“ฉันดีไม่พอ”
“ฉันโง่จริงๆที่พลาดง่ายๆแบบนั้น”
“ฉันเรื่องเยอะเกินไป”
.
คุณผู้อ่านคุ้นเคยกับประโยคเหล่านี้ไหมครับ?
.
มันคือเสียงของความรู้สึก “อับอาย” ที่ดังอยู่ภายในใจของหลายๆคน
.
…ซึ่งหลายคนก็เชื่อว่าเสียงเหล่านี้มันคือความจริง
.
พวกเขาเชื่อว่าตัวเองดีไม่พอจริงๆ
พวกเขาเชื่อว่าตัวเองโง่จริงๆ
พวกเขาเชื่อว่าตัวเองเรื่องเยอะเกินไปจริงๆ
.
ซึ่งหากเรามองในมุมหนึ่ง
การเชื่อคำพูดของความรู้สึก “อับอาย” ที่ดังอยู่ในใจเรานั้น
ก็สามารถเป็นประโยชน์กับเราได้เหมือนกันนะครับ
.
เพราะมันช่วยผลักดันให้เรา level up
และกลายเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ upgrade ขึ้นได้
.
แต่ในอีกด้านหนึ่ง
คำพูดของความรู้สึก “อับอาย” ในใจเรานั้น
ก็สามารถกลายเป็น “แส้” ที่เฆี่ยนตีเรา
และทำให้เราหมดแรงใจที่จะพัฒนาตัวเองได้
.
เท่านั้นยังไม่พอนะครับ
หลายครั้ง คำพูดของความรู้สึก “อับอาย”
ก็ใช่ว่าจะเป็นความจริงเสมอไปอีกด้วย
.
ด้วยเหตุนี้
หากเราได้ยินเสียงของความรู้สึก “อับอาย” ในอนาคต
คำถามสำคัญที่เราควรจะถามตัวเอง
ก่อนที่จะเชื่อในคำพูดของความ “อับอาย” นั้นก็คือ…
.
# 1 มันเป็นความจริงหรือไม่?
# 2 มันกำลังช่วยอุ้มชูให้เราเติบโตขึ้นหรือกำลังกดหัวเราจมดินกันแน่?
.
การหยุดตั้งคำถามกับตัวเองในลักษณะนี้
อาจจะดูเป็นการ “เสียเวลา” นะครับ
แต่ผมมองว่า หากเรา “เสียเวลา” เล็กน้อย
และมันช่วยให้เราหลบเลี่ยง “หลุมพราง” จากความรู้สึก “อับอาย” ได้
.
…มันก็ดูเป็นการ “เสียเวลา” ที่คุ้มค่าอยู่เหมือนกันครับ
.
อ้างอิง
Brown, B. (2012). Daring greatly: how the courage to be vulnerable transforms the way we live, love, parent, and lead. Gotham Books.
Gilbert, P. (2009). The Compassionate Mind: A New Approach to Life Challenges. London: Constable and Robinson Ltd.
#จิตวิทยา #siamstr
Journaling Our Journey
npub1kmua...wk8n
ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ
“ฉันดีไม่พอ”
“ฉันโง่จริงๆที่พลาดง่ายๆแบบนั้น”
“ฉันเรื่องเยอะเกินไป”
.
คุณผู้อ่านคุ้นเคยกับประโยคเหล่านี้ไหมครับ?
.
มันคือเสียงของความรู้สึก “อับอาย” ที่ดังอยู่ภายในใจของหลายๆคน
.
…ซึ่งหลายคนก็เชื่อว่าเสียงเหล่านี้มันคือความจริง
.
พวกเขาเชื่อว่าตัวเองดีไม่พอจริงๆ
พวกเขาเชื่อว่าตัวเองโง่จริงๆ
พวกเขาเชื่อว่าตัวเองเรื่องเยอะเกินไปจริงๆ
.
ซึ่งหากเรามองในมุมหนึ่ง
การเชื่อคำพูดของความรู้สึก “อับอาย” ที่ดังอยู่ในใจเรานั้น
ก็สามารถเป็นประโยชน์กับเราได้เหมือนกันนะครับ
.
เพราะมันช่วยผลักดันให้เรา level up
และกลายเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ upgrade ขึ้นได้
.
แต่ในอีกด้านหนึ่ง
คำพูดของความรู้สึก “อับอาย” ในใจเรานั้น
ก็สามารถกลายเป็น “แส้” ที่เฆี่ยนตีเรา
และทำให้เราหมดแรงใจที่จะพัฒนาตัวเองได้
.
เท่านั้นยังไม่พอนะครับ
หลายครั้ง คำพูดของความรู้สึก “อับอาย”
ก็ใช่ว่าจะเป็นความจริงเสมอไปอีกด้วย
.
ด้วยเหตุนี้
หากเราได้ยินเสียงของความรู้สึก “อับอาย” ในอนาคต
คำถามสำคัญที่เราควรจะถามตัวเอง
ก่อนที่จะเชื่อในคำพูดของความ “อับอาย” นั้นก็คือ…
.
# 1 มันเป็นความจริงหรือไม่?
# 2 มันกำลังช่วยอุ้มชูให้เราเติบโตขึ้นหรือกำลังกดหัวเราจมดินกันแน่?
.
การหยุดตั้งคำถามกับตัวเองในลักษณะนี้
อาจจะดูเป็นการ “เสียเวลา” นะครับ
แต่ผมมองว่า หากเรา “เสียเวลา” เล็กน้อย
และมันช่วยให้เราหลบเลี่ยง “หลุมพราง” จากความรู้สึก “อับอาย” ได้
.
…มันก็ดูเป็นการ “เสียเวลา” ที่คุ้มค่าอยู่เหมือนกันครับ
.
อ้างอิง
Brown, B. (2012). Daring greatly: how the courage to be vulnerable transforms the way we live, love, parent, and lead. Gotham Books.
Gilbert, P. (2009). The Compassionate Mind: A New Approach to Life Challenges. London: Constable and Robinson Ltd.
#จิตวิทยา #siamstr
คู่รักจำนวนไม่น้อยพบว่า
หลังจากที่พวกเขาอยู่ด้วยกันมาสักระยะ
พวกเขายังคง “รัก” กันอยู่ก็จริง
แต่พวกเขาไม่ได้ “ชอบ” กันสักเท่าไหร่แล้ว
.
มันไม่ได้เป็นเพราะมีคนนอกใจ
มันไม่เป็นเพราะพวกเขาไม่แคร์กัน
แต่มันเป็นเพราะ “ความสนุก” แห้งเหือดไปจากชีวิตพวกเขา
.
ก่อนหน้านี้
พวกเขาอาจจะเคยหัวเราะด้วยกัน
เคยทำอะไร “บ้าๆบอๆ” ด้วยกัน
เคยยิง “มุกแป้ก” ใส่กันเป็นกระสุนปืนกล
.
แต่พอพวกเขาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันไปสักพัก
(โดยเฉพาะหากพวกเขาแต่งงานและมีลูกด้วยกัน)
“ภาระความรับผิดชอบ” ก็เริ่มมากขึ้นและ
เบียด “ความสนุก” กระเด็นออกไปจากความสัมพันธ์จนหมด
.
มันจึงทำให้คู่รักพูดคุยกันแต่เรื่อง
“ค่าน้ำค่าไฟ” “รับลูกจากโรงเรียน” “งานบ้าน” ฯลฯ
.
มันช่วยให้ความสัมพันธ์ก้าวต่อไปข้างหน้าได้ก็จริง
แต่มันเป็นการก้าวต่อไปแบบ “ไม่มีชีวิตชีวา”
.
นอกจากนี้ “ความสนุก” มันยังเป็นสิ่งที่สะท้อนว่า
ความสัมพันธ์นี้เป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ซึ่งพวกเขา
สามารถผ่อนคลายและเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่อีกด้วย
.
ฝรั่งเขามีคำพูดเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพกายว่า
An apple a day keeps a doctor away
(ทานแอปเปิ้ลวันละผล = ช่วยให้พ้นโรคภัย)
.
วันนี้ ผมจึงอยากนำเสนอคำพูดเกี่ยวกับ
การดูแลสุขภาพความสัมพันธ์ว่า
A laughter a day keeps a breakup away
(หัวเราะวันละรอบ = ช่วยให้พ้นการเลิกรา)
.
อ้างอิง
Gottman, J. (2000). The seven principles for making marriage work. Orion.
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.78.2.273
#จิตวิทยา #siamstr
เพื่อนของผมคนหนึ่งเคยตั้งข้อสังเกตว่า…
.
เวลาผู้ชายไม่ชอบขี้หน้ากัน
การแสดงออกมักจะเป็นไปในรูปแบบ
ที่เปิดเผยและตรงไปตรงมา
.
(เช่น การชกต่อย การชี้หน้าพร้อมกับใช้คำพูดด่าทอ)
.
แต่เวลาผู้หญิงไม่ชอบขี้หน้ากัน
การแสดงออกมักจะเป็นไปในรูปแบบ
ที่เก็บงำและไม่ตรงไปตรงมามากกว่า
.
(เช่น การให้คำชมที่ดูเหมือนคำแซะ การซุบซิบนินทาลับหลัง)
.
เพื่อนผมไม่ได้เป็นนักจิตวิทยานะครับ
แต่ข้อสังเกตของเพื่อนผมมีความสอดคล้องกับ
ผลการศึกษาทางจิตวิทยาจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว
.
ทำไมผู้ชายและผู้หญิง (โดยส่วนใหญ่) ถึงมีการแสดงออกที่ต่างกันเช่นนี้?
.
เหตุผลมีอยู่อย่างน้อย 3 ข้อด้วยกันครับ
.
# 1
.
เด็กผู้หญิงจำนวนมากถูกสอนไม่ให้
“เสียงดัง” หรือ “ก้าวร้าว” หรือ “เรียกร้อง”
(ด้วยเหตุผลว่า “มันไม่งาม” หรือ “มันไม่ใช่สุภาพสตรี”)
.
# 2
.
เมื่อเรามองในแง่มุมของ “วิวัฒนาการ” (evolution)
เนื่องจากธรรมชาติของเพศหญิงคือเพศที่อุ้มท้อง
หากผู้หญิงแสดงความไม่พอใจในรูปแบบ
ที่เปิดเผยและตรงไปตรงมาเหมือนผู้ชาย
มันมีความเสี่ยงที่กระทบกระทั่งถึงลูกในท้องได้
(โดยเฉพาะในสมัยโบราณที่ไม่มีการคุมกำเนิด)
.
# 3
.
ผู้หญิงเป็นเพศที่ให้ความสำคัญกับ
สัมพันธภาพมากกว่า (เมื่อเทียบกับผู้ชาย)
ฉะนั้น การแสดงความไม่พอใจในรูปแบบ
ที่เก็บงำและไม่ตรงไปตรงมา
(เช่น นินทาลับหลังเพื่อทำลายชื่อเสียง)
จึงเป็นการ “จู่โจมที่ตรงจุด” มากกว่า
.
# 4
.
หากเรามองดูประวัติศาสตร์
เราจะพบว่าเพศหญิงอยู่ในจุดที่
“มีอำนาจอย่างเป็นทางการ”
น้อยกว่าเพศชายอย่างชัดเจน
(เช่น กษัตริย์ > ราชินี, สามี > ภรรยา)
.
ฉะนั้น หากผู้หญิงแสดงความไม่พอใจ
ออกไปในรูปแบบที่ตรงไปตรงมาเหมือนผู้ชาย
มันจะเข้าข่าย “ได้ไม่คุ้มเสีย” สำหรับผู้หญิงได้
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.4135/9781446249222.n49
https://doi.org/10.1017/s0140525x99001818
https://doi.org/10.1037/0033-295x.107.3.411
https://psycnet.apa.org/record/1991-98431-000
https://www.researchgate.net/publication/290586937_'Body_politics_Power_sex_and_nonverbal_communication'_A_reappraisal
#จิตวิทยา #siamstr
เคยไหมครับ?
.
ในระหว่างที่คุณกำลังทำงาน
อยู่ดีๆ คุณก็เกิดอาการ “หัวตื้อ”
และคิดงานไม่ออกขึ้นมาซะอย่างนั้น
.
และไม่ว่าคุณจะใช้เวลานั่งอยู่
หน้าจอคอมพิวเตอร์นานแค่ไหน
อาการ “หัวตื้อ” ของคุณก็ไม่ยอมหายไปเสียที
.
วันนี้ ผมมีวิธีง่ายๆที่สามารถช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้
.
เมื่อไหร่ก็ตามที่เรา “หัวตื้อ”
ให้เราหยุดพักจากการทำงานนั้น
และใช้เวลา “ขยับมือ” สักหน่อยครับ
.
ไม่ว่าจะเป็นการ “ขยับมือ”
จัดของบนโต๊ะให้เป็นระเบียบ
วาดรูปบนกระดาษ หรือล้างจาน
.
…ทั้งหมดนี้ล้วนสามารถช่วยแก้ปัญหา “หัวตื้อ” ได้ทั้งสิ้น!
.
เพราะสมองของเราก็ไม่ต่างอะไรกับท่อน้ำครับ
.
ยิ่งเรานั่งทำงานเป็นระยะเวลานานเท่าไหร่
“ท่อน้ำ” ของเราก็จะยิ่งอุดตันมากขึ้นเท่านั้น
.
จนกระทั่งในที่สุด “ท่อน้ำ” ของเราก็จะอุดตัน
จนความคิดเราไม่สามารถไหลได้อย่างคล่องแคล่วอีก
.
การที่เราหยุดพักจากการทำงานและหันมา “ขยับมือ”
ถือเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วย “เคลียร์ท่อ” ให้หายอุดตันได้
.
นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้การ “ขยับมือ” สามารถ
แก้ปัญหา “หัวตื้อ” ระหว่างทำงานได้นั่นเองครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1038/srep10964
https://doi.org/10.1002/acp.1561
#จิตวิทยา #siamstr
คุณเป็นคนที่ “จับโกหก” คนอื่นเก่งไหมครับ?
.
คนส่วนใหญ่จะพยักหน้าให้กับคำถามนี้
.
พวกเขาเชื่อว่า พวกเขาสามารถ “อ่าน”
สัญญาณโกหกที่ปรากฏอยู่ในตัวคนอื่นได้
(เช่น สายตาหลุกหลิก เสียงหัวเราะที่ฟังดูแปร่งๆ เกิด dead air ระหว่างบทสนทนา)
.
แต่ผลการศึกษาพบว่า
ต่อให้เราจะทำงานในด้านนี้โดยเฉพาะ
(เช่น คนที่เป็นตำรวจ)
โอกาสที่เราจะ “จับโกหก” ได้อย่างแม่นยำ
มีเพียงแค่ราวๆ 54% เท่านั้น
.
มันแทบจะไม่ต่างอะไรกับการโยนเหรียญหัว-ก้อยเลยครับ!
.
นั่นเป็นเพราะว่า
เจ้า “สัญญาณโกหก” ที่ผมกล่าวถึงในข้างต้นนั้น
มันไม่ใช่ “สัญญาณโกหก” เสมอไป
.
สายตาหลุกหลิก
เสียงหัวเราะที่ฟังดูแปร่งๆ
หรือ dead air ระหว่างบทสนทนา
มันอาจสะท้อนว่าคนๆนั้น
กำลังรู้สึกกลัว กังวล หรือท่วมท้นอยู่…ก็เป็นได้!
.
ดังนั้น แทนที่เราจะ “ฟันธง” อย่างรวดเร็ว
ว่าคนๆหนึ่งกำลังโกหกอยู่หรือไม่
ทางเลือกที่ดีกว่าคือการพยายาม
รับฟังและทำความเข้าใจคนๆนั้นให้มากๆ
.
และสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นก็คือ
แม้เราจะไม่ได้ตั้งใจ “จับโกหก” ก็ตาม
แต่ถ้าอีกฝ่ายกำลังโกหกเราอยู่จริงๆ
หลังจากที่เขาพูดคุยกับเราไปสักระยะ
เรื่องราวที่เขาเล่าให้เราฟังจะเริ่มขัดแย้งกันเอง
.
(เช่น เขาบอกว่าตัวเองเคยไปทำงานต่างประเทศ
แต่พอคุยกันไปสักพัก
เขาก็บอกว่าเขาไม่เคยมี passport มาก่อน เป็นต้น)
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ
ความเข้าใจเป็นเหมือน “แสงไฟ” ที่ส่องสว่าง
และช่วยให้เราเห็น “คำโกหก” ที่ซ่อนอยู่ในความมืดนั่นเองครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1207/s15327957pspr1003_2
https://psycnet.apa.org/record/2008-01237-000
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0003-066X.46.9.913
#จิตวิทยา #siamstr
พวกเราทุกคนล้วนอยากที่จะมีความสุข
.
นี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้หลายคนพยายาม
“เหนี่ยวรั้ง” ความสุขไม่ให้มันหายไปจากใจเรา
.
อย่างไรก็ตาม
ความสุขในใจเราก็ไม่ต่างอะไรกับ
แขกที่แวะมาเยี่ยมเราที่บ้านเลยครับ
.
กล่าวคือ เราอาจจะ enjoy กับช่วงเวลาที่แขกอยู่ในบ้านเราก็จริง
.
แต่ถ้าเราพยายาม “เหนี่ยวรั้ง” ไม่ให้แขกเราออกจากบ้าน
บรรยากาศที่มีความสุขก็จะเริ่มหายไป
.
เพราะบ้านของเรามันเริ่มไม่ใช่ “บ้าน” อีกต่อไป
มันเริ่มมีบรรยากาศที่คล้ายกับ “คุก” มากกว่าแล้ว
.
นอกจากนี้
ต่อให้เราจะพยายาม “เหนี่ยวรั้ง” แขกของเราขนาดไหน
ไม่ช้าก็เร็ว แขกของเราก็จะเริ่มหาทาง “แหกคุก” ให้สำเร็จให้ได้อยู่ดี
.
และเมื่อแขกของเรา “แหกคุก” ได้สำเร็จแล้ว
เขาก็อาจจะ “แหยง” จนไม่กล้าโผล่หน้ามาให้เราเห็นอีกพักใหญ่…ก็เป็นได้
.
ด้วยเหตุนี้ หากเราต้องการเห็นตัวเองมีความสุขได้นานๆ
เราจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะ “ปล่อยมือ” จากความสุขให้เป็น
.
มันอาจจะฟังดูย้อนแย้งสักหน่อยนะครับ
แต่นั่นคือ “ธรรมชาติ” ของความสุขเราครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/record/2012-00755-000
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่คู่รักทะเลาะกัน
หลายคู่จะถอยกลับไป “สงบสติอารมณ์” ก่อน
แล้วค่อยกลับมา connect กันอีกทีในภายหลัง
.
บางครั้ง พวกเขาใช้เวลา “สงบสติอารมณ์” ไม่กี่นาที
บางครั้ง พวกเขาใช้เวลา “สงบสติอารมณ์” หลายชั่วโมง
บางครั้ง พวกเขาใช้เวลา “สงบสติอารมณ์” นานเกือบสัปดาห์
.
จะเกิดอะไรขึ้นหากการทะเลาะกันครั้งนี้
ต้องใช้เวลา “สงบสติอารมณ์” นานหลายวัน
(หรือแม้กระทั่งหลายสัปดาห์)?
.
นั่นก็เท่ากับว่าคู่รักเหล่านี้จะไม่มีปฏิสัมพันธ์กัน
ในช่วงเวลาดังกล่าวเลยอย่างนั้นหรือ?
.
ในกรณีที่คู่รัก disconnect กันเป็นระยะเวลานานๆเช่นนี้
มันมีความเป็นไปได้ที่คู่รักจะเกิดคำถามขึ้นมาในใจมากมาย
.
ยกตัวอย่างเช่น
“เขาไม่แคร์ฉันแล้วหรือเปล่า?”
“การทะเลาะกันครั้งนี้จะทำให้เราเลิกกันไหม?”
เป็นต้น
.
ซึ่งในความเป็นจริงนั้น
หลายคนก็อยากที่จะสื่อสารให้แฟนวางใจได้ว่า
พวกเขายังคงแคร์อยู่ พวกเขาไม่ได้คิดอยากจะเลิก
แต่พวกเขาเพียงแค่ยังไม่สามารถ “สงบสติอารมณ์” ได้มากพอ
ที่จะกลับมาพูดคุยกับแฟนจริงๆจังๆในเรื่องเหล่านี้
(รวมถึงเรื่องที่ทะเลาะกันก่อนหน้านั้น)
.
พวกเขาก็เลยตัดสินใจที่จะนิ่งเงียบไปก่อน
.
แต่พวกเขาไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นก็ได้ครับ
.
จริงอยู่ครับว่า ณ ตอนนี้
พวกเขาอาจยัง “สงบสติอารมณ์” ไม่ได้ 100%
.
แต่พวกเขาก็ยังสามารถสื่อสารให้แฟนรับรู้ได้ว่า
“ฉันยังแคร์เธอและฉันไม่ได้คิดที่จะเลิกกับเธอ”
(โดยไม่ต้องนั่งจับเข่าพูดคุยกับแฟนจริงๆจังๆ)
.
ยกตัวอย่างเช่น
การกางร่มให้แฟนตอนที่ฝนกำลังตก
การเอื้อมมือไปจับมือแฟนและบีบเบาๆ
การเขียนข้อความสั้นๆลงบนกระดาษให้แฟนว่า
“ฉันยังอยากคบกับเธอต่อนะ แต่ฉันต้องการเวลาสงบสติอารมณ์ก่อน”
เป็นต้น
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ
ต่อให้เราจะถอยกลับไป “สงบสติอารมณ์”
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า
เราจะต้อง disconnect กับแฟนโดยสมบูรณ์ในช่วงเวลานี้
.
ในเมื่อเรายังพอจะ connect กับแฟนในรูปแบบ “เล็กๆน้อยๆ” ได้
ผมก็อยากจะสนับสนุนให้เราไม่ปล่อยให้ช่วงเวลา
ที่กำลัง “สงบสติอารมณ์” ผ่านไปไร้ connection ครับ
.
อ้างอิง
Johnson, S. (2008). Hold Me Tight: Seven Conversations for a Lifetime of Love. New York: Little, Brown and Company.
Gottman, J. (2000). The seven principles for making marriage work. Orion.
#จิตวิทยา #siamstr
เคยไหมครับ?
.
เราตั้งใจว่าจะไถมือถือเล่นสักหน่อย
แต่พอเรารู้ตัวอีกที
เราก็พบว่าเวลาผ่านไปแล้ว 3 ชั่วโมง!
.
ส่งผลให้เรารู้สึกผิดกับตัวเองที่ “เสียเวลา” ไปขนาดนั้น
.
เราเลยสัญญากับตัวเองว่า ครั้งหน้า
เราจะไม่ “จมดิ่ง” ไปกับการไถมือถือเล่นอีก
.
แต่พอถึงเวลาเข้าจริงๆ
ทุกอย่างก็ “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย” อีกเหมือนเดิม
.
วันนี้ ผมมีแนวทางบางส่วนที่อาจช่วยให้
“ประวัติศาสตร์ไม่ซ้ำรอย” มานำเสนอครับ
.
.
.
# 1
.
ก่อนที่เราจะหยิบมือถือมาไถ
ให้เราใช้เวลาสัก 1 นาทีในการดื่มน้ำสักแก้ว
และพูดกับตัวเองในใจ (ระหว่างดื่มน้ำ) ว่า
.
“เอาล่ะ
เดี๋ยวฉันหยิบมือถือมาไถเล่นสักหน่อย
ฉันตั้งใจว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 15 นาทีนะ”
.
การทำเช่นนี้จะช่วยให้เราเริ่มต้นไถมือถือเล่นอย่างมีสติ
ส่งผลให้โอกาสที่เราจะ “จมดิ่ง” ไปกับการไถมือถือลดลงได้
.
# 2
.
ก่อนที่เราจะเอื้อมมือไปหยิบมือถือมาเล่น
ให้เราตั้งนาฬิกาปลุกล่วงหน้าไว้ก่อน
.
และเมื่อนาฬิกาปลุกดังขึ้นมา
นั่นไม่ได้หมายความว่า
เราจะต้องหยุดเล่นมือถือนะครับ
.
แต่มันหมายความว่า
เราจะต้องวางมือถือลงและตั้งคำถามกับตัวเองว่า
“ฉันยังอยากจะเล่นมือถือต่ออยู่ไหม?
หรือว่าฉันอยากจะทำอย่างอื่นมากกว่าแล้ว?”
.
เพราะหลายครั้ง
เวลาที่เรา “จมดิ่ง” ไปกับการไถมือถือเล่น
เราอาจจะไม่ได้รู้สึก enjoy แล้ว
แต่เรายังคง “ติดพัน” จนไม่มีจังหวะได้ถามตัวเองว่าเรายัง enjoy อยู่หรือไม่
.
การทำแบบนี้จึงถือเป็นการ “สร้างจังหวะ” ให้เราได้ถามตัวเองครับ
.
# 3
.
เมื่อไหร่ก็ตามที่เราพบว่า
ตัวเองกำลัง “จมดิ่ง” ไปกับการเล่นมือถือ
.
แทนที่เราจะตีอกชกหัวตัวเองที่ “ผิดพลาด”
สิ่งที่น่าจะช่วยเราได้มากกว่า
คือการพูดกับตัวเองในใจว่า
.
“เอาล่ะ ฉันเห็นแล้วว่า ตอนนี้ ฉันกำลังติดหนึบอยู่กับมือถือนะ”
.
เพราะถ้าเราตีอกชกหัวตัวเอง เราจะยิ่งเครียด
ส่งผลให้ความสามารถในการ “ดึงตัวเองออกมา” จากมือถือถดถอยลงได้ครับ
.
.
.
แนวทางเหล่านี้อาจจะไม่สามารถ
ช่วยให้เราหลุดออกมาจากภาวะ “จมดิ่ง”
ไปกับการไถมือถือได้แบบทันทีทันใดก็จริง
.
แต่ผมเชื่อเลยครับว่า
หากเราหยิบแนวทางเหล่านี้มาปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
เวลาที่เราเสียไปกับการ “จมดิ่ง” นั้น
จะค่อยๆลดลงทีละนิดๆๆแน่นอนครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1080/0144929X.2017.1336254
https://doi.org/10.1007/s00779-011-0412-2
https://psycnet.apa.org/doi/10.4018/978-1-5225-8449-0.ch010
Neff, KD. (2011). Self-compassion: The proven power of being kind to yourself
#จิตวิทยา #siamstr
เคยได้ยินคำพูดทำนองนี้ไหมครับ?
.
“โฟกัสกับเรื่องดีๆกันดีกว่า”
“อย่างน้อย มันก็ไม่ได้แย่ไปกว่านี้”
“ฉันควรรู้สึกขอบคุณกับสิ่งดีๆในชีวิต”
.
มันเป็นคำพูดที่ฟังดูดีมีความหวังเหมือนกันนะครับ
.
แต่เชื่อไหมครับว่าคำพูดเหล่านี้ก็สามารถทำร้ายเราได้เหมือนกัน?
.
โดยเฉพาะเวลาที่เราใช้คำพูดเหล่านี้
เป็น “โล่กำบัง” จากความเจ็บปวดในใจเรา
.
มันทำให้เราฉีกยิ้ม ทั้งๆที่ในใจเรากำลังเดือดปุดๆ
มันทำให้เราพูดว่า “ฉันโอเค” ทั้งๆที่ในใจเรากำลังร้องไห้
มันทำให้เราพยายามหา “แง่ดีแง่งาม” ทั้งๆที่ใจเรากำลังรู้สึกมืดแปดด้าน
.
การทำแบบนี้ไม่ได้ทำให้ความเจ็บปวดของเราหายไป
(แม้ว่าเราอาจจะหวังให้มันเป็นอย่างนั้นก็ตาม)
.
การทำแบบนี้มีแต่จะทำให้ความเจ็บปวดของเราต้อง “โดดเดี่ยวตัวคนเดียว”
ส่งผลให้ความเจ็บปวดดังกล่าวยิ่งเพิ่มขึ้นเข้าไปอีก
.
มันเหมือนกับเวลาที่เรามีลูก
และเราเห็นว่าลูกกำลังร้องไห้
และเราก็เลือกที่จะไม่สนใจลูกเลยครับ
.
การ “ทอดทิ้ง” ลูกไม่ได้ทำให้ลูกหยุดร้องไห้
มันมีแต่จะทำให้ลูกร้องไห้หนักขึ้น
.
ทางเลือกที่ดีกว่า (ในสายตาของผม)
คือการเดินเข้าไปหาลูก โอบกอดลูกเอาไว้
ทำความเข้าใจว่าอะไรที่ทำให้ลูกร้องไห้
และลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อ “ตอบโจทย์” ลูกให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
.
มันอาจจะไม่ได้ทำให้ลูกหยุดร้องไห้ในทันทีทันใดก็จริง
แต่อย่างน้อย ลูกก็จะไม่ร้องไห้เพิ่มเติมเพราะถูก “ทอดทิ้ง” แน่นอนครับ
#จิตวิทยา #siamstr
เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้มีโอกาสดูหนังเรื่องหนึ่งที่ชื่อว่า Paddington 2
.
มันเป็นเรื่องราวของหมีพูดได้ตัวหนึ่ง (ชื่อ Paddington) ที่มีความเชื่อว่า
.
"If we are kind and polite, the world will be right."
“ถ้าเราใจดีและสุภาพ ทุกอย่างในโลกก็จะดีเอง”
.
ความเชื่อที่ว่านี้…Paddington ไม่เพียงแค่ “พูด” เท่านั้น
แต่ Paddington ยัง “ลงมือทำ” ในสิ่งที่ตัวเองเชื่ออีกด้วย
.
ซึ่งสิ่งที่ Paddington ได้ “ลงมือทำ” นั้น
มันไม่ได้เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่อลังการเลยครับ
.
มันคือ “สิ่งเล็กๆน้อยๆ” ที่ปรากฏอยู่ในปฏิสัมพันธ์
ระหว่าง Paddington กับแต่ละคนที่เจ้าหมีพบเจอในแต่ละวัน
.
ยกตัวอย่างเช่น
เอาขนมปังมาแบ่งให้กิน
กล่าวคำ “ขอบคุณ”
เตือนเพื่อนบ้านไม่ให้ลืมกุญแจตอนเดินออกจากบ้าน
พูดทักทาย “อรุณสวัสดิ์”
ถามไถ่เรื่องราวความเป็นไปในชีวิตเมื่อวาน
เป็นต้น
.
เจ้า “สิ่งเล็กๆน้อยๆ” เหล่านี้…ใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่วินาที
แต่มันก็ทำให้บรรยากาศละแวกบ้านของ Paddington
มีความสดใสมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
.
เพราะ “สิ่งเล็กๆน้อยๆ” เหล่านี้
มันช่วยให้ทุกคนรู้สึกได้ว่า
Paddington ใส่ใจและแคร์พวกเขา
.
พวกเขาก็เลยใส่ใจและแคร์ Paddington เช่นกัน
.
ทั้งหมดนี้มันอาจไม่ได้ทำให้ “ทุกอย่างในโลก” ดีขึ้น
แต่อย่างน้อย โลกใบเล็กๆของ Paddington ก็สดใสขึ้น
.
ซึ่งในสายตาของผมนั้น เพียง “แค่นี้” มันก็ดีมากๆแล้วครับ
.
เรามาทำ “สิ่งเล็กๆน้อยๆ” กับแต่ละคนที่เราพบเจอ
ในชีวิตประจำวันของเราแบบ Paddington กันเถอะครับ!
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/record/2008-05086-000
#จิตวิทยา #siamstr
เชื่อไหมครับว่า…
.
เวลาที่เรากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ตึงเครียด
เรามีแนวโน้มที่จะใจดีกับคนอื่นมากขึ้น
.
เพราะในสถานการณ์ดังกล่าว
สมองของเราจะหลั่งสาร cortisol ออกมา
ส่งผลให้เราอยากที่จะปกป้องและดูแลคนอื่นมากขึ้น
.
แต่นอกเหนือจากสาร cortisol แล้ว
สมองของเรายังหลั่นสาร noradrenaline ออกมาด้วย
.
ซึ่งเจ้า noradrenaline นี้ทำให้เรา “แบ่งเขาแบ่งเรา”
และพร้อมทำร้ายคนที่เรามองว่าเป็น “คนนอก” มากขึ้น
.
ฉะนั้น
หากเรานำเอาสาร cortisol และ noradrenaline มารวมกัน
เราก็จะพบว่า ความเครียดสามารถทำให้เรา
กลายเป็นคนที่ใจดีและใจร้ายกับคนอื่นได้ในเวลาเดียวกัน
.
กล่าวคือ เราจะใจดีกับคนที่เป็น “พวกเดียวกัน”
แต่เราจะใจร้ายกับคนที่ไม่ใช่ “พวกเดียวกัน”
.
การที่สมองของเราทำงานแบบนี้มันเป็นประโยชน์
เวลาที่เราอยู่ในสถานการณ์ “คอขาดบาดตาย” (เช่น อยู่กลางสมรภูมิรบ)
.
แต่ถ้าเราอยู่ในสถานการณ์อื่นๆ
(เช่น ภายในที่ทำงาน บนโต๊ะอาหารครอบครัว)
กลไกการทำงานของสมองเช่นนี้อาจสร้างผลเสียมากกว่าผลดีได้
.
ดังนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เรากำลังเครียด
ถ้าเป็นไปได้ เราอย่าเพิ่งติดต่อคนที่เรา
มีแนวโน้มที่จะมองว่าเป็น “คนนอก” ไว้ก่อนดีกว่าครับ
.
ไม่อย่างนั้น ความเครียดอาจจะทำให้เรา
มองเขา (และปฏิบัติต่อเขา) ในฐานะ “ศัตรู” ได้ครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1073/pnas.2502257122
#จิตวิทยา #siamstr
ตอนที่เรายังเป็นเด็ก การมีเพื่อนคือเรื่องที่ง่ายมากๆ - แค่เรามาโรงเรียน นั่งเก้าอี้ติดกับใครสักคนในห้องเรียน เราก็มีเพื่อนแล้ว
.
มันดูไม่ต้องใช้ความพยายามเลยนะครับ
.
แต่พอเราโตเป็นผู้ใหญ่…
.
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการสานสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่หรอกครับ
แม้แต่การรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนเก่าก็ยังยากเลยครับ
.
เพราะอะไร?
.
เพราะเหตุผล (อย่างน้อย) 4 ข้อดังต่อไปนี้ครับ
.
.
.
# 1 ชีวิตเราไม่ได้ว่างเหมือนตอนเด็กๆแล้ว
.
หากชีวิตในวัยเด็กของเราไม่ได้ลำบากมากเกินไป
ตอนนั้น สิ่งที่ทำให้เรายุ่งก็จะมีหลักๆแค่เรื่องเรียนเท่านั้น
.
แต่พอเราโตขึ้น เรามีทั้งเรื่องงาน เรื่องงานบ้าน เรื่องลูก
เรื่องพ่อแม่พี่น้อง เรื่องที่อยู่อาศัย และเรื่องอื่นๆเต็มไปหมด
.
เราเลยไม่มีเวลาและพลังงานเหลือให้กับเรื่องเพื่อนเหมือนตอนเด็กๆอีกแล้ว
.
# 2 โรงเรียนคือตัวช่วยสำคัญ
.
การมาโรงเรียนช่วยให้เราได้เจอเพื่อนอย่างสม่ำเสมอ
นอกจากนี้
กิจกรรมต่างๆที่เราทำในโรงเรียน
(เช่น งานกลุ่ม งานกีฬาสี)
ยังช่วยให้เราได้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนอีกด้วย
.
ทั้งหมดนี้มันเอื้อให้มิตรภาพเกิดขึ้นได้ง่าย
.
แต่พอเราโตขึ้น เราไม่มี “ตัวช่วย” อย่างโรงเรียนอีกด้วย
หากเราต้องการจะสานสัมพันธ์กับใครสักคน เราต้องเป็นคนที่ลงแรงเอง
.
# 3 ตอนที่เราเป็นเด็ก เรายังไม่มีอดีตที่เจ็บปวด
.
แต่พอเราโตเป็นผู้ใหญ่ หลายคนจะเคยผ่านประสบการณ์
ความสัมพันธ์กับ “เพื่อน” ที่เจ็บปวดมา
(เช่น ถูก “เพื่อน” ปล่อยข่าวลือเพื่อทำลายชื่อเสียงของเรา)
.
“บาดแผล” จากประสบการณ์เหล่านี้
อาจทำให้เราลังเลที่จะ connect กับคนใหม่ๆ
ที่เข้ามาในชีวิตของเราได้
.
# 4 เราคาดหวังกับเพื่อนมากเกินไป (หรือน้อยเกินไป)
.
เวลาที่เราคาดหวังกับเพื่อนมากเกินไป
(เช่น คาดหวังให้เพื่อนว่างที่คุยกับเราทุกครั้ง)
เราย่อมรู้สึกผิดหวังที่เพื่อน “ให้” เราไม่ได้ในระดับที่เราต้องการ
ส่งผลให้เราอาจตัดความสัมพันธ์กับเพื่อนในเวลาต่อมา
.
ในทางกลับกัน
หากเราคาดหวังเพื่อนน้อยเกินไป
(เช่น เพื่อนยืมเงินเราไปและไม่ยอมคืน
และเราก็บอกกับเพื่อนว่า “ไม่เป็นไร”
ทั้งๆที่ตัวเราก็ฝืดเคืองอยู่เหมือนกัน)
มันอาจนำมาสู่ความสัมพันธ์ที่เราถูกเพื่อน
“ล้ำเส้น” หรือ “เบียดเบียน” มากจนเราทนไม่ไหวได้เช่นกัน
.
.
.
ฉะนั้น หากเราพบว่าตัวเอง “มีเพื่อนยากขึ้น” ในวัยผู้ใหญ่ล่ะก็
ผมอยากจะบอกว่า มันคือเรื่องที่เข้าใจได้และปกติมากๆเลยครับ
.
แต่แม้การมีเพื่อนในวัยผู้ใหญ่จะไม่ได้ง่ายเหมือนวัยเด็ก
แต่มันใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ครับ
.
เราเพียงแค่อาจจะต้องลงแรงมากขึ้นและใช้เวลามากขึ้น
กว่าที่ “เมล็ดพันธุ์ความสัมพันธ์” จะเติบโตและออกดอกออกผลเท่านั้นเองครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/record/1992-98047-000
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0882-7974.7.3.331
#จิตวิทยา #siamstr
เคยไหมครับ?
.
เราอยู่ในสถานการณ์ที่…
.
“เหตุผล” บอกให้เราขยับตัวไปทางซ้าย
แต่ “ความรู้สึก” บอกให้เราขยับตัวไปทางขวา
.
ยกตัวอย่างเช่น
หัวหน้าอยากจะเลื่อนตำแหน่งให้เราเป็นผู้จัดการ
“เหตุผล” บอกว่าเราควรจะคว้าโอกาสนี้เอาไว้
แต่ “ความรู้สึก” บอกว่าเราไม่อยากตื่นมาเครียดในทุกๆเช้า
เป็นต้น
.
ในสถานการณ์เช่นนี้ เราจะฟังเสียงฝั่งไหนดี?
“เหตุผล” หรือ “ความรู้สึก”?
.
คำตอบคือเราฟังทั้ง 2 ฝั่งครับ
.
เราฟังทุกอย่างที่ “เหตุผล” ต้องการจะบอกให้เรารู้
เราฟังทุกอย่างที่ “ความรู้สึก” ต้องการจะบอกให้เรารู้
.
ฟังเสร็จแล้ว เราค่อยตัดสินใจอีกทีครับว่าเราจะเอายังไงดี
.
เพราะถ้าเราตัดสินใจโดยที่รับฟัง
เพียงแค่ “เหตุผล” หรือ “ความรู้สึก” อย่างเดียว
มันมีความเป็นไปได้ที่เราจะ “ค้างคาใจ”
.
แต่ถ้าเราตัดสินใจหลังจากที่ได้รับฟัง
ทั้ง “เหตุผล” และ “ความรู้สึก” แล้ว
มันอาจไม่การันตีว่าเราจะตัดสินใจได้ “ถูกต้อง” ก็จริง
แต่อย่างน้อย มันจะไม่ทำให้ “ค้างคาใจ”
.
มันจะช่วยให้เรามองย้อนกลับมาดู
และพูดกับตัวเองได้เต็มปากเต็มคำว่า
“ตอนนั้น ฉันทำดีที่สุดแล้ว”
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1146/annurev-psych-010213-115043
https://doi.org/10.1126/science.275.5304.1293
https://doi.org/10.1098/rstb.1996.0125
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่มีคนชื่นชมเรา
.
บางคำชม…เราได้ยินและเราก็ลืม
แต่บางคำชม…ต่อให้เวลาผ่านไปเป็นปีๆ เราก็ยังจำได้อย่างชัดเจน
.
เพราะอะไร?
.
เพราะคำชมที่ดีไม่ได้เป็นเพียงแค่การพูดส่งๆว่า “ดีมาก” เท่านั้น
.
นักจิตวิทยาพบว่า คำชมที่ประทับใจผู้ฟัง มักจะมีลักษณะดังต่อไปนี้ครับ
.
# 1 มีการพูดถึงสิ่งที่ผู้ฟังทำอย่างชัดเจน
# 2 อธิบายให้ผู้ฟังเห็นว่าสิ่งที่เขาทำลงไปนั้นมันสำคัญยังไง
# 3 สะท้อนจุดแข็งและความพยายามของผู้ฟัง (ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์)
# 4 ให้คำชมอย่างรวดเร็ว (ไม่ใช่ชมหลังจากเวลาผ่านไป 1 สัปดาห์)
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
ทันทีที่เราเห็น “ข้อความให้กำลังใจ”
ที่แฟนเขียนลงบนกระดาษ post-it
ที่แปะไว้ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของเรา
เราก็พูดกับแฟนว่า
.
“ฉันอ่านสิ่งที่เธอเขียนลงบนกระดาษ post-it แล้วนะ ฉันชอบที่เธอทำแบบนี้มากๆเลย (# 1) มันทำให้ฉันรู้สึกมีแรงใจที่จะลุยงานต่อมากๆเลยล่ะ (# 2) ฉันชอบความใส่ใจในเรื่องเล็กๆน้อยๆแบบนี้ของเธอจัง (# 3)”
.
เป็นต้น
.
คำชมลักษณะนี้ไม่เพียงแค่ช่วยให้ผู้ฟังรู้สึกชื่นใจเท่านั้น
แต่ยังช่วยให้ผู้ฟังรู้สึกมีความมั่นใจในตัวเองอีกด้วย
.
อย่างไรก็ตาม
ท่านผู้อ่านไม่จำเป็นต้องเชื่อในสิ่งที่ผมเขียน
ท่านสามารถลองเอาแนวทางที่ผมนำเสนอนี้
ไปลองใช้กับคนในชีวิตของท่าน
และสังเกตดู “ผลลัพธ์” ที่เกิดขึ้นด้วยตัวเองได้
.
หาก “ผลลัพธ์” ที่เกิดขึ้นมันไม่เหมือนกับที่ผมนำเสนอไว้
ท่านสามารถโยนทั้งหมดที่ผมเขียนไว้ตรงนี้ทิ้งได้เลยครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.3102/003465430298487
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่เรามองย้อนกลับไปดูความสำเร็จในอดีตของเรา
(เช่น เรียนจบปริญญา เลื่อนตำแหน่ง ทำธุรกิจส่วนตัวและเติบโต)
.
เรามักจะมองเห็น “ความสวยงาม” ของความสำเร็จนั้น
(เช่น เห็นใบปริญญา ได้ยินคำพูดแสดงความยินดีของหัวหน้า นึกถึงวันที่เราเปิดสาขาที่สองของธุรกิจเรา)
.
แต่หากเรามองดูความสำเร็จของเราดีๆ
เราจะไม่เห็นเพียงแค่ “ความสวยงาม”
.
เราจะมองเห็นข้อผิดพลาดที่เราทำลงไป
เราจะมองเห็นความรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง
เราจะมองเห็นความ “เก้ๆกังๆ” ของตัวเรา
.
สิ่งเหล่านี้ (ที่ไม่ใช่ “ความสวยงาม”)
มักไม่ค่อยถูกพูดถึงเท่าไหร่นัก
และมันอาจทำให้เราเริ่มเข้าใจผิดว่า…
.
“ถ้าฉันกำลังทำอะไรสักอย่าง
และฉันมีข้อผิดพลาดหรือฉันรู้สึกว่ามันยาก
มันคงหมายความว่า
ฉันควรจะหยุดทำสิ่งนั้นเสีย”
.
แต่ในความเป็นจริงนั้น
ข้อผิดพลาดไม่ใช่ “สัญญาณ” ที่บอกว่า
เราควรจะล้มเลิกเสมอไป
.
มันยังเป็น “สัญญาณ” ที่บอกว่า
เรากำลังอยู่ในช่วงของการเรียนรู้เติบโตได้อีกด้วย!
.
หากเรามองย้อนกลับดูไป
ความสำเร็จของตัวเองในอดีตอย่างละเอียด
เราจะเห็นได้ชัดเจนเลยครับว่า
ถ้าเราตัดสินใจล้มเลิกเมื่อเราเกิดข้อผิดพลาด
(หรือรู้สึกว่ามันยาก)
ความสำเร็จดังกล่าวจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย!
.
ฉะนั้น
หากเราเจอกับข้อผิดพลาดในอนาคต
เราสามารถเรียนรู้จากมันได้
แต่เราไม่ควรล้มเลิกเพราะมันครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/record/1997-08589-000
https://psycnet.apa.org/record/2006-08575-000
#จิตวิทยา #siamstr
พวกเราหลายคนอยากจะเห็นตัวเองเป็น “คนที่ดีขึ้น”
(เช่น มั่นใจในตัวเองมากขึ้น ใจดีกับตัวเองและคนอื่นมากขึ้น กล้าหาญมากขึ้น)
.
คำถามสำคัญก็คือ พวกเขาจะเป็น “คนที่ดีขึ้น” ได้อย่างไร?
.
หลายคนหวังว่าชีวิตของพวกเขาจะเจอกับ
ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เอื้ออำนวย
ให้พวกเขากลายเป็น “คนที่ดีขึ้น” ได้ง่ายขึ้น
.
ยกตัวอย่างเช่น
มีผู้คนมาแสดงความชื่นชมใน “ผลงาน” ของพวกเขา
ส่งผลให้พวกเขาเริ่มมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นตามมา
เป็นต้น
.
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้
สามารถช่วยให้เราเป็น “คนที่ดีขึ้น” ได้ง่ายขึ้นจริงๆครับ
.
แต่ถ้าความเปลี่ยนแปลงทำนองนี้ไม่เกิดขึ้นกับชีวิตเราเสียทีล่ะ?
.
หากเรา “โชคร้าย” แบบนั้น
เราก็คงจะไม่มีวันได้เห็นตัวเอง
ในเวอร์ชั่นที่ “ดีขึ้น” เลยอย่างนั้นหรือ?
.
ไม่จริงครับ
.
เพราะต่อให้สถานการณ์ต่างๆในชีวิตไม่เอื้ออำนวย
เราก็จะยังคงขยับตัวเองให้กลายเป็น “คนที่ดีขึ้น” ได้
ด้วยการเริ่มตั้งคำถามจริงๆจังๆกับตัวเองว่า
.
“ถ้าฉันกลายเป็น “คนที่ดีขึ้น” ได้สำเร็จในวันนี้ ฉันจะทำอะไรแตกต่างไปจากเมื่อวานบ้าง?”
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
ถ้าวันนี้เรามีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น
สิ่งหนึ่งที่เราจะทำคือการพูดเสนอไอเดียของเราในห้องประชุมที่ทำงาน
.
ถ้าวันนี้เราใจดีกับคนอื่นมากขึ้น
สิ่งหนึ่งที่เราจะทำคือการตักเตือนลูกด้วยน้ำเสียงที่ไม่กระโชก
.
ถ้าวันนี้เรากล้าเข้าสังคมมากขึ้น
สิ่งหนึ่งที่เราจะทำคือการยิ้มให้กับแม่ค้าตอนที่ซื้ออาหาร
.
เป็นต้น
.
พอเราได้คำตอบที่ชัดเจนแล้ว
(ว่าเราจะทำอะไรที่แตกต่างไปจากเดิมบ้าง)
เราก็ค่อยหยิบคำตอบนั้นมาลงมือปฏิบัติ
.
สิ่งที่เราหยิบมาลงมือทำนั้น
ไม่จำเป็นต้อง “ใหญ่”
ไม่จำเป็นต้อง “เยอะ”
.
เริ่มจากสิ่งเล็กๆน้อยๆเพียงแค่ 1 สิ่งก่อน
(เช่น ส่งยิ้มให้แม่ค้าตอนที่เราซื้ออาหาร)
.
และเมื่อเรา “คุ้นเคย” กับ 1 สิ่งนั้นแล้ว
เราก็ค่อยหยิบอีก 1 สิ่งเล็กๆน้อยๆมาทำเพิ่ม
.
หากเราทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ
เราก็จะค่อยๆพาตัวเองก้าวไปสู่
การเป็น “คนที่ดีขึ้น” ได้มากขึ้นๆๆ
.
จนกระทั่งวันหนึ่ง เราก็จะตื่นขึ้นมาและพบว่า
ตัวเราได้กลายเป็น “คนที่ดีขึ้น” ไปเรียบร้อยแล้วครับ!
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/record/1932-00218-000
https://psycnet.apa.org/record/2009-21081-000
https://doi.org/10.1016/S0065-2601(08)60024-6
#จิตวิทยา #siamstr
บางคนมีกฎส่วนตัวว่า
หากพวกเขาเลิกคบกับแฟนคนไหนไปแล้ว
พวกเขาจะไม่กลับไปคบกับแฟนคนนั้นอีก
แต่หลายคนไม่ได้มีกฎแบบนั้น
และหลายคนที่ตัดสินใจกลับไปคบกับแฟนเก่าก็ได้พบว่า
ความสัมพันธ์รอบนี้มัน “เข้มข้น” กว่ารอบก่อนอย่างชัดเจน
เพราะมันเป็นความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วย
“ความหลัง” “ความรู้สึกที่ค้างคา” และ “ความหวัง”
(หวังว่าความสัมพันธ์ครั้งนี้จะไม่จบลงเหมือนในอดีต)
นอกจากนี้ การกลับไปคบกับแฟนเก่ายังมี “ความคุ้นเคย” อีกด้วย
เพราะแฟนเก่าไม่ใช่คนที่เรา “เริ่มต้นจาก 0”
เรารู้ว่าแฟนเก่าเป็นคนยังไง ชอบอะไร ให้ความสำคัญกับเรื่องอะไร
ฉะนั้น การกลับไปคบกับแฟนเก่ามันจึงให้ความรู้สึกคล้ายๆกับ
การที่เรากลับไปอยู่ในบ้านหลังเก่าที่เราเคยพักอาศัยมาก่อนแล้ว
ซึ่งในหลายๆกรณี
การตัดสินใจกลับไปคบกับแฟนเก่า
ก็ถือเป็นการตัดสินใจที่ “ถูกต้อง”
เพราะนับจากช่วงเวลาที่เลิกกับแฟนเก่าคนนั้นไป
ต่างฝ่ายต่างก็อาจจะเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน
ทำให้การกลับมาคบกับแฟนเก่าอีกครั้ง
เป็นการ “นับ 1 ครั้งที่ 2” ที่ไม่นำมาสู่ “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย”
อย่างไรก็ตาม ถ้าเรากลับมาคบกับแฟนเก่าอีกรอบ
เพราะเราอยากจัดการกับ “ความรู้สึกที่ค้างคา” ในใจกับแฟนคนนี้
หรือเพราะเราอยากกลับไปเป็นตัวเราคนเดิม (เวลาที่อยู่กับแฟนคนนี้)
หรือเพราะเราแค่ไม่อยากใช้ชีวิตต่อด้วยตัวเองตามลำพัง
นี่อาจเป็นการ “นับ 1 ครั้งที่ 2” ที่นำมาสู่ “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย” ได้
ด้วยเหตุนี้
ก่อนที่เราจะตัดสินใจกลับไปคบกับแฟนเก่า
คำถามหนึ่งที่เราควรถามตัวเองจริงๆจังๆก็คือ
“ทำไมฉันถึงอยากกลับไปคบกับแฟนเก่า?”
เพราะคำตอบที่เรามีให้กับคำถามนี้
จะช่วยให้เรามองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นครับว่า
การกลับไปหาแฟนเก่านั้นถือเป็นการตัดสินใจที่ดีหรือเปล่า
อ้างอิง
Kalish, N. (2005). Lost & Found Lovers: Facts and Fantasies of Rekindled Romances. William Morrow.
Illinois Experts
Coming Out and Getting Back In: Relationship Cycling and Distress in Same- and Different-Sex Relationships
เวลาที่คนใกล้ตัว (เช่น ลูก เพื่อน แฟน) พูดกับเราว่า “ฉันโอเค”
แต่สีหน้าของเจ้าตัวไม่ได้โอเคเหมือนคำที่พูดออกมา
.
เรามักจะรู้สึกแปลกๆขึ้นมาทันที
.
เพราะโดยธรรมชาติแล้ว
เรามักจะ “อ่าน” อารมณ์ความรู้สึกของคนอื่น
ผ่าน “สีหน้า” ของเขามากกว่า
“คำพูด” หรือแม้กระทั่ง “น้ำเสียง” ของเขา
.
สาเหตุ (ข้อหนึ่ง) ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า
อารมณ์ความรู้สึกที่แสดงออกผ่าน “สีหน้า”
มันจะเกิดขึ้นแบบอัตโนมัติมากกว่า
เมื่อเทียบกับอารมณ์ความรู้สึกที่แสดงออกผ่าน “คำพูด” หรือ “น้ำเสียง”
.
ฉะนั้น
หากเราต้องการจะโกหกผ่าน “คำพูด” หรือ “น้ำเสียง”
ที่เราแสดงออกให้คนอื่นเห็น
(เช่น การพูดกับเพื่อนที่มาสาย 30 นาทีว่า “ฉันไม่ได้โกรธ”)
มันจะทำได้ง่ายกว่า
เมื่อเทียบกับการโกหกผ่าน “สีหน้า” ของเรา
(เช่น การทำหน้านิ่งๆไม่ให้เพื่อนจับพิรุธได้ว่าเราโกรธ)
.
ด้วยเหตุนี้ เวลาที่เราอยากจะเข้าใจใครสักคน
(กล่าวคือ เข้าถึง “ใจ” เขาจริงๆว่าเขากำลังรู้สึกอะไรอยู่)
เราไม่ควรใช้เพียงแค่ “หู” ในการรับฟังเขาเท่านั้น
แต่เรายังควรใช้ “ตา” ในการ “รับฟัง” เขาอีกด้วยครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/record/1975-31746-000
https://psycnet.apa.org/doi/10.1080/02699939208411068
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/1089-2680.2.3.320
#จิตวิทยา #siamstr
เคยไหมครับ…เราตื่นขึ้นมาวันหนึ่งและเราก็รู้สึกว่าทุกอย่างในวันนั้นมันยากไปหมด?
.
เราพยายามทำงาน แต่เราก็ไม่มีสมาธิ
เราแคร์แฟนของเรา แต่เราก็พูดเสียงแข็งกับแฟน
เราอ่านหนังสือหน้า 3 รอบ แต่เนื้อหาหน้านั้นกลับไม่ “เข้าหัว” เราเลย
.
เกิดอะไรขึ้นกับเราในวันนั้นกันแน่?
.
หากเราต้องการตอบคำถามนี้จริงๆ
ต่อไปนี้คือสิ่งที่เราควรจะ “เช็คตัวเอง” เป็นอันดับต้นๆครับ
.
เรานอนหลับเพียงพอไหม?
เรากินข้าวหรือยัง?
เราหิวน้ำอยู่หรือเปล่า?
เรากำลังทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เสียงดังใช่ไหม?
เรากำลังฝืนตัวเองให้ทำงานขณะที่กำลังล้าหรือไม่?
.
สิ่งเหล่านี้อาจจะดู “เล็กน้อย” ก็จริง
แต่พวกมันสามารถส่งผลให้ชีวิตเรายากขึ้นได้มหาศาลเลยครับ
.
ลองนึกถึงเวลาที่เราเล่นเกม (เช่น หมากรุก) ดูก็ได้ครับ
.
จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเราเริ่มเกมหมากรุก
โดยที่เบี้ยของเราหายไป 2 ตัว?
.
จริงอยู่ครับว่า เบี้ยอาจจะไม่ใช่หมากที่ “ทรงพลัง” มากมาย
.
แต่เวลาที่เราเล่นหมากรุกกับคู่ต่อสู้ที่ฝีมือ “พอฟัดพอเหวี่ยง” กับเรา
(หรือแม้กระทั่ง “เก่งน้อยกว่า” เราเล็กน้อย)
การสูญเสียเบี้ยไป 2 ตัวตั้งแต่เริ่มเกม
มันทำให้โอกาสที่เราจะพ่ายแพ้เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจนเลยทีเดียว
.
ชีวิตของเราก็เหมือนกันครับ
.
เรื่องการนอนหลับ ดื่มน้ำ ทำงานในที่เงียบ
มันอาจดูเล็กน้อยก็จริง
.
แต่หากชีวิตของเรา “ตึงมือ” เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
สิ่ง “เล็กน้อย” เหล่านี้สามารถทำให้เรา “พ่ายแพ้” ได้ง่ายๆเลยครับ
.
ด้วยเหตุนี้ ยิ่งชีวิตของเรากำลัง “ตึงมือ” มากเท่าไหร่
เรายิ่งต้องใส่ใจกับสิ่ง “เล็กน้อย” เหล่านี้ให้มากเลยครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1016/j.neubiorev.2017.07.010
https://doi.org/10.1080/07315724.2012.10720011
https://doi.org/10.1093/ajcn/67.4.772s
https://doi.org/10.1037/0021-9010.85.5.779
http://dx.doi.org/10.1017/CBO9781139015394
#จิตวิทยา #siamstr
พวกเราหลายคนวัดคุณค่าของตัวเอง
ด้วยความสำเร็จที่เรามีในชีวิต
.
ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จในด้าน
การเรียน การทำงาน ครอบครัว หรือด้านอื่นๆ
.
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จเป็นสิ่งที่เอาแน่เอานอนไม่ได้
.
ยกตัวอย่างเช่น
วันนี้ เราอาจจะประสบความสำเร็จในการทำงาน
(เช่น ขายงานให้ลูกค้าได้)
แต่วันพรุ่งนี้ เราอาจจะเจอกับความล้มเหลวแทน
(เช่น ขายงานแล้วลูกค้าไม่ซื้อ)
เป็นต้น
.
ฉะนั้น
หากเราวัดคุณค่าของตัวเองด้วยความสำเร็จ
คุณค่าของเราก็จะขึ้นๆลงๆตลอดเวลา
.
หรือในกรณีที่เลวร้ายหน่อยก็คือ
ความรู้สึกด้อยค่าที่เกิดขึ้นในใจเราเมื่อเจอกับความล้มเหลว
อาจทำให้เราหมดแรงใจที่จะลุยต่อ
ส่งผลให้เราไม่มีโอกาสได้ “ลิ้มรส” ความสำเร็จอีก
.
ซึ่งนั่นก็หมายความว่า
เราก็จะรู้สึกด้อยค่าแบบนั้นต่อไปเรื่อยๆ
.
แต่เราไม่จำเป็นต้องทนอยู่กับสิ่งนี้
.
เราสามารถ “ยืนหยัด” ต่อสิ่งนี้ได้ด้วยการพูดว่า
“ไม่ว่าฉันจะสำเร็จหรือล้มเหลว
ฉันก็ยังคงมีคุณค่าในตัวเองเสมอ”
.
มันคือการเอื้อมมือคว้า “คุณค่าของตัวเอง” ให้กลับมาอยู่ในมือเรา
(ไม่ใช่มือของ “คนอื่น” ไม่ใช่มือของ “ผลงาน” ที่เราทำได้)
.
มันช่วยให้เราเป็นอิสระจากความกดดัน
ในการไล่ตามความสำเร็จตลอดเวลา
.
แน่นอนครับว่าการ “ยืนหยัด” เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ
.
แต่อย่างน้อย หากเราสามารถ “ยืนหยัด” ได้สัก 1 วัน
(หรือแม้กระทั่ง 1 ชั่วโมง) นั่นก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้วครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1080/15298860309032
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0033-295X.108.3.593
#จิตวิทยา #siamstr