็ค” รอบที่ 21
แต่มันคือการไว้วางใจในตัวเรามากพอ
ที่จะส่งงานนั้นออกไปมากกว่าครับ
.
อ้างอิง
เคยไหมครับ?
.
เราเขียนอีเมลเสร็จแล้ว
แต่เราก็ยังไม่ส่งอีเมลนั้นออกไป
เพราะเรามองว่าเนื้อหามันยัง “ไม่โดน”?
.
เคยไหมครับ?
.
เราเจอโอกาสในการทำงานที่ดีมากๆ
แต่เราก็เลือกที่จะปฏิเสธมันไป
เพราะเรามองว่าตัวเองยังไม่พร้อม
ที่จะทำงานดังกล่าวได้ดีแบบเป๊ะๆ?
.
เคยไหมครับ?
.
คนที่เราแอบชอบเขาอยากรู้จักเรามากขึ้น
แต่เราก็ไม่ยอมเปิดช่องให้เขา
เพราะเรามองว่าตัวเองไม่สามารถ
ที่จะเป็นแฟนที่เพียบพร้อมให้เขาได้?
.
ทั้งหมดที่ผมหยิบมาเล่าให้ฟังในข้างต้น
มันคือความเป็น perfectionist
.
ซึ่งเจ้าความเป็น perfectionist นี้
มันมักจะ “ปลอมตัว” มาในรูปแบบของการมีมาตรฐานสูง
.
แต่ในความเป็นจริงแล้ว
ธรรมชาติของความเป็น perfectionist คือความกลัว
.
กลัวว่าจะล้มเหลว
กลัวว่าจะถูกตัดสิน
กลัวว่าจะ “ดีไม่พอ”
.
หากเราปล่อยให้ความกลัวนี้ครอบงำ
เราก็จะผัดผ่อนการใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ
.
หนทางที่จะช่วยให้เราเป็นอิสระ
จากความกลัวลักษณะนี้
คือการต้อนรับคำว่า “ดีพอ” เข้ามาในชีวิต
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เนื้อหาในอีเมลไม่จำเป็นต้อง “โดน”
ขอแค่มัน “ดีพอ” ก็พอแล้ว
.
เราไม่จำเป็นต้องทำงานได้ดีแบบเป๊ะๆ
ขอแค่เราทำงานได้ “ดีพอ” ก็พอแล้ว
.
เราไม่จำเป็นต้องเป็นแฟนที่เพียงพร้อม
ขอแค่เราเป็นแฟนที่ “ดีพอ” ก็พอแล้ว
.
เป็นต้น
.
ฉะนั้น เรามาเริ่มต้อนรับ “ดีพอ” เข้ามาในชีวิต (อย่างน้อยสัก 1 เรื่อง) กันเถอะครับ
.
อ้างอิง
ตอนที่ผมยังเป็นนิสิตนักศึกษา
“เคล็ดลับ” การสอบของเพื่อนๆ
(รวมถึงรุ่นน้องและรุ่นพี่) หลายคน
คือการหา “เสื้อสีมงคล” มาใส่ในวันสอบ
.
อันที่จริง เพื่อนของผมบางคน (ที่สนิทกับอาจารย์บางท่าน)
ถึงกับนัดแนะกับอาจารย์ล่วงหน้าเพื่อขอให้อาจารย์
ใส่เสื้อสีเดียวกันกับเจ้าตัวในวันสอบเสียด้วย!
.
สำหรับคนที่ไม่เชื่อในเรื่อง “สีมงคล”
สิ่งที่ผมเล่าให้ฟังในข้างต้นอาจจะดูน่าหัวเราะนะครับ
.
แต่สำหรับคนที่เชื่อในเรื่อง “สีมงคล”
(หรือแม้กระทั่งสำหรับคนที่ไม่ได้เชื่อเรื่องนี้จริงๆจังๆ)
การทำแบบนี้มันช่วยให้พวกเขารู้สึกมีกำลังใจ
.
ซึ่งแน่นอนครับว่า
การเข้าห้องสอบด้วยกำลังใจที่เต็มเปี่ยม
มันย่อมดีกว่าการเข้าห้องสอบด้วยใจที่สั่นกลัว
.
ฉะนั้น
แม้บางคนอาจมองว่านี่คือความเชื่อที่ “งมงาย”
แต่สำหรับคนที่เชื่อใน “สีมงคล” แล้ว
ความเชื่อที่ “งมงาย” นี้มันเป็นประโยชน์กับพวกเขา
.
แต่ถึงกระนั้น บางคนก็จะเกิดคำถามตามมาว่า
ประโยชน์ที่ได้จากความเชื่อที่ “งมงาย” นี้
มันคุ้มค่ากับโทษของความเชื่อดังกล่าวหรือ?
.
เพราะถ้าเรายึดถือในเรื่อง “สีมงคล” อย่างเข้มข้น
มันอาจทำให้เราไม่ “ลงแรง” กับการอ่านหนังสือสอบ
และพึ่งพาแต่การใส่ “เสื้อสีมงคล” เพียงอย่างเดียวได้
.
สำหรับตัวผมเองนั้น
ผมมองว่าความเชื่อที่ “งมงาย”
อย่างเรื่อง “สีมงคล” นี้ยังสามารถ
เป็นประโยชน์มากกว่าโทษได้อยู่ครับ
.
…ตราบใดที่เราใช้ความเชื่อนี้อย่างมีสติ
…ตราบใดที่เราใช้ความเชื่อนี้เป็น “เทคนิค” ช่วยทำใจให้สงบ
…ตราบใดที่เราเข้าใจว่าเรายังต้อง “ลงแรง” ด้วยตัวเองอยู่
.
แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เรายึดความเชื่อดังกล่าวอย่างเหนียวแน่นไร้สติ
ความเชื่อดังกล่าวก็จะกลายเป็น “กรงขัง” มากกว่า “กำลังใจ” ได้ครับ
.
อ้างอิง
เคยรู้สึกไหมครับว่า ยิ่งเราอายุมากขึ้น
“นาฬิกาชีวิต” ของเราก็ยิ่งดูจะวิ่งเร็วขึ้น?
.
มันแอบรู้สึกน่าใจหายอยู่เหมือนกันนะครับ
.
อย่างไรก็ตาม วันนี้ ผมมีข่าวดี
.
ผมมีวิธีที่จะช่วยให้เราชะลอ
ความเร็วของ “นาฬิกาชีวิต” เราลงได้ครับ
.
.
.
# 1 ลดการไถมือถือ
.
ผมไม่ได้ต้องการจะสื่อว่า
เราควรหยุดใช้โทรศัพท์มือถือนะครับ
.
อย่างไรก็ตาม หากเราต้องการจะ
ชะลอ “นาฬิกาชีวิต” ของเราลง
เราไม่ควรหยิบมือถือมาไถ
โซเชียลเล่นบ่อยเกินไปนัก
.
เพราะการทำแบบนั้น
มันมีแนวโน้มที่จะกินเวลาในชีวิตเรา
นานเกินกว่าที่เราคาด
.
(เช่น ตอนแรก เราคิดจะไถมือถือเล่นสัก 10 นาที
แต่พอรู้ตัวอีกที เราไถมือถือเล่นไปแล้ว 2 ชั่วโมง)
.
นอกจากนี้ ช่วงเวลาที่เราไถโซเชียลนั้น
มันยังถือเป็นช่วงเวลาที่เราใช้ไปกับ
การมองดูชีวิตคนอื่น (แทนที่จะใช้ชีวิตของเราเอง) อีกด้วย
.
# 2 พาตัวเองไปทำสิ่งที่ไม่คุ้นเคย
.
ยกตัวอย่างเช่น
การเล่นกีฬาที่ไม่เคยเล่นมาก่อน
การไปเที่ยวในที่ที่ไม่เคยไปมาก่อน
การพูดคุยกับคนที่ไม่เคยคุยด้วยมาก่อน
การเรียนรู้ภาษาที่ไม่เคยใช้มาก่อน
เป็นต้น
.
เพราะเวลาที่เราทำสิ่งที่ไม่คุ้นเคย
มันเป็นการบังคับให้สมองเรา
มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
ส่งผลให้ “นาฬิกาชีวิต” ของเราชะลอตัวลงตามลำดับ
.
# 3 ทำสิ่งที่น่าสนใจและท้าทาย
.
เพราะเวลาที่เรากำลังทำสิ่งที่น่าสนใจ
(ไม่น่าเบื่อ) และท้าทาย (ไม่ง่ายเกินไป) สำหรับเรา
ใจเราจะจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้นแบบ “ดำดิ่ง”
จนทำให้เรา “ลืมหิว” หรือ “ลืมว่าตัวเองอยู่ที่ไหน” ได้
.
มันทำให้เรารู้สึกราวกับว่า
เวลาแต่ละนาทีที่ผ่านพ้นไป
มันเต็มไปด้วยความ “เข้มข้น” มากขึ้น
เมื่อเทียบกับกรณีที่เราทำสิ่งที่
น่าเบื่อหรือง่ายเกินไปสำหรับเรา
.
(มันคล้ายๆกับเวลาที่เราดื่มกาแฟ 2 แก้ว
โดยที่กาแฟแก้วแรกคือกาแฟดำ
ส่วนกาแฟแก้วที่สองคือน้ำเปล่ากลิ่นกาแฟเลยครับ
เราดื่มเครื่องดื่ม 1 แก้วเหมือนกัน
แต่แก้วแรกให้ความรู้สึกเข้มข้นมากกว่า
กาแฟที่สองอย่างเทียบไม่ติดเลยครับ)
.
.
.
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า
สิ่งที่ผมหยิบมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้
จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกๆคน
ที่อยากจะทำอะไรบางอย่างกับ
“นาฬิกาชีวิต” ของตัวเองนะครับ
.
อ้างอิง

เวลาที่คนใกล้ตัวทำ “สิ่งไม่ดี” กับเรา
(เช่น แฟนตอบข้อความช้า
น้องไม่พูดขอบคุณหลังจากที่เราเพิ่งให้ความช่วยเหลือ
เพื่อนสนิทเปลี่ยนเวลานัดหมายกะทันหัน)
มันปกติมากๆครับที่เราจะรู้สึกไม่โอเค
.
ถ้า “สิ่งไม่ดี” นั้นเป็นเรื่อง “เล็กน้อย”
ความไม่โอเคของเราก็จะอยู่ในระดับที่ “เล็กน้อย”
.
แต่ถ้า “สิ่งไม่ดี” นั้นเป็นเรื่อง “ใหญ่โต”
ความไม่โอเคของเราก็จะอยู่ในระดับที่ “ใหญ่โต”
.
แล้วถ้า “สิ่งไม่ดี” นั้นเป็นเรื่อง “เล็กน้อย”
แต่ความไม่โอเคของเราอยู่ในระดับที่ “ใหญ่โต” ล่ะ?
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
แฟนมีสีหน้าไม่ดีและบอกเราว่า
“เดี๋ยวฉันขอเวลาอยู่คนเดียวสักหน่อยนะ”
.
เราฟังคำพูดของแฟนและรู้สึกกลัวจนใจสั่น
เพราะในใจเราเกิดความคิดผุดขึ้นมาว่า
“เดี๋ยวแฟนจะต้องเลิกกับฉันแน่ๆเลย”
.
เป็นต้น
.
เพราะอะไรความไม่โอเคของเราถึงอยู่ในระดับที่ “ใหญ่โต” ได้
ทั้งๆที่ “สิ่งไม่ดี” ที่เกิดขึ้นมันแค่ “เล็กน้อย” เท่านั้น?
.
เหตุผลที่เป็นไปได้ข้อหนึ่งก็คือ
เพราะ “สิ่งไม่ดี” ที่ “เล็กน้อย” นั้น
มันมี “กลิ่นอาย” คลับคล้ายคลับคลา
กับ “สิ่งไม่ดี” ขนาด “ใหญ่โต” ที่เคยเกิดขึ้นกับเราในอดีต
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
แฟนเก่าของเราเคย “ขอเวลาอยู่คนเดียว” มาก่อน
และหลังจากนั้นไม่นาน
แฟนเก่าก็เลิกกับเราโดยไม่บอกกล่าวเราแม้แต่คำเดียว
ส่งผลให้เรารู้สึกกลัวขึ้นมาเมื่อแฟนปัจจุบัน “ขอเวลาอยู่คนเดียว” บ้าง
.
เป็นต้น
.
ฉะนั้น สำหรับกรณีแบบนี้
การรับมือกับความไม่โอเคที่ “ใหญ่โต” ได้อย่าง “ตรงจุด”
จะไม่ใช่การจัดการกับสถานการณ์ตรงหน้าในปัจจุบัน
(เช่น การยื้อไม่ให้แฟนได้มีเวลาอยู่คนเดียว)
แต่จะเป็นการสำรวจตัวเองเพื่อทำความเข้าใจว่า
ความไม่โอเคที่ “ใหญ่โต” นี้มี “ที่มา” จากไหนมากกว่า
(เช่น เหตุการณ์ที่เลิกรากับแฟนเก่า)
.
เพราะถ้าเราเข้าใจ “ที่มา” ของความไม่โอเคที่ “ใหญ่โต” นี้ได้
การดึงตัวเองกลับมา “อยู่กับปัจจุบัน” ก็จะทำได้ง่ายขึ้น
(เช่น “แฟนคนนี้ไม่ใช่แฟนเก่านะ”)
ส่งผลให้ความไม่โอเคที่ “ใหญ่โต” นั้นลดระดับลงมา
สอดคล้องกับ “สิ่งไม่ดี” ที่เกิดขึ้นตรงหน้ามากขึ้นนั่นเองครับ
(เช่น ไม่ได้รู้สึกกลัวจนใจสั่นเมื่อแฟนอยากมีเวลาอยู่ตัวคนเดียว)
.
อ้างอิง

เวลาที่เราเห็นใครสักคน
ที่พยายามทำอะไรบางอย่าง
(เช่น เรียนภาษาจีน)
และล้มเลิกสิ่งนั้นในเวลาต่อมา
.
มันเป็นภาพลักษณ์ที่ดูไม่ดีเท่าไหร่นัก
.
เพราะมันดูเหมือนกับว่า
คนๆนั้นเขา “ขี้แพ้” หรือ “ไร้ความอดทน”
.
แต่ในความเป็นจริง
การตัดสินใจที่จะล้มเลิกอะไรบางอย่าง
ใช่ว่าจะเป็นการตัดสินใจที่ “เลวร้าย” เสมอไป
.
ลองนึกถึงกรณีต่อไปนี้ดูก็ได้ครับ…
.
สมมตินะครับว่าเรามีแฟน
และแฟนก็ทำร้ายร่างกายเรามาโดยตลอด
.
ซึ่งที่ผ่านมา เราเลือกที่จะอยู่ต่อในความสัมพันธ์นี้
เพราะเราไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเรา “ล้มเหลวในความรัก”
.
หากวันหนึ่ง เราตัดสินใจที่จะเดินออกมาจากความสัมพันธ์นั้น
มันจะเป็นการตัดสินใจที่ “เลวร้าย” หรือไม่?
.
ไม่เลยครับ!
.
อันที่จริง หลายคนอาจมองว่า
เราควรเดินออกมาจากความสัมพันธ์ดังกล่าวให้เร็วกว่านี้เสียอีก!
.
เราจะเห็นได้จากตัวอย่างในข้างต้นว่า
สมการ “ล้มเลิก = ขี้แพ้, เลวร้าย, ไม่อดทน”
ไม่ใช่สมการที่เป็นจริงเสมอไป
.
เพราะการที่เราล้มเลิกมันอาจสะท้อนถึง
การที่เรากล้าเผชิญหน้ากับความจริงว่า
“สิ่งนี้ไม่ได้เหมาะกับฉันอีกต่อไปแล้ว”
.
ยิ่งไปกว่านั้น
การที่เราล้มเลิกยังอาจสะท้อนถึงความถ่อมตัวอีกด้วย
(เพราะเรายอมรับว่าเรามีเวลาและพลังงานจำกัด
ส่งผลให้เราขอเลือกใช้มันกับสิ่งที่มีค่าจริงๆเท่านั้น)
.
ดังนั้น หากเรากำลังคิดที่จะล้มเลิกอะไรบางอย่างอยู่ล่ะก็ เราอาจลองถามตัวเองดูครับว่า…
.
ฉันยังอยากทำสิ่งนี้อยู่จริงๆไหม?
ที่ฉันยังทำสิ่งนี้อยู่เพราะฉันกลัวว่าคนอื่นจะมองฉันไม่ดีหรือเปล่า?
ถ้าฉันหยุดทำสิ่งนี้ ฉันจะได้อะไรกลับคืนมาบ้าง?
.
ผมเชื่อว่าการตั้งคำถามเหล่านี้กับตัวเองจะช่วยให้การล้มเลิกของเราไม่ใช่การล้มเลิกที่ตรงกับสมการ “ล้มเลิก = ขี้แพ้, เลวร้าย, ไม่อดทน” แน่นอนครับ!
.
อ้างอิง
Annie Duke – Quit: The Power of Knowing When to Walk Away (2022)
#จิตวิทยา #siamstr
ถ้าเราพูดถึงจังหวะ “ระเบิดลง” ภายในความสัมพันธ์
(เช่น ลูกร้องไห้งอแงที่เราไม่อนุญาตให้เล่นเกมเกิน 2 ทุ่ม
แฟนงอนเพราะเราลืมวันเกิดของแฟน
เพื่อนโกรธที่เรามาสาย 30 นาที เป็นต้น)
.
บางครั้ง จังหวะ “ระเบิดลง” ก็เกิดขึ้นแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
แต่บ่อยครั้ง จังหวะ “ระเบิดลง” เป็นสิ่งที่เราพอจะมองเห็นล่วงหน้า
.
ในกรณีที่เราพอจะมองเห็นล่วงหน้านั้น
เราได้ลงมือทำอะไรหลังจากที่เรามองเห็นบ้าง?
.
หลายคนตัดสินใจที่จะไม่ได้ทำอะไรเพราะพวกเขามองว่า “มันยังไม่ถึงเวลา”
.
อันที่จริง หลายคนแอบหวังอยู่ในใจว่า
หากพวกเขาเลือกที่จะอยู่เงียบๆ
จังหวะ “ระเบิดลง” อาจไม่เกิดขึ้นอย่างที่พวกเขาคาดก็ได้
.
แต่ในความเป็นจริงนั้น
หากพวกเขาเลือกที่จะลงมือทำอะไรบางอย่าง
ในช่วงเวลาก่อน “ระเบิดลง”
มันมีโอกาสสูงมากๆเลยครับ
ที่สถานการณ์จะ “ผ่อนหนักเป็นเบา” ได้
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
การพูดกับลูกว่า…
.
“เดี๋ยวอีก 1 ชั่วโมง เวลาก็จะถึง 2 ทุ่มแล้ว
แม่รู้ว่าลูกอยากที่จะเล่นเกมนานกว่านี้
แต่ในเมื่อเราตกลงกันแล้วว่าเราจะไม่เล่นเกมหลัง 2 ทุ่ม
ดังนั้น ถ้าเวลาถึง 2 ทุ่มเมื่อไหร่
แม่ก็จะบอกให้ลูกหยุดเล่นเกมนะ
.
ซึ่งตอนที่แม่บอกให้ลูกหยุดเล่นเกมนั้น
ลูกก็อาจจะรู้สึกไม่พอใจ
และอาจจะส่งเสียงดังหรือขว้างปาสิ่งของ
(เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต)
.
ซึ่งหากมันเป็นแบบนั้นขึ้นมาจริงๆ
แม่เองก็คงจะไม่พอใจและเริ่มเสียงดังกับลูกเหมือนกัน
.
สำหรับวันนี้
แม่ไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยแบบนั้นอีก
แม่เลยอยากจะมาคุยกับลูกว่า
เราจะป้องกันไม่ให้เหตุการณ์บานปลายได้ยังไงบ้าง
.
เป็นต้น
.
เพราะในช่วงเวลาก่อน “ระเบิดลง” นั้น
มันคือช่วงเวลาที่อารมณ์ความรู้สึกยังไม่เข้มข้น
มันคือช่วงเวลาที่คนเรายังสามารถรับฟังกันได้อยู่
.
ฉะนั้น เราอย่าปล่อยให้ช่วงเวลา “นาทีทอง”
ผ่านพ้นไปโดยไม่ได้ take action ใดใดเลยครับ
.
อ้างอิง
ทุกวันนี้ หลายคนรู้สึกว่า
ชีวิตของพวกเขาเป็นเหมือนกับ
การล่องเรือลำเล็กๆอยู่กลางมหาสมุทร
.
หากคลื่นลมทะเลต้องการจะพัด
ให้เรือของพวกเขาลอยไปทางซ้าย
เรือของพวกเขาก็จะลอยไปทางซ้าย
.
หากคลื่นลมทะเลต้องการจะพัด
ให้เรือของพวกเขาลอยไปทางขวา
เรือของพวกเขาก็จะลอยไปทางขวา
.
หากคลื่นลมทะเลเกิดปั่นป่วนขึ้นมา
เรือของพวกเขาก็พร้อมที่จะคว่ำได้เสมอ
.
และไม่ว่าพวกเขาจะพยายามแค่ไหน
พวกเขาก็ควบคุมคลื่นลมทะเลที่พวกเขาเจอไม่ได้เสียที
.
มันทำให้พวกเขาหมดแรงใจที่จะ “ลุยต่อ” กับการเดินทางบนมหาสมุทรชีวิตแห่งนี้
.
แต่ข่าวดีก็คือ
แม้พวกเขาจะไม่สามารถควบคุม
คลื่นลมทะเลที่พวกเขาเจอได้
.
แต่พวกเขาสามารถจับไม้พายให้มั่นคง
ปรับองศาใบเรือให้เหมาะสม
และครองสติตัวเองให้นิ่งท่ามกลางคลื่นลมที่ปั่นป่วนได้!
.
มันคือการหยุดนิ่งสักครู่
เวลาเผชิญกับเหตุการณ์ที่เลวร้าย
.
มันคือการเลือกคำพูดอย่างระมัดระวัง
ในช่วงเวลาที่ใจอยากกรีดร้อง
.
มันคือการเท่าทันความคิดตัวเอง
ก่อนที่มันจะเหนี่ยวนำให้เราทำสิ่งที่เราจะเสียใจในภายหลัง
.
แน่นอนครับว่าการให้ความสำคัญกับ
“คนบนเรือ” มากกว่า “คลื่นลมทะเล”
มันอาจจะไม่ได้ช่วยให้การเดินทาง
บนมหาสมุทรชีวิตราบรื่นแบบ 100% ก็จริง
.
แต่มันก็เป็นทางเลือกที่ดีกว่า
การให้ความสำคัญกับ “คลื่นลมทะเล”
ที่เราควบคุมไม่ได้เยอะเลยครับ
.
อ้างอิง
หลายคนรู้สึกผิดที่ตัวเองคิดถึงแฟนเก่า
.
ยิ่งถ้าพวกเขามีแฟนใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว
พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกผิดเวลาที่มี
ความคิดเกี่ยวกับแฟนเก่าปรากฏขึ้นมาในใจ
.
เพราะพวกเขามองว่าการนึกถึงแฟนเก่านั้น
มันสะท้อนว่าพวกเขา “มีปัญหา” หรือ “ยัง move on ไม่ได้”
.
แต่ในความเป็นจริงแล้ว
หลายคนที่นึกถึงแฟนเก่า
ก็ค่อนข้างชัดเจนเลยนะครับว่า
ต่อให้พวกเขาสามารถที่จะ
กลับไปคบกับแฟนเก่าได้ในวันนี้
พวกเขาก็จะไม่ไปอยู่ดี
.
แต่ถึงกระนั้น ในบางเวลา
ในใจพวกเขาก็ยังคงมีภาพ
ของแฟนเก่าโผล่ขึ้นมาได้!
.
มันเป็นเพราะอะไรกัน?
.
สาเหตุที่เป็นไปได้ข้อหนึ่งก็คือ
พวกเขาไม่เชิงว่าคิดถึงแฟนเก่าหรอกครับ
.
แต่พวกเขาคิดถึงตัวเองในตอนนั้นมากกว่า
.
เพราะตัวพวกเขาในตอนนั้นมีบางอย่างที่พวกเขาไม่มีในทุกวันนี้
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
ตัวพวกเขาในตอนนั้น…
…มีคนที่พึ่งพาพวกเขาอยู่ ทำให้พวกเขารู้สึกมีค่า
…มีคนที่พวกเขารู้สึกปลอดภัยที่จะแบ่งปันเรื่องราวที่น่าอับอายได้
…มีความเชื่อมั่นว่าไม่มีอะไรที่พวกเขาทำไม่ได้
.
เป็นต้น
.
ดังนั้น หากพวกเขาไม่รีบ “ปัดตก” ความคิดถึงแฟนเก่า
และเริ่มต้นหยิบความรู้สึกดังกล่าวมา “ดู” จริงๆจังๆ
พวกเขาก็อาจจะพบกับคำตอบที่ช่วยให้ชีวิต
ในปัจจุบันของพวกเขา “เต็มอิ่ม” มากขึ้นก็ได้
.
บางครั้ง
ความคิดถึงแฟนเก่าไม่ได้ “ชี้นำ” ให้เรากลับไปหาแฟนเก่าอีกครั้ง
แต่มันกำลังผลักดันให้เราหันมา “เจอตัวเอง” ให้มากขึ้น…ก็เป็นได้ครับ
.
อ้างอิง
“ฉันดีไม่พอ”
“ฉันโง่จริงๆที่พลาดง่ายๆแบบนั้น”
“ฉันเรื่องเยอะเกินไป”
.
คุณผู้อ่านคุ้นเคยกับประโยคเหล่านี้ไหมครับ?
.
มันคือเสียงของความรู้สึก “อับอาย” ที่ดังอยู่ภายในใจของหลายๆคน
.
…ซึ่งหลายคนก็เชื่อว่าเสียงเหล่านี้มันคือความจริง
.
พวกเขาเชื่อว่าตัวเองดีไม่พอจริงๆ
พวกเขาเชื่อว่าตัวเองโง่จริงๆ
พวกเขาเชื่อว่าตัวเองเรื่องเยอะเกินไปจริงๆ
.
ซึ่งหากเรามองในมุมหนึ่ง
การเชื่อคำพูดของความรู้สึก “อับอาย” ที่ดังอยู่ในใจเรานั้น
ก็สามารถเป็นประโยชน์กับเราได้เหมือนกันนะครับ
.
เพราะมันช่วยผลักดันให้เรา level up
และกลายเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ upgrade ขึ้นได้
.
แต่ในอีกด้านหนึ่ง
คำพูดของความรู้สึก “อับอาย” ในใจเรานั้น
ก็สามารถกลายเป็น “แส้” ที่เฆี่ยนตีเรา
และทำให้เราหมดแรงใจที่จะพัฒนาตัวเองได้
.
เท่านั้นยังไม่พอนะครับ
หลายครั้ง คำพูดของความรู้สึก “อับอาย”
ก็ใช่ว่าจะเป็นความจริงเสมอไปอีกด้วย
.
ด้วยเหตุนี้
หากเราได้ยินเสียงของความรู้สึก “อับอาย” ในอนาคต
คำถามสำคัญที่เราควรจะถามตัวเอง
ก่อนที่จะเชื่อในคำพูดของความ “อับอาย” นั้นก็คือ…
.
# 1 มันเป็นความจริงหรือไม่?
# 2 มันกำลังช่วยอุ้มชูให้เราเติบโตขึ้นหรือกำลังกดหัวเราจมดินกันแน่?
.
การหยุดตั้งคำถามกับตัวเองในลักษณะนี้
อาจจะดูเป็นการ “เสียเวลา” นะครับ
แต่ผมมองว่า หากเรา “เสียเวลา” เล็กน้อย
และมันช่วยให้เราหลบเลี่ยง “หลุมพราง” จากความรู้สึก “อับอาย” ได้
.
…มันก็ดูเป็นการ “เสียเวลา” ที่คุ้มค่าอยู่เหมือนกันครับ
.
อ้างอิง
Brown, B. (2012). Daring greatly: how the courage to be vulnerable transforms the way we live, love, parent, and lead. Gotham Books.
Gilbert, P. (2009). The Compassionate Mind: A New Approach to Life Challenges. London: Constable and Robinson Ltd.
#จิตวิทยา #siamstr
คู่รักจำนวนไม่น้อยพบว่า
หลังจากที่พวกเขาอยู่ด้วยกันมาสักระยะ
พวกเขายังคง “รัก” กันอยู่ก็จริง
แต่พวกเขาไม่ได้ “ชอบ” กันสักเท่าไหร่แล้ว
.
มันไม่ได้เป็นเพราะมีคนนอกใจ
มันไม่เป็นเพราะพวกเขาไม่แคร์กัน
แต่มันเป็นเพราะ “ความสนุก” แห้งเหือดไปจากชีวิตพวกเขา
.
ก่อนหน้านี้
พวกเขาอาจจะเคยหัวเราะด้วยกัน
เคยทำอะไร “บ้าๆบอๆ” ด้วยกัน
เคยยิง “มุกแป้ก” ใส่กันเป็นกระสุนปืนกล
.
แต่พอพวกเขาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันไปสักพัก
(โดยเฉพาะหากพวกเขาแต่งงานและมีลูกด้วยกัน)
“ภาระความรับผิดชอบ” ก็เริ่มมากขึ้นและ
เบียด “ความสนุก” กระเด็นออกไปจากความสัมพันธ์จนหมด
.
มันจึงทำให้คู่รักพูดคุยกันแต่เรื่อง
“ค่าน้ำค่าไฟ” “รับลูกจากโรงเรียน” “งานบ้าน” ฯลฯ
.
มันช่วยให้ความสัมพันธ์ก้าวต่อไปข้างหน้าได้ก็จริง
แต่มันเป็นการก้าวต่อไปแบบ “ไม่มีชีวิตชีวา”
.
นอกจากนี้ “ความสนุก” มันยังเป็นสิ่งที่สะท้อนว่า
ความสัมพันธ์นี้เป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ซึ่งพวกเขา
สามารถผ่อนคลายและเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่อีกด้วย
.
ฝรั่งเขามีคำพูดเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพกายว่า
An apple a day keeps a doctor away
(ทานแอปเปิ้ลวันละผล = ช่วยให้พ้นโรคภัย)
.
วันนี้ ผมจึงอยากนำเสนอคำพูดเกี่ยวกับ
การดูแลสุขภาพความสัมพันธ์ว่า
A laughter a day keeps a breakup away
(หัวเราะวันละรอบ = ช่วยให้พ้นการเลิกรา)
.
อ้างอิง
Gottman, J. (2000). The seven principles for making marriage work. Orion.